สำนักงานประกันสังคมมอบของขวัญปีใหม่ให้ผู้ประกันตน สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 1506 ค่ะ
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ 10
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559
วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559
ปี 2559 หักลดหย่อนภาษีจากเที่ยว-ช้อปช่วยชาติได้ 75,000 บาท
มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 มี 2 มาตรการคือ
1. ค่าลดหย่อนจากการใช้จ่ายท่องเที่ยวสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
โดยต้องเป็นค่าโรงแรมและค่าที่พักสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2559 ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการนำเที่ยวตามกฎหมาย มาตรการนี้เป็นมาตรการต่อเนื่องมาจากปี 2558
2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 15,000 บาท
โดยนำรายจ่ายจากการ “กิน-เที่ยว” หรือค่าใช้จ่ายจากการจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร
(ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์) รวมถึงค่าที่พักโรงแรม มาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ มีผลช่วงเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน คือ 9-17 เมษายน 2559 ที่ผ่านมานี้
โครงการช้อปช่วยชุมชน (ช้อป OTOP ช่วยชาติ ) ตามมติ ครม.เมื่อเดือน กรกฎาคม 2559
3. เป็นการซื้อสินค้าโอทอป (OTOP) สูงสุด 15,000 บาท
ที่ได้รับการรับรองจากส่วนราชการ และจดทะเบียนผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดหย่อนภาษีสูงสุดคือ 15,000 บาท และระยะเวลาการซื้อตั้งแต่ 1-31 สิงหาคม 2559 เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐาน คือ “ใบกำกับภาษี” แบบเต็มรูป
4. มาตรการเที่ยวช่วยชาติ 1 – 31 ธ.ค. 59 สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
ตามมติครม.เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ค่าลดหย่อนจากการใช้จ่ายท่องเที่ยวเดือนธันวาคมสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องเป็นค่าโรงแรมและค่าที่พักสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศตั้งแต่วันที่
1 – 31 ธันวาคม 2559 ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการนำเที่ยวตามกฎหมาย
5. มาตรการช้อปช่วยชาติ 15,000 บาท ตามมติ ครม. 13 ธ.ค. 59
สามารถนำค่าลดหย่อนในโครงการช้อปช่วยชาติ สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ในช่วง วันที่ 14 -31 ธ.ค. 2559 โดยมีเงื่อนไข 3 ข้อคือ
1. จำนวนเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด คือ 15,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2. ระยะเวลาการใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 14 – 31 ธันวาคม 2559
3. หลักฐานคือ “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป”
หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161
ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2559 มี 2 มาตรการคือ
1. ค่าลดหย่อนจากการใช้จ่ายท่องเที่ยวสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
โดยต้องเป็นค่าโรงแรมและค่าที่พักสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 – 31 ธันวาคม 2559 ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการนำเที่ยวตามกฎหมาย มาตรการนี้เป็นมาตรการต่อเนื่องมาจากปี 2558
2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ 15,000 บาท
โดยนำรายจ่ายจากการ “กิน-เที่ยว” หรือค่าใช้จ่ายจากการจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มในร้านอาหาร
(ไม่รวมสุรา เบียร์ ไวน์) รวมถึงค่าที่พักโรงแรม มาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ต้องไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ มีผลช่วงเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน คือ 9-17 เมษายน 2559 ที่ผ่านมานี้
โครงการช้อปช่วยชุมชน (ช้อป OTOP ช่วยชาติ ) ตามมติ ครม.เมื่อเดือน กรกฎาคม 2559
3. เป็นการซื้อสินค้าโอทอป (OTOP) สูงสุด 15,000 บาท
ที่ได้รับการรับรองจากส่วนราชการ และจดทะเบียนผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ลดหย่อนภาษีสูงสุดคือ 15,000 บาท และระยะเวลาการซื้อตั้งแต่ 1-31 สิงหาคม 2559 เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐาน คือ “ใบกำกับภาษี” แบบเต็มรูป
4. มาตรการเที่ยวช่วยชาติ 1 – 31 ธ.ค. 59 สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท
ตามมติครม.เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ค่าลดหย่อนจากการใช้จ่ายท่องเที่ยวเดือนธันวาคมสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท โดยต้องเป็นค่าโรงแรมและค่าที่พักสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศตั้งแต่วันที่
1 – 31 ธันวาคม 2559 ที่จ่ายให้กับผู้ประกอบการโรงแรมและผู้ประกอบการนำเที่ยวตามกฎหมาย
5. มาตรการช้อปช่วยชาติ 15,000 บาท ตามมติ ครม. 13 ธ.ค. 59
สามารถนำค่าลดหย่อนในโครงการช้อปช่วยชาติ สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ในช่วง วันที่ 14 -31 ธ.ค. 2559 โดยมีเงื่อนไข 3 ข้อคือ
1. จำนวนเงินลดหย่อนภาษีสูงสุด คือ 15,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
2. ระยะเวลาการใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 14 – 31 ธันวาคม 2559
3. หลักฐานคือ “ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป”
หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ ศูนย์สารนิเทศสรรพากร โทร. 1161
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
ปรับระบบ ‘การแพทย์ฉุกเฉิน’ ทุกสิทธิเข้ารักษาใน รพ.ทั่วปท.ฟรีใน 72 ชม.แค่กด 1669
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบัน
การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
กล่าวถึงการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
ตามนโยบายรักษาทุกที่ดีทุกสิทธิ (EMCO) ว่า
ขณะนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้พัฒนาและ
ออกแบบให้ประชาชนคนไทยที่มีสิทธิการรักษาพยาบาล
ใน 3 กองทุน คือ
ทางการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้
ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
จากนั้นแต่ละกองทุนจะตามจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ให้ผู้ป่วยที่อยู่ในสิทธินั้นๆ เอง
ตลอด 4 ปี มีผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแล
ตามสิทธิดังกล่าวมากกว่า 70,000 คน และ
จากผลสำรวจพบว่ามีความพึงพอใจสูง
แต่ยังมีปัญหาที่สำคัญคือ
มีการเรียกเก็บเงินค่ารักษาจากผู้ป่วยหรือญาติ
ด้วยเหตุผลหลายประการจนเป็นเหตุ
ให้เกิดการฟ้องร้องและยื่นเรื่องทวงถามไปยังรัฐบาล
ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนและปรับระบบให้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ สพฉ.
จึงได้ร่วมมือกับนักวิชาการด้านระบบค่ารักษาพยาบาล
ออกแบบการคิดค่ารักษาพยาบาลและทำข้อเสนอ
เงื่อนไขต่างๆ พร้อมจัดประชุมร่วมกัน
กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
และผู้แทนจากทั้ง 3 กองทุน”
นพ.อนุชา กล่าว
ข้อสรุปร่วมคือ
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบัน
การแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)
กล่าวถึงการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
ตามนโยบายรักษาทุกที่ดีทุกสิทธิ (EMCO) ว่า
ขณะนี้ ระบบการแพทย์ฉุกเฉินได้พัฒนาและ
ออกแบบให้ประชาชนคนไทยที่มีสิทธิการรักษาพยาบาล
ใน 3 กองทุน คือ
- กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
- กองทุนประกันสังคม และ
- กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
ทางการแพทย์ฉุกเฉินในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้
ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลเอกชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
จากนั้นแต่ละกองทุนจะตามจ่ายค่ารักษาพยาบาล
ให้ผู้ป่วยที่อยู่ในสิทธินั้นๆ เอง
ตลอด 4 ปี มีผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแล
ตามสิทธิดังกล่าวมากกว่า 70,000 คน และ
จากผลสำรวจพบว่ามีความพึงพอใจสูง
แต่ยังมีปัญหาที่สำคัญคือ
มีการเรียกเก็บเงินค่ารักษาจากผู้ป่วยหรือญาติ
ด้วยเหตุผลหลายประการจนเป็นเหตุ
ให้เกิดการฟ้องร้องและยื่นเรื่องทวงถามไปยังรัฐบาล
ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนและปรับระบบให้ดียิ่งขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และ สพฉ.
จึงได้ร่วมมือกับนักวิชาการด้านระบบค่ารักษาพยาบาล
ออกแบบการคิดค่ารักษาพยาบาลและทำข้อเสนอ
เงื่อนไขต่างๆ พร้อมจัดประชุมร่วมกัน
กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
และผู้แทนจากทั้ง 3 กองทุน”
นพ.อนุชา กล่าว
ข้อสรุปร่วมคือ
- จะร่วมมือดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
ของโรงพยาบาลเอกชนโดยไม่คิดค่ารักษากับผู้ป่วย
แต่จะเบิกคืนจากกองทุนต่างๆ
โดยมี สพฉ.กำหนดอาการฉุกเฉินวิกฤต - การรักษาอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
จะคิดค่ารักษาทุกรายการแทนการเหมาจ่าย
ใน 72 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้น
เป็นเรื่องที่แต่ละกองทุนกับโรงพยาบาลเอกชน
จะตกลงกันเอง - จัดระบบการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ
เมื่อพ้นวิกฤต หรืออยู่จนครบ 72 ชั่วโมง อย่างมีประสิทธิภาพ - สพฉ.ร่วมกับ รพ.รามาธิบดี
จัดการอบรมการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแบบมีส่วนร่วม
เพื่อให้แพทย์ พยาบาลห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชน
สามารถคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตตามเกณฑ์ที่ สพฉ.กำหนด
รวมทั้งจัดเตรียมศูนย์ประสานงาน
เพื่อให้แพทย์เวรประจำศูนย์ประสานงาน
สามารถช่วยการตัดสินเรื่องฉุกเฉินวิกฤต
ในกรณีที่แพทย์ พยาบาลหน้างานไม่แน่ใจ - เมื่อทุกฝ่ายยอมรับกับเงื่อนไขต่างๆ
สพฉ.จะเสนอให้คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน
ออกเป็นประกาศให้ทราบโดยทั่วกันและ
ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป และ - เตรียมตั้งกรรมการติดตามและปรับปรุงระบบการแพทย์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ในพื้นที่พิเศษที่ห่างไกล
อาทิ พื้นที่เกาะ ภูเขา หรือพื้นที่ธุรกันดาร
ที่รถพยาบาลเข้าถึงยาก
ทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินต้องได้รับการเคลื่อนย้าย
ผ่านเรือกู้ชีพ หรืออากาศยาน ก็ได้รับสิทธิและ
ได้รับบริการฟรีเช่นกัน โดยแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669
แหล่งที่มา Facebook : มติชนออนไลน์
วันอังคารที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เงินเดือนเท่านี้ เสียภาษีเท่าไหร่ ? ฉบับ ภาษีเงินได้ ปี 60
| http://www.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9590000039817 |
การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 2560
มีอะไรใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปบ้าง ?
การปรับโครงสร้างของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี 60 นี้
มีจุดเด่นๆ ก็ตรงที่ ใครที่มีเงินเดือนไม่ถึง 26,000 บาทนั้น
ไม่ต้องเสียภาษี แต่ยังมีค่าลดหย่อนใหม่ กับ
โครงสร้างการการจัดเก็บภาษีที่เปลี่ยนแปลงไป
ค่าลดหย่อนใหม่
- สำหรับผู้มีเงินได้ส่วนบุคคลจากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาทต่อปี
- สำหรับคู่สมรสจากเดิม 30,000 บาท เพิ่มเป็น 60,000 บาท
- สำหรับค่าลดหย่อนจากการมีบุตร
จากเดิมลดหย่อนบุตรคนละ 15,000 บาท ไม่เกิน 3 คนนั้น
จะเพิ่มเป็นหักลดหย่อนได้ 30,000 บาท ซึ่งไม่จำกัดจำนวนบุตร
อีกทั้งยังยกเลิกค่าลดหย่อนการศึกษาบุตร - สำหรับคู่สมรสต่างฝ่ายต่างมีเงินได้
ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ไม่เกิน 120,000 บาท - สำหรับกองมรดก จากเดิม 30,000 บาท ปรับเป็น 60,000 บาท
- สำหรับห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล
จากเดิมหุ้นส่วนคนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 60,000 บาท
ปรับเป็นให้หักลดหย่อนได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท
โครงสร้างการการจัดเก็บภาษี
- สำหรับเพื่อนๆที่รายได้ไม่ถึง 150,000 บาท ต่อปี จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 150,001-300,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 5%
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 300,0001-500,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 10%
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 500,001-750,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 15%
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 750,001-1,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 20%
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 1,000,001-2,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 25%
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 2,000,001-5,000,000 บาท ต่อปี จะต้องเสียภาษี 30%
- สำหรับเพื่อนๆที่มีรายได้ 5,000,001 บาทขึ้นไป ต่อปี จะต้องเสียภาษี 35%
สรุป
(ตัวอักษรสีแดง คือ ยังไม่ได้ประกาศเป็นกฎหมาย) แหล่งที่มาของภาพสรุป เว็บไซต์บล็อกภาษีข้างถนน
แหล่งที่มา เว็บไซต์ MoneyHab
วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ผู้ประกันตนตามมาตรา 40
1. ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คืออะไร?
คือผู้ประกอบอาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ
ที่มีอายุ 15 - 60 ปีบริบูรณ์ ที่สมัครใจทำประกันสังคม
เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง
ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านคน
2. ประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือก 3 สมทบเท่าไหร่ ได้สิทธิอะไรบ้าง?
ทางเลือก 3 สมทบ 200 บาท/เดือน
(จ่ายเอง 100 บาท รัฐสนับสนุน 100 บาท)
เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และ
จ่ายเงินสมทบถึงบำนาญขั้นต่ำหรือ
ไม่น้อยกว่า 420 เดือน (35 ปี)
มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ
ขั้นต่ำเดือนละ 600 บาท ตลอดชีวิต
3. อายุเกิน 60 สมัครได้หรือไม่?
เดิมมีพระราชกฤษฎีกาออกมาว่า
เฉพาะปีแรก ( 9 ธันวาคม 2556 - วันที่ 8 ธันวาคม 2557)
เปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่มีอายุ 60-65 ปี
สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้ทุกทางเลือก
สำหรับผู้สมัครที่มีอายุเกินกว่า 65 ปี
สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40
ได้เฉพาะทางเลือก 3 เท่านั้น ...
ดังนั้น ภายใต้กฎหมายฉบับเดิม
การรับสมัครผู้ที่อายุเกิน 60 จึงหมดเขตไปเมื่อ 8 ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา
4. มีโอกาสขยายการรับสมัคร สำหรับผู้มีอายุเกิน 60 หรือไม่?
มี ท่านนายกฯ สั่งการให้ขยายเวลาอีก 10 วัน
(=> http://www.thairath.co.th/content/468174)
แต่ต้องรอพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่
คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มกราคม ปี 2558 ...
รอติดตามข่าวนะ
5. อายุไม่ถึง 60 ยังสมัครได้ไหม?
ได้ ยังสมัครได้ตลอดโดยไม่มีวันหมดเขต และ
มีให้เลือกทั้งหมด 5 แพคเกจ...
สนใจสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด ทั่วประเทศ
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
คือผู้ประกอบอาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ
ที่มีอายุ 15 - 60 ปีบริบูรณ์ ที่สมัครใจทำประกันสังคม
เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง
ปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 2.2 ล้านคน
2. ประกันสังคมมาตรา 40 ทางเลือก 3 สมทบเท่าไหร่ ได้สิทธิอะไรบ้าง?
ทางเลือก 3 สมทบ 200 บาท/เดือน
(จ่ายเอง 100 บาท รัฐสนับสนุน 100 บาท)
เมื่ออายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และ
จ่ายเงินสมทบถึงบำนาญขั้นต่ำหรือ
ไม่น้อยกว่า 420 เดือน (35 ปี)
มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ
ขั้นต่ำเดือนละ 600 บาท ตลอดชีวิต
3. อายุเกิน 60 สมัครได้หรือไม่?
เดิมมีพระราชกฤษฎีกาออกมาว่า
เฉพาะปีแรก ( 9 ธันวาคม 2556 - วันที่ 8 ธันวาคม 2557)
เปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่มีอายุ 60-65 ปี
สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้ทุกทางเลือก
สำหรับผู้สมัครที่มีอายุเกินกว่า 65 ปี
สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40
ได้เฉพาะทางเลือก 3 เท่านั้น ...
ดังนั้น ภายใต้กฎหมายฉบับเดิม
การรับสมัครผู้ที่อายุเกิน 60 จึงหมดเขตไปเมื่อ 8 ธ.ค. 2557 ที่ผ่านมา
4. มีโอกาสขยายการรับสมัคร สำหรับผู้มีอายุเกิน 60 หรือไม่?
มี ท่านนายกฯ สั่งการให้ขยายเวลาอีก 10 วัน
(=> http://www.thairath.co.th/content/468174)
แต่ต้องรอพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่
คาดว่าจะเป็นช่วงเดือน มกราคม ปี 2558 ...
รอติดตามข่าวนะ
5. อายุไม่ถึง 60 ยังสมัครได้ไหม?
ได้ ยังสมัครได้ตลอดโดยไม่มีวันหมดเขต และ
มีให้เลือกทั้งหมด 5 แพคเกจ...
สนใจสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด ทั่วประเทศ
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ทำประกัน...ดียังไง??
กระจายความเสี่ยงจากตัวเรา ทำยังไง ?
ความเสี่ยงในที่นี้ ขอพูดถึง
ความเสี่ยงที่ "ตัวเรา" ก่อนนะจ้ะ
งงใช่มั้ยละ !? อะไรคือความเสี่ยงของตัวเรา
ปกติเคยได้ยินแต่การลงทุนมีความเสี่ยงบลาๆ
"ซื้อหุ้นระวังเสี่ยงติดดอย" บ้างละ !
"ซื้อคอนโดระวังปล่อยเช่าไม่ได้"
อันนี้เค้าเรียก "ความเสี่ยงจากการลงทุน"
แต่ความเสี่ยงที่พูดถึงมันคือ ..
ความเสี่ยงที่เราจะป่วย ไม่สบายต่างๆ นานา
รวมถึงพวกอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันด้วยนะ
แล้วลองคิดดูนะ ..
เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาไปไกล
สบายใจได้ระดับนึงว่ารักษาหายแน่ๆ
แต่อย่าลืมว่าค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ถ้าใครไม่มีการเตรียมตัวมาเลย
อาจจะเป็นหนี้เป็นสินได้ง่ายๆ
พอเข้าโรงพยาบาลไป หมอรักษาเราด้วยยา
แต่พอออกมา ฆ่าเราด้วยใบเสร็จ !!
สินค้าทางการเงินเพียงตัวเดียว
ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงดังกล่าวได้ในตอนนี้
มีเพียงตัวเดียวคือ "ประกัน"
รวมหมดทั้ง "ประกันชีวิต" "ประกันสุขภาพ"
และ "ประกันอุบัติเหตุ"
หลายๆ คนอาจจะได้ยินคำว่าประกันแล้วร้องยี้ !!
เพราะมุมมองกับ "ตัวคนขายประกัน" ไม่ดี
เหมือนเป็นแมลงสาบกางปีกบิน
แล้วขึ้นมาไต่ตรงเบ้าหน้า
จอมตื้อจนน่ารำคาญ ! บางครั้งก็จำใจซื้อ
แล้วประเด็นที่แย่สุดคือ
ไม่เคยตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ ได้
เพราะคนขายเอาแต่ขาย ขาย ขาย
แน่นอนว่าทุกอาชีพก็มีคนที่ดีและแย่
แล้วแต่ว่าใครเจอมาแบบไหน
สมมติว่าตอนนี้เราเริ่มออมเงินอย่างจริงๆ จังๆ
ตอนอายุ 25 ปี ผ่านไป 5 ปี เราอายุ 30 ปี
มีสินทรัพย์การลงทุนรวมแล้ว
ประมาณ 300,000 บาท
สมมติว่าเกิดไปตรวจสุขภาพแล้ว
พบเจอก้อนเนื้อร้าย
ทำให้ต้องผ่าตัด เอาก้อนเนื้อร้ายออก
ถ้าเราไม่มีการเตรียมตัวอะไรเลย
แน่นอนว่าสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ ของเรา
ต้องถูกแปลงมาเป็นเงินสดเพื่อจ่ายค่ารักษา
มันจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสมากมายเลย
เพราะต้องเอาเงินออกมาจากสินทรัพย์ลงทุน
เช่น ถ้าปกติฝากประจำอยู่
ก็ต้องนำออกมา ทำให้ไม่ได้ดอกเบี้ยตามกำหนด
หรือ ถูกค่าปรับจากการถอนเงินลงทุนออกมาก่อน
แต่จะดีกว่ามั้ย ในกรณีนี้ถ้าเรามี
"ประกันสุขภาพ"
ที่ช่วยมาเป็นเบาะรองรับค่าใช้จ่าย ให้รู้สึกสบาย
เหมือนตกจากตึกแปดชั้นแล้วไม่รู้สึกอะไร
ท้ายที่สุดแล้ว ก็ได้แค่แนะนำ
จะทำตามรึป่าว ก็ลองกลับไปนั่งคิด นอนคิดดู
“ชีวิตของเป็นเรา เราเลือกเอง”
แหล่งที่มา Facebook : Money Buffalo
วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เงินออมชราภาพ มาตรา 33, 39, 40
Q : ข้อแตกต่างระหว่างเงินออมชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 (มีนายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคม) ผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 (เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33) และผู้ประกันตนตามมาตรา 40
A: กรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
เงินบำเหน็จชราภาพมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ดังนี้
ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพบวกด้วยเงินสมทบเพิ่มเติม พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนรายปีสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
A: กรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
เงินบำเหน็จชราภาพมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ดังนี้
- กรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน จะได้รับเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่ายกรณีชราภาพเท่านั้น
- กรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จในส่วนของนายจ้างและส่วนของผู้ประกันตน รวมถึงอัตราผลตอบแทนประกาศในแต่ละปี
- กรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 180 เดือน ได้รับบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยจะได้รับเป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต
- กรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน ส่วนที่เกินทุกๆ 12 เดือน จะปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละ 1.5
- กรณีที่ผู้ประกันตนรับเงินบำนาญชราภาพอยู่แล้ว และมีการเสียชีวิตภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเงินคืนเป็นบำเหน็จชราภาพแก่ผู้มีสิทธิจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือน ที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย
ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพบวกด้วยเงินสมทบเพิ่มเติม พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนรายปีสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สิทธิประโยชน์ประกันสังคมควรรู้เกี่ยวกับเงินสงเคราะห์ต่างๆ
กรณีคลอดบุตร
ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตร คนละ 2 ครั้ง ดังนี้
ผู้ประกันตนหญิง สามารถคลอดบุตรที่สถานพยาบาลใดก็ได้ มีสิทธิได้รับ
หมายเหตุ ฐานค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสงเคราะห์
ผู้ประกันตน (ทั้งชายและหญิง) มีสิทธิได้รับ เงินสงเคราะห์บุตร เหมาะจ่ายเดือนละ 400 บาทต่อบุตร หนึ่งคน สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ใช้สิทธิพร้อมกันได้ คราวละไม่เกิน 2 คน
กรณีเสียชีวิต
นอกจากค่าทำศพ (40,000 บาท) และรับเงินบำเหน็จชราภาพคืนแล้ว ยังมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตาย จ่ายให้กับทายาทหรือผู้มีสิทธิ ดังนี้
ขอขอบพระคุณกราฟฟิกจาก jobthai.com
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าคลอดบุตร คนละ 2 ครั้ง ดังนี้
ผู้ประกันตนหญิง สามารถคลอดบุตรที่สถานพยาบาลใดก็ได้ มีสิทธิได้รับ
- ค่าคลอดบุตรเหมาะจ่าย 13,000 บาท
- เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรในอัตรา 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย เป็นเวลา 90 วัน
ผู้ประกันตนชาย ที่มีภริยาจดทะเบียนสมรสหรือหญิงซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส มีสิทธิ์ได้รับค่าคลอดบุตรเหมาะจ่าย 13,000 บาท
หมายเหตุ ฐานค่าจ้างที่นำมาคำนวณเงินสงเคราะห์
- ผู้ประกันตนภาคบังคับ (มาตรา 33) ค่าจ้างจริง แต่ไม่ต่ำกว่า 1,650 บาท และไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน
- ผู้ประกันตนภาคสมัครใจ (มาตรา 39) คือ 4,800 บาทต่อเดือน
ผู้ประกันตน (ทั้งชายและหญิง) มีสิทธิได้รับ เงินสงเคราะห์บุตร เหมาะจ่ายเดือนละ 400 บาทต่อบุตร หนึ่งคน สำหรับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ ใช้สิทธิพร้อมกันได้ คราวละไม่เกิน 2 คน
กรณีเสียชีวิต
นอกจากค่าทำศพ (40,000 บาท) และรับเงินบำเหน็จชราภาพคืนแล้ว ยังมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตาย จ่ายให้กับทายาทหรือผู้มีสิทธิ ดังนี้
- สมทบ 3 ปีขึ้นไป แต่ไม่ถึง 10 ปี ได้รับ 50% ของค่าจ้างรายเดือน 3 เดือน
- สมทบ 10 ปีขึ้นไป ได้รับ 50% ของค่าจ้างรายเดือน 10 เดือน
ขอขอบพระคุณกราฟฟิกจาก jobthai.com
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
วิธีมีเงินล้านภายใน 5 ปี!!!
วิธีมีเงินล้านภายใน 5 ปี!!!
หากเราเปรียบการออมเงินเหมือนกับชีวิตคน
ในเวลาที่เท่ากัน...
ยิ่งผลตอบแทนมาก เงินที่ใช้ออมแต่ละเดือนก็ยิ่งน้อย
ในเวลาที่เท่ากัน...
คนที่มีความสามารถมากกว่า ย่อมสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
วันนี้...
คุณเริ่มต้น "ออมเงิน" และ "พัฒนา" ความสามารถหรือยัง ?
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
- ออมเงินเดือนละ 17,000 บาทต่อเดือน
- ออมเงินเดือนละ 14,000 บาทที่ผลตอบแทน 5% ต่อปี
- ออมเงินเดือนละ 11,700 บาทที่ผลตอบแทน 10% ต่อปี
- ออมเงินเดือนละ 8,000 บาทที่ผลตอบแทน 20% ต่อปี
- ออมเงินเดือนละ 3,600 บาทที่ผลตอบแทน 40% ต่อปี
หากเราเปรียบการออมเงินเหมือนกับชีวิตคน
ในเวลาที่เท่ากัน...
ยิ่งผลตอบแทนมาก เงินที่ใช้ออมแต่ละเดือนก็ยิ่งน้อย
ในเวลาที่เท่ากัน...
คนที่มีความสามารถมากกว่า ย่อมสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า
วันนี้...
คุณเริ่มต้น "ออมเงิน" และ "พัฒนา" ความสามารถหรือยัง ?
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
แนวทางการใช้ชีวิต “เศรษฐีตัวจริง”
ว่ากันว่า คนที่ชอบอวดรวยนั้นมักจะไม่ได้รวยจริง แต่ “เศรษฐีตัวจริง” จำนวนมากมักจะใช้ชีวิตแบบสมถะ
ลองมาดูกันว่า “เศรษฐีตัวจริง” เค้ามีแนวทางการใช้ชีวิตอย่างไรกัน
แนวทางการใช้เงิน
1. ไม่ใช้เงินเกินกว่าที่ตัวเองหาได้
2. ชำระคืนบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกเดือน (ยืนยันแนวคิด #1 คือ ถ้าจะรูดบัตรซื้อของ ก็ต้องมั่นใจว่ามีเงินพอจ่ายในรอบเดือนนั้น)
3. จ่ายเงินให้ตัวเองก่อนเสมอ (Always pay yourself first) เมื่อเงินเดือนออก ต้องหักเงินเข้า “บัญชีเงินออม” ของตัวเองก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปจ่ายให้คนอื่นได้ (คนขายของที่เราอยากซื้อ/เจ้าหนี้ ฯลฯ)
4. ใช้วิธีหักเงินเดือนแบบ “อัตโนมัติ” เข้าบัญชีเงินออมทุกเดือน และออมเพิ่มเมื่อมีรายได้เพิ่ม
5. เงินบริหารตัวเองไม่ได้ เมื่อออมเงินได้แล้วต้องนำเงินออมไปลงทุนให้มันงอกเงย และต้องรู้จักวางแผนทางการเงินให้กับตัวเอง
6. “อิสรภาพทางการเงิน” เกิดขึ้นได้เมื่อเราปลอดหนี้ และเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดก็ตาม
7. เริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน ยิ่งออมเร็วยิ่งได้เปรียบ
8. เราอาจเกษียณเร็วได้ หากมีเงินออมพอใช้ มีบ้านมีรถและไม่มีภาระหนี้สินใดๆ อีก
แนวทางการใช้ชีวิต
9. บ้านที่ขนาดพอดีๆ กับครอบครัวก็พออยู่ได้ รถคันเก่าอายุ 10 ปีก็ยังใช้งานได้ และกาแฟที่ถูกกว่า Starbucks ก็ยังดื่มได้
10. การขับรถหรูหรือมีบ้านหลังใหญ่ ไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น
11. ชีวิตคนเราแสนสั้น จึงควรเลือกทำงานที่เราทำแล้วมีความสุข
12. การรับ job ทำงานเสริม อาจจะไม่ได้ทำให้รวยเร็วขึ้น แต่ช่วยให้มีเวลาว่างน้อยลงที่จะไปใช้เงินซื้อของ
13. “คิดการใหญ่” และ “มองไปข้างหน้า” เสมอ
14. ทำประกันไว้บ้าง เพราะเหตุร้ายบางอย่าง (เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิตในขณะที่ลูกยังเรียนไม่จบ) อาจทำให้ครอบครัวล้มละลายได้
15. เชื่อเสมอว่า เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้
16. อดทนไว้ เพราะความร่ำรวยไม่สามารถสร้างได้ในชั่วข้ามคืน
เรียบเรียงจาก http://www.businessinsider.com/how-to-act-like-a-millionaire-2013-8
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club กับ Noppi Tvk
ลองมาดูกันว่า “เศรษฐีตัวจริง” เค้ามีแนวทางการใช้ชีวิตอย่างไรกัน
แนวทางการใช้เงิน
1. ไม่ใช้เงินเกินกว่าที่ตัวเองหาได้
2. ชำระคืนบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกเดือน (ยืนยันแนวคิด #1 คือ ถ้าจะรูดบัตรซื้อของ ก็ต้องมั่นใจว่ามีเงินพอจ่ายในรอบเดือนนั้น)
3. จ่ายเงินให้ตัวเองก่อนเสมอ (Always pay yourself first) เมื่อเงินเดือนออก ต้องหักเงินเข้า “บัญชีเงินออม” ของตัวเองก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปจ่ายให้คนอื่นได้ (คนขายของที่เราอยากซื้อ/เจ้าหนี้ ฯลฯ)
4. ใช้วิธีหักเงินเดือนแบบ “อัตโนมัติ” เข้าบัญชีเงินออมทุกเดือน และออมเพิ่มเมื่อมีรายได้เพิ่ม
5. เงินบริหารตัวเองไม่ได้ เมื่อออมเงินได้แล้วต้องนำเงินออมไปลงทุนให้มันงอกเงย และต้องรู้จักวางแผนทางการเงินให้กับตัวเอง
6. “อิสรภาพทางการเงิน” เกิดขึ้นได้เมื่อเราปลอดหนี้ และเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดก็ตาม
7. เริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน ยิ่งออมเร็วยิ่งได้เปรียบ
8. เราอาจเกษียณเร็วได้ หากมีเงินออมพอใช้ มีบ้านมีรถและไม่มีภาระหนี้สินใดๆ อีก
แนวทางการใช้ชีวิต
9. บ้านที่ขนาดพอดีๆ กับครอบครัวก็พออยู่ได้ รถคันเก่าอายุ 10 ปีก็ยังใช้งานได้ และกาแฟที่ถูกกว่า Starbucks ก็ยังดื่มได้
10. การขับรถหรูหรือมีบ้านหลังใหญ่ ไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น
11. ชีวิตคนเราแสนสั้น จึงควรเลือกทำงานที่เราทำแล้วมีความสุข
12. การรับ job ทำงานเสริม อาจจะไม่ได้ทำให้รวยเร็วขึ้น แต่ช่วยให้มีเวลาว่างน้อยลงที่จะไปใช้เงินซื้อของ
13. “คิดการใหญ่” และ “มองไปข้างหน้า” เสมอ
14. ทำประกันไว้บ้าง เพราะเหตุร้ายบางอย่าง (เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิตในขณะที่ลูกยังเรียนไม่จบ) อาจทำให้ครอบครัวล้มละลายได้
15. เชื่อเสมอว่า เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้
16. อดทนไว้ เพราะความร่ำรวยไม่สามารถสร้างได้ในชั่วข้ามคืน
เรียบเรียงจาก http://www.businessinsider.com/how-to-act-like-a-millionaire-2013-8
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club กับ Noppi Tvk
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
8 โรคเรื้อรังนี้ มนุษย์เงินเดือนรักษาฟรี ด้วยประกันสังคม
ขอเพิ่มเติมนิดนึงว่า เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พ.ค. 2557 สำนักงานประกันสังคมได้ปรับเพิ่มวงเงินให้ผู้ประกันตนที่รักษาในโรคร้ายแรงที่มีค่าใช้จ่ายสูง เช่น
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th
ปล. ขอขอบคุณ K-Expert ที่ช่วยทำ graphic น่ารักๆ ให้
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
- การผ่าตัดสมอง
- การผ่าตัดหัวใจ
- โรคมะเร็ง
- โรคที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป็นต้น
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.sso.go.th
ปล. ขอขอบคุณ K-Expert ที่ช่วยทำ graphic น่ารักๆ ให้
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557
ผู้เสียภาษีจริงในประเทศไทย
ภาพกว้างเรื่องภาษีบุคคลธรรมดา ที่คุณควรรู้
คนไทยมีทั้งหมด 66 ล้านคน
เป็นผู้มีรายได้ในระบบ 40.4 ล้านคน
มีเพียง 11 ล้านคน ที่มีรายได้และยื่นภาษี
แต่จ่ายภาษีจริงๆแค่ 2.2 ล้านคน
... นั้นเท่ากับ มีคนไทยเพียง 3% จากประชากรทั้งหมดที่เป็นแหล่งจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาล
มากกว่านั้น
ในจำนวนผู้ที่จ่ายภาษี
รายได้ 1.5-5 แสนบาท มี 2 ล้านคน จัดเก็บภาษีได้ 24,710 ล้านบาท
รายได้ 0.5-1 ล้านบาท มี 4 แสนคน จัดเก็บภาษีได้ 29,379 ล้านบาท
รายได้ 1-4 ล้านบาท มี 5 หมื่นคน จัดเก็บภาษีได้ 49,855 ล้านบาท
รายได้ >4 ล้านบาท มี 2 หมื่นคน จัดเก็บภาษีได้ 62,515 ล้านบาท
คุณอยู่ตรงไหนในแผนภูมิผู้เสียภาษี?
ถึงประเทศไทยจะรวยกระจุก จนกระจาย
ถึงจะมีคนจำนวนมาก นั่งด่าว่าคนรวยเอาเปรียบ
แต่คนจ่ายภาษีเพื่อประเทศนี้เยอะที่สุด ก็เป็นคนกลุ่มนี้นะ
Credit : ภาพจาก http://thaipublica.org
แหล่งที่มา Facebook : Sinthorn
คนไทยมีทั้งหมด 66 ล้านคน
เป็นผู้มีรายได้ในระบบ 40.4 ล้านคน
มีเพียง 11 ล้านคน ที่มีรายได้และยื่นภาษี
แต่จ่ายภาษีจริงๆแค่ 2.2 ล้านคน
... นั้นเท่ากับ มีคนไทยเพียง 3% จากประชากรทั้งหมดที่เป็นแหล่งจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาล
มากกว่านั้น
ในจำนวนผู้ที่จ่ายภาษี
รายได้ 1.5-5 แสนบาท มี 2 ล้านคน จัดเก็บภาษีได้ 24,710 ล้านบาท
รายได้ 0.5-1 ล้านบาท มี 4 แสนคน จัดเก็บภาษีได้ 29,379 ล้านบาท
รายได้ 1-4 ล้านบาท มี 5 หมื่นคน จัดเก็บภาษีได้ 49,855 ล้านบาท
รายได้ >4 ล้านบาท มี 2 หมื่นคน จัดเก็บภาษีได้ 62,515 ล้านบาท
คุณอยู่ตรงไหนในแผนภูมิผู้เสียภาษี?
ถึงประเทศไทยจะรวยกระจุก จนกระจาย
ถึงจะมีคนจำนวนมาก นั่งด่าว่าคนรวยเอาเปรียบ
แต่คนจ่ายภาษีเพื่อประเทศนี้เยอะที่สุด ก็เป็นคนกลุ่มนี้นะ
Credit : ภาพจาก http://thaipublica.org
แหล่งที่มา Facebook : Sinthorn
วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557
มุมมองเรื่อง "การบริจาค" กับ "การลดหย่อนภาษี"
โดยปกติแล้ว การบริจาคต้องแยกผู้บริจาคออกเป็น 2 กลุ่มระหว่างที่ผู้บริจาคเป็น "บุคคลธรรมดา" หรือ "นิติบุคคล"
หากมองในมุมของการหักเป็น "ค่าใช้จ่าย" ในการคำนวณภาษี
บุคคลธรรมดาคนหนึ่งเสียภาษีในฐาน 35% การบริจาค 100 บาทที่หักลดหย่อนได้เต็มจำนวนตามเงื่อนไขข้างต้น (ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้) เท่ากับจะช่วยให้ประหยัดภาษีไป 35 บาท หรือ
นิติบุคคลที่เสียภาษีในฐาน 20% หากบริจาค 100 บาทและหักลดหย่อนได้เต็มจำนวนเช่นกัน (ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ) เท่ากับว่าจะประหยัดภาษีไป 20 บาท
ป.ล. บุคคลธรรมดาเสียภาษีตามอัตราขั้นบันได ตั้งแต่ 5%-35% ส่วนนิติบุคคลนั้นจะมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
หากมองในมุมของการหักเป็น "ค่าใช้จ่าย" ในการคำนวณภาษี
- บุคคลธรรมดา กรณีบริจาคให้องค์การกุศลสาธารณะ โดยปกติสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมเงินบริจาค (มาตรา 47(7))
- นิติบุคคล กรณีบริจาคให้องค์การกุศลสาธารณะ โดยปกติแล้วสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ (มาตรา 65 ตรี (3))
บุคคลธรรมดาคนหนึ่งเสียภาษีในฐาน 35% การบริจาค 100 บาทที่หักลดหย่อนได้เต็มจำนวนตามเงื่อนไขข้างต้น (ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้) เท่ากับจะช่วยให้ประหยัดภาษีไป 35 บาท หรือ
นิติบุคคลที่เสียภาษีในฐาน 20% หากบริจาค 100 บาทและหักลดหย่อนได้เต็มจำนวนเช่นกัน (ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ) เท่ากับว่าจะประหยัดภาษีไป 20 บาท
ป.ล. บุคคลธรรมดาเสียภาษีตามอัตราขั้นบันได ตั้งแต่ 5%-35% ส่วนนิติบุคคลนั้นจะมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สิทธิประกันสังคมกับการรักษาโรคมะเร็ง 7 ชนิด
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
ขอขอบคุณ K-Expert ที่ช่วยทำ graphic สวยๆ ให้ ... อ้างอิงข้อมูลจาก website ของสำนักงานประกันสังคม
วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557
8 โรคเรื้อรังที่รักษาฟรีได้ด้วยสิทธิประกันสังคม
ใครรู้บ้างว่า 8 โรคเรื้อรังที่รักษาฟรีได้ด้วยสิทธิประกันสังคมมีอะไรบ้าง??
- เบาหวาน
- ถุงลมโป่งพอง
- ตับอักเสบเรื้อรัง/ตับแข็ง
- ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- หัวใจล้มเหลว
- ความดันโลหิตสูง
- มะเร็ง (10 ชนิด)
- โรคหลอดเลือดสมอง (CVA)
วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557
สิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคมกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน
ประกาศคณะกรรมการแพทย์ตามพระบัญญัติประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และจำนวนเงินทดแทนค่าบริการทางการแพทย์กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน (ฉบับที่๒) พ.ศ.๒๕๕๔ (ประกาศกรณีฉุกเฉิน)
เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด โดยผู้ประกันตนหรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบโดยด่วน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบสำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ตามประเภทและอัตราที่ประกาศกำหนด
ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดเนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด
โดยผู้ประกันตนหรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้อง จะต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯทราบโดยด่วน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับค่ารักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบ
สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ตามประเภทและอัตราที่ประกาศกำหนด ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ นับตั้งแต่เวลาที่สถานพยาบาลตามบัตรฯ ได้รับแจ้ง
----------------------------------------------------------------------------------------------------
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ไม่ว่ากรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเบิกได้ ดังนี้
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ป่วยนอก
สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
ผู้ป่วยใน
สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ยกเว้น ค่าห้องและอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท
*** กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง
----------------------------------------------------------------------------------------------------
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน
----------------------------------------------------------------------------------------------------
กรณีผู้ป่วยนอก
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษา ในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด โดยผู้ประกันตนหรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้องจะต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบโดยด่วน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบสำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ตามประเภทและอัตราที่ประกาศกำหนด
ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกิดเนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร่งด่วน มิฉะนั้นอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด
โดยผู้ประกันตนหรือญาติหรือผู้เกี่ยวข้อง จะต้องรีบแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯทราบโดยด่วน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อไป สำหรับค่ารักษาพยาบาล ที่เกิดขึ้นก่อนการแจ้งให้โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ทราบ
สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายภายใน 3 วัน (72 ชั่วโมง) ตามประเภทและอัตราที่ประกาศกำหนด ส่วนค่าใช้จ่ายที่เกินอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ นับตั้งแต่เวลาที่สถานพยาบาลตามบัตรฯ ได้รับแจ้ง
----------------------------------------------------------------------------------------------------
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ ไม่ว่ากรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน สามารถเบิกได้ ดังนี้
----------------------------------------------------------------------------------------------------
ผู้ป่วยนอก
สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
ผู้ป่วยใน
สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ยกเว้น ค่าห้องและอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท
*** กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินผู้ประกันตนสามารถขอรับค่าบริการทางการแพทย์ได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง
----------------------------------------------------------------------------------------------------
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของเอกชน
----------------------------------------------------------------------------------------------------
กรณีผู้ป่วยนอก
- สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินครั้งละ 1,000 บาท
- สามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงเกินครั้งละ 1,000 บาท ได้หากมีการตรวจรักษาตามรายการในประกาศ ดังนี้
- การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด การฉีดสารต่อต้านพิษจากเชื้อบาดทะยัก
- การฉีดวัคซีนหรือเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเฉพาะเข็มแรก การตรวจอัลตร้าซาวด์
- กรณีที่มีภาวะฉุกเฉินเฉียบพลันในช่องท้อง การตรวจด้วย CT - SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด การขูดมดลูก
- กรณีตกเลือดหลังคลอดหรือตกเลือดจากการแท้งบุตร ค่าฟื้นคืนชีพและกรณีที่มีการสังเกตอาการในห้องสังเกตอาการตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป
- ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
- ค่าห้องและค่าอาหารไม่เกินวันละ 700 บาท
- ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาลกรณีที่รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 4,500 บาท
- กรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่ เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000 - 16,000 บาท ตามระยะเวลาการผ่าตัด
- การฟื้นคืนชีพรวมค่ายาและอุปกรณ์ไม่เกิน 4,000 บาท
- ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหรือเอกซเรย์ เบิกได้ในวงเงินไม่เกินรายละ 1,000 บาท
- กรณี มีความจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจคลื่นสมอง การตรวจอัลตร้าซาวด์ การสวนเส้นเลือดหัวใจและเอกซเรย์ การส่องกล้อง การตรวจด้วยการฉีดสี การตรวจด้วย CT - SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด
แหล่งที่มา Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน
วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557
10 ตัวย่อในข่าวการเมือง
- พธม. พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
- กปท. กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ
- ศอ.รส. ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย
- ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
- กปปส. คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมกษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- กกต. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- สปป. สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย
- คปท. เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย
- อพส. องค์การพิทักษ์สยาม
- นปช. แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ
วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557
Digital TV ใครได้ ใครเสีย
ประมูล Digital TV กันเสร็จเรียบร้อยแล้วนะ ไปดูกันว่า กระทบกับใคร อะไรยัง และอะไรที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
ขอบคุณ Infographic จาก SCBEIC
แหล่งที่มา Facebook : Sinthorn
ขอบคุณ Infographic จาก SCBEIC
แหล่งที่มา Facebook : Sinthorn
วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557
เป้าหมายมีเงิน 10 ล้าน ... อายุ 40 ปี
สมมติเรามีเป้าหมายจะมีเงินให้ได้ 10 ล้านบาท ภายอายุ 40 ปี ...
สมมติตอนนี้เราอายุ 25 ปี เท่ากับมีเวลาทำเงินอีก 15 ปี และมีเงินเริ่มต้น 100,000 บาท ... เราจะทำไงดี ?
สมมติตอนนี้เราอายุ 25 ปี เท่ากับมีเวลาทำเงินอีก 15 ปี และมีเงินเริ่มต้น 100,000 บาท ... เราจะทำไงดี ?
- ฝากเงินแบงก์ได้ดอกเบี้ยปีละ 3% ?? เืลือกทางนี้ไม่ทันแน่ ๆ เพราะตอนอายุ 40 เราจะมีเงินเพิ่มเป็นแค่ 155,796.74 บาท ห่างไกลสุดกู่จากเป้าหมาย (ต้องใช้เวลา 156 ปี ถึงจะถึงเป้าหมาย ... เราคงตายไปนานแล้ว)
- ตั้งใจทำงานให้ก้าวหน้า ? ทางนี้พอเป็นไปได้ หากเงินเดือนขึ้นหลักแสน และใช้เงินอย่างมีสติ ก็น่าจะพอเก็บเงินเป็น 10 ล้านได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงแบบนั้นได้
- ตั้งใจทำงานให้ก้าวหน้า และนำเงินที่มีไปลงทุน ? ทางนี้ยิ่งพอเป็นไปได้มากขึ้น (ต่อยอดจากข้อ 2) แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สำเร็จ
- ทำธุรกิจส่วนตัว ค้าขาย เก็บสะสมกำไร ? ทางนี้ก็เป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไม่เจ๊งไปก่อน
- ทางไหนที่ทำไปแล้วไม่ถึงเป้าหมายแน่ๆ ก็อย่าไปทำแต่แรก เสียเวลาเปล่า
- ส่วนทางไหนที่พอมีโอกาสไปถึงเป้าหมายได้ ก็น่าเลือกมาศึกษาและลองทำ ซึ่งสุดท้ายมันอาจจะไม่สำเร็จก็ได้ ต้องทำใจ แต่ตราบใดที่ยังมีเวลาเหลือ (กรณีสมมตินี้คือก่อนอายุ 40 ... ส่วนกรณีทั่วไป คือ เท่าที่จะมีชีวิตอยู่) มันก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...










