เหมือนเราโยนกระสอบทรายใส่ทางน้ำที่มันไหล
กระสอบหนึ่งอาจจะไม่เห็นอะไรเลย
แต่ว่าโยนลงไปเรื่อยๆ โยนลงไปเรื่อยๆ
พอโยนลงไปเรื่อยๆ หลายกระสอบมันก็อาจจะเห็น
เพราะมันทำหน้าที่ของมันอยู่
กระสอบทรายแต่ละกระสอบก็ทำหน้าที่ของมันอยู่
ความรู้สึกตัวก็เหมือนกัน
อย่าประเมิน ทำไปก่อน รู้ไว้ก่อน รู้ไว้ก่อน
อย่าไปประเมินเอาเหตุเอาผล
อย่าไปนึกว่าทำไมจึงไม่ได้
ทำไมเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
อันนั้นมันเป็นความคิดแก้ความคิด มันไม่ใช่
การปฏิบัติธรรมมันต้องเป็นการกระทำ
การกระทำมันจะจำแนกไป
ว่าถ้าสร้างความรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ
บางอย่างที่มันเกิดปัญหาขึ้นมาไม่ต้องไปแก้
มีแต่สร้างความรู้สึกตัวเรื่อยไป
ถ้ามีความรู้สึกตัวมาก เดี๋ยวมันจะเฉลยทีหลังก็ได้
- หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ -
แหล่งที่มา Facebook : Faithbook
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความที่น่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความที่น่าสนใจ แสดงบทความทั้งหมด
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559
เงินทองนั้นหาง่าย คำนี้จริงหรือ?
เงินทองนั้นหาง่าย คำนี้จริงหรือ?
มันจะเป็นไปได้ไง ฉันทำงานหนักทั้งเดือนยังแค่พอประทังชีวิต
แล้วจะมาพูดว่าเงินทองหาง่าย มันบ้าไปแล้ว
เศรษฐกิจไม่ดี หุ้นผันผวน ส่งออกแย่ ท่องเที่ยวหด
แล้วยังจะมีหน้ามาบอกว่า เงินทองหาง่ายอีกเหรอ?
ใช่สิ แกหาตังค์ง่าย แกก็พูดได้สิ
...ใจเย็น ได้ยินเสียงบ่นในใจคุณ
ประเด็นที่อยากจะบอกก็คือ
เงินทองนั้นทั้งหาง่าย และหายาก
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหาหลักฐานแบบไหนมาสนับสนุน
ค่อย ๆ ตามมา
สมมติว่าคุณเป็นคนป่า อยู่ในป่ามาทั้งชีวิต และไม่รู้จักมือถือเลย
เวลาคุณจะติดต่อคนในชุมชน ก็ต้องเดินไปหา
หรือถ้าอยู่ไกลกันมาก หลงทาง ก็ต้องจุดไฟส่งสัญญาณควัน
วันนึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในป่า แล้วเห็นการติดต่อแบบของคุณ
เขาก็เลยบอกว่า ทำไมไม่ใช้มือถือติดต่อกันล่ะ? สบายกว่ากันเยอะ
แน่นอน คุณซึ่งเป็นคนป่าก็จะต้องบอกเลยว่า
"เฮ้ย! มันจะเป็นไปได้ไง? เรื่องแบบนั้นไม่มีจริงหรอก!"
ที่เล่ามาแปลว่าอะไร?
แปลว่า สิ่งที่เราไม่เคยเห็น มันย่อมอยู่นอกเหนือจินตนาการของเรา
แต่สิ่งใดที่เราเคยเห็น เราย่อมไม่มีข้อสงสัยว่าสิ่งนี้มีจริงหรือไม่
นั่นแปลว่า ถ้าเราไม่เคยเห็นคนหาเงินได้ง่าย ๆ เยอะ ๆ
เราย่อมไม่เชื่อว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง
ตรงกันข้าม ถ้าเราเห็นคนทำเงินได้ง่าย ๆ เยอะ ๆ บ่อย ๆ
เราย่อมไม่ประหลาดใจว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง
สรุปก็คือ ถ้าคุณอยากเชื่อว่า เงินทองนั้นหาง่าย
ก็แค่ค้นหาให้เจอว่าใครกันหนอที่เขาทำงานหาเงินได้ไม่ยาก
เขามีความสุขในการทำงาน ได้เงินด้วย เยอะด้วย
ให้หาคนแบบนี้เยอะ ๆ แล้วไปอยู่ใกล้ ๆ เขา
รับใช้เขา ทำงานกับเขา ร่วมงานกับเขา
แล้วคุณจะเริ่มคุ้นชินไปเองว่า "เงินทองนั้นหาง่าย"
สำคัญคือ คุณอย่าอิจฉาหรือหมั่นไส้เขาว่า
ทำไมไอ้บ้านี่มันหาเงินง่ายจังวะ? ไปเอาเปรียบใครหรือเปล่า?
ถ้าคุณคิดแบบนี้ คุณก็จะไม่อยากหาเงินได้ง่าย ๆ
เพราะคุณเชื่อว่า หาเงินง่าย = เอาเปรียบ
คนเราจะไม่มีวันยอมเป็นในสิ่งที่เราเกลียดอยู่แล้ว
พอคุณเริ่มคุ้นชินมากพอว่าเงินทองหาง่าย (เพราะเห็นบ่อย)
ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองมากพอ คุณจะเริ่มหาวิธีการทำแบบนั้นบ้าง
คุณจะทดลอง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง จนค้นพบและทำสำเร็จ
ในที่สุดคุณจะกลายเป็นคนที่หาเงินได้ง่าย
และถ้าคุณเก่งพอ นอกจากหาง่ายแล้ว ยังหาได้เยอะอีกด้วย
แน่นอนว่าจะต้องมีคนไม่เชื่อในสิ่งที่เขียนว่ามันเป็นเรื่องจริง
ไม่มีใครผิดหรือถูกเลย เราแค่ต่างคนต่างหาหลักฐานกันคนละแบบ
เมื่อก่อนก็ไม่รู้เรื่องนี้หรอก หาเงินยากชะมัด
เงินสักหมื่นนึง กว่าจะหาได้ใช้เวลานานมาก
แต่พอเจอคนที่หาเงินได้ง่าย เขาบอกว่า
โลกนี้มีเงินอยู่มาก และเป็น easy money เสียด้วย
หมายถึง เงินที่จ่ายออกมาง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก
เพราะเขามีเงินล้นจนเงินจ่ายให้เรานั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน
ฟังแล้วไม่เชื่อหรอก มีจริงเหรอวะ ไม่มีทาง
แต่สุดท้าย พอเห็นเข้าบ่อย ๆ ชักเชื่อ เพราะเขาทำได้
ก็เลยเชื่อบ้างก็ได้วะ แล้วก็ลงมือทำในแบบของตัวเอง
ปัจจุบันเชื่อแล้วว่า เงินทองนั้นหาง่าย
เพราะได้รับผลลัพธ์แล้ว
เงินทองจะหายากหรือง่าย
แล้วแต่เราจะคิดจริง ๆ
คิดให้ยาก ก็ยาก คิดให้ง่าย ก็ง่าย
เรื่องมันก็มีเท่านี้เอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
มันจะเป็นไปได้ไง ฉันทำงานหนักทั้งเดือนยังแค่พอประทังชีวิต
แล้วจะมาพูดว่าเงินทองหาง่าย มันบ้าไปแล้ว
เศรษฐกิจไม่ดี หุ้นผันผวน ส่งออกแย่ ท่องเที่ยวหด
แล้วยังจะมีหน้ามาบอกว่า เงินทองหาง่ายอีกเหรอ?
ใช่สิ แกหาตังค์ง่าย แกก็พูดได้สิ
...ใจเย็น ได้ยินเสียงบ่นในใจคุณ
ประเด็นที่อยากจะบอกก็คือ
เงินทองนั้นทั้งหาง่าย และหายาก
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะหาหลักฐานแบบไหนมาสนับสนุน
ค่อย ๆ ตามมา
สมมติว่าคุณเป็นคนป่า อยู่ในป่ามาทั้งชีวิต และไม่รู้จักมือถือเลย
เวลาคุณจะติดต่อคนในชุมชน ก็ต้องเดินไปหา
หรือถ้าอยู่ไกลกันมาก หลงทาง ก็ต้องจุดไฟส่งสัญญาณควัน
วันนึงมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในป่า แล้วเห็นการติดต่อแบบของคุณ
เขาก็เลยบอกว่า ทำไมไม่ใช้มือถือติดต่อกันล่ะ? สบายกว่ากันเยอะ
แน่นอน คุณซึ่งเป็นคนป่าก็จะต้องบอกเลยว่า
"เฮ้ย! มันจะเป็นไปได้ไง? เรื่องแบบนั้นไม่มีจริงหรอก!"
ที่เล่ามาแปลว่าอะไร?
แปลว่า สิ่งที่เราไม่เคยเห็น มันย่อมอยู่นอกเหนือจินตนาการของเรา
แต่สิ่งใดที่เราเคยเห็น เราย่อมไม่มีข้อสงสัยว่าสิ่งนี้มีจริงหรือไม่
นั่นแปลว่า ถ้าเราไม่เคยเห็นคนหาเงินได้ง่าย ๆ เยอะ ๆ
เราย่อมไม่เชื่อว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง
ตรงกันข้าม ถ้าเราเห็นคนทำเงินได้ง่าย ๆ เยอะ ๆ บ่อย ๆ
เราย่อมไม่ประหลาดใจว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง
สรุปก็คือ ถ้าคุณอยากเชื่อว่า เงินทองนั้นหาง่าย
ก็แค่ค้นหาให้เจอว่าใครกันหนอที่เขาทำงานหาเงินได้ไม่ยาก
เขามีความสุขในการทำงาน ได้เงินด้วย เยอะด้วย
ให้หาคนแบบนี้เยอะ ๆ แล้วไปอยู่ใกล้ ๆ เขา
รับใช้เขา ทำงานกับเขา ร่วมงานกับเขา
แล้วคุณจะเริ่มคุ้นชินไปเองว่า "เงินทองนั้นหาง่าย"
สำคัญคือ คุณอย่าอิจฉาหรือหมั่นไส้เขาว่า
ทำไมไอ้บ้านี่มันหาเงินง่ายจังวะ? ไปเอาเปรียบใครหรือเปล่า?
ถ้าคุณคิดแบบนี้ คุณก็จะไม่อยากหาเงินได้ง่าย ๆ
เพราะคุณเชื่อว่า หาเงินง่าย = เอาเปรียบ
คนเราจะไม่มีวันยอมเป็นในสิ่งที่เราเกลียดอยู่แล้ว
พอคุณเริ่มคุ้นชินมากพอว่าเงินทองหาง่าย (เพราะเห็นบ่อย)
ถ้าคุณเชื่อมั่นในตัวเองมากพอ คุณจะเริ่มหาวิธีการทำแบบนั้นบ้าง
คุณจะทดลอง ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง จนค้นพบและทำสำเร็จ
ในที่สุดคุณจะกลายเป็นคนที่หาเงินได้ง่าย
และถ้าคุณเก่งพอ นอกจากหาง่ายแล้ว ยังหาได้เยอะอีกด้วย
แน่นอนว่าจะต้องมีคนไม่เชื่อในสิ่งที่เขียนว่ามันเป็นเรื่องจริง
ไม่มีใครผิดหรือถูกเลย เราแค่ต่างคนต่างหาหลักฐานกันคนละแบบ
เมื่อก่อนก็ไม่รู้เรื่องนี้หรอก หาเงินยากชะมัด
เงินสักหมื่นนึง กว่าจะหาได้ใช้เวลานานมาก
แต่พอเจอคนที่หาเงินได้ง่าย เขาบอกว่า
โลกนี้มีเงินอยู่มาก และเป็น easy money เสียด้วย
หมายถึง เงินที่จ่ายออกมาง่าย ๆ ไม่ต้องคิดมาก
เพราะเขามีเงินล้นจนเงินจ่ายให้เรานั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน
ฟังแล้วไม่เชื่อหรอก มีจริงเหรอวะ ไม่มีทาง
แต่สุดท้าย พอเห็นเข้าบ่อย ๆ ชักเชื่อ เพราะเขาทำได้
ก็เลยเชื่อบ้างก็ได้วะ แล้วก็ลงมือทำในแบบของตัวเอง
ปัจจุบันเชื่อแล้วว่า เงินทองนั้นหาง่าย
เพราะได้รับผลลัพธ์แล้ว
เงินทองจะหายากหรือง่าย
แล้วแต่เราจะคิดจริง ๆ
คิดให้ยาก ก็ยาก คิดให้ง่าย ก็ง่าย
เรื่องมันก็มีเท่านี้เอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2558
กรอบความเชื่อ
เรื่องนี้เข้าใจไม่ง่าย
แต่อยากให้อ่าน เพราะมันจะช่วยชีวิตคุณได้มาก
"คำแนะนำ" นั้นมาจาก "ความหวังดี"
แต่ความหวังดีนั้นจะนำไปสู่ปลายทางที่ดีหรือเปล่า
อันนี้ตอบยาก
เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มี "ความจริง" ในแบบของตัวเอง
เมื่อเราแนะนำใคร
เราจึงแนะนำจาก "กรอบความจริง" ของตัวเอง
ซึ่งมันอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้
เราจึงต้องพิจารณาให้ดี ทั้งคนให้คำแนะนำ
และคนฟังคำแนะนำ
เพราะทุกคนล้วนใส่แว่น "ความเชื่อ" ในแบบของตัวเอง
ซึ่งความเชื่อนั้นก็มาจาก "ประสบการณ์" ที่เราสั่งสมมา
ไม่ว่าจะเป็นเจอมาด้วยตัวเอง ฟังคนอื่นมา อ่านมา เห็นมา
แล้วเราก็มา "ด่วนสรุป" จัดเก็บ "ความเชื่อ" นั้น
ให้เป็น "ชุดความจริง" ในแบบของเรา
จากนั้นก็จะมองหา "หลักฐาน" เพื่อสนับสนุนความเชื่อของเรา
ให้มันกลายเป็นความจริงที่หนักแน่นขึ้นไปอีก
ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความจริงในแบบของเรา
แต่อาจไม่ใช่ความจริงของคนอื่น
เช่น สมมติว่าเราเล่นหุ้นแล้วเจ๊ง เราก็จะเริ่มมองหาพวก
มีใครบ้างมั้ยที่เจ๊งเหมือนฉัน?
นั่นไง! เจอแล้ว เพื่อนของเพื่อนหมดตัวเพราะหุ้น
อ่านข่าวก็เจอคนคิดสั้นเพราะกู้เงินไปเล่นหุ้น ฯลฯ
เห็นป่ะ? เล่นหุ้นมันคือการพนัน อันตราย!!!
จากนั้นเมื่อเราเจอคนที่กำลังจะเล่นหุ้น
เราก็จะรีบเตือนด้วย "ความหวังดี"
อย่าไปเล่นหุ้น มันอันตราย มันคือการพนัน ระวังหมดตัว!
คำถามก็คือ
เรากำลังเอา "กรอบความเชื่อ" ของเราไปสวมทับให้คนอื่นอยู่หรือเปล่า?
เราเผลอไปดับอนาคตของว่าที่สุดยอดนักลงทุนหรือเปล่า?
หรืออีกตัวอย่าง
ถ้าเราลาออกมาทำงานไม่ประจำ แล้วเวิร์ค เงินดี
เราก็จะเริ่มมองหาหลักฐานว่ามีใครบ้างที่ทำงานไม่ประจำแล้วรุ่ง
นั่นไง! เพื่อนเราก็ลาออกมา รวยกว่าตอนเป็นพนักงานประจำตั้งเยอะ
เห็นป่ะ! งานไม่ประจำทำเงินกว่า
จากนั้นเมื่อมีคนมาปรึกษาเราว่าจะลาออกดีมั้ย
เราก็จะบอกด้วย "ความหวังดี" ว่า
ลาออกเลยไอ้น้อง จะทนทำงานประจำไปเพื่อ?
คำถามก็คือ
เรากำลังเอา "กรอบความเชื่อ" ของเราไปสวมทับให้คนอื่นอยู่หรือเปล่า?
ถ้าเค้าลาออกมาแล้วไปไม่รอด จะทำอย่างไร? ใครจะรับผิดชอบ?
กล่องยายังมีคำเตือน
ผมว่าคำแนะนำจากความหวังดีก็ต้องระวังให้ดี
อย่าเที่ยวไปแนะนำใครสุ่มสี่สุ่มห้าแบบฟันธง
อย่าเที่ยวฟังใครโดยไม่เก็บมาคิดพิจารณาว่ามันจริงหรือเปล่า?
สุภาษิตฝรั่งบทนึงกล่าวว่า
"The road to hell is paved with good intentions"
ถนนสู่ความหายนะ พื้นของมันปูลาดด้วย "ความหวังดี"
เห็นด้วย และคิดว่าเป็นอะไรที่เราต้องระวัง
เราอยู่ในยุคที่ "คำแนะนำ" ปลิวว่อนไปหมด
พึงระวังให้ดีครับว่านั่นคือ "ความจริง"
หรือแค่ "จริงในแบบของเขา"
แม้กระทั่งที่เขียนมาทั้งหมด
คุณก็อย่าเพิ่งเชื่อ
เพราะมันก็เป็นแค่ความจริงในแบบของเราเท่านั้นเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
แต่อยากให้อ่าน เพราะมันจะช่วยชีวิตคุณได้มาก
"คำแนะนำ" นั้นมาจาก "ความหวังดี"
แต่ความหวังดีนั้นจะนำไปสู่ปลายทางที่ดีหรือเปล่า
อันนี้ตอบยาก
เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มี "ความจริง" ในแบบของตัวเอง
เมื่อเราแนะนำใคร
เราจึงแนะนำจาก "กรอบความจริง" ของตัวเอง
ซึ่งมันอาจจะถูกหรือไม่ก็ได้
เราจึงต้องพิจารณาให้ดี ทั้งคนให้คำแนะนำ
และคนฟังคำแนะนำ
เพราะทุกคนล้วนใส่แว่น "ความเชื่อ" ในแบบของตัวเอง
ซึ่งความเชื่อนั้นก็มาจาก "ประสบการณ์" ที่เราสั่งสมมา
ไม่ว่าจะเป็นเจอมาด้วยตัวเอง ฟังคนอื่นมา อ่านมา เห็นมา
แล้วเราก็มา "ด่วนสรุป" จัดเก็บ "ความเชื่อ" นั้น
ให้เป็น "ชุดความจริง" ในแบบของเรา
จากนั้นก็จะมองหา "หลักฐาน" เพื่อสนับสนุนความเชื่อของเรา
ให้มันกลายเป็นความจริงที่หนักแน่นขึ้นไปอีก
ทั้ง ๆ ที่มันเป็นความจริงในแบบของเรา
แต่อาจไม่ใช่ความจริงของคนอื่น
เช่น สมมติว่าเราเล่นหุ้นแล้วเจ๊ง เราก็จะเริ่มมองหาพวก
มีใครบ้างมั้ยที่เจ๊งเหมือนฉัน?
นั่นไง! เจอแล้ว เพื่อนของเพื่อนหมดตัวเพราะหุ้น
อ่านข่าวก็เจอคนคิดสั้นเพราะกู้เงินไปเล่นหุ้น ฯลฯ
เห็นป่ะ? เล่นหุ้นมันคือการพนัน อันตราย!!!
จากนั้นเมื่อเราเจอคนที่กำลังจะเล่นหุ้น
เราก็จะรีบเตือนด้วย "ความหวังดี"
อย่าไปเล่นหุ้น มันอันตราย มันคือการพนัน ระวังหมดตัว!
คำถามก็คือ
เรากำลังเอา "กรอบความเชื่อ" ของเราไปสวมทับให้คนอื่นอยู่หรือเปล่า?
เราเผลอไปดับอนาคตของว่าที่สุดยอดนักลงทุนหรือเปล่า?
หรืออีกตัวอย่าง
ถ้าเราลาออกมาทำงานไม่ประจำ แล้วเวิร์ค เงินดี
เราก็จะเริ่มมองหาหลักฐานว่ามีใครบ้างที่ทำงานไม่ประจำแล้วรุ่ง
นั่นไง! เพื่อนเราก็ลาออกมา รวยกว่าตอนเป็นพนักงานประจำตั้งเยอะ
เห็นป่ะ! งานไม่ประจำทำเงินกว่า
จากนั้นเมื่อมีคนมาปรึกษาเราว่าจะลาออกดีมั้ย
เราก็จะบอกด้วย "ความหวังดี" ว่า
ลาออกเลยไอ้น้อง จะทนทำงานประจำไปเพื่อ?
คำถามก็คือ
เรากำลังเอา "กรอบความเชื่อ" ของเราไปสวมทับให้คนอื่นอยู่หรือเปล่า?
ถ้าเค้าลาออกมาแล้วไปไม่รอด จะทำอย่างไร? ใครจะรับผิดชอบ?
กล่องยายังมีคำเตือน
ผมว่าคำแนะนำจากความหวังดีก็ต้องระวังให้ดี
อย่าเที่ยวไปแนะนำใครสุ่มสี่สุ่มห้าแบบฟันธง
อย่าเที่ยวฟังใครโดยไม่เก็บมาคิดพิจารณาว่ามันจริงหรือเปล่า?
สุภาษิตฝรั่งบทนึงกล่าวว่า
"The road to hell is paved with good intentions"
ถนนสู่ความหายนะ พื้นของมันปูลาดด้วย "ความหวังดี"
เห็นด้วย และคิดว่าเป็นอะไรที่เราต้องระวัง
เราอยู่ในยุคที่ "คำแนะนำ" ปลิวว่อนไปหมด
พึงระวังให้ดีครับว่านั่นคือ "ความจริง"
หรือแค่ "จริงในแบบของเขา"
แม้กระทั่งที่เขียนมาทั้งหมด
คุณก็อย่าเพิ่งเชื่อ
เพราะมันก็เป็นแค่ความจริงในแบบของเราเท่านั้นเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ลองเอาอย่างหมากันบ้างดีมั้ย?
ทำไมบางคนรักหมามากมาย?
คำตอบก็เพราะหมารักเราแบบ "ไม่มีเงื่อนไข"
ภาษาอังกฤษเรียก Unconditional Love
มันดีใจ กระดิกหางทุกครั้งที่เรากลับบ้าน
มันคาบบอลมา พร้อมจะเล่นกับเราทุกเวลา
มันจำไม่ได้ว่าเมื่อเช้าเราเพิ่งดุมัน
มันลืมไปแล้วว่าบางวันเราก็ไม่ได้สนใจมัน
มันไม่รอเราเอาขนมให้ก่อน แล้วค่อยดีใจขอบคุณเรา
แต่มันดีใจขอบคุณเราตั้งแต่แรก เราก็เลยให้ขนมกับมัน
มันไม่มีเงื่อนไขเลยว่าจะต้องทำอย่างนั้นให้มันก่อน
มันถึงจะรักเรา
...มันรักเราตลอดเวลา ไม่มีเปลี่ยน
คิด
บางทีคนเราก็น่าเอาอย่างหมา
ความรักของเราควรจะเป็น Unconditional Love บ้าง
หลายครั้งเรามีเงื่อนไขในความรักมากเกินไป
มากจนคิดว่านี่มันใช่ความรักหรือเปล่า?
มากจนสงสัยว่า ตกลงเรารักเขา หรือ เรารักตัวเรา?
เธอต้องเป็นคนแบบนี้ ฉันถึงจะรัก
เธอต้องทำสิ่งนี้ให้ฉันก่อน แล้วฉันจะรัก
เธอต้องซื้อของชิ้นนั้น พาฉันไปเที่ยว ฉันถึงจะรัก
เธอต้องทำงานบ้านให้เรียบร้อย ฉันถึงจะรัก
เธอ "ต้อง" ทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่รักเธอ
ความรักกลายเป็นเครื่องต่อรองราคาไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
หรือเพราะเราฉลาดไป ก็เลยทุกข์ง่าย
หรือจริง ๆ เราโง่?
เงื่อนไขมาก ทุกข์มาก
เงื่อนไขน้อย ทุกข์น้อย
ลองเอาอย่างหมากันบ้างดีมั้ย?
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought 14 พฤศจิกายน เวลา 17:00 น. ·
คำตอบก็เพราะหมารักเราแบบ "ไม่มีเงื่อนไข"
ภาษาอังกฤษเรียก Unconditional Love
มันดีใจ กระดิกหางทุกครั้งที่เรากลับบ้าน
มันคาบบอลมา พร้อมจะเล่นกับเราทุกเวลา
มันจำไม่ได้ว่าเมื่อเช้าเราเพิ่งดุมัน
มันลืมไปแล้วว่าบางวันเราก็ไม่ได้สนใจมัน
มันไม่รอเราเอาขนมให้ก่อน แล้วค่อยดีใจขอบคุณเรา
แต่มันดีใจขอบคุณเราตั้งแต่แรก เราก็เลยให้ขนมกับมัน
มันไม่มีเงื่อนไขเลยว่าจะต้องทำอย่างนั้นให้มันก่อน
มันถึงจะรักเรา
...มันรักเราตลอดเวลา ไม่มีเปลี่ยน
คิด
บางทีคนเราก็น่าเอาอย่างหมา
ความรักของเราควรจะเป็น Unconditional Love บ้าง
หลายครั้งเรามีเงื่อนไขในความรักมากเกินไป
มากจนคิดว่านี่มันใช่ความรักหรือเปล่า?
มากจนสงสัยว่า ตกลงเรารักเขา หรือ เรารักตัวเรา?
เธอต้องเป็นคนแบบนี้ ฉันถึงจะรัก
เธอต้องทำสิ่งนี้ให้ฉันก่อน แล้วฉันจะรัก
เธอต้องซื้อของชิ้นนั้น พาฉันไปเที่ยว ฉันถึงจะรัก
เธอต้องทำงานบ้านให้เรียบร้อย ฉันถึงจะรัก
เธอ "ต้อง" ทำอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่รักเธอ
ความรักกลายเป็นเครื่องต่อรองราคาไปตั้งแต่เมื่อไหร่?
หรือเพราะเราฉลาดไป ก็เลยทุกข์ง่าย
หรือจริง ๆ เราโง่?
เงื่อนไขมาก ทุกข์มาก
เงื่อนไขน้อย ทุกข์น้อย
ลองเอาอย่างหมากันบ้างดีมั้ย?
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought 14 พฤศจิกายน เวลา 17:00 น. ·
วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ทำงานเพื่องาน
อย่าทำงานเพื่อเงิน
แต่จงทำงานเพื่องาน
แล้วงานจะทำเงินเพื่อเรา
ความหมายของประโยคข้างบนลึกซึ้ง
เมื่อก่อนไม่เข้าใจหรอก
มีที่ไหน อย่าทำงานเพื่อเงิน จะบ้าเรอะ?
ทุกคนก็ทำงานเพื่อเงินทั้งนั้น..คิด
กาลต่อมา จึงเข้าใจแล้วว่า
ถ้าเราใช้เงินนำ ทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงิน
เมื่อนั้นเราจะหลงทาง เพราะใช้เงินนำ
กลายไปทำในสิ่งที่ไม่รัก
เพราะหวังว่าเงินจะชดเชยความเจ็บปวด
จากการทำงานที่ไม่รักได้
แต่เงินนั้นเป็นสิ่งสมมติ
เมื่อวันที่ไม่มี เราจะรู้สึกอยากได้มาก
เมื่อวันที่มีมาก เรากลับไม่รู้สึกอะไรกับมัน
เราจะเฝ้าถามตัวเองว่า...แล้วยังไงต่อ?
นั่นสิ แล้วยังไงต่อ?
แต่ถ้าเราทำงานเพื่องาน
แปลว่าจิตเราจดจ่ออยู่กับงาน
งานที่เรารัก งานที่เราหลุดไหลเข้าไปอยู่ในงาน
ไม่รู้กี่โมงกี่ยาม ไม่เคยถามว่าจะเลิกงานเมื่อไหร่
เมื่อนั้นนั่นล่ะ เราทำงานเพื่องาน
งานที่เราทำจึงดีขึ้นและดีขึ้น
และในเมื่อโลกนี้ขาดแคลนคนที่ทำงานดี
ผลตอบแทนจึงหลั่งไหลกลับมาหาเราอย่างท่วมท้น
ทั้งที่เราไม่ได้เอาจิตไปจับเรื่องเงิน
แต่โลกจะตอบแทนเราอย่างสาสมถมทับเราด้วยเงินทอง
นั่นล่ะคือจุดที่งานทำเงินเพื่อเรา
ที่น่าทึ่งก็คือ ใครก็ตามที่ถึงจุดนั้น
เขาไม่ได้สนุกกับการใช้เงิน
แต่เขาสนุกกับการหาเงิน
ไม่ใช่สิ เขาสนุกกับการทำงานต่างหากล่ะ
แล้วเงินมันจะตามมาเอง
เงินที่มีอยู่แล้ว จึงยิ่งมีมากขึ้นไปอีก
อย่าทำงานเพื่อเงิน
แต่จงทำงานเพื่องาน
แล้วงานจะทำเงินเพื่อเรา
...นี่เรื่องจริงนะ
ไม่เชื่อลองทำงานเพื่องานดู
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
แต่จงทำงานเพื่องาน
แล้วงานจะทำเงินเพื่อเรา
ความหมายของประโยคข้างบนลึกซึ้ง
เมื่อก่อนไม่เข้าใจหรอก
มีที่ไหน อย่าทำงานเพื่อเงิน จะบ้าเรอะ?
ทุกคนก็ทำงานเพื่อเงินทั้งนั้น..คิด
กาลต่อมา จึงเข้าใจแล้วว่า
ถ้าเราใช้เงินนำ ทำอะไรก็ได้ ขอให้ได้เงิน
เมื่อนั้นเราจะหลงทาง เพราะใช้เงินนำ
กลายไปทำในสิ่งที่ไม่รัก
เพราะหวังว่าเงินจะชดเชยความเจ็บปวด
จากการทำงานที่ไม่รักได้
แต่เงินนั้นเป็นสิ่งสมมติ
เมื่อวันที่ไม่มี เราจะรู้สึกอยากได้มาก
เมื่อวันที่มีมาก เรากลับไม่รู้สึกอะไรกับมัน
เราจะเฝ้าถามตัวเองว่า...แล้วยังไงต่อ?
นั่นสิ แล้วยังไงต่อ?
แต่ถ้าเราทำงานเพื่องาน
แปลว่าจิตเราจดจ่ออยู่กับงาน
งานที่เรารัก งานที่เราหลุดไหลเข้าไปอยู่ในงาน
ไม่รู้กี่โมงกี่ยาม ไม่เคยถามว่าจะเลิกงานเมื่อไหร่
เมื่อนั้นนั่นล่ะ เราทำงานเพื่องาน
งานที่เราทำจึงดีขึ้นและดีขึ้น
และในเมื่อโลกนี้ขาดแคลนคนที่ทำงานดี
ผลตอบแทนจึงหลั่งไหลกลับมาหาเราอย่างท่วมท้น
ทั้งที่เราไม่ได้เอาจิตไปจับเรื่องเงิน
แต่โลกจะตอบแทนเราอย่างสาสมถมทับเราด้วยเงินทอง
นั่นล่ะคือจุดที่งานทำเงินเพื่อเรา
ที่น่าทึ่งก็คือ ใครก็ตามที่ถึงจุดนั้น
เขาไม่ได้สนุกกับการใช้เงิน
แต่เขาสนุกกับการหาเงิน
ไม่ใช่สิ เขาสนุกกับการทำงานต่างหากล่ะ
แล้วเงินมันจะตามมาเอง
เงินที่มีอยู่แล้ว จึงยิ่งมีมากขึ้นไปอีก
อย่าทำงานเพื่อเงิน
แต่จงทำงานเพื่องาน
แล้วงานจะทำเงินเพื่อเรา
...นี่เรื่องจริงนะ
ไม่เชื่อลองทำงานเพื่องานดู
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2558
วันนี้คุณประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?
วันนี้ได้พบกับความหมายของคำว่า "ประสบความสำเร็จ"
ในอีกแง่มุมที่งดงามมาก
คนที่ชอบนิยามคำว่า "ประสบความสำเร็จ" ได้คับแคบเหลือเกิน
คับแคบจนมันบีบรัดหัวใจให้เราไม่มีความสุข
เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ
คือสิ่งที่เราหลายคนเอามาเป็นหลักวัดความสำเร็จ
โดยละเลยแง่มุมอื่น ๆ ของชีวิตไป
เช่น ความสุขของครอบครัว ความสงบภายในใจ
ที่แย่กว่านั้น เราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
แล้วเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะฉันยังมีน้อยกว่าคนอื่น
และที่แย่ที่สุดก็คือ
เราให้ใครก็ไม่รู้มาติดป้ายบอกสรรพคุณตัวเราว่า
แบบนี้เรียกว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วนะ
แบบนี้เรียกว่าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ
สิ่งที่ผมอยากจะบอก
และเชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวที่ต้องการสื่อ ก็คือ
การประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของ "ปลายทาง"
แต่มันเป็นเรื่องของ "ระหว่างทาง"
ระหว่างทางที่เราเดินไปในแต่ละวัน
เรากล้าบอกกับตัวเองมั้ยว่า
ฉันมีความสุขในสิ่งที่ทำ
ฉันภูมิใจและรักในสิ่งที่ทำ
ถ้ากล้าบอก กล้าพูดเต็มปาก
เราก็ประสบความสำเร็จไปตั้งนานแล้วล่ะ
อย่าเอาความสำเร็จไปแขวนไว้ปลายทาง
แล้วไปรอมีความสุขที่จุดนั้น
แต่จงประสบความสำเร็จในทุกวัน
แล้วชีวิตจะมีความสุขในทุกวัน
วันนี้คุณประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ในอีกแง่มุมที่งดงามมาก
คนที่ชอบนิยามคำว่า "ประสบความสำเร็จ" ได้คับแคบเหลือเกิน
คับแคบจนมันบีบรัดหัวใจให้เราไม่มีความสุข
เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ
คือสิ่งที่เราหลายคนเอามาเป็นหลักวัดความสำเร็จ
โดยละเลยแง่มุมอื่น ๆ ของชีวิตไป
เช่น ความสุขของครอบครัว ความสงบภายในใจ
ที่แย่กว่านั้น เราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
แล้วเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะฉันยังมีน้อยกว่าคนอื่น
และที่แย่ที่สุดก็คือ
เราให้ใครก็ไม่รู้มาติดป้ายบอกสรรพคุณตัวเราว่า
แบบนี้เรียกว่าคุณประสบความสำเร็จแล้วนะ
แบบนี้เรียกว่าคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ
สิ่งที่ผมอยากจะบอก
และเชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวที่ต้องการสื่อ ก็คือ
การประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องของ "ปลายทาง"
แต่มันเป็นเรื่องของ "ระหว่างทาง"
ระหว่างทางที่เราเดินไปในแต่ละวัน
เรากล้าบอกกับตัวเองมั้ยว่า
ฉันมีความสุขในสิ่งที่ทำ
ฉันภูมิใจและรักในสิ่งที่ทำ
ถ้ากล้าบอก กล้าพูดเต็มปาก
เราก็ประสบความสำเร็จไปตั้งนานแล้วล่ะ
อย่าเอาความสำเร็จไปแขวนไว้ปลายทาง
แล้วไปรอมีความสุขที่จุดนั้น
แต่จงประสบความสำเร็จในทุกวัน
แล้วชีวิตจะมีความสุขในทุกวัน
วันนี้คุณประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง?
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2558
"passive income" vs "passion income"
ไม่ได้ต้องการอยู่เฉย ๆ แล้วมีรายได้ไหลมาเทมา
เพราะอยู่เฉย ๆ มันไร้ค่า และน่าเบื่อ
ต้องการทำงานที่รัก แล้วมีรายได้ไหลมาเทมา
เพราะงานที่ทำมันมีค่า และน่าสนุก
ไม่ได้ต้องการเพียง passive income
ต้องการ passion income
เปล่า ไม่ได้หมาย passive income ไม่ดี
แต่มันต้องไม่ใช่มีเพื่อแค่ "จะได้ไม่ต้องทำอะไร"
แต่มีเพื่อในวันที่ไม่มีแรงหาเงินแล้ว เรายังมีสิ่งนี้รองรับ
แต่สุดท้าย ถ้าชีวิตจะไม่มี passive income จริง ๆ
ก็ช่างมันเถอะ อย่าไปซีเรียสมาก
มันคือปลายทางที่เราหวังว่าจะช่วยเราได้เท่านั้นเอง
สำคัญคือปัจจุบันเรากำลังทำสิ่งที่ให้พลังกับหัวใจอยู่หรือเปล่า?
หรืออดทนขมขื่นเพื่อไปชื่นมื่นในอนาคต?
ใครที่สนุกกับการสร้าง passive income ก็โชคดีไป
แต่ใครที่ไม่สนุก ก็อย่าไปฝืนเลย ที่ทำอยู่ก็ทำไปเถอะ
รู้จักเก็บตังค์บ้างก็พอ
ปัจจุบันคือสิ่งเดียวที่เรามี
ทำ passion income ให้ดีที่สุด
และถ้าคุณทำเป็น แล้ว passive income มันจะตามมาเอง
หรือต่อให้ไม่ตามมา คุณก็จะมี massive income
คือรายได้มหาศาลต่องานชิ้นนึง เพราะคุณเก่งและเจ๋งพอ
ถ้าเก่งในสิ่งที่ทำ
เก็บเงินดี ๆ ลงทุนเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ
ทำประกันชีวิตไว้ให้ครอบคลุมยามเจ็บป่วย
อย่าขยันสร้างหนี้ ใช้เงินไม่เกินตัว
ไม่ขยับรายจ่ายไปตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น
เท่านี้ก็มีเงินใช้ไปได้จนแก่ตายแล้ว
อย่าอยากอยู่เฉย ๆ แล้วมีเงินใช้เลย
มันไม่สนุกหรอก เชื่อสิ
สู้ได้ทำงานที่รัก แล้วมีตังค์ใช้
จะ active หรือจะ passive ก็ช่างมันเหอะ
แบบนี้สิที่ตายไปก็ไม่เสียดายที่เกิดมา
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
เพราะอยู่เฉย ๆ มันไร้ค่า และน่าเบื่อ
ต้องการทำงานที่รัก แล้วมีรายได้ไหลมาเทมา
เพราะงานที่ทำมันมีค่า และน่าสนุก
ไม่ได้ต้องการเพียง passive income
ต้องการ passion income
เปล่า ไม่ได้หมาย passive income ไม่ดี
แต่มันต้องไม่ใช่มีเพื่อแค่ "จะได้ไม่ต้องทำอะไร"
แต่มีเพื่อในวันที่ไม่มีแรงหาเงินแล้ว เรายังมีสิ่งนี้รองรับ
แต่สุดท้าย ถ้าชีวิตจะไม่มี passive income จริง ๆ
ก็ช่างมันเถอะ อย่าไปซีเรียสมาก
มันคือปลายทางที่เราหวังว่าจะช่วยเราได้เท่านั้นเอง
สำคัญคือปัจจุบันเรากำลังทำสิ่งที่ให้พลังกับหัวใจอยู่หรือเปล่า?
หรืออดทนขมขื่นเพื่อไปชื่นมื่นในอนาคต?
ใครที่สนุกกับการสร้าง passive income ก็โชคดีไป
แต่ใครที่ไม่สนุก ก็อย่าไปฝืนเลย ที่ทำอยู่ก็ทำไปเถอะ
รู้จักเก็บตังค์บ้างก็พอ
ปัจจุบันคือสิ่งเดียวที่เรามี
ทำ passion income ให้ดีที่สุด
และถ้าคุณทำเป็น แล้ว passive income มันจะตามมาเอง
หรือต่อให้ไม่ตามมา คุณก็จะมี massive income
คือรายได้มหาศาลต่องานชิ้นนึง เพราะคุณเก่งและเจ๋งพอ
ถ้าเก่งในสิ่งที่ทำ
เก็บเงินดี ๆ ลงทุนเป็นนิด ๆ หน่อย ๆ
ทำประกันชีวิตไว้ให้ครอบคลุมยามเจ็บป่วย
อย่าขยันสร้างหนี้ ใช้เงินไม่เกินตัว
ไม่ขยับรายจ่ายไปตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น
เท่านี้ก็มีเงินใช้ไปได้จนแก่ตายแล้ว
อย่าอยากอยู่เฉย ๆ แล้วมีเงินใช้เลย
มันไม่สนุกหรอก เชื่อสิ
สู้ได้ทำงานที่รัก แล้วมีตังค์ใช้
จะ active หรือจะ passive ก็ช่างมันเหอะ
แบบนี้สิที่ตายไปก็ไม่เสียดายที่เกิดมา
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันจันทร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2558
พอใจง่ายเกินไป
ปัญหาของคนส่วนใหญ่
ไม่ใช่เขาไม่เก่ง
แต่เพราะเขาพอใจง่ายเกินไป
ที่จะหยุดชีวิตอยู่เท่านั้น
ในภาษาอังกฤษมีอยู่คำนึง คือคำว่า Mediocre
แปลว่า ปานกลาง
น่าแปลกที่ในภาษาไทย คำนี้มีความหมายกลาง ๆ
ไม่บวก ไม่ลบ หรือออกจะไปในแนวบวกด้วยซ้ำ
ว่าคนนี้รู้จักเพียงพอ สมฐานะ ทำรังพอตัว ไม่โลภ มีชีวิตปกติสุข
ตรงกับข้ามกับภาษาอังกฤษ
คำนี้มีความหมาย "เหยียด" ด้วยซ้ำว่า
ธรรมดา งั้น ๆ ไม่น่าจดจำ ไม่มีอะไรโดดเด่น น่าเบื่อ
ประมาณว่าถ้าผู้ชายแบบนี้ถ้ามาขอลูกสาว
พ่อแม่คงคิดหนัก
ยอมรับว่าโอนเอียงไปในความหมายอย่างหลัง
คือ ไม่สนับให้คุณเป็นคนธรรมดา ปานกลาง
เพราะสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ
การที่เราเกิดมาแล้ว
ไม่ได้ใช้ชีวิตให้เต็มความสามารถของตัวเอง
อย่าเพิ่งพอใจอะไรง่าย ๆ จะดีกว่ามั้ย ?
อ้อ แต่บอกไว้อย่างว่า
อย่าเข้าใจคำว่า "พอใจ" ผิดไป
หมายถึง จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่
แต่อย่าพอใจง่าย ๆ กับสิ่งที่เราทำได้
เราทำได้มากกว่าที่เราคิด
เราเป็นได้มากกว่าที่เราคิด
อย่าเพิ่งพอใจง่ายเกินไป
ที่จะหยุดชีวิตอยู่เท่านั้น
ไปให้สุดความสามารถของเราสิ
อุตส่าห์เกิดมาชาตินี้ทั้งที
ไม่มีชาติหน้าชาติไหนแล้ว ชาตินี้นี่แหละ
ทำให้เต็มที่เลย
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ไม่ใช่เขาไม่เก่ง
แต่เพราะเขาพอใจง่ายเกินไป
ที่จะหยุดชีวิตอยู่เท่านั้น
ในภาษาอังกฤษมีอยู่คำนึง คือคำว่า Mediocre
แปลว่า ปานกลาง
น่าแปลกที่ในภาษาไทย คำนี้มีความหมายกลาง ๆ
ไม่บวก ไม่ลบ หรือออกจะไปในแนวบวกด้วยซ้ำ
ว่าคนนี้รู้จักเพียงพอ สมฐานะ ทำรังพอตัว ไม่โลภ มีชีวิตปกติสุข
ตรงกับข้ามกับภาษาอังกฤษ
คำนี้มีความหมาย "เหยียด" ด้วยซ้ำว่า
ธรรมดา งั้น ๆ ไม่น่าจดจำ ไม่มีอะไรโดดเด่น น่าเบื่อ
ประมาณว่าถ้าผู้ชายแบบนี้ถ้ามาขอลูกสาว
พ่อแม่คงคิดหนัก
ยอมรับว่าโอนเอียงไปในความหมายอย่างหลัง
คือ ไม่สนับให้คุณเป็นคนธรรมดา ปานกลาง
เพราะสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ
การที่เราเกิดมาแล้ว
ไม่ได้ใช้ชีวิตให้เต็มความสามารถของตัวเอง
อย่าเพิ่งพอใจอะไรง่าย ๆ จะดีกว่ามั้ย ?
อ้อ แต่บอกไว้อย่างว่า
อย่าเข้าใจคำว่า "พอใจ" ผิดไป
หมายถึง จงพอใจในสิ่งที่มีอยู่
แต่อย่าพอใจง่าย ๆ กับสิ่งที่เราทำได้
เราทำได้มากกว่าที่เราคิด
เราเป็นได้มากกว่าที่เราคิด
อย่าเพิ่งพอใจง่ายเกินไป
ที่จะหยุดชีวิตอยู่เท่านั้น
ไปให้สุดความสามารถของเราสิ
อุตส่าห์เกิดมาชาตินี้ทั้งที
ไม่มีชาติหน้าชาติไหนแล้ว ชาตินี้นี่แหละ
ทำให้เต็มที่เลย
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
"การประหยัด" Vs "เพิ่มรายได้" และ "ลงทุน"
"การประหยัด" อย่างมากก็ทำให้เราไม่ยากจน
แต่มันแทบจะไม่มีทางพาให้เราไปสู่ความร่ำรวยได้เลย
ช้าก่อน! อย่าเพิ่งนึกค้านในใจ
ขออธิบายอีกนิด 555+
หมายถึง การประหยัด "เพียงอย่างเดียว"
ไม่มีทางทำให้เราร่ำรวยได้ เต็มที่ก็แค่มีกินมีใช้
แต่การประหยัดยังคงเป็นเรื่องดีกว่าการฟุ่มเฟือยแน่นอน
สมัยก่อน คำแนะนำให้ประหยัดนั้นอาจจะพอทำให้รวยได้
แต่สมัยนี้ ไม่มีทางเลย ยากมากกกกกก
แค่ประหยัด อดออม เก็บเงิน แต่ทำให้มันงอกเงยไม่ได้
เงินคุณไม่มีทางโตทันเงินเฟ้อ เพราะของแพงขึ้นทุกวัน
สิ่งที่อยากจะสื่อสารในบทความนี้ ก็คือ
หนึ่งชั่วโมงที่เราคิดหาวิธีประหยัด
กับหนึ่งชั่วโมงที่เราคิดหาวิธีสร้างรายได้
คิดว่าอย่างหลังคุ้มค่ากว่า
เพราะการประหยัดนั้นเต็มที่สุด ๆ ที่คุณจะทำได้
ก็คือ ลดค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนเหลือ 0 บาท
คุณจะประหยัดจนลดลงไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว
แต่การคิดหาวิธีสร้างรายได้
ไม่ว่าจะทำงานเพิ่ม ทำธุรกิจ หรือลงทุน
ทั้งหมดนี้ "ไม่มีเพดาน" จำกัดว่าคุณจะไปได้สุดแค่ไหน
คำแนะนำจาก ก็คือ
จงใช้เวลาส่วนน้อยไปกับการหาวิธีประหยัด
(แต่ยังต้องใช้นะครับ ย้ำว่ายังต้องประหยัด)
แต่ให้ใช้เวลาส่วนมากไปกับการหารายได้เพิ่ม
(หมายถึงในเวลาทำงานนะครับ ไม่ใช่คิดทั้งวันทั้งคืน)
ข้อเสียอีกประการของประหยัดแบบ "สุดโต่ง" ก็คือ
มันจะสร้างนิสัย "ขาดแคลน" ให้จิตใจคุณ
มันจะมอบความรู้สึกว่า "ฉันไม่คู่ควร" ให้กับคุณ
และมันจะทำให้คุณคิดเสมอว่า "เงินทองนั้นหายาก"
คุณจะรู้สึกไอ้นู่นก็แพง ไอ้นี่ก็จ่ายไม่ไหว
ไอ้นี่ก็ต้องประหยัด เงินไม่ได้งอกมาจากต้นไม้นะเว้ย
สมองมันก็เลยปิด คิดหารายได้เพิ่มไม่ออก
ค้นหาช่องทางลงทุนใหม่ ๆ ไม่เจอ
เพราะมันคิดได้ทีละเรื่องไง
"การประหยัด" อย่างมากก็ทำให้เราไม่ยากจน
แต่มันแทบจะไม่มีทางพาให้เราไปสู่ความร่ำรวยได้
คุณต้องรู้จัก "เพิ่มรายได้" และ "ลงทุน" ให้เป็นด้วย
ยุคนี้ของแพง ยุคหน้าแพงกว่านี้อีก
ประหยัดเก่งน่ะดีแล้ว แต่อย่าลืมเก่งเรื่องสร้างรายได้ด้วย
ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันนะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
แต่มันแทบจะไม่มีทางพาให้เราไปสู่ความร่ำรวยได้เลย
ช้าก่อน! อย่าเพิ่งนึกค้านในใจ
ขออธิบายอีกนิด 555+
หมายถึง การประหยัด "เพียงอย่างเดียว"
ไม่มีทางทำให้เราร่ำรวยได้ เต็มที่ก็แค่มีกินมีใช้
แต่การประหยัดยังคงเป็นเรื่องดีกว่าการฟุ่มเฟือยแน่นอน
สมัยก่อน คำแนะนำให้ประหยัดนั้นอาจจะพอทำให้รวยได้
แต่สมัยนี้ ไม่มีทางเลย ยากมากกกกกก
แค่ประหยัด อดออม เก็บเงิน แต่ทำให้มันงอกเงยไม่ได้
เงินคุณไม่มีทางโตทันเงินเฟ้อ เพราะของแพงขึ้นทุกวัน
สิ่งที่อยากจะสื่อสารในบทความนี้ ก็คือ
หนึ่งชั่วโมงที่เราคิดหาวิธีประหยัด
กับหนึ่งชั่วโมงที่เราคิดหาวิธีสร้างรายได้
คิดว่าอย่างหลังคุ้มค่ากว่า
เพราะการประหยัดนั้นเต็มที่สุด ๆ ที่คุณจะทำได้
ก็คือ ลดค่าใช้จ่ายทั้งหมดจนเหลือ 0 บาท
คุณจะประหยัดจนลดลงไปกว่านั้นไม่ได้แล้ว
แต่การคิดหาวิธีสร้างรายได้
ไม่ว่าจะทำงานเพิ่ม ทำธุรกิจ หรือลงทุน
ทั้งหมดนี้ "ไม่มีเพดาน" จำกัดว่าคุณจะไปได้สุดแค่ไหน
คำแนะนำจาก ก็คือ
จงใช้เวลาส่วนน้อยไปกับการหาวิธีประหยัด
(แต่ยังต้องใช้นะครับ ย้ำว่ายังต้องประหยัด)
แต่ให้ใช้เวลาส่วนมากไปกับการหารายได้เพิ่ม
(หมายถึงในเวลาทำงานนะครับ ไม่ใช่คิดทั้งวันทั้งคืน)
ข้อเสียอีกประการของประหยัดแบบ "สุดโต่ง" ก็คือ
มันจะสร้างนิสัย "ขาดแคลน" ให้จิตใจคุณ
มันจะมอบความรู้สึกว่า "ฉันไม่คู่ควร" ให้กับคุณ
และมันจะทำให้คุณคิดเสมอว่า "เงินทองนั้นหายาก"
คุณจะรู้สึกไอ้นู่นก็แพง ไอ้นี่ก็จ่ายไม่ไหว
ไอ้นี่ก็ต้องประหยัด เงินไม่ได้งอกมาจากต้นไม้นะเว้ย
สมองมันก็เลยปิด คิดหารายได้เพิ่มไม่ออก
ค้นหาช่องทางลงทุนใหม่ ๆ ไม่เจอ
เพราะมันคิดได้ทีละเรื่องไง
"การประหยัด" อย่างมากก็ทำให้เราไม่ยากจน
แต่มันแทบจะไม่มีทางพาให้เราไปสู่ความร่ำรวยได้
คุณต้องรู้จัก "เพิ่มรายได้" และ "ลงทุน" ให้เป็นด้วย
ยุคนี้ของแพง ยุคหน้าแพงกว่านี้อีก
ประหยัดเก่งน่ะดีแล้ว แต่อย่าลืมเก่งเรื่องสร้างรายได้ด้วย
ไม่งั้นเดี๋ยวไม่ทันนะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558
มาทำสิ่งสำคัญ ตั้งแต่วันที่มันยังไม่จำเป็นต้องทำกันเถอะ
ปัญหาหลายอย่างของชีวิต
มักจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำ "สิ่งสำคัญ"
ในวันที่มัน "ยังไม่จำเป็นต้องทำ"
อยากจะบอกว่าชีวิตจริงไม่ใช่นิยายนะ
จะได้มีเรื่องราวประเภท
"แล้วฤดูร้อนนั้นฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"
ชีวิตจริงคือการสะสมของการ "ทำอะไรบางอย่าง"
หรือตรงกันข้าม คือการสะสมของการ "ไม่ทำอะไรบางอย่าง"
จนในที่สุดมันก็ก่อตัวเป็นผลลัพธ์ที่หลายครั้งเราไม่อยากได้
มีเรื่องราวมากมายที่เรารู้ว่าสำคัญ
แต่ไม่ทำ เอาไว้ก่อน ไว้ว่าง ๆ แล้วจะทำ
จนกระทั่งถึงวันที่จำเป็นต้องทำขึ้นมาจริง ๆ
...มันก็ไม่ทันแล้ว
สุขภาพ สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
ยังเดินเหินได้อยู่นี่ ก็เลยเอาไว้ก่อน
อาชีพสำรอง สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
งานการยังมีทำ เงินเดือนยังมี ก็เลยเอาไว้ก่อน
การวางแผนการเงิน สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
เวลายังเหลืออีกตั้งเยอะ ยังหาเงินได้อยู่ ก็เลยเอาไว้ก่อน
ความอบอุ่นในครอบครัว สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
ก็เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน จะอบอุ่นอะไรกันนักหนา ก็เลยเอาไว้ก่อน
แล้วเมื่อวันที่สุขภาพพัง
ก็เพิ่งจะเห็นว่าสุขภาพสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
แล้วเมื่อวันที่ตกงาน
ก็เพิ่งจะเห็นว่างานสำรองสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
แล้วเมื่อวันที่ทำงานไม่ไหว
ก็เพิ่งจะเห็นว่าการวางแผนการเงินสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
แล้วเมื่อวันที่ครอบครัวกลายเป็นคนแปลกหน้าใต้หลังตาเดียวกัน
ก็เพิ่งจะเห็นว่าครอบครัวสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
ปัญหาหลายอย่างของชีวิต
มักจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำ "สิ่งสำคัญ"
ในวันที่มัน "ยังไม่จำเป็นต้องทำ"
แต่คนมีวิสัยทัศน์จะรู้ว่า
อยากมีร่มเงาวันนี้ ต้องปลูกต้นไม้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
อยากมีร่มเงาในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ต้องปลูกต้นไม้ตั้งแต่วันนี้
เมล็ดเล็ก ๆ ที่ฝังลงดิน อาจดูเป็นสิ่งไม่สำคัญในวันนี้
แต่มันจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในวันหน้า
จงลงมือทำอะไรบางอย่างในวันนี้
ที่เราในอีก 20 ปีข้างหน้า ยังต้องนึกขอบคุณตัวเราเอง
มาทำสิ่งสำคัญ
ตั้งแต่วันที่มันยังไม่จำเป็นต้องทำกันเถอะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
มักจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำ "สิ่งสำคัญ"
ในวันที่มัน "ยังไม่จำเป็นต้องทำ"
อยากจะบอกว่าชีวิตจริงไม่ใช่นิยายนะ
จะได้มีเรื่องราวประเภท
"แล้วฤดูร้อนนั้นฉันก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"
ชีวิตจริงคือการสะสมของการ "ทำอะไรบางอย่าง"
หรือตรงกันข้าม คือการสะสมของการ "ไม่ทำอะไรบางอย่าง"
จนในที่สุดมันก็ก่อตัวเป็นผลลัพธ์ที่หลายครั้งเราไม่อยากได้
มีเรื่องราวมากมายที่เรารู้ว่าสำคัญ
แต่ไม่ทำ เอาไว้ก่อน ไว้ว่าง ๆ แล้วจะทำ
จนกระทั่งถึงวันที่จำเป็นต้องทำขึ้นมาจริง ๆ
...มันก็ไม่ทันแล้ว
สุขภาพ สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
ยังเดินเหินได้อยู่นี่ ก็เลยเอาไว้ก่อน
อาชีพสำรอง สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
งานการยังมีทำ เงินเดือนยังมี ก็เลยเอาไว้ก่อน
การวางแผนการเงิน สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
เวลายังเหลืออีกตั้งเยอะ ยังหาเงินได้อยู่ ก็เลยเอาไว้ก่อน
ความอบอุ่นในครอบครัว สำคัญนะ แต่มันยังไม่จำเป็นไง
ก็เห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน จะอบอุ่นอะไรกันนักหนา ก็เลยเอาไว้ก่อน
แล้วเมื่อวันที่สุขภาพพัง
ก็เพิ่งจะเห็นว่าสุขภาพสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
แล้วเมื่อวันที่ตกงาน
ก็เพิ่งจะเห็นว่างานสำรองสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
แล้วเมื่อวันที่ทำงานไม่ไหว
ก็เพิ่งจะเห็นว่าการวางแผนการเงินสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
แล้วเมื่อวันที่ครอบครัวกลายเป็นคนแปลกหน้าใต้หลังตาเดียวกัน
ก็เพิ่งจะเห็นว่าครอบครัวสำคัญ
...แต่ไม่ทันแล้ว
ปัญหาหลายอย่างของชีวิต
มักจะเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำ "สิ่งสำคัญ"
ในวันที่มัน "ยังไม่จำเป็นต้องทำ"
แต่คนมีวิสัยทัศน์จะรู้ว่า
อยากมีร่มเงาวันนี้ ต้องปลูกต้นไม้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว
อยากมีร่มเงาในอีก 20 ปีข้างหน้า ก็ต้องปลูกต้นไม้ตั้งแต่วันนี้
เมล็ดเล็ก ๆ ที่ฝังลงดิน อาจดูเป็นสิ่งไม่สำคัญในวันนี้
แต่มันจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในวันหน้า
จงลงมือทำอะไรบางอย่างในวันนี้
ที่เราในอีก 20 ปีข้างหน้า ยังต้องนึกขอบคุณตัวเราเอง
มาทำสิ่งสำคัญ
ตั้งแต่วันที่มันยังไม่จำเป็นต้องทำกันเถอะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2558
สมหวัง สร้างสุข Vs ผิดหวัง สร้างประสบการณ์
คนเราที่เกิดมาบนโลกใบนี้
ไม่เคยมีใครพบแต่ความสำเร็จ
และ ไม่เคยมีใครล้มได้ทุกครั้ง
เมื่อโลกสร้างเราให้เป็นเช่นนี้
โลกไม่ได้ออกแบบมาให้เรา
เป็นผู้ชนะในทุกครั้ง
โลกยังให้เราเรียนรู้ที่จะ"ผิดหวัง"
เพื่อให้เราเรียนรู้ และเติบโต
ปัญหา ผิดพลาด ผิดหวัง
คือ การสร้างสมประสบการณ์
ยิ่งล้มมากเท่าไหร่
ยิ่งแข็งแรงขึ้นเท่านั้น
ถ้าวันนี้ คุณยังล้มอยู่
บอกตัวเองไว้ว่ามัน คือ การเรียนรู้
จงเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นประสบการณ์
เพื่อไม่ให้ล้มซ้ำ ล้มแล้วลุก
ล้มใหม่ก็ลุกใหม่ เมื่อถึงเวลาที่คุณแข็งแรงพอ
ปลายทางแห่ง ความสุข และ สำเร็จ
จะมาถึงเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
แหล่งที่มา Facebook : Narai Good Day
ไม่เคยมีใครพบแต่ความสำเร็จ
และ ไม่เคยมีใครล้มได้ทุกครั้ง
เมื่อโลกสร้างเราให้เป็นเช่นนี้
โลกไม่ได้ออกแบบมาให้เรา
เป็นผู้ชนะในทุกครั้ง
โลกยังให้เราเรียนรู้ที่จะ"ผิดหวัง"
เพื่อให้เราเรียนรู้ และเติบโต
ปัญหา ผิดพลาด ผิดหวัง
คือ การสร้างสมประสบการณ์
ยิ่งล้มมากเท่าไหร่
ยิ่งแข็งแรงขึ้นเท่านั้น
ถ้าวันนี้ คุณยังล้มอยู่
บอกตัวเองไว้ว่ามัน คือ การเรียนรู้
จงเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นประสบการณ์
เพื่อไม่ให้ล้มซ้ำ ล้มแล้วลุก
ล้มใหม่ก็ลุกใหม่ เมื่อถึงเวลาที่คุณแข็งแรงพอ
ปลายทางแห่ง ความสุข และ สำเร็จ
จะมาถึงเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน
แหล่งที่มา Facebook : Narai Good Day
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฝึกทำให้คนชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
ผู้คนต้องชอบคุณก่อน เขาถึงจะฟังคุณ
ถ้าผู้คนชอบคุณแล้ว
คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก
เขาก็พร้อมแล้วที่จะเชื่อคุณทุกอย่าง
บางคนมีความรู้มาก แต่คนกลับไม่อยากฟัง
ทำอย่างไรก็ไม่ดังสักที
เขาได้แต่สงสัยว่าทำไม? ทำไม?
และทำไม?
เฉลย : ผู้คนไม่ได้ไม่ชอบความรู้ของคุณ
แต่เขาไม่ชอบคุณ
สิ่งที่คุณมองข้ามไปก็คือ
เขาลืมถามตัวเองว่า "ผู้คนชอบฉันหรือยัง?"
ถ้าคำตอบคือ "ยัง" "ไม่รู้" "ไม่แน่ใจ"
ก็เตรียมพร้อมที่ผู้คนจะไม่สนใจคุณได้เลย
ฝึกทำให้คนชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
จริงใจ อ่อนน้อม เป็นมิตรกับผู้ฟัง ไม่กระโชกโฮกฮาก
พูดเรื่องที่ควรพูด ไม่พูดเรื่องที่ไม่ควรพูด
เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
มีสิ่งดี ๆ มามอบให้เสมอ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ไม่โอ้อวดตัวเอง ไม่พูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย
ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี ช่วยเหลือผู้อื่น
เหล่านี้คือสิ่งเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้คน "ชอบ" คุณ
เรื่องที่พูดนั้นสำคัญ
แต่วิธีพูดนั้นสำคัญกว่า
วิธีพูดนั้นสำคัญ
แต่คนที่พูดนั้นสำคัญกว่า
เราอยากรู้เสมอว่าคนที่พูดนั้น "เราชอบเขาหรือไม่?"
ฝึกนะ ฝึกทำให้คนชอบเรา
เพราะทักษะนี้มีผลกับเราตลอดชีวิต
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ถ้าผู้คนชอบคุณแล้ว
คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก
เขาก็พร้อมแล้วที่จะเชื่อคุณทุกอย่าง
บางคนมีความรู้มาก แต่คนกลับไม่อยากฟัง
ทำอย่างไรก็ไม่ดังสักที
เขาได้แต่สงสัยว่าทำไม? ทำไม?
และทำไม?
เฉลย : ผู้คนไม่ได้ไม่ชอบความรู้ของคุณ
แต่เขาไม่ชอบคุณ
สิ่งที่คุณมองข้ามไปก็คือ
เขาลืมถามตัวเองว่า "ผู้คนชอบฉันหรือยัง?"
ถ้าคำตอบคือ "ยัง" "ไม่รู้" "ไม่แน่ใจ"
ก็เตรียมพร้อมที่ผู้คนจะไม่สนใจคุณได้เลย
ฝึกทำให้คนชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
จริงใจ อ่อนน้อม เป็นมิตรกับผู้ฟัง ไม่กระโชกโฮกฮาก
พูดเรื่องที่ควรพูด ไม่พูดเรื่องที่ไม่ควรพูด
เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
มีสิ่งดี ๆ มามอบให้เสมอ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ไม่โอ้อวดตัวเอง ไม่พูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย
ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี ช่วยเหลือผู้อื่น
เหล่านี้คือสิ่งเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้คน "ชอบ" คุณ
เรื่องที่พูดนั้นสำคัญ
แต่วิธีพูดนั้นสำคัญกว่า
วิธีพูดนั้นสำคัญ
แต่คนที่พูดนั้นสำคัญกว่า
เราอยากรู้เสมอว่าคนที่พูดนั้น "เราชอบเขาหรือไม่?"
ฝึกนะ ฝึกทำให้คนชอบเรา
เพราะทักษะนี้มีผลกับเราตลอดชีวิต
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558
เงินสำคัญ
มีคนสองประเภทที่จะคอยบอกเราว่า "เงินไม่สำคัญ"
คนไม่มีเงิน กับ คนมีเงิน
ซึ่งไม่มีประโยชน์กับเราทั้งคู่
คนไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงิน หาไม่ได้ จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
คนมีเงิน เมื่อมีเงินแล้ว หาได้แล้ว จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
ทั้งที่จริง เงินนั้นสำคัญ
แต่การฟังคนสองกลุ่มนี้จะทำให้เราหลงคิดไปว่า
เงินไม่สำคัญ
พอพูดแบบนี้ ก็จะมีคนรีบแย้งมาอีกว่า
เงินสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด
ซึ่งก็จะแปลกใจทุกครั้งว่า
แล้วพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ ก็รีบออกตัวซะแล้ว
เงินนั้นเป็นเรื่องแปลก เราต้องทำมาหากินทุกวัน ทั้งชีวิต
แต่กลับพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
เรากระดากใจที่หาเงินได้น้อยกว่าที่เราควรจะหาได้
ก็เลยพยายามกลบเกลื่อนใส่ร้ายป้ายสีให้เงินเป็นสิ่งชั่วร้าย
ใครพูดเรื่องเงิน คือคนโลภ
(เหมือนที่โพสต์นี้มีสิทธิ์โดนดราม่าสูงมาก)
แปลกใจที่ทำไมเราไม่เคยพยายามทำความเข้าใจว่า
เราจะหาเงิน รักษาเงิน และเพิ่มพูนเงินอย่างไร
ทั้งที่เงินนั้นสำคัญมาก
..ยัง ไม่ได้พูดว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ
อย่าเพิ่งร้อนตัว 555+
อยากจะเป็นคนมีเงินที่บอกว่า "เงินสำคัญ"
วันที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ชีวิตจะคิดอะไรออกอีกเยอะเลย
วันที่เราไม่ต้องทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว งานนั้นจะมีพลังมาก ๆ
วันที่เราช่วยเหลือตัวเองรอดแล้ว เราจึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้
เงินสำคัญ แต่บางทีการเอาแต่หาเงิน มันก็ทำให้ชีวิตวุ่นวายไปหน่อย
เพราะฉะนั้นต้องรีบทำให้มันจบ ๆ ให้พ้นจากความยากจน
ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ตลอดชีวิตไปเลยยิ่งดี
ซึ่งทั้งหมดไม่ได้แปลว่าต้องรวยล้นฟ้านะ
แต่แค่เรามองออกว่า ชีวิตที่เหลืออยู่เราจะทำมาหากินอะไร
อย่างมีความสุข และพอกินพอใช้
ไม่ต้องกระเสือกกระสนจนวันตาย
เพราะเงินนั้นสำคัญมาก
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
คนไม่มีเงิน กับ คนมีเงิน
ซึ่งไม่มีประโยชน์กับเราทั้งคู่
คนไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงิน หาไม่ได้ จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
คนมีเงิน เมื่อมีเงินแล้ว หาได้แล้ว จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
ทั้งที่จริง เงินนั้นสำคัญ
แต่การฟังคนสองกลุ่มนี้จะทำให้เราหลงคิดไปว่า
เงินไม่สำคัญ
พอพูดแบบนี้ ก็จะมีคนรีบแย้งมาอีกว่า
เงินสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด
ซึ่งก็จะแปลกใจทุกครั้งว่า
แล้วพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ ก็รีบออกตัวซะแล้ว
เงินนั้นเป็นเรื่องแปลก เราต้องทำมาหากินทุกวัน ทั้งชีวิต
แต่กลับพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
เรากระดากใจที่หาเงินได้น้อยกว่าที่เราควรจะหาได้
ก็เลยพยายามกลบเกลื่อนใส่ร้ายป้ายสีให้เงินเป็นสิ่งชั่วร้าย
ใครพูดเรื่องเงิน คือคนโลภ
(เหมือนที่โพสต์นี้มีสิทธิ์โดนดราม่าสูงมาก)
แปลกใจที่ทำไมเราไม่เคยพยายามทำความเข้าใจว่า
เราจะหาเงิน รักษาเงิน และเพิ่มพูนเงินอย่างไร
ทั้งที่เงินนั้นสำคัญมาก
..ยัง ไม่ได้พูดว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ
อย่าเพิ่งร้อนตัว 555+
อยากจะเป็นคนมีเงินที่บอกว่า "เงินสำคัญ"
วันที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ชีวิตจะคิดอะไรออกอีกเยอะเลย
วันที่เราไม่ต้องทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว งานนั้นจะมีพลังมาก ๆ
วันที่เราช่วยเหลือตัวเองรอดแล้ว เราจึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้
เงินสำคัญ แต่บางทีการเอาแต่หาเงิน มันก็ทำให้ชีวิตวุ่นวายไปหน่อย
เพราะฉะนั้นต้องรีบทำให้มันจบ ๆ ให้พ้นจากความยากจน
ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ตลอดชีวิตไปเลยยิ่งดี
ซึ่งทั้งหมดไม่ได้แปลว่าต้องรวยล้นฟ้านะ
แต่แค่เรามองออกว่า ชีวิตที่เหลืออยู่เราจะทำมาหากินอะไร
อย่างมีความสุข และพอกินพอใช้
ไม่ต้องกระเสือกกระสนจนวันตาย
เพราะเงินนั้นสำคัญมาก
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558
คุณพ่อคุณแม่...อย่ารักลูกเกินเหตุ จนเป็นทาสรักนะ
ยุคสมัยนี้ รู้สึกว่า พ่อแม่ไทย (จำนวนมาก)
กำลังให้ความรักกับลูก สูงเว่อร์เกินไปมาก
จริงอยู่ ความรักของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก มันมากมาย หาที่สุดไม่ได้
แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ดีว่า พ่อแม่ควรจะบำเพ็ญทุกรกิริยา(ทำร้ายตัวเอง)
เพื่อเอาทุกอย่างไปทุ่มให้ลูก
พ่อแม่ยอมขึ้นรถเมล์… แต่บอกให้ลูกขึ้น TAXI
พ่อแม่กินกาแฟโบราณ...แต่ให้ลูกกินกาแฟหรู
พ่อแม่ใช้มือถือจีน...แต่ให้ลูกใช้ไอโฟนหน้าใหญ่
นี่มันใช่เหรอ ?
ยังไม่นับสารพัดงานบ้าน กวาดถูบ้าน ล้างจาน เทขยะ ...
พ่อแม่ก็ยังไปแย่งทำเองหมด ด้วยหวังว่า
อยากให้ลูกอ่านหนังสือเต็มที่ งานบ้านมันกระจอก ปล่อยพ่อแม่ทำเอง
นี่มันใช่เหรอ ?
กล้าฟันธงว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งอ่านหนังสือตลอดเวลาหรอก...
ตอนคุณหิ้วขยะออกไปเท ลองชำเลืองมองลูกดู...
ถ้าไม่นั่งดูทีวี เล่นเน็ท ก็กำลังแชทไลน์กับเพื่อน
พ่อแม่อย่าไปทำงานบ้านแทนเขาทั้งหมด ...
หากคุณไม่มอบหมายให้ทำงานบ้านอะไรเลย
ลูกจะมีโอกาสกลายร่างเป็น “เด็กที่เป็นศูนย์กลางระบบสุริยจักรวาล”
...ทุกสรรพสิ่งล้วนหมุนรอบตัวกรู
เขาจะยุ่งอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง
ต้องทำการบ้าน ต้องทำงานฝีมือ ต้องหาข้อมูล ฯลฯ
เรื่องของกรูสำคัญที่สุดในสามโลก
หนักเข้า ก็เอาแต่อยู่แต่ในห้องตัวเอง
จนพ่อแม่แทบจะต้องส่งข้าว ส่งน้ำ
คุยกันโดยส่ง LINE ในบ้าน
ถ้าพ่อแม่ยอม ก็คือการบอกลูกทางอ้อมว่า
ลูกเป็นคนพิเศษ พ่อแม่พร้อมจะเป็นทาสรัก ...
ยอมทำงานบ้าน ทำงานหาเงิน และจะประหยัด
เพื่อส่งมอบทรัพยากรทั้งหมด พร้อมความรักไปที่ลูก
อย่าไปสอนเขาว่า
เขาอยู่เหนืองานบ้าน งานกระจอกที่น่าเบื่อหน่าย ...จงปล่อยให้แม่ทำ
เขาอยู่เหนือการประหยัด มัธยัสต์ทั้งปวง... จงปล่อยพ่ออด
เพราะนั่นคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้แตกต่าง
จากความเป็นจริงนอกบ้าน มันคือโลกเสมือน ที่มีเฉพาะในบ้านคุณเท่านั้น
ถ้าพ่อแม่ไม่สอนเขา ...โลกจริงจะสอนเขาเอง
แหล่งที่มา Facebook : นิ้วโป้ง Fundamental VI
กำลังให้ความรักกับลูก สูงเว่อร์เกินไปมาก
จริงอยู่ ความรักของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก มันมากมาย หาที่สุดไม่ได้
แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ดีว่า พ่อแม่ควรจะบำเพ็ญทุกรกิริยา(ทำร้ายตัวเอง)
เพื่อเอาทุกอย่างไปทุ่มให้ลูก
พ่อแม่ยอมขึ้นรถเมล์… แต่บอกให้ลูกขึ้น TAXI
พ่อแม่กินกาแฟโบราณ...แต่ให้ลูกกินกาแฟหรู
พ่อแม่ใช้มือถือจีน...แต่ให้ลูกใช้ไอโฟนหน้าใหญ่
นี่มันใช่เหรอ ?
ยังไม่นับสารพัดงานบ้าน กวาดถูบ้าน ล้างจาน เทขยะ ...
พ่อแม่ก็ยังไปแย่งทำเองหมด ด้วยหวังว่า
อยากให้ลูกอ่านหนังสือเต็มที่ งานบ้านมันกระจอก ปล่อยพ่อแม่ทำเอง
นี่มันใช่เหรอ ?
กล้าฟันธงว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งอ่านหนังสือตลอดเวลาหรอก...
ตอนคุณหิ้วขยะออกไปเท ลองชำเลืองมองลูกดู...
ถ้าไม่นั่งดูทีวี เล่นเน็ท ก็กำลังแชทไลน์กับเพื่อน
พ่อแม่อย่าไปทำงานบ้านแทนเขาทั้งหมด ...
หากคุณไม่มอบหมายให้ทำงานบ้านอะไรเลย
ลูกจะมีโอกาสกลายร่างเป็น “เด็กที่เป็นศูนย์กลางระบบสุริยจักรวาล”
...ทุกสรรพสิ่งล้วนหมุนรอบตัวกรู
เขาจะยุ่งอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง
ต้องทำการบ้าน ต้องทำงานฝีมือ ต้องหาข้อมูล ฯลฯ
เรื่องของกรูสำคัญที่สุดในสามโลก
หนักเข้า ก็เอาแต่อยู่แต่ในห้องตัวเอง
จนพ่อแม่แทบจะต้องส่งข้าว ส่งน้ำ
คุยกันโดยส่ง LINE ในบ้าน
ถ้าพ่อแม่ยอม ก็คือการบอกลูกทางอ้อมว่า
ลูกเป็นคนพิเศษ พ่อแม่พร้อมจะเป็นทาสรัก ...
ยอมทำงานบ้าน ทำงานหาเงิน และจะประหยัด
เพื่อส่งมอบทรัพยากรทั้งหมด พร้อมความรักไปที่ลูก
อย่าไปสอนเขาว่า
เขาอยู่เหนืองานบ้าน งานกระจอกที่น่าเบื่อหน่าย ...จงปล่อยให้แม่ทำ
เขาอยู่เหนือการประหยัด มัธยัสต์ทั้งปวง... จงปล่อยพ่ออด
เพราะนั่นคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้แตกต่าง
จากความเป็นจริงนอกบ้าน มันคือโลกเสมือน ที่มีเฉพาะในบ้านคุณเท่านั้น
ถ้าพ่อแม่ไม่สอนเขา ...โลกจริงจะสอนเขาเอง
แหล่งที่มา Facebook : นิ้วโป้ง Fundamental VI
วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ทุกก้าวเดินจากความขยัน สร้างความชำนาญในสิ่งที่ทำ
ความขยัน คือ หนทางของคนธรรมดา
ที่จะพาตัวเอง ก้าวข้ามความสำเร็จ
คนสำเร็จแบบมาแต่ตัวนั้น
ทุกคนมีพื้นฐาน “ความขยัน” ทำงานหนักกันทุกคน
เพราะถ้าคุณไม่มีทุน คุณก็ต้องสร้างด้วยตัวคุณเอง
ถ้าไม่มีเครดิตไปกู้แบงค์ จะไปแบมือขอใครก็ลำบาก
อย่างน้อยคิดจะทำธุรกิจเอง มีสมองทำได้
แต่มีตัวเปล่าๆ ตังค์ไม่มีเลย อันนี้เป็นไปไม่ได้
ถ้าแค่ก่อนคิดทำธุรกิจ แล้วยังไม่สามารถมีเงินเก็บเองสักก้อน
พิจารณาตัวเองใหม่เถอะ ว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะสร้างตัวเอง
แต่ถ้าคิดจะเริ่มต้นใหม่ เอาเลย รายได้ที่มีอยู่ทุกวันนี้
เริ่มวางแผนได้แล้ว ว่าจะเก็บเงินขึ้นมาสักก้อน
ไม่ต้องไปมองเงินล้านหรอก สมัยนี้มีเงิน 50,000 บาทขึ้นไป
ให้พอแค่หมุนเวียนในธุรกิจ ก็สามารถเริ่มทำได้แล้ว
ถึงฝันของเราจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าไปคิดมากกับจุดเริ่มต้นเล็กๆ
ขอได้ลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น รู้จักจังหวะเวลาในการก้าวเดิน
ผลของการทำงานอย่างไม่ย่อท้อ และหมั่นเรียนรู้ตลอดเวลา
จากความขยันที่มีนี่แหล่ะครับ จะเป็นตัวแปรให้เกิดการพัฒนาที่ดี
ผมเชื่อมากๆเลยครับ ว่ายิ่งทำมาก ยิ่งรู้มาก จะยิ่งเก่งขึ้น
จากที่คุณเป็นคนธรรมดา คุณสามารถเป็นมือโปรในสิ่งที่ตนเองทำได้
และความเป็นผุ้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำนี่แหล่ะ
จะทำให้ผุ้คนเชื่อมั่นและยอมรับ ในธุรกิจที่เราตั้งใจทำ
คนบางคนทำได้ไม่นาน บอกไม่เห็นมีกำไรอาจจะอยากล้มเลิก
แต่คนบางคนกลับบอกว่า เสมอตัวก็ช่างมัน ขอให้ได้มีลูกค้าเป็นฐานไว้ก่อน
ค่อยๆ เก็บเกี่ยวสร้างช่องทางคอนเนคชั่นใหม่ๆ ในธุรกิจอยู่เสมอ
นี่แหล่ะ คือ การตอกเสาเข็มสร้างรากฐานได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด
ตัวเองก็เช่นกัน เริ่มธุรกิจจากไม่มีเงินทุน แถมมีแต่หนี้ติดตัวมา
สถานการณ์แบบนี้ มันแอบฝึกฝนเรา ให้มีวิธีคิดรอบด้านมากขึ้น
ว่าทำยังไงถึงเราจะขายของได้ หรือจะสู้กับคู่แข่งได้ และจะประคองธุรกิจยังไง
ขอให้ขยันหมั่นเพียร และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
ไอเดียที่ล้ำเลิศ จะบรรเจิดตอนไม่มีตังค์นี่แหล่ะ
และลองคิดเล่นๆ กลับกัน ถ้าสมมุติที่ผ่านมา
ตอนเริ่มต้นธุรกิจ มีทุนอยู่เต็มกระเป๋า
อาจจะไม่มีไอเดียที่ดี และความพยายามที่ดีพอ
ที่จะก้าวเดินมาสู่จุดนี้ก็ได้
เริ่มต้นด้วยความสบาย มันมักหลอกให้เราชะล่าใจ
แต่ความลำบาก มันจะสอนให้เราต้องต่อสู้อยู่เสมอ
และเมื่อวันก้าวข้ามความลำบากมาได้
เราจะเห็นคุณค่าความสบายที่มาเป็นรางวัลมาให้อย่างแท้จริง
แหล่งที่มา Facebook : สมองไหล Bychix
ที่จะพาตัวเอง ก้าวข้ามความสำเร็จ
คนสำเร็จแบบมาแต่ตัวนั้น
ทุกคนมีพื้นฐาน “ความขยัน” ทำงานหนักกันทุกคน
เพราะถ้าคุณไม่มีทุน คุณก็ต้องสร้างด้วยตัวคุณเอง
ถ้าไม่มีเครดิตไปกู้แบงค์ จะไปแบมือขอใครก็ลำบาก
อย่างน้อยคิดจะทำธุรกิจเอง มีสมองทำได้
แต่มีตัวเปล่าๆ ตังค์ไม่มีเลย อันนี้เป็นไปไม่ได้
ถ้าแค่ก่อนคิดทำธุรกิจ แล้วยังไม่สามารถมีเงินเก็บเองสักก้อน
พิจารณาตัวเองใหม่เถอะ ว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะสร้างตัวเอง
แต่ถ้าคิดจะเริ่มต้นใหม่ เอาเลย รายได้ที่มีอยู่ทุกวันนี้
เริ่มวางแผนได้แล้ว ว่าจะเก็บเงินขึ้นมาสักก้อน
ไม่ต้องไปมองเงินล้านหรอก สมัยนี้มีเงิน 50,000 บาทขึ้นไป
ให้พอแค่หมุนเวียนในธุรกิจ ก็สามารถเริ่มทำได้แล้ว
ถึงฝันของเราจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็อย่าไปคิดมากกับจุดเริ่มต้นเล็กๆ
ขอได้ลงมือทำด้วยความมุ่งมั่น รู้จักจังหวะเวลาในการก้าวเดิน
ผลของการทำงานอย่างไม่ย่อท้อ และหมั่นเรียนรู้ตลอดเวลา
จากความขยันที่มีนี่แหล่ะครับ จะเป็นตัวแปรให้เกิดการพัฒนาที่ดี
ผมเชื่อมากๆเลยครับ ว่ายิ่งทำมาก ยิ่งรู้มาก จะยิ่งเก่งขึ้น
จากที่คุณเป็นคนธรรมดา คุณสามารถเป็นมือโปรในสิ่งที่ตนเองทำได้
และความเป็นผุ้เชี่ยวชาญในสิ่งที่ทำนี่แหล่ะ
จะทำให้ผุ้คนเชื่อมั่นและยอมรับ ในธุรกิจที่เราตั้งใจทำ
คนบางคนทำได้ไม่นาน บอกไม่เห็นมีกำไรอาจจะอยากล้มเลิก
แต่คนบางคนกลับบอกว่า เสมอตัวก็ช่างมัน ขอให้ได้มีลูกค้าเป็นฐานไว้ก่อน
ค่อยๆ เก็บเกี่ยวสร้างช่องทางคอนเนคชั่นใหม่ๆ ในธุรกิจอยู่เสมอ
นี่แหล่ะ คือ การตอกเสาเข็มสร้างรากฐานได้อย่างดีเยี่ยมที่สุด
ตัวเองก็เช่นกัน เริ่มธุรกิจจากไม่มีเงินทุน แถมมีแต่หนี้ติดตัวมา
สถานการณ์แบบนี้ มันแอบฝึกฝนเรา ให้มีวิธีคิดรอบด้านมากขึ้น
ว่าทำยังไงถึงเราจะขายของได้ หรือจะสู้กับคู่แข่งได้ และจะประคองธุรกิจยังไง
ขอให้ขยันหมั่นเพียร และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
ไอเดียที่ล้ำเลิศ จะบรรเจิดตอนไม่มีตังค์นี่แหล่ะ
และลองคิดเล่นๆ กลับกัน ถ้าสมมุติที่ผ่านมา
ตอนเริ่มต้นธุรกิจ มีทุนอยู่เต็มกระเป๋า
อาจจะไม่มีไอเดียที่ดี และความพยายามที่ดีพอ
ที่จะก้าวเดินมาสู่จุดนี้ก็ได้
เริ่มต้นด้วยความสบาย มันมักหลอกให้เราชะล่าใจ
แต่ความลำบาก มันจะสอนให้เราต้องต่อสู้อยู่เสมอ
และเมื่อวันก้าวข้ามความลำบากมาได้
เราจะเห็นคุณค่าความสบายที่มาเป็นรางวัลมาให้อย่างแท้จริง
แหล่งที่มา Facebook : สมองไหล Bychix
วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558
"ทำไมชีวิตกูแย่อย่างนี้วะ?" VS "ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น?"
สมมติว่าคุณต้องทำรายการทีวีที่ชื่อ
"ทำไมชีวิตกูแย่อย่างนี้วะ?"
งานทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ
นึกรายชื่อแขกรับเชิญเพื่อขอสัมภาษณ์ในรายการ
คำถามก็คือ
คุณคิดว่าคุณจะได้พบกับแขกรับเชิญแบบไหน?
ตอบให้เลย
คุณจะได้พบกับแขกรับเชิญที่มา "สนับสนุนความเชื่อ" ของคุณที่ว่า
"เฮ้ย! ชีวิตกูมันแย่จริง ๆ ด้วยว่ะ"
คุณจะเชิญคนที่เจ้านายไม่ได้เรื่องเหมือนที่คุณเจอ มาเม้าท์เจ้านาย
คุณจะเชิญคนที่กำลังถังแตกเหมือนคุณ มาปรับทุกข์จมดิ่ง
คุณจะเชิญคนที่ความสัมพันธ์ห่วย ๆ เลิกกับแฟนเหมือนคุณ มาตอกย้ำว่าชีวิตคู่มันห่วย
คุณจะรู้สึกสนุกมากกับรายการนี้ เพราะมันทำให้คุณเชื่อว่า
"เห็นมั้ยชีวิตกูแย่จริง ๆ ด้วย ใคร ๆ เค้าก็แย่"
ว่าแล้วคุณก็มีความสุขที่จะมีความทุกข์ต่อไป
คัท! เอาใหม่!
สมมติว่าคุณต้องทำรายการทีวีอีกรายการที่ชื่อ
"ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น?"
งานทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ
นึกรายชื่อแขกรับเชิญเพื่อขอสัมภาษณ์ในรายการ
คำถามก็คือ
คุณคิดว่าคุณจะได้พบกับแขกรับเชิญแบบไหน?
ตอบให้เลย
คุณจะได้พบกับแขกรับเชิญที่มา "สนับสนุนความเชื่อ" ของคุณที่ว่า
"เฮ้ย! ชีวิตฉันมันดีขึ้นได้นี่หว่า"
คุณจะเชิญคนที่เคยมีปัญหาเรื่องงาน แต่เขาผ่านมันมาได้ คุณจะเรียนรู้จากเขา
คุณจะเชิญคนที่เคยถังแตก แต่เขาผ่านมันมาได้ คุณจะเรียนรู้จากเขา
คุณจะเชิญคนที่เคยมีชีวิตคู่ย่ำแย่ แต่เขาผ่านมันมาได้ คุณจะเรียนรู้จากเขา
คุณจะรู้สึกสนุกมากกับรายการนี้ เพราะมันทำให้คุณเชื่อว่า
"เฮ้ย! ชีวิตมันมีทางออกนี่หว่า ใคร ๆ ก็เคยเป็นอย่างฉัน แต่ก็ผ่านมาได้"
ว่าแล้วคุณก็มีความสุขที่จะมีความสุขต่อไป
ประเด็นที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า
เราทุกคนกำลังทำรายการทีวีชื่อ "ชีวิตของฉัน" อยู่ทุกขณะ
เพียงแต่มันมี 2 เวอร์ชั่น
เวอร์ชั่นแรก "ทำไมชีวิตกูแย่อย่างนี้วะ?"
เวอร์ชั่นสอง "ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น?"
เวอร์ชั่นแรก ชวนเราจมจ่อมไปกับความหลัง
ทุกข์ที่ผ่านมา เราไม่ยอมให้ผ่านไป
เราไม่คิดแก้ปัญหา เอาแต่หาหลักฐานมาสนับสนุนว่า
"สมควรแล้วที่ชีวิตฉันมันแย่แบบนี้"
เวอร์ชั่นสอง ชวนเรามองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง
ทุกข์ที่ผ่านมา แล้วมันจะต้องผ่านไป
เรามองหาวิธีแก้ปัญหา และมองหาหลักฐานมาสนับสนุนว่า
"เราไม่ใช่คนแรกในโลกที่เจอปัญหานี้ มีคนเคยเจอแล้ว ผ่านมันมาได้แล้ว
และเราก็จะต้องผ่านมันไปได้เช่นกัน"
คุณอยากทำรายการทีวีเวอร์ชั่นไหน?
มันขึ้นอยู่กับคุณ เพราะคุณเป็นเจ้าของรายการ
ออกทุนสร้างเอง ทุ่มทุนสร้างทั้งชีวิตและจิตใจ
และออกอากาศ 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพัก
จนกว่าสถานีจะปิด
...ซึ่งก็แปลว่าชีวิตจบลงแล้ว
คุณอยากทำรายการทีวีเวอร์ชั่นไหน?
เชิญเลือกได้ตามสบายเลย
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
"ทำไมชีวิตกูแย่อย่างนี้วะ?"
งานทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ
นึกรายชื่อแขกรับเชิญเพื่อขอสัมภาษณ์ในรายการ
คำถามก็คือ
คุณคิดว่าคุณจะได้พบกับแขกรับเชิญแบบไหน?
ตอบให้เลย
คุณจะได้พบกับแขกรับเชิญที่มา "สนับสนุนความเชื่อ" ของคุณที่ว่า
"เฮ้ย! ชีวิตกูมันแย่จริง ๆ ด้วยว่ะ"
คุณจะเชิญคนที่เจ้านายไม่ได้เรื่องเหมือนที่คุณเจอ มาเม้าท์เจ้านาย
คุณจะเชิญคนที่กำลังถังแตกเหมือนคุณ มาปรับทุกข์จมดิ่ง
คุณจะเชิญคนที่ความสัมพันธ์ห่วย ๆ เลิกกับแฟนเหมือนคุณ มาตอกย้ำว่าชีวิตคู่มันห่วย
คุณจะรู้สึกสนุกมากกับรายการนี้ เพราะมันทำให้คุณเชื่อว่า
"เห็นมั้ยชีวิตกูแย่จริง ๆ ด้วย ใคร ๆ เค้าก็แย่"
ว่าแล้วคุณก็มีความสุขที่จะมีความทุกข์ต่อไป
คัท! เอาใหม่!
สมมติว่าคุณต้องทำรายการทีวีอีกรายการที่ชื่อ
"ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น?"
งานทั้งหมดที่คุณต้องทำก็คือ
นึกรายชื่อแขกรับเชิญเพื่อขอสัมภาษณ์ในรายการ
คำถามก็คือ
คุณคิดว่าคุณจะได้พบกับแขกรับเชิญแบบไหน?
ตอบให้เลย
คุณจะได้พบกับแขกรับเชิญที่มา "สนับสนุนความเชื่อ" ของคุณที่ว่า
"เฮ้ย! ชีวิตฉันมันดีขึ้นได้นี่หว่า"
คุณจะเชิญคนที่เคยมีปัญหาเรื่องงาน แต่เขาผ่านมันมาได้ คุณจะเรียนรู้จากเขา
คุณจะเชิญคนที่เคยถังแตก แต่เขาผ่านมันมาได้ คุณจะเรียนรู้จากเขา
คุณจะเชิญคนที่เคยมีชีวิตคู่ย่ำแย่ แต่เขาผ่านมันมาได้ คุณจะเรียนรู้จากเขา
คุณจะรู้สึกสนุกมากกับรายการนี้ เพราะมันทำให้คุณเชื่อว่า
"เฮ้ย! ชีวิตมันมีทางออกนี่หว่า ใคร ๆ ก็เคยเป็นอย่างฉัน แต่ก็ผ่านมาได้"
ว่าแล้วคุณก็มีความสุขที่จะมีความสุขต่อไป
ประเด็นที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะบอกว่า
เราทุกคนกำลังทำรายการทีวีชื่อ "ชีวิตของฉัน" อยู่ทุกขณะ
เพียงแต่มันมี 2 เวอร์ชั่น
เวอร์ชั่นแรก "ทำไมชีวิตกูแย่อย่างนี้วะ?"
เวอร์ชั่นสอง "ทำอย่างไรชีวิตฉันถึงจะดีขึ้น?"
เวอร์ชั่นแรก ชวนเราจมจ่อมไปกับความหลัง
ทุกข์ที่ผ่านมา เราไม่ยอมให้ผ่านไป
เราไม่คิดแก้ปัญหา เอาแต่หาหลักฐานมาสนับสนุนว่า
"สมควรแล้วที่ชีวิตฉันมันแย่แบบนี้"
เวอร์ชั่นสอง ชวนเรามองไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง
ทุกข์ที่ผ่านมา แล้วมันจะต้องผ่านไป
เรามองหาวิธีแก้ปัญหา และมองหาหลักฐานมาสนับสนุนว่า
"เราไม่ใช่คนแรกในโลกที่เจอปัญหานี้ มีคนเคยเจอแล้ว ผ่านมันมาได้แล้ว
และเราก็จะต้องผ่านมันไปได้เช่นกัน"
คุณอยากทำรายการทีวีเวอร์ชั่นไหน?
มันขึ้นอยู่กับคุณ เพราะคุณเป็นเจ้าของรายการ
ออกทุนสร้างเอง ทุ่มทุนสร้างทั้งชีวิตและจิตใจ
และออกอากาศ 24 ชั่วโมงไม่มีหยุดพัก
จนกว่าสถานีจะปิด
...ซึ่งก็แปลว่าชีวิตจบลงแล้ว
คุณอยากทำรายการทีวีเวอร์ชั่นไหน?
เชิญเลือกได้ตามสบายเลย
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ไม่มีใครแคร์ชีวิตเรา เท่ากับตัวเราเอง
สิ่งที่อยากจะบอกกับคุณแบบโหด ๆ
เป็นความจริงที่ฟังดูบาดหู แต่ก็ควรรู้ไว้
นั่นก็คือ
"ไม่มีใครแคร์ชีวิตเรา เท่ากับตัวเราเอง"
หลายคนเฝ้าพร่ำบ่นว่า
"ชีวิตฉันมันแย่ขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครมาช่วยบ้างวะ?"
จะบอกว่าทุกคนเขาก็ยุ่งกับชีวิตของตัวเองอยู่
มีแต่เราและเราเท่านั้น ที่ต้องจัดการชีวิตตัวเอง
บางคนเฝ้าก่นด่าว่า
"ใครบ้างคนต้องรับผิดชอบที่ชีวิตฉันเป็นแบบนี้"
จะบอกว่าไม่มีใครมารับผิดชอบหรอก
เรานั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบผลของมัน
ถ้าคุณอยากทำให้ชีวิตดี
มันเป็นเรื่องของตัวคุณเอง 100%
ไม่มีใครจะมาสนใจเรื่องของคุณทั้งนั้น
เพราะเรื่องใหญ่ของเรา ล้วนเป็นเรื่องเล็กของคนอื่น
ถ้าวันนี้จนอยู่ ลำบากอยู่ มันก็เป็นเรื่องของเราเองล้วน ๆ ที่ต้องจัดการ
ถ้าวันนี้ไม่มีความสุขในใจ มันก็เป็นของเราที่ต้องแก้ไข
ถ้าวันนี้ไม่เก่ง ความรู้น้อย มันก็เป็นเรื่องของเราที่ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม
ถ้าวันนี้ตกหลุมชีวิตอยู่ ก็ต้องเป็นเราที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาเอง
มันไม่ใช่เรื่องของพ่อแม่ แฟน เจ้านาย
หรือใครทั้งนั้น
"ชีวิตเป็นของเรา" คือสโลแกนแห่งยุคสมัย
คนรุ่นใหม่ล้วนอยากมีชีวิตอิสระของตัวเอง
แต่เมื่ออยากได้สิทธิ์นั้น เราก็ต้องพร้อมที่รับรู้ด้วยว่า
สิทธิ์นี้มาพร้อมกับหน้าที่ ที่เราจะต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง
เพราะ "ไม่มีใครแคร์ชีวิตเรา เท่ากับตัวเราเอง"
ใครคิดได้แบบนี้
เชื่อสิว่า เขาผู้นั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เขาจะเลิกโทษคนอื่น เลิกรอคอยความช่วยเหลือ
เลิกเรียกร้องความรับผิดชอบ
ผู้ใดก็ตามหันมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100%
ผู้นั้นสำเร็จในชีวิตแน่นอน 100%
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
เป็นความจริงที่ฟังดูบาดหู แต่ก็ควรรู้ไว้
นั่นก็คือ
"ไม่มีใครแคร์ชีวิตเรา เท่ากับตัวเราเอง"
หลายคนเฝ้าพร่ำบ่นว่า
"ชีวิตฉันมันแย่ขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครมาช่วยบ้างวะ?"
จะบอกว่าทุกคนเขาก็ยุ่งกับชีวิตของตัวเองอยู่
มีแต่เราและเราเท่านั้น ที่ต้องจัดการชีวิตตัวเอง
บางคนเฝ้าก่นด่าว่า
"ใครบ้างคนต้องรับผิดชอบที่ชีวิตฉันเป็นแบบนี้"
จะบอกว่าไม่มีใครมารับผิดชอบหรอก
เรานั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบผลของมัน
ถ้าคุณอยากทำให้ชีวิตดี
มันเป็นเรื่องของตัวคุณเอง 100%
ไม่มีใครจะมาสนใจเรื่องของคุณทั้งนั้น
เพราะเรื่องใหญ่ของเรา ล้วนเป็นเรื่องเล็กของคนอื่น
ถ้าวันนี้จนอยู่ ลำบากอยู่ มันก็เป็นเรื่องของเราเองล้วน ๆ ที่ต้องจัดการ
ถ้าวันนี้ไม่มีความสุขในใจ มันก็เป็นของเราที่ต้องแก้ไข
ถ้าวันนี้ไม่เก่ง ความรู้น้อย มันก็เป็นเรื่องของเราที่ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม
ถ้าวันนี้ตกหลุมชีวิตอยู่ ก็ต้องเป็นเราที่ตะเกียกตะกายขึ้นมาเอง
มันไม่ใช่เรื่องของพ่อแม่ แฟน เจ้านาย
หรือใครทั้งนั้น
"ชีวิตเป็นของเรา" คือสโลแกนแห่งยุคสมัย
คนรุ่นใหม่ล้วนอยากมีชีวิตอิสระของตัวเอง
แต่เมื่ออยากได้สิทธิ์นั้น เราก็ต้องพร้อมที่รับรู้ด้วยว่า
สิทธิ์นี้มาพร้อมกับหน้าที่ ที่เราจะต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง
เพราะ "ไม่มีใครแคร์ชีวิตเรา เท่ากับตัวเราเอง"
ใครคิดได้แบบนี้
เชื่อสิว่า เขาผู้นั้นจะมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เขาจะเลิกโทษคนอื่น เลิกรอคอยความช่วยเหลือ
เลิกเรียกร้องความรับผิดชอบ
ผู้ใดก็ตามหันมารับผิดชอบชีวิตตัวเอง 100%
ผู้นั้นสำเร็จในชีวิตแน่นอน 100%
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฉันจะต้องเป็นอันดับต้น ๆ ของอาชีพฉัน
ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม
อยากให้คุณคาดหวังว่า
"ฉันจะต้องเป็นอันดับต้น ๆ ของอาชีพฉัน"
หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ไม่ใช่แค่ One of them
หรือคนธรรมดา ๆ ที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
และปัจจัยที่จะทำให้คุณแน่ใจได้ว่า
คุณมีโอกาสสูงมากที่จะ "ชนะ" ในอาชีพนั้น
มีโอกาสสูงมากที่จะเป็น Top ของอาชีพนั้น
ก็คือ คุณมี Passion กับงานนั้นแค่ไหน?
จริงอยู่ที่ Passion เป็นคำโหล ๆ ในยุคนี้
ใคร ๆ ก็พูดว่าต้องมีความหลงใหลในงาน
แต่คำถามก็คือ
เราจะดูออกได้อย่างไรว่าฉันมี Passion หรือเปล่า?
วิธีง่ายที่สุดที่จะแนะนำว่าคุณมี Passion แค่ไหน?
เรื่องที่คุณชอบเล่า เล่าได้อย่างไม่มีวันหมด
เรื่องที่คุณพูดคุยได้อย่างออกรส
เรื่องที่คุณทั้งจดทั้งหาความรู้อ่านเพิ่มเติม
นั่นล่ะ สัญญาณของ Passion
เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญ 2 คำถามที่จะถามคุณก็คือ
ข้อแรก "คุณอยากเล่าเรื่องงานของคุณให้คนอื่นฟังแค่ไหน?"
ข้อสอง "เรื่องอะไรที่คุณอยากเล่าให้คนอื่นฟังด้วยความกระตือรือร้น?"
ถ้าปรากฎว่าคำตอบของคุณในข้อแรกคือ อยากมาก
และถ้าคำตอบของคุณในข้อสองคือ เรื่องงาน
นั่นก็แสดงว่าคุณได้กำลังทำในสิ่งที่รัก
และมี Passion อย่างเต็มเปี่ยม
คุณจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผู้ชนะในสายอาชีพนั้น
รู้ความจริงข้อนี้มานานแล้ว
ตลอดชีวิต จึงไม่เคยทำงานที่ไม่มี Passion เลย
เพราะรู้ดีว่า แทบจะไม่มีโอกาสชนะ
ตรงกันข้าม เลือกทำงานที่มี Passion เก่ง และมีคนต้องการ
เพราะรู้เลยว่า ชนะแน่นอน
และก็ชนะจริง ๆ
สรุป อยากจะแนะนำว่า
ขั้นแรก หา Passion ของคุณให้เจอ
ด้วยการสังเกตว่าคุณชอบเล่าเรื่องอะไร เล่าได้ทั้งวัน ไม่มีเบื่อ
ขั้นที่สอง เมื่อมี Passion แล้วจงทำให้ตัวเองเก่งในเรื่องนั้น
ด้วยการฝึกปรือ ลงมือทำ ล้มคะมำก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่
ขั้นที่สาม เมื่อมี Passion แล้ว ฝึกฝนจนเก่งแล้ว
ให้ออกหาข้อมูลอย่างไม่หลอกตัวเองว่า
สิ่งที่คุณรักและเก่งนั้น มีคนต้องการความสามารถของคุณหรือไม่?
ถ้ามี เตรียมตัวร่ำรวยเงินทองและความสุขจากอาชีพที่รักได้เลย
ถ้าไม่มี งั้นก็ต้องสร้างความต้องการขึ้นมาเอง
ทำอย่างไรตลาดจึงจะเห็นค่าความสามารถของเรา?
หรือต่อให้สุดท้ายถ้าไม่มีใครเห็นค่าจริง ๆ
อย่างน้อย ๆ คุณก็เจอ Passion ของคุณแล้ว
แค่นั้นคุณก็แตกต่างจากคนอีก 95% แล้วที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม
อยากให้คุณคาดหวังว่า
"ฉันจะต้องเป็นอันดับต้น ๆ ของอาชีพฉัน"
แล้วก็ไม่ต้องสงสัยนะว่า
อ้าว แล้วถ้าขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ บน ๆ กันหมด
แล้วใครจะเป็นคนล่าง ๆ ท้ายตาราง?
ทายสิใครเอ่ย?
เฉลย
ก็คนที่ถามนั่นล่ะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
อยากให้คุณคาดหวังว่า
"ฉันจะต้องเป็นอันดับต้น ๆ ของอาชีพฉัน"
หรืออย่างน้อย ๆ ก็เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จ
ไม่ใช่แค่ One of them
หรือคนธรรมดา ๆ ที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวัน ๆ
และปัจจัยที่จะทำให้คุณแน่ใจได้ว่า
คุณมีโอกาสสูงมากที่จะ "ชนะ" ในอาชีพนั้น
มีโอกาสสูงมากที่จะเป็น Top ของอาชีพนั้น
ก็คือ คุณมี Passion กับงานนั้นแค่ไหน?
จริงอยู่ที่ Passion เป็นคำโหล ๆ ในยุคนี้
ใคร ๆ ก็พูดว่าต้องมีความหลงใหลในงาน
แต่คำถามก็คือ
เราจะดูออกได้อย่างไรว่าฉันมี Passion หรือเปล่า?
วิธีง่ายที่สุดที่จะแนะนำว่าคุณมี Passion แค่ไหน?
เรื่องที่คุณชอบเล่า เล่าได้อย่างไม่มีวันหมด
เรื่องที่คุณพูดคุยได้อย่างออกรส
เรื่องที่คุณทั้งจดทั้งหาความรู้อ่านเพิ่มเติม
นั่นล่ะ สัญญาณของ Passion
เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญ 2 คำถามที่จะถามคุณก็คือ
ข้อแรก "คุณอยากเล่าเรื่องงานของคุณให้คนอื่นฟังแค่ไหน?"
ข้อสอง "เรื่องอะไรที่คุณอยากเล่าให้คนอื่นฟังด้วยความกระตือรือร้น?"
ถ้าปรากฎว่าคำตอบของคุณในข้อแรกคือ อยากมาก
และถ้าคำตอบของคุณในข้อสองคือ เรื่องงาน
นั่นก็แสดงว่าคุณได้กำลังทำในสิ่งที่รัก
และมี Passion อย่างเต็มเปี่ยม
คุณจึงมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นผู้ชนะในสายอาชีพนั้น
รู้ความจริงข้อนี้มานานแล้ว
ตลอดชีวิต จึงไม่เคยทำงานที่ไม่มี Passion เลย
เพราะรู้ดีว่า แทบจะไม่มีโอกาสชนะ
ตรงกันข้าม เลือกทำงานที่มี Passion เก่ง และมีคนต้องการ
เพราะรู้เลยว่า ชนะแน่นอน
และก็ชนะจริง ๆ
สรุป อยากจะแนะนำว่า
ขั้นแรก หา Passion ของคุณให้เจอ
ด้วยการสังเกตว่าคุณชอบเล่าเรื่องอะไร เล่าได้ทั้งวัน ไม่มีเบื่อ
ขั้นที่สอง เมื่อมี Passion แล้วจงทำให้ตัวเองเก่งในเรื่องนั้น
ด้วยการฝึกปรือ ลงมือทำ ล้มคะมำก็ลุกขึ้นมาสู้ใหม่
ขั้นที่สาม เมื่อมี Passion แล้ว ฝึกฝนจนเก่งแล้ว
ให้ออกหาข้อมูลอย่างไม่หลอกตัวเองว่า
สิ่งที่คุณรักและเก่งนั้น มีคนต้องการความสามารถของคุณหรือไม่?
ถ้ามี เตรียมตัวร่ำรวยเงินทองและความสุขจากอาชีพที่รักได้เลย
ถ้าไม่มี งั้นก็ต้องสร้างความต้องการขึ้นมาเอง
ทำอย่างไรตลาดจึงจะเห็นค่าความสามารถของเรา?
หรือต่อให้สุดท้ายถ้าไม่มีใครเห็นค่าจริง ๆ
อย่างน้อย ๆ คุณก็เจอ Passion ของคุณแล้ว
แค่นั้นคุณก็แตกต่างจากคนอีก 95% แล้วที่ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
ไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม
อยากให้คุณคาดหวังว่า
"ฉันจะต้องเป็นอันดับต้น ๆ ของอาชีพฉัน"
แล้วก็ไม่ต้องสงสัยนะว่า
อ้าว แล้วถ้าขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ บน ๆ กันหมด
แล้วใครจะเป็นคนล่าง ๆ ท้ายตาราง?
ทายสิใครเอ่ย?
เฉลย
ก็คนที่ถามนั่นล่ะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ความสุขบนเส้นทางของตัวเอง
เมื่อยังวัยคะนอง เราจะมองว่าคนที่คิดไม่เหมือนเรานั้นผิด
คนที่ใช้ชีวิตไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเรานั้น ไม่ได้เรื่อง
คนอื่นนั้นโง่ไปหมด มีแต่เราที่ฉลาดอยู่คนเดียว
ใจเราแคบเหลือเกิน เที่ยวตัดสินผู้คนไปทั่ว
แต่เมื่อเติบโตขึ้น (ไม่ใช่อายุ แต่คือความคิด)
เราจะ "ตัดสิน" ผู้คนน้อยลง
เราจะเข้าใจว่าชีวิตนั้นมีหลากหลายรูปแบบ
ไม่มีใครดีกว่าใคร เราแค่แตกต่างกัน
เป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
และถึงแม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน
แต่หนทางไปสู่เป้าหมายนั้นก็มีอยู่ล้านวิธี
ใครกันจะบอกได้ว่าทางไหนดีกว่า?
คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
เพราะเมื่อคืนมีโอกาสได้นั่งดื่มพูดคุยกับเพื่อนสมัยเรียน
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก บางคนไม่เจอกันเป็นสิบปี
พวกเราบางคนอยู่หอพักห้องเดียวกัน
กินนอนร่วมกันมาหลายปี
แล้วก็แยกย้ายไปมีชีวิตของใครของมัน
วันนี้กลับมารวมกันอีกครั้ง
เราจึงนั่งอัพเดทชีวิตกัน...
คนนึงทำงานประจำที่เดียวตั้งแต่เรียนจบ
อีกคนนึงแทบไม่เคยทำงานประจำเลย
คนนึงลูกน้องเป็นร้อย ๆ อยู่บริษัทมหาชน
อีกคนนึงตั้งบริษัทของตัวเอง ลูกน้องแทบไม่มี
คนนึงทำกำไรจากพอร์ตหุ้นเดือนละเป็นล้าน
อีกคนพอใจลงทุนง่าย ๆ ไปช้า ๆ ในกองทุนรวม
คนนึงทำงานหนักทั้งวัน ตำแหน่งใหญ่โต
อีกคนทำงานสบาย ๆ ขอแค่มีเวลาออกกำลังกาย
คนนึงกำลังจะแต่งงาน
อีกคนนึงไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีงานแต่ง
คนนึงชอบชีวิตกลางแจ้ง ขี่จักรยานไปทุกที่
อีกคนนึงชอบความหรูหรา ขับรถไม่ต่ำกว่าเบนซ์
วันนี้เราต่างมีชีวิตที่ไม่เหมือนกันเลย
แต่กลับลงตัวในแบบของเราเอง
ไม่มีใครมีชีวิตดีกว่าใคร
เราแค่มีชีวิตที่ดีแตกต่างกัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราอาจจะถกเถียงกันว่า
เฮ้ย ทำไมไม่ทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้วะ
เฮ้ย ใช้ชีวิตแบบนี้สิ ทำงานแบบนี้สิดีกว่าตั้งเยอะ
แต่ครั้งนี้เรากลับพบว่า ใจเรา "กว้าง" มากขึ้น
เราเข้าใจว่าแต่ละคนมีที่ทางของตัวเอง
แต่ละคนมีรูปแบบชีวิตในแบบของตัวเอง
จะทำงานอะไรก็ได้ จะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้
ขอแค่ให้ชีวิตรู้สึกว่ามีความสุขก็พอแล้ว
ถ้าพูดแบบภาษาสมัยนี้ก็คงต้องบอกว่า
"เอาที่สบายใจ"
เมื่อคืน นอกจากจะได้พบปะเพื่อนฝูงแล้ว
ได้บทเรียนบทนี้ติดตัวกลับมาที่บ้านว่า
การตัดสินผู้อื่น ทำให้เราเป็นทุกข์ ทั้งตัวเราและผู้อื่น
ที่หลาย ๆ คนทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้
ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์หรือโลกจริง
ก็เพราะดันไป "ตัดสิน" คนอื่นว่าผิดที่คิดไม่เหมือนฉัน
ทำไม่เหมือนฉัน เป็นไม่เหมือนฉัน
แต่ถ้าเราจะลองผลักผนังใจออกไปให้กว้าง ๆ ขึ้น
แล้วทำความเข้าใจว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล
เราไม่ใช่ผู้คุมกฎที่จะบอกได้ว่าแบบนั้นถูก แบบนี้ผิด
หนทางชีวิตนั้นมีมากมายเกินกว่าจะต้องเลือกว่าทางไหนใช่ ทางไหนผิด
แอ๊ด คาราบาว เคยเขียนเพลงนึงไว้ว่า
"เปิดใจให้กว้าง เราจะได้เป็นสุข
ใจมีแต่ทุกข์ เป็นใจคับใจแคบ"
จริงยิ่งกว่าจริง
ขอให้มีความสุขบนเส้นทางของตัวเอง
ไม่ต้องไปตัดสินใจใคร
ไม่ต้องฟังคำใครมาตัดสินเรา
เท่านี้ชีวิตก็ดีมาก ๆ แล้วล่ะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
คนที่ใช้ชีวิตไม่สอดคล้องกับความเชื่อของเรานั้น ไม่ได้เรื่อง
คนอื่นนั้นโง่ไปหมด มีแต่เราที่ฉลาดอยู่คนเดียว
ใจเราแคบเหลือเกิน เที่ยวตัดสินผู้คนไปทั่ว
แต่เมื่อเติบโตขึ้น (ไม่ใช่อายุ แต่คือความคิด)
เราจะ "ตัดสิน" ผู้คนน้อยลง
เราจะเข้าใจว่าชีวิตนั้นมีหลากหลายรูปแบบ
ไม่มีใครดีกว่าใคร เราแค่แตกต่างกัน
เป้าหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
และถึงแม้จะมีเป้าหมายเดียวกัน
แต่หนทางไปสู่เป้าหมายนั้นก็มีอยู่ล้านวิธี
ใครกันจะบอกได้ว่าทางไหนดีกว่า?
คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
เพราะเมื่อคืนมีโอกาสได้นั่งดื่มพูดคุยกับเพื่อนสมัยเรียน
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก บางคนไม่เจอกันเป็นสิบปี
พวกเราบางคนอยู่หอพักห้องเดียวกัน
กินนอนร่วมกันมาหลายปี
แล้วก็แยกย้ายไปมีชีวิตของใครของมัน
วันนี้กลับมารวมกันอีกครั้ง
เราจึงนั่งอัพเดทชีวิตกัน...
คนนึงทำงานประจำที่เดียวตั้งแต่เรียนจบ
อีกคนนึงแทบไม่เคยทำงานประจำเลย
คนนึงลูกน้องเป็นร้อย ๆ อยู่บริษัทมหาชน
อีกคนนึงตั้งบริษัทของตัวเอง ลูกน้องแทบไม่มี
คนนึงทำกำไรจากพอร์ตหุ้นเดือนละเป็นล้าน
อีกคนพอใจลงทุนง่าย ๆ ไปช้า ๆ ในกองทุนรวม
คนนึงทำงานหนักทั้งวัน ตำแหน่งใหญ่โต
อีกคนทำงานสบาย ๆ ขอแค่มีเวลาออกกำลังกาย
คนนึงกำลังจะแต่งงาน
อีกคนนึงไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมีงานแต่ง
คนนึงชอบชีวิตกลางแจ้ง ขี่จักรยานไปทุกที่
อีกคนนึงชอบความหรูหรา ขับรถไม่ต่ำกว่าเบนซ์
วันนี้เราต่างมีชีวิตที่ไม่เหมือนกันเลย
แต่กลับลงตัวในแบบของเราเอง
ไม่มีใครมีชีวิตดีกว่าใคร
เราแค่มีชีวิตที่ดีแตกต่างกัน
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เราอาจจะถกเถียงกันว่า
เฮ้ย ทำไมไม่ทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้วะ
เฮ้ย ใช้ชีวิตแบบนี้สิ ทำงานแบบนี้สิดีกว่าตั้งเยอะ
แต่ครั้งนี้เรากลับพบว่า ใจเรา "กว้าง" มากขึ้น
เราเข้าใจว่าแต่ละคนมีที่ทางของตัวเอง
แต่ละคนมีรูปแบบชีวิตในแบบของตัวเอง
จะทำงานอะไรก็ได้ จะใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้
ขอแค่ให้ชีวิตรู้สึกว่ามีความสุขก็พอแล้ว
ถ้าพูดแบบภาษาสมัยนี้ก็คงต้องบอกว่า
"เอาที่สบายใจ"
เมื่อคืน นอกจากจะได้พบปะเพื่อนฝูงแล้ว
ได้บทเรียนบทนี้ติดตัวกลับมาที่บ้านว่า
การตัดสินผู้อื่น ทำให้เราเป็นทุกข์ ทั้งตัวเราและผู้อื่น
ที่หลาย ๆ คนทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้
ไม่ว่าจะในโลกออนไลน์หรือโลกจริง
ก็เพราะดันไป "ตัดสิน" คนอื่นว่าผิดที่คิดไม่เหมือนฉัน
ทำไม่เหมือนฉัน เป็นไม่เหมือนฉัน
แต่ถ้าเราจะลองผลักผนังใจออกไปให้กว้าง ๆ ขึ้น
แล้วทำความเข้าใจว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล
เราไม่ใช่ผู้คุมกฎที่จะบอกได้ว่าแบบนั้นถูก แบบนี้ผิด
หนทางชีวิตนั้นมีมากมายเกินกว่าจะต้องเลือกว่าทางไหนใช่ ทางไหนผิด
แอ๊ด คาราบาว เคยเขียนเพลงนึงไว้ว่า
"เปิดใจให้กว้าง เราจะได้เป็นสุข
ใจมีแต่ทุกข์ เป็นใจคับใจแคบ"
จริงยิ่งกว่าจริง
ขอให้มีความสุขบนเส้นทางของตัวเอง
ไม่ต้องไปตัดสินใจใคร
ไม่ต้องฟังคำใครมาตัดสินเรา
เท่านี้ชีวิตก็ดีมาก ๆ แล้วล่ะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
พริ้ม Effect !!
นี่คือหนึ่งในวิธีการของ Disney ที่ทำให้เติบโตมาจนถึงทุกวันนี้
เชื่อว่าคนที่เคยไปเที่ยวTokyo Disneyland
น่าจะเพลิดเพลินกับพลังของพนักงานที่มีมากกว่า 120%
คนอะไรยิ้มได้ยิ้มดีตลอดเวลา !!
หนึ่งในเคล็ดลับ เค้าเรียก Priming Effect
มันคือการ “ชี้นำ” สมองของคนให้เป็นในทางที่เราอยากเป็น
เเละนี่เคล็ดลับที่ทำให้ดิสนีย์สร้างคนเก่งได้มากมาย
ก็เพิ่งรู้ว่า Disney ไม่เรียกพนักงานตัวเองว่าเป็น Officer นะ
เค้าเรียก " Cast member "
เพื่อเป็นการให้เกียรติพนักงานทุกคนเสมือนเป็น”ดารา”เลย
เพราะเมื่อพนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา
เค้าก็จะทำ "การเเสดง" เต็มที่ เพื่อให้คนดูมีความสุขที่สุด
บิดคำนิดเดียว เปลี่ยนบรรยากาศได้ทั้งองค์กร !!
อยากดูแลลูกค้าดีๆ
เริ่มจากการทำให้พนักงาน “พริ้ม” ก่อนนะ
แหล่งที่มา Facebook : ๋Japan NEED
เชื่อว่าคนที่เคยไปเที่ยวTokyo Disneyland
น่าจะเพลิดเพลินกับพลังของพนักงานที่มีมากกว่า 120%
คนอะไรยิ้มได้ยิ้มดีตลอดเวลา !!
หนึ่งในเคล็ดลับ เค้าเรียก Priming Effect
มันคือการ “ชี้นำ” สมองของคนให้เป็นในทางที่เราอยากเป็น
เเละนี่เคล็ดลับที่ทำให้ดิสนีย์สร้างคนเก่งได้มากมาย
ก็เพิ่งรู้ว่า Disney ไม่เรียกพนักงานตัวเองว่าเป็น Officer นะ
เค้าเรียก " Cast member "
เพื่อเป็นการให้เกียรติพนักงานทุกคนเสมือนเป็น”ดารา”เลย
เพราะเมื่อพนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นดารา
เค้าก็จะทำ "การเเสดง" เต็มที่ เพื่อให้คนดูมีความสุขที่สุด
บิดคำนิดเดียว เปลี่ยนบรรยากาศได้ทั้งองค์กร !!
อยากดูแลลูกค้าดีๆ
เริ่มจากการทำให้พนักงาน “พริ้ม” ก่อนนะ
แหล่งที่มา Facebook : ๋Japan NEED
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...