แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียน การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเรียน การศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เทคนิคคิดเลขเร็ว

เทคนิคการบวกเลขเรียงกัน 10 จำนวน


เทคนิค หารเร็ว




เทคนิคการคูณเลข 11



หา % แบบรวดเร็ว



คูณลัดเลข 2 หลัก



วิธีการคูณเลขจำนวนมาก


หาคำตอบเลขยกกำลัง 2 ภายในบรรทัดเดียว


เทคนิคการลบเลขเร็ว




การถอดรากที่ 3 ใน 3 ขั้นตอน



หาคำตอบเลขยกกำลัง 2 ที่ลงท้ายด้วย 5




หาคำตอบเลขยกกำลัง 2 ภายในบรรทัดเดียว



หาคำตอบการคูณเลข ที่ลงท้ายด้วย 9 (double)



หาเศษเหลือที่เกิดจากการหารด้วย 9



คูณเลขใดๆ อัจฉริยะ



การหารด้วย 9 ได้คำตอบไม่เกิน 9 วินาที



สูตรการหาเลขยกกำลัง


แหล่งที่มา     เว็บไซต์ MThai

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เด็กไทยไร้ของเล่นคุณภาพ


นักวิชาการเผยเด็กไทยไร้ของเล่นคุณภาพส่งผลต่อการพัฒนาสมองล่าช้า

รศ.พญ.นิชรา เรืองดารกานนท์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า เด็กไทยมีพัฒนาโดยรวมล่าช้าในช่วงแรกเกิด-6 ปี และการพัฒนาด้านภาษาของเด็กไทยค่อนข้างล่าช้า ส่งผลในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเด็กน้อยลง สิ่งที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก คือของเล่น แต่พ่อแม่ยุคใหม่ มักจะซื้อของเล่นโดยหวังเพียงเด็กจะไม่มากวน ปล่อยให้เด็กอยู่กับของเล่นอิเล็กทรอนิก หรือไอแพท ไอโฟนการเล่นของเล่นต้องเหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก การหมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมหรือของเล่นประเภทเดียวนานๆ อาจทำให้เด็กมีประสยการณ์ในเรื่องอื่นๆ ลดลง ซึ่งหมายถึงขาดการเชื่อมโยงของสมองส่วนต่างๆ ที่ควรจะเป็น

นางพรพิไล เลิศวิชา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้โดยสอดคล้องกับการทำงานของสมอง กล่าวว่า โรงเรียนโดยทั่วไปมีของเล่นให้เด็กเล่นจำนวนน้อยและไม่ครอบคลุมพัฒนาการของเด็ก ที่น่าเป็นห่วง คือพ่อแม่ผู้ปกครองมักคิดว่าเมื่อเด็กขึ้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปแล้วไม่จำเป็นต้องเล่น แต่แท้จริงแล้วการกระตุ้นพัฒนาสมองของเด็กต้องดำเนินการไปตลอด การให้เรียนแต่เนื้อหา โดยไม่มีเวลาให้เด็กได้เล่นจะทำให้พัฒนาการสมองน้อยลง

น.ส.สุภัคศรี เวศม์วิบูลย์ อาจารย์พิเศษ และนักออกแบบของเล่น และมหาวิทยาลัยเทตโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) กล่าวว่า ของเล่นมีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองสร้างเสริมพัฒนาการไปด้วยกันทั้งเรื่องภาษา ความจำ ร่างกาย สังคม สิ่งแวดล้อม วิธีการเลือกของเล่น พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องดูว่าลูกมีลักษณะเช่นใด ต้องการเพิ่มทักษะด้านไหนเพราะเด็กจะมีสามารถ พิเศษที่แตกต่างกัน

สำหรับนักออกแบบหรือครูผู้สอนที่สนใจสามารถเข้าร่วมอบรมในหลักสูตรการออกแบบสื่อเสริมทักษะสำหรับเด็กวัย 3-6 ปีที่สอดคล้องตามหลักพัฒนาการ ลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้-7 ก.ย.2555 รับจำนวน 50 คน หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ 087-799-8024

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 16 สิงหาคม 2555 เวลา 19:52 น.

คนไทยอ่านหนังสือ 35 นาที/วัน


อินโฟกราฟฟิค ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2555

สํานักงานสถิติแห่งชาติ สํารวจการอ่านหนังสือของประชากร พ.ศ. 2554 โดยเก็บรวบรวมข้อมูล ระหว่างเดือนพฤษภาคม -มิถุนายน จากจํานวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 53,000 ครัวเรือน



ผลการสารวจที่สำคัญ สรุปได้ดังนี้ การอ่านของเด็กเล็ก นอกเวลาเรียน ทั้งการอ่านด้วยตัวเองและมีผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง พบว่า เด็กเล็กมีอัตราการอ่านหนังสือ ร้อยละ 52.8 เพิ่มขึ้นจากการสำรวจในปี 2551 โดยเด็กผู้หญิงอัตราการอ่านหนังสือสูงกว่าเด็กผู้ชาย คือร้อยละ 55.9 และ 49.9 ตามลําดับ



ขณะที่เด็กในเขตเทศบาล อ่านหนังสือสูงกว่า เด็กนอกเขตเทศบาล โดยเด็กเล็กในกรุงเทพมหานคร มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุด ร้อยละ 67.2 และเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่นๆ ขณะที่ภาคกลาง เด็กเล็ก มีอัตราการอ่านหนังสือต่ำสุด ร้อยละ 47.4



ขณะที่อัตราการอ่านนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงานของคนไทยที่อายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป เปลี่ยนไปจากการอ่านของเด็กเล็กคือ มีอัตราการอ่านร้อยละ 68.8 มากกว่าเด็กเล็ก และผู้ชายอ่านมากกว่าผู้หญิงเล็กน้อย คือร้อยละ 69.3 และ 68.3 ตามลำดับ



ขณะที่กรุงเทพมหานคร ยังเป็นพื้นที่ที่มีการอ่านของคนกลุ่มนี้มากที่สุดในประเทศเช่นเดิม คือร้อยละ 89.3 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการอ่านหนังสือต่ำที่สุดคือ ร้อยละ 62.8



เมื่อพิจารณาจากช่วงอายุ พบว่า วัยเด็กอายุ 6-14 ปี มีอัตราการอ่านหนังสือสูงสุดถึงร้อยละ 91.2 รองลงมาคือเยาวชน อายุ 15-24 ปี อ่านหนังสือร้อยละ 77.9 วัยทํางานอายุ 25-59 ปีอ่านหนังสือร้อยละ 66.5 และตํ่าสุดคือวัยสูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป อ่านหนังสือร้อยละ 43.9



เมื่อนำผลการสำรวจนี้ไปเปรียบเทียบกับปี 2551 มีเพียงกลุ่มเยาวชนเท่านั้น ที่มีอัตราการอ่านหนังสือลดลง ส่วนจำนวนเวลาที่กลุ่มตัวอย่างใช้ในการอ่านหนังสือนอกเวลาเรียนและนอกเวลาทำงานคือ ผู้ที่มีอายุ 6 ปีขึ้นไป อ่านหนังสือเฉลี่ย 35 นาทีต่อวัน โดยกลุ่มเด็กและเยาวชน ใช้เวลาอ่านเฉลี่ย 40-41 นาทีต่อวัน มากกว่า วัยทำงานและสูงอาย ที่ใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ย 31-32 นาทีต่อวัน



เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2551 พบว่ากลุ่มเด็กคืออายุ 6-14 ปี ใช้เวลาอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือจาก 38 นาที เพิ่มเป็น 41 นาที ในขณะที่กลุ่มอื่นๆ อ่านหนังสือลดลงทั้งหมด



แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม by Watsana 16 ส.ค. 55 09.24 น.

5 ขั้นตอนในการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารให้ดีขึ้น


คงเป็นเรื่องที่ยากมากที่ชีวิตคนจะอยู่โดยปราศจากการสื่อสารกับผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะในเรื่องของหน้าที่การงานหรือชีวิตส่วนตัว ทุกคนต่างต้องใช้การสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกันทั้งนั้น ซึ่งการสื่อสารไม่ใช่แค่ถามมา-ตอบไปเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจและนำเสนอให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบด้วย โดยในวันนี้เราได้นำเทคนิคการพัฒนาตัวเองด้านการสื่อสารมาแนะนำให้ทราบกันครับ

1. สังเกตตัวเอง
อันดับแรกที่ควรทำคือ การสำรวจตัวเอง เพื่อหาจุดแข็งและจุดบอดก่อนว่ามีสิ่งไหนที่ต้องแก้ไขปรับปรุงบ้าง หรือสิ่งไหนที่ดีอยู่แล้วจะสามารถพัฒนาให้ดีกว่าเดิมได้หรือไม่ โดยการฝึกซ้อมพูดกับตัวเองหน้ากระจก ลองดูสิว่าคุณมีลีลาท่าทางการพูดเป็นอย่างไรบ้าง ดูเก้ ๆ กัง ๆ หรือเปล่า ถ้ามีส่วนไหนบกพร่องก็พยายามปรับให้ดีขึ้น

2. เรียนรู้เทคนิคจากคนอื่นๆ 
ลองเรียนรู้เทคนิคการสื่อสารจากนักพูดมืออาชีพ เพื่อน หรือกระทั่งเจ้านายของคุณดูสิ แล้วลองหยิบเอาส่วนดีๆ ที่นำไปใช้ได้มาปรับให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง แต่ไม่แนะนำให้เลียนแบบลักษณะท่าทางของพวกเขาเหล่านั้นมาทั้งหมด เพราะเมื่อถึงเวลาที่คุณต้องสื่อสารกับผู้อื่น คุณจะดูไม่เป็นธรรมชาติอย่างเห็นได้ชัด ควรนำเทคนิคบางส่วนมาใช้ก็พอแล้ว

3. ลองเปลี่ยนกลยุทธ์ในการสื่อสารบ้าง
เนื่องจากในชีวิตปกติของคนเรานั้นจะมีการสื่อสารกับกลุ่มคนหลากหลายกลุ่มอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย เพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัว ซึ่งวิธีการพูดคุยกับแต่ละกลุ่มคนก็ย่อมแตกต่างกันออกไป ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว ดังนั้น คุณจึงควรเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนเทคนิคการสื่อสารให้เหมาะสมกับกลุ่มคนที่พูดด้วย เพื่อไม่ให้ดูเหินห่าง หรือดูสนิทสนมมากจนเกินไป

4. ฝึกฝนบ่อยๆ ให้คุ้นชิน
"Practice makes perfect" ยิ่งฝึกมากเท่าไหร่ ยิ่งสมบูรณ์แบบมากเท่านั้น คำกล่าวนี้คงไม่เกินจริงไปนัก ไม่มีใครเก่งหรือคล่องแคล่วมาตั้งแต่เกิด ทุกคนล้วนผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้มาทั้งนั้น ไม่ว่าจะในเรื่องของการพูด การฟัง หรือการเขียนก็ตาม เพื่อให้เวลาที่ต้องสื่อสารจริง ๆ เป็นไปด้วยความราบรื่น เช่น ฝึกพูดต่อหน้ากระจกหรือกลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ เป็นประจำ พอถึงเวลาที่คุณต้องออกไปพูดต่อหน้าคนจำนวนมากจะได้ไม่ตื่นเต้นหรือรู้สึกขัดเขินมาก

5. สร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง
จริงๆ แล้วการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง อาจเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อที่เพิ่งกล่าวไปเมื่อสักครู่ ซึ่งนับว่าเป็นเทคนิคที่มีความสำคัญมากที่สุดข้อหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อคุณฝึกฝนทักษะการสื่อสารบ่อยๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ ความมั่นใจ นั่นเอง และเมื่อมีความมั่นใจแล้ว การสื่อสารกับผู้อื่นก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เอาล่ะ หลังจากที่ได้ทราบเทคนิคง่ายๆ ในการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารกันไปเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ของคุณแล้ว ที่จะนำเทคนิคดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเอง หากคุณสามารถปฏิบัติตามได้ เราเชื่อว่าคุณจะสื่อสารและเข้าใจผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

จดเลคเชอร์วิชาเรียน แบบขั้นเทพ! ใช้ ภาษาวัยรุ่น ให้ถูกทาง

เริ่มต้นด้วยสัญลักษณ์ 

ดอกจัน (*) 
เวลาเราจดเลคเชอร์อยู่ ถ้ารู้สึกว่ามันสำคัญ ก็ดอกจันไว้ข้างหน้า ดีกว่ามานั่งจดว่ามันสำคัญนะ!!

แดท (-) 
เอาไว้ขึ้นย่อหน้าใหม่ หรือขึ้นประเด็นใหม่ แนะนำนิดนึงว่า เวลาจดไม่ควรจดยาวเป็นคอยีราฟ ควรจะจับใจความสำคัญ แล้วค่อยเขียนลงไปมากกว่า เพราะเวลากลับมานั่งอ่านซ้ำ ถ้าจดยาวรับรองได้ว่า มึนเป็นไก่ตาแตกแน่ๆ

หมวกหงายหรือตัววี (v) 
ใช้แทนคำว่า “หรือ”  อันนี้ใช้ตามหลักตรรกศาสตร์ในวิชาคณิตศาสตร์ จะช่วยลดเวลาในการจดได้ดีทีเดียว

เครื่องหมายบวก (+) 
 ใช้แทนคำว่า “และ”

ลูกศรขึ้น/ลง
ช้ในความหมายตรงตัว ก็คือ “มากขึ้น” หรือ “น้อยลง”

ลูกศรชี้ไปทางขวา (→) 
ใช้แทนคำว่า “นำไปสู่” “ไปยัง” หรือใช้แทนความหมายที่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงก็ได้

รูปหัวใจ 
ใช้แทนคำว่า “หัวใจ” หรือ “หัวใจสำคัญ” อันนี้ก็ใช้บ่อยเหมือนกัน  เป็นตัวแทนของคำหรือประโยคที่เราจะเน้นว่าสำคัญ ^^

เครื่องหมายคำถาม (?) 
ใช้แทนคำว่า “อะไร” “ใช่มั้ย” เช่น เพราะ? หรืออาจใช้ในข้อความที่เราจดแล้วไม่แน่ใจ ต้องกลับไปหาคำตอบเพิ่ม

อักษรย่อ

อักษรย่อที่มีอยู่แล้ว 
เช่น ร.ร.(โรงเรียน), ปวส.(ประวัติศาสตร์), ตย.(ตัวอย่าง), ปท.(ประเทศ), นน.(น้ำหนัก), เป็นต้น หรืออักษรย่อวันต่างๆ คำย่อพวกนี้ใช้ได้เต็มที่เลยค่ะ ซึ่งการใช้อักษรย่อนั้นเราไม่จำเป็นต้องถูกหลักเป๊ะก็ได้ เพราะอย่าลืมว่าเราใช้อักษรย่อเพื่อให้จดเร็วขึ้น มานั่งเครียดว่าเอ๊ะ! เราใส่จุดถูกที่รึเปล่า แบบนี้ช้ากว่าเดิมแน่นอน อีกอย่างสมุดเลคเชอร์เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเรา ใช้เพื่อความเข้าใจของเราเท่านั้น แต่ยังไงซะ ถ้าออกมากจากสมุดเราแล้วก็ต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักภาษานะคะ

ย่อเป็นภาษาอังกฤษ 
เช่น coz(cause)(เพราะ), OK.(โอเค), Gr.(กลุ่ม) เป็นต้น คำภาษาอังกฤษพวกนี้ก็เป็นคำง่ายๆ คุ้นเคยกันอยู่ เอามาใช้ก็จะสะดวกกว่า

ย่อเพื่อลดคำ
เช่น ก.(การ) , ค.(ความ), ญ.(ผู้หญิง), ช.(ผู้ชาย), ศ.(ศาสนา) เป็นต้น วิธีนี้เราย่อเพื่อความสะดวกของเราเองค่ะ อย่างคำว่า “การ” และ “ความ” พบบ่อยมากๆ ในภาษาไทย ถ้าเรามัวแต่เขียนเต็มทุกคำ ทำมาหากินไม่ทันเพื่อนแน่นอน อาจจะเห็นบ่อย เช่น ค.สุข ค.เศร้า ก.พนัน ฯลฯ

ย่อให้เหลือแต่คำหน้า
ในคำที่รู้คำเต็ม เช่น วิทยาศาสตร์ จดเป็น วิทย์ ,คอมพิวเตอร์ เป็น คอมฯ คำพวกนี้มักเป็นคำที่เข้าใจความหมายตั้งแต่คำแรก แล้วเราจะเขียนเต็มคำเพื่ออะไรล่ะ??

ย่อตามความคุ้นเคยของตัวเอง
เช่น เพราะ ย่อเป็น พ. ประโยชน์ เป็น ปย. สมัย เป็น ส. วิธีนี้เสี่ยงหน่อย ต้องใช้บ่อยๆ และจำให้ได้ เพราะมีโอกาสที่จะลืมสูงมาก บางทีจดเองก็งงเองว่าย่อมาจากคำว่าอะไร หรืออาจจะตีความหมายผิดไป เพราะฉะนั้นต้องใช้ให้คุ้นเคย เพราะมีเราคนเดียวที่เข้าใจ เผลอลืมไปคนอื่นก็ช่วยไม่ได้

ห้ามพลาด!! แนะอีกนิด : ไล่ความสำคัญตามสี เช่น สีแดง เป็นคำสำคัญ, อาจจะใช้สีแบ่งตามกลุ่มหัวข้อก็ได้อยู่นะ หรือใช้ปากกาเน้นคำ เลือกเอาสีเด่นๆได้ยิ่งดี สามารถทำให้เรามองเห็นคีย์เวิร์ดสำคัญได้ง่ายด้วย ไม่ต้องหาจนตาลาย และวิธีนี้ผลสำรวจก็บอกว่า การใช้สีในการ จดเลคเชอร์ นั้นจะทำให้สมองของเรามีการจดจำได้ดีกว่าวิธีอื่นด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ Mthai โดย pornphanh July 26, 2012 at 14:56 ขอบคุณที่มา eduzones.com

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สอนภาษา ลูกศิษย์ลูกหาฮาตรึม


แอน หว่าง (Ann Hoang) สาวเวียดนามโพ้นทะเล สอนไม่เหมือนใคร สนุกแต่ได้สาระ ชาวเน็ตหลายหมื่นคน ขอเป็นศิษย์ของครูคนสวย


หลายคนบอกว่า ภาษาเวียดนามออกเสียงยากที่สุดในโลก แต่แอน หว่าง (Ann Hoang) ไม่คิดเช่นนั้น และเธอกำลังทำให้ชาวเน็ตหลายหมื่นคนอยากเรียน และอยากฝากตัวเป็นลูกศิษย์      
คุณครูคนสวยสุดฮอต กำลังเสนอบทเรียนล่าสุด สอนฝึกออกเสียงภาษาเวียดนาม 3 คำ Phúc - Đạt - Bích ด้วยอารมณ์ขันแบบชวนจั๊กจี๋ และทำให้ลูกศิษย์ลูกหาฮากันตรึม



บทเรียนนี้ ได้รับการตอบสนองอย่างมากมายจากชาวเน็ต “ครูแอน” ย้ำนักย้ำหนาว่า ทั้ง 3 คำข้างต้น จะต้องออกเสียง “ฟุก” “ดัต” “บิ๊ก” ตามลำดับ ห้ามอ่านออกเสียงเป็น “Fuck” “That” “Bitch” ซึ่งเธอกล่าวว่า “มันไม่ดี” และเธอย้ำเรื่องนี้สองครั้งสามหน     

ครูแอนยังสอนให้ชาวเน็ตออกเสียงภาษาเวียดนามอีกหลายคำ สอนให้พูดทั้งประโยค สอนให้หัดใช้ประโยคที่จำเป็น และต้องใช้บ่อยๆ นอกจากนั้น วิดีโอของเธอหลายชิ้น ยังสอนภาษาอังกฤษตามสำเนียงของชาวอังกฤษอีกด้วย

แอนปรากฏตัวอยู่ในยูทิวบ์มา 7-8 ปีเห็นจะได้ ตั้งแต่ยังเป็นสาวน้อยหน้าใส เธอมีวิดีโอแชนเนลของตัวเอง เผยแพร่กิจกรรมต่างๆ ที่ให้ความสุขแก่ผู้เข้าชม จนมาลงเอยกับการสอนภาษา แอนเคยเข้าประกวดประชันด้านความสวยความงาม รวมทั้งเคยเป็นสาวฮอตในแชนเนล ทำให้มีผู้เข้าไปชมความน่ารักน่าเอ็นดูหลายแสนครั้ง     

ทราบแต่เพียงว่า แอน หว่าง เป็นชาวเวียดนามโพ้นทะเล เกิดในอังกฤษ และเรียนที่นั่น วิดีโอของเธอส่วนใหญ่จะออกมาในช่วงปี 2552-2553 ปัจจุบัน “ครูแอน” อายุ 23 อาศัยอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ในอังกฤษ พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอังกฤษ แต่ก็พูดภาษาเวียดนามได้ชัดแจ๋ว แม้จะออกตัวว่า ไม่เก่งก็ตาม
     

ผู้ใดที่ต้องการสมัครเป็นลูกศิษย์ ลองเข้าไปใน Facebook.com/annchirisu ซึ่งมีความรู้กับความหฤหรรษ์รออยู่มากมาย เช่นเดียวกัน ในยูทิวบ์ โดยคีย์ชื่อ Ann Hoang ลง ก็จะเห็นผลงานของครูแอนรออยู่อีกเพียบ

แหล่งที่มา     เว็บไซต์  ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 6 กรกฎาคม 2555 03:48 น. 

วันอังคารที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เด็กไทยต้องพูดจีนได้ 200 ประโยค!!


ศธ.รับคณะครูอาสาสมัครจีนกว่า 200 คน ตั้งเป้าภายใน 2 เดือน เด็กไทยต้องพูดจีนได้ 200 ประโยค ส่งกระจายสอนในสถานศึกษาพื้นฐาน อาชีวะ สช. และ กศน. 
     
วันนี้ (3 ก.ค. 2555) ที่โรงแรมเอเชีย กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดพิธีต้อนรับและปฐมนิเทศผู้ช่วยสอนภาษาจีน จากมหาวิทยาลัยชนชาติกลาง หรือหมิงจู (Minzu University Of China) จำนวน 200 คน โดยมี น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.ดร.เตา โปว (Prof.Dr. Dao Bo) รองอธิการบดี ม.ชนชาติกลาง, มาดามผาง ลี่ ตัวแทนสำนักงานฮั่นปั้นประจำประเทศไทย และผู้บริหาร ครู อาจารย์ จากโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เข้าร่วม


โดย น.ส.ศศิธารา กล่าวว่า ก่อนนั้นเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดงานต้อนรับคณะครูจากประเทศจีน ที่เดินทางมาสอนที่ประเทศไทยโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานฮั่นปั้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและ ศธ.ได้แสดงดเจตจำนงว่าต้องการให้ประเทศจีนสนับสนุนครูสอนภาษาจีนเพิ่มเติม ซึ่งเดิมมีเป้าหมายที่ 10,000 คน และขณะนี้ก็ได้รับการตอบรับจากจีนจัดส่งคณะครูและนักศึกษาชั้นปีที่ 2 และนักศึกษาระดับปริญญาโทจาก ม.ชนชาติกลาง มาเป็นรุ่นแรกจำนวน 200 คนเพื่อทำหน้าที่เป็นครูอาสาสอนภาษาจีนให้แก่นักเรียนไทยโดยจะกระจายไปสอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. สอศ. สช. และ กศน.เป็นระยะเวลา 2 เดือน (กรกฎาคม-กันยายน) โดยเป้าหมายของการสอนนั้นเพื่อจะเน้นให้ครูอาสาช่วยฝึกนักเรียนไทยในการออกเสียงด้วยภาษาจีนและสามารถพูดหรือสนทนาด้วยประโยคภาษาจีนในสถานการณ์ต่างๆ ได้มากถึง 200 ประโยครวมทั้ง ครูอาสาจีนจะต้องมีการถ่ายภาพระหว่างการสอนนักเรียนและนำภาพขึ้นบนเว็บไซต์ด้วย


อย่างไรก็ตาม การปฐมนิเทศในครั้งนี้เพื่อแนะนำข้อมูลพื้นฐาน และสอนคำภาษาไทยง่ายๆ ให้แก่ครูอาสาเหล่านี้ได้เรียนรู้ และหลังจากนี้ครูอาสาก็จะเดินทางไปประจำในโรงเรียนต่างๆ โดยแต่ละแห่งจะมีครูพี่เลี้ยงคอยประกบเพื่อดูแลและให้คำแนะนำ ขณะเดียวกัน ศธ.และสถานศึกษาจะดูแลครูอาสาจีน ทั้งเรื่องที่พักอาศัย โทรศัพท์มือถือ จัดทำประกันชีวิต และค่าตอบแทนในการสอนประมาณเดือนละ 10,000 บาทและคาดว่าในอนาคตจะมีครูอาสาทยอยเดินทางมาประเทศไทยเพิ่มอีก 


แหล่งที่มา    เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 3 กรกฎาคม 2555 14:30 น. 

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เปิดห้องสมุดมีชีวิต เสริมความรู้โรงเรียนขนาดเล็ก 81 แห่ง

เมื่อปี 2548 เป็นต้นมา หลายคนคงเคยได้ยินการเปิดตัวของแหล่งการเรียนรู้อีกรูปแบบหนึ่ง จากภาพทางสื่อมวลชน หลายคนตื่นตากับแนวคิด และรูปลักษณะที่ทันสมัยของอุทยานการเรียนรู้ หรือที่นิยมเรียกขานตามภาษานิยมในหมู่วัยรุ่น ในชื่อย่อภาษาอังกฤษ “TKpark” อันเป็นคำย่อจาก Thailand Knowledge Park ในฐานะองค์กรหนึ่งในสำนักงานที่รัฐบาลประกาศจัดตั้งเป็นองค์กรเพื่อศึกษา วิจัย พัฒนาและปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้สาธารณะของคนไทยในยุคสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้

ปัจจุบัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 มีโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดจำนวนทั้งสิ้น 81 โรงเรียน ซึ่งปัญหาใหญ่ของโรงเรียนขนาดเล็กคือปัญหาด้านงบประมาณที่ได้รับจัดสรรมีน้อย ขาดแคลนสื่อการสอน มีจำนวนครูไม่ครบชั้น และครูสอนไม่ตรงตามเอกวิชาที่ตนเองถนัดจากสภาพปัญหาดังกล่าว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของห้องสมุด ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถแก้ไขปัญหาและส่งเสริมทักษะของผู้เรียนที่อยู่ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กและมีสภาพปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี จึงได้มีความคิดริเริ่มที่จะดัดแปลงรถคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่  ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว มาปรับปรุงให้เป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ ภายใต้ชื่อ “โครงการห้องสมุดมีชีวิต” โดยสำนักงานเขตพื้นที่เป็นผู้จัดทำและมีบรรณารักษ์นำออกไปให้บริการโรงเรียนภายในสังกัด ภายในรถจะมีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย เช่น หนังสืออ่านนอกเวลา สื่อเสริมทักษะ เกม เพลง นิทาน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดีย CAI ที่จัดเก็บอยู่ในรูปแบบแผ่นซีดี แผ่นดีวีดี และฮาร์ดดิสก์ โดยใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการสืบค้น ยืม-คืน หนังสือและสื่อการสอนชนิดต่างๆ

นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 (สพป.สพ1) กล่าวว่าปัจจุบันโรงเรียนขนาดเล็กในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ได้รับจัดสรรเครื่องคอมพิวเตอตร์เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนที่มีปริมาณที่มากเพียงพอกับนักเรียนในโรงเรียน ทางศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ศึกษาและสอบถามโรงเรียนถึงความต้องการทางด้านสื่อการเรียนการสอน ผลปรากฎว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ยังขาดสื่อการเรียนการสอนและสื่อเสริมเพิ่มเติม ที่จะนำมาให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า

ดังนั้นทางศูนย์เทคโนโลยีและสาระสนเทศ จึงได้ดำเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงคอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ มาเป็นรถโมบายที่ให้บริการสื่อการเรียนการสอนให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพป.สพ.1 เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอน ได้มีหนังสือและสื่อประเภทอีเล็กโทรนิกส์ไว้บริการนักเรียนและยังเป็นการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย ภายในรถโมบาย จะมีสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย เช่น หนังสืออ่านนอกเวลา สื่อเสริมทักษะ เกม เพลง นิทาน บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบมัลติมีเดีย CAI ที่จัดเก็บอยู่ในรูปแบบแผ่นซีดี แผ่นดีวีดี และฮาร์ดดิสก์ซึ่งบรรจุโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้ทุกสาระการเรียนรู้  ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์จัดเก็บเป็นหมวดหมู่ตามระบบดิวอี้ สามารถสืบค้น ยืม-คืน จองหนังสือและสื่อการสอนชนิดต่าง ๆ ได้  โดยการดูแลของบรรณารักษ์เพียงคนเดียว

สพป.1 ได้มีโครงการเปิดห้องสมุดมีชีวิต ให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนในสังกัด สพป.1 โดยได้มีพิธีเปิดโครงการห้องสมุดมีชีวิตเป็นแห่งแรกที่โรงเรียนวัดไผ่มุ้ง อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี และจะดำเนินการให้ครบทุกโรงเรียนในสังกัดฯ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและสื่อเสริมความรู้ให้แก่โรงเรียนต่างๆโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ประสบปัญหาขาดแคลนครูและสื่อการเรียนการสอน โดยจะนำรถโมบายของ สพป.สพ.1 ซึ่งบรรจุสื่อการเรียนการสอนไปตามโรงเรียนต่างๆ โรงเรียนละ 1 สัปดาห์ โดยมีเจ้าหน้าที่ให้บริการจำนวน 1 ท่าน ส่วนยืมสื่อหรืออุปกรณ์ต่างๆนั้นจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ และสื่อที่นำมาให้บริการ เป็นสื่อที่ไม่มีในห้องเรียน แต่สำนักงาน สพป.สพ.1 ได้จัดหามาให้กับโรงเรียนได้ใช้ประกอบการเรียนการสอน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนครู และสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอน ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทสื่อมัลติมิเดีย แผ่น ซีดี ดีมีดี ซีวีดี ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหว และสีสันสวยงาม ทำให้เด็กนักเรียนมีความสนใจ และชื่นชอบ นอกจากนี้ยังมีสื่อประเภทหนังสือที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่นหนังสือป๊อบอัพ ตัวต่อ จิกซอว์ เป็นต้น โดยเปิดให้บริการแก่นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล-ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โดยมีเป้าหมายที่โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงาน สพป.สพ.1 จำนวน 81 โรงเรียน ได้มีสื่อการเรียนการสอนสื่อเสริม ไว้ใช้ในห้องสมุดของโรงเรียน ซึ่งจะทำให้นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 81 โรงเรียน มีสื่อที่หลากหลายทันสมัย ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ที่สำคัญยังทำให้มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กมีสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทันสมัย หลากหลายรูปแบบ นอกเหนือจากที่มีในแบบเรียนทั่วไปในทุกระดับชั้น ทำให้กระตุ้นผู้เรียนได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดภาระของครูที่สอนไม่ตรงตามเอกวิชาที่ตนเองถนัด และมีครูไม่ครบชั้นได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

แหล่งที่มา     เว็บไซต์แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อีคิวเด็กไทยต่ำกว่าเกณฑ์

หมอเผยเด็กไทยความฉลาดทางอารมณ์ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติแนะครอบครัวสร้างความรักความอบอุ่น

วันนี้ (26 มิ.ย. 2555) พ.ญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวในการแถลงข่าว เตรียมพร้อม EQ เด็กไทยก้าวสู่อาเซียน เปิดเผยผลสำรวจติดตามสถานการณ์ระดับความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ของเด็กนักเรียนไทย อายุระหว่าง 6-11 ปี ระดับประเทศครั้งที่ 2 จำนวน 5,325 คน จากกลุ่มตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และอีก 9 จังหวัดใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ปทุมธานี ระยอง สมุทรสาคร อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ นครราชสีมา ร้อยเอ็ด กระบี่ และปัตตานี พบว่าแนวโน้มคะแนน EQ มีค่าเฉลี่ยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยระดับประเทศที่อยู่ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ คือ 50-100 โดยมีจุดอ่อนทั้ง 3 ด้าน คือ เก่ง ดี มีสุข เช่น การปรับตัวต่อปัญหา การควบคุมอารมณ์ การยอมรับถูก-ผิด ความพอใจในตัวเอง ความใส่ใจและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่น การรู้จักปรับใจที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุด คือความมุ่งมั่น พยายาม และรองลงมา คือ ความกล้าแสดงออก และความรื่นเริงเบิกบาน

ทั้งนี้ พบว่า

  1. ภาคใต้มีคะแนน EQ เฉลี่ยสูงสุด 
  2. รองลงมา คือภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง และ
  3. ต่ำสุดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
สาเหตุที่ทำให้เด็กมี EQ ต่ำลง ส่วนหนึ่งคาดว่าเกิดจากสภาวะแวดล้อมในครอบครัว และกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่มีความสุข และไม่ส่งเสริมให้เด็กมีความพยายาม
     
นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า หลังจากนี้กรมสุขภาพจิตจะร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านเด็ก เสริมปัจจัยการเรียนรู้ให้เด็กและครอบครัว โดยส่งเสริมให้ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ภายใต้บรรยากาศที่มีความสุข ได้รับการสัมผัส โอบกอด ให้กำลังใจ ไปพร้อมกับการพัฒนาระบบเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสุขภาพจิตเด็กระดับอำเภอ เพื่อประเมินและให้ความช่วยเหลือเด็กบกพร่องด้านสุขภาพจิต ให้เข้าถึงบริการอย่างมีประสิทธิภาพ

แหล่งที่มา    เว็บไซต์โพสทูเดย์ 26 มิถุนายน 2555 เวลา 15:38 น.

“จีน“ ผู้ผลิตแรงงานมันสมองมากสุดในโลก

ที่ผ่านมาจีนนั้นได้เปรียบชาติอื่นๆ เพราะเป็นแหล่งจ้างแรงงานประเภทไร้ฝีมือราคาถูก แต่เดี๋ยวนี้คงไม่สามารถกล่าวแบบนั้นอีกต่อไปได้แล้ว เนื่องจากแดนมังกรกำลังกลายเป็นผู้ผลิตแรงงานมันสมองจำนวนมากที่สุดของโลก โดยยอดผู้ที่จบการศึกษาทางสายอาชีพตามวิทยาลัยอาชีวะต่างๆ ในจีนกำลังพุ่งขึ้นอย่างมหาศาล

McKinsey Global Institute ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ.2030 ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพียงชาติเดียว จะแชร์ส่วนแบ่งของโลกถึงร้อยละ 30 ในเรื่องของการมีแรงงานที่จบการศึกษาระดับวิทยาลัยอาชีวะ โดยที่เปรียบกับสหรัฐมีเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น และหากมองภาพรวม ชาติที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ญี่ปุ่น และชาติในยุโรปต่างๆ รวมกันแล้วก็มีแรงงานมีการศึกษารวมกันเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น

Anu Madgavkar เจ้าหน้าที่อาวุโส ของ the McKinsey Global Institute เผยว่า การทุ่มทุนในด้านการพัฒนาการศึกษาของจีนที่ทำมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนเปิดโรงเรียนเพิ่มขึ้นจำนวนมาก รวมทั้งสนับสนุนให้มีการเพิ่มจำนวนผู้เรียนในวิทยาลัยอาชีวะแบบก้าวกระโดด ตอนนี้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมออกมาแล้ว

หากจะดูกันในการศึกษาทางด้าน Science, Technology, Engineering and Mathematic ปรากฎว่าจีนเป็นชาติที่ผลิตบัณฑิตทางด้านนี้ป้อนตลาดแรงงานได้อย่างรวดเร็วที่สุดชาติหนึ่งของโลก โดยในปี ค.ศ. 2008 ขณะที่สหรัฐมีผู้จบสาขาพิเศษเหล่านี้เพียงร้อยละ 14 ของผู้จบการศึกษาทั้งหมด จีนกลับทำสถิติไปที่ร้อยละ 42

โดยรวมผลจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังต้องการแรงงานที่จบระดับอุดมศึกษามากขึ้น และในปีค.ศ.2030 นายจ้างทั่วโลกจะต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานปัญญาชนถึง 38 ล้านคน ขณะที่ก็จะมีแรงงานไร้ฝีมือที่เกินความต้องการมากขึ้นเป็น 90 ล้านคน ซึ่งผลการศึกษาเหล่านี้ ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้มีการพัฒนาการศึกษาให้มากขึ้น ขณะที่ก็ต้องขยายตลาดแรงงานสำหรับ Low-skilled workers ให้มากขึ้นด้วย

รายงานเผยว่าในประเทศพัฒนาแล้ว ความไม่สมดุลในระหว่างแรงงาน 2 ประเภทนี้คือปัญหาที่น่าเป็นห่วง เพราะมันอาจนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันของรายได้มากขึ้นและอัตราการตกงานระยะยาว ในขณะที่ในประเทศกำลังพัฒนาปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูงอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาด้านนวัตกรรมและการเจริญเติบโตของประเทศ

จากการคำนวณของ Madgavkar ทำให้คาดการณ์ว่าในปี ค.ศ.2020 นายจ้างชาวจีนทั้งประเทศจะมีความต้องการแรงงานฝีมือที่จบการศึกษาสูงถึง 140 ล้านคน ซึ่งก็ถือเป็นตัวเลขที่มากกว่ากำลังความสามารถของประเทศที่จะผลิตได้ถึง ประมาณ 23 ล้านคน

ปัจจุบัน จีนมีประชากร ประมาณ 1.4 พันล้านคน ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุด และมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก มียอดแรงงานทั้งสิ้น ประมาณ 475 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของแรงงานทั้งหมดทั่วโลก...

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 25 มิ.ย. 55 09.49 น.

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ชายวัย 21 ปี ทำสถิติเรียนจบแพทย์อายุน้อยที่สุด


ย้อนกลับไปหลายปีที่แล้ว เคยมีข่าวว่าเด็กชายวัย 9 ขวบคนหนึ่ง เข้าเรียนมหาวิทยาลัย จากข่าวนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก ผ่านไป 12 ปี หนูน้อยคนดังกล่าว คือ โช ยาโน (Sho Yano) ในวัย 21 ปี ได้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกทางการแพทย์เป็นผลสำเร็จแล้ว สร้างประวัติศาสตร์ให้กับมหาวิทยาลัยชิคาโก กลายเป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดที่เรียนจบแพทย์ ตามที่สำนักข่าวเอพีได้รายงานเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ โช ยาโน สามารถอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่วัย 2 ขวบ และสามารถแต่งเพลงได้ตั้งแต่ 5 ขวบ เขาหลงใหลการเล่นเปียโนเป็นชีวิตจิตใจ ทางด้านกีฬาก็สามารถพิชิตสายดำในการเล่นเทควันโดได้ นับว่าเป็นเด็กที่ฉลาดมาก แต่เขาก็ทำให้ทุกคนทั่วโลกยิ่งอึ้งเข้าไปอีก เมื่อเขาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตอนที่เขามีอายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น หลังจากเรียบจบปริญญาตรีด้านพันธุศาสตร์ระดับโมเลกุลและชีววิทยาของเซลล์แล้ว ในอีก 3 ปีต่อมาเขาก็เข้าเรียนโรงเรียนแพทย์พริตซเกอร์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก

ด้านดอกเตอร์โจเอล ศาสตราจารย์ด้านกุมารศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการที่สัมภาษณ์รับ ยาโน เข้าเรียน บอกว่า ตอนที่เห็นเขาครั้งแรก ก็รู้เลยว่าเขาไม่เหมือนคนอื่น ในขณะที่เด็กชายคนอื่น ๆ อยากไปวิ่งเล่น เป็นนักฟุตบอล เป็นนักกีฬา แต่เขากลับเลือกที่จะทิ้งตรงนั้นเพื่อมานั่งเรียนวิชาแพทย์เพื่ออยากจะเป็นหมอ ทั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยก็มีการจัดสถานที่บางอย่างให้เหมาะสมกับ ยาโน เพราะอายุของเขาที่ไม่เท่ากับเพื่อนร่วมชั้นเรียนอาจมีปัญหาบ้าง นอกจากนี้แล้ว นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่จะเริ่มการเป็นแพทย์ฝึกหัดได้หลังจากเรียนปี 2 แล้ว แต่ ยาโน ก็สามารถเป็นแพทย์ฝึกหัดได้เลยหลังจากเรียนในปีแรกเท่านั้น

ในตอนนี้ ยาโน กำลังอยู่ในระหว่างการอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา กุมารเวชศาสตร์ ซึ่งเขาเริ่มสนใจในด้านนี้ เมื่อมีโอกาสได้ทำการฝึกงานที่โรงพยาบาลเด็กลาราบิด้า ในชิคาโก ยาโน บอกว่า เขาชอบดูแลเด็ก ชอบวิธีที่เราทำงานร่วมกัน และยาโนในวัย 21 ปี ก็กำลังจะสำเร็จการศึกษาแพทย์ศาสตร์ในสัปดาห์นี้แล้ว

แต่ดูเหมือนว่า ไม่ได้มีเพียง ยาโน เท่านั้นที่มีความฉลาดแบบเหลือเชื่อขนาดนี้ เพราะ ซายูริ น้องสาววัย 15 ปี ของเขา ก็กำลังเรียนปริญญาตรีใบที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกิ้น ในบัลติมอร์ ด้านการเล่นไวโอลิน หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยรูสเวลท์ ...คงเป็นความฉลาดที่อยู่ในสายเลือดจริงๆ


แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทำเนียมผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการมีศูนย์ข้อมูลกลางแห่งชาติที่รวบรวมข้อมูลของผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ จากทุกสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าไว้ด้วยกัน จึงได้มอบหมายให้คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดทำ "ทำเนียมผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการแห่งชาติ"

ทำเนียมผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการแห่งชาติ คือ ระบบฐานข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ตลอดจนผลงานที่ใช้ในการขอกำหนดตำแหน่งทั้งในระดับ
  1. ศาสตราจารย์ 11
  2. ศาสตราจารย์
  3. ศาตราจารย์พิเศษ
  4. รองศาสตราจารย์
  5. รองศาสตราจารย์พิเศษ
  6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์
  7. ผู้ช่วยศาตราจารย์พิเศษ และ
  8. อาจารย์ที่สังกัดสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ
การเข้าใช้งานระบบ
ผู้ที่ต้องการสืบค้นข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่
  1. ชื่อ-สกุล
  2. ตำแหน่งทางวิชาการ
สามารถใช้งานที่ http://www.nap.mua.go.th/ ได้โดยไม่ต้องใช้รหัสผู้ใช้และรหัสผ่าน

อยากเรียนให้ดี สอบให้ติด ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น

จัก "นโปเลียน โบนาปาร์ต" ไหม ในช่วงเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ของ นโปเลียนก่อนที่เขาจะคว้าชัยชนะเหนือยุโรปได้ นโปเลียนได้ใช้เวลาที่มีอยู่อย่างดีที่สุด เขาทำการวางแผนการรบระหว่างนั่งชมละคร และ ทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ทหารใต้บังคับบัญชานอนหลับอยู่ เขาก็ยังคงทำงานหนักอยู่ ในที่สุดนโปเลียนก็ประสบความสำเร็จ ผู้บันทึกประวัติศาสตร์หลายท่านมักกล่าวถึง นโปเลียน ว่า "นโปเลียน สามารถคว้าชัยชนะเหนือยุโรปได้เพราะรู้จักใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ปล่อยให้เวลานั้นผ่านไปอย่างไรประโยชน์"

ลองนึกเล่นๆ ดูว่า เวลา 24 ชั่วโมง ของเราในแต่ละวันหมดไปกับอะไรบ้าง เวลาเพียงแค่วันละ 30 นาที ซี่งดูเหมือนไม่มีความสำคัญ แต่หากเรามองอีกมุม จะพบว่าในหนึ่งปี สมมุติคิดเฉพาะ 5 วันต่อหนึ่งสัปดาห์ เราจะใช้เวลาในส่วนนี้ไป = 150นาที ถ้าคิดว่า 1 เดือน มี4 สัปดาห์ เท่ากับ เวลาที่สูญไปเท่ากับ 600 นาที ดังนั้น ในเวลาทั้งสิ้น 1 ปี เราจะสูญเวลาไปถึง 120 ชั่วโมง เลยทีเดียว

ความสำเร็จทางการเรียนก็เหมือนกัน หากน้องๆรู้ ที่จะเป็น "เจ้านาย" เหนือเวลา เราควรกำหนดไว้เลยว่า ในวันหนึ่งๆ นั้น ควรวางแผนกับเวลาที่มีอยู่อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ควรกำหนดเป้าหมายว่า ในวันหนึ่งๆนั้นจะทำอะไรบ้าง เช่น อ่านหนังสือ พักผ่อน ทำงานบ้าน ฯลฯ เชื่อว่าการแบ่งเวลาที่ดี จะสามารถช่วยให้น้องๆประสบความสำเร็จในการเรียน และในด้านอื่นๆไปด้วยอย่างแน่นอน...

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 31 พ.ค. 55 09.14 น.

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

โครงการอุทยานดาราศาสตร์-วิทยาศาสตร์

ครม.อนุมัติโครงการอุทยานดาราศาสตร์และอุทยานวิทยาศาสตร์ วงเงินกว่า 406 ล้านบาท

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมว่า คณะรัฐมนตรี หรือครม. มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวง วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีดำเนินโครงการอุทยานดาราศาสตร์ วงเงิน 406 กว่าล้านบาทเศษ ในพื้นที่อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ โดยในระยะที่ 1 พ.ศ.2556-2558 วงเงินงบประมาณ 203 ล้านบาทเศษ ระยะที่ 2 พ.ศ.2558-2559 วงเงินงบประมาณ 202 ล้านบาทเศษ เพื่อเป็นศูนย์เชื่อมโยงดำเนินงานตามพันธกิจของสถาบันให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาสถาบันไปสู่ความเป็นศูนย์กลางด้านดาราศาสตร์ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และศูนย์กลางความร่วมมือด้านดาราศาสตร์ในสมาคมอาเซียน

นอกจากนี้ครม.ได้เห็นชอบตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ของประเทศ
  • พ.ศ.2556-2560 ในโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้
  • พ.ศ.2556-2558 พร้อมกรอบวงเงินงบประมาณดำเนินการจำนวน 8,642 ล้านบาท
โดยจัดสรรเป็นงบอุดหนุนผ่านทางสำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 29 พฤษภาคม 2555 เวลา 15:05 น.

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

หลักเกณฑ์ใหม่ ผู้สมัคร รด.ต้องมีอายุ 17-22 ปีบริบูรณ์

เผยหลักเกณฑ์ใหม่ ผู้สมัคร รด.ต้องมีอายุ 17-22 ปีบริบูรณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า ในปีนี้จะมีการปรับคุณสมบัติของผู้ที่จะสมัครเป็นนักศึกษาวิชาทหารในปีการศึกษา 2555 จากเดิมจะรับผู้จบการศึกษาในระดับ ม.3 ที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบร่างกายและมีผลการเรียนตามที่กำหนด อายุไม่เกิน 22 ปี

ล่าสุด พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงกลาโหมให้กองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพดำเนินการตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ เกี่ยวกับพิธีการเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยกำลังอาวุธ โดยเฉพาะห้ามฝึกใช้อาวุธแก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

ฉะนั้น  จะไม่รับสมัครผู้ที่มีอายุ 15 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อายุนักเรียนที่จบการศึกษาระดับ ม.3Ž แต่จะรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาเข้าเป็นนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 1 เฉพาะผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ม.3 หรือเทียบเท่าขึ้นไป ที่มีอายุ 17-22 ปีบริบูรณ์  หากมีจำนวนผู้สมัครไม่เพียงพอ จึงจะรับผู้ที่อายุ 16 ปีบริบูรณ์ คือผู้ที่เกิดในปี พ.ศ.2539 เป็นลำดับถัดไป

แหล่งที่มา  เว็บไซต์ MTHAI News เขียนโดย nattawat_86 โพสต์เมื่อ วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม 2555

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มจธ.ลั่นเลื่อนเปิดเทอมปี 55 รับประชาคมอาเซียน

ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนุนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เลื่อนการเปิดภาคเรียนทั้งหมดในปี 2557 รองรับประชาคมอาเซียน...

ผศ.ดร.บัณฑิต ทิพากร รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาการศึกษา ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 โดยในส่วนของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. มีมติให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งเลื่อนการเปิดภาคเรียนทั้งหมดในปี 2557 นั้น ในส่วนของคณะกรรมการบริหารของ มจธ.พิจารณาแล้วเห็นว่า มจธ.มีความพร้อมที่จะเลื่อนการเปิดภาคเรียนให้สอดคล้องกับนานาชาติตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 นี้ทันที เพื่อที่ มจธ.จะได้มีเวลาในการศึกษาเรียนรู้และเตรียมความพร้อมมากขึ้น
  • โดยภาคเรียนที่ 1/2555 จะเปิดวันที่ 14 ส.ค. ถึงวันที่ 14 ธ.ค.
  • ส่วนภาคเรียนที่ 2 เริ่มวันที่ 7 ม.ค. ถึงวันที่ 22 พ.ค. และมีการหยุด ช่วงเทศกาลสงกรานต์
อย่างไรก็ตาม การเลื่อนเปิดปิดเทอมที่ไม่ได้ทำพร้อมกันทั้งประเทศนั้น อาจส่งผลกระทบกับนักศึกษาในชั้นปีสุดท้ายบ้าง แต่ตนเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆให้มีคุณภาพมากขึ้น

รองอธิการบดี มจธ. กล่าวด้วยว่า สำหรับนักเรียน ม.6 ที่สอบเข้าเรียนเป็นนักศึกษาปี 1 มจธ.จะจัดเตรียมความพร้อมด้านวิชาการและภาษาอังกฤษก่อนเข้าเรียนปี 1 ส่วนนักศึกษาปี 4 ที่กังวลเรื่องการจบภาคเรียนช้ากว่ามหาวิทยาลัยอื่น 2 เดือนนั้น มจธ.เตรียมมาตรการรองรับโดยกำหนดวันเปิดภาคเรียนของปี 4 เป็น 2 ช่วงคือ
  • ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. และ
  • ม.ค.-มี.ค.
แต่หากพบปัญหาใดอีกก็จะปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมต่อไป

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ไทยรัฐ  วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ.2555

วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ภารโรงมะกันคว้าปริญญาตรี หลังพากเพียรกว่า 12 ปี

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา สำนักข่าวเอพี รายงานว่า คุณลุงภารโรงวัย 52 ปี ชาวอเมริกันเชื้อสายยูโกสลาเวียน ทำให้ใครหลายคนต้องทึ่ง เมื่อเขาสามารถร่ำเรียนจนคว้าปริญญาตรีมาได้สำเร็จ หลังจากเพียรพยายามมานานกว่า 12 ปี

คุณลุงคนนี้ มีชื่อว่า ก๊าช ฟิลิพาจ เดิมทีแล้วเป็นชาวยูโกสลาเวียน แต่อพยพมาอยู่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ยังหนุ่ม จากนั้น เขาก็ได้ทำงานเป็นภารโรงในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนิวยอร์ก ตั้งแต่อายุ 32 ปี โดยทุก ๆ วัน นักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็จะได้เห็นเขาทำหน้าที่ดูแลความสะอาด กวาดพื้น ถูพื้น เทขยะ ล้างห้องน้ำ และงานเล็กน้อยยิบย่อยจนชินตา แต่แล้ววันหนึ่ง คุณลุงก็เกิดอยากจะสานฝันของตัวเองขึ้นมา นั่นคือการเรียนจบปริญญาตรี จึงเข้าไปพูดคุยกับทางมหาวิทยาลัยเพื่อขอทำงานไปด้วยและเรียนหนังสือไปด้วย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยก็สนับสนุน โดยอนุญาตให้คุณลุงได้เล่าเรียนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในฐานะบุคลากรของมหาวิทยาลัย

หลังจากนั้นมา วิถีชีวิตคุณลุงก็เริ่มเปลี่ยนไป จากที่เคยทำงานเป็นภารโรงดูแลความเรียบร้อยของมหาวิทยาลัยเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง แล้วก็ได้พักผ่อน ก็กลับกลายเป็นว่า คุณลุงต้องใช้เวลาในช่วงเช้าก่อนทำงานและช่วงดึกหลังทำงานมาทุ่มเทให้กับการเรียนภาษาอังกฤษ (คุณลุงพูดภาษาแอลเบเนีย) เพื่อเตรียมตัวเข้าเรียนในระดับปริญญาตรี และเมื่อเรียนภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่งแล้ว คุณลุงก็ได้เข้าร่วมชั้นเรียนระดับปริญญาตรีกับนักศึกษาหนุ่มสาว ทำให้เขามีเพื่อนต่างวัยมากมาย ในขณะเดียวกันเขาก็ยังคงรับผิดชอบงานภารโรงของตัวเองเป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง จนกระทั่ง 12 ปีต่อมา คุณลุงก็ได้เข้ารับปริญญาพร้อมกับนักศึกษาหนุ่มสาว ท่ามกลางความยินดีของบรรดาเพื่อนต่างวัย อธิการบดี และครูอาจารย์ที่เห็นความพากเพียรของเขามาตลอด

อย่างไรก็ดี คุณลุงเปิดเผยว่า แม้ว่าตอนนี้เขาจะอายุล่วงเลยมาถึง 52 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดฝันต่อ เขาอยากจะเรียนต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกต่อไป ในสาขาวิชาประวัติศาสตร์กรีกและโรมันที่เขาชื่นชอบ ขณะที่ตอนนี้ เขาก็เริ่มมองหางานใหม่ที่ดีกว่าเดิมแล้ว อาจจะเป็นซูเปอร์ไวเซอร์ ธุรการ บัญชี หรืออะไรก็ตามที่เขาพอจะทำได้ และมันจะดีมากถ้าหากงานนั้นเป็นงานในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เพราะเขาอยู่ที่นี่จนรู้สึกผูกพันกับคนทุกคนไปแล้ว

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ม.หญิงล้วน ใหญ่ที่สุดในโลก Ewha Womans University (이화여자대학교)

Ewha Womans University (이화여자대학교) เป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วน ตั้งอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ นับเป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอย่างมากของเกาหลีใต้ ก่อตั้งเมื่อ 31 พ.ค. 1886 สิ่งที่น่าสังเกตคือชื่อของมหาวิทยาลัยที่ใช้คำว่า womans แทน women เพื่อต้องการเน้นถึงผู้หญิงหลายคน

สิ่งสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวาเป็นที่รู้จักก็คือ ทุน EGPP [Ewha Global Partnership Program] ซึ่งเป็นทุนการศึกษาที่มอบให้แก่นักศึกษาจากประเทศโลกกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย โดยจะรับสมัครปีละ 2 ครั้ง และในแต่ละปีจะมีนักเรียนไทยได้รับทุนนี้ภาคเรียนละ 1-2 คน

คณะที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี 
  • College of Liberal Arts
  •  College of Social Sciences
  •  College of Engineering
  •  College of Natural Sciences
  •  College of Arts (Music/Fine Arts/Design)
  •  College of Law
  •  College of Pharmacy
  •  College of Education
  •  College of Business Administration
  •  College of Health Sciences
  •  Scranton College (Honors Program, Division of International Studies)
สำหรับการเรียนในหลักสูตรต่างๆ จะเน้นภาษาเกาหลีเป็นสำคัญ ดังนั้นน้องๆ คนไหนที่ต้องการจะศึกษาที่มหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา จะต้องมีความสามารถภาษาเกาหลีในระดับสูง หรือหากเทียบเป็นการสอบวัดระดับภาษาเกาหลีหรือ TOPIK ควรสอบได้อย่างน้อยระดับ 4 (จาก 6 ระดับ)
ค่าเล่าเรียน
  • ระดับปริญญาตรี 6,116,000 – 11,664,000 วอน
  • ระดับปริญญาโท 9,328,000 – 11,875,000 วอน (ขึ้นอยู่กับสาขา)
EGPP SCHOLARSHIP เป็นทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยสตรีอีฮวา ตั้งอยู่ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทุนนี้เริ่มให้มาตั้งแต่ 5 ปีก่อน เนื่องในโอกาสที่มหาวิทยาลัยมีอายุครบ 120 ปี โดยทุนมอบให้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี – เอก
ขอบเขตของทุน
  • ค่าเล่าเรียนจนจบการศึกษา
  • ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (ถ้าเป็นระดับปริญญาตรีประมาณ 2 แสนวอน หรือ 6 พันบาท / เดือน)
  • คูปองแลกอาหารในโรงอาหารของมหาวิทยาลัย
  • ค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ
เอกสารการสมัคร
  1. เรียงความและแผนการเรียน
  2. ใบสมัครที่กรอกข้อมูลครบถ้วน
  3. จดหมายแนะนำ 2 ฉบับ
  4. เอกสารแสดงผลการเรียน
  5. เอกสารแสดงความเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาของสถาบันที่ศึกษาล่าสุด
  6. สำเนาหนังสือเดินทางหน้าแรกของผู้สมัครและบิดามารดา (หรืออื่นๆ ที่แสดงสัญชาติ)
  7. เอกสารแสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัครและบิดามารดา (เช่น ทะเบียนบ้าน)
  8. เอกสารแสดงความสามารถทางภาษา เช่น SAT TOEFL IELTS TOEIC TOPIK
  9. แฟ้มผลงาน (สำหรับผู้สมัครในสาขาดนตรี ศิลปะ)
  10. ใบสมัครทุน EGPP
  11. ค่าสมัคร 1 แสนวอน หรือ US 100

** ผู้ได้รับทุนต้องรักษาเกรดเฉลี่ยไม่ให้ต่ำกว่า 3.0 /4.3 (เอกสารต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือเกาหลี และต้องได้รับการรับรองจากกงสุล)
ข้อมูลเพิ่มเติมหรือดาวน์โหลดใบสมัครและเอกสารอื่นๆ ที่ http://enter.ewha.ac.kr/

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ MTHAI

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไม่แก่เกินเรียน! ปู่ออสซีคว้า “ปริญญาใบที่ 4” ตอนอายุ 97 ปี

เอเอฟพี - ทันตแพทย์ชาวออสเตรเลียวัย 97 ปี เข้ารับปริญญามหาบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์น ครอสส์ ในวันนี้ (4) และทำสถิติบัณฑิตจบใหม่ที่มีอายุมากที่สุดในโลก

กินเนสส์ เวิลด์ เร็คคอร์ดส เคยประกาศให้ แอลเลน สจ๊วต ซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ปี 1915 เป็นเจ้าของสถิติบัณฑิตที่อายุมากที่สุดในโลกมาแล้ว หลังจากที่เขาจบปริญญาตรีสาขานิติศาสตร์ เมื่อปี 2006 ขณะอายุได้ 91 ปี

“คราวนี้ ผมคงได้แขวนหมวกปริญญากับเสื้อครุยจริงๆ เสียที ถึงจะเคยพูดอย่างนี้มาแล้วตอนได้ปริญญาใบก่อน แล้วก็เกิดเบื่อขึ้นมาภายหลัง” คุณปู่รักเรียนจากเมืองพอร์ต สตีเฟนส์ ทางตอนเหนือของนครซิดนีย์ เผย

“ทุกวันนี้ผมมีเวลาว่างมากมาย จึงอยากบริหารจิตใจให้คึกคักเสมอ”
ปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก เป็นปริญญาใบที่ 4 ในชีวิตของคุณปู่ ซึ่งเริ่มเรียน ป.ตรี สาขาทันตแพทยศาสตร์ในรั้วมหาวิทยาลัย เมื่อทศวรรษที่ 1930

หลังจากยึดอาชีพหมอฟันมานานหลายปี และยังคว้าปริญญาสาขาทันตแพทยศาสตร์ได้เป็นใบที่ 2 อีกด้วย ปู่สจ๊วตจึงหันมาฝึกสมองด้วยการลงเรียนวิชากฎหมายขณะอายุได้ 80 กว่า และได้ปริญญาสาขานิติศาสตร์เมื่อปี 2006 โดยใช้เวลาเรียน 4 ปีครึ่ง

คุณปู่ออกกำลังกายด้วยการเดินทุกวัน และฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังอ่านตำราเรียนแพทย์ นวนิยายแนวอาชญากรรม และเล่นเกมบริดจ์เพื่อฝึกฝนความคิดอยู่ตลอดเวลา

ปู่สจ๊วต สมัครเรียนปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์คลินิก เมื่อปี 2009 ซึ่งแม้จะเป็น “ความท้าทายใหญ่หลวง” สำหรับคนที่อายุเฉียดร้อย แต่คุณปู่ก็สนุกกับการเรียน และแนะนำให้ผู้สูงอายุคนอื่นๆ หันกลับมาเรียนหนังสือบ้าง

“คนเราไม่ควรอ้างว่าแก่จนเรียนหนังสือแล้ว... เพราะไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเปิดสมองของเราให้กว้าง, หาเพื่อนใหม่ๆ และท้าทายความสามารถของตัวเองโดยการทำสิ่งที่มีคุณค่าให้สำเร็จ”

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

จุดอ่อนไทยคือปัญหาเรื่องภาษา ขวางพัฒนารับอาเซียน

ศูนย์ข่าวอาร์เอสยูนิวส์ 30 เม.ย. 2555 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ระบุคนไทยไม่สนใจเรื่องอาเซียน ยก "ลาว" เป็นตัวอย่างสร้างองค์ความรู้นำไปสู่การปรับยุทธศาสตร์ชาติรับ "เออีซี" ห่วงมาตรฐานการศึกษาไทยตกต่ำ เหตุเรียนเพื่อผ่าน-ภาษาอังกฤษใช้งานไม่ได้ เตือนต้องเร่งแก้ปัญหาก่อนเปิดประชาคมอาเซียน

จากการสัมมนาวิชาการ เรื่อง "ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน" ซึ่งจัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์ และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต

 ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวว่า แม้คนไทยจะรู้เรื่องการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่กลับไม่เคยให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว จึงไม่มีการเตรียมตัวหรือสร้างความรู้ในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเห็นได้ชัดจากการประเมินผลเรื่องการรับรู้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งพบคนไทยมีความรู้เรื่องอาเซียนอยู่อันดับที่ 8 จากทั้งหมด 10 ประเทศ ต่างจากประเทศลาวที่ประชาชนตื่นตัวเรื่องประชาคมอาเซียนอยู่ในอันดับ 1 เพราะไทยเคยมีทัศนคติดูถูกว่าประเทศลาวไม่มีพื้นที่ทางทะเลและไม่สามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจได้ แต่ปัจจุบันนี้ลาวกลับใช้ความตื่นตัวเรื่องเออีซีเป็นแรงผลักดันไปสู่การปรับยุทธศาสตร์ประเทศให้เป็นแลนด์ลิงค์ (Land Link) เพื่อเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของอาเซียน ถือเป็นการปรับตัวเพื่อรับกับการเปิดเสรีอาเซียน ต่างจากไทยที่ไม่เคยสนใจจึงทำให้ไม่มีการเตรียมตัวและวางยุทธศาสตร์เพื่อปรับตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแต่อย่างใด


"การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็เปรียบเสมือนน้ำท่วมที่ทั่วถึงทุกพื้นที่ เพราะแนวทางของประชาคมอาเซียนจะขยายครอบคลุมในทุกด้านไม่ว่าจะเป็น สังคม เศรษฐกิจ การเมือง แรงงาน การศึกษา อุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ นอกจากนี้ผมยังมีข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในการประเมินการศึกษาของประเทศไทย พบว่าอยู่ในเกณฑ์ 3.6 คะแนนจาก 10 คะแนน ซึ่งทำให้สงสัยว่าเกิดเหตุการณ์นี้ได้อย่างไรในยุคที่ไทยพัฒนาก้าวหน้ามาไกลขนาดนี้ โดยในการประเมินดังกล่าวทำให้เรารู้ตัวว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และเวียดนาม มีคะแนนในการประเมินการศึกษาดีกว่าประเทศไทย"อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าว

ดร.อาทิตย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากภาพรวมของการศึกษาไทยที่ตกต่ำแล้ว ขณะนี้พบว่าศักยภาพด้านภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยต่ำกว่านักเรียนของประเทศลาว เนื่องจากระบบการศึกษาของไทยเน้นการเรียนภาษาอังกฤษแบบขอผ่านเท่านั้น จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้ตนเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวกำลังจะย้อนกลับมาเป็นอุปสรรคสำคัญเมื่อไทยเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะภาษาซึ่งเป็นจุดอ่อนมากที่สุด ดังนั้นการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษให้กับคนไทยจึงเป็นปัญหาแรกที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามตนมองว่าการเร่งแก้ปัญหาภายในระยะเวลาสั้นๆ คงไม่ทันเวลา ดังนั้นประเทศไทยควรปรับโครงสร้างทางด้านการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ตนมีความเป็นห่วงเรื่องการปรับตัวของคนไทยเพื่อรับกับการเปิดประชาคมอาเซียนในอีกหลายด้าน เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และอีกหลายกิจการที่กำลังจะตกอยู่ในมือของคนต่างชาติ นี่เป็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ ในขณะเดียวกันนักศึกษาไทยส่วนใหญ่กลับไม่สนใจหาแนวทางปรับตัวในยุคประชาคมอาเซียน แต่กลับสนใจเพียงแค่เรียนให้จบโดยไม่คิดขวนขวายหาแนวทางปรับตัวเพื่อเตรียมหางานในยุคที่ชาวต่างชาติกำลังเข้าครอบครองกิจการต่างๆ ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 เม.ย. 55 14.26 น.

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...