แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทุกรูปแบบ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทุกรูปแบบ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ถุงน้ำอัดลมใช้แทนขวด


โค้กผลิตน้ำดำใส่ถุงแทนขวด-กระป๋อง ทำจากเม็ดพลาสติกย่อยสลายได้ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเทรนด์ “สีเขียว” หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นถือเป็นเทรนด์ที่มาแรงสุดๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก

เพราะไม่เพียงแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จะสามารถช่วยลดปัญหาขยะได้แล้ว ทว่ายังช่วยแก้ปัญหา “โลกร้อน” ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่บรรดาบริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์ ห้องเสื้อ หรือบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดัง จะแข่งกันผุดสินค้าสีเขียวกันเป็นแถว

และล่าสุดทางโคคา-โคลา บริษัทผู้ผลิตน้ำอัดลมชื่อดัง ก็ได้ตัดสินใจผลิต “ถุงน้ำอัดลม” แทนขวดแก้วและกระป๋องที่ใช้ทั่วไป เพื่อไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะถุงพลาสติกดังกล่าวซึ่งมีรูปร่างคล้ายขวดน้ำอัดลมนั้น ทำมาจากเม็ดพลาสติกที่ย่อยสลายได้เอง

อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าขวดแก้ว ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศยากจน

ทั้งนี้ ทางโคคา-โคลาเผยว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากชาวบ้านในประเทศแถบอเมริกาใต้ที่นิยมเทเครื่องดื่มโค้กใส่ถุงพลาสติกแทนการนำขวดกลับบ้าน

“แม้คนส่วนใหญ่จะชอบดื่มโค้กจากขวดแก้ว เนื่องจากเชื่อว่าสดชื่นกว่า ทว่าเราเชื่อว่าขวดพลาสติกของเราก็จะให้ความรู้สึกเดียวกันอย่างแน่นอน” ทางบริษัทแถลง โดยยังเผยอีกว่า อีกไม่นานก็จะสามารถจำหน่ายขวดถุงได้ทั่วโลกแล้ว

เห็นได้ชัดว่าเป็นบริษัทที่รักสิ่งแวดล้อมจริงๆ งานนี้คงต้องขอปรบมือดังๆ ให้เสียแล้ว

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 10 กรกฎาคม 2555 เวลา 13:23 น.

วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รีสอร์ทลอยน้ำ ใช้พลังงานเเสงอาทิตย์





เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว สถานที่แห่งหนึ่งที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือ ทะเล ตามชายหาดต่างๆ จะมีนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ คลายร้อน เป็นจำนวนมาก และทำให้ธุรกิจรีสอร์ท เติบโตสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการมานับไม่ถ้วน ล่าสุด ก็มีคนปิ๊งไอเดีย ทำรีสอร์ทลอยน้ำขึ้นมา แต่ไม่ใช่เเค่รีสอร์ทลอยน้ำธรรมดาๆ เพราะที่นี่ ยังคงไอเดียรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้พลังงานเเส




รีสอร์ทลอยน้ำแห่งนี้ ได้รับการออกแบบโดย นายไมเคิล พุซโซลันเต้ ซึ่งตัวรีสอร์ททั้งหมด จะมีฟิล์มพลังงานแสงอาทิตย์เคลือบเอาไว้ ส่วนภายในรีสอร์ท ก็กว้างขวางใหญ่โต มีห้องนอนทั้งหมด 6 ห้อง ห้องออกกำลังกาย และห้องรับเเขกใต้น้ำ ส่วนลักษณะทรงกลมของรีสอร์ท ก็เพื่อที่จะเปิดรับพลังงานเเสงอาทิตย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ และกักเก็บพลังงานเเสงอาทิตย์เอาไว้ในแบตเตอรี่ ในช่วงเวลากลางวันนั่นเอง



แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันพุธที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555

พลังงานหมุนเวียน VS พลังงานสิ้นเปลือง

พลังงานถูกนำมาใช้เพื่อเติมเต็มให้กับชีวิตมนุษย์ การดำรงชีพต้องใช้พลังงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภายในบ้านพักอาศัย อาคาร ร้านค้า โรงงาน รวมถึงการเดินทาง ยิ่งนานวันความต้องการพลังงานทวีมากขึ้น นั่นหมายถึงพลังงานจะถูกนำมาจากแหล่งต่างๆ เพื่อตอบสนองการใช้พลังงาน ทั้งพลังงานจากดวงอาทิตย์และพลังงานจากภายในโลกของเราเอง พลังงานทั้งมวลที่มีอยู่ถูกจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามแหล่งที่มา ซึ่งเราจะพาไปรู้จักกัน...

1. พลังงานหมุนเวียน (Renewable energy)
คือ แหล่งพลังงานที่ได้จากธรรมชาติรอบตัวเรา หามาใช้ได้ไม่มีวันหมด ซึ่งสามารถสร้างทดแทนได้ในช่วงเวลาสั้นๆ โดยธรรมชาติหลังจากมีการใช้ไป จึงมีหลายชื่อที่ใช้เรียก - พลังงานทดแทนและพลังงานใช้ไม่หมด รวมถึงพลังงานสะอาดและพลังงานสีเขียว เนื่องจากไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมนั่นเอง

ตัวอย่างของพลังงาน ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังน้ำ, พลังงานคลื่นในทะเล, พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง, พลังงานชีวมวล, พลังงานความร้อนใต้พิภพและพลังงานไฮโดรเจน ฯลฯ

 
2. พลังงานสิ้นเปลือง (Nonrenewable energy)
คือ แหล่งพลังงานจากใต้พื้นดิน เมื่อใช้หมดแล้วไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่หรือหามาทดแทนโดยธรรมชาติได้ทันความต้องการในเวลาอันรวดเร็ว ต้องใช้เวลานานกว่าร้อยล้านปีที่จะสร้างขึ้นมาอีกได้และมีปริมาณจำกัด ชื่อที่ใช้แทนพลังงานกลุ่มนี้จึงมีทั้งพลังงานฟอสซิลและพลังงานที่ใช้แล้วหมด

ตัวอย่างของพลังงาน ได้แก่ น้ำมันดิบ (ปิโตรเลียม), ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติและพลังงานนิวเคลียร์ (แร่ยูเรเนียม) ฯลฯ
 
พลังงานที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ส่วนมากนำมาจากแหล่งพลังงานสิ้นเปลือง
เช่น เชื้อเพลิงฟอสซิลจำพวกน้ำมันดิบ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ คุณเคยสงสัยไหม ทำไมเรียก "เชื้อเพลิงฟอสซิล" คำตอบก็คือ เชื้อเพลิงนี้เกิดขึ้นจากซากพืชซากสัตว์ที่ตายมานานนับล้านปี ทับถมอยู่ใต้ดินจนเปลี่ยนเป็นฟอสซิล จากนั้นเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติกลายเป็นน้ำมันดิบ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ

แต่ปัญหาคือไม่สามารถหามาทดแทนการใช้ได้ทัน โลกเราต้องใช้เวลานานเป็นล้านปีกว่าจะผลิตน้ำมันแต่ละลิตรได้ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจะได้ก๊าซพิษออกมาด้วย เช่น ฝุ่นละออง, เขม่าควัน, ไนโตรเจน, คาร์บอนมอนอกไซด์, คาร์บอนไดออกไซด์และกำมะถันไดออกไซด์ ฯลฯ

แล้วทำไมเราไม่นำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ จะได้ไม่เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม... การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ต้องประสบปัญหาข้อจำกัดตามธรรมชาติที่ว่า พลังงาน (บางชนิด) มีอยู่มากก็จริง ทว่าไม่สามารถนำมาใช้ได้ทุกเวลาและไม่เพียงพอ เช่น
  • ถ้าท้องฟ้ามืดครึ้มจะไม่มีแสงอาทิตย์
  • ถ้าลมสงบจะไม่มีลมไปหมุนกังหัน หรือ
  • ถ้าระดับน้ำในเขื่อนไม่เพียงพอก็ผลิตไฟฟ้าไม่ได้
แต่มนุษย์ก็ไม่ยอมแพ้ต่อธรรมชาติเพียงแค่นั้น มีการรู้จักเก็บพลังงานไว้หรือเพิ่มการผลิตให้มากขึ้นเพื่อนำพลังงานไปใช้ต่อไป และนั่นทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น หากเทียบกันแล้วการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะถูกกว่า จะเห็นได้ว่าพลังงานหมุนเวียนอาจใช้แก้ปัญหาพลังงานไม่ได้ทั้งหมด แต่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกจากธรรมชาติที่มีคุณค่า ช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ทีนี้คุณลองเปรียบเทียบดูว่า การนำพลังงานสีเขียวจากแหล่งธรรมชาติมาใช้การผลิตไฟฟ้า จะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมากน้อยเพียงใด...

ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงต่างๆ เป็นดังนี้
  • ถ่านหิน = 0.50 บาท/หน่วย
  • ก๊าซธรรมชาติ = 0.93 บาท/หน่วย
  • น้ำมันเตา = 1.10 บาท/หน่วย
  • ดีเซล = 2.72 บาท/หน่วย
  • พลังงานแสงอาทิตย์ = 11.46 บาท/หน่วย
  • พลังงานลม = เป็น 2.84 บาท/หน่วย
  • พลังงานชีวมวล = 2.27 บาท/หน่วย
  • ก๊าซชีวภาพจากอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร = 1.91 บาท/หน่วย
  • น้ำเสีย = 1.3-1.6 บาท/หน่วย
  • และขยะชุมชน = 2.23 บาท/หน่วย
(1 หน่วย = 1 กิโลวัตต์-ชั่วโมง)

ถัดจากนี้ไปเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมากในเรื่อง "ข้อดี-ข้อเสีย" ของพลังงานจากทั้งสองแหล่ง เรานำมาให้ประกอบการพิจารณาว่า "ควรใช้พลังงานจากแหล่งใด"

แหล่งพลังงาน ข้อดี ข้อเสีย
พลังงานหมุนเวียน
  • สามารถหาได้ง่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดบนโลก
  • สามารถผลิตพลังงานได้ตลอดเวลา เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ
  • ใช้ไม่มีวันหมด
  • เป็นแหล่งพลังงานที่ได้มาฟรี
  • นำมาผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูก เช่น พลังน้ำ
  • มีความเสถียรในเรื่องราคาพลังงาน
  • เป็นพลังงานสะอาด ไม่สร้างมลพิษทางอากาศ, น้ำและไม่เกิดขยะของเสีย
  • พบได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ
  • ไม่สามารถผลิตพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง
  • ต้นทุนในตอนเริ่มต้นสูง
  • ต้องมีการเก็บพลังงานไว้ ซึ่งไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์
  • ต้องใช้พื้นที่มากในการติดตั้ง
  • อาจเป็นสาเหตุของมลพิษทางอากาศ เช่น พลังงานความร้อนใต้พิภพ
  • อาจทำให้โลกร้อนขึ้นได้ เช่น การเผาไหม้ของพลังงานชีวมวล
  • เกิดมลพิษทางเสียง เช่น พลังงานลม
  • อาจทำลายระบบนิเวศน์และส่งผลต่อการอพยพย้ายถิ่นฐานของสิ่งมีชีวิต                            
พลังงานสิ้นเปลือง
  • ไม่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของวัน, สภาพอากาศหรือฤดูกาลก็ได้พลังงานต่อเนื่อง
  • นำมาผลิตไฟฟ้าได้ในราคาถูกและคุ้มค่าเชิงพาณิชย์
  • นำมาผลิตไฟฟ้าจะได้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักจำนวนมาก
  • พลังงานนิวเคลียร์ใช้เชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อยก็ผลิตไฟฟ้าได้จำนวนมาก
  • พลังงานนิวเคลียร์สร้างมลพิษทางอากาศเพียงเล็กน้อยและไม่สร้าง CO2
  • สามารถหาได้เฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น
  • เป็นแหล่งพลังงานที่มีจำกัด
  • ไม่มีความเสถียรในเรื่องราคาพลังงาน
  • การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลทำให้เกิดมลพิษมากมาย รวมถึงเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก, โลกร้อนขึ้นและเกิดฝนกรด ฯลฯ
  • พลังงานนิวเคลียร์ ทำให้เกิดของเสียที่เป็นพิษสูงและขนส่งอย่างปลอดภัยทำได้ยาก
  • การขุดหรือระเบิดถ่านหินหรือแร่ยูเรเนียม และน้ำมันรั่วจาการขุดเจาะ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม                        

เนื่องจากมนุษย์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ซึ่งพลังงานนี้ใช้แล้วมีแต่จะหมดไป ดังนั้น การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นวิธีที่ควรทำ ทรัพยากรที่มีอยู่ก็จะสามารถใช้ได้อย่างพอเพียงและให้ชนรุ่นหลังมีโอกาสได้รับประโยชน์ด้วย และในฉบับต่อไปคุณจะได้พบกับพลังงานสีเขียวจากธรรมชาติที่มาจากภายในโลกของเรานี้เอง

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เส้นทางสู่พลังงานสีเขียว

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

'ไซโก'รักษ์โลก เลือกพลังงานแสงอาทิตย์กับหน้าปัดหลากสี

ไซโก (SEIKO) ผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งเครื่องบอกเวลาจากประเทศญี่ปุ่น เผยโฉม SEIKO Solar Spirit Smart Collection (ไซโก โซล่าร์ สปิริท สมาร์ท คอลเลกชั่น) เรือนเวลาพลังแสงรูปแบบใหม่ ที่จะมาปลุกอารมณ์มันส์ๆ ให้โลดแล่นอย่างมีสีสัน สู่ไลฟ์สไตล์ใหม่อย่างไร้ขีดจำกัด

SEIKO Solar Spirit Smart Collection (ไซโก โซล่าร์ สปิริท สมาร์ท คอลเลกชั่น) ถือว่าเป็นครั้งแรกกับนวัตกรรมโซล่าร์ พร้อมดีไซน์หน้าปัดสีแบบ Vivid ผสานเทคโนโลยีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในระบบโซล่าร์มาขับเคลื่อนเรือนเวลา ที่สามารถเก็บสำรองได้ทุกพลังแสง ทั้งจากแสงอาทิตย์และแสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซ้นส์ ได้ยาวนานถึง 10 เดือน โดยใช้เวลาชาร์จเพียง 1 นาที ทำงานได้นาน 1 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ ตลอดอายุการใช้งาน มาพร้อมกับเทคนิคสุดล้ำ Sunray Color ตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลสุดทนทาน กันรอยขีดข่วนด้วยกระจก Hardlex Crystal จัดเต็มกับประสิทธิภาพสุดแกร่งกันน้ำลึก 100 เมตร มีให้คุณสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมตช์ 4 สไตล์ คือ หน้าปัดสีฟ้า สีชมพู สีส้ม และสีดำ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ไทยรัฐ 3 มิถุนายน 2555, 16:00 น.

วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภูฏานจัด "วันคนเดินถนน"


ราชอาณาจักรภูฏานเตรียมบังคับใช้ "วันคนเดินถนน" ทุกวันอังคารของสัปดาห์ ห้ามรถยนต์ส่วนตัวเข้าเขตใจกลางเมืองต่างๆ อนุญาตแค่เดิน ปั่นจักรยาน หรือใช้บริการรถโดยสารสาธารรณะเท่านั้น

วันนี้ (1 มิ.ย. 2555) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า ภูฏาน ราชอาณาจักรขนาดเล็กบนเทือกเขาหิมาลัย ที่ขื้นชื่อไปทั่วโลกจากเป้าหมายการพัฒนาแบบ “ความสุขมวลรวมแห่งชาติ” เตรียมกำหนดให้วันอังคารของทุกสัปดาห์ เป็น “วันคนเดินถนน” ห้ามรถยนต์ส่วนตัวเข้าเขตใจกลางกรุงทิมพู เมืองหลวง และอีกหลายเมืองของประเทศ เพื่อลดปัญหามลพิษในเขตชุมชนเมือง และส่งเสริมให้ประชาชนได้ออกกำลังกายด้วยการเดิน หรือปั่นจักรยาน แต่หากมีกิจธุระจำเป็นก็ต้องใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 5 มิ.ย. 2555 ซึ่งเป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” เป็นต้นไป

 หนังสือพิมพ์กึนเซล ของภูฏาน รายงานในวันนี้ว่า มาตรการใหม่จะทำให้ประชาชนต้องออกปฏิบัติภารกิจนอกบ้านในวันอังคารเร็วขึ้น หรือต้องวางแผนล่วงหน้า สำหรับการประชุมหรือนัดหมายในวันดังกล่าว

สำหรับประเทศภูฏาน ตั้งอยู่ระหว่าง 2 ประเทศมหาอำนาจ อินเดียและจีน มีประชากรประมาณ 700,000 คน เป็นผู้ค้นคิดการวัดระดับการพัฒนาด้วย “ความสุขมวลรวมแห่งชาติ” หรือ จีเอ็นเอช แทนที่จะเป็น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีเอ็นพี) เหมือนประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก โดยมาตรวัดดังกล่าว รวมถึง ความสุขทางจิตใจของพลเมือง และฐานะทางการเงิน แต่จะเน้นที่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และปกป้องวัฒนธรรมศาสนาพุทธแบบท้องถิ่นจากอิทธิพลของโลกภายนอก ภูฏานมีชุมชนเมืองขนาดใหญ่แค่ไม่กี่เมือง ประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามท้องถิ่นชนบท แต่การจราจรเริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองหลวงกรุงทิมพู ซึ่งมีรถยนต์ใหม่หลากหลายยี่ห้อ โผล่ให้เห็นตามท้องถนนทุกวัน

แหล่งที่มา    เว็บไซต์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน 2555 เวลา 21:55 น.

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

15 วิธีคลายร้อนให้บ้าน

ช่วงนี้อากาศร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะทำให้หลายๆ คนเลือกที่จะอยู่แต่ในบ้าน เพื่อให้ไม่ต้องไปเจอกับแดดร้อนๆ ที่เผาจนผิวแทบไหม้ในตอนกลางวัน แต่อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนั้นก็อาจทำให้เราต้องช็อกกับบิลค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจจากการเปิดแอร์ทั้งวันได้เช่นกัน

ดังนั้น วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขออาสานำเคล็ดลับดีๆ ในการคลายร้อนให้กับบ้านของคุณโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมากมาฝาก ลองไปอ่านกันดูเลย...
  1. เปลี่ยนผ้าม่านของคุณเป็นม่านแบบโซล่า ซันสกรีน ชั่วคราว เพื่อจะได้ช่วยกันแสงแดดได้ดีขึ้น ในขณะที่สามารถถ่ายเทอากาศได้ดีเหมือนเดิม
  2. ใช้ฟิล์มกรองแสงเคลือบหน้าต่างห้องที่อยู่ทางทิศตะวันตก และตะวันออก เพื่อกันแสดงแดดแรงๆ ที่จะส่องเข้ามาในบ้าน
  3. ติดกันสาดเฉียงประมาณ 45 องศาบริเวณหน้าต่าง เพื่อลดแสงแดดที่เข้ามาในห้องได้ถึง 65 - 77 %
  4. เลือกใช้หลังคาสีอ่อนและพ่นฉนวนกันความร้อนอีกชั้น จะช่วยกันความร้อนที่แผดเผาเข้ามาผ่านหลังคาได้ดีขึ้น
  5. ใช้สีสว่าง เช่น สีขาวแต่งห้อง จะได้ไม่ดูดความร้อนเหมือนสีเข้มๆ เช่น สีดำ
  6. ปลูกต้นไม้บริเวณหน้าบ้าน และหาไม้ประดับเล็กๆ มาไว้ในบ้าน โดยเฉพาะในห้องที่อยู่ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก เพื่อให้อากาถ่ายเทได้มากขึ้น
  7.  เปลี่ยนฟิลเตอร์แอร์เป็นประจำ อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อให้แอร์ของคุณทำงานได้ดี โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนเป็นพิเศษ
  8. เลือกซื้อพัดลมแบบติดเพดาน อากาศในห้องจะได้ถ่ายเททั่วถึงมากขึ้น โดยไม่ทำให้ค่าไฟพุ่งสูงมากนัก
  9. ใช้หลอดไฟแบบตะเกียบ เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ความร้อนในห้องลดลงด้วย
  10. พยายามอย่าเปิดหน้าต่างในช่วงกลางวัน ลมร้อนจากข้างนอกจะได้ไม่เข้ามาสะสมภายในบ้าน
  11. หากคุณไม่คิดจะเปิดแอร์ตอนกลางคืน ก็ควรเปิดหน้าต่างไว้ เพื่อให้ลมเย็นในช่วงกลางคืนเข้ามาในบ้าน
  12. อย่านำเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น โทรทัศน์ไปไว้ใกล้ๆ เครื่องปรับอากาศ เพราะจะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น จนประสิทธิภาพลดลง
  13. พยายามใช้ไมโครเวฟ หรือเครื่องปิ้งขนมปัง แทนเตาแก๊ส ที่จะทำให้ไอร้อนอบอวลอยู่ในบ้าน
  14. เปิดประตูห้องน้ำ และห้องนอน ไว้เสมอ จะช่วยให้อากาศในบ้านถ่ายเทมากขึ้น
  15. ใช้กระเบื้อง หรือหินอ่อนปูชั้นล่าง เพราะกักเก็บความเย็นจากพื้นดินได้เป็นอย่างดี
เพียงแค่ทำตาม 15 เทคนิคง่ายๆ นี้ ก็จะช่วยให้บ้านของคุณคลายร้อนลงได้มาก ลองเลือกดูข้อที่เหมาะสมกับบ้านของคุณ แล้วนำไปลดความร้อนให้บ้านกัน

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ต้นยางพาราช่วยลดโลกร้อน ได้จริงหรือ

จากคำกล่าวขานล่ำลือถึงสรรพคุณต่างๆ ที่ต้น ยางพาราสามารถช่วยลดโลกร้อนได้

เรามีข้อมูลที่สามารถยืนยันจากกรมวิชาการเกษตร นายจิรากร โกศัยเสวี รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ยางพาราเป็นไม้ยืนต้นที่ช่วยสนับสนุนพื้นที่ป่าไม้ของประเทศที่เหลืออยู่ ประมาณร้อยละ 30 ทั้งยังเป็นพืชอนุรักษ์ดินและน้ำที่สามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ ซึ่งผลจากการวิจัยของศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา พบว่าต้นยางพาราสามารถดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 1.72 เมตริกตัน/ไร่/ปี ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางกว่า 14.35 ล้านไร่ คาดว่าจะดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้ปีละไม่น้อยกว่า 16.54 ล้านเมตริกตัน

นอกจากนี้ยังพบว่า ยางพาราสามารถสร้างมวลชีวภาพไม่น้อยกว่า 5.68 เมตริกตัน/ไร่/ปี ทิ้งเศษซากใบและเศษไม้เป็นแร่ธาตุหมุนเวียนในพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1.12 เมตริกตัน/ไร่/ปี และการที่มีระบบปลูกพืชแถวขวางแนวการลาดเทของพื้นที่ สามารถช่วยป้องกันการไหลเซาะพังของดินโดยเฉพาะสภาพพื้นที่มีความลาดเอียงและ ลาดชันที่ปลูกยางแบบขั้นบันได จะช่วยลดปัญหาการพังทลายของดินได้ เห็นถึงคุณประโยชน์ที่มากมายของต้นยางพาราที่เราไม่รู้เลยใช่ไหมครับว่ามี มากแค่ไหน ว่าต้นยางพาราก็สามารถช่วยพวกเราในการลดโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

แหล่งที่มา     เว็บไซต์ THAIZA

ปลูกต้นไม้บนหนังสือ

ไอเดียเก๋ไก๋นี้ สำหรับคนรักหนังสืออาจจะปวดใจจี๊ดๆ เพราะเขานำเอาหนังสือปกแข็งเก่าๆ ที่ไม่อยากอ่านแล้ว ซึ่งหนังสือเหล่านี้นิยมพิมพ์กันในต่างประเทศมากกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะหนังสือเล่มหนาที่ออกแบบปกอย่างสวยงาม นำมารีไซเคิลทำเป็นกระถางต้นไม้

ใช้หนังสือปลูกต้นไม้ได้จริงๆ ผลงานการออกแบบนี้เป็นของมนุษย์เจ้าไอเดียชาว อิตาเลียน ชื่อ Gartenkultur เขาเชื่อว่าหนังสือเล่มเก่าที่ไม่อยากอ่านแล้วจริงๆ น่าจะใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้อีก
ความคิดมาตกผลึกเอาตอนที่เห็นไม้บอนไซกับต้นกระบองเพชรเติบโตได้ในกระถางเล็กๆ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าต้นไม้เหล่านี้มีหนังสือเป็นบ้าน?

พอคิดได้ เขาจัดการเจาะรูหนังสือทั้งเล่ม เสร็จแล้วทาเคลือบรูนั้นด้วยกาวเชื่อมกระดาษทั้งหมดให้ติดแน่นเป็นเนื้อเดียว จากนั้นก็หาตะแกรงมากรุด้านในทั้งหมดทำเป็นกระถางโปร่งๆ เพื่อเปิดรูพรุนเป็นทางระบายน้ำเหมือนกระถางต้นไม้ทั่วไปที่จะต้องมีรูระบาย น้ำที่ก้นกระถาง

เสร็จแล้วก็จัดการปลูกต้นไม้ขนาดเล็กลงไป เลือกชนิดที่ชอบสีสันที่เหมาะเจาะกับลักษณะหนังสือ เป็นอันใช้ได้

ถ้าไม่มีหนังสือเล่มหนาๆ ดีไซเนอร์ของเราบอกว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างสามารถดัดแปลงประยุกต์ใช้ได้หมด เขาแนะนำไอเดียง่ายๆ ให้ติดกาวเชื่อมหนังสือการ์ตูนหรือพ็อคเก็ตบุ๊กเก่าหลายๆ เล่มเข้าด้วยกันจนได้ความหนาที่ต้องการ จากนั้นค่อยเจาะรูเป็นกระถางไซซ์ต่างๆ

เมื่อต้นไม้แข็งแรงงอกงามดีแล้ว สามารถนำไปวางปนเปกับหนังสือเล่มอื่นได้แบบไม่ขัดตา แต่กลับโดดเด่นขึ้นมาเสียอีก เวลารดน้ำ ถ้าจะให้เนียนก็ต้องยกออกไปรดในที่ซึ่งไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนหนังสือที่ใช้ งานได้จริงเล่มอื่น ใช้หนังสือพิมพ์เก่าวางซับก้นกระถางให้หมาดน้ำแล้วค่อยนำกลับมาตั้งที่เดิม

แค่นี้ก็ได้ต้นไม้เติบโตงอกงามในหนังสือจริง อวดทุกคนสมใจ สำหรับคนที่รักและหวงแหนหนังสือ อาจทนเห็นภาพบาดตาบาดใจแบบนี้ไม่ได้ แต่ไอเดียนี้ขายได้และรับรองมีคนซื้อแน่นอน

แหล่งที่มา  เว็บไซต์ THAIZA

ซองพัสดุเฟดเอ็กซ์กลายเป็นซองคาร์บอนสมดุล

เฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรส ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการใช้ซองพัสดุแบบคาร์บอนสมดุลทั่วโลก โดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม
ซองจดหมายเฟดเอ็กซ์  ที่เดิมผลิตจากวัสดุรีไซเคิล100%  และสามารถนำมารีไซเคิลได้อีก 100% เพิ่มความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดตัวโครงการจัดส่งเอกสารด้วยซองพัสดุคาร์บอนสมดุลของเฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรส  บริษัทในเครือเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (หรือมีชื่อในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กว่า FDX)  ซึ่งถือเป็นบริษัทขนส่งด่วนแห่งแรกของโลกที่หันมาใช้ซองพัสดุคาร์บอนสมดุล โดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายจากลูกค้าเพิ่มแต่อย่างใด 
เฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรสเดินหน้าลงทุนในโครงการระดับโลกนี้  เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศในระหว่างการขนส่งของเฟดเอ็กซ์ทั่วโลก และมุ่งสนับสนุนโครงการ EarthSmart® (เอิร์ธสมาร์ท)  หรือแนวทางการดำเนินงานของเฟดเอ็กซ์เพื่อโลกที่ยั่งยืน

 ราเจช ซูบรามาเนียม รองประธานกรรมการอาวุโสด้านการตลาด เฟดเอ็กซ์ เซอร์วิส กล่าวว่า “ เฟดเอ็กซ์มุ่งค้นหาวิธีการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอาชนะทุกความท้าทายด้านการขนส่งสำหรับลูกค้า และในขณะเดียวกันก็พยายามที่ช่วยโลกของเราไว้  ด้วยการผลิตซองพัสดุคาร์บอนสมดุลสำหรับการขนส่งของเฟดเอ็กซ์  เรากำลังขยายการสนับสนุนด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน และการคิดค้นนวัตกรรมในปัจจุบัน  โดยเราหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นมาตรฐานการปฏิบัติในอนาคต”
 
เดวิด คันนิ่งแฮม จูเนียร์ ประธานบริษัทเฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรสภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “ทั้งลูกค้าของเรา และสภาพอากาศโลกต่างได้รับประโยชน์จากการส่งเอกสารของเฟดเอ็กซ์ที่ลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนให้น้อยที่สุด ผลจากความพยายามนี้เป็นสิ่งที่จะแสดงให้เห็นว่า เฟดเอ็กซ์มุ่งมั่นที่จะจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลก”
 
เฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรสจะคำนวณปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาตลอดการจัดส่งซองพัสดุของเฟดเอ็กซ์ทั่วโลกทั้งหมดในแต่ละปีผ่านโครงการขนส่งด้วยซองพัสดุคาร์บอนสมดุล  จากนั้นเฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรสจะบริจาคเงินให้กับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรอย่าง BP Target Neutral องค์กรที่มุ่งลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการลงทุนในด้านพลังงานทางเลือก หรือโครงการอนุรักษ์ต่าง ๆ คิดเป็นจำนวนเทียบเท่ากับการชดเชยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการของเฟดเอ็กซ์  โดยโครงการเหล่านี้รวมไปถึงฟาร์มชีวภาพในประเทศเนเธอร์แลนด์  โครงการปลูกป่าที่ไฮแลนด์ แทนซาเนียใต้ ที่ซึ่งแปลงทุ่งหญ้าเสื่อมโทรมเป็นป่าเชิงพาณิชย์ และระบบจัดเก็บก๊าซด้วยวิธีฝังกลบที่หลุมฝังกลบสุขาภิบาลแห่งแรกในประเทศไทย

“เฟดเอ็กซ์ ได้ลงทุนด้านเทคโนโลยีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ผ่านการปฏิบัติงานจริงของเครื่องบิน  รถบรรทุก รวมถึงเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ  และในที่สุด เราก็บรรลุเป้าหมายในการพยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างดี โครงการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซ์ด้วยซองจดหมายคาร์บอนสมดุลของเฟดเอ็กซ์  เป็นการทำเพื่อส่วนรวมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการของเรา โดยเสนอตัวเลือกที่ยั่งยืนมากขึ้นแก่ลูกค้า” มิทช์ แจ็คสันรองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัทเฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น กล่าว
 
ในปี พ.ศ.2551 เฟดเอ็กซ์เป็นบริษัทแห่งแรกในอุตสาหกรรมขนส่งของสหรัฐฯ ที่ตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในการบินทั่วโลก และเป้าหมายในการใช้ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพในการพาณิชย์  ในช่วงสิ้นสุดปีงบประมาณ  2554 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางเครื่องบินของเฟดเอ็กซ์ได้ลดลงถึง  13.8% เมื่อเทียบกับปี 2548   และเฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรส ได้ปรับปรุงการใช้พลังงานของการขนส่งทางน้ำภายในสหรัฐฯ กว่า 16% ตั้งแต่ปี 2554  นอกจากนี้ เฟดเอ็กซ์ เอ็กเพรส ยังได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ 6 แผงด้วยความสามารถในการผลิตพลังงานทดแทนที่สะอาดได้มากกว่า 6 เมกาวัตต์
 
โครงการลดการปล่อยคาร์บอนครอบคลุมทุกตัวเลือกการขนส่งซองพัสดุทั้งหมดของเฟดเอ็กซ์  รวมไปถึงบริการ   FedEx First Overnight®, FedEx Priority Overnight®, FedEx Standard Overnight®, FedEx 2Day®,  FedEx Economy 2Day® A.M. และ FedEx Express Saver®   โดยในทุก ๆ ปี มีซองพัสดุของเฟดเอ็กซ์กว่า 150 ล้านซอง ถูกขนส่งไปทั่วโลก

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ GreenscapeASIA.com

แผ่นปิดแผล : กาวไหมคุณค่าจากของเหลือทิ้ง

แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผล ผลงานของ รศ.เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นชิ้นงานที่แสดงถึงความสามารถของนักวิจัยไทย ที่ยืนอยู่ระดับแถวหน้าในวงการวิจัยนานาชาติ เพราะเป็นรายแรกของโลกที่นำเซซิรีน หรือโปรตีนจากกาวไหมมากระตุ้นให้เนื้อเยื่อได้
  
กาวไหม คือ น้ำเหลือทิ้งจากการต้มรังไหม?  
คำอธิบายสำหรับแผ่นเนื้อเยื่อปิดแผล ให้นึกถึงพลาสเตอร์ที่ใช้ปิดกั้นกันเชื้อโรคเข้าไปในแผล ระหว่างที่ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อทดแทน ซึ่งต้องใช้เวลานานพอควรแม้ในแผลเล็กๆ แต่แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลของ ดร.พรอนงค์ มีคุณสมบัติที่แตกต่าง ช่วยให้หายเร็ว เมื่อเทียบกับพลาสเตอร์ทั่วไปหรือแผ่นปิดแผลชั้นดีที่ขายในท้องตลาด ไม่ทำให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง สร้างหลอดเลือดเพิ่ม (neovascularization) และเพิ่มคอลลาเจนในบาดแผล ทำหน้าที่กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ แผลจึงหายเร็ว ทำให้เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบน้อยกว่าการใช้พลาสเตอร์ทั่วไป โอกาสเกิดแผลเป็นก็ต่ำกว่า
  
ในกรณีแผลขนาดใหญ่ไฟไหม้ เนื้อเยื่อ ผิวหนัง เสียหายเป็นบริเวณกว้าง ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อได้ยาก การรักษาต้องกรีดหรือตัดเนื้อเยื่อจากร่างกายส่วนอื่น เช่นที่แก้มก้นไปปลูกหรือสร้างทดแทน ทำให้ผู้ป่วยมีแผลเพิ่ม เพื่อรักษาแผลไฟไหม้ เสี่ยงต่อปัญหาอื่นเช่นการติดเชื้อและการบาดเจ็บ ลักษณะนี้ แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลจากกาวไหมของ ดร.พรอนงค์ ลดความยุ่งยากนั้น เพราะตัดการติดเชื้อได้เนื่องจากไม่ต้องเปิดแผลใหม่สร้างเนื้อเยื่อ แผ่นปิดแผลติดแล้วก็ไม่ต้องลอกออก ปิดครั้งเดียว จากนั้นกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อจะขึ้นมาทดแทนและโปรตีนกาวไหมจะละลายไปเองใน 21 วัน
  
ผู้ได้รับบาดเจ็บไฟลวกเป็นบริเวณกว้างถึง 60% จากเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงชื่อดังแห่งหนึ่ง นำไปใช้ พบว่าได้ผลดี จากการทดลองกับหนู พบว่า แผลหายเร็วในเวลาเท่ากัน การทดลองโดยติดกับผิวหนังอาสาสมัคร ซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปที่ไม่มีแผล 112 คน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ไม่พบการแพ้ และทดลองกับคนไข้ที่มีบาดแผลจริง 70 ราย ก็ได้ผลดีจริง ตามคุณสมบัติและตรงตามความคาดหมาย
  
แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลจากกาวไหม เป็นงานวิจัยที่ ดร.พรอนงค์ นำเอาคุณสมบัติของโปรตีนกาวไหม ที่มีเซริซีน (sericin) ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นกรดอะมิโนสำคัญต่อร่างกาย ที่มีปริมาณสูงถึง 30% ทำให้แข็งตัวเป็นเจล แข็งแรงและยืดหยุ่นได้ตามอุณหภูมิการผลิตและสารประกอบร่วม มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ดูดซึมน้ำได้ดี จึงทำให้ผิวหนังชุ่มชื้น ใช้ปิดแผลก็เจ็บปวดน้อยลง ที่สำคัญเซริซีนยังกระตุ้นการสร้างเซลล์ไปพร้อมกับเพิ่มการยึดเกาะตัวกัน อันเป็นตัวการช่วยสร้างเนื้อเยื่อของมนุษย์ได้ การทดลองในหนูยังพบว่า ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ไปกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
   
ถึงจะมีบทสรุปความสำเร็จด้วยดี ดร.พรอนงค์ยังคงต่อยอดงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพขึ้นไปอีก ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ไหมไทยที่เหมาะสม และพบว่า สายพันธุ์จุล 1/1 มีคุณภาพที่สุด กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี แต่ลำพังโปรตีนกาวไหมอย่างเดียว เอามาใช้ทันทีไม่ได้ ต้องผสมกับโพลิเมอร์โพลีไวนีล แอลกอฮอล์ และผ่านกระบวนการฟรีซ-ดรายอิง หรือการทำให้เกิดการระเหิดด้วยความเย็น เพื่อรักษาคุณสมบัติสำคัญของโปรตีน  และแม้แผ่นเนื้อเยื่อที่ได้จะเป็นไปตามต้องการ มีความคงตัวดี แต่มีข้อด้อยตรงละลายน้ำได้ง่าย จึงต้องนำกระบวนการเชื่อมโยงข้าม โดยแช่แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลโปรตีนกาวไหมในแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นหลายระดับ และที่สุดพบว่าความเข้ม 70 – 80 เปอร์เซ็นต์เหมาะมากที่สุด ได้แผ่นเรียบเนียนสม่ำเสมอ ความคงตัวและยืดหยุ่นดี มีรูพรุนพอเหมาะ ปลดปล่อยโปรตีนในระดับที่กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้
   
สิ่งที่ ดร.พรอนงค์ต้องใส่ใจให้ความสำคัญลำดับถัดมา ก็คือ ต้องทำให้แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลเปียกชื้นตลอดเวลา เพราะถ้าขาดคุณสมบัตินี้ จะทำให้แผ่นเนื้อเยื่อหดตัว ไม่เรียบเนียน ระคายเคืองกับแผลได้
   
นอกจากนี้ ยังได้ทดลองใช่สารสกัดจากดอกพุด ที่เรียกเจเนพิน (genepin) มาเป็นสารเชื่อมโยงข้ามทางเคมี ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกับแอลกอฮอล์ ทั้งๆ ที่เป็นของแห้ง ไม่จำเป็นต้องทำให้เปียกชื้น การคิดค้นวิจัยจนได้พบความวิเศษของโปรตีนจากกาวไหม เพื่อให้ได้แผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลดังกล่าวนี้ นอกจากประโยชน์โดยตรงกับผู้ป่วยที่มีบาดแผล ใช้ได้ตั้งแต่แผลเล็กสุดขนาด 3x3 ซม.จนถึงขนาด 60 เปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ร่างกาย ยังจะช่วยประหยัดงบประมาณและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าพลาสเตอร์ปิดแผล โดยรายงานของบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ตกแต่งและรักษาบาดแผลระบุว่าในปี 2550 ประเทศไทย นำเข้าอุปกรณ์ปิดแผลถึง 400 ล้านบาท ไม่นับการนำเข้าผิวหนังเทียมจากประเทศญี่ปุ่น แผ่นละ 7,000 บาท ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
   
ดร.พรอนงค์เปิดเผยว่า ต้นทุนการผลิตแผ่นเนื้อเยื่อปิดแผลกาวไหม แผ่นละ  250 บาท หรือคิดเป็น 3.6 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งถ้านำมาใช้อย่างจริงจังจะลดรายจ่ายโดยรวมของประเทศลงมิใช่น้อย
   
ผลพลอยได้อีกทางหนึ่งก็คือ จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กาวไหม ซึ่งเป็นของเหลือใช้ทางการเกษตร ให้กับแวดวงอุตสาหกรรมไหมไทยได้อีกด้วย
   
งานวิจัยชิ้นนี้ได้จดสิทธิบัตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เผยแพร่ในวารสารทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ต่างประเทศ ทั้งยังมีบริษัทเอกชนจากต่างประเทศ เสนอขอซื้อสิทธิบัตรเพื่อนำผลิตจำหน่ายแล้ว

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ GREEN

ติดผนังสีเขียวให้เย็นตารับหน้าร้อน

ย่างเข้าหน้าร้อนไม่ทันไร อุณหภูมิของอากาศก็สำแดงแผงฤทธิ์สะกิดให้รู้ว่าโลกเรามันร้อนจริงๆ นะจ๊ะ หันหน้าไปทางไหนก็ป๊ะกับป่าคอนกรีตซีดๆ เซียว หาสีเขียวๆ มาเยียวยาให้เย็นตาสบายใจแทบไม่มี สงสัยคงต้องพึ่งพาสองมือของตัวเองปลูกต้นไม้คลายร้อนซะหน่อยแล้ว ว่าแต่ว่าอยู่ในเมืองแบบนี้จะเอาพื้นที่ตรงไหนมาปลูกต้นไม้ล่ะ

ด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ในเขตเมืองที่อัดแน่นไปด้วยอาคารสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ซะจนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับต้นไม้ จึงเกิดการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง การปลูกต้นไม้ในแนวระนาบผนัง หรือ การปลูกต้นไม้ในแนวตั้ง(Vertical Garden) กลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในหลาย  ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด และลดความหนาของดินที่ต้องใช้ลงด้วย

สำหรับในประเทศไทยก็มีทีมวิจัยจาก สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ศึกษาเรื่อง "ผนังสีเขียว" นวัตกรรมอาคารเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2549 โดยนำเอาต้นไม้นี่แหละมาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารซะเลย ซึ่ง "ผนังสีเขียว" ก็คือ การปลูกต้นไม้บนเปลือกอาคาร และหลังคาของอาคาร โดยเปลือกอาคารชีวภาพแบบนี้มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ที่นอกจากจะช่วยป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคารได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังลดการสะท้อนและแผ่รังสีออกสู่อากาศภายนอกอาคาร อันเป็นสาเหตุของเกาะความร้อนในเมือง(urban heat island) นอกจากนี้ยังช่วยดูดซับและกรองฝุ่นละออง ควันพิษต่าง ๆ ทำให้คุณภาพอากาศดีขึ้นอีกด้วย 
ทีมวิจัยได้นำ ไม้เลื้อย มาปกคลุมหน้าต่างแทนแผงกันแดดตามอาคาร ซึ่งพบว่าสามารถลดความร้อนเข้าสู่อาคารได้เป็นอย่างดี โดยจะลดความร้อนได้ดีที่สุดในช่วงที่มีอุณหภูมิสูงสุดตอนกลางวัน โดยพบความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างห้องที่ใช้แผงกันแดดไม้เลื้อยกับอากาศภายนอกมากที่สุดถึง 11 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ยิ่งไม้เลื้อยที่นำมาปลูกมีจำนวนใบปกคลุมมากเท่าไหร่ ก็จะมีประสิทธิภาพในการลดความร้อนมากเท่านั้น แต่ก็มีปัญหาในเรื่องการระบายอากาศ ซึ่งแก้ได้โดยการเปิดประตูหรือหน้าต่างด้านตรงข้าม หรือการเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อช่วยให้อากาศผ่านผนังสีเขียวได้ดีขึ้น

นอกจาก แผงกันแดดไม้เลื้อย แล้ว ยังมีการศึกษาถึงความสามารถในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของ ผนังไม้เลื้อย โดยการนำไม้เลื้อยพันธุ์ท้องถิ่นที่เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศบ้านเราอย่างสร้อยอินทนิล พวงชมพู และตำลึง ปลูกให้เลื้อยไปบนไม้ระแนง พบว่าสร้อยอินทนิลสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีที่สุด
 
รวมทั้งมีการนำ ดินเผา ซึ่งเป็นวัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศ มีคุณสมบัติดูดซับน้ำได้ดี แข็งแรงทนทาน และปกติก็ใช้เป็นกระถางต้นไม้อยู่แล้ว ออกแบบให้เป็น บล็อกดินเผาสำหรับปลูกต้นไม้ในแนวตั้ง แบบง่าย ๆ ที่สามารถติดตั้งได้เอง โดยเดินระบบท่อน้ำเพื่อให้น้ำในแนวตั้ง ซึ่งผนังบล็อกดินเผานี้สามารถลดอุณหภูมิภายในห้องได้ดีกว่าการติดตั้งฉนวนกันความร้อนปกติถึง 2 องศาเซลเซียส

แต่จะว่าไปแล้วสวนแนวตั้งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ซะทีเดียว เพียงแต่เราไม่คุ้นเคยกับชื่อนี้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดา ต้นไม้ตามแนวรั้ว กำแพงไม้เลื้อย หรือไม้กระถางแขวนต่าง ๆ ก็ปลูกเป็นสวนแนวตั้งได้

จากนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวสมัยผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธิน ทำให้ตามป้ายรถเมล์ในกรุงเทพฯ บ้านเราก็มีสวนแนวตั้งกะเขาด้วย(แม้ว่าจะตายไปบ้าง ถูกมือดีจิ๊กไปบ้างก็เหอะ)

นอกจากนี้ในงาน Expo 2005 ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการเสนอแนวคิด biolung ซึ่งเป็นผนังขนาดใหญ่ มีความสูง 20  เมตร ยาว 150  เมตร ปลูกไม้ดอกชนิดต่าง ๆ ในแนวตั้งเป็นผนังอาคาร ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดชื่นได้ไม่น้อย
  
ทั้งนี้ทั้งนั้น การปลูกสวนแนวตั้งต้องมีปริมาณมากจึงจะได้ผลดีมาก หน้าร้อนนี้ลองเพิ่มความสดชื่น สบายตา ให้ชีวิตด้วยพื้นที่เล็ก ๆ ที่มีอยู่กันดีมั้ย?
  



รายละเอียดเพิ่มเติมรศ. พาสินี สุนากร
สาขาวิชานวัตกรรมอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
50 ถนนพหลโยธิน  จตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-942-8960 ต่อ 321, 080-912-0123
E-mail : arcpns@ku.ac.thppasinee@hotmail.com, www.biofacade.com

บริษัท กรีนบิท จำกัด
โทร. 081-297-0100, 086-600-0029
open_space77@yahoo.com
tawee_ru@yahoo.com

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ Green

วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

ถ่ายสำเนาบัตร ปชช. ด้านเดียว ลดค่าใช้จ่ายประชาชน

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แนะกระทรวงมหาดไทย หากประชาชนต้องการติดต่อหน่วยงานรัฐ และจำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐาน ให้ถ่ายสำเนาเพียงด้านเดียว ไม่จำเป็นต้องถ่ายทั้ง 2 ด้าน เนื่องจากบัตรด้านหน้ามีข้อมูลครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายประชาชน

วานนี้ (28 เมษายน 2555) นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่า เมื่อต้องติดต่อหน่วยงานของรัฐบาล จะต้องขอสำเนาบัตรประชาชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ผู้ร้องเรียนและประชาชนเสียค่าใช้จ่ายในการถ่ายสำเนาบัตรโดยไม่จำเป็น
           ทั้งนี้ นางผาณิต กล่าวว่า ในปัจจุบันบัตรประจำตัวประชาชนที่ใช้อยู่มี 3 รูปแบบด้วยกัน คือ
  1. รูปแบบที่ 1 บัตรที่ไม่ได้ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์
  2. รูปแบบที่ 2 บัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์
  3. รูปแบบที่ 3 บัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ หรือสมาร์ทการ์ด
โดยทั้ง 3 รูปแบบ จะมีไมโครชิพฝังอยู่ด้านหนัง ซึ่งรวมข้อมูลที่สำคัญเอาใช้ทั้งหมด ส่วนด้านหลังจะเป็นข้อมูลรหัสการผลิตและการกำกับบัตร เพื่อให้รู้แหล่งที่มาของบัตร ดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาระการใช้จ่ายของประชาชน จึงควรให้มีการถ่ายสำเนาบัตรเฉพาะด้านที่มีตัวเลข 13 หลัก เท่านั้น เนื่องจากบัตรประจำตัวด้านหน้ามีข้อมูลที่สำคัญระบุครบถ้วนหมดแล้ว

นางผาณิต ยังกล่าวอีกว่า ถึงแม้ว่าเรื่องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนสองด้านดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่มีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ตนจึงได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาข้อสรุปและแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีความเห็นว่า เมื่อต้องติดต่อกับหน่วยงานของรัฐที่จำเป็นต้องใช้บัตรประชาชนเป็นหลักฐาน ให้สำเนาบัตร

อย่างไรก็ตาม ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวต่อว่า เพื่อให้เป็นไปตามหลักการการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 เพื่อพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ แล้วแจ้งเวียนไปยังหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน เพื่อถือปฏิบัติต่อไป รวมทั้งประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ให้ภาคเอกชนรับทราบด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2555

ค่าไฟพุ่ง...ประหยัดได้แค่ปลายนิ้ว

กระแสการประหยัดพลังงานใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หากมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง แต่สังคมมักจะตื่นตัวกันแบบชั่วข้ามคืนเมื่อมีการปรับขึ้นของค่าพลังงานต่างๆ แบบฉับพลัน ดังสถานการณ์ล่าสุดที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ในบิลค่าไฟประชาชนงวดใหม่ในเดือน พฤษภาคม-สิงหาคมนี้ ถึงอีก 30 สตางค์ต่อหน่วย แน่นอนว่าย่อมส่งผลกับรายจ่ายของทุกคนไม่มากก็น้อย และเมื่อไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ปัญหานี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ประชาชนต้องนึกถึงคำว่า "ประหยัด" มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว และอาจเป็นการร่วมกันปฏิบัติระยะยาวเพราะพลังงานธรรมชาตินั้นเริ่มเหลือน้อยลงทุกที

อากาศร้อนๆ กับค่าไฟที่เพิ่มมากขึ้นดูท่าจะเป็นเรื่องขัดใจสำหรับนักธุรกิจสาว "แอน" ลภาภิดา หล่อกิติยะกุล ที่แจงว่าถ้าเพิ่มขึ้นระยะนี้ถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันอากาศร้อนอบอ้าว ทำให้ต้องมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งการเปิดพัดลมและการดื่มน้ำเย็นคลายร้อน  อย่างน้อยๆ ในบ้านจะต้องมีพัดลมมากกว่า 1 ตัวอยู่แล้ว และการเปิดพัดลมพร้อมกัน นั่นหมายถึงการใช้ไฟเพิ่มขึ้น จึงเหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้บริโภคเข้าไปอีก

"เดี๋ยวนี้ความรู้ต่างๆ เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้เรารู้ว่าต้นทุนของการผลิตไฟฟ้า หรือน้ำประปา ซึ่งทำโดยรัฐบาลไม่ได้ขาดทุนแต่อย่างใด อย่างน้อยๆ ถ้าคิดจะขึ้นราคาควรจะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า มองภาพรวมง่ายๆ เมื่อค่าไฟขึ้นสินค้าทุกอย่างก็ต้องขึ้นตามไปด้วย แสดงว่ารายรับเท่าเดิมแต่รายจ่ายเพิ่มขึ้นอาจจะเดือดร้อนกันบ้าง ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายตัวมีโปรแกรมการตั้งเวลาปิด จึงควรจะตั้งเวลาปิดเครื่องปรับอากาศก่อนตื่นสัก 3 ชั่วโมง ความเย็นในห้องยังคงมีอยู่ อาจจะใช้พัดลมช่วยสักนิด เราตื่นขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวความเย็นจะค่อยๆ หมดไปเราก็ออกจากบ้านไปทำงานพอดี" สาวแอน กล่าว

ด้านสาวออฟฟิศ ณัทรภัทร กมลเศวตกุญ หยิบยกวิธีการประหยัดไฟหลากหลายที่ใช้ได้ผลดีมาแนะนำ ทั้งการใช้หลอดประหยัดไฟภายในบ้าน เครื่องปรับอากาศจะเปิดเฉพาะตอนจะเข้านอนเท่านั้น ปิดม่านกันแดดในห้องนั่งเล่นจะได้ไม่ร้อนมาก อยู่กันหลายคนในห้องเดียวก็สามารถเปิดแอร์ได้ และดูทีวีแค่เครื่องเดียวก็ประหยัดได้มากเช่นกัน

"ส่วนใหญ่จะใช้ไฟฟ้ากับคอมพิวเตอร์มากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น เพราะยุคนี้เครื่องมือสื่อสารนั้นสำคัญกับวิถีชีวิตมาก เลยต้องหาวิธีลดการใช้เครื่องไฟฟ้าชนิดอื่นๆ แทน เรื่องประหยัดไฟฟ้าไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เหมือนเป็นการช่วยโลกด้วย เพราะอย่างที่รู้ๆ ทุกวันนี้เวลาหนาวก็หนาวมาก หน้าร้อนก็ร้อนจัดกว่าเมื่อก่อน ซึ่งเชื่อว่าทุกคนสัมผัสได้" สาวรุ่นใหม่ให้ความเห็น

อีกมุมของเรื่องการประหยัดที่ไม่ขึ้นกับฐานะความเป็นอยู่ "แตง" ชญานี ศิริรัตน์บุญขจร กรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บอกว่าถึงค่าไฟฟ้าจะขึ้นมากน้อยย่อมกระทบกับการใช้ชีวิตของทุกคน เพราะทำให้มีต้นทุนการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้น อย่างที่บ้านมีเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท ก็พยายามประหยัดที่สุดคือปิดเมื่อไม่ใช้งาน หรือใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ ก็น่าจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในยุคอะไรก็แพงได้ระดับหนึ่ง

"เป็นเรื่องช่วยไม่ได้จริงๆ เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ยังไงก็ต้องเปิดเพื่อปรับอากาศ แต่พยายามเปิดเวลาจำเป็น ถ้าช่วงไหนไม่อยู่บ้านยาวๆ ก็จะปิดเลย ขณะที่ การเปิดๆ ปิดๆ ก็ไม่ว่าช่วยประหยัด เพราะค่าเดินเครื่องใหม่จะแพงกว่าการเปิดไว้นานๆ การประหยัดเป็นหัวใจสำคัญของที่บ้านอยู่แล้ว ถึงเราจะมีพอที่จะใช้จ่ายแต่ก็ต้องทำ เพราะถือเป็นการช่วยเหลือสังคมด้วย ตอนนี้ไฟฟ้าเรานำเข้าแล้วจากลาว พม่า ถ้าช่วยกันได้คนละนิดๆ หน่อยๆ รวมกันก็คงประหยัดพลังงานได้มหาศาล" ผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เผย

สำหรับนักวิชาการคนดัง "อ้อ" รศ.ดร.กฤติกา คงสมพงษ์ ชี้มูลเหตุของการขึ้นค่าไฟฟ้าในเวลานี้ว่า มี 2 เหตุผล คือมาจากการเพิ่มต้นทุนในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สูงขึ้น จึงจำเป็นต้องควบคุมต้นทุน อีกสาเหตุหนึ่งคือ เป็นการสอนให้คนไทยรู้จักมีวินัยในการใช้ไฟฟ้า เพราะหากปล่อยให้ใช้ไฟแบบที่ผ่านมา อนาคตอาจจะต้องซื้อไฟจากประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นได้

"เมื่อทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง เราจะมาคัดค้านคงไม่ได้ ก็ต้องรู้จักปรับตัว เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ว่า เมื่อเราไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ ก็ให้ปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์นั้น เชื่อว่าหากภาระที่รัฐบาลแบกรับไม่เหนือบ่ากว่าแรงจนเกินไป คงไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนมาเดือดร้อน เพราะคงไม่คุ้มกับการถูกประชาชนว่ากล่าวแน่นอน และการปรับตัวง่ายๆ อย่างเช่น แทนที่จะรีดผ้าวันละตัวสองตัวเพื่อใส่วันต่อวัน ก็เปลี่ยนเป็นรีดผ้าพร้อมๆ กันหลายตัว เครื่องปรับอากาศก็ไม่จำเป็นต้องเปิดไว้ตลอดจนเราออกจากบ้าน ปิดก่อน 1 ชั่วโมงและดื่มด่ำกับความเย็นที่เหลือให้คุ้มที่สุด ก็เรียกว่าใช้ไฟอย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว" ดร.อ้อ แนะ

สอดคล้องกับข้อมูลของ สุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) ให้ความรู้ถึงมาตรการการประหยัดพลังงานว่า การประหยัดพลังงานถือเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยกระทรวงพลังงานในฐานะกำกับดูแลด้านพลังงานทดแทน ควบคู่กับดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน หากคนไทยทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงานทุกวันก็จะสามารถลดการใช้พลังงานโดยรวม 22,000 ล้านหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 59,000 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้เพื่อให้การประหยัดพลังงงานประสบผลสำเร็จ สนพ.จึงได้กำหนดมาตรการออกมา 10 มาตรการ เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนนำไปปฏิบัติเพื่อประหยัดพลังงานภายในครัวเรือน
  1. เริ่มจาก ปิดไฟฟ้า 1 ดวง หรือถอดหลอดไฟที่ไม่ใช้ออก
  2. ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศา จะช่วยประหยัดไฟฟ้า 10 เปอร์เซ็นต์
  3. ตั้งตู้เย็นห่างผนัง 15 เซนติเมตร จะช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ 10 เปอร์เซ็นต์
  4. ปิดโทรทัศน์เมื่อไม่มีคนดู หรือเลือกใช้โทรทัศน์ขนาดเล็กเพื่อประหยัดไฟ
  5. ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ 18 วัตต์ แทนหลอดไส้ 100 วัตต์
  6. ถอดปลั๊กเตารีดก่อนรีดเสื้อผ้าเสร็จ 2-3 นาที
  7. เสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อนเมื่อใช้
  8. ใช้จอคอมพิวเตอร์ 15 นิ้วแทน 17 นิ้ว และปิดหน้าจอเมื่อไม่ใช้
  9. สุดท้าย อย่าเสียบปลั๊กไฟฟ้าทิ้งไว้เมื่อไม่ใช้งาน

พอได้เห็นการคำนวนหน่วยการประหยัดไฟแบบละเอียดถี่ยิบคำว่า "ช่วยกันคนละนิด" ดูจะเป็นเรื่องที่ทำได้จริง และไม่ยากเลยสักนิดเดียว จริงไหม

แหล่งที่มา     เว็บไซต์คมชัดลึก

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

10 วิธีเลือกซื้อบ้านประหยัดพลังงาน

บ้านประหยัดพลังงานนับว่าเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะปัจจุบันอากาศค่อนข้างร้อน ถ้าบ้านไม่ได้สร้างมาแบบประหยัดพลังงานก็จะทำให้เสียค่าไฟเป็นจำนวนมาก

วันนี้มีเคล็ดลับสำหรับคนที่กำลังสนใจเลือกซื้อบ้านประหยัดพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นบ้านมือหนึ่ง บ้านมือสอง บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือทาวน์โฮม
การตกแต่งบ้านให้มีความเย็นและอยู่สบายสอดคล้องกับวิถีชีวิตในยุคปัจจุบัน โดยมีวิธีที่จะช่วยให้คุณเลือกซื้อบ้าน หรือจะสร้างบ้านให้ถูกใจ มีดังนี้

1. อย่าใส่แหล่งความร้อนในบ้าน
คือไม่ควรออกแบบลานพื้นคอนกรีตบริเวณที่จอดรถยนต์ในทิศทางรับแสงแดด เช่น ทิศใต้ ทิศตะวันตก เนื่องจากวัสดุก่อสร้างดังกล่าวจะสะสมความร้อนไว้ในเวลากลางวันในปริมาณมาก ทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านและตัวบ้านมีอุณหภูมิสูงตามไปด้วย



2. รั้วบ้านต้องโล่ง โปร่ง สบาย
การทำรั้วบ้านของแต่จะหลัง หรือแต่ละโครงการจะไม่เหมือนกัน ดังนั้น ผู้ซื้อต้องสังเกตและใส่ใจว่า บ้านที่ซื้อนั้น รั้วบ้านเป็นอย่างไร ซึ่งรั้วบ้านก็เป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่จะช่วยให้บ้านเย็น โดยรั้วบ้านต้องไม่ทึบตัน เนื่องจากผนังรั้วทึบจะกีดขวางการเคลื่อนที่ของลมเข้าสู่ตัวบ้านทำให้ พื้นที่ภายในบ้านอับลม

3. ต้นไม้ให้ร่มเงา
การปลูกต้นไม้ในบริเวณบ้าน นอกจากจะช่วยสร้างความร่มรื่น และความสดชื่นสบายตาสบายใจแก่ผู้อาศัยในบ้านแล้ว ใบไม้รูปทรงหลากสีสันที่แผ่กิ่งก้านสาขาในพื้นที่บริเวณบ้านยังสามารถลดแสงแดดที่ตกกระทบมายังตัวบ้าน และให้ร่มเงาที่ร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ต้นไม้ ใบหญ้า ทั้งหลายที่มีประสิทธิภาพช่วยลดความร้อนที่อยู่ในสภาพแวดล้อม

4. ก่อนสร้าง อย่าลืมพื้นชั้นล่างปูแผ่นพลาสติก
บ้านพักอาศัยทั่วไปในปัจจุบันนี้ ทั้งชั้นล่างและชั้นบนมักติดตั้งเครื่องปรับ อากาศให้ความเย็นและลดความชื้นภายในพื้นที่กันเป็นจำนวนมาก การเตรียมการก่อสร้างในส่วนโครงสร้างพื้นชั้นล่างควรปูแผ่นพลาสติกเพื่อ ป้องกันความชื้นที่สามารถระเหยขึ้นมาจากผิวดิน เป็นผลให้มีการสะสมความชื้นภายในพื้นที่ห้องชั้นล่างของตัวบ้าน และเป็นที่มาของภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เพิ่มขึ้นในที่สุด

5.ควรหันบ้านให้ถูกทิศ (ลม-แดด-ฝน)
ซึ่งการออกแบบบ้านเรือนในประเทศไทย ไม่ควรหลงลืมปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน เพราะประเทศไทยจะได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ทางทิศใต้เป็นเวลา 8-9 เดือน และมีมุมแดดต่ำทำให้ความร้อนเข้าสู่ตัวอาคารได้ง่ายขึ้น กันแสงแดดได้ยาก จึงทำให้ทิศตะวันตกและทิศใต้มีอิทธิพลจากแสงแดดรุนแรงเกือบตลอดทั้งปี การวางตำแหน่งบ้านและการออกแบบรูปทรงบ้านที่ดีต้องหลีกเลี่ยงการรับแสงแดดในทิศทางดังกล่าว นอกจากนี้ การวางผังบ้านและช่องหน้าต่าง จึงต้องคำนึกถึงทิศทางกระแสลมด้วย แต่หากพื้นที่ทางเข้า-ออกของบ้านกับถนนจำเป็นต้องสร้างบ้านที่รับแดดในทิศทางดังกล่าว ก็มีทางแก้โดยการติดตั้งกันสาดหรือต้นไม้ที่เหมาะสมก็ได้

6. การมีครัวไทยต้องไม่เชื่อมติดกับตัวบ้าน
เพราะการทำครัวไทย นอกจากจะได้อาหารที่มีรสเผ็ดร้อนถูกปากคนไทยแล้ว ยังก่อให้เกิดความร้อนสะสมขึ้นในครัวเรือนในปริมาณที่มาก อันเนื่องมาจากอุปกรณ์และกิจกรรมการทำครัวต่างๆ ความร้อนที่เกิดขึ้นในห้องครัวที่ติดกับตัวบ้านจะสามารถถ่ายเทเข้าสู่พื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างรวดเร็ว และกรณีห้องที่ติดกันเป็นพื้นที่ปรับอากาศจะยังสิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นของห้องดังกล่าวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

7. ประตูหน้าต่างต้องมีทางลมเข้าออก
การระบายความร้อนภายในบ้านโดยใช้ลมธรรมชาติ ต้องมีช่องทางลมเข้าออก การวางตำแหน่งช่องหน้าต่างนั้น ต้องตอบรับทิศทางการเคลื่อนที่ของลมประจำด้วย ในการออกแบบให้ลมไหลผ่านตัวบ้านได้ดีนั้น มีข้อระวัง ได้แก่ ต้องติดตั้งมุ้งลวดเพื่อกรองฝุ่นละอองเกสรที่จะเข้าบ้าน และการติดช่องหน้าต่างในตำแหน่งเยื้องกันจะช่วยบังคับให้ลมไหลผ่านห้องต่างๆ ตามตำแหน่งที่ต้องการได้

8. ผังเฟอร์นิเจอร์ต้องเตรียมไว้ก่อน
ไม่ร้อน และประหยัดพลังงาน บ้านจัดสรรที่ดีควรมีการจัดวางผังเฟอร์นิเจอร์ในแต่ละห้อง แต่ละพื้นที่ในบ้านเพื่อความสะดวกในการจัดเตรียมตำแหน่งติดตั้งเต้ารับ หรือสวิตช์ไว้ล่วงหน้า และเพียงพอสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ภายในบ้าน นอกจากนี้ การวางตำแหน่ง เฟอร์นิเจอร์ล่วงหน้า จะได้บอกว่าภายในห้องของบ้านมีจุดใดที่มีการกีดขวาง การเคลื่อนที่ของกระแสลมหรือไม่ และควรแก้ไขอย่างไร ซึ่งควรแยกอุปกรณ์ที่จะสร้างความร้อนนอกห้องปรับอากาศ เช่น ตู้เย็น เครื่องต้มน้ำ

9. อย่ามีบ่อน้ำหรือน้ำพุในห้องปรับอากาศ
คุณสมบัติทางอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ คือการลดอุณหภูมิและความชื้น ทำให้พื้นที่ห้องต่างๆ อยู่ในภาวะที่สบาย ซึ่งการตกแต่งประดับพื้นที่ภายในห้องด้วยน้ำพุ น้ำตก อ่างเลี้ยงปลา หรือแจกันดอกไม้ และทำให้เครื่องปรับอากาศ ต้องใช้พลังงานในการลดความชื้นมากกว่าปกติ

10. ช่องระบายอากาศที่หลังคาพาคลายร้อน
หลังคาที่ดีนั้น นอกจากจะ สามารถคุ้มแดดคุ้มฝนได้ ยังต้องมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกด้วย ภายในช่องว่างใต้หลังคาเป็นพื้นที่กักเก็บความร้อนที่แผ่รังสีมาจากแสงแดด ก่อนจะถ่ายเทเข้าสู่พื้นที่ในส่วนต่างๆ ภายในบ้าน ดังนั้น การออกแบบให้มีการระบายอากาศภายในหลังคาออกไปสู่ภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องลมบริเวณจั่วหลังคา หรือระแนงชายคาจึงเป็นเรื่องที่ดีต่อการลดความร้อน แต่มีข้อระวังคือ ต้องมีการติดตั้งตาข่ายป้องกันนก แมลง เข้าไปทำรังใต้หลังคาด้วย และต้องมีการป้องกันฝนเข้าช่องเปิดระบายอากาศด้วย

แหล่งอ้างอิง เว็บไซต์กองการศึกษา  เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...