แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดคนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อคิดคนทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2562

ไม่มีเรา...เขาก็ทำกันได้

หกทุ่มในคืนนึง
สมัยเป็นกรรมกรแผงหมู

ตื่นมาพร้อมกับอาการไข้
หนาวสั่น ตัวร้อน
ตีห้า รับปากเจ้าของแผงหมูไว้
ว่าจะไปแล่หมูให้

ถ้าผมไม่ไป
จะไม่มีคนแล่หมู
เถ้าแก่จะเสียหาย

กัดฟันไปเพราะ
รับปากไว้ และที่สำคัญ
อยากได้เงิน600

ไปถึงแผง
แล่ไปได้ไม่กี่ตัว พิษไข้
ทำให้มีดเข้ามือผม เย็บ6เข็ม

ทำงานไม่ได้เป็นเดือน

ผมพบความจริงในชีวิตวันนั้นเอง
เราไปทำงานให้เขาไม่ได้
เขาก็หาคนอื่นทำแทนเรา

ไม่มีเรา เขาก็อยู่ได้
เราตายไป เขาก็ยังขายหมู

วันนั้นเข้าใจแล้วว่า
เราไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก
อย่าคิดว่าตัวเองสำคัญ

เติบโตมา
ใช้ชีวิตมา ได้เห็นอะไรมากมาย

เจ้าของบริษัทตาย
บริษัทก็ยังอยู่

ประธานาธิบดีตาย
นายกตาย ประเทศก็ต้องเดินต่อ

แม้แต่ คนสำคัญที่สุด
อย่าง กษัตริย์ สิ้นพระชนม์
ชาติ ก็ต้องเดินหน้า

โลกนี้
ไม่มีใครสำคัญ จนไม่มีแล้ว
โลกจะเดินต่อไม่ได้

เช่นกัน
บริษัทไม่มีเรา เขาก็ทำกันได้

ตั้งแต่นั้นมา
ผมไม่กล้าคิดว่าตัวเองสำคัญเลย

ทุ่มเทได้ ก็ดี
เต็มที่กับงานก็ยิ่งดีกับตัวเอง
แต่ต้องรักตัวเองให้มากๆ

ไม่มีใคร
สำคัญทั้งนั้น

- สิริทัศน์ สมเสงี่ยม -

แหล่งที่มา  MONEYLAND 10 กันยายน 2562 เวลา 08:00 น. · 

วันอังคารที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2562

หากเธอกำลังรู้สึกหนักหนากับชีวิต

หากเธอกำลังรู้สึกหนักหนากับชีวิต
---
แต่ละวัน
มีผู้คนมากมายที่แบกรับน้ำหนัก
ของบางสิ่งหรือหลายอย่างไว้ในใจ

บางครั้งเป็นน้ำหนักของความคาดหวัง
ทั้งจากคนอื่นและจากตัวเอง
บางครั้งเป็นความไม่พอใจ
ในสิ่งที่เป็นอยู่และเป็นไป
บางครั้งเป็นความทรงจำเลวร้าย
จากอดีตที่ไม่อาจลบเลือนได้ง่ายๆ
บางครั้งเป็นความเศร้าเสียใจ
จากคนที่เรารักหรือคนที่ไม่รักเรา

บางครั้ง เพียงรอยยิ้มจากคนที่เรารัก
ที่ปรากฏอยู่ข้างๆ คนอื่น
ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเจ็บปวด
บางที ความสำเร็จของคนใกล้ชิด
กลับเพิ่มความกดดันให้ตัวเราเอง
บางครั้ง การเปลี่ยนแปลง
ในการงาน สถานที่ หรือนิสัยผู้คน
ก็สร้างน้ำหนักของความสับสน

ปฏิเสธมิได้เลยว่า
ชีวิต--ในมิติหนึ่งคือปัญหาไม่รู้จบ
มีความทุกข์มากมายในแต่ละวัน
ทุกข์เล็ก ทุกข์ใหญ่ ทุกข์มาก ทุกข์น้อย
ทุกข์ที่แบกไว้ในใจทำให้เราเปราะบาง
เมื่อต้องเผชิญทุกข์ร้อนรายวัน
หงุดหงิดกับผู้คน รถติด ฝนตก
ก็ไม่แปลกที่จะยิ่งรู้สึกหนักหน่วง
บางวันอาจรู้สึกว่า
ชีวิตเป็นเรื่องเกินกว่าจะรับไหว
เราต่างเป็นเช่นนี้ในบางวัน
เราต่างมีวันเวลาที่หัวใจถูกปกคลุมด้วยสีเทา
หนักอึ้ง ปั่นป่วน เหมือนฤดูมรสุม

หลายครั้งที่ได้สัมผัสรับรู้
ถึงน้ำหนักในใจของผู้คนชิดใกล้
รู้สึกอยากแบ่งรับความหนักหนานั้น
แต่ไม่ง่ายนัก เพราะเป็นเรื่องภายใน
ผมคิดว่า สิ่งที่พอจะทำได้
คือพยายามเป็น 'เรื่องราวที่ดี' ของกันและกัน
ให้กำลังใจเมื่อมีโอกาส
ชมเชยเมื่อเห็นเขาทำบางสิ่งได้ดี
อยู่ข้างๆ ในคืนวันเปราะบาง
เราอาจทำได้เท่านี้ แต่เท่านี้ก็ดีแล้ว

ที่สำคัญคือ ระวังมิให้เราต้องกลายเป็น
อีกหนึ่งเรื่องราวที่เพิ่มความเศร้าและรอยแผล
ไม่เพิ่มน้ำหนักความทุกข์ใจให้กัน
ระวังความรุนแรงในถ้อยคำทั้งพูดและพิมพ์
ระวังการโยนความคาดหวังใส่ใคร
ระวังการกรีดแผลในหัวใจหรือสะกิดแผลเก่า
มิเป็นหนึ่งในเหตุร้ายของวันนี้สำหรับผู้คนที่พบเจอ

ชีวิตของแต่ละคนหนักหนามากพอแล้ว
ที่เราพอทำได้คือการไม่สร้างสนามรบเพิ่ม
แต่เปิดพื้นที่เป็นสวนร่มรื่นให้เขานั่งผ่อนพัก
เวลาอยู่ใกล้กัน, เราไม่คาดหวังจากเขา
ให้เขาได้เป็นในสิ่งที่เป็น อ่อนแอได้
สับสนได้ ร้องไห้ได้ บ้าบอได้
เป็นพื้นที่ปลอดภัยในโลกอันหนักหน่วงให้กันและกัน
นั่นเป็นสิ่งที่เราทำได้--ทุกวัน

โดยเราไม่มีวันรู้เลยว่า
คนที่อยู่ตรงหน้าเรา เขาผ่านอะไรมาบ้างในอดีต
เขาผ่านเรื่องแย่ๆ อะไรมาบ้างในวันนี้
และเราอาจไม่คาดคิดว่า
ความรู้สึกดีๆ ที่มอบให้กัน
อาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นในวันคืนสีเทา
กระทั่งเป็นดอกไม้เล็กๆ ในพื้นดินแห้ง
ในวันที่เราพอจะมีพลังสดใส
เราเป็นดอกไม้นั้นสำหรับคนอื่นได้

ชีวิตนั้นไม่ง่าย
การมีดอกไม้งามบางดอกในชีวิตนับเป็นโชคดี
ถ้ามี, อย่าสูญเสียไป
เพราะดอกไม้ดอกนี้จะย้ำเตือนเราว่า
ชีวิตยังมีแง่งามและความรู้สึกดีๆ

การเป็นดอกไม้งามในโลกแห้งแล้ง
คือคุณค่าของความสัมพันธ์
เราควรหยิบยื่นความรู้สึกที่ต่อกัน
ความรู้สึกว่า--โลกนี้ยังน่าอยู่
และชีวิตมิได้มีเพียงน้ำหนักของความเศร้า
ทว่าความเศร้าเหล่านั้นเอง
ที่ทำให้ความรู้สึกดีๆ แบบนี้ชัดเจนขึ้น,
ในความงาม

แหล่งที่มา   Facebook : Roundfinger

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2561

เรื่องตลก น่าคิด

ชายสูงอายุ 4 คน
เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก

วันหนึ่งมีโอกาสมาพบปะกัน
จึงไปเลี้ยงสังสรรค์กันจนดึก
ด้วยอายุมากแล้วและก็ดึกมากแล้ว
ชายคนที่ 4 จึงเสนอให้ไปนอน
ที่คอนโดของเขา ซึ่งอยู่ชั้นที่ 60

แต่วันนี้ ลิฟท์ดันเสีย
ทั้งหมดจึงตัดสินใจ
เดินขึ้นบันไดไปสู่ชั้น 60
และเพื่อไม่ให้เหงา
ทั้งหมดจึงตกลงกันว่า
ให้ผลัดกันเล่าเรื่องต่างๆให้กันฟัง

ชายคนที่ 1 เล่าก่อน
เขาเล่าเรื่องตลกให้เพื่อนๆฟัง
เมื่อเพื่อนๆได้ฟังเรื่องตลก ก็ขำ
น้ำหูน้ำตาไหลด้วยความเพลิดเพลิน
จนถึงชั้นที่ 20 เรื่องตลกก็จบลง

ชายคนที่ 2 ก็ขอเล่าต่อ
เขาเล่าเรื่องประสบการณ์ทำงาน
การผจญภัย ต่างๆ ที่ผ่านมา
เพื่อนๆทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับ
เรื่องราวต่างๆ ด้วยความเพลิดเพลิน
จนกระทั้งถึงชั้นที่ 40 เรื่องเล่าก็จบลง

ถึงคราวของชายคนที่ 3 ต้องเล่าเรื่องบ้าง
เค้าขอเล่าเรื่อง เศร้า ให้เพื่อนๆฟัง
ทุกคนพอได้ฟังก็เศร้า หดหู่จนตาไหล
กว่าเรื่องเศร้าจะจบลงก็ถึงชั้น 60 พอดี
และทุกคนก็มายืนอยู่ที่หน้าห้องของชายคนที่ 4

เพื่อจะเข้าห้องพักหลังจากที่เดินขึ้นตึกถึง 60 ชั้น
และทุกคนก็มีอาการอ่อนล้าอย่างเห็น
ได้ชัดและต้องการเข้าห้องไปพักผ่อนแล้ว

ขณะที่กำลังรอจะเข้าห้องนั้น
ชายคนที่ 4 ก็บอกว่า
ผมยังไม่ได้เล่าเลย

 ...เพื่อนๆบอกว่า ไปเล่าในห้องก็ได้
แต่ชายคนที่ 4 บอกกับเพื่อนๆว่า
เค้าขอเล่าหน้าห้องนี่แหละ
และรับรองว่าเรื่องที่จะเล่าเป็นเรื่องเศร้าที่สุดเลยล่ะ

เพื่อนๆก็สงสัยว่าจะมีเรื่องเศร้ากว่าชายคนที่ 3 อีกเหรอ
ช่ายคนที่ 4 จึงพูดว่า เรื่องเศร้าที่จะเล่าให้ฟังคือ .....!!!!
“ กูลืมหยิบเอากุญแจห้องขึ้นมา มันอยู่ในรถ”

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงขำและคิดว่าช่างตลกสิ้นดี
แต่พอมาคิดอีกมุมหนึ่งเราอาจตลกไม่ออกก็ได้

ถ้า....เรื่องของชายคนที่ 1 เป็นช่วงอายุ 20 ปี
ก็คงเป็นการใช้ชีวิตที่สนุก สนานไปเรื่อยๆ

เรื่องของชายที่คนที่ 2 เป็นช่วงก่อนอายุ 40
ก็เป็นเรื่องของการทำงานที่ ตื่นเต้น ใช้ชีวิตแบบโลดโผน

แล้วเรื่องที่ชายคนที่ 3 เป็นช่วงที่มีความรับผิดชอบ
เค้ามามากมายจนถึงอายุ 60 ปี
และเป็นวัยเกษียณแล้วต้องการพักผ่อน

และเรื่องเล่าของชายคนที่ 4 คือ
ช่วงชีวิตหลังเกษียณที่เราควรจะได้พักผ่อนอย่างมีความสุข

แต่ถ้าเหตุที่เกิดมันไม่ใช่การลืมกุญแจล่ะ
แต่เป็นการลืมทำหรือเตรียมการอะไรสักอย่าง
ที่มันสำคัญต่อชีวิตคุณ จะทำอย่างไร

เวลา... เดินทางผ่านไปปีแล้วปีเล่า
บางคนอาจไม่เห็นความสำคัญของเวลา
จึงปล่อยไปอย่างไร้ประโยชน์

แค่ลืมกุญแจและต้องลงไปเอา
ที่ชั้นล่างของตึก 60 ชั้นก็ ถือว่าเศร้ามากแล้ว

แต่ถ้าเป็นการลืมทำอะไรที่สำคัญ ต่อชีวิตและเรา
ก็ไม่สามารถย้อนกลับไปได้ ความเศร้าคงเทียบกันไม่ได้

วันนี้เราควร รู้จักคุณค่าของเวลา และใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด

“สิ่งที่เราเป็นในวันนี้ คือ
การตัดสินใจ ทำ หรือ ไม่ทำ อะไรบางอย่างในอดีต

และ สิ่งที่เราจะเป็นในวันพรุ่งนี้ คือ
การตัดสินใจ ทำ หรือ ไม่ทำ อะไรบางอย่าง ในวันนี้”

“อะไรที่คุณควรทำ แต่ยังไม่ได้ทำ รีบทำซะ”

แหล่งที่มา  :   Line Wizard Kid Trader

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เงินเดือนเริ่มต้นเท่าไรถึงต้องเสียภาษี

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2560 ปรับโครงสร้างครั้งนี้ช่วยเสียภาษีน้อยลง แต่มนุษย์เงินเดือนจะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนเท่าไรกัน ลองมาดู

มนุษย์เงินเดือนได้เฮกันดัง ๆ เมื่อคณะรัฐมนตรีไฟเขียวปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 ซึ่งมีทั้งเพิ่มวงเงินหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวเป็น 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท เพิ่มค่าลดหย่อนทั้งส่วนตัว คู่สมรส บุตร รวมทั้งปรับอัตราภาษีในช่วงอัตราร้อยละ 30-35 ที่จากเดิมมีรายได้สุทธิ 4,000,001 บาทขึ้นไปต้องเสียภาษี 35% ปรับเป็นต้องมีรายได้สุทธิ 5,000,001 บาทขึ้นไป (อ่านข่าว ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปี 2560 ค่าลดหย่อนเพียบ เงินเดือน 26,000 ถึงเสียภาษี)

การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2560 ดังกล่าว ส่งผลให้มนุษย์เงินเดือนเสียภาษีในอัตราน้อยลง ซึ่งทางเพจเฟซบุ๊ก กรมสรรพากร (Revenue Department) ก็ได้ทำภาพมาให้ดูกันชัด ๆ ว่า มนุษย์เงินเดือนจะเริ่มมีภาษีที่เงินเดือนแค่ไหน หากใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวเพียงอย่างเดียว

กรณีโสด หรือสมรสแต่แยกยื่นภาษี
         - ใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวเพียงอย่างเดียว : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 25,833 บาท
         - มีบุตร 1 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 28,333 บาท
         - มีบุตร 2 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 30,833 บาท
         - มีบุตร 3 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 33,333 บาท
         - มีบุตร 4 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 35,833 บาท

กรณีคู่สมรสมีเงินได้และรวมยื่นภาษี  
         - ใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวและคู่สมรสเพียงอย่างเดียว : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 39,166 บาท
         - มีบุตร 1 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 44,166 บาท
         - มีบุตร 2 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 49,166 บาท
         - มีบุตร 3 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 54,166 บาท
         - มีบุตร 4 คน : จะต้องเริ่มเสียภาษีที่เงินเดือนมากกว่า 59,166 บาท

โดยการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะใช้สำหรับการยื่นแบบภาษีในปี 2561

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จดหมายถึงวัย 24

สวัสดีแก

เราเขียนจดหมายมาจากอีกช่วงวัยหนึ่งของแกนะ
เราก็คือแกนี่แหละ
แค่เป็นอีกช่วงที่แก่กว่าเดิม

ตอนนี้แกคงอายุ 24 สินะ
เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ไม่กี่ปี
แกคงคิดถึงมหาลัยและเพื่อนๆ
แกคงตื่นเต้นที่จะทำอะไรใหม่ๆ เสมอ
แกกลัวเบญจเพศที่กำลังจะมาถึง
แต่แกไม่ต้องห่วงนะ มันอาจไม่ได้ดีมากมายอะไรหรอก
มีแย่บ้าง แต่แกแกร่งพอที่จะผ่านมาได้อย่างแน่นอน

เราเขียนจดหมายมาหาแก ก็ไม่ใช่อะไรหรอก
เราแค่คิดถึงแกเสมอ อยากบอกแกหลายๆ อย่าง
อยากให้แกรักษาไฟที่อยากทำงาน และไฟในการใช้ชีวิตไว้นะ
เพราะวัยทำงานจริงๆ แล้ว มันพรากความสดใสหลายๆ อย่างของเราไปแหละ

อยากให้แกลองเปิดใจกับคนที่แกคิดว่าใช่ดู
ยิ่งโต ยิ่งเหงานะแก เงินว่าหายากแล้ว
ใครสักคนที่เรียกว่าแฟนหายากกว่าอีก
อยากให้แกใส่ใจคนรอบตัวให้มากขึ้น
โทรหาที่บ้านให้บ่อยขึ้นนะแก
เพราะนอกจากงานแต่ง งานบวช
งานที่เกี่ยวกับการจากลา ก็เป็นอีกสิ่งที่แกต้องเจอ

อยากให้แก เก็บเงินและใช้เงินแบบผู้ใหญ่ให้มากขึ้นนะ
ความสุขมันไม่ได้ซื้อด้วยเงินก็จริงๆ
แต่หลายๆ ความสุข ก็มีเงินเป็นส่วนประกอบนะแก

อยากให้แกดูแลสุขภาพด้วยนะ
ทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพของหัวใจ
อย่ากลัวที่จะใช้ชีวิตนะแก
เติบโตไปกับคำว่าแก่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีความสุขนะ
ถ้าแกพอทำได้บ้างอย่างที่เราบอกไป
ในวันหนึ่งในวัยเรานี้ แกจะยิ้มได้กว้างกว่าเดิมแน่นอน
คิดถึงแกนะตัวเอง

แหล่งที่มา    Facebook : คิ้วต่ำ

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

จ่ายเงินสมทบ ผู้ประกันตนมาตรา 39 18 ส.ค. 2559

ผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่จ่ายเงินสมทบ
โดย หักบัญชีธนาคาร อย่าลืมนำเงินเข้าก่อนวันที่ 15 ของทุกเดือน
หรือ
ส่งเงินสมทบผ่านทางเคาน์เตอร์เซอร์วิส และธนาคารภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน


แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

Mobile Application สำนักงานประกันสังคม 26 ก.ค. 2559

เชิญชวนให้ใช้ App ของสำนักงานประกันสังคม (SSO NEWS Mobile Application)



อัพเดทข่าวสารประกันสังคมรอบรู้ข้อมูลสิทธิประโยชน์และตรวจสอบเงินสะสมชราภาพได้แล้ววันนี้
ดาวน์โหลด Application ได้เลย!

iOS
https://itunes.apple.com/th/app/sanakngan-prakan-sangkhm/id1114697103?l=th&mt=8

Android
https://play.google.com/store/apps/details?id=com.luminos.sso

Windows Phone
https://www.microsoft.com/th-th/store/p/sso/9nblggh4vvv8

แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

สิทธิประโยชน์ใหม่ พรบ ประกันสังคม ฉบับที่ 4 19 ส.ค. 2559




แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

การเบิกเงินทันตกรรม ประกันสังคม 16 ส.ค.2559



แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

เงิน Vs เวลา

คนมีทั้งเงินและเวลา เราเรียกว่า "คนร่ำรวย"
คนมีเงิน แต่ไม่มีเวลา เราเรียกว่า "คนมีความสามารถ"
คนไม่มีเงิน แต่มีเวลา เราเรียกว่า "คนตกงาน"

แต่คนที่ไม่มีทั้งเงินและไม่มีทั้งเวลา
ซึ่งน่าจะเป็นคนส่วนใหญ่ของโลก
เราเรียกว่า "คนทำงานราคาถูกเกินไป"

เขาจึงใช้เวลาทั้งหมดของชีวิตไปแลกกับค่าจ้างอันน้อยนิด
ทำให้เขาไม่มีทั้งเวลา และเงินไม่พอใช้

เปล่า  ไม่ได้ดูถูกอาชีพไหนทั้งสิ้น อย่าเพิ่งโกรธสิ
แต่แค่จะชวนให้ฉุกคิดว่า
มันเป็นไปได้อย่างไร ไม่มีเวลา แล้วก็ไม่มีเงินด้วย

แล้วแต่ละวันเราทำอะไรอยู่?
ก็ทำงานราคาถูกเกินไปไงล่ะ
แล้วแก้ยังไง ไปขอขึ้นเงินเดือนเหรอ?

เปล่า โลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น
เราต้องกลับมาดูตัวเราเองต่างหาก
เราเคยทำอะไรมา ชีวิตจึงพามาหยุดที่จุดนี้
เราความสามารถน้อยเกินไป จึงได้ค่าตอบแทนน้อย ใช่หรือไม่?
เราความสามารถเยอะ แต่อยู่ไม่ถูกที่ จึงได้ค่าตอบแทนน้อย ใช่หรือไม่?
เราบริหารเวลาไม่เป็นเอง จึงไม่มีเวลาเหลือ ใช่หรือไม่?
เราบริหารเงินไม่เป็นเอง จึงไม่มีเงินเหลือ ใช่หรือไม่?

ถ้าความสามารถน้อยเกินไป
ก็พัฒนาความสามารถตัวเอง
ไปเรียนเพิ่ม

ถ้าอยู่ไม่ถูกที่
ก็ย้ายที่ทางเสีย
อยู่ให้ถูกที่
จะได้ปล่อยแสงได้เต็ม ๆ

ถ้าบริหารเวลาไม่เป็น
ก็ต้องทำตารางเวลา
เขียนสิ่งสำคัญที่ต้องทำ

ถ้าบริหารเงินไม่เป็น
ก็ต้องเริ่มหักดิบ
ตัดเงินเข้าบัญชีอัตโนมัติ
เรียนรู้การเงิน

เมื่อแก้ไขได้ถูกจุด รายได้ก็จะเพิ่มขึ้น
เมื่อบริหารเวลาเป็น เวลาก็จะมีมาเอง
แล้วเราก็จะเป็นคนร่ำรวยโดยที่ไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินมากมาย
แต่เพราะเรามีทั้งเวลาและเงินทองนั่นเอง

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เงินเดือนของเราคือรายจ่ายของบริษัท

"เงินเดือนของเราคือรายจ่ายของบริษัท"

ถ้าเข้าใจประโยคนี้ ว่าเราจะหนาว
หนาวจนต้องเร่งพัฒนาตัวเองและตั้งอยู่บนความไม่ประมาท

เงินเดือนนั้นให้ความมั่นคง แต่ก็ทำให้หลายคนเฉื่อยชา
คนส่วนใหญ่หยุดพัฒนาความสามารถของตัวเองภายในไม่กี่ปี
ทั้งที่ความจริง เมื่อบริษัทจ่ายเงินเรา
สิ่งที่เขาคาดหวังก็คือ
"เราต้องทำรายได้ให้เขา มากกว่าที่เขาจ่ายเงินเดือนเรา"

มันไม่ใช่การเอาเปรียบ แต่มันคือความจริงของโลก
เพราะฉะนั้นใครที่ทำตัวเป็นซอฟท์แวร์เก่าๆ ไม่อัพเดทตัวเอง
ไม่นาน ก็ต้องถูกเลิกใช้ในที่สุด

และเพราะเงินเดือนนั้นให้ความมั่นคง
มันจึงยิ่งดับเบิ้ลความเสี่ยง
เพราะคนส่วนใหญ่ชอบคิดฝากชีวิตไว้กับบริษัท
เลยไม่หา "ทางเลือก" ที่จะเป็น "ทางรอด" เมื่อยามคับขัน

ตอนเหตุการณ์ปกติดี ก็คงไม่เป็นไรหรอก
แต่ตอนที่เกิดวิกฤต คำถามก็คือ
"ถ้าเราเป็นเจ้าของ เราจะเลือกทำอะไร?"
คำตอบคงไม่พ้น "ลดค่าใช้จ่าย"

บริษัทไม่ผิดหรอก เป็นใครก็ต้องทำแบบนั้น
แต่เราต่างหากที่จะเตรียมตัวอย่างไรไว้ก่อนดี?
จะง่อยๆ ทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่มีความสามารถพิเศษ
หรือจะรีบพัฒนาทักษะต่างๆ

ไปเรียนภาษาเพิ่ม เรียนพูด เรียนเขียน นู่นนั่นนี่
จะมีรายได้ทางเดียวคือเงินเดือน
หรือจะลงทุน จะหางานพิเศษทำวันหยุดหรือหลังเลิกงาน
ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราทั้งนั้น

ความมั่นคงไม่ใช่อยู่ที่บริษัทที่เราสังกัด
แต่ความมั่นคงอยู่ที่ตัวเรา
เมื่อวันที่บริษัทเกิดวิกฤต
เราและครอบครัวต้องไม่วิกฤตตามไปด้วย
ซึ่งแก้ไขได้ด้วย "การพัฒนาความสามารถตัวเอง"

และ "มีรายได้หลายทาง"
"เงินเดือนของเราคือรายจ่ายของบริษัท"
ต่อให้อากาศร้อน
แต่ถ้าใครมัวชะล่าใจ
ระวังจะหนาวนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

5 สุดยอดข้ออ้าง

ที่ผู้นำเห็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นล่วงหน้า
ผู้ตามแม้เห็นกับตาก็ยังไม่เชื่อตาตัวเอง

:: 1. ไม่มีเงิน ::
ไม่มีเงิน ไม่ใช่ประโยคคำถาม เพราะฉะนั้น
คุณไม่มีวันวิ่งหาคำตอบได้หรอก...
สิ่งที่คุณควรจะถามตัวเองคือ
"เราจะหาเงินจากช่องทางไหนได้บ้าง ?"

:: 2. ไม่มีเวลา ::
ไม่มีใครสนใจหรอก
ว่าคุณจะใช้เวลาไปกับเรื่องอะไร
คนอื่นมองแค่ผลลัพธ์ของคุณเท่านั้น...
ถ้าคุณบริหารเวลาได้ไม่ดีพอ
ผลลัพธ์ชีวิตของคุณมันก็
ตอบด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

:: 3. ทำไม่เป็น ::
ทุกคนมีครั้งแรกด้วยกันทั้งนั้น
ทำไม่เป็น ไม่ได้แปลว่า ทำไม่ได้...
ถ้าอยากเห็นความสามารถของตัวเอง
อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ก็ลองตั้งคำถามดูว่า "ต้องทำยังไง ?"

:: 4. ไม่ได้เรียนมาทางนี้ ::
ความรู้ ไม่ได้สิ้นสุดแค่ในรั้วมหาลัย
ใบปริญญาไม่ได้การันตีอนาคต
ถ้าคุณเลือกที่จะหยุดเรียน
ก็ห้ามบ่นถึงเรื่องความก้าวหน้า
เพราะมันจะไม่มีวันเกิดขึ้น

:: 5. ยังไม่พร้อม ::
ส่วนใหญ่ของคนพูดแบบนี้คือ "ขี้เกียจทำ"
อะไรคือไม่พร้อม ถ้ารอพร้อมคงไม่ต้องทำ
คนประสบความสำเร็จเมื่อเห็นโอกาส
มักเริ่มทำมันด้วยความไม่พร้อม

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "ประหยัดรายจ่าย"
แต่เค้ารวยจากการ "สร้างรายได้"

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "ทำงานง่าย"
แต่เค้ารวยจากการ "ทำงานยาก"

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "ทำงานหนัก"
แต่เค้ารวยจากการ "ทำงานฉลาด"

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "คิดเยอะ"
แต่เค้ารวยจากการ "คิดเป็น"

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "ขายแรงงาน"
แต่เค้ารวยจากการ "ขายไอเดีย"

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "ปฏิเสธโอกาส"
แต่เค้ารวยจากการ "มองหาโอกาส"

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มนุษย์เงินเดือนกับอาชีพที่เรียกว่า "เเม่"

" มนุษย์เงินเดือน " ได้รับเงินเดือนทุกปลายเดือนเเละมีโบนัสประจำปี
" เเม่ " ได้รับเงินเดือนบ้าง ไม่ได้บ้าง

" มนุษย์เงินเดือน " มีวันหยุดอย่างน้อยปีละ 10 วัน ไม่รวมลาป่วย ลากิจ
" เเม่ " มีวันหยุดปีละหนึ่งวัน ในวันที่เรียกว่าวันเเม่

" มนุษย์เงินเดือน " ทำโอทีได้เงิน
" เเม่ " ไม่ค่อยได้เงินเพิ่มเเละมีโอทีไม่จำกัด

" มนุษย์เงินเดือน " มาก่อน กลับก่อน
" เเม่ " มาก่อน กลับทีหลัง ลูกไม่กลับ หลับไม่ลง

" มนุษย์เงินเดือน " มีเจ้านาย คือ ใครก็ไม่รู้
" เเม่ " มีเจ้านาย คือ ลูกตัวเอง
.............................
สำหรับ อาชีพที่เรียกว่า"เเม่" จึงเป็นอาชีพที่หนักที่สุด
ในวันที่ท้อเท้ ในวันที่บ่นถึงความยากลำบากในการทำงาน
ลองค้นรูปในกระเป๋าสตางค์ ลองดูรูปในมือถือ
เเล้วจะรู้ว่ายังมีใครบางคนที่บ้าน
"ทำงานหนัก" กว่าเราอยู่ โดยไม่บ่นสักคำ
เพราะนี่คือสิ่งที่เเม่ทำด้วยความรักอย่างเเท้จริง
ขอเเสดงความนับถือ"หัวใจที่ยิ่งใหญ่"ของคุณเเม่ มือใหม่เเละมือเก่าทุกท่าน

๋แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ลูกจ้างดีเด่น

มีคนมาถามบ่อยๆว่า
อยากประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่ทุกวันนี้ยังทำงานประจำอยู่
ยังไม่มีโอกาสออกมาทำธุรกิจของตัวเอง
เพราะยังไม่พร้อมด้วยเหตุผลบางประการ
ควรจะทำอย่างไรดี

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดอยู่นิดนึงว่า
คนที่จะประสบความสำเร็จนั้นต้องเป็นเจ้าของกิจการ
หรือเป็นนายตัวเองเท่านั้นจึงจะเรียก
ได้ว่าประสบความสำเร็จแล้ว

คนที่ทำงานประจำแล้วประสบความสำเร็จ
ก็มีอยู่เยอะแยะ เพียงแต่เค้าอาจไม่ได้เป็นข่าว
หรือได้ลงตามหน้าหนังสือ
เหมือนคนเป็นเจ้าของเท่านั้นเอง

ในความคิด
คุณจะทำงานอะไรก็ได้แล้วทำมันได้ดี
มีรายได้สมเหมาะกับคุณภาพงานที่คุณทำ
และคุณมีความสุขที่จะทำงานนั้นทุกๆ วัน
อย่างไม่รู้เบื่อต่างหาก
ถึงจะเรียกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จที่แท้จริง

ไม่ใช่ตื่นมาก็กลุ้ม
ตอนนอนก็เอามือก่ายหน้าผากนอน
กังวลว่าสิ้นเดือนนี้จะเอาเงินที่ไหนจ่ายลูกน้องดี

ถ้าทำธุรกิจส่วนตัวแล้วต้องกลุ้มกันขนาดนี้
ทำงานประจำอาจเหมาะกว่านะ

ถ้าคุณต้องการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ
ในฐานะพนักงานประจำหรือลูกจ้าง
คุณต้องสามารถสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้
ชนิดที่บริษัทเค้ารู้สึกว่าเค้าขาดคุณไม่ได้

ต้องพยายามถึงที่สุดที่จะรั้งตัวคุณไว้ไม่ให้ไปไหน
และการที่จะเป็นอย่างนั้นได้
คุณต้องมีอะไรหลายๆ อย่างที่โดดเด่นกว่าใคร
ชนิดที่เรียกว่าเหนือกว่าคนอื่นแบบเห็นได้ชัด
และเสมอต้นเสมอปลาย
เจ้านายอยากจะลืมก็ลืมไม่ลง

ลองสำรวจตัวเองดูว่าคุณมีคุณสมบัติตามนี้กี่ข้อ

1. มีฝันใหญ่
คนที่จะประสบความสำเร็จทุกคน
ต้องมีฝันและฝันนั้นต้องใหญ่พอ

ใหญ่ขนาดที่ว่าบอกใครแล้ว
ก็มีแต่คนหัวเราะนั่นละ
คือฝันที่ใหญ่กำลังดี

ความฝันใหญ่นี้ไม่จำกัดว่านะ
จะต้องเป็นแผนกไหน
เรื่องอะไรเป็นพิเศษ
จะฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายขนส่ง
ทุกตำแหน่งล้วนมีฝันใหญ่ได้ทั้งนั้น

สิ่งที่สำคัญคือฝันแล้วทำให้มันเป็นจริงได้เมื่อไหร่
เมื่อนั้นคงไม่มีใครลืมคุณได้

2. รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ 
คนเก่งและมีความสามารถ
คือคนที่รู้และสามารถบริหารการทำงาน
ภายใต้ความรับผิดชอบของตัวเองได้ดีในทุกมิติ

เรื่องนี้มีส่วนผสมของ common sense + experience
คือสามารถใช้สามัญสำนึก สัญชาตญาณ
และประสบการณ์มาผสมผสานเพื่อเป็นแนวทางของตัวเอง
จะมีอย่างใดเพียงอย่างนึงไปทั้งหมดก็คงไม่ไหว

ทั้งสามสิ่งจะเป็นตัวบอกว่า
เราควรทำอะไรก่อนหลัง ต้องทำมันยังไง
อะไรคือผลที่ต้องการ
และที่สำคัญคือเวลามีปัญหาจะต้องไปหาใครช่วย

คนส่วนใหญ่จะตกม้าตายข้อสุดท้าย
เพราะเวลามีปัญหาดันไม่ยอมแก้แต่เนิ่นๆ
พอเจ้านายรู้ก็สายเกินไปแล้ว
(เคล็ดลับสุดๆ คือคนเก่งจะแก้ปัญหาได้หมดโดยไม่ต้องไปให้ถึงมือเจ้านาย)

3. ถ่อมตัว
คนที่ประสบความสำเร็จ
ร้อยทั้งร้อยคือคนที่รู้จักการเข้ากับคนได้ทุกระดับ
ติดดิน ถ่อมตัวและมีศาสตร์ในการบริหารคนเป็นเลิศ

สามารถกินข้าวกับลูกน้องได้อร่อยพอๆ กับกินกับเจ้านาย
รู้จักการวางตัวอย่างเหมาะสม
รวมถึงความสามารถในการเข้าสังคม
รับรองลูกค้า-คู่ค้าด้วย
ซึ่งสิ่งนี้เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวแต่ฝึกกันได้

4. ทุ่มเท 
ความทุ่มเทในการทำงานนั้นสำคัญแต่ไหน
คงไม่ต้องอธิบายมากนะ  แต่ทั้งนี้การทุ่มเท
ต้องมีขอบเขตและความสมดุลย์ในชีวิต

การทำงานให้เสร็จตรงหรือก่อนกำหนดเวลา
ไม่อู้ ไม่แว่บ มีเวลาพักผ่อนให้ตัวเองและ
ครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ
ถือว่าคุณคือคนที่น่าชื่นชมมากกว่า
คนที่ขอบทำงานยันดึกๆ ดื่นๆ
เพราะนั่นแสดงถึงประสิทธิภาพการทำงาน
ในชั่วโมงปกติว่าคุณไม่สามารถจัดการงานต่าง
ได้ตามเวลาเหมือนคนทั่วไป

5. เชื่อมั่นในตนเอง
ถ้าตัวเรายังไม่มั่นใจในตนเอง
แล้วเจ้านายจะมั่นใจในตัวเราได้อย่างไร

มันจะมีเส้นบางๆ ระหว่างความมั่นใจ
กับความหยิ่งผยอง+อวดเก่ง

ซึ่งคนทั่วๆ ไปยังไงก็แยกออกยกเว้นเจ้าตัว
ความมั่นใจในตนเองจะถูกถ่ายทอดออกมา
จากการออกความคิดในที่ประชุม

การ brainstorm การนำเสนองานต่อ Boss หรือลูกค้า
คนที่มั่นใจจะพรีเซนต์ด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่มั่นใจ
พร้อมจะเปิดรับความคิดเห็น ติชม
ต่างกับคนเย่อหยิ่งที่เป็นคนที่ ego สูง ใครติไม่ได้

6. ซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์เป็นสมบัติของผู้ดี จบนะ

7. ไว้วางใจได้
อันนี้เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากความซื่อสัตย์
เพราะเป็นเรื่องของการฝากผีฝากไข้ได้
ไหว้วานไปทำงานอะไรก็สำเร็จทุกครั้ง
เรียกง่ายๆ ว่าบริษัทสามารถฝากเรื่องสำคัญ
หรือแม้กระทั่งฝากอนาคตกับคุณได้

คนที่ได้รับความไว้วางใจโดยมาก
คือคนที่มีภาวะผู้นำสูง
และคนลักษณะนี้เอง
คือคนที่ทุกองค์กรขาดไม่ได้

8. มีความคิดสร้างสรรค์
คุณไม่จำเป็นต้องเป็นครีเอทีฟเท่านั้น
ถึงจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์
เพราะทุกๆ คนสามารถและ
มีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวเอง
อยู่ที่ว่าคุณจะเอามันไปใช้ในด้านที่เกิด
ประโยชน์แก่องค์กรรึเปล่าเท่านั้นเอง

คุณอาจไม่เชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์อยู่รอบตัวเรา
โดยที่คุณไม่รู้ตัว เช่น เล่นคำผวน การเมนท์ฮาๆ
หรือการตัดแต่งภาพล้อเลียนในเนต

สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสาขานึงของการใช้
ความคิดสร้างสรรค์เพียงแต่มันเป็นอะไร
ที่ไม่เกิดประโยชน์ ถ้าจะให้ดีคุณต้องเอา
ความสามารถในการคิดอะไรแปลกๆ
และแตกตต่างได้แบบนี้มาแก้ปัญหา
หรือนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้องค์กรดีกว่า

9. รักความก้าวหน้า
ความสนใจ และกระตือรือร้นที่จะทำอะไร
นอกเหนือจากเรื่องของตัว  ขอแยกเป็น 3 ด้าน คือ

1. สนใจเรียนรู้ศึกษางานอื่นๆของบริษัทเพิ่มเติม
2. เต็มใจช่วยเหลืองานผู้อื่นแม้ไม่ใช่หน้าที่ของตัว
3. ใส่ใจที่จะพัฒนาตนเองตลอดเวลาทั้งในและนอกเวลาทำงาน

น่าเสียดายมากที่คนไทยส่วนมากมักจะไม่กล้า
แสดงออกในเรื่องนี้เพียงเพราะกลัวคำเยาะเย้ย
แซว หรือถากถางจากพวกปากเน่าว่าเราเป็น
คน “ชอบเสนอหน้า” หรือ “ทำเพราะประจบ”
เลยทำให้ชีวิตเรามันไปไม่ถึงไหนและไม่หลุดพ้น
จากไอ้พวกปากเน่าเหล่านี้เสียที สังเกตุดีๆ นะว่า
ในทุกองค์กร พวกปากเน่านี้จะไปไหนไม่ได้ไกลเหมือนกัน
เพราะวันๆ มัวแต่เอาเวลามาถ่วงความเจริญชีวิตคนอื่นนั่นเอง

10. มีพลังบวก
ถ้าคุณมีพลังบวกในตัว
เรื่องปัญหาอะไรต่างๆ มันก็จะถูกมอง
เป็นความท้าทายและมองด้านบวก
แก้ได้ ปรับปรุงได้ ทัศนคติแบบนี้สร้างได้
และจำเป็นต้องมีด้วยเพื่อความสุขของ
ตัวคุณเองและคนรอบข้าง

ไม่มีเจ้านายคนไหนอยากมีลูกน้องที่
คิดลบ คิดร้าย วันๆ
นั่งเอามือกุมหน้าหมดอาลัยตายอยาก
ทุกครั้งเวลางานที่ทำไม่เป็นไปตามแผนแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ

ทั้ง 10 ข้อนี้  รวบรวมมาจากเพื่อน พี่ และน้อง
รวมถึงหัวหน้างานทุกคนที่ได้ร่วมงานกันมา

และทุกวันนี้หลายต่อหลายท่านยัง
คนมีความสุขกับบทบาทของการเป็นพนักงานประจำ

ทุกคนมีตำแหน่งที่สูงขึ้นพร้อมๆ กับความรับผิดชอบ
และความท้าทายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
รายได้ก็ดีมากตามความสามารถ

บางคนเงินเดือนๆ ละ 4-5 แสนบาท
(คุณคิดเอาว่าคนรายได้ขนาดนี้ ความรับผิดชอบเค้าจะขนาดไหน)
และที่สำคัญ บางคนกลายเป็นคนที่องค์กรขาดไม่ได้ไปแล้ว
ลาออกไปแล้วบริษัทก็ยังต้องไปง้อให้กลับเข้ามา
เพราะหาคนทำอะไรแบบนี้ไม่ได้

ค่าง้อนี่แพงมากนะ
คุณคงพอจะนึกออกแต่บริษัทก็ต้องยอม

หนทางสู่ความสำเร็จในชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว
สิ่งสำคัญอยู่ที่ เป้าหมายของชีวิต
แนวคิดในการเลือกวิธีไปให้ถึง
และวิธีการในการจัดการตัวเอง
ให้เข้าใกล้เป้าหมายไปเรื่อยๆ มากกว่า
ที่เป็นตัวตัดสินว่าใครคือคนที่ประสบความสำเร็จ
และถ้าคุณมีคุณสมบัติทั้ง 10 ข้อนี้ครบ
คงไม่มีองค์กรไหนกล้าปล่อยคุณหลุดมือไปแน่นอน

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตอดีตนักบาสเกตบอลอาชีพ จากเศรษฐีพันล้าน กลายเป็นบุคคลล้มละลาย ได้อย่างไร?

เผยชีวิต อังตวน วอล์คเกอร์
เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน

สู่นักบาสเกตบอล NBA
ที่มีรายได้รวมกว่า 3,500 ล้านบาท
ตลอดช่วง 10 ปีที่เป็นนักกีฬาอาชีพ ...

ช่วงที่กำลังรุ่งเรือง
อังตวนใช้เงินที่หามาได้
ไปซื้อบ้านให้ตัวเองและครอบครัวหลายหลัง

แต่ละหลังมีมูลค่านับร้อยล้านบาท
ที่จอดรถในบ้านมีรถหรูๆ หลายคัน
ทั้ง Bentley, BMW และ Maybach

สูทราคาแพงที่ซื้อมาก็ใส่ออกงานครั้งเดียว
ไม่มีการใส่ซ้ำ ...

อังตวนเป็นคนใจดี
คอยดูแลเลี้ยงดูปูเสื่อเพื่อนๆ และญาติพี่น้อง

ยังไม่นับการพนันที่ทำให้เค้า
เสียเงินไปอีกหลายสิบล้านบาท ...

นอกจากนี้ อังตวนยังนำเงินไป ‘ลงทุน’
ในอสังหาริมทรัพย์ที่ 140 แห่งในชิคาโก
ซึ่งมูลค่าก็ลดฮวบฮาบเมื่อเกิดวิกฤต
แฮมเบอร์เกอร์ในปี 2008
ประกอบกับเค้าไม่มีเวลาดูแล
ทำให้ถูกฟ้องศาลและถูกยึดทรัพย์ไปเกือบหมด

ปี 2010 อังตวนกลายเป็นบุคคลล้มละลาย
มีหนี้สิน 400 ล้านบาท
แต่มีทรัพย์สินเพียง 134 ล้านบาท

ทรัพย์สินที่เคยมีอยู่มากมายก็ไม่มีเหลือ
อังตวนเหลือบ้านอยู่หลังเดียว
ไม่มีรถหรูๆ ให้ใช้อีกต่อไป

เค้าเดินทางโดยใช้บริการ Uber และ
กำลังทำงานเป็นผู้วิเคราะห์ข่าวกีฬา
เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งในวัย 38 ปี

เมื่อถูกถามว่า
เค้าจะมีอะไรแนะนำบ้างจากบทเรียนที่ผ่านมา
อังตวนตอบว่า
“ขอให้รู้จัก Say No ให้เป็น (เวลาคนมาขอเงิน)
วางแผนทางการเงินให้ดี และ
อย่าลงทุนหากคุณไม่มีเวลาดูแลทรัพย์สินที่คุณลงทุนไป”

Cr. แปลและเรียบเรียงจาก http://finance.yahoo.com/…/former-nba-star-antoine-walker--…
แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ช่างมีความทุกข์
เพราะค่าใช้จ่ายทางภาษีที่หักได้ 40% สูงสุด 60,000 บาท
มันช่างต่ำสุดๆ เตี้ยต่ำต้อยติดตินเสียนี่กระไร
----
แต่ถ้าเราลองมองส่วนที่เป็น "ค่าใช้จ่าย"
หรือ "ตัวที่นำมาหักจากเงินได้" ทางภาษีให้ชัดเจน

ในกรณีที่เราเป็นมนุษย์เงินเดือนโสดสนิทไม่คิดอะไร
จะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้สองตัวแน่ๆ คือ
"ค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย 40% ไม่เกิน 60,000 บาท"
และ "ค่าลดหย่อน 30,000 บาท" รวมกันเป็น 90,000 บาท

แต่ทว่า... กฎหมายยังใจดี
ยกเว้นเงินได้สุทธิจำนวนอีก 150,000 บาทแรกให้ไม่ต้องเสียภาษี
เมื่อรวมกันแล้วก็จะเป็น
150,000 + 90,000 = 240,000 บาท

พอลองหาร 12 ออกมา
เลยได้ค่าใช้จ่ายต่อเดือนทันที 20,000 บาทถ้วน
เงิน 20,000 บาทต่อเดือนในเมืองใหญ่
คิดว่าน่าจะทำให้ใครหลายคนสบายกระเป๋าไม่ใช่น้อย
-----
หลายคนอาจจะมองว่า
ค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนน้อยเกินไปและไม่ทันต่อเหตุการณ์
อีกทั้งนักวิชาการหลายๆ ท่าน ยังกล่าวเสริมด้วยว่า
กฎหมายภาษีของไทย เข้าใจยาก ไม่ชัดเจน และลักลั่นย้อนแย้งหลายส่วน
เพราะมีการลดหย่อนนู่นนี่นั่นเยอะแยะ
แถมเงินได้สุทธิยังไม่ต้อง "เสียภาษี" ตั้งแต่บาทแรก
ซึ่งผิดแผกแหวกแนวกว่าชาวบ้านหลายๆ คน
-----
ถ้าอยากจะมองถึงความไม่เป็นธรรมจริงๆ
อยากให้มองเรื่องค่าลดหย่อนบุตร
และการศึกษาบุตรที่สามารถหักได้ทุกวันนี้จะดีกว่า
เพราะเงิน... 15,000 + 2,000 = 17,000 บาทต่อปี

... มันยังไม่พอค่าเทอมลูกเลยจ้าา คุณพี่

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"5 บ่วงอันตราย" เตือนคนทำงานมือใหม่ อย่าตกหล่มการเงิน

เมื่อฤดูกาลของการรับปริญญามาถึง
อันเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า
มีบัณฑิตจบใหม่ที่จะก้าวสู่ชีวิตการทำงาน
เป็น จำนวนมาก แน่นอนว่าคนทำงานมือใหม่
ย่อมเจอสังคมใหม่ที่กว้างขึ้น และ
อาจมีบ้างที่เผลอใจไปกับสิ่งยั่วยวนมากมาย
เพื่อเข้าสังคม หรือสนองความต้องการที่ตัวเองใฝ่ฝันมานาน

เพื่อเป็นแนวทางให้กับบัณฑิตที่จบใหม่
ในการดำเนินชีวิตวัยทำงาน
จึงนำเสนอ 5 บ่วงอันตรายของคนทำงานมือใหม่

5 บ่วงอันตรายที่คนทำงานมือใหม่
มักจะเกิดขึ้นเพราะการถูกหลอกล่อ
การสร้างแรงจูงใจ และค่านิยม
ของการใช้ชีวิตในแบบโก้หรู
จนเกิดการเป็นหนี้และ
ไม่มีเงินเหลือเก็บกัน

5 บ่วงอันตราย

แย่หนึ่ง ราชาเงินผ่อน
เมื่อเริ่มมีเงินเดือนประจำ บรรดาเหล่าธนาคารต่าง ๆ
พร้อมยินดียื่นข้อเสนอให้คุณมีบัตรเครดิต
ไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ด้วยวงเงินที่มากกว่าเงินเดือนหลายเท่า

และอาจทำให้หลายคนตื่นตาตื่นใจ
เพราะเริ่มเห็นหนทางที่จะได้สิ่งของ
ที่ต้องการมาอย่างง่ายดาย
โดยไม่คิดถึงบั้นปลายที่ต้องผ่อนจ่าย
ด้วยอัตราดอกเบี้ยอันหนักอึ้ง และ
ถ้าคุณใช้เกินตัวรูดปรื๊ดๆ กับสิ่งของดับกิเลส
แถมผ่อนจ่ายไม่ตรงกำหนด
ในที่สุดคุณเองอาจหน้ามืด
กับดอกเบี้ยที่บานเบอะ
มียอดหนี้รุมเร้าไปชั่วนาตาปีเลยทีเดียว

แย่สอง หลงภาพโซเชียล
สำหรับคนทำงานมือใหม่หลายคนมักติดกับดัก
หลงเชื่อภาพในโลกโซเชียลมีเดียของเพื่อน
ที่มักโพสต์อวดแต่เรื่องดีๆ หรู ๆ
ร้านอาหารดังเสื้อผ้าสวยๆ ยี่ห้อสุดฮิต
หรือของแบรนด์เนมโดยไม่คำนึงว่า
ภาพที่เห็นนั้นเป็นภาพจริงหรือภาพลวงตากันแน่

จึงทำให้เกิดความอยากได้ อยากมี
และอยากอวดคนอื่นบ้าง
ถึงขนาดยอมทุ่มเงินเดือนทั้งเดือน
หรือยอมเป็นราชาเงินผ่อน
เพื่อจับจ่ายให้ได้ของเหล่านั้น

โดยไม่มองว่าเหมาะสมกับรายได้ของตนหรือไม่
จนทำให้เงินที่มีอยู่ชักหน้าไม่ถึงหลัง
บ่วงนี้จึงอันตรายยิ่งนัก
เพราะคนทำงานมือใหม่สมัยนี้
มักมีทัศนคติที่ว่าเสียเงินไม่ว่า แต่เสียหน้าไม่ได้

แย่สาม โชว์ชีวิตสุดโก้
คนทำงานยุคใหม่จะมีเทรนด์การใช้ชีวิตที่ต่างไป
จากคนรุ่นก่อน ด้วยสังคม ค่านิยม และทัศนคติที่เปลี่ยนไป

เมื่อชีวิตเพิ่งเริ่มทำงาน
บางคนอยากมีทรัพย์สินเป็นของตนเอง
เช่น อยากซื้อบ้าน, อยากมีคอนโดมิเนียม,
อยากถอยรถป้ายแดง และอยากถือกระเป๋าแบรนด์เนม

ความอยากมีทรัพย์สินเป็นของตนเองไม่ใช่สิ่งผิด
ถ้าเรารู้จักประมาณตน

แต่บางคนอยากได้เพียงแค่โชว์ชีวิตสุดโก้ให้สังคมได้รับรู้
และยอมรับในสถานะของตน
โดยไม่คำนึงถึงรายได้ หรือความมั่นคง
ในอาชีพที่ทำอยู่มีรายได้เพียงน้อยนิด
แต่คิดซื้อทั้งรถและบ้าน
สุดท้ายค่าใช้จ่ายบานปลาย
กลับกลายเป็นทั้งบ้านและรถถูกยึดไป
คราวนี้เสียต่อหน้าต่อตาเสียเอง

แย่สี่ สังคมจ๋า ปาร์ตี้จัด
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งบ่วงอันตรายที่ทำร้ายคนทำงานมือใหม่มานักต่อนัก
เพราะในสังคมออฟฟิศมักมีการสังสรรค์ เที่ยว ช็อป
ชิลร่วมกันเสมอๆ จนบางคนเสพติด
ฟิตจัดนัดกันทุกสุดสัปดาห์ และยิ่งหากคุณเป็นคน
ปฏิเสธเพื่อนไม่เป็นด้วยแล้ว

ระวังให้ดี...เงินในกระเป๋าจะฟีบแบนก่อนสิ้นเดือนแน่นอน

แย่ห้า ผีพนันเข้าสิง 
พฤติกรรมนี้อาจติดตัวมาตั้งแต่สมัยเรียน
แต่บางคนก็มาเสียคนตอนทำงานก็มีไม่น้อย

โดยเฉพาะชายหนุ่มที่โดยพื้นฐานมักชอบการแข่งขัน
ท้าทาย รักสนุก ยิ่งทำงานมีรายได้
ก็เกิดอยากรู้อยากลองตามสังคมกลุ่มเพื่อน

ตอนแรกอาจคิดว่าลองดูเล่นๆ เพื่อความมันส์
สนุกสนาน แต่นานวันเข้ากลับเสพติดการพนันโดยไม่รู้ตัว
ประหนึ่งมีอะไรมาเข้าสิงจนสติกระเจิง
ไม่สามารถลด ละ เลิกได้ ทั้งโต๊ะบอล โต๊ะม้า

การพนันออนไลน์ เล่นทุกนัด พนันทุกแมตช์
ไม่มีพลาดสักสำนัก ถ้าเป็นแบบนี้ก็สิ้นเนื้อประดาตัวกันแน่นอน

5 เทคนิคฉบับมนุษย์เงินเดือน

เยี่ยมหนึ่ง ตั้งสติก่อนใช้สอย 
โดยคำนึงว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นสำคัญหรือจำเป็นจริงๆ หรือไม่

เยี่ยมสอง เปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ
สิ่งของชนิดเดียวกันอาจมีราคาต่างกัน
ขึ้นอยู่กับสถานที่ขาย หากรู้จักเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ
จะช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้มิใช่น้อย

เยี่ยม"สาม จัดทำบัญชีรายรับ/รายจ่าย
จะทำให้รู้ว่าแต่ละวันเราใช้จ่ายมากน้อยเพียงใดและ
กำหนดการใช้ในวันต่อไปให้ดี

เยี่ยมสี่ เก็บเงินออมก่อน 
แล้วค่อยใช้ โดยให้กันเงินเดือนส่วนหนึ่ง
เก็บเป็นเงินออมก่อน

ถึงแม้จะน้อยนิดแต่สะสมไปเรื่อยๆ
ก็เป็นเงินก้อนใหญ่ได้

เยี่ยมห้า ต่อยอดเงินออม 
หากมีเงินออมในระดับหนึ่ง
อาจนำไปต่อยอดให้เงินงอกเงย
ด้วยการลงทุนในกองทุนรวม

แต่ทั้งนี้ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนทุกครั้ง"
ถ้าทำเช่นนี้ได้ จะเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต
ให้กับคนทำงานมือใหม่เป็นอย่างดี

(ที่มา:ประชาชาติฯออนไลน์)
แหล่งที่มา     Facebook : หุ้นดีบี

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สิ่งที่พนักงาน มักคิดผิด..!!!

ฉันเป็นคนขยัน
ฉันทุ่มเทให้บริษัท

ฉันอยู่ดึกกว่าใคร
ฉันทำรายงานได้ละเอียด

แล้วยังไง??? อะ

กลับไปที่ Job description คุณถูกจ้างมาเพื่ออะไร???
เพื่อสร้างยอดขาย
เพื่อคุมงานโปรเจ็คให้ลุล่วง

เพื่อสร้างความพอใจให้ลูกค้า
เพื่อจัดสต็อค หมุนเวียนหน้าร้าน

มันตัดกันที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ระยะทาง
ทำงานให้เหนื่อย ใครก็ทำได้ เจ้าของบริษัททำเองก็เหนื่อยได้
...
ตัดที่ผลลัพธ์ แล้วคุณจะเป็นคนที่สำคัญขึ้น ในองค์กร

แหล่งที่มา    Facebook : Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โลกสวย vs. คิดบวก

…สองคำนี้
ดูเหมือนจะคล้าย
แต่จริงๆ ต่างกันมาก

“คนคิดบวก” คือ
คนจะเห็นเหรียญทั้งสองด้าน
แต่เลือกที่จะพูดและทำในสิ่งที่ดี

“คนโลกสวย” คือ
คนที่เห็นเหรียญแค่ด้านเดียว
เลือกที่จะยืนกราน
แต่ด้านดีด้านเดียว

จดจ่อในสิ่งที่ชอบอย่างมีสตินะ
Happy Monday Morning ^^

แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...