แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกี่ยวกับสัตว์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกี่ยวกับสัตว์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

น่ารัก! หมาเลี้ยงลูกลิง

เผยภาพน่ารัก ครอบครัวต่างสายพันธ์ ลูกชิมแปนซี อาศัยร่วมกับลูกสุนัข

เจ้าซิมแปนซีกำลังกินอาหารมื้อเย็นอย่างมีความสุขกับลูกๆ สุนัขตัวน้อย  มันถูกทิ้งในสวนสัตว์ โดยแม่ของมันเอง ผู้ดูแลสวนสัตว์จึงนำมามันมาอยู่กับสุนัขที่บ้านของเขา  และเมื่อสุนัขคลอดลูก เจ้าแม่สุนัขก็รวมเจ้าชิมแปนซีเป็นเข้าลูกไปด้วย


ผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ปกติสุนัขจะกลัวที่จะอยู่ร่วมกับลิง เพราะนิสัยของมันไม่แน่นอน แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างลงตัวสมบูรณ์แบบ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 01 ธันวาคม 2555 เวลา 08:01 น.

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ใช้เซลล์เยื่อบุจมูกรักษาสุนัขอัมพาตจนเดินได้



นักวิจัยอังกฤษประสบความสำเร็จในการฉีดสเต็มเซลล์ที่เพาะจากเยื่อบุจมูก รักษาสุนัขที่ป่วยเป็นอัมพาตให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า คณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ร่วมกับศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู สภาวิจัยการแพทย์อังกฤษ สามารถรักษา เจ้าแจสเปอร์ สุนัขดัชชุนด์ วัย 10 ปี ให้สามารถกลับมาใช้ขาหลังได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่มันประสบอุบัติเหตุเมื่อ 4 ปีก่อน ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งตัว

โดยทีมนักวิจัยได้เพาะสเต็มเซลล์จากเยื่อบุจมูกของสุนัข จากนั้นก็ปลูกฝังเซลล์ที่ได้บนตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ หรือใช้วิธีฉีดเข้าไปในน้ำไขสันหลัง ซึ่งหลังจากใช้เวลารักษานาน 6 เดือน สุนัขหลายตัวมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และสามารถเดินบนสายพานไฟฟ้า โดยใช้เครื่องช่วยพยุง

ทั้งนี้ การทดลองดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่ใช้รักษาสัตว์ที่บาดเจ็บจริง ไม่ใช่สัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการ และผลที่ได้อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ซึ่งนักวิจัยเชื่อมั่นว่า สามารถนำเทคนิคนี้ไปใช้รักษาผู้ป่วยอัมพาตให้กลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า เป็นการรักษาอัมพาตให้หายขาด เนื่องจากยังไม่สามารถฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะอื่น ที่มีความสลับซับซ้อนกว่า อย่างเช่น การควบคุมกระเพาะปัสสาวะ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ marthymamo สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

เป็ดแสนรู้เดินตามพระออกบิณฑบาต


พบเป็ดไทยแสนรู้เดินตามหลวงพ่อออกบิณฑบาตทุกเช้าแถมจำศีลภาวนาร่วมกับญาติโยมที่วัด

ญาติโยมที่ไปทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ในช่วงเข้าพรรษาที่วัดบ้านนาท่ม หมู่ที่ 8 ต.แตล อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เห็นจนคุ้นเคยกับ"เจ้าบุญหลง"เป็ดสายพันธุ์ไทยแสนรู้และฉลาด เพราะมันชอบเดินตามหรือไม่ก็เดินนำหน้าพระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุกเช้า

หลวงพ่อ ฉ่ำ ฐิตะธรรมโม อายุ 67 ปี ซึ่งได้บวชจำพรรษาอยู่ที่วัดดังกล่าวนาน 8 พรรษา บอกว่า เมื่อ 3 เดือนทีผ่านมาได้มีพ่อค้านำเป็ดเร่ ออกมาเร่ขายเงินผ่อนภายในหมู่บ้านและได้แวะเข้ามาพักที่วัดแห่งนี้ก่อนไปได้ลืมเป็ดตัวนี้ไว้ที่วัด ซึ่งเป็ดตัวนี้ร้องอยู่ตัวเดียว อาตมาก็เลยนำมาเลี้ยงไว้พร้อมกับตั้งชื่อว่า เจ้า “บุญหลง” เป็นพันธุ์ไทยตัวผู้ระหว่างที่เลี้ยงเป็ดตัวนี้ จะมีลักษณะพิเศษกว่าเป็ดทั่วไปคือเวลาอาตมาจะเข้าห้องนอน หรือ จำวัด เป็ดตัวนี้ก็จะมานอนหน้าห้องทุกวัน

นอกจากนี้จะนอนทับรองเท้าของอาตมาอยู่เป็นประจำและในระหว่างที่อาตมาจะออกไปบิณฑบาตร ในช่วงเช้าก็จะเดินนำหน้าอาตมาไปทุกเช้า จนกระทั่งชาวบ้านเห็นจนคุ้นเคย เป็ดจะไม่ดื้อ จะไม่ซุกซน ไม่กวน ขณะที่ญาติโยมใส่บาตร ไม่กลัวคน เดินร้องก๊าบๆๆ ทั้งนำหน้า และตามหลัง อาตมาตั้งแต่ออกจากวัด ไปรับบิณฑบาต ในหมู่บ้านจนกระทั่งเดินกลับวัด เวลาญาติโยมใส่บาตรเป็ดก็จะยืนรอและออกเดิน เมื่อโยมใส่บาตรเสร็จแล้ว ชาวบ้านคุ้นเคย เจ้าบุญหลง จะแบ่งข้าวที่เหลือจากใส่บาตรให้เป็ดกิน แต่เป็นก็จะกินเล็กน้อยส่วนอาหารการกินก็จะเป็นข้าวปกติโดยทั่วไป

หลวงพ่อฉ่ำ บอกอีกว่า ในช่วงที่มีญาติโยมจะมาจำศีลภวนาในช่วงวันพระเจ้าบุญหลง ก็จะเข้าโบสถ์จำศีลกับเขาด้วยตลอดจนมีงานพิธีต่างๆภายในหมู่บ้านเจ้าบุญหลง ก็จะเดินตามไปในงานจนเสร็จพิธีโดยจะเข้าไปในบริเวณงานแล้วจะออกมานอนทับรองเท้าของอาตมาเอาไว้ ถึงจะอยู่จนดึกเจ้าหลงตัวนี้ก็จะนอนรออยู่อย่างนั้นจนเป็นที่ร่ำลือของชาวบ้านว่าที่วัดวัดบ้านนาท่ม มีเป็ด ที่ชาญฉลาดมาก มาอยู่ที่วัด ประกอบกับชาวบ้านที่เห็นก็สุดทึ่งเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นเป็ดฉลาดแบบนี้

นายสัมฤทธิ์ บุญเหมาะ อายุ 50 ปีบ้านเลขที่ 81 หมู่ 19 ซึ่งเป็นชาวบ้านนาท่ม และเป็นผู้ที่ทำบุญใส่บาตรทุกวันได้ บอกว่า เป็ดตัวนี้รู้สึกว่าไปไหนมาไหนจะไปแต่กับหลวงพ่อ เวลาท่านมีกิจนิมนต์ไปตามงานการต่างๆตลอดจนเข้าวัดจำศีลก็จะเข้าใช้ชีวิตเหมือนกับคน ขณะเดียวกันได้พูดแซวกับพี่น้องมาทำบุญว่าเวลาให้ซองก็ต้องให้ซองเจ้าบุญหลงด้วย ซึ่งเป็นเป็ดของหลวงพ่อต้องได้ด้วย พูดไปพากันหัวเราะไปสำหรับวัดบ้านนาท่มมีพระภิกษุบวชจำพรรษาเพียง 4 รูปเท่านั้น

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 20 กันยายน 2555 เวลา 15:24 น.

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

8 เหตุผลดีๆ ที่ควรผสมน้ำมันมะกอกในอาหารสุนัข


น้ำมันมะกอก (Olive Oil) เป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการบริโภค ที่สำคัญน้ำมันมะกอกยังมีผลดีต่อร่างกายมนุษย์ดังที่หลาย ๆ คนทราบกันมาแล้ว แต่คุณรู้หรือไม่ว่า น้ำมันมะกอกก็มีประโยชน์ต่อเจ้าตูบ เพื่อนที่ซื่อสัตย์ของเราเช่นกัน บางคนอาจจะรู้ถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอกต่อเจ้าตูบมาบ้างแล้ว ตอนนี้จึงผสมน้ำมันมะกอกในอาหารให้เจ้าตูบกินในบางมื้อ แต่สำหรับใครที่ยังไม่ทราบนั้น วันนี้เรามี 8 เหตุผลดีๆ ที่คุณควรหันมาผสมน้ำมันมะกอกลงในอาหารของเจ้าตูบบ้าง

1. ช่วยรักษาความสดของอาหาร
เชฟอาหารสุนัขชื่อดัง ราเชล เรย์ บอกไว้ว่า ในแต่ละครั้งที่คุณเทอาหารให้เจ้าตูบนั้น ถ้าคุณเห็นว่ามันแห้งจนเกินไป จนทำให้เจ้าตูบของคุณต้องเบือนหน้าหนีแล้วล่ะก็ มีของอยู่ไม่กี่อย่างที่เราควรจะเติมลงไปเพื่อให้เจ้าตูบกินง่ายขึ้น นั่นก็คือ น้ำมันมะกอกแบบบริสุทธิ์สุด ๆ ซึ่งนอกจากจะช่วยให้อาหารตูบไม่แห้งกรังเกินไปแล้ว ยังช่วยรักษาความสดของอาหารได้ด้วยน้า

2. ช่วยลดน้ำหนักเจ้าตูบได้
เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกว่าเจ้าตูบของคุณนั้นอ้วนเกินไปแล้ว และอยากลดน้ำหนักมันล่ะก็ น้ำมันมะกอกช่วยคุณได้ค่ะ เพราะน้ำมันมะกอกมีไขมันไม่อิ่มตัว เชิงเดี่ยว (Monounsaturated) ที่จะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดภาวะไขมันอุตตัน จนก่อให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดตีบ เป็นต้น ดังนั้น ลองผสมน้ำมันมะกอกลงในอาหารเจ้าตูบวันละนิด เพื่อสุขภาพที่ดีนะคะ

3. ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
จากที่กล่าวไปในข้างต้น นอกจากในน้ำมันมะกอกจะมี Monounsaturated แล้ว ยังมีกรดโอเลอิก (oleic acid) ที่เชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ เพราะผลวิจัยออกมาแล้วว่า โรคมะเร็งเป็นโรคที่คร่าชีวิตเจ้าตูบที่อายุเกิน 10 ปี มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น คุณเจ้าของทั้งหลายท่องจำสโลแกนนี้ไว้เลยค่ะว่า "ป้องกันเจ้าตูบจากโรคร้าย ด้วยน้ำมันมะกอก"

4. ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค
น้ำมันมะกอกประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค (immune system) ที่จะช่วยให้เจ้าตูบของคุณต่อสู้กับโรคภัยต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยเฉพาะการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเช่น เป็นหวัดตอนเปลี่ยนฤดู เป็นต้น

5. ช่วยให้อายุเจ้าตูบยืนยาวขึ้น  
สุนัขแต่ละสายพันธุ์นั้นมีช่วงชีวิตที่แตกต่างกันออกไปและเราไม่สามารถที่จะทำให้มันอยู่กับเราตลอดไปได้ แต่ไม่มีอะไรจะเศร้าใจเท่ากับการที่มันจากไปก่อนวัยอันควร แล้วจะทำอย่างไรล่ะที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น คำตอบมีอยู่มากมาย แต่ในที่นี้เรากำลังพูดถึงน้ำมันมะกอก ซึ่งก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยได้ โดยจะทำให้เจ้าตูบของคุณยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง แม้อายุจะล่วงเลยไปมากแล้วก็ตาม

6. ช่วยบำรุงสมอง 
คุณรู้หรือไม่ว่า น้ำมันมะกอกช่วยป้องกันกระบวนการรับรู้ที่ลดลงตามวัยที่ร่วงโรยลงได้ พูดง่าย ๆ คือ เมื่อคนเราแก่แล้วก็มักจะมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้บ้าง ดังนั้น บ้านไหนมีสุนัขแก่ ก็จัดน้ำมันมะกอกให้เลยอย่างน้อยวันละครั้ง และที่สำคัญโดยเฉพาะถ้าสุนัขคุณเป็นสายพันธุ์ที่ฉลาดมากอยู่แล้ว เช่น คอลลี่ พูเดิ้ล เป็นต้น เพราะในวันหนึ่งคุณคงไม่อยากให้สุนัขที่คุณรัก ต้องป้ำๆ เป๋อๆ หลงลืมเจ้าของอย่างคุณหรอกนะ

7. ช่วยให้หายใจคล่องขึ้น
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ประโยชน์ของน้ำมันมะกอกนั้นมีมากมายจริง ๆ อย่างที่กล่าวไปในข้อต่าง ๆ ข้างต้นแล้ว น้ำมันมะกอกยังช่วยในเรื่องของระบบการหายใจ นั่นก็คือ จะช่วยให้เจ้าตูบหายใจคล่องขึ้น เลือดไหลเวียนดี ดังนั้น จากสรรพคุณดังกล่าวจะช่วยได้มากกับเจ้าตูบพันธุ์หน้าบี้ จมูกสั้นทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นบูลด็อก ปั๊ก และอีก ๆ หลายพันธุ์ที่มีปัญหาหายใจติดขัด จัดน้ำมันมะกอกไป รับรองหายใจคล่องปรื้ดดดดด

8. ช่วยบำรุงเส้นขนให้มีสุขภาพดี
หลังจากกล่าวถึงประโยชน์ของน้ำมันมะกอกในเชิงสุขภาพภายในมามากแล้ว งั้นเรามาดูสุขภาพภายนอกกันบ้างดีกว่า ที่เห็นได้ชัดและเราน่าจะทราบกันมาบ้างแล้วว่า น้ำมันมะกอกช่วยบำรุงสุขภาพเส้นผมและผิวให้สวยได้ ในสุนัขก็เช่นกัน น้ำมันมะกอกช่วยบำรุงเส้นขนของสุนัขให้มีสุขภาพดี เงางาม ไม่หลุดร่วง ยิ่งถ้าบ้านคุณเลี้ยงสุนัขพันธุ์ขนยาวแล้วล่ะก็ น้ำมันมะกอกเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก dogster.com

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สุนัขจิ๋ว!! แรกคลอดตัวเท่าไข่ นั่งบนไอโฟนสบายๆ

เจ้ามินิ มีขนาดตัวแรกคลอดพอๆ กับไข่ และสามารถขึ้นไปอยู่บนไอโฟนสบายๆ 

ลูกสุนัขลืมตาดูโลกด้วยขนาดตัวที่เล็กมาก น้ำหนักแรกเกิดแค่ 37 กรัม เบื้องต้นเจ้าของวิตกว่ามันอาจไม่มีชีวิตรอด แต่เวลานี้เชื่อกันว่ามันน่าจะเป็นสุนัขที่ตัวเล็กที่สุดของสหราชอาณาจักรก็เป็นได้
     
เจ้ามินิ สุนัขเพศเมียพันธุ์ผสมชิวาวา ยอร์คเชีย มีน้ำหนักแรกคลอดแค่ 37 กรัมหรือพอๆกับไข่ใบหนึ่ง ขณะที่พี่น้องตัวอื่นๆของเจ้ามินิคลอดออกมามีขนาดใหญ่กว่มันถึง 3 เท่า

เอมมา วิลเลียมส์ ผู้เป็นเจ้าของเจ้ามินิ จากแซนแบงค์ เมืองดอร์เซต ของอังกฤษกังวลว่าลูกสุนัขตัวเล็กๆน่ารักตัวนี้อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วัน ดังนั้นเธอจึงให้นมปรุงแต่งสำหรับลูกสุนัขทุกๆ 2 ชั่วโมง เพิ่มเติมจากที่มันได้รับจากมารดาในความพยายามให้ร่างกายมันเติบโตและเพิ่มโอกาสมีชีวิตรอด

เวลานี้เจ้ามินิมีอายุครบ 1 สัปดาห์ โดยมันน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็น 55 กรัมและสามารถกลับไปวิ่งเล่นกับพี่ๆน้องๆของมันได้แล้ว ทั้งนี้น้ำหนักตัวเฉลี่ยตอนแรกคลอดของสุนัขสายพันธุ์นี้อยู่ที่ 127 กรัม และจะมีน้ำหนักตัวได้ถึงราวๆ 6 กิโลกรัม เมื่อโตเต็มวัย     

เอมมา วัย 29 ปี เผยว่า "มินิ เป็นลูกหมาตัวที่ 2 ที่คลอดออกมา ดังนั้นตอนแรกฉันคิดว่ามันก็มีขนาดปกติ ส่วนอีกตัวอาจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ แต่จากนั้นพอตัวอื่นๆคลอดตามออกมา ฉันก็พบว่าเมื่อเทียบกันแล้วมันเล็กมาก ฉันแทบไม่อย่าเชื่อเลยว่าทำไมมันถึงตัวเล็กได้ขนาดนี้ ขณะตัวอื่นๆใหญ่กว่ามันกว่า 3 เท่า"

"มันน่าประหลาดใจมากเพราะ บอดีและเบลลา พ่อแม่ของมันก็ตัวไม่เล็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉันเพราะฉันไม่เคยเลี้ยงสุนัขที่คลอดลูกมาก่อน ฉันพาเจ้ามินิไปหาสัตว์แพทย์ พวกเขาบอกว่าไม่เคยเจอลูกสุนัขตัวเล็กเท่านี้ ดังนั้นฉันจึงไปค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่ก็ไม่เจอข้อมูลว่ามีลูกสุนัขตัวจิ๋วขนาดนี้หรือเปล่า" เธอกล่าว
     
ผู้เป็นเจ้าของเล่าต่อว่า "ทีแรกฉันก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ เพราะมันมักถูกตัวอื่นผลักกระเด็นอยู่เสมอๆ แต่มันก็เป็นสุนัขตัวเล็กที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก เจ้ามินิดื่มนมแม่ แต่ฉันก็ให้นมดัดแปลงเพิ่มเติมทุกๆ 2 ชั่วโมงผ่านทางหลอดเล็กๆ เหมือนกับให้นมเด็กทารกนั่นแหละ"

"ผ่านไป 1 สัปดาห์ ตัวอื่นๆมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 227 กรัมหรือเฉลี่ยแล้วราว 32 กรัมต่อวัน แต่เจ้ามินิ โตขึ้นเพียงแค่ราว 2.7 กรัมต่อวันเท่านั้น" เธอกล่าว "ตอนนี้มันหนัก 55 กรัม และสุขภาพแข็งแรงดี แต่ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นสุนับตัวเล็กที่สุดในสหราชอาณาจักรหรือไม่ ขณะที่สัตว์แพทย์บอกว่าเมื่อโตเต็มวัย มันอาจมีน้ำหนักตัวแค่ 8 ขีดเท่านั้น"

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2555 05:00 น.

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

สุดซึ้ง!! แม่สุนัขคาบลูกทีละตัวหลบภัย หนีระเบิดในชิลี


มีการส่งต่อ เผยแพร่ภาพสุดซึ้งของแม่สุนัขตัวหนึ่งที่มันพยายามคาบลูกน้อยวัยเพียง 10 วัน ให้รอดพ้นจากภัยอันตรายจ ทั้งระเบิด คาร์บอม ที่เกิดขึ้นในประเทศชิลี เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา

เจ้าอมันดา แม่สุนัขพันธุ์เยอรมันเชฟเฟิร์ด ต้องเสี่ยงที่จะสูญเสียลูกไปในเหตุความวุ่นวายกลางเมือง บ้านเรือนถูกเผา จนกระทั่งมันต้องคาบลูกหนีออกมาแล้วนำมาวางไว้บนรถดับเพลิง ทีละตัว เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งภายหลังที่ช่วยลูกๆ ได้สำเร็จ อมันดานั่งเฝ้าลูกอยู่ไม่ห่าง พยายามป้องกันลูกไว้จากเหตุอันตราย

อย่างไรก็ดี สัตวแพทย์ได้เข้ามาช่วยเหลือพวกมัน แต่น่าเศร้าที่ลูกของมันตัวหนึ่งตายไป เนื่องจากทนพิษบาดแผลที่เผาไหม้ทั่วร่างกาย

เฟลิป ลาร่า สัตวแพทย์ที่ช่วยเหลือพวกมัน กล่าวว่า อมันดา แม่สุนัขมีท่าทีหวงลูกไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ มันโอบลูกๆ เอาไว้ และจับจ้องมองไม่ให้คลาดสายตา

ภาพดังกล่าวแสดงถึงความรัก ความห่วงใยของผู้ที่เป็นแม่ ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ ก็มีความผูกพันระหว่างแม่และลูกเช่นเดียวกัน

วันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2555

น่ารัก! หมูป่ากับหมาวัด เพื่อนคู่หูเดินตามพระบิณฑบาต



เจ้าแตงไทย ลูกหมูป่าเพศเมีย กับเจ้ามอม สุนัขวัด ที่เจ้าอาวาสวัดเนินตากแดด จ.ตราด เลี้ยงไว้ กลายเป็นคู่หูต่างสายพันธุ์ ชอบเดินตามพระไปบิณฑบาตทุกเช้า เป็นที่น่ารักน่าเอ็นดู 

วันนี้ (9 สิงหาคม 2555) พระครูกิติยานกร เจ้าอาวาสวัดเนินตากแดด จ.ตราด เปิดเผยว่า เมื่อประมาณ 1 ปี 4 เดือนที่ผ่านมา วัดเนินตากแดด ได้รับลูกหมูป่าเพศเมีย 1 ตัว จากชาวบ้านที่นำมาถวายให้ช่วยเลี้ยงไว้ ขณะนั้นหมูป่าตัวดังกล่าวเพิ่งแรกเกิด ด้วยความสงสารจึงรับเลี้ยงไว้ โดยให้พระและสามเณรในวัดช่วยกันดูแลด้วยความรักความเมตตา ทั้งหาอาหารให้กิน ทำที่หลับนอนให้ จนลูกหมูป่าตัวดังกล่าวเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีความใกล้ชิดผูกพันกับพระและสามเณรในวัด รวมถึงเจ้ามอม สุนัขเพศผู้ที่อยู่วัดดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้วเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ได้ตั้งชื่อหมูป่าตัวนี้ว่า แตงไทย  

พระครูกิติยานกร เล่าว่า ต่อมาเมื่อแตงไทยเติบโตขึ้น มักจะติดตามพระออกไปบิณฑบาตทุกๆ เช้าในตลาดหนองบอน ซึ่งต้องเดินเท้าเป็นระยะทางถึง 5 กิโลเมตรทุกวัน และมีเจ้ามอมเป็นเพื่อนคู่ใจตามติดใกล้ชิดตลอดเวลาแบบไปไหนไปกัน จนชาวบ้านรู้สึกคุ้นเคยกับภาพหมูป่าเดินตามพระบิณฑบาตทุกเช้า ชาวบ้านจึงให้ความรักและเมตตากับแตงไทยเป็นอย่างดี มีการนำกระดิ่งมาผูกคอหมูป่าแตงไทยไว้ เหมือนส่งสัญญาณให้ชาวบ้านรู้ว่า พระมาบิณฑบาตแล้ว จะได้เตรียมตัวออกมาใส่บาตร

แต่มาล่าสุด กระดิ่งที่ผูกคอหมูป่าแตงไทยหลุดหายไป ยังไม่ได้ซื้อมาให้ใหม่ หมูป่าแตงไทยก็เลยไม่ได้เดินปลุกชาวบ้านเหมือนก่อน เพราะไม่มีเสียงกระดิ่งให้ชาวบ้านได้ยิน นอกจากนี้ ในตลาดหนองบอนนั้นมีพระมาบิณฑบาตถึง 3 วัดด้วยกัน บางครั้งหมูป่าแตงไทยก็หลงไปกับพระวัดอื่น แต่ชาวบ้านก็ช่วยบอกทางให้รู้ว่าพระวัดเนินตากแดดไปทางไหน หากในตอนเช้าใครมีโอกาสผ่านไปตลาดตำบลหนองบอน ก็จะได้พบกับภาพหมูป่าแตงไทยกับพระวัดเนินตากแดดออกบิณฑบาตยามเช้าด้วยกัน

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3

ทึ่ง! แมวเหมียวตาบอดเล่นเปียโนได้


(8 ส.ค. 2555) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ชาวเน็ตกำลังฮือฮาแมวตาบอดมีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโนได้ รายงานระบุว่าเจ้าแมวตัวนี้มีชื่อว่า "สตีวี่ วันเดอร์" อาศัยอยู่ที่บ้านพักพิงสัตว์ที่ในเมืองกอดแมนเชสเตอร์ (Godmanchester) ในประเทศอังกฤษ

เจ้าแมวเหมีนว "สตีวี่"  มีอายุ 6 ปี ถูกพบที่สวนสาธารณะอยู่ตัวเดียว ซึ่งในตอนนั้นอาการของ สตีวี่ สาหัสมากอาทิ ถูกหมัดกัดผิวหนัง  เป็นพยาธิในลำไส้และในกระเพาะอาหาร ที่สำคัญตาบอดทั้งสองข้าง ทางเจ้าหน้าที่บ้านพักพิงสัตว์เลยพาตัวไปรักษา ทางสัตวแพทย์ได้เข้ารักษาและตรวจอาการของ "เจ้าสตีวี่" และไม่สามารถสรุปได้ว่าตาของมันถูกคนใจร้ายควักออกไปหรือเกิดพิการไม่มีลูกตาอยู่แล้ว

จากนั้นเมื่อรักษาอาการจนหายดีแล้ว ทางเจ้าหน้าที่บ้านพักพิงสัตว์ได้พา "เจ้าสตีวี่" กลับมาเลี้ยงดูในสถานที่พักพิงสัตว์และทางเจ้าหน้าที่บ้านพักพิงสัตว์ได้สังเกตุเห็นว่า "เจ้าสตีวี่" นั้นชอบที่ฟังเสียงเปียโนมาก บางครั้งมันจะชอบขึ้นไปเล่นเปียโนด้วยตัวเอง

อนึ่ง "สตีวี่" ถูกตั้งชื่อตามนักดนตรีชาวอเมริกันที่ตาบอดและมีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เหตุผลสำคัญ...ทำไมถึงห้ามให้กระดูกเจ้าตูบ


รักหมา!!! อย่าให้กระดูก (โลกสัตว์เลี้ยง)

คุณรู้ไหมว่า ทุกครั้งที่คุณโยนเศษกระดูกให้น้องหมาสุดรัก เท่ากับว่าคุณได้ลดอายุไขของเขาให้สั้นลง เพราะการให้กระดูกไม่ว่าจะเป็นอย่างสุกหรืออย่างดิบ ที่ไม่ใช่กระดูกสำหรับเจ้าตูบเป็นประจำนั้น จะส่งผลให้เกิดอันตรายกับร่างกายเขา และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเขาได้ กระดูกของเล่นที่ทำขึ้นสำหรับเป็นของเล่น สามารถจะแตกย่อยสลาย และไม่มีคมเวลากลืนลงไป แต่กระดูกจริงๆ ของสัตว์ต่างๆ ที่ให้น้องตูบนั้น จะแตกเป็นเสี่ยงๆ ชิ้นเล็กๆ ส่งผลให้เศษกระดูกทิ่มตำในช่องปาก รวมถึงระบบย่อยอาหารของสุนัขด้วย ผลเสียใหญ่หลวงที่ไม่ควรเสี่ยงให้สุนัขกินกระดูกก็คือ

  • กระดูก อาจทำให้เกิดอันตรายภายในช่องปากของสุนัขได้ เนื่องจากกระดูกที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจะมีลักษณะแหลมคม ในขณะที่น้องตูบของเรากำลังเพลิดเพลินกับการเคี้ยวกระดูกอยู่ เศษกระดูกก็อาจจะบาดปาก หรือลิ้นของเขา ทำให้เกิดบาดแผลในช่องปาก และกระดูกที่แข็งเกินไป ก็อาจทำให้สุนัขฟันหักได้เหมือนกัน ถึงคราวนี้จะกินอะไรก็คงกินได้ไม่อร่อยเหมือนเดิม หมดหล่อ หมดสวยกันไปเลย แถมเจ้าของก็ยังจะหมดเงินอีกด้วย...
  • กระดูก อาจไปติดที่หลอดลมทำให้น้องตูบหายใจไม่ออก หากสงสัยว่าน้องตูบของคุณกินกระดูกเข้าไป ให้รีบโทรหาสัตวแพทย์โดยด่วนที่สุด กระดูกที่ติดบริเวณหลอดอาหารอาจเอาออกได้โดย เครื่องเอ็นโดสโคปซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำจากใยแก้วสามารถโค้งได้สำหรับศัลยแพทย์ใช้โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • กระดูก อาจไปอุดตันที่หลอดอาหาร เศษกระดูกจะติดอยู่บริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของช่องทางเดินอาหารทำให้เกิดการอุดตัน อาจทำให้อาหารที่กินเข้าไปไม่สามารถผ่านช่องทางเดินนั้นได้ ทางเดินอาหารของเจ้าตูบก็จะถลอก เขาอาจจะอาเจียนเอาสิ่งที่กินเข้าไปออกมา บางครั้งมีเลือดปนมาด้วย และอาจจะมีอาการท้องร่วง (อาจมีเลือด ปนด้วยเช่น) แต่ถ้าเขาไม่อาเจียน สัตวแพทย์อาจให้กินอาหารที่มีใยอาหารสูง และเฝ้าดูอาการของตลอด 24 ชั่วโมง หรือไม่สัตวแพทย์ก็จะให้คุณพาน้องตูบมาที่คลินิกเพื่อเอ็กซเรย์ช่องท้องของเจ้าตูบดูว่ากระดูกอยู่บริเวณไหน และอาจจะเอ็กซเรย์ซ้ำอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อให้แน่ใจว่ากระดูกหลุดออกไปแล้วหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที จะทำให้ช่องทางเดินอาหารทะลุ หรือเนื้อเยื่อบริเวณนั้นตาย 
  • วิธีการรักษามีเพียงวิธีเดียวคือ การผ่าตัดน้องตูบต้องรับการผ่าตัดถ้ากระดูกยังติดอยู่ ก่อนผ่าสุนัขจะถูกวางยาสลบ สำหรับกระดูกที่ติดอยู่ในท้องนั้นบางครั้งใช้เครื่องเอ็นโดสโคปเอาออกได้ แต่ปกติแล้วจะเอาออกโดยการผ่าตัดมากกว่า ส่วนกระดูกที่ติดอยู่ที่ลำไส้เล็กจะต้องผ่าตัดเอาออกเสมอ ถ้ากระดูกไม่ได้ติดอยู่บริเวณใดเลยก่อนที่จะมาถึงลำไส้ใหญ่ มันก็จะไม่ติดอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ
  • กระดูกอาจจะทำให้ช่องทางเดินอาหารทะลุ ทำให้เลือด เพราะส่วนที่แหลมของกระดูกจะครูตและบาดช่องทางเดินอาหารของสุนัขจากหลอดอาหาร ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ทางเดินอาหารถลอกหรือทะลุได้ และถ้าหากทางเดินอาหารทะลุ เจ้าตูบ จะป่วยหนัก เชื่องซึม ไม่อยากลุก อึดอัด และส่งเสียงคำรามเมื่อถูกจับบริเวณท้อง กินไม่ได้และมีใช้ร่วมด้วย ในภาวะเช่นนี้อาจทำให้สุนัข ช็อกและดายได้ถ้าไมได้รับการรักษา กระดูก อาจแทงทะลุลำไส้ ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ช่องท้อง
  • กระดูก หากกินเยอะเกินไป น้องตูบก็จะประสบภาวะท้องอืด เจ้าของอาจต้องลำบากช่วยสวนทวาร โอ้!!!! ไม่อยากจะคิดลำบากทั้งคนทั้งหมาเลยทีนี้
  • กระดูก บางครั้งที่เคลื่อนผ่านทางเดินอาหารได้ แต่อาจจะมาติดอยู่ที่ช่องทวาร โดยร่างกายสุนัขจะพยายามขับกระดูกออกมาออกมาพร้อมอุจระ บางครั้งกระดูกอาจทิ่มทะลุออกมาที่ปากทวารหนักจนทำให้เกิดแผลเน่าเปื่อยขึ้นได้ จะสังเกตเห็นว่าสุนัขอยู่ไม่เป็นสุข กระสับกระส่าย ถ่ายอุจจาระออกมากะปริดกะปรอยมีมูกเลือดปะปนและมักจะเลียตรงทวารหนักบ่อย ๆ เมื่อสังเกตดูใกล้ ๆ จะพบเศษกระดูกสีขาว ๆ อันใหญ่ขวางอยู่ในรูทวาร เจ้าของต้องพาไปรับการผ่าตัดเอากระดูกออก กระดูกมักจะเอาออกได้เมื่อเจ้าตูบ ถูกวางยาสลบเท่านั้น และสัตวแพทย์จะต้องตรวจดูเนื้อเยื่อว่ามีการฉีกขาดบ้างไหม โดยปกติแล้วน้องหมาที่ต้องการการรักษาเมื่อมีเศษกระดูกติดอยู่จะป่วยมาก และจะต้องเอาน้ำออกจากตัว ก่อนการผ่าตัดระหว่างการผ่าตัดจะเขาจะได้รับการให้น้ำทางเส้นเลือด หลังการผ่าตัดก็ต้องได้รับการดูแลที่ดีเช่นกัน..

และทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไมจึงต้องห้ามให้กระดูกแก่น้องหมา ไม่น่าเชื่อว่ากระดูกที่เรามองเห็นเป็นแค่กระดูกธรรมดาชิ้นหนึ่ง จะมีอนุภาพทำลายสุขภาพเจ้าตูบถึงเพียงนี้ทางที่ดีเลี่ยงได้ก็ควรเลี้ยงไม่ให้กระดูกกับสุนัข เพราะถึงแม้กระดูกจะเป็นอาหารอันโอชะของสุนัข แต่ถ้าให้เป็นประจำผลดีไม่มีแน่นอนคะ ดังนั้น จงใจแข็งเข้าไว้ เมื่อเห็นตาละห้อยของเจ้าตัวโปรดมายืนขอ “กระดูก” ข้างโต๊ะอาหาร

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

หมูจิ๋วกลายเป็นหมูยักษ์ หนัก 158 กก.


ผัวเมียอังกฤษงง! เลี้ยงหมูจิ๋วกลายเป็นหมูยักษ์ หนัก 158 กก.

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า (28 ก.ค. 2555) ที่เมืองเมืองสการ์โบโร ประเทศอังกฤษ คอลิน เว็บบ์ เลือกลูกหมูผิวสีชมพูจากเว็บไซต์ ด้วยเงิน 250 ปอนด์เพื่อซื้อมันเป็นของขวัญแก่ซูซี่ ภรรยา ตามแฟชั่นคนดังที่นิยมเลี้ยงหมูจิ๋วเป็นสัตว์เลี้ยง แต่กลับพบว่า 19 เดือนต่อมา "เจ้าเบ๊บ" หมูจิ๋วที่พวกเขาเลี้ยงนั้น สูงถึง 3 ฟุต หนักกว่า 158 กิโลกรัม

คอลิน กล่าวว่า ตนเคยติดต่อไปยังชาวนาที่ขายเจ้าเบ๊บให้ เพราะคิดว่าอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้น และเบ๊บอาจจะไม่ใช่หมูจิ๋วตามที่โฆษณา แต่เมื่อลองติดต่อคนอื่นที่ซื้อหมูครอกเดียวกันไป ปรากฎว่าพวกมันตัวเล็กทั้งหมด เลยคิดว่าอาจเป็นเพราะให้มันกินมากไป

ทั้งนี้ ทุกวันนี้เจ้าเบ๊บใช้โซฟาในห้องนั่งเล่นเป็นที่กินนอน จากที่เคยนอนปลายเตียง เพราะมันไม่สามารถแทรกตัวเข้าห้องครัว และก้าวขึ้นบันไดไปที่ชั้นสองไม่ได้

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ติด "คิวอาร์โค้ด" บนวัว

เจ้าของฟาร์มในอังกฤษไอเดียเจ๋ง พ่น "คิวอาร์โค้ต" บนตัววัว เพื่อเก็บข้อมูลแถมเข้าไปดูได้ผ่านเว็บไซต์ เรียกได้ว่าเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์จริงๆ สำหรับ เจน บราว์น เจ้าของฟาร์มโคนม “เซาท์ฟิลด์” ในประเทศอังกฤษ

เพราะล่าสุดนั้น เจน สร้างความฮือฮาด้วยการสเปรย์ “คิวอาร์โค้ด” บนตัววัวที่ฟาร์ม เพื่อที่จะได้เก็บข้อมูลวัวแต่ละตัวได้สะดวกขึ้นนั่นเอง เพียงแค่เจ้าตัวสแกนรหัส ก็จะทราบทันทีว่าวัวตัวดังกล่าวชื่ออะไร น้ำหนัก ส่วนสูงเท่าใด ผ่านการรีดนมมากี่ครั้ง และมีปัญหาสุขภาพอะไรบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ผู้บริโภคก็จะได้ทราบว่านมที่กำลังดื่มนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะข้อมูลทุกอย่างจะถูกโพสต์ลงเว็บไซต์ของฟาร์มนั่นเอง

“ตอนนี้ทุกคนมีสมาร์ตโฟนกันหมดแล้ว เราก็เลยตัดสินใจนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์” เจน กล่าว

และที่สำคัญก็คือ สีที่สเปรย์ลงบนตัววัวนั้นไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด โดยจะค่อยๆ จางลงเองเมื่อเวลาผ่านไป

เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของธุรกิจที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคดิจิตอลได้อย่างแท้จริง งานนี้คงต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับไอเดียสุดล้ำของฟาร์มเซาท์ฟิลด์เสียแล้ว และหวังว่าบรรดาฟาร์มอื่นๆ จะสามารถนำวิธีดังกล่าวไปใช้ให้เป็นประโยชน์เช่นกัน


แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 19 กรกฎาคม 2555 เวลา 20:28 น.

เหมียวควบตำแหน่งนายกเทศมนตรี 15 ปีซ้อน


ชาวบ้านในรัฐอะแลสกา ของสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันโหวตให้แมว รับตำแหน่งนายกเทศมนตรี มานานถึง 15 ปี


วานนี้ (18 กรกฎาคม 2555) สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า พบแมวที่ได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเล็ก ๆ ในรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกา ต่อเนื่องมาถึง 15 ปี เหตุเพราะไม่มีผู้สมัครคนไหนโดนใจประชาชน


โดยแมวตัวนี้มีชื่อว่า เจ้าสตับส์ ได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีเมืองทัลคีตนา ตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวเกิดใหม่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เนื่องจากในปีนั้นมีการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี แต่กลับไม่มีผู้สมัครคนไหนเข้าตา จึงมีการเสนอชื่อให้เจ้าสตับส์ได้ลงแข่ง ซึ่งปรากฏว่าสตับส์กลับได้รับเลือกตั้ง แต่ก็เป็นเพียงแค่การครองตำแหน่งเพียงในนามเท่านั้น 


ทั้งนี้ การเลือกสตับส์เป็นนายกเทศมนตรี ส่งผลให้เมืองเล็ก ๆ ซึ่งมีพลเมืองเพียง 800 คน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผู้คนให้ความสนใจ นอกจากนี้ยังมีการเปิดแฟนเพจให้สตับส์ด้วย โดยมีคนติดตามแล้วกว่า 6,000 คน  


แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  เฟซบุ๊ก Mayor Stubbs  

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กทม. เมืองหลวงหนึ่งเดียวในโลก มีฝูงบรูด้า เร่งต่อยอดศึกษา-ท่องเที่ยว


นักวิชาการประมงฯ เผยกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงหนึ่งเดียวในโลกที่มีฝูงบรูด้า เตือนผู้เช่าเรือชมดับเครื่องยนต์เมื่อถึงจุดดูและห้ามให้อาหาร นักวิชาการแนะเร่งต่อยอดศึกษาและท่องเที่ยว...

วันที่ 17 ก.ค. 2555 กรณีที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้สำรวจวาฬบรูด้าบริเวณอ่าวไทย ตอนใน หรืออ่าวไทยรูปตัว ก และเป็นที่น่ายินดีว่า พบวาฬบรูด้า มากถึง 30 ตัว ว่ายตามอาหาร หรือฝูงปลากะตัก มาอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ในเขตทะเลบางขุนเทียนกรุงเทพมหานคร (กทม.) ห่างจากฝั่งประมาณ 5 กิโลเมตรนั้น

น.ส.กาญจนา อดุลยานุโกศล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนใน ทช. และผู้เชี่ยวชาญเรื่องวาฬและโลมา กล่าวว่า ในช่วงที่นักวิจัยออกสำรวจบรูด้า ที่ว่ายน้ำตามฝูงปลากะตักเข้ามาในบริเวณใกล้ชายฝั่งปากแม่น้ำเจ้าพระยานั้น วันที่เจอบรูด้ามากที่สุดคือ 16 ตัว ที่น่าสนใจคือ แต่ละตัวมีพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป เช่น การผสมพันธุ์ และการเลี้ยงลูก พบว่า บางตัวสามารถตั้งท้องได้ทันทีหลังจากลูกตัวล่าสุดผละจากอกออกไปหากินได้เอง โดยบรูด้าจะเลี้ยงลูกอยู่ประมาณ 6-12 เดือน หรือมากกว่านั้น

“เช่น เจ้าส้มตำ ลูกบรูด้าที่มีแม่ชื่อ ข้าวเหนียว เราเจอเมื่อปีก่อน ตอนที่แม่ข้าวเหนียวเพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆ เห็นไม่กี่ครั้ง แล้วก็หายไปเลยเป็นปี แล้วมาเจออีกครั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา แสดงว่าเขาไม่ได้ไปไหนเลย ว่ายวนหาอาหารอยู่แถวนี้ และที่น่าตื่นเต้นยินดีอีกอย่างคือ เราพบว่า มีบรูด้าแม่ลูกที่ว่ายน้ำอยู่ด้วยกันตลอดเวลาถึง 7 คู่ด้วยกัน โดยลูกบรูด้าที่ว่ายตามแม่นั้น ตัวเล็กที่สุดยาวประมาณ 4 เมตร หนักราว 900 กิโลกรัม และเรากำลังพยายามดูว่า ในบรรดาบรูด้าที่เจอทั้งหมดนั้น มีตัวไหนที่กำลังตั้งท้องอยู่บ้าง” น.ส.กาญจนา กล่าว

น.ส.กาญจนา กล่าวอีกว่า ตอนนี้กระแสเรื่องการไปดูบรูด้าจะเงียบๆ ไป เพราะฝนมักจะตก และอากาศแปรปรวน ไม่ค่อยมีเรือรับจ้างออกไปกลางทะเลมากนัก เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ถือเป็นเรื่องดี เพราะวาฬจะไม่ถูกรบกวน หากมีก็มักจะออกไปดูช่วงก่อนบ่าย เรื่องที่น่าห่วงสำหรับการไปดูบรูด้าคือ หลายคนอยากไปถ่ายรูปใกล้ๆ จะบอกให้คนขับเรือขับเรือตาม ซึ่งเป็นอันตรายกับบรูด้ามาก นอกจากนี้ลูกบรูด้าบางตัว เช่น เจ้าบันเทิง จะซนและอยากรู้อยากเห็นมาก จะชอบว่ายน้ำลอดท้องเรือและว่ายเข้ามาใกล้ หากไม่ดับเครื่องเรือ ใบพัดจะไปทำอันตรายกับพวกมันได้ คนที่ไปดูต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก

ด้าน นายธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ รองคณะบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การที่บรูด้าว่ายน้ำเข้ามาทะเลกรุงเทพไม่ใช่ปรากฏการณ์ประหลาด หรือบ่งบอกถึงความร้ายแรงอะไร แต่พวกมันตามฝูงปลากะตักที่เป็นอาหารมาเท่านั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก เพราะในโลกนี้ ไม่เคยมีทะเลเมืองหลวงขนาดใหญ่ที่ไหนที่มีฝูงบรูด้าจำนวนมากขนาดนี้ ว่ายน้ำเข้ามาใช้ชีวิต กินอาหารและผสมพันธุ์ มาก่อน กทม.ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่มีปรากฏการณ์เช่นนี้ ถือว่าน่ายินดีมาก

“แต่ก็น่าเสียดาย ที่เราน่าจะเอาโอกาสนี้ต่อยอดในหลายๆ เรื่อง เช่น เรื่องการท่องเที่ยว แต่ก็ไม่เห็นมีใครทำอะไร หลายประเทศ บรูด้าเข้าไปเพียง 4-5 ตัว เขาทำธุรกิจเอาเฮลิคอปเตอร์บินดู หรือไม่ก็เอาเรือออกไปดู พร้อมให้ความรู้ประชาชนในประเทศ พร้อมทั้งรณรงค์เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลกันอย่างคึกคัก แต่ของเราไม่เห็นมีใครทำอะไร น่าเสียดายโอกาสมาก” นายธรณ์ กล่าว

ด้าน นายบุญชอบ สุทธมนัสวงศ์ อธิบดี ทช. กล่าวว่า สาเหตุที่ไม่อยากให้เรื่องนี้กระจายออกไปมาก เพราะกลัวว่าคนจะแห่กันไปดูและจะรบกวนการใช้ชีวิตของบรูด้า ยอมรับว่า ยังมีหลายคนที่ไปดูแล้วมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และ ทช.เองก็ควบคุมได้ไม่ทั่วถึง

“ยิ่งเขาอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ยิ่งอาจจะต้องเจอกับเรือที่สัญจรทางทะเลมาก หากไปเพิ่มปริมาณเรือท่องเที่ยวเข้าไปอีก เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพวกเขาได้ ตอนนี้ ทช.กำลังเร่งหามาตรการ เพื่อดูแลฝูงบรูด้าฝูงนี้อยู่ เพราะคาดว่าหลังออกมาเป็นข่าวแล้ว จะมีประชาชนสนใจไปดูกันเยอะ แต่สิ่งที่จะขอความร่วมมือคือ อย่าเข้าใกล้มากเกินไป และจะต้องดับเครื่องยนต์ เมื่อถึงจุดที่ดูแล้ว รวมทั้งต้องไม่ให้อาหารบรูด้าอย่างเด็ดขาด” อธิบดี ทช.กล่าว.

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2555, 18:11 น. 

พระราชทานชื่อนกกระเรียน "ล่องลม-ชมฟ้า"


ชาวโคราชปลื้มปีติ สมเด็จพระเทพฯพระราชทานชื่อนกกระเรียนพันธุ์ไทย ล่องลม-ชมฟ้า 

ชาวจังหวัดนครราชสีมาปลื้มปีติหลังจากที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชทานชื่อ "ล่องลม - ชมฟ้า" ให้กับนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่ถือกำเนิดขึ้นใน ศูนย์เพราะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทย ภายในสวนสัตว์นครราชสีมา   โดยนกกระเรียนทั้ง 2 ตัวดังกล่าว เกิดขึ้นจากการผสมพันธุ์ของนกกระเรียนพันธุ์ไทยของสวนสัตว์นครราชสีมา ตัวพ่อเป็นนกกระเรียนที่มีหมายเลขทะเบียนประจำตัวนกกระเรียนพันธุ์ไทยตัวที่ 53 และตัวแม่มีหมายเลขประจำตัวเลขที่ 56 โดยนกกระเรียนที่ได้รับพระราชทานนามว่า ล่องลม เป็นเพศผู้ ฝักไข่เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2554 

ขณะที่ตัวที่ได้พระราชทานนามว่า ชมฟ้า เป็นเพศเมีย ฝักออกจากไข่เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2554  ซึ่งนกกระเรียนทั้ง 2 ตัวนี้ถูกเลี้ยงดูที่ผิดแปลกไปกว่านกกระเรียนตัวอื่นๆที่มีอยู่ภายในสวนสวนนครราชสีมาที่มีอยู่ประมาณ 120 ตัว โดยส่วนใหญ่ทั้งหมดจะถูกเลี้ยงด้วยการจำกัดไม่ให้นกกระเรียนได้สัมผัสหรือคุ้นเคยกับมนุษย์โดยตรง เพื่อไม่ให้กระทบต่อพฤติกรรมตามธรรมชาติของนกกระเรียนที่ต่อไปจะมีการนำไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ เนื่องจากหานกเหล่านี้มีพฤติกรรมที่คุ้นเคยกับมนุษย์แล้ว เมื่อนำกลับไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติแล้วจะไม่มีความปลอดภัยและอาจจะถูกมนุษย์ทำร้ายได้

นายวันชัย สภาสุ หัวหน้าฝ่ายบำรุงสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา กล่าวว่า โครงการเพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยของสวนสัตว์นครราชสีมา เริ่มขึ้นขึ้นเมื่อปี 2532 ที่ผ่านมา จากการได้รับการบริจาคพ่อแม่พันธุ์จากประชาชนเพียง 1 คู่และมีการนำมาเพาะขยายพันธุ์ด้วยการผสมเทียมและต่อมามีการพัฒนาต่อยอดจนสามารถผสมพันธุ์และเพาะขยายพันธุ์ตามธรรมชาติเป็นผลสำเร็จ จนถึงปัจจุบันมีนกกระเรียนพันธุ์ไทยที่เพาะขยายพันธุ์สำเร็จภายในศูนย์เพาะขยายพันธุ์มากกว่า 200 ตัว ซึ่งส่วนหนึ่งถูกนำไปปรับสภาพและปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ รวม 26 ตัว ล่าสุดจากรายงานขณะนี้มีเหลืออดอยู่ภายในธรรมชาติที่จังหวัดบุรีรัมย์รวม 21 ตัว และยังคงมีความพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเพาะขยายพันธุ์และนำไปปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติให้ได้มากที่สุด


แหล่งที่มา    เว็บไซต์โพสทูเดย์ 16 กรกฎาคม 2555 เวลา 17:22 น.

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อยากให้หมาเป็นอย่างไร ก็สอนมันอย่างนั้น


หลายท่านยังเข้าใจผิดอยู่ว่า การฝึกน้องหมาก็คือ การส่งไปตามศูนย์ฝึกฯ ต่างๆ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญอบรมบ่มนิสัย หากแต่ความเป็นจริงแล้ว การฝึกน้องหมานั้น มันจะจดจำสิ่งต่างๆ รอบตัว มันตั้งแต่วันแรกที่ท่านพามันเข้าบ้าน วินาทีนั้นพวกมันจะรับรู้ และซึมซับทุกสิ่งอย่างที่มันมองเห็น มันจะจดจำ และเริ่มเลียนแบบ ไม่ว่าท่านจะทำสิ่งใดมันก็จะเฝ้าสังเกต และทดลองทำ หากสิ่งที่มันแสดงออกมาแล้ว เราพอใจ เราหัวเราะ เราชื่นชอบ และโอบอุ้มมัน มันก็จะจำว่าสิ่งนั้นๆ คือสิ่งที่ดี สิ่งที่ทำให้ชีวิตมันสนุก มีแต่คนชอบมัน รักมัน แต่หากสิ่งใดที่มันกระทำแล้วมันโดนดุหรือบางท่านอาจตีมัน มันก็จะจดจำเช่นกันว่า อาการเช่นนี้ไม่ควรทำ 

คราวนี้ก็อยู่ที่เจ้าของแล้วว่า ท่านอยากให้น้องหมาของท่านเป็นเช่นไร สิ่งใดที่มันแสดงออกแล้วท่านชื่นชอบก็ให้รางวัลมัน สิ่งใดที่ท่านเห็นว่าไม่เหมาะ ไม่ถูก ก็ต้องดุ ต้องตักเตือนมัน บอกมันด้วยว่าเราไม่ชอบสิ่งนั้นๆ เพราะเหตุใด สอนมันด้วยว่าหากมันอยากให้เรารักมัน มันก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่ เช่น เมื่อวันแรกๆ ที่เราพามันเข้าบ้าน ความที่มันยังเด็ก ยังตัวเล็กๆ เมื่อมันอยากมาหาเรา มันก็จะวิ่งเข้ามาพร้อมกับกระโดดใส่เรา มันอยากให้เราอุ้ม เราก็ไม่ขัดขืน กลับแสดงอาการรักใคร่ กอดมัน จับมือมัน อุ้มมัน สิ่งเหล่านั้นมันก็จะซึมซับว่าเราชอบ และเริ่มเก็บไว้เป็นความทรงจำ สะสมไปเรื่อยๆ เมื่อมันโตขึ้นยังคงกระทำเช่นนี้อยู่เนืองๆ

แต่ความที่มันโตขึ้นทำให้น้ำหนักตัวก็มากขึ้นด้วย ความแรงของการโถมตัวก็มากขึ้นจนเรารับไม่ไหว เราอาจล้มลงไปตามแรงนั้น หรือมีบาดแผลโดยที่มันเองก็ไม่ได้ตั้งใจ หลายท่านที่เจอปัญหานี้ก็ตัดสินด้วยการดุด่า ทุบตี และผลักไส ถึงขั้นรุนแรง ก็คือไล่มันไม่ให้เข้าใกล้เรา โดยไม่อธิบายสาเหตุให้มันรู้ น้องหมา มันจะงงนะ มันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เมื่อก่อนมันยังทำได้ ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้ มันไม่รู้ว่ามันโตแล้ว มันตัวใหญ่ มันทำให้เราเจ็บ มันคิดซับซ้อนไม่เป็น เราต้องช่วยมันถ้าเรายังรักมันอยู่ บอกมันอธิบายให้มันเข้าใจว่าสิ่งนี้ทำไม่ได้แล้วนะ เราเจ็บ เมื่อเราเจ็บเราก็จะไม่รักมัน ไม่อยากเข้าใกล้มัน พูดกับมันด้วยสีหน้าที่จริงจังและน้ำเสียงที่หนักแน่น ทำตัวเราให้นิ่งๆ มันจะเริ่มรับรู้และจดจำ ในที่สุดมันจะค่อยๆ ปรับตัวเองให้ลดอาการนั้นๆ ลงจนกระทั่งสงบ อย่าลืมนะในขณะที่มันลดอาการลง พฤติกรรมดีขึ้น เราก็ต้องแสดงอาการชื่นชมมัน ให้รางวัลมัน จะเป็นอะไรก็ได้ที่มันชอบ แต่อย่าให้บ่อยจนเกินไป เดี๋ยวมันจะแยกไม่ออกว่าอันไหนคือรางวัลความดี อันไหนคือเรื่องปกติที่ได้รับ

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เราน่าจะศึกษาก็คือ อุปนิสัยของน้องหมา เพราะว่ามันมีผลอย่างมากในการเลี้ยงดูพวกมัน น้องหมาบางตัวชอบการแสดงออก เช่น ยกมือสองข้างเป็นการขอสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของเล่น เมื่อมันกระทำเช่นนั้น เราก็ชื่นชอบและให้รางวัลมัน มันก็จะจดจำว่าเป็นสิ่งที่ดี และจะกระทำบ่อยๆ ในขณะที่บางตัวชอบเก็บตัวเงียบๆ ไม่สุงสิงกับใครให้ของก็เอา ไม่ให้ก็อยู่เฉยๆ ไม่เดือดร้อนกับสิ่งรอบตัว กรณีเช่นนี้ หากเราพอใจอยู่แล้วก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเราอยากให้มันเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นร่าเริง สนุกสนาน เราก็ต้องเหนื่อยหน่อยนะ เพราะเราต้องใช้แรงจูงใจเยอะทีเดียว

ความปรารถนาสูงสุดในการเลี้ยงน้องหมาของเราๆ ก็คือ การที่น้องหมาไม่ซุกซนจนเกินไป เพราะมันจะเป็นสีสันให้เราได้หัวเราะ ไม่ก้าวร้าวทั้งกับเราเองและผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของ เช่น กัดแทะโน่น นี่ นั่น ไม่เห่าพร่ำเพรื่อ และไม่ทำเลอะเทอะทั่วบ้าน ทุกสิ่งที่กล่าวมาล้วนแต่ฝึกสอนได้ทั้งสิ้น ทั้งตัวท่านเองหรือส่งเข้าศูนย์ฝึกฯ เพียงแต่วิธีการจะแตกต่างกันไปบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละท่าน ผลลัพธ์ที่ออกมาเร็วบ้าง ช้าบ้าง ก็ขอให้ใจเย็นๆ สักนิด ใช้คำพูดสั้นๆ ที่ฟังแล้วจะจำได้ง่าย เช่น มา นอน คอย สวัสดี ฯลฯ อ้อ! อย่าลืมให้รางวัลในเวลาที่มันทำถูกต้อง และทำโทษเวลาที่มันดื้อหรือทำผิด สำคัญจริงๆ นะ

แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม เรื่องโดย : วันไชย เจียมภักดี

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พบควายแคระแสนรู้ ยิ้ม และทำตามคำสั่งเจ้าของได้


ชาวบ้านใน จ.สุพรรณบุรี แห่ดูเจ้ามะลิควายแคระแสนรู้ ที่สามารถยิ้ม และหันซ้าย-ขวา ตามที่เจ้าของสั่งได้ โดยเจ้าของ เผยว่า ฝึกเจ้ามะลิทำตามคำสั่ง เพื่อแสดงให้คนที่ดูถูกควายรู้ว่า ควายไมได้โง่อย่างที่คิด

วานนี้ (12 กรกฎาคม 2555) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สุพรรณบุรี ชาวบ้านได้แห่ดู เจ้ามะลิ ควายรูปร่างเล็ก และเตี้ยกว่าควายทั่วไป โดยมีความสูงเพียง 150 เซนติเมตร โดยกลุ่มวัยรุ่นจะเรียกเจ้ามะลิว่า ควายมินิ ส่วนชาวบ้านที่มีอายุจะเรียกเจ้ามะลิว่า ควายแคระ ซึ่งเจ้ามะลิเป็นควายแสนรู้ สามารถทำตามที่คำสั่งเจ้าของได้

โดยนายมาโนช ไข่มุก อายุ 37 ปี ชาว อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เจ้าของเจ้ามะลิ เผยว่า เจ้ามะลิเป็นควายเพศเมีย เลี้ยงมานานกว่า 12 ปี โดยตนก็เป็นคนตัวเตี้ยเหมือนเจ้ามะลิ ดังนั้นจึงมีความเข้าใจกัน ซึ่งตนเลี้ยงเจ้ามะลิด้วยการให้กินหญ้า และกล้วยน้ำว้า และพยายามฝึกเจ้ามะลิให้สามารถทำตามคำสั่งได้ทุกอย่าง เช่น ฝึกเจ้ามะลิให้ยิ้ม หันซ้าย หันขวา นั่ง นอน และจะฝึกเจ้ามะลิต่อไป เพื่อให้คนที่ดูถูกควายว่าเป็นสัตว์ที่โง่ ได้รู้ว่าควายก็เป็นสัตว์ที่ฉลาด และถือเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์กับมนุษย์อย่างเรา ๆ มาก

ทั้งนี้ นายมาโนช ยังกล่าวต่อว่า ตนจะไม่ขายเจ้ามะลิอย่างเด็ดขาด ซึ่งตนกับเจ้ามะลิ จะเข้าไปร่วมแสดงที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี เพื่อให้คนทั้งโลกรู้ว่า ตนก็เหมือนคนปกติทั่วไป และเจ้ามะลิก็เป็นควายปกติ เพียงแต่พวกเรามีรูปร่างที่เล็กกะทัดรัดกว่าก็เท่านั้นเอง


แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ โพสต์โดย คุณ DuangAesthetic สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พบปลาชอบกินอัณฑะ โผล่ทะเลสาบ


ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่งในรัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ ต่างเฝ้าระวัง เมื่อพบปลาปาคู ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นที่มีนิสัยประหลาดชอบกัดกินอัณฑะของมนุษย์

วันที่ 7 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมลของอังกฤษ รายงานว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบลู เยเกอร์ในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกาต่างตื่นตระหนก หลังชาวบ้านพบปลามีเขี้ยวแหลมคม คล้ายปลาปิรันย่าอยู่ในทะเลสาบ ทำให้ประชาชนต่างหวาดผวา ไม่กล้าลงเล่นน้ำ

เจ้าหน้าที่จากกองทรัพยากรธรรมชาติอิลลินอยส์จึงเดินทางไปตรวจสอบ ก่อนพบว่า ความจริงแล้วปลาดังกล่าว คือ ปลาปาคู (Pacu) ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นที่มีนิสัยประหลาดชอบกัดกิน "อัณฑะ" ของมนุษย์ โดยชาวปาปัวนิวกินีต่างให้ฉายาปลาชนิดนี้ว่า "ตัวกัดไข่" (The Ball Cutter) เจ้าหน้าที่ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา ชาวประมงจับปลาปาคูได้ และอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ก็ยังมีผู้พบเห็นปลาชนิดนี้อีกครั้ง

ด้านเจ้าหน้าที่เผยว่า ปลาปาคูเป็นปลาในตระกูลเดียวกับปิรันย่า และมีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำอเมซอนเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ปิรันย่าจะมีฟันเป็นลักษณะฟันเลื่อยและแหลมคมมาก ส่วนฟันของปลาปาคูจะหนาและแข็งคล้ายกับฟันมนุษย์ อาหารหลักของพวกมันคือถั่ว, ใบไม้, พืชน้ำ และหอยทาก แต่ถ้าอาหารเหล่านี้มีจำกัด มันก็จะหันมากินปลาชนิดอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ปลาปาคูไม่ใช่ปลาท้องถิ่นของที่นี่หรือบริเวณแถบนี้ เจ้าหน้าที่จึงคาดว่า ปลาปาคูซึ่งพบในทะเลสาบ ลู เยเกอร์ นี้น่าจะถูกลักลอบนำมาปล่อย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็พยายามให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติของมัน เพื่อบรรเทาความหวาดกลัวของประชาชน

แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

"อุรังอุตัง" ลิงอมควันแดนอิเหนา...หักดิบเลิกบุหรี่


โทรี อุรังอุตังจอมพ่นควัน 

อุรังอุตังเพศเมีย ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นของสวนสัตว์แห่งหนึ่งในอินโดนีเซีย เนื่องจากความชื่นชอบในการพ่นควัน จะต้องถูกบังคับให้หักดิบเลิกบุหรี่ในทันที นักอนุรักษ์ธรรมชาติรายหนึ่งเรียกร้อง       

ดาเนก เฮนดาร์โต ผู้ประสานงานศูนย์คุ้มครองอนุรักษ์อุรังอุตังกล่าวว่า นักท่องเที่ยวเริ่มโยนก้นบุหรี่เข้าไปในกรงของเจ้าโทรี อุรังอุตังวัย 15 ปี ตั้งแต่ที่มันมีอายุเพียง 5 ขวบ โดยเจ้าลิงเพศเมียตัวนี้ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม จนกระทั่งเสพติดการพ่นควัน
     
"พวกเรากำลังทำงานร่วมกับฝ่ายจัดการของสวนสัตว์เพื่อทดลอง และย้ายเธอไปไว้บนเกาะ ในทะเลสาบขนาดใหญ่ที่อยู่ใจกลางสวนสัตว์ ห่างจากอุรังอุตังตัวอื่นๆ และที่ที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถโยนบุหรี่ให้เธอได้อีก" เฮนดาร์โตกล่าว
     
เขากล่าวว่า พ่อแม่ของโทรีก็เป็นสิงห์อมควันเช่นเดียวกัน โดยเสริมว่าอุรังอุตังเป็นสัตว์ที่เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ได้ง่าย รวมถึงการสูบบุหรี่ด้วย

ข่าวเกี่ยวกับอุรังตังที่สูบบุหรี่ตัวนี้แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วเมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมายังสวนสัตว์ทารูจูรัก ในเมืองโซโล บนเกาะชวา แห่งนี้ เฮนดาร์โตระบุ     

เขาเสริมว่า จนกว่าทางสวนสัตว์จะอนุญาตให้มีการเคลื่อนย้ายเจ้าโทรี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะประจำอยู่ด้านหน้ากรงของเธอ เพื่อป้องกันไม่ให้เธอสูบบุหรี่ ในระหว่างการเยียวยารักษาการติดบุหรี่แบบหักดิบ
     
ทั้งนี้ สวนสัตว์อินโดนีเซียถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากนานาประเทศเกี่ยวกับการดูแลสัตว์ที่ไม่ดีพอ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยในเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ยีราฟตัวหนึ่งของสวนสัตว์ทางตะวันออกของเกาะชวา ตายเนื่องจากกินก้อนพลาสติกขนาดเท่าลูกบอลชายหาด หนัก 20 กิโลกรัมเข้าไป

แหล่งที่มา     เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2555 18:27 น.

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สายใยรักไร้พรมแดน!! สุนัขเลี้ยงดูเสือโคร่งราวลูกในไส้


เดลิเมล์ - เสือโคร่งไซบีเรียตัวหนึ่ง ให้กำเนิดลูกเสือ 2 ตัว ณ สวนสัตว์เมืองโซชิ ประเทศรัสเซีย ทว่ามันกลับทิ้งขว้างลูก เคราะห์ดีที่ได้สุนัขใจบุญสายพันธุ์ชาเป่ยเข้ามาช่วยเลี้ยงดูอุปถัมภ์ราวลูกในไส้ ความรักต่างสายพันธุ์ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ลูกเสือไซบีเรีย เสือพันธุ์หายากทั้ง 2 ตัวนี้ลืมตาดูโลก ณ สวนสัตว์เล็กๆ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2555 สร้างความยินดีปรีดาแก่เจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามความสุขก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้เป็นแม่ปฏิเสธเลี้ยงดูมัน

กระนั้นผู้เสนอตัวที่ผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติก็ยื่นมือเข้ามา ลูกเสือทั้ง 2 ตัวได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจากสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ นั่นคือเจ้าคลีโอพัตตา สุนัขเพศเมียพันธุ์ชาเป่ย ที่เวลานี้มันทั้งคอยให้นมและทำความสะอาดลูกเสือ เจ้าคลีโอปากับเจ้าพลียูซา     

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าโชคดีอย่างยิ่งที่เจ้าคลีโอพัตตาก็เพิ่งออกลูกมาหมาดๆ และมันก็สมัครใจเลี้ยงดูลูกเสือทั้งสองตัวโดยไม่มีใครบังคับ

เวลานี้ลูกสองทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกับคลีโอพัตตาและลูกๆ ของมัน เช่นเดียวกับแมวอีกตัวหนึ่งที่บ้านในเมืองโซชิ ของนางเยกาเทรินา โคดาโควา ผู้เป็นเจ้าของคลีโอพัตตา และเธอก็ดูแลสัตว์ต่างพันธุ์ทั้งหมดเป็นอย่างดี

รายงานข่าวระบุว่าแม่สุนัขบุญธรรมเลี้ยงดูลูกเสือทั้ง 2 ยังกับลูกในไส้ ขณะที่พวกมันนอนกลิ้งและวิ่งเล่นไปทั่วบ้านเหมือนกับแมวทั่วๆ ไป รวมถึงยังต่อสู้หยอกล้อกับเหล่าพี่น้องต่างสาย



วิคตอเรีย คุดลาเยวา รองผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเผยว่า แค่แวบแรกที่เห็น เจ้าคลีโอพัตตาก็ให้ความสนใจกับลูกเสือทั้งสองตัวเป็นอย่างมาก "มันยอมรับลูกเสือด้วยความเต็มใจ คลีโอพัตตาจะคอยทำความสะอาดและให้นมแก่พวกมันราวกับเป็นลูกในไส้ และทั้งหมดก็จะหลับนอนอยู่ข้างๆ กัน"
     


คุดลาเยวา ยืนยันด้วยว่าลูกเสือไม่เป็นอันตรายต่อสุนัข แม้ว่าตอนนี้มันเริ่มมีเล็บและส่งเสียงขู่ได้แล้ว "นิสัยของพวกมันไม่ก้าวราวและพวกมันต้องพึ่งการเลี้ยงดูของคลีโอพัตตา"



แหล่งที่มา    เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 กรกฎาคม 2555 04:31 น.

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...