แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้การออมการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เกร็ดความรู้การออมการลงทุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2561

10 เรื่อง ที่เศรษฐีสอนลูกเรื่องเงิน

ถ้าอยากโดนต่อยหน้า ให้ออกไปต่อยหน้าคนอื่น
..ถ้าอยากได้ความรัก ให้ออกไปให้ความรักคนอื่น
...แล้วถ้าอยากได้เงินล่ะ ?
...ให้เราเอาเงินออกไปแจกคนอื่น ใช่หรือไม่ ?

ไม่ !! ถ้าอยากได้เงิน ให้เรา ‘รับใช้ และ แก้ปัญหา’ ให้คนอื่น

- หากวันนี้เราได้เงินน้อย แปลว่า
ความสามารถในการรับใช้ และ
แก้ปัญหาให้คนอื่น ไม่ได้เรื่อง
(ความสามารถเราน้อยเกินไป
..รู้น้อย เรียนน้อย
ก็เพราะเรามีความพยายามน้อยนั่นแหละ)

- หากอยากได้เงินเยอะ
...ให้เริ่มที่พัฒนา
ความสามารถในการรับใช้
และ แก้ปัญหา ให้ผู้คน

1. ‘ชีวิตอิสระในยุคนี้เริ่มจากมีเงิน’ 
..คนที่ไม่มีเงินต้องยอมขายเวลาตัวเอง
แลกกับเงินน้อยนิด ทำงานที่ตัวเองไม่อยากทำ
...การสร้างอิสรภาพในชีวิต ต้องเรียนรู้วิธีหาเงิน

2. ‘อย่ารอให้จบปริญญาแล้วเพิ่งเริ่มหาเงิน’ 
...ทุกคนเริ่มหาเงินได้ทันที
เพียงแค่ขายแรงงานและ
เวลาของตัวเอง แล้วตั้งใจทำงาน

..ขั้นแรกของการหาเงิน
ให้เริ่มฝึกจากการขายแรงงาน !!

3. ‘การเพิ่มทักษะ 
จะทำให้เราขายแรงงานได้ราคาสูงขึ้น’ 
...อยากได้เงินเดือนเพิ่ม
ให้พัฒนาทักษะที่เรามี
ให้เหมาะสมกับเงินที่อยากได้
(ทักษะสูง = เงินเดือนสูง)

4. ‘ถ้าอยากรวย อย่าขายแรงงานแลกเงิน’
...ให้สร้างสินทรัพย์เพื่อหาเงิน
...เมื่อเรารู้วิธีขายแรงงานแลกเงินแล้ว
ให้เริ่มเรียนรู้การสร้างสินทรัพย์เพื่อหาเงินแทนเรา
(คนรวยไม่ขายเวลาแลกเงิน
แต่เขาจะสร้างสินทรัพย์เพื่อทำเงินแทน)

5. ‘อย่าเก็บเงินไว้เฉยๆ 
เพราะมูลค่ามันลดลงตามกาลเวลา’ 
...ให้เปลี่ยนเงินเป็นสินทรัพย์ หรือ
สิ่งอื่นมูลค่าเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
(สินทรัพย์ คือ สิ่งที่เราถือไว้แล้ว
มูลค่ามีแต่เพิ่มขึ้น /
ขยะ คือ สิ่งที่เราถือไว้แล้ว
มูลค่ามีแต่ลดลง
...รถยนต์ ทีวี ตู้เย็น
...ของส่วนใหญ่
ที่คนยุคนี้สะสมก็คือขยะ)

6. ‘ต้องเก็บเงินซื้อของด้วยตัวเอง’ 
...อย่าซื้อของที่อยากได้ ในเวลาที่อยากได้
เพราะ มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่มีทางพอ

...ถ้าอยากได้อะไร อย่าเพิ่งซื้อ
ให้เก็บเงินให้ครบจำนวนก่อน
แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ

..เวลาจะช่วยบอกเราเองว่า
เราอยากได้สิ่งนั้นจริงๆ

...เวลาจะช่วยคัดของที่ควรซื้อจริงๆ

7. ‘เวลาเริ่มธุรกิจให้คิดแบบคนไม่มีเงิน’ 
...คนส่วนใหญ่เริ่มธุรกิจจากจ่ายก่อนรับ
แต่ยุคนี้เราสามารถสร้างธุรกิจที่รับก่อนจ่าย

...ฝึกคิดจากข้อจำกัด
เพื่อจะได้เข้าใจโอกาสธุรกิจที่แท้จริงของโลกยุคใหม่

8. ‘อย่าให้เงินฟรี แก่ลูก 
เพราะในโลกจริงๆ ไม่มีเงินฟรี’
 ...ต้องสอนให้ลูกรู้ว่า เงินทุกบาท
ต้องแลกด้วยการทำงานบางอย่าง

...คนส่วนใหญ่สอนให้ลูกใช้เงิน
แต่ไม่เคยสอนว่าหาเงินยังไง

9. ‘ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ 
ทุกคนต้องบริหารรายรับ และรายจ่ายด้วยตัวเอง’ 
...ถ้าคุณสอนลูกว่า
อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ให้มาบอก
แปลว่า คุณกำลังสอนให้เขาเป็นผู้ด้อยโอกาสทางการเงิน

10. ‘ไม่มีโอกาสทางการเงินที่ดี ที่วิ่งมาหาเรา’ 
...โอกาสที่วิ่งเข้ามาหาเราเกือบทั้งหมด
เป็นสิ่งหลอกลวง แชร์ลูกโซ่
หลอกให้ลงทุนในสิ่งที่ได้เงินง่าย ได้เงินเร็ว

...โอกาสจริงๆ จะวิ่งเข้ามา
เมื่อเรามีความสามารถพอ

...ดังนั้น เลิกหวัง
แต่ให้ตั้งใจพัฒนาความสามารถและความรู้แทน

‘ทักษะที่เพิ่ม ความรู้ที่สั่งสม’ 
ก็คือ เครื่องสร้างโอกาส 
ที่เราค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาเอง

#ภาววิทย์กลิ่นประทุม

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

7 นิสัยที่ทำให้ยากจน ถึงแม้ว่าเงินเดือนจะสูงก็ตาม

เคยสังเกตมั้ยว่า มองคนรอบๆ ตัวเราบางคนมีตำแหน่งสูง
เป็นถึงผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการต่างๆ
ที่มีเงินเดือนใกล้แตะหลักแสนแล้ว
แต่ก็ยังคงใช้เงินเดือนชนเดือนอยู่ แถมยังมีภาระหนี้สินมากมาย
สงสัยกันบ้างมั้ย ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น !?

1. พอได้เงินเดือนเพิ่ม ก็หาภาระมาใส่ตัว

เป็นรึเปล่าที่เมื่อพอเงินเดือนขึ้น ก็หาห้องเช่าใหม่
ดีกว่าเดิม แพงขึ้นอีกนิด
พอสิ้นปีโบนัสออกพร้อมปรับเงินเดือน
ก็เอาไปดาวน์รถคันที่แพงขึ้น

คนเราส่วนใหญ่จะคิดว่าเมื่อมีเงินก้อนจากโบนัส
หรือเมื่อมีเงินเดือนเพิ่มขึ้น
ก็รู้สึกว่าอยากจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ก็ใช้จ่ายมากขึ้น เข้าภัตตาคารบ่อยขึ้น
ซื้อของแบรนด์ดังเกรดดีขึ้น
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ก็หมด

2. อยู่กับปัจจุบัน แต่ไม่มองอนาคต

หลายคนเวลาเจอปัญหาอะไร ยากๆ
ก็ไม่อยากแก้ ปล่อยได้ปล่อยไป ถูไถไปวันๆ
และนี่คือ “สูตรแห่งความหายนะ”เลย
เพราะนิสัยนี้จะติดไปสู่เรื่องของ “การเงิน” ไปด้วย

บางทีอยากได้อะไรก็ซื้อๆ หมุนๆ ใช้เงินไปก่อน
ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน
แต่ไม่ได้มองภาพใหญ่/ ภาพรวม
มองไม่ออกว่าตอนนี้ “สถานะการเงิน” ของเราเป็นยังไง
เรามีทรัพย์สินเท่าไหร่ หนี้สินเท่าไหร่ เงินสดเท่าไหร่
(ถ้าเป็นบริษัทก็คืองบดุล)

ไม่รู้ว่าทุกวันนี้รายได้น้อยกว่ารายจ่ายหรือเปล่า
ชักเงินเก็บออกมาอุดทุกเดือนแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้
(ถ้าเป็นบริษัทก็คืองบกำไรขาดทุน)

ไม่ว่าเราอายุเท่าไหร่ ต่อให้เพิ่งเรียนจบก็ตาม
ต้องมองเห็นภาพแล้วว่า ตอนเกษียณ
ตอนที่ไม่มีรายได้หรือไม่ได้ทำงาน เราต้องมีรายได้เท่าไหร่
(รายได้จากการลงทุน หรือรายได้จากการที่ไม่ต้องทำงานอีกแล้ว)

แล้วรายได้จะมาจากไหน
ถ้าเป็นรายได้จากผลตอบแทนของการลงทุน
ก็ต้องรู้ว่าเป็นการลงทุนประเภทไหน
อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่
ต้องมีเงินต้นหรือ Port ใหญ่แค่ไหน
แล้วจากวันนี้ไปถึงวันนั้นจะสะสมเงิน
เพื่อสร้าง Port การลงทุนขนาดนั้นได้ยังไง !?

3. คิดว่าวันนี้ยังไม่ต้องรีบออมเงิน

คิดว่ายังไม่สาย อีกแปปค่อยเริ่มเก็บเงินก็ได้
เราอายุยังน้อย สนุกๆ ไปก่อน
เดี๋ยวอีกสักพักค่อยเริ่มมอง
เรื่องการออมเงินหรือการลงทุน

นี่เป็นการที่คิดผิดถนัด และสิ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ
การเริ่มออมเร็วกว่าคนอื่นแค่ 5 ปี
ตอนปลายทางคุณจะมีเงินเก็บต่างกันลิบลับ
เพราะด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น

ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการเก็บออมเพื่อการลงทุน
แต่นิสัยการออมก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องคือ
ถ้าเราอยากได้อะไร เราควรวางแผนตั้งเป้า
ออมเงินไว้ให้ได้เท่านั้นก่อนค่อยเอาไปซื้อ
แบบนี้จะไม่มีภาระ

แต่ถึงแม้จะซื้อแบบผ่อน ก็สามารถทำให้หนี้นี้
เป็นการผ่อนที่ฉลาดได้ เช่น ออมเงินก้อนไปลงทุน
แล้วเอาดอกเบี้ยไปผ่อนชำระสินค้า
เท่ากับได้ของฟรี และเงินต้นก็ยังอยู่

4. ไม่เคยจดบันทึกเรื่องการใช้เงิน

เราส่วนใหญ่มักจะคิดว่าเรารู้แล้ว
ก็มีรายได้อยู่แหล่งเดียว (เงินเดือน)
แล้วแต่ละเดือนก็มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
เรื่องใหญ่ๆ ก็มีไม่กี่เรื่อง ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน/ ค่าห้อง
ค่าน้ำ-ค่าไฟ ค่าอาหาร หลักๆ ก็แค่นี้
ไม่เห็นต้องจดบันทึกเลย หรือจะจำไปทำไม

ซึ่งนั่นคิดผิดถนัด เพราะบางทีเรื่องเล็กๆ
หลายเรื่องรวมกันทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ควรจะประหยัดได้
แต่ก็ไม่ได้ทำ (เพราะมันเล็กๆ น้อยๆ จนไม่รู้ตัว)
แล้วสุดท้ายจะพบว่า “เงินไปไหนหมดเนี่ย”
แต่ก็ตอบไม่ได้ แล้วจะประหยัดตรงไหนดี
ก็ตอบไม่ได้เช่นกัน

5. แยกไม่ออกว่าอะไรจำเป็น อะไรแค่อยาก 
แถมยังไม่มีเป้าหมายทางการเงิน
บางทีมันก็สับสนปนเป บางเรื่องเป็นแค่ความอยาก
แต่คิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น

เอ้อ...ช่วงนี้รถเสียบ่อย
‘จำเป็น’ ต้องเปลี่ยนแล้วหละ
เอ้อ... มือถือรุ่นใหม่ออกมา
‘จำเป็น’ ต้องเปลี่ยนแล้วหละ

feature ใหม่ในนั้นจะทำให้เรา
ทำงานคล่องตัวขึ้นแน่เลย (คิดไปเอง)

แล้วเป้าหมายทางการเงินล่ะ เกี่ยวอะไรกับข้อนี้
ก็เพราะบางทีคนส่วนใหญ่ไม่มีเป้าหมายทางการเงินกันไง
ก็ทำให้ไม่มีอะไรฉุดรั้งความคิดเลยว่า
เอ... อันนี้เอาไว้ก่อนดีกว่า เราต้องกันเงินอีกส่วนไว้ลงทุน
เอ...อันนี้ยังไม่จำเป็น ยอมลงทุนซ่อมใหญ่ครั้งนึงแล้ว
ใช้ไปได้อีกนานๆ ดีกว่า

เคล็ดลับของข้อนี้ก็คือ
ถ้าเรามีเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน
เราจะสามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้
เราจะยับยั้งชั่งใจเป็น
หลีกเลี่ยงและรอดพ้นจากความต้องการ
หรือความพึงพอใจระยะสั้นไปได้
เราจะยอมเสียสละบางอย่าง..เพราะมองเป็นเป้าที่อยู่ไกลๆ

เคล็ดลับของเคล็ดลับในการวางแผนการเงิน
(และวางเป้าหมายในชีวิต) ก็คือ “เขียนมันลงบนกระดาษ”
แล้วแปะไว้หน้ากระจกแต่งตัว หรือหน้าตู้เสื้อผ้า

เอาเป็นว่าแปะไว้ในที่ที่เราเห็นมันทุกวัน มันจะย้ำเตือน
และตอกย้ำลงไปในจิตใต้สำนึกให้ร่างกาย
และสมองของเราตอบสนองต่อเฉพาะ
สิ่งที่จะนำพาไปสู่เป้าหมายนี้เท่านั้น

6. มีหนี้ไม่รีบใช้

ถือว่ายังผ่อนไหว หรือผ่อนไปตามระยะเวลาที่ตั้งไว้
เคยลองสังเกตใบเสร็จรับเงินค่างวดผ่อนบ้านหรือเปล่า
ว่าค่าดอกเบี้ยน่ะ..มันแพงกว่าเงินต้นซะอีก
(โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงต้นๆ ของการผ่อน)

และเกือบจะร้อยทั้งร้อย ตราบใดที่ยังมีเงินเดือนอยู่
ก็จะผ่อนชำระไปเรื่อยๆ เวลามีเงินก้อนมา
เช่นโบนัส แทนที่จะเอาไปโปะ เอาไปปิด
ก็เอาไปซื้อของฟุ้งเฟ้อซะแทน
ปล่อยให้ดอกเบี้ยมันกัดกินอยู่นั่นแหละ ไม่สนใจ

7. อัพเกรดอุปกรณ์รอบกายตลอดเวลา

ผู้หญิงบางคน อุ๊ย..แฟชั่นใหม่ออกมาอีกแล้ว ต้องตาม !
แบบนี้ไม่เหลือหรอก พนักงานใน office
มือถือรุ่นใหม่ออกเป็นไม่ได้
ต้องขวนขวายไป “ถอย” มันมา

อ้างว่าชอบเทคโนโลยี ชอบศึกษา
คุณต้องให้ความชอบของเรามันทำเงินได้บ้าง
ไม่ใช่ให้ความชอบทำให้เสียเงินอย่างเดียว

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมากเรื่องหนึ่งเลย
เพราะทุกวันนี้การพัฒนาเทคโนโลยีทำได้เร็วมาก
อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ ออกรุ่นใหม่กันเป็นว่าเล่น
มันเป็นความตั้งใจของผู้ผลิต / ผู้ขาย
ที่จะมาดูดเงินออกไปจากกระเป๋าพวกเรา

ถ้าเราไม่ระมัดระวังละก็...
กลับไปอ่านหัวข้อบทความอีกครั้ง... ก็จนอยู่ดี

#MoneyBuffalo
#การเงินเรื่องง่ายอ่านสบายใครก็เข้าใจ

แหล่งที่มา  : Line MoneyBuffalo

วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2558

"ความอยาก" เราคืออะไร

ถ้าถามว่า
จะเริ่มต้นออมเงินเริ่มที่อะไรก่อนดี !?

เล่นหุ้นมั้ย ?
เปิดบัญชีกองทุน ?
ประกัน ?
ทองคำ ?
หรือเล่นหวยดี ?

อยากแนะนำว่าให้เริ่มต้นที่ "ความอยาก" ก่อน

ความอยากที่จะประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน
ความอยากที่จะให้ชีวิตให้มีความเสี่ยงน้อยลง
ความอยากที่ให้ลูกของเราได้เรียนอยากมีความสุข
ความอยากที่จะเกษียณอายุได้แบบไร้กังวล
ความอยากที่ไม่ต้องไม่ทำงานไปจนตาย
ความอยากที่จะปลอดกังวลเรื่องเงิน
ความอยากอะไรก็ได้ ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนตัวเรา

เพราะการออมเงิน เค้าวัดกันที่ 10 ปี 20 ปี ขึ้นไป
เพราะฉะนั้น ถ้า "ความอยาก" เราไม่แรงพอ
เชื่อทำได้ 3 เดือนก็เลิกชัวร์
ฟันธงงงง ฉึบฉับบบบบ !!

การออมเงินไม่สนุกเท่าการไปเที่ยว
ซื้อโทรศัพท์ใหม่ บ้านใหม่ รถใหม่
เพราะอนาคตมันไม่ชัดเท่าสิ่งของเหล่านั้น

อยากออมเงิน ลองถามตัวเองว่า ...
"ความอยาก" เราคืออะไร
ทำไมเราถึงอยากได้มันมา
ถ้า "ความอยาก" เราชัดมากพอ
เริ่มต้นได้แบบนี้ก็ชนะไปแล้ว "ครึ่งทาง"

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณ

ความแก่มีจริง อาการหมดไฟมีจริง
ความเจ็บป่วยก็มีจริง อาการหมดแรงมีจริง
และอาการหมดตังค์ ตอนหมดแรงก็มีจริง

เมื่อมาถึงจุดนึงของชีวิต
เราจะเริ่มเห็นคนที่เดินมาก่อนหน้าเรา
ไปถึงจุดที่อีกหน่อยเราก็จะต้องไปถึง

คำถามจึงอยู่ที่ เราอยากไปถึงจุดนั้นแบบไหน?
เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันบ่ายคล้อย ใกล้ตะวันตกดิน

ยุคนี้เรื่องของการวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณ
เป็นเรื่องที่ฮอตฮิตมาก ฮิตจนหลายคนเลยต่อต้านซะงั้น
พูดกันไปว่าเดี๋ยวก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว คนสมัยก่อนยังอยู่มาได้

เรื่องวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณมันเป็นเรื่องกังวลเกินกว่าเหตุ
คนที่พูดเรื่องนี้ อยากจะขายประกัน ขายกองทุนล่ะสิท่า บางคนก็ว่าไปแบบนั้น
เรื่องนี้ก็พูดยาก เอาที่สบายใจก็แล้วกัน

เพียงแต่อยากจะเล่าให้ฟังว่า
คงเดินทางมาถึงจุดที่รุ่นพี่หลาย ๆ คนเริ่มเป็นรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณ
พวกเขาไม่ได้อยู่ในโมงยามของรุ่งอรุณอีกต่อไปแล้ว

ไม่ได้คึกคักเต็มไปด้วยพลัง ไม่ได้พร้อมจะเริ่มอะไรใหม่
เขาอยากจะหาที่ร่อนลง แต่ยังไม่รู้ว่าตรงไหน?
บ้างทำงานมาจนล้า บ่นว่าเหนื่อย แต่หยุดไม่ได้
บ้างปรับตัวไม่ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ
บ้างเพิ่งตรวจสอบสินทรัพย์ตัวเอง เพื่อที่จะพบว่าแทบไม่มีเงินเก็บเลย
บ้างเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้ขุดบ่อน้ำไว้ ตั้งแต่วันที่ยังไม่กระหายน้ำ
อ่านแล้วเครียดเนอะ

แต่มันจะเครียดกว่า ถ้าเป็นชีวิตเราจริง ๆ
ไม่ใช่ตัวหนังสือที่อ่านแล้วรูดปรื้ด ๆ แบบนี้
สิ่งที่พยายามจะบอกก็คือ
ถ้าไม่ตายซะก่อน เราได้แก่ชราแน่ ๆ
และเราอาจจะได้เจ็บป่วย อาจได้พบกับมรสุมชีวิตที่ไม่คาดคิด

อาจหมดไฟ หมดแรง หมดตังค์
ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
อย่าโลกสวย จนลืมกางตาข่าย ปูฟูกไว้เผื่อตอนล้มด้วย

การวางแผนการเงิน
ไม่ต่างจากการฝึกภาษา ลดน้ำหนัก หรือการปลูกต้นไม้
นั่นคือ มันต้องใช้เวลา และไม่เห็นผลกระทบในวันเดียว
มันคือสิ่งที่เหมือนจะไม่จำเป็น จนกระทั่งมันจำเป็น นั่นล่ะเราถึงรู้ซึ้งว่าจำเป็น

หนึ่งในคำพูดที่เศร้าที่สุดก็คือคำว่า "ไม่ทันแล้ว"
และเรื่องการวางแผนทางการเงิน ก็คือหนึ่งในเรื่องที่ถ้าเราบอกว่า "ไม่ทันแล้ว"
มันจะเจ็บปวดเหลือเกิน

ถ้าเราวางแผนเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ เราจะเครียดน้อย เพราะมีเวลาเยอะ
ถ้าเราวางแผนช้า เราจะเครียดเยอะ เพราะมีเวลาน้อย
เมื่อวานผ่านไปแล้ว วันนี้เริ่มถึงจะสาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร

ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไรนั้น
หนังสือ ยูทูบ สัมมนา มหาศาลความรู้
ทั้งฟรีและเสียเงิน รอให้เราทำความเข้าใจอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากทำจริง ๆ หรือเปล่าเท่านั้นเอง

ความแก่มีจริง อาการหมดไฟมีจริง
ความเจ็บป่วยก็มีจริง อาการหมดแรงมีจริง
และอาการหมดตังค์ ตอนหมดแรงก็มีจริง

วางแผนการเงินไว้ตั้งแต่วันที่ยังมีแรง วันที่ยังเป็นหนุ่มสาว
วันที่ยังหาเงินได้ วันที่ยังไม่จำเป็นต้องวางแผน
วันที่ยังไม่หิวน้ำ วันที่ยังไม่ต้องการร่มเงา

เมื่อวันที่ต้องใช้งานขึ้นมาจริง ๆ
เมื่อนั้นจะได้ไม่ต้องมีคำว่า "ไม่ทันแล้ว"
ยังไงล่ะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การคุ้มครองวงเงินฝาก

ในอดีตผู้ฝากเงินในบัญชีเงินฝากจะได้รับการคุ้มครองวงเงินฝากที่จะได้คืนหากสถาบันการเงินไม่สามารถจ่ายเงินได้เป็นจำนวน 50 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้

ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ส.ค. 59 คุ้มครองวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาท และ
ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 59 เป็นต้นไปจะคุ้มครองวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท

(มาตรา 53 และ 54 พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551, มาตรา 3(3)
และ (4) พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555)

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ www.matralaw.com,       Facebook : Matra Law

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

==คุณคิดว่า คนเงินเดือน “แสนบาท” รวยมั๊ย ?==

ตอบ...ไม่ทราบ
เพราะ ดูเฉพาะฝั่งเงินเข้ายังบอกอะไรไม่ได้
ต้องดูฝั่งเงินออกด้วย

บางคนเงินเดือนแสน 
แต่ค่าใช้จ่ายก็เป็นแสน 
เพราะประมาทว่ารายได้เยอะ 
มันก็เลยไม่เหลือเก็บ 

กับบางคนรายได้น้อย 
แต่ใช้เงินเป็น 
ก็เก็บเงินได้ซะงั้น

ยกตัวอย่างเช่น
กาแฟหรูแก้วนึงเกือบ 160 ...
เค้กหรูชิ้นละร้อยอัพ...

ถ้ารายได้เดือนละแสน 
กินทุกวันเช้าบ่าย 
เงินเดือนแสนจะเอาอยู่มั๊ย?

ไหนจะมี ค่ารถ ค่าทางด่วน ค่าเน็ท 
ค่าเสื้อผ้า หน้าผม เที่ยวญี่ปุ่น 
ใส่ซองแต่งงาน นวดสปา ซื้อของนู่นนี่นั่น 
ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ก็แทบไม่หลือแล้ว

การสร้างความมั่งคั่งก็เหมือนน้ำในถัง 
การที่น้ำจะเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำที่ไหลเข้าและไหลออก

รายได้เยอะก็เหมือน "น้ำไหลเข้าถังแรง" 
รายได้น้อยก็เหมือนน้ำไหลเข้าถังเบา 
คนมีรายได้หลายทางก็เหมือนมีก๊อกหลายก๊อก นั่นคือสุดยอด

รายจ่ายเยอะก็เหมือน"รูรั่ว" 
จ่ายเก่ง จ่ายหนัก จ่ายด้วยความเร็วสูง 
ก็เหมือนรูเยอะ รูถี่ แถมรูใหญ่อีกต่างหาก

***นิสัยการใชจ่ายอย่างมีเหตุผล จึงแปรผันตรง กับความมั่งคั่ง***
ถ้าฝึกเป็นคนใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล 
ไม่ซื้อตามอารมณ์ ไม่กินตามเพื่อน 
จึงจะมีเงินเก็บ...ที่จะเอาไปต่อยอดได้อีกเยอะ

ยุคนี้นะ  หนุ่มใดสาวใดที่...
เป็นมนุษย์เงินเดือนอายุช่วงสามสิบ 
ทำงาน ส่งตัวเองเรียนป.โทได้ 
รู้จักแบ่งเงินมาลงทุน และยังเก็บเงินดาวน์บ้าน
ผ่อนบ้านได้เองโดยไม่รบกวนพ่อแม่...ต้องถือว่าไม่ธรรมดา

บุรุษ หรือ สตรี ใดทำเยี่ยงนี้ได้ ท่านคือเพชรเม็ดงาม
ใครเจอเพชร จงรีบเก็บให้ไว

แหล่งที่มา   Facebook : นิ้วโป้ง Fundamental VI

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"เงินเก็บ" มันหายไปไหน ?

เคยสงสัยมั้ยว่า ?
ทำไมเวลาเราทำงาน หาเงิน
ทำงานไปทำงานมา
สุดท้ายก็ไม่มี "เงินเก็บ" แล้วมันหายไปไหน ?
สาเหตุหลักๆ มันมาจากไม่กี่อย่าง

===== ไม่เห็นค่าของเงิน =====
ตอนเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ
พยายามเก็บให้ได้เดือนละ 10,000 บาท
คิดว่ามันเยอะแล้วนะ !!

แต่เดี๋ยวก่อนนะ กว่าจะมีเงินล้าน
ก็ปาเข้าไป 100 เดือน
ทำงานเกือบ 10 ปี กว่าจะได้ 1,000,000 บาท

บอกเลยว่าโคตรท้ออออ
ก็เลยตัดสินใจ ไม่เก็บเงินตอนนี้ไปเลยหมดเรื่อง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ขอให้รู้ไว้ว่าเงิน "ล้านแรก"
ก็เริ่มต้นที่ "บาทแรก" ทั้งนั้น

===== รักตัวเองน้อยไป =====
ทุกครั้งเวลาเงินเดือนออก
ส่วนมากก็เอาไปใช้หนี้กันแทบทั้งนั้น
หรือ ถ้าไม่มีหนี้ก็เอาไป “ช็อปปิ้ง” กันหมด
โทรศัพท์ รถยนต์ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า
เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับกระเป๋า
ผ่อน 0% 10 เดือน ก็จัดไปปปปป

เรา "ใช้จ่าย" ให้คนอื่นรวยตลอดเวลา
แต่ไม่เคยคิดที่จะ "จ่าย" ให้ตัวเองรวยเลย
การจ่ายเงินให้ตัวเองรวยก็คือ
"ก า ร อ อ ม เ งิ น" ยังไงเล่าาา
จ่ายให้ตัวเองสิ ของแท้แน่นอน !

===== ไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย =====
อันตรายมากๆ ถ้าเราไม่รู้ว่าเงินหายไปไหน
นั่งคิดก็นึกไม่ออกว่า
เงินเราออกจากกระเป๋าได้ยังไง

วิธีที่ดีที่สุด คือ ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ซะ
จะทำให้เราเห็นรายจ่ายสิ้นเปลืองแบบคาดไม่ถึง

บางครั้งจ่ายครั้ง 50 บาท
ก็คิดว่าเล็กน้อยหน่า สบ๊าย
แต่ถ้าจ่ายไป 30 วัน ก็ 1,500 บาทเชียว !

เอาเงินจำนวนนี้เปลี่ยนมา
"ออม" ก็ได้เพิ่มขึ้นง่ายๆแล้ว

===== มโนมากเกินไป =====
เพ้อฝันว่า "อนาคต" แบบนั้นแบบนี้
ทั้งๆ ที่ความจริง ไม่มีแผนการใดๆ รองรับ
หรือไม่ก็แผนนั้น ไม่ได้อิงความเป็นจริงเลย

คิดว่าการทำ "ธุรกิจ" ง่ายจะตาย
เดี๋ยวทำไปก็รวยแล้ว อย่าคิดมาก
หารู้ไม่ว่า "เงินทุน"
ในการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน

ถามว่า ถ้าวันนี้เราไม่เริ่ม "ออมเงิน"
จะเอาเงินลงทุนมาจากไหน ??
กู้คนอื่น หรือธนาคาร ?
แค่เริ่มต้นธุรกิจด้วยการกู้
ก็ผิดอย่างมาก ขอเตือน

ยิ่งเป็นธุรกิจตัวแรก หรือเพิ่งลาออกมาทำ
นี่ยิ่งไม่ควรมากๆ เลยยยยยยย
เป็นหนี้ตอนทำธุรกิจตัวเอง
เครียดว่า ตอนมีเงินเดือนเย๊อะ
เฟิร์ม ! เพราะว่าลองมาหมดล้าว

ใครไม่มี "เงินเก็บ" อยู่ตอนนี้
เชื่อได้เลยว่า ต้องโดนอย่างน้อย 2 ข้อแน่ๆ
ลองเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนมุมมอง

"ภาระเยอะ" ไม่ใช่ "ข้ออ้าง" ของการไม่มีเงินออม
ยิ่งภาระเยอะ ยิ่งควรมี "เงินออม" ที่สุด
ค่อยปรับตัว เชื่อว่าทุกคนทำได้
เปลี่ยนที่ความเชื่อตัวเองว่าทำได้ก่อน
แล้วมันก็จะทำได้ วะฮู้วววววววววววววววววว
มอออออออว์

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

3 เทคนิคการซื้อประกัน

เวลา "วางแผนการเงิน" ถ้าถามว่า
เราควรลงทุนอะไรก่อนเป็นอย่างแรก
คิดว่าน่าจะเป็น "ประกัน" นะ

ทั้ง "ประกันชีวิต" และ "ประกันสุขภาพ" เลยนะ
เพราะไม่มีใครรู้ว่า
"พรุ่งนี้" หรือ "ชาติหน้า" มาก่อนกัน ฮ่าๆๆ
อย่างน้อยเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็มีเงินทิ้งไว้ล่ะกัน
หรือคิดๆ ง่ายว่าถ้า "ประกัน" ไม่ดี
รัฐบาลไม่ให้ลดหย่อนหรอก
มันต้องมีอะไรแหละ เน๊าะะะะ

วันนี้มี "3 เทคนิคการซื้อประกัน"

1. แบบประกันยิ่งยาว ยิ่งดี
อย่างน้อยคือ 10 ปี ขึ้นไป
เพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อน
แต่ส่วนใหญ่อยากได้แบบสั้นๆ
ไม่อยากจ่ายนานๆ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แบบสั้น
เมื่อมาเทียบผลประโยชน์แล้ว เทียบไม่ติดเลย
ยิ่งธนาคารเค้ารู้ว่า คนเราไม่ชอบแบบยาวๆ
เลยออกประกันแบบสั้นๆ เพื่อตอบสนอง
แต่รู้ไม่ว่า ถ้ามาดูผลประโยชน์แล้ว
(โคตร) ไม่คุ้มเลยนะ ขอบอกๆ

2. ถ้าเลือกได้ ต้องจ่าย "เบี้ยรายปี" เท่านั้น
การที่เราเลือกจ่ายเบี้ยรายเดือน หรือ 3 เดือน
หรือจะ 6 เดือน ก็ตาม มักจะมี "เบี้ยปรับ"
ซึ่งบางครั้งตัวแทนไม่ได้บอกเลย
เพราะการจ่ายเบี้ยประกันเป็นเดือน

ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า ...
เป็นภาระที่น้อยกว่าจ่ายเงินก้อน
ทำให้ปิดการขายได้ง่าย
แต่รู้มั้ยว่าเราเสียผลประโยชน์เต็มๆ

3. ถามให้ละเอียด แล้วทวนความเข้าใจทุกครั้ง
อย่ามักง่ายกับการซื้อประกันเด็ดขาดเลยน้าาา
แบบว่าเชื่อใจคนขาย จัดมาเลยๆ

แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเวลา
ออกไปวางแผนการเงินให้ลูกค้า
ส่วนใหญ่จะมี "ประกัน" เป็นของตัวเองแล้ว
แต่ถามว่ามี สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
95.62% จำไม่ได้ !!

เวลาเราเลือกซื้อของ เช่น โทรศัพท์ บ้าน
รถ ข้าวสักมื้อ บางครั้งยังเทียบแล้ว เทียบอีก
แบบเอาคุ้มที่สุด

ถ้าทำแบบนี้ทำการเลือกซื้อ
"สินค้าทางการเงิน" บ้าง
รับรอง รวยกันทู้กโค้นนนนนนน ฮรี่ๆๆๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

เราควรเป็นหนี้สูงสุด เดือนละกี่บาทดีละเนี้ยย !?

สมัยนี้การเป็นหนี้ง่ายกว่า การเดินไป 7-11
เดี๋ยวก็มีคนโทรมาให้สินเชื่อง่ายดาย
ทั้งๆ ทีเมื่อก่อนกว่าจะขอกันได้ยากเย็นฝุดๆ

พนักงานธนาคารก็ชวนทำบัตรเครดิต
คนที่มีแล้ว ก็ให้มีอีกหลายๆ ใบได้
ทำให้เพิ่มโอกาสการเป็นหนี้เป็นสินเข้าไปอีก

วันนี้มีคำแนะนำดีดี มานำเหนอว่า ...
"รายจ่ายเพื่อชำระหนี้" ในแต่ละเดือน
** ถ้ามีการผ่อนบ้านด้วย
ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน

** แต่ถ้าไม่ผ่อนบ้าน
ก็ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ต่อเดือนนะจ้ะ
ถ้ามากกว่านี้จะทำให้เราเริ่มลำบากแย้วววว

ได้เงินมาก็เอาไปผ่อนหนี้หมด
แล้วจะเอาเงินส่วนไหนไปเก็บออม
เพื่อลงทุนกันล่ะ จริงมั้ย !?

ถ้าไม่ลงทุน ไม่รู้จักออม
ชีวิตเราก็ยากที่จะก้าวต่อเลยนะ
อันนี้พูดจริงๆ  ขอเตือนนนนนน

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดไม่ควรเป็นหนี้เลยยย
เพราะการเป็นหนี้ ไม่ต่างอะไรกับการที่เราติดคุก
เราเป็นหนี้ เงินไม่พอใช้
จะออกจากงานไปหางานใหม่
ก็ไม่กล้าเพราะมีหนี้ติดหลังอยู่

ไม่ต้องพูดถึงการออกจากงาน
เพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวเลยนะ
ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

ดังนั้นปัญหาก็จะวนๆ อยู่แถวๆ นี้แหละ
ลองตรวจดู "รายจ่าย" ส่วนนี้ดู
ตรงนี้แหละรอยรั่วชั้นเลิศ มอวววว์

แหล่งที่มา       Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

ใช้จ่ายเพื่อตัวเองก่อน

หลายๆ ครั้ง
เรา "รักตัวเอง" น้อยไปหน่อยย
ไม่หน่อยอะ เยอะเลยย
เพราะว่าเวลาเราได้ "เงินเดือน" มา
จะเอาไปใช้จ่ายเพื่อคนอื่นก่อนเสมอ

ใช้หนี้บัตรเครดิต ...
บริษัทบัตรเดรคิตรวย

ซื้อเสื้อผ้า ...
ร้านเสื้อผ้ารวย

เลี้ยงฉลองมื้อใหญ่ ...
ร้านอาหารรวย

เลี้ยงอีหนู ...
อีหนูรวย ‪#‎เดี๋ยวนะๆๆ‬

แต่ทีเวลาจะจ่ายเพื่อให้ตัวเอง
ใน "อนาคต" รวยบ้าง
กลับไม่ยอมทำกัน หรือรู้สึกว่าทรมาน
นั่นคือการจ่ายเพื่อการออม
หรือ "การลงทุน" นั่นเอง

กลับบอกว่าเก็บเงินไม่ได้ รายจ่ายเยอะ
เงินเดือนน้อย ดวงไม่ดี อากาศร้อน
ข้ออ้างสารพัดที่ถูกหยิบขึ้นมา
ถ้าเรารักตัวเองมากหน่อย
เป็นห่วงตัวเองอีกนิ๊ด
ปัญหาพวกนี้ไม่เกิดหรอก

ลองนึกภาพตัวเองไม่มีเงินใช้ตอนแก่
ไม่มีแรงไปทำงาน
สุดท้ายต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ
มันไม่เท่เลยยยย เห็นด้วยม๊ายยย ?

ดังนั้นก่อนจะจ่ายให้คนอื่นรวย
อย่าลืมจ่ายให้ตัวเองรวยก่อนนะทู้กโค้นนนนนน

แหล่งที่มา      Facebook : Money Buffalo

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

"การลงทุน" คือ "โอกาส"

"การลงทุน" คือ "โอกาส"
ที่เข้ามาในชีวิตเลยแหละ
เหมือนกับแสงสว่างปลายอุโมงค์
ในวันที่ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรนี้

ชาตินี้ จะมีหวัง "รวย" แบบคนอื่นได้มั้ย
จากที่ลองศึกษาดู โอกาสนี้
มันยิ่งใหญ่กว่าที่คิด มีผกระทบกับชีวิตผู้คนจริงๆ
โดนเฉพาะในยุคนี้ที่ทุกๆ อย่างกำลังเปลี่ยนไป

ใครไม่รู้เรื่องลงทุนบอกได้เลยว่าเหนื่อยแน่ๆ
แต่กลับบางคนได้บินคำว่า "ลงทุน"
ก็ร้อง "ยี้" ไม่เอาหรอก
ยาก เสี่ยง อันตราย ไม่มีใครรวยจากทางนี้
ทั้งๆ ทียังไม่เคยแม้แต่จะจุ่มเท้าลงไปสัมผัสดู
กลับบอกว่าไม่ดีตามที่ "ใครๆ ก็พูดกัน"

สำหรับเวลามี "โอกาส" เข้ามาท้าทาย
ก็ลองทำดู อย่างมากที่สุด
ก็แค่กลับมาทำอะไรเหมือนเดิม..

ที่เราทำอยู่ทุกวันๆ
เข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น
บางคนอาจจะเถียง 9 โมงเช้า
เลิก 6 โมงเย็นต่างหาก !!
เออออ ก็แล้วแต่ ฮ่าๆๆๆ

เคยได้ยินคำว่า
"โอกาส" ก็เหมือน "ไอติม"
ถ้าไม่ "ชิม" ก็ "ละลาย" กันมั้ย ?
เป็นแบบนั้นจริงๆ แหละ ฮรี่ๆ
ลองมาเป็น "นักลงทุน" ดู
แล้วจะรู้ว่า "ความรัก" อยู่หนใด

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

หนี้...เรื่องที่ควรรู้

ใครเป็นหนี้กันบ้าง ยกมือโหน่ยยยย !!
สมัยนี้ใครๆเค้าก็เป็นหนี้กันใช่ม้าย
ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต
0% 10 เดือน โปรโมชั่นนี้เจอที่ไหน
ก็จัดไปยาวๆเลยยยยยย

แต่ !! ... หลายคนยังไม่เข้าใจ
เรื่องหนี้อย่างแท้จริง
หลายๆ คนชอบคิดว่า "หนี้สิน" เนี่ย
ถ้าเรา "ตาย" แล้วคนข้างหลังเรา
ไม่มีปัญญาผ่อนต่อ
อย่างมากก็ถูกยึดทรัพย์ไป แล้วก็จบกัน ...

ก็ขอบอกว่า ม่ายจริงเลยยยยยยย !!
เมื่อเรา "ตาย" แล้วไม่ได้ผ่อนต่อ
สินทรัพย์ก้อนนั้นจะถูกตีเป็น "มูลค่าคงเหลือ"
จากนั้นเอาไปหักลบหนี้สินไป

ถ้า ... "มูลค่าคงเหลือ" เกิน "หนี้สิน"
เราจะได้ตังมาใช้ พร้อมโดนยึดทรัพย์ไป

แต่ถ้า … "มูลค่าคงเหลือ" น้อยกว่า “หนี้สิน”
คนข้างหลังเราก็เป็นหนี้สินต่อไปอีกนะจ๊ะ

ตัวอย่างเช่น นาย A ซื้อรถราคา 1,000,000 บาท
แน่นอนซื้อด้วยเงินผ่อน
สมมติผ่อนไปได้จนหนี้เหลือ 650,000 บาท
แล้วนาย A เกิดเสียชีวิตขึ้นมา
แล้วครอบครัวนาย A ผ่อนต่อไม่ไหว
เจ้าหนี้ก็มาตีราคารถคันนั้น
สรุปได้ราคาเพียง 600,000 บาท
แปลว่า ครอบครัวนาย A
ยังมีหนี้สินอยู่อีก 50,000 บาท
และแน่นอนโดนยึดรถคันนั้นไป บ๊ายบาย

ดังนั้น อยากให้เข้าใจอย่างถูกต้อง
จะได้วางแผนชีวิต วางแผนครอบครัวได้ถูก

แหล่งที่มา      Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

เงินของคุณอาจมีค่าลดลงถ้าไม่รู้จัก "QE"



เคยได้ยินทำว่า "QE" กันบ้างมั้ย
จริงแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ

มาดูกันว่า....
ทำไมไอ้เจ้า "QE"
เราถึงต้องเข้าใจ และ ใส่ใจ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

เงินปันผลไม่ถึง 5 ล้านบาท ขอเครดิตภาษีเงินปันผลดีกว่า

สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินปันผล
เครดิตภาษีเงินปันผลเป็นอีกสิทธิประโยชน์นึง
ที่มักถูกมองข้ามอยู่เสมอ เพราะเรามักจะปล่อย
ให้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปโดยไม่สนใจจะ
นำไปยื่นภาษีเนื่องจากมองว่ามีกระบวนการคำนวณที่ยุ่งยาก

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเครดิตภาษีเงินปันผล
ได้ช่วยชีวิตผู้เสียภาษีอย่างเราให้ประหยัดภาษีมานักต่อนัก

สมมติว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา
คุณมีรายได้จากเงินปันผลแต่เพียงอย่างเดียว
เป็นเงิน 100,000 บาท คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10,000 บาท

1. ถ้าคุณปล่อยให้เงินปันผล 100,000 บาท
นั้นเลยตามเลยโดยไม่ยื่นภาษี

แม้คุณจะมีสิทธิทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
แต่นั่นหมายความว่าคุณยอมเสียภาษีถึง 10,000 บาท
สำหรับรายได้ก้อนนี้

2. แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณเลือกนำเงินปันผล 100,000 บาทนั้น
มายื่นภาษีแล้วใช้สิทธิหักเครดิตภาษีเงินปันผลภายในสิ้นเดือนนี้

นอกจากคุณจะไม่ต้องเสียภาษี 10,000 บาทแล้ว
คุณยังได้เงินคืนภาษีถึง 35,000 บาทเลยทีเดียว!

จะเห็นได้ว่าการใช้สิทธิเครดิตภาษี
เงินปันผลประหยัดภาษีเยอะกว่าเห็นๆ

แต่ก็มีคำถามอีกว่าแล้วต้องได้รับเงินปันผลเยอะแค่ไหน
ถึงควรจะปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ต้องใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล?

คำตอบคือ เมื่อมีคุณมีรายได้จากเงินปันผลมากกว่า 5,091,428.60 บาท!
หมายความว่าถ้าคุณยังมีรายได้จากเงินปันผลอย่างเดียวไม่ถึง 5 ล้านบาท
การขอเครดิตภาษีเงินปันผลเป็นทางเลือกที่ประหยัดภาษีมากกว่าเสมอ

แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมคำนวณภาษีของคุณอย่างละเอียดอีกครั้ง
เพราะตัวเลขอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยการคำนวณของแต่ละคน
เช่น มีรายได้ทางอื่นด้วยไหม หรือมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีกรึเปล่า

ถ้าคุณมีรายได้จากเงินปันผลแล้ว
ปีนี้ยังไม่ได้ยื่นภาษี ก็อย่าลืมลองคำนวณ
เพื่อเปรียบเทียบภาษีด้วย

แล้วถ้าปีนี้ยื่นภาษีไปแล้วแต่ลืมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลล่ะ?
ข่าวดี! คุณยังมีเวลายื่น ภ.ง.ด. 90 ใหม่
เพื่อแก้ไขแบบที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ได้อยู่จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558

แหล่งที่มา    Facebook : iTAX Thailand

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ไว้ก่อน ...

ไว้ก่อน ... เดี๋ยวค่อยทำ
ไว้ก่อน ... ยังไม่จำเป็นหรอก
ไว้ก่อน ... ลูกชั้นยังเล็กอะแกร
ไว้ก่อน ... อายุเรายังน้อยอยู่เลย
ไว้ก่อน ... โหวว อีกตั้งนาน

หงุดหงิดทุกทีที่ได้ยินคำนี้ !!
จะไว้ก่อนไปถึงไหนนนนกั๊นน

รู้จักคำว่า "วิกฤติ" กันมั้ยยย
วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ
วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ

คำนี้ มันไม่ใจดี มันค่อนข้างอารมณ์รุนแรง
เพราะมันไม่เข้าใจคำว่า "ไว้ก่อน"

เราไม่สามารถบอกมันได้ว่า …
ไอ "วิกฤติ" ไว้ก่อนโว้ยย ตอนนี้ตรูยังไม่พร้อม !!

"วิกฤติ" ไว้ก่อนนะ พอดีตอนนี้หมุนเงินไม่ทัน
และที่สำคัญของไอเจ้าตัว “วิกฤติ” เนี่ย
เวลามันจะมา ไม่เคยบอกเราล่วงหน้า

มันไม่ได้คุ้มเลยนะ
ถ้าเราทำงานมาทั้งชีวิตแล้ว
ต้องมาหมดกับ "วิกฤติ" เพียงครั้งเดียว

จะดีกว่าไหมถ้าเรามีการ "วางแผนการเงิน" ที่ดี
มันก็เทียบเสมือนเรามี "เบาะนุ่มๆ" เวลาเราล้ม

บางคนก็ว่า
จะ "มองโลกแง่ร้าย" ไปถึงไหน
อยากจะถามว่า....
แล้วจะ "มองโลกแง่ดี" ไปถึงไหนกัน !!

เรื่องบางเรื่องไม่ใช่การ "มองโลกในแง่ดี" แล้ว
ปัญหาจะหมดไป จริงมั้ย?
ปัญหาตอนนี้ไม่มี แล้วมั่นใจได้ยังไงว่า
อีก 5 ปี 10 ปี 20 ปี มันจะไม่มาเยี่ยมเรา

มันมาเยือนได้เสมอแหละ
ถ้าวันนี้เราบอกว่า ไว้ก่อน !
บางทีพรุ่งนี้ไอ “วิกฤติ” มันอาจจะมาหาเรา
ก็เป็นด้ายยยย …

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2558

ก่อนลงทุนทุกครั้งอย่าลืมถามตัวเองว่า "ล ง ทุ น เ พื่ อ อ ะ ไ ร"

คนเราจะซื้อของอะไรสักอย่างนึง
ชอบถามคนนู้นทีคนนี้ทีว่า
ซื้ออันนี้ดีมั้ย ? หรือ ซื้ออันไหนดีกว่า ?

ประเด็นคือว่า ไม่ใช่จะบอกว่าถามไม่ได้
แต่เราไม่ควรเชื่อ 100%

เพราะอะไร ?
เพราะว่าสุดท้ายเงินก็เป็นเงินเราเอง

เรารู้จักตัวเองดีที่สุด
นำลมปากของคนอื่นมาวิเคราะห์ให้ดี
ขอย้ำรอบที่แปดล้านในปีใหม่นี้
ว่ามันคือ "ระยะยาว"

สิ่งที่ดีในวันนี้ อนาคตอาจจะไม่แน่นอน
แล้วคิดจะถามตลอดเวลา ว่าไม่ดีแน่ๆ
เจตนาอยากให้ทุกคนเอาตัวรอดได้

"สนามการลงทุน" มันไม่ต่างจากสนามรบ
รอดได้อาจจะโชคดี แต่คงไม่โชคดีตลอด
ถ้าเราไม่รู้จักวิธีการเอาตัวรอด
อยากให้ทุกคนเข้าใจ และเริ่มศึกษาให้มากขึ้น

ความรู้การเงินเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้
อาจจะงง แต่ไม่นานหรอก
เหนื่อยทีเดียว แล้วมันสามารถใช้ได้
ทั้งชีวิต !! เลยน้า จิบอกห้ายยย

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

ร้านนี้ ไม่อร่อยเหมือนเดิ

"ร้านนี้ ไม่อร่อยเหมือนเดิม"
เห็นประโยคนี้แล้วรู้สึกยังไง !?

แน่นอนว่าต้องเข้าใจความหมายไปว่า
เมื่อก่อน ร้านนี้อร่อยมาก แต่เดี๋ยวนี้แย่
ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

แต่ความคิดก็เปลี่ยนไป
เมื่อคนที่พูดประโยคว่านี้บอกว่า
เห้ยย ไม่ใช่ ไม่ได้หมายความแบบนั้นเลย !
........
......
....
แล้วความจริงคืออะไร ?
ร้านนี้เมื่อก่อนไม่อร่อย วันนี้ก็ยังคงไม่อร่อย

แต่มันก็ให้ "แนวคิด" ที่ดีใช้ได้
จากประโยคที่คิดว่าไม่มีอะไรเลย

การลงทุนก็เหมือนกันเป๊ะเป๊ะ
เวลาเข้า "ธนาคาร"
พนักงานธนาคารมักจะเข้ามาถามว่า …
"ฝากประจำกับธนาคารมั้ยคะ

รู้มั้ยว่าประโยคเค้าบอกเราไม่หมด
จงระวังให้ดี !!
ถ้าฟังผิวเผิน จะเข้าใจว่า ...
"ฝาก 100,000 ได้ 6,000"

ความเป็นจริงคือ ...
สมมติว่าฝาก 3 ปี ได้แค่ปีสุดท้ายเท่านั้น
ปีก่อนหน้านั้นอาจจะ 2-3% เท่านั้นเอง

ไม่ว่าจะ ฝากเงิน ซื้อประกัน เปิดกองทุน
เล่นหุ้น เก็งราคาสินค้า อะไรก็แล้วแต่ ...

"ออมเงินกับประกันมั้ย ได้ผลตอบแทน 170%"
=> ถามหน่อย กี่ปี ?

"ฝากเงินกับกองทุนมั้ย
ผลตอบแทนดีกว่า ฝากประจำนะ"
=> ถามหน่อย "ความเสี่ยง" เท่ากันไหม??

"ลงทุนกับเรามั้ย ...
การันตีผลตอบแทนเดือนละ 2-5% "
=> ถามหน่อย เอาอะไรมา "การันตี"
บ้าน , ที่ดิน , รถยนต์ ???

อย่าเพิ่งเชื่อในสิ่งที่เห็น หรือได้ยิน !
จง "คิด" ให้ดีก่อนทุกครั้งที่จะลงทุน
อะไรที่ "ดูดี" ต้องคิดหนักเป็น "2เท่า"

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558

มี 1 ล้านบาทให้ปีนี้

"มี 1 ล้านบาทให้ปีนี้" เป้าหมายนี้

ว่าออมเงินได้เอาไป "ลงทุน" ที่ไหนดี !?
ถ้าเราจะเก็บเงินระยะสั้นมากๆ
เช่น 1 ปี เรื่องของ "การลงทุน"
แทบไม่มีผลต่อเป้าหมาย "ระยะสั้น" เลย

หมายความว่า …
ถ้าเราลงทุนได้ผลตอบแทน 3%
ต้องออมเงินประมาณ 81,989 บาทต่อเดือน

แต่ถ้าเราลงทุนได้ผลตอบแทน 20%
ต้องออมเงินเดือนประมาณ 75,953 บาทต่อเดือน

ฝากประจำ 3% กับลงทุนได้ผลตอบแทน 20%
ออมเงินต่างกัน ประมาณ 6,000 บาท ต่อเดือน

เห็นอะไรมั้ยทุกคนน
ถ้าอยากมีเงินล้านใน 1 ปี สิ่งที่ควรมีที่สุด
คือ "ความสามารถในการหาเงิน"
ไม่ใช่ "ความสามารถในการลงทุน"

ไอ้การที่เราพยายามจะหาที่ที่ให้ผลตอบแทน
มากถึง 20%  มัน “ไม่คุ้ม”
เพราะมันมาพร้อมกับ “ความเสี่ยง” ที่จะขาดทุน

แต่สำหรับในระยะยาว
ผลตอบแทน 20% มีผลแตกต่างกับ 3% มาก !

แต่ในระยะสั้นแบบนี้ ถือว่า "เสี่ยง" เกินไป
"การลงทุน" จะดีก็ต่อเมื่อมี "เวลา" ให้เค้าวิ่งหน่อย
เงินล้านหาไม่ยาก แต่คนที่มี "ฝีมือ"
พอที่จะมี "เงินล้าน" ต่างหากที่ยาก

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

จัดการเงิน หลากหลาย "ช่วงวัย"

ต้องระวัง และจัดการเงิน
เพราะหลากหลาย "ช่วงวัย" แน่ๆ
ตั้งแต่วัยรุ่นยังเรียนไม่จบก็หลายคน
ไปจนถึงวัยเกษียณเลยก็มี

มาเริ่มที่ "วัยรุ่นไฟแรงเด็กจบใหม่" อายุ 20 - 29
ส่วนใหญ่ไฟแรงอยากใช้ชีวิตตามต้องการ
สรุปคือ "จ่ายแหลก"

วัยนี้จึงต้องหัด "วางแผน" สักหน่อย
ทั้งระยะสั้น ไปจนถึงเป้าหมายระยะยาว
เพราะคนช่วงนี้ไม่ชอบวางแผนนั้นเอง

ต่อด้วย "วัยแต่งงานมีครอบครัว" อายุ 30 - 39
วัยที่มีคู่ชีวิตมักทำอะไรด้วยกัน รวมถึงการ "เก็บเงิน"
รวมมันทุกอย่างทั้ง สินทรัพย์ และ หนี้สิ้น

ควรทำ "บัญชีรายรับ-รายจ่าย" ให้ดี รอยรั่วเยอะ
เป็นปัญหาหลักๆ ที่อาจจะทะเลาะกัน
และอย่าลืม "วางแผนประกัน" เพราะวัยนี้จำเป็นจริงๆ
ยิ่งวางเร็วยิ่งจ่ายน้อยด้วยเนี้ย ประเด็นเลย

มากันที่ "วัยสะสม" อายุ 40 - 49
ส่วนใหญ่วัยนี้มีครอบครัวและลูกโตกันละ
ทำให้เริ่มหาความสุข เช่นไปเที่ยวรอบโลก
ซื้อรถคันใหม่ รวมไปถึงบ้าน

แต่ห้ามลืมแผนที่สำคัญคือ "แผนการศึกษาบุตร"
เพราะลูกโตการศึกษาต้องมี
แถมเดี๋ยวนี้ค่าเรียนก็แพงใช่ย่อย
และวัยนี้ต้องมี "แผนเกษียณ" ทุกคนแล้วนะ

ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว
จริงๆ ควรเริ่มตั้งแต่เรียนจบแล้วแหละ

สุดท้าย "วัยก่อนเกษียณ" อายุ 50 - 59
วัยนี้จ้อผิดพลาดที่เห้นมากที่สุดคือ
"กลัวมากเกินไป" เห็นว่าใกล้เกษียณ
จึงฝากเงินไว้ในธนาคารเท่านั้น

ทำให้เงินโตช้ากว่าที่ควร
สิ่งที่ควรทำคือ "จัดพอร์ต" ให้ดี
อย่างน้อยผลตอบแทนต้องชนะเงินเฟ้อนะ !!

ถ้าทำได้ตามนี้ตลอดทุกช่วงวัย
รับรอง "เกษียณ" กันอย่างสบายได้ทุกคนแน่นอน อิอิ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

มะเร็งการเงิน

“โรคทางการเงิน” ว่ามันน่ากลัวขนาดไหน
เปรียบเทียบแบบง่ายที่สุด

มันเทียบได้กับโรค "มะเร็ง" เลยเชียวล่ะ
เพราะว่าเวลาคนเป็นมะเร็ง
ก็มีระยะที่ 1 2 3 4 ว่ากันไป

แต่กว่าจะรู้ตัวกันก็ระยะที่ 3 ขึ้นไปแล้ว
แล้วมักจะรักษาไม่หาย
เพราะว่า "อาการผิดปกติ"
หรือ "ความเจ็บปวด"

มันเพิ่งจะส่งผลให้เรารู้สึกตอนนั้น
ไม่ต่างอะไรกับ "โรค" ทางการเงินเลย
คนที่เริ่มตรวจสุขภาพทางการเงิน
จะมีการฉีดวัคซีนกันไว้เสมอๆ

ช่วงปีแรก ถึง ปีที่ห้า
แทบไม่มีอะไรแตกต่างเลย
ระหว่างคนที่ไม่ดูแลตัวเองเรื่องการเงิน
กับคนที่ใส่ใจสุขภาพทางการเงิน

พอเวลาผ่านไปสักระยะ
ความแตกต่างระหว่างของ
"คนที่ดูแล" กับ "คนที่ไม่ดูแล"
จะเริ่มเห็นผลกันชัดตอนปีที่ 10 ขึ้นไป

ตัวอย่างเช่น
นาย A เริ่มเก็บเงินเดือนละ 4,000 บาท
นำไปลงทุนในกองทุนหุ้น
ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี
(กองทุนหุ้นผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 14-15%)

นาย B ไม่สนใจมองว่าเก็บไปคงไม่เท่าไหร่
ใช้หาความสุขดีกว่า เที่ยวดีกว่า
ซื้อเสื้อผ้าใหม่ดีกว่า
ภาพตัดมาอีกที 10 ปีผ่านไป …

นาย A มีเงินเก็บประมาณ 820,000 บาท
นาย B ไม่มีอะไรเลย
นาย A จะแต่งงานอย่างน้อยก็มีเงินก้อนนี้
ในการจัดงาน สินสอดต่างๆ บลาบล๊าบลา
นาย B ไม่มี …

เห็นความแตกต่างกันไหม
การลงทุนหรือการออม
จะต้องใช้ "ระยะเวลา" และ "ความอดทน"

กว่านาย B จะรู้ตัวก็เป็น
"มะเร็ง" ทางการเงินไปแล้ว ..
ยิ่งไปกว่านั้น "โรคทางการเงิน"
ไม่ได้หมายถึงแค่เงินออมนะ
แต่หมายถึงเป้าหมายต่างๆ ในชีวิตด้วย
เช่น เกษียณอายุ การศึกษาของลูก
ความเสี่ยงด้านสุขภาพ/อุบัติเหตุ
เยอะแยะมากมายเลยยยยยย

ตรวจสุขภาพทางการเงินกันบ้างนะ
เป็น "มะเร็งการเงิน" กันอยู่รึป่าววว !?
เพราะรักจึงห่วงใยน้าาาา ม๊วฟๆๆๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...