แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร และ การกิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหาร และ การกิน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ชนิดของแป้ง รู้ไว้จะได้หยิบใช้ไม่ผิด

🌾 แป้งข้าวเจ้า (Rice flour) 🍴

- ทำจากเมล็ดข้าวเจ้า จับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อสุกแล้วเป็นเนื้อเจล ขุ่น ค่อนข้างร่วน เมื่อทิ้งไว้ให้เย็นจะอยู่ตัวจับกันเป็นก้อน 

- เหมาะกับอาหารที่ต้องการความอยู่ตัว เนื้อแข็งร่วน ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเส้นก๋วยเตี๋ยว , ขนมกล้วย , ขนมตาล 

🌾 แป้งข้าวเหนียว (Glutinons rice flour) 🍴

- ทำจากเมล็ดข้าวเหนียว จับแล้วสากมือเล็กน้อย เมื่อทำให้สุกเนื้อแป้งจะกลายเป็นเจลสีขุ่น มีความหนืด และจับตัวเป็นก้อน 

- เหมาะกับอาหารที่ต้องการความเกาะตัว เหนียวนุ่ม ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเมนูขนมเทียน , ขนมต้ม , ขนมบ้าบิ่น

🌽 แป้งข้าวโพด (Corn flour) 🍴

- ทำจากเมล็ดข้าวโพด จับแล้วเนื้อแป้งเนียน ลื่นมือ ลักษณะเป็นผงสีขาวนวล (สีจะออกเหลืองมากกว่าแป้งชนิดอื่น ๆ ) เมื่อสุกแล้วเนื้อแป้งจะค่อนข้างข้นและขุ่น ไม่คืนตัว 

- เหมาะกับอาหารที่ต้องการให้ข้นขึ้น ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเมนูน้ำราดหน้า , น้ำเกรวี่ , ผสมในน้ำราดหมูแดง


🥔 แป้งมันสำปะหลัง (tapioca flour) 🍴

- ทำจากหัวมันสำปะหลัง  เนื้อแป้งเนียน จับแล้วลื่น เมื่อผสมน้ำแล้วแป้งจะค่อยข้างหนืด สีใส คืนตัวง่าย 

- เหมาะกับอาหารที่ต้องการความเหนียว ใส ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเมนูเต้าส่วน , ครองแครงแก้ว กุ้ยช่ายทอด 

 🥔 แป้งท้าวยายม่อม (arrowroot starch) 🍴

- ทำจากหัวมันท้าวยายม่อม เนื้อแป้งสีขาวเงาเป็นเม็ดเล็ก ๆ ก่อนใช้ต้องบดให้ละเอียด เมื่อสุกแล้วเนื้อแป้งเปลี่ยนเป็นเจลที่ให้ความข้ม มีความเหนียว นิยมใช้รวมกับแป้งชนิดอื่น ๆ ราคาสูง 

- เหมาะกับอาหารที่ต้องการความมันวาว ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเมนูขนมชั้น , เปียกปูน , ลอดช่อง

🌿 แป้งถั่วเขียว (mung bean flour) 🍴

- ทำจากถั่วเขียว เนื้อแป้งเป็นเม็ดเล็ก ๆ จับแล้วลื่นมือ เมื่อสุกแล้วเนื้อแป้งจะเปลี่ยนเป็นเนื้อเจลใส เมื่อทิ้งไว้ให้เย็นตัวจะจับก้อน แข็งตัว และเด้งดึ๋ง 

- เหมาะกับอาหารที่ต้องการความอยู่ตัว ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำเมนูซ่าหริ่ม , เส้นเซี้ยงไฮ้ , เรไร

อ้างอิง   https://tinyurl.com/yukf28a9

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

7 ยอดอาหารคุณประโยชน์สูงที่ควรเลือกทาน


ในโลกของเราใบนี้มีอาหารมากมายที่ให้คุณได้เลือกสรรที่จะทาน แต่ความคิดในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์เพื่อมาใส่ท้องของคุณมักจะถูกมองข้ามเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีอาหารแปลกใหม่เกิดขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ให้ได้เลือกชิมลิ้มรสกันจนลืมนึกถึงสารอาหารที่อยู่ในสิ่งที่คุณรับประทาน ดังนั้นเราจึงขอแนะนำอาหาร 7 ชนิดที่คุณคุ้นเคยและควรเลือกทาน ดังนี้

ไข่


ไข่ คืออาหารที่ให้พลังงานโปรตีนที่ดีสุด ซึ่งมีโคลีนและสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งทรวงอกและโรคทางประสาทตา ผู้คนมักไม่ชอบทานไข่เพราะเชื่อว่ามีคลอเรสเตอรอลสูงเกินไปนั้นเป็นความเชื่อที่ผิด การทานไข่ 1 ฟองต่อวัน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและช่วยให้สุขภาพผิวหนังและผมดีขึ้น แต่สำหรับผู้มีปัญหาด้านหัวใจควรทานเพียง 2 ฟองต่อสัปดาห์เท่านั้น

นม




ถ้าคุณเป็นคนชอบดื่มนมตั้งแต่สมัยเด็กแล้วล่ะก็ยิ่งดีมาก เพราะในนมนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมและไม่ทำให้อ้วน (หากดื่มแบบพร่องมันเนย) สำหรับผู้สูงอายุสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนและไขข้อต่าง ๆ ได้ด้วย ฉะนั้นควรหันมาดื่มนมทุกวันทั้งตอนเช้าและก่อนนอน เพียงเท่านี้คุณก็ได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการแล้ว

ปลาแซลมอน


ปลาแซลมอนนั้นเป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าสูงมาก อุดมไปด้วยวิตามินดี และโอเมก้า 3 และยังมีกรดไขมันจำเป็นที่ช่วยลดคลอเรสเตอรอล บำรุงหัวใจ ช่วยให้ผิวพรรณดี แก้โรคไขข้อ ช่วยลดน้ำหนักและบำรุงสมอง อีกทั้งยังย่อยช้าซึ่งทำให้คุณอิ่มได้นานขึ้น ถือเป็นสุดยอดอาหารแคลลอรี่ต่ำได้เลย

ถั่ว


ยากจะหาอาหารใดที่มีคุณค่าได้เทียบเท่ากับถั่ว ซึ่งมากไปด้วยไฟเบอร์ โปรตีน แคลเซียม แมกนีเซียม และโปแตสเซียม นอกจากนี้ถั่วยังถือเป็นอาหารที่คุณสามารถทานเล่นได้ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยการทานถั่วที่มีมากมายหลายชนิดในโลกนี้เพียงแต่ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เท่านี้ก็ได้คุณค่าทางอาหารที่คุณต้องการ

ข้าวโอ๊ต


ข้าวโอ๊ตมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน ที่สำคัญยังจัดว่าเป็นอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการมาก ซึ่งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ โดยข้าวโอ๊ตเป็นอาหารที่ช่วยรักษาเบาหวานในขั้นที่สองง่ายที่สุด การทานข้าวโอ๊ตปราศจากน้ำตาลคู่กับโยเกิร์ตและผลไม้ในตอนเช้า ถือว่าเป็นยอดอาหารรสเลิศที่ให้ประโยชน์เป็นอย่างดี

น้ำมันมะกอก


น้ำมันมะกอกจัดเป็นเครื่องปรุงชั้นเยี่ยมที่ช่วยรักษาโรคหัวใจได้ดี  พิสูจน์ได้เพราะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวและสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยป้องการเกิดโรคหัวใจและอัลไซเมอร์ การทำอาหารโดยใช้น้ำมันมะกอกไม่ได้ช่วยแค่ทำให้อาหารอร่อยเท่านั้น แต่ยังช่วยในการดูดซึมของสารเบต้าแคโรทีนอีกด้วย

ผลอะโวคาโด


บางคนอาจคิดว่าผลอะโวคาโดนี้ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเท่าไหร่นัก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดถนัด เพราะในผลอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอี โฟเลทและโปแตสเซียม ทั้งนี้ อะโวคาโดยังสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและตาบอดได้ ทานสด ๆ หรือใส่คู่กับสลัดนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเพิ่มการดูดซึมของสารเบต้าแคโรทีนได้เช่นกัน

อาหารทั้ง 7 ชนิดนี้ถือว่าเป็นยอดอาหารที่ไม่เพียงแต่มีรสชาติอาหารแสนอร่อยอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีคุณค่าทางอาหารมากมายที่ช่วยรักษาและป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย ขอเพียงแค่คุณเลือกรับประทานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป เชื่อได้เลยว่าคุณจะมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง และไม่มีโรคภัยถามหาไปอีกนาน

3 ผลไม้เพื่อหุ่นสวย ที่สาวๆ ควรทาน


รูปแบบการลดน้ำหนักที่นิยมทำกันในเวลานี้ มักจะหนีไม่พ้นการออกกำลังกาย หรือควบคุมปริมาณอาหารเป็นหลัก แต่เรายังมีหนึ่งวิธีลดความอ้วนที่ใช้ได้ผล แถมยังมีประโยชน์ไม่แพ้กับการออกกำลังกายเลย ซึ่งตัวแปรหลักของวิธีนี้ก็คือ "ผลไม้" ที่ไม่เพียงแต่จะเป็นอาหารยามว่าง ให้คุณค่าวิตามินแก่ร่างกายแล้ว ผลไม้ยังสามารถนำมาใช้ในการลดน้ำหนักได้อีกต่างหาก 

การใช้ผลไม้เพื่อลดน้ำหนักนั้น สามารถกระทำได้โดยการเปลี่ยนมื้อเย็นจากอาหารจานหลักของคุณไปเป็นผลไม้แทน ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้น้ำหนักตัวของคุณลงเท่านั้น การกินผลไม้ยังช่วยเพิ่มวิตามินต่างๆ และช่วยให้ถ่ายท้องง่ายขึ้นอย่างมากมายอีกด้วย ทีนี้ก็ไปดูกันเลยดีกว่าว่า ผลไม้ชนิดไหนบ้างที่สามารถนำมาใช้ในการลดความอ้วนได้

1. แอปเปิ้ล
แอปเปิ้ลเป็นทางเลือกที่ดีมากในการลดน้ำหนัก เพราะไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้เราอิ่มนานแล้ว แอปเปิ้ลก็ยังมีสารเพคตินอยู่มาก ซึ่งสารเพคตินจะช่วยจำกัดปริมาณดูดซึมของเซลล์ร่างกาย ทำให้ไขมันที่ได้รับจากการรับประทานอาหารไปติดอยู่ตามร่างกายน้อยลง และยังมีความสามารถดูดซึมน้ำและอาหารได้ดี ช่วยให้เซลล์ในร่างกายดันไขมันออกมา เพื่อให้เราใช้แทนที่จะเก็บไขมันไว้ติดตัวเป็นห่วงยาง

2. กล้วย
กล้วยก็เป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน เพราะในกล้วยนั้นจะมีไฟเบอร์สูง ซึ่งไฟเบอร์เป็นสารอาหารหลักที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แถมยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีคุณค่ากับร่างกายมากมาย เช่น โพแทสเซียม สังกะสี เหล็ก ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย เช่น เหล็กก็ช่วยในด้านของเลือดเป็นต้น เห็นไหมว่า แค่อิ่มท้องโดยไม่อ้วนไม่พอยังช่วยให้ขับถ่ายสะดวกอีกต่างหาก

3. แก้วมังกร
แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ถ้าคุณกำลังลองหาวิธีลดความอ้วนอยู่ เนื่องมาจากในแก้วมังกรมีใยอาหารที่สูงมาก และใยอาหารนี่แหละที่มีคุณสมบัติในการช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์ดูดซึมไขมันอย่างปกติ แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดอีกต่างหาก และรสชาติก็ยังอร่อย ถือเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว

วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

“เห็ดตับเต่า” เมนูสุขภาพช่วงหน้าฝน


“หอมเอย.. หอมดอกกระถิน รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาย่านาง…” 


เห็นขึ้นต้นด้วยเสียงเพลงแบบนี้ อยากจะให้สังเกตดูว่าในเนื้อเพลงท่อนนี้มีของกินอยู่ชนิดหนึ่งที่คนสมัยนี้อาจจะไม่รู้จักกันแล้ว นั่นก็คือ “เห็ดตับเต่า”

“เห็ดตับเต่า” ก็คือเห็ดชนิดหนึ่งที่จะมีให้กินในเฉพาะช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะในป่าทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้       

เห็ดตับเต่าจะขึ้นเองตามธรรมชาติ จึงนับได้ว่าเป็นเห็ดที่ปลอดสารพิษ (แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการเพาะเห็ดตับเต่าขายแล้ว) หน้าตาของเห็ดชนิดนี้จะมีสีออกน้ำตาล น้ำตาลเข้ม ไปจนถึงสีดำ

ว่ากันว่าเห็ดนั้นเป็นอาหารสุขภาพชนิดหนึ่ง กินแล้วได้ประโยชน์ต่อร่างกาย (ยกเว้นจะไปกินเห็ดพิษเข้า) ให้พลังงาน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และแร่ธาตุต่างๆ ส่วนสรรพคุณทางยาของเห็ดตับเต่านั้นเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง บำรุงตับ บำรุงปอด กระจายโลหิต และดับพิษร้อนภายในร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยบำบัดอาการปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเส้นเอ็นและกระดูก ป้องกันการชักกระตุก คนจีนใช้เป็นสมุนไพร แก้เคล็ดคัดยอก และปวดกระดูก     

ข้อสำคัญการจะเก็บเห็ดมากินนั้น ไม่ว่าจะเป็นเห็ดชนิดใดก็ตาม จะต้องให้แน่ใจได้ก่อนว่าไม่ใช่เห็ดพิษ เพราะในช่วงฤดูฝนไปจนถึงฤดูหนาวนั้น เป็นช่วงที่มีเห็ดหลากหลายสายพันธุ์ขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในป่า ในไร่ หรือในสวน ซึ่งก็มีทั้งที่กินได้และไม่ได้ โดยเฉพาะเห็ดพิษบางชนิดก็มีสีสันสวยงามล่อตาล่อใจ บางชนิดก็มีหน้าตาคล้ายคลึงกับเห็ดที่ขายตามตลาดทั่วไป ซึ่งการจะพิสูจน์ได้ว่าเห็ดชนิดใดเป็นพิษหรือไม่ ต้องอาศัยการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเท่านั้น

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2555 16:19 น.

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อาหารช่วยคลายเครียด


"นายแพทย์ กฤษดา ศิรามพุช" ผ.อ.ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

      อาหารอารมณ์ดี กินง่ายๆ ต้องนี่เลย .....

  • แตงโม มีธาตุเย็นจากน้ำและมี "อาจินีน" เป็นเคมีที่ช่วยให้หลอดเลือดขยายช่วยให้กระปรี้กระเปร่า มี "ไลโคปิน" ช่วยต้นสนิมแก่จากธาตุเครียดในตัวได้ดี นอกจากนั้นพืชพวกแตง อาทิ แตงไทย,แตงกวา, แตงร้าน, แตงแคนตาลูป ก็ช่วยได้เช่นกัน
  • ส้มตำ มีกรดเผ็ด ซึ่งอุดมในพริกนั่นเอง กรดเผ็ดนี้เองที่เป็นตัวนำให้ "สารสุข" ในสมองหลั่งจนอิ่มเอิบใจ
  • ใบขี้เหล็ก, สะเดา, มะระขี้นก โดยเฉพาะขี้เหล็กมีสาร "บาราคอล" ที่ดับอารมณ์ซึมเศร้า 
  • น้ำผึ้ง เป็นอาหารอารมณ์ดี กินแล้วน้ำตาล "ฟรุกโตส" ในน้ำผึ้งจะช่วยกล่อมอารมณ์ให้สบายใจมีพลัง
  • ข้าวโพด, กระยาสารท และธัญพืช มีธาตุอารมณ์ดีชื่อ "ทริปโตแฟน" เยอะ จะเปลี่ยนไปเป็นเคมีอารมณ์ดีชื่อ "ซีโรโทนิน" ใครมีเคมีดีๆ อย่างนี้เยอะก็ทำให้เป็นสุขใจ แก้ปวดหัว รักษาลำไส้แปรปรวน ช่วยต้านซึมเศร้าและทำให้เราแก่ช้าลงด้วย
  • แซนด์วิชทูน่า มี "โอเมก้า 3" และวิตามิน "บี 12 " มาก ช่วยบำรุงประสาท

 แหล่งที่มา   เว็บไซต์ THAIZA

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

อาหาร 10 ชนิดที่มีประโยชน์จนน่าทึ่ง


ใครๆ ก็รู้ว่า อาหารจำพวกผัก ธัญพืช หรืออาหารที่ได้จากธรรมชาติส่วนใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพทั้งนั้น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ประโยชน์ของมันจริงๆ กันบ้าง ว่าหลังจากที่คุณทานเข้าไปแล้ว มันจะไปซ่อมแซมหรือบำรุงร่างกายส่วนไหน  

1. ผักสลัดน้ำ (WATERCRESS)


ผักสลัดน้ำได้ชื่อว่าเป็นราชินีผัก จัดอยู่ในจำพวกผักใบเขียว มี 2สายพันธุ์คือเขียวและแดง เป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี มีรสเผ็ดเล็กน้อย

คุณประโยชน์
ผักสลัดน้ำ 1 ถ้วยมีพลังงานเพียงแค่ 4 แคลอรี่เท่านั้น แต่อุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ มากมาย เช่น เอ ซี และเค ซึ่งสูงกว่าผักกาดธรรมดา 2 เท่า และมีลูทีน (LUTEIN) กับซีแซนทีน (ZEAXANTHIN) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคจอตาเสื่อม มะเร็งเต้านม และโรคหลอดเลือดหัวใจได้

วิธีรับประทาน
สามารถหั่นมาเพื่อทานคู่กับแซนด์วิช เด็ดก้านออกเพื่อทำเป็นสลัด ผัดไฟแดง แกงจืด ต้มทำเป็นซุป หรือกินสดๆ ร่วมกับส้มตำน้ำพริกก็ได้

2. วานิลลา (VANILLA BEANS)


วานิลลาเป็นพืชตระกูลกล้วยไม้ มีลักษณะเป็นฝัก มีกลิ่นหอม จึงมักใช้สำหรับแต่งกลิ่นและรสให้หวานขึ้น

คุณประโยชน์
ในวานิลลานั้นมีสารประกอบของ (PHENOLIC) ที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นดี ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัส แบคทีเรีย และช่วยแก้อาการอักเสบของแผลเป็นในร่างกายได้ด้วย

วิธีรับประทาน
สามารถนำมาผสมกับน้ำผลไม้หรือแอลกอฮอล์เพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มได้

3. ผงโกโก้ (COCOA POWDER)


ผงโกโก้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากเมล็ดโกโก้อีกที มีส่วนประกอบหลักคือโกโก้และเนยโกโก้ โดยมีสารประกอบไขมันต่ำที่ได้จากเมล็ดโกโก้


คุณประโยชน์
อุดมไปด้วย แคลเซียม แมกนีเซียม โซเดียม และมีสารฟลาโวนอยด์ (FLAVONOID) ที่ช่วยป้องกันอาการชักและโรคหัวใจได้

วิธีรับประทาน
นำมาผสมเพื่อทำขนมต่างๆ หรือสามารถนำมาผสมทำเป็นซอสได้

4. ข้าวฟ่าง (SORGHUM)


ข้าวฟ่างเป็นพีชตระกูลหญ้า มีรูปร่างและรสชาติคล้ายข้าวสาลี ส่วนมากใช้สำหรับให้อาหารสัตว์ แต่คนก็สามารถนำมารับประทานได้เช่นกัน


คุณประโยชน์
ข้าวฟ่างนั้นเป็นแป้ง จึงอุดมไปด้วยพลังงาน อีกทั้งยังมีวิตามินบีรวมและคลอเรสเตอรอลต่ำ ข้าวฟ่างช่วยเสริมสร้างม้ามและกระเพาะอาหารช่วยให้หลับง่าย 

วิธีรับประทาน
สามารถนำมาใส่ในสลัดได้ นำมาทำเป็นโจ๊ก ทำเป็นขนมปังและสามารถนำมาใส่แกงได้ด้วย

5. ลูกเกด (RAISINS)


ลูกเกด คือองุ่นแห้ง มีรูปร่างวงรีเล็ก ๆ สีน้ำตาลหรือดำ            

คุณประโยชน์
ในลูกเกด โดยเฉพาะลูกเกดสีเข้มนั้นจะมีแอนโทไซยานิน (ANTHOCYANINS) ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระได้มากกว่าหลายเท่า ช่วยลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง  บำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดความเครียด และลดคลอเรสเตอรอลได้ด้วย

วิธีรับประทาน
สามารถนำมากินเปล่า ๆได้เลย หรือจะนำมาเป็นส่วนประกอบของขนมอย่างเค้กหรือไอศกรีมก็ได้

6. ขิง (GINGER ROOT)


ขิง เป็นพืชล้มลุก มีส่วนเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีรสค่อนข้างเผ็ด

คุณประโยชน์
ขิงอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม และวิตามินเอ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาด้านระบบทางเดินอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการเบื่ออาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่นได้

วิธีรับประทาน
สามารถนำมาคั้นเป็นน้ำดื่ม หรือนำมาเป็นเครื่องเคียงของโจ๊กและแกงอื่น ๆได้

7. ถั่วแดง (KIDNEY BEANS)


ถั่วแดง เป็นถั่วที่สามารถกินเมล็ดได้ ซึ่งอยู่ในจำพวกเดียวกับถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วลาย และถั่วปากอ้า เป็นต้น

คุณประโยชน์
อุดมไปด้วยโปรตีนและคุณค่าทางอาหารสูง สามารถใช้เป็นอาหารลดความอ้วนและอาหารสำหรับผุ้ป่วยเบาหวานได้ดี

วิธีรับประทาน
นำมาต้มกินได้ หรือสามารถนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น หมูอบ ห่อหมก เป็นต้น

8. กาแฟ (COFFEE)


กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เมล็ดสกัดนำมาจากต้นกาแฟ โดยถือเป็นเครื่องดื่มที่นิยมมาก

คุณประโยชน์
ไฟเบอร์จากกาแฟสามารถช่วยลดคลอเรสเตอรอลได้ มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงกรดคลอโรจีนิก (CHLOROGENIC)  ที่ช่วยยับยั้งคลอเรสเตอรอลที่ไม่ดีออกไปได้

วิธีรับประทาน
สามารถใช้ดื่มได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ถ้าคุณดื่มแบบกาแฟดำจะได้ประโยชน์สูงสุด

9. ข้าวบาร์เลย์ (BARLEY)


เป็นธัญพืชชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลเดียวกับข้าว ข้าวโพด และข้าวสาลี

คุณประโยชน์
ไฟเบอร์ในข้าวจะช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกาย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและเผาผลาญพลังงานได้ดีขึ้น อีกทั้งยังมีโฟเลตและแมงกานีสที่ช่วยบำรุงสมอง

วิธีรับประทาน
สามารถทานกับอาหาร กินกับสลัด ทำเป็นซุปและแปรรูปเป็นขนมปังได้

10. ไข่ (EGGS)


คงไม่มีใครไม่รู้จักไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ด หรือแม้กระทั่งไข่นกกระจอกเทศ

คุณประโยชน์
ไข่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยสามารถป้องกันโรคประสาทตาเสื่อมได้ ป้องกันการจับตัวของเลือด และไข่นั้นเป็นสิ่งเดียวที่ให้วิตามินดีจากธรรมชาติ

วิธีรับประทาน
คุณสามารถนำไข่มาทำอาหารได้หลายแบบ เช่น นำมาทอด นำมาเจียว ผสมกับขนม และอีกมากมาย

และนี่ก็คือ 10 อาหารอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะเห็นได้ชัดว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายของคุณมากแค่ไหน ที่เหลือคุณก็แค่นำมาเลือกทานเพื่อสุขภาพของตัวเองให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้คุณก็จะร่างกายแข็งแรง โรคภัยไม่ถามหาแน่นอน

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

'ซุปถั่วแดง' ไม่เป็นเหน็บชา


เมื่อไหร่ที่เป็นเหน็บชา ไม่ว่าจะที่แขนหรือขา ย่อมส่งผลให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก บางครั้งต้องรอให้เหน็บชาหายจึงจะขยับแขนหรือขาได้ถนัด 

สาเหตุของเหน็บชา เกิดจากการกดทับ เช่น นอนทับแขน นั่งพับเพียบหรือนั่งท่าขัดสมาธิ ซึ่งท่าทางดังกล่าวมักทำให้เกิดการกดทับจนเส้นเลือดไม่สามารถนำออกซิเจนและน้ำตาลกลูโคสไปยังเนื้อเยื่อและเส้นประสาท ดังนั้น เมื่อเส้นประสาทไม่อาจสื่อสารไปยังสมองจึงเกิดความรู้สึกชา เจ็บจิ๊ดๆ

ทางแก้ที่แน่นอน คือ ต้องเลี่ยงอิริยาบถที่จะทำให้เกิดการกดทับจนเป็นเหน็บชา และที่สำคัญคือ ไม่ควรกินคาร์โบรไฮเดรตมากเกินไป เช่น ข้าว แป้ง เนื่องจากร่างกายต้องใช้วิตามินบีในการเผาผลาญคาร์โบรไฮเดรต ถ้ากินคาร์โบรไฮเดรตมาก ร่างกายย่อมต้องใช้วิตามินบีมากเช่นกัน เมื่อร่างกายขาดวิตามินบี ก็จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นเหน็บชาได้ง่ายๆ 

การเติมเสริมวิตามินบีให้ร่างกาย 'มุมสุขภาพ' แนะนำ 'ถั่วแดง' ที่มีสรรพคุณแก้ลดอาการเหน็บชา แถมยังช่วยบรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง บำรุงหัวใจ ระบบประสาท ลำไส้ บำรุงเลือด ลดคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองปริแตก โดยสารอาหารในถั่วแดงประกอบไปด้วยโปรตีน คาร์โบรไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินเอ บี และซี มีเส้นใยอาหาร และโฟลิก 

สำหรับเมนูอร่อยจากถั่วแดง ชวนลองทำ 'ซุปถั่วแดง' โดยเริ่มจากนำถั่วแดงไปต้มสุกแล้วพักไว้ หันไปโขลกเม็ดพริกไทย รากผักชี และกระเทียมรวมกัน จากนั้นตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอกพอเริ่มร้อนใส่เม็ดพริกไทย รากผักชี และกระเทียมที่โขลกไว้ ผัดให้หอมแล้วใส่ก้านขึ้นฉ่ายสับและหอมหัวใหญ่สับ ผัดต่อให้สุก จากนั้นใส่ถั่วแดงต้มสุก และน้ำซุปหรือน้ำสะอาด เคี่ยวให้ถั่วแดงเปื่อยแล้วพักไว้จนเย็นลง จึงนำไปปั่น

เมื่อนำไปปั่นแล้วจะได้ซุปเนื้อเนียนละเอียด แต่เท่านี้ยังไม่อร่อยพอ ต้องนำไปตั้งไฟอีกครั้ง โดยใช้ไฟอ่อน เคี่ยวต่อสักครู่ พร้อมปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ ซีอิ้วขาว และพริกไทย กระทั่งซุปเริ่มเดือดจึงดับไฟเป็นอันเสร็จ พร้อมตักใส่ถ้วย กินตอนร้อนๆ อุ่น คล่องคอ เป็นเมนูอาหารว่างช่วยป้องกันเหน็บชาได้ดี

แหล่งที่มา    เว็บไซต์มุมสุขภาพของคนรักสุขภาพ วันที่โพสต์ : 2012-07-06 

ใบบัวบก กินดีไม่ต้องรอช้ำใน


เรามักได้ยินคำหยอกบอกให้คนอกหักช้ำรักต้องซดน้ำใบบัวบกเพื่อแก้ช้ำใน คงเป็นคำแซวเพื่อแก้เครียด แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว สรรพคุณของใบบัวบกไม่ได้ช่วยเยียวยาความรู้สึกช้ำใจอย่างที่ชอบนำไปพูดกัน 

ทว่าบัวบก จัดเป็นพืชที่มีวิตามินเอสูง จึงบำรุงสายตาได้ดี นิยมกินส่วนของใบ มีประโยชน์ช่วยแก้ฟกช้ำ ลดการอักเสบ กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ แก้ร้อนใน แก้กระหาย แก้อ่อนเพลีย ทำให้รู้สึกสดชื่น ทั้งยังลดความดันโลหิต และช่วยขับปัสสาวะได้ 

สำหรับเมนูเพื่อสุขภาพจากใบบัวบก ชวนทำ "ยำใบบัวบกกุ้งสด" ปรุงกินง่ายไม่ต้องรอให้อกหัก แค่มีใบบัวบก เอาไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วหั่นฝอย หรือจะใช้เต็มใบก็ได้ตามชอบ แล้วต้องมีกุ้งชีแฮ้ปอกเปลือกเด็ดหัวทิ้ง ดึงเส้นดำกลางหลังออก ล้างก่อนลวก โดยลวกแบบพอสุก จากนั้นจึงสับหยาบ อาจนำหมูบดหรือไก่บดลวกสุกมาเป็นส่วนผสมร่วมด้วยก็ได้

ขั้นต่อมา ทำน้ำยำ ใส่น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ เคล้าให้น้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นเติมพริกป่น กุ้งสับ หมูหรือไก่บด คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชมให้ได้รสหวานอมเปรี้ยว เมื่อได้ที่แล้วใส่ใบบัวบกคลุกผสมให้เข้ากัน เสร็จแล้วตักใส่จาน โรยหน้าด้วยหอมแดงเจียว เพียงเท่านี้ก็จะได้คุณค่าจากบัวบกแล้ว.

แหล่งที่มา    เว็บไซต์มุมสุขภาพของคนรักสุขภาพ วันที่โพสต์ : 2012-07-13

'อาหารไทย' จานโปรดของชาวต่างชาติ



เมื่อ 12 ก.ค. 2555 ซีเอ็นเอ็นโก รวบรวมเมนูอาหารไทยจานโปรดของนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากการสอบถามไปยังเครือข่ายไอรีพอร์เตอร์ (iReporter) ทั่วโลก โดยยกมาทั้งหมด 7 ตัวอย่างด้วยกัน มีตั้งแต่อาหารประจำชาติที่รู้จักกันแพร่หลาย ไปจนถึงเมนูเด็ดที่คนในชาติประทับใจไม่แพ้กัน...

สำหรับอาหารไทยจานโปรดของชาวต่างชาติ มีดังต่อไปนี้

1. ไก่ทอด




แอรอน เอสปาญา ไอรีพอร์เตอร์ของซีเอ็นเอ็นโก ผู้อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าแม้ไก่ทอดจะเหมือนกันหมดทั่วโลก แต่ที่ประเทศไทยมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ และถ้าวันไหนหิวๆ กินไก่ทอดกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ ก็เลิศแล้ว ส่วนเคล็ดลับไก่ทอดสูตรเด็ดของไทยอยู่ที่การหมักไก่ทิ้งไว้ ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมง หรือจะทิ้งไว้ข้ามคืนเลยก็ได้ เครื่องปรุงมีเพียงเกลือ หรือจะใช้น้ำปลา ซีอิ้วขาวก็ได้ และสิ่งที่ทำให้ไก่ทอดไทยมีเอกลักษณ์คือ เมล็ดผักชี ตะไคร้ เป็นต้น

2. เสือร้องไห้
"เสือร้องไห้เป็นอาหารจานโปรดของฉัน" มาร์ทา โบรซีนา กล่าว โดยอธิบายว่าเมนนูนี้เติมเต็มให้อาหารไทยอร่อยแบบไม่มีใครเหมือน มันมีความเผ็ด ความเค็ม ความหวาน ความเปรี้ยว และความกลมกล่อมในเวลาเดียวกัน เรียกได้ว่าเฟอร์เฟ็คเลยทีเดียว เสือร้องไห้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อวัว ไม่ใช่เนื้อเสือนะจ๊ะ ส่วนความเด็ดอยู่ที่น้ำจิ้ม หรือน้ำยำ ที่ขาดน้ำปลาขณะปรุงไม่ได้ เพราะน้ำปลาจะช่วยทำให้หอมน่าทานยิ่งขึ้น และเติมส่วนผสมอื่นๆ เช่น กระเทียม พริกขี้หนูแดง ผักชี และน้ำมะนาว เป็นต้น

3. แกงเผ็ด 
นอกจากผัดไทย หรือต้มยำแล้ว ประเทศไทยยังขึ้นชื่อในเรื่องของเครื่องแกงด้วย มาริเทสส์ การ์เซีย-เรเยส ไอรีพอร์เตอร์จากฟิลิปปินส์เผย นอกจากนี้เมนูแกงกะหรี่ของไทยยังมีหลากหลายสีสัน ส่วนตัวของเธอชอบแกงเผ็ดมากที่สุด ทานกับข้าวสวย และจะสมบูรณ์แบบที่สุดเมื่อได้ชานมไทยปิดท้าย

4. ผัดไทย






แคท ทรอยอาโน จากนิวยอร์ก สหรัฐฯ กล่าวว่า "ใครที่ยังไม่ได้ลิ้มรสอาหารไทยถือว่าพลาดประสบการณ์การในการรับประทานอาหารแล้ว" อาหารไทยมีความซับซ้อนของรสชาติที่แตกต่าง ส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้อาหารไทยมีรสชาติตัดกันอย่างลงตัว คือ มะนาว ตะไคร้ พริกแกง กะทิ น้ำปลา และโหระพา ความสมดุลรสชาติทั้งหมดอยู่ภายในจานเดียว ส่วนอาหารไทยจานโปรดของเธอ หนีไม่พ้น ผัดไทย อาหารประจำชาติที่รู้จักกันทั่วโลก ทำจากเส้นก๋วยเตี๋ยวผัดกับน้ำปรุงรส อาทิ น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำมะขาม ใส่ไข่ ถั่วลิสง ต้นหอม เต้าหู้แข็ง ทานเคียงกับถั่วงอกสด ภัตตาคารร้านค้าส่วนมากนิยมเพิ่ม กุ้ง ไก่ หรือ หมู เป็นต้น

5. ส้มตำ






แม้ไม่มีมะละกอก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป! ชิเอโกะ โอคุมา จากเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เผยถึงอาหารไทยจานโปรดของเธอว่าคือ "ส้มตำ" แต่อยู่ญี่ปุ่นทำให้เธอหาทานได้ยาก เพราะหาวัตถุดิบไม่ได้ กระทั่งเพื่อนชาวไทยเข้าครัว และใช้วัตถุดิบท้องถิ่นจากจังหวัดนากาโน อย่าง ซุกกินี (พืชตระกูลแตง บ้างเรียกว่าบวบฝรั่ง) แทนมะละกอดิบ แต่รสชาติไม่ทิ้งอาหารไทยเลย จนทำให้เธอประทับใจไม่รู้ลืม

6. มะม่วง






"เมื่อเอ่ยถึงอาหารไทยแล้ว ต้องไม่ลืมของหวานด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ไทย" ชิเอโกะ คนเดิมจากญี่ปุ่นเผย เธอติดใจมะม่วงไทยมาก หลังจากได้รับของฝากเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้จากเพื่อนชาวไทย และหากเธออยู่เมืองไทย ข้าวเหนียวมะม่วงก็คงเป็นอีกหนึ่งจานโปรดของเธอเช่นกัน ความหวานฉ่ำของมะม่วงในตอนนั้น ทำให้เธอลืมอากาศหนาวในเกียวโต และจินตนาการถึงฤดูร้อนในประเทศไทยแทนเลยทีเดียว

7. ข้าวมันไก่




แอรอน เจ้าเดิมจากเชี่ยงใหม่ บอกว่านอกจากไก่ทอดแล้ว ถ้าจะให้เลือกเมนูใดเมนูหนึ่งคงยาก เพราะชอบหลายอย่างเหลือเกิน บางทีอยากทานอะไรก็ขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ แต่ในวันนี้ยกให้ ข้าวมันไก่ ซึ่งต้องมีน้ำจิ้มทานควบคู่ บ้างกินกับขิง หรือพริก ตามแต่ชอบใจ 



แหล่งที่มา    เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 กรกฎาคม 2555, 06:00 น. 

วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เครื่องดื่มชนิดใดหนอ...ที่ช่วยให้เราดูดีขึ้นได้


เครื่องดื่มที่มีประโยชน์
1. น้ำเปล่า


ผู้คนส่วนใหญ่ดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ยิ่งถ้าดื่มเครื่องดื่มหวาน ๆ เข้าไปแทน จะยิ่งเป็นผลเสียต่อร่างกายคุณอย่างมาก ดังนั้น คุณควรเลือกดื่มน้ำเปล่า แทนที่จะดื่มน้ำอัดลมบ่อย ๆ เพื่อดับกระหาย เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพดีแล้ว อย่าลืมว่าส่วนประกอบสำคัญของร่างกายของคนเรา 80 เปอร์เซ็นต์ นั้นมาจากน้ำนั่นเอง

2. น้ำชา




คงไม่มีใครเถียงนะว่าน้ำชา คือ เครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมชนิดหนึ่งในโลก ซึ่งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งปัญหาโรคหัวใจได้ และยังเชื่อได้อีกว่าสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นยาต้านมะเร็งได้ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำชาไม่มีแคลอรี่อีกด้วย (หากไม่ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมเพิ่มเข้าไป) แต่ถ้าคุณเป็นคนชอบทานหวาน...โดยเฉพาะชาเย็น ยิ่งต้องระมัดระวังให้ดี เพราะว่าชาเย็นส่วนใหญ่มักมีส่วนผสมของน้ำตาลมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้คุณน้ำหนักเพิ่มขึ้นได้น่ะสิ

3. กาแฟ


เหมือนกับน้ำชา การดื่มกาแฟไม่ใส่น้ำตาลหรือกาแฟดำ ทำให้ปริมาณแคลอรี่ไม่สูงมากนัก อีกทั้งยังอุดมไปด้วยสารที่มีประโยชน์ ซึ่งก็ไม่แย่เท่าไหร่หรอกถ้าคุณจะเติมน้ำตาลหรือครีมลงในน้ำตาลคุณบ้าง แต่คุณต้องจำไว้นะว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟหวาน ๆ จะเสี่ยงที่มีปริมาณแคลอรี่ต่อวันสูงกว่าคนที่ดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลมากนัก อย่าลืมว่าคุณควรดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นด้วย เพราะการดื่มกาแฟบางทีก็ไม่ช่วยทำให้รูปร่างดีเสมอไป ฉะนั้นเวลาจะดื่มควรคิดให้ถี่ถ้วนก่อน

เครื่องดื่มที่ควรดื่มอย่างระมัดระวัง
1. นม

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้โต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้ว ว่านมนั้นดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ ? บางคนได้กล่าวเอาไว้ว่า น้ำนมนั้นเป็นเครื่องดื่มที่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่คิดจะลดน้ำหนักเลย เนื่องจากดื่มเท่าไหร่ก็ไม่สามารถลดความหิวได้ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งได้กล่าวว่าน้ำนมนั้นอุดมไปด้วยแคลเซียมและโปรตีนที่มีคุณค่าต่อร่างกาย สรุปแล้ว ถ้าคุณเป็นคนชอบดื่มนมมาก ก็ดื่มต่อไปเถอะ เพียงแต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมก็พอ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณพยายามที่จะลดน้ำหนัก ไม่ควรดื่มเกิน 2 แก้วต่อวัน และอย่าผสมนมให้มีรสชาติหวานขึ้นด้วยน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเป็นอันขาด เพราะจะทำให้มีปริมาณน้ำตาลมากจนเกินไป

2. แอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์นั้นอุดมไปด้วยแคลอรี่จำนวนมาก และช่วยเพิ่มความอยากอาหารของคุณ ยิ่งไปกว่านั้น ปริมาณแคลอรี่ในแอลกอฮอล์ ไม่สามารถสะสมได้เหมือนไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน โดยจะเผาผลาญออกมาในทันที ซึ่งหมายความว่า ระบบการทำงานในร่างกายของคุณจะหยุดเผาผลาญไขมันแล้วหันไปจัดการกับแคลอรี่ในแอลกอฮอล์ก่อนจนกว่าจะหมดก่อน โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงสำหรับเบียร์ 1 แก้ว ฉะนั้นควรดื่มอย่างมากไม่เกิน 2 แก้ว เพราะถ้าคุณดื่มเกินกว่านั้น คุณมีสิทธิที่จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและอ้วนเผละได้นะ

3. น้ำผลไม้

ไม่ใช่น้ำผลไม้ทั้งหมดที่ทำจากผลไม้จริง ๆ เพราะยังมีน้ำผลไม้อีกมากมายที่ไม่ได้ผสมแค่น้ำตาลจากธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีการเพิ่มน้ำตาลสังเคราะห์เข้าไปอีกเพื่อเพิ่มความหวาน ถ้าคุณชอบดื่มน้ำผลไม้มาก คุณก็ควรดื่มน้ำผลไม้ที่ฉลากเขียนไว้ว่า "น้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์" ซึ่งมักจะไม่ผสมน้ำตาล แต่ถ้าอยากได้คุณค่ามาก ๆ คุณควรรับประทานผลไม้สด ๆ ก่อนที่จะแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ดีกว่า อย่างเช่น แอปเปิ้ล ซึ่งจะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทว่าในน้ำแอปเปิ้ลนั้นไม่มี


4. เครื่องดื่มลดน้ำหนัก


แม้ว่าเครื่องดื่มประเภทนี้จะมีปริมาณแคลอรี่ไม่มาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยต่อร่างกายเราซะทีเดียว เช่น ถ้าคุณดื่มในปริมาณมากเพื่อทดแทนการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม จะทำให้ไปชะล้าง เครื่องดื่มจากธรรมชาติในร่างกาย เช่น น้ำหรือน้ำชาได้ โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เครื่องดื่มประเภทนี้ทำให้เกิดอาการอยากของหวานเพิ่มขึ้นอีกด้ว

แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เคล็ดลับการเลือกอาหารว่างที่มีคุณค่าต่อร่างกาย


คุณคิดว่าอะไรคือตัวกำหนดว่าอาหารว่างที่คุณทานอยู่นั้นมีประโยชน์ ? อาหารว่างที่ดีมักประกอบได้ด้วย ไฟเบอร์ โปรตีน และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งไม่มีน้ำตาลในปริมาณสูง ไขมันอิ่มตัว และสารสังเคราะห์ 

ผลไม้ปลอดสารพิษและถั่วดิบนี่แหละที่เหมาะสำหรับประทังความหิว บำรุงสมอง และช่วยให้พลังงาน ถือว่าเป็นอาหารว่างที่มีคุณค่ามากอย่าง ถ้าคุณจะเลือกรับประทานอาหารว่างเพื่อการลดน้ำหนัก รวมทั้งยังเป็นอาหารว่างที่สามารถทานเล่นได้เรื่อยๆ ตลอดทั้งวันและคุณไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพอีกด้วย

แม้ว่าผลไม้อบแห้งจะเป็นอาหารว่างที่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ผลไม้อบแห้งอาจให้โทษได้เช่นกัน ถ้าคุณบริโภคมากเกินไป เนื่องจากในผลไม้อบแห้งนั้นมีปริมาณน้ำตาลสูง ซึ่งถ้าคุณหวังที่จะลดน้ำหนักละก็ คุณควรหันมาสนใจที่ผักสดปลอดสารพิษดีกว่า


นอกจากผลไม้และอาหารจำพวกถั่วที่สามารถเป็นทางเลือกใช้บริโภคเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้อย่างหลากหลายแล้ว ผลิตภัณฑ์จำพวกโยเกิร์ตก็ถือว่าเป็นอาหารที่เหมาะอย่างยิ่ง โดยโยเกิร์ตนั้นจะมีส่วนประกอบของผลไม้หลากหลายชนิด และผลเบอร์รี่ที่ผู้คนชอบทานกัน หรืออย่างเนยแข็งคอทเทจที่ผสมกับผลไม้ ก็เป็นอาหารที่ดีเยี่ยมเพราะอุดมด้วยโปรตีน และวิตามิน
       
ขนมปังที่ทำจากข้าวไรย์ ก็เป็นอาหารที่ดีเช่นกัน ซึ่งอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้พลังงานและบรรเทาอาการหิว ลองนำเนยถั่ว 1 ช้อนชา มาทากินกับขนมปังไรย์ ตามด้วยกล้วยอีกสัก 1 ลูก ก็นับว่าเป็นอาหารว่างที่มีโปรตีนสูงและแคลอรี่ไม่มากจนเกินไป


การไม่ใช้น้ำมันทอดข้าวโพดคั่วในยามที่ทำกินเองที่บ้าน นับเป็นวิธีการปรุงอาหารที่ดีเช่นกัน เพราะเมื่อไม่ใช้น้ำมันในการทอด ข้าวโพดคั่วก็จะมีปริมาณแคลอรี่เพียง 100 เท่านั้น แต่ถ้าคุณใส่น้ำมันล่ะก็จะกลายเป็นของว่างที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายทันที โดยไฟเบอร์ในข้าวโพดคั่วจะช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มจนถึงมื้อเย็นเลยทีเดียว       

สลัดเป็นอาหารว่างที่มีคุณค่าสูงสุดเลยก็ว่าได้ ถ้าคุณใช้เครื่องปรุงและวัตถุดิบที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยสิ่งที่คุณใส่ไปในสลัดของคุณต้องไม่มีปริมาณน้ำตาลมากเกินไป ในกรณีของ สลัดผลไม้ ใส่น้ำมันเยอะๆ หรือสิ่งที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ใช้น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชูชนิดต่างๆ และน้ำมันมะกอกดีๆ ในการทำสลัดดีกว่า

จริงๆ แล้ว แฮมเบอร์เกอร์ หรือแซนด์วิชไขมันต่ำ ก็สามารถเป็นอาหารว่างที่มีประโยชน์ได้ ถ้าคุณปรุงได้อย่างถูกต้อง หั่นขนมปังโฮลวีตบางๆ วางด้วยเนื้อหมูหรือเนื้อไก่ ผักสลัด ผักกาดหอม มะเขือเทศ พริกหั่นบางๆ แตงกวา หัวหอม หรือผักชนิดอื่นที่คุณชอบ นำมาวางบนขนมปังพร้อมด้วย ชีสไขมันต่ำ มายองเนส หรือซอสมะเขือเทศ แล้วแต่ความชอบ เท่านี้คุณก็จะได้ แซนด์วิชไขมันต่ำที่ดีต่อสุขภาพของคุณ         


การที่เราจะทำของว่างให้มีคุณค่าทางอาหารที่เพียงพอนั้น เราควรพิจารณาดูด้วยว่า เราควรจะบริโภคในปริมาณเท่าใดถึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายเรา เพราะหากว่าเราทำอาหารเพื่อสุขภาพแล้ว แต่กลับรับประทานเข้าไปในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ซึ่งแทนที่เราจะได้มีสุขภาพดีจากอาหาร อาจต้องเจ็บป่วยเพราะรับประทานอาหารไม่เพียงพอแทนได้นะ

แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

กินแบบไทย ไล่มะเร็ง


อยู่ดีๆ ไม่มีอาการอะไรผิดปกติ แต่พอไปตรวจสุขภาพ หมอบอกเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย อีก 6 เดือนต้องตาย เป็นไปได้อย่างไร? ทำไมคนตายด้วยโรคมะเร็งเยอะจัง? เกิดจากอะไรกันแน่? จะป้องกันได้อย่างไร? เพราะยังไม่อยากตาย....!!!

แม้วงการแพทย์ยังไม่ฟันธงถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคมะเร็ง แต่จากการศึกษาติดต่อกันมาเนิ่นนานพอจะระบุได้ว่า ต้นเหตุของโรคมะเร็งส่วนน้อยนิดไม่ถึง 20% เกิดจากกรรมพันธุ์ แต่อีก 75-80% ไปสัมพันธ์กับวิถีชีวิต มลพิษ และสิ่งแวดล้อม ทั้ง 3 สิ่งนี้มนุษย์เป็นผู้กระทำให้ตนเองเกิดโรคมะเร็ง ทั้งตั้งใจ และไม่ได้ตั้งใจ

วิถีชีวิตที่เครียดกับการทำงาน และการดำเนินชีวิตท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดปากกัดตีนถีบ มีเวลาพักผ่อนน้อย ทุ่มเทชีวิตให้กับงาน ไม่เคยสนใจออกกำลังกาย หมกมุ่นอยู่แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ทั้งหมดก่อให้เกิดโรคมะเร็งอารมณ์ ชีวิตจึงเหี่ยวเฉา เซ็ง หน้าเคร่งเครียด อารมณ์บูดตลอด ทั้งหมดมีผลกระทบทำให้เซลล์ผิดปกติ หากเกิดติดต่อกันนานๆ นำไปสู่มะเร็งทางกายได้ในที่สุด

ส่วนสาเหตุมะเร็งที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมมีหลายสาเหตุย่อย แต่เชื่อไหมส่วนมากเกิดจากอาหาร บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นสิ่งที่เราเสพเข้าไปทั้งนั้น ดั้งนั้น เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราสามารถที่จะป้องกันมะเร็งไม่ให้เกิดกับตัวเราด้วยตัวเราเอง แต่เชื่อเถอะคุณไม่สนใจที่จะดูแลตัวเองเรื่องการกิน มะเร็งจึงได้เข้าโจมตีคุณโดยไม่บอกคุณล่วงหน้า

การกินอาหารไทยๆ (ต้องไทยแท้ๆ) สามารถป้องกันมะเร็งได้ ขอฟันธง เพราะสิ่งที่จะบอกต่อไปนี้ สามารถอธิบายได้ ทางวิทยาศาสตร์ขององค์ประกอบของอาหารไทย ที่ป้องกันมะเร็งได้หลายเหตุผล อาทิ อาหารไทยแท้แบบดั้งเดิมเป็นอาหารที่ปรุงประกอบมาจากอาหาร หรือวัตถุดิบธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการใดๆ นั้น ย่อมปลอดภัยจากสารพิษปนเปื้อนและสารก่อมะเร็ง เรียกว่า กินตามธรรมชาติให้มา และที่สำคัญการกินอาหารไทยเน้นปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น เมนูอาหารไทยแท้จะปรุงมาจากปลาเป็นส่วนใหญ่ซึ่งมีไขมันต่ำ และเป็นโปรตีนที่ดีย่อยง่าย ป้องกันมะเร็งได้



อาหารไทยๆ มักเน้นการปรุงแบบ ต้ม ปิ้ง ย่าง และยำ ไม่เน้นการทอด ไขมันจึงต่ำ อาหารไทยมีรสชาติปานกลางกลมกล่อมไม่หวานจัด มันจัด เค็มจัด อาหารไทยในหนึ่งสำรับ หรือหนึ่งจานครบ 5 หมู่ และมีความสมดุลของสารอาหาร และพลังงาน จึงถือได้ว่าอาหารไทย คือ อาหารบาลานท์ไดเอท (Balance Diet) เหตุผลทั้งหมด จะอธิบายได้เต็มปาก หากกินอาหารไทยจะไล่บี้มะเร็งได้ จริงๆ นะ

ในอาหารไทยมีสารอาหาร และสารพฤกษาเคมี (Phyto Chemical) หลายตัวที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็งได้  เพราะอาหารไทยมีองค์ประกอบหลัก คือผักผลไม้ที่วงการแพทย์ออกมารณรงค์ให้กินผักผลไม้ให้มากขึ้นเพื่อต้านโรคมะเร็ง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาหารไทยแท้ทุกมื้อขาดผักไม่ได้ เพราะอาหารไทยต้องมีน้ำพริกกินน้ำพริกต้องกินผัก อาหารไทยเน้นประเภทต้มและแกง ย่อมมีผักเป็นเครื่องปรุงหลัก เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงป่า เป็นต้น

ผักที่อยู่ในอาหารไทยมีใยอาหาร (Fiber) มากพอที่จะป้องกันมะเร็งได้ด้วยหลายเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่ ใยอาหารชนิดไม่ละลายน้ำจะดูดซับน้ำได้มาก กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่จะเคลื่อนตัว กวาดเอาของเสีย สารพิษสารก่อมะเร็งออกจากร่างกายไม่ให้ตกค้าง ที่สำคัญใยอาหารไม่มีไขมัน ไม่มีแคลอรี ไม่ทำให้อ้วน ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง จากงานวิจัยล่าสุด พบว่าใยอาหารจะจับฮอร์โมนเอสโตรเจน ไว้ทำให้ระดับฮอร์โมเอสโตรเจนในเลือดลดลง ซึ่งลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้

พืชผักในอาหารไทยให้สารเบต้าแคโรทีนที่อยู่ในกลุ่มสารแคโรทีนอยด์ สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ และเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ ไล่กวาดจับอนุมูลอิสระซึ่งลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ยังพบสารแคโรทีนอยด์ที่เปลี่ยนเป็นวิตามินเอไม่ได้ ได้แก่ ไลโคฟีน ลูทีน ซีแซนทีน พบในมะเขือเทศและพืชผักใบเขียวเข้มป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจหลอดเลือดได้ดี

วิตามินซี และวิตามินอีในพืชผัก และธัญพืชในอาหารไทย จะทำหน้าที่ร่วมกันไปจับสารไนไตรท์ในอาหาร ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไนโตรซามีน ป้องกันมะเร็งกระเพาะอาหารได้ แต่ที่สำคัญทั้งวิตามินซี และอีจะต่อต้านไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระ ยับยั้งปฏิกิริยาเกิดสารก่อมะเร็ง และป้องกันไม่ให้ดีเอ็นเอ (DNA) ถูกทำลาย ซึ่งเป็นสาเหตุเริ่มต้นของการก่อตัวเซลล์มะเร็ง ป้องกันมะเร็งเต้านม ปอด ช่องปาก ต่อมลูกหมาก และกระเพาะอาหาร


ในเนื้อปลา ผัก ผลไม้ไทย หลายชนิดมีสารซีลีเนียม และเฟลโวนอยด์ เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกตัวหนึ่ง เสริมวิตามินซี ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ยับยั้งออกซิเดชั่น และต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้

นอกจากนี้อาหารไทยส่วนมากปรุงจากเครื่องเทศ สมุนไพรที่ออกฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกระเทียมไทย พบสารที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบคือ อัลลิน จะเปลี่ยนเป็น อัลลิซิน ทำให้เกิดกลิ่นในกระเทียมมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารป้องกันการเกิดเนื้องอกที่เกิดจากไนโตรซามีน

การป้องกันมะเร็งนอกจากปรับพฤติกรรมหันมากินอาหารไทยๆ ให้มากขึ้นตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังจะต้องหลีกเลี่ยงการกินอาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม อาหารมันจัด เช่น หนังหมู หนังไก่ อาหารทอด โดยเฉพาะทอดน้ำมันลอยที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ อาหารสีฉูดฉาด อาหารหมักดอง อาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมอาหาร (Process Food) และหาโอกาสออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตลอดจนหลีกเลี่ยงความเครียด และหาทางสลัดมันออกโดยเร็วเมื่อรู้ตัวว่าเครียด ลด หรือ งดสูบบุหรี่ และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ได้

ที่ท่านอ่านมาทั้งหมดนี้ ผมมั่นใจว่าท่านรู้ดี แต่ท่านไม่ทำ ไม่ปฏิบัติ ท่านจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ลองถามตัวท่านเองว่าทำไมไม่ทำ? ช่วยหาคำตอบให้ตัวเองหน่อยเถอะ ถ้าหาคำตอบได้ แล้วใส่ใจกับอาหารไทยๆ ท่านจะพ้นภัยมะเร็งได้ ในระดับที่ไม่ต้องเสี่ยง

แหล่งที่มา    เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ไทย–ญี่ปุ่น เข้มอาหารปลอดภัย


ไทยกับญี่ปุ่นนับเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน  ด้วยความเป็นประเทศที่เปิดกว้าง จึงเห็นได้ว่าญี่ปุ่นมีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิทยาการต่างๆ ให้มีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้หลายๆ ประเทศได้รับเอาวัฒนธรรมด้านต่างๆ ของญี่ปุ่นมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของอาหารการกิน ด้วยสภาพภูมิประเทศของญี่ปุ่นและจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ประเทศญี่ปุ่นไม่สามารถผลิตอาหารเลี้ยงคนในประเทศได้เพียงพอจำเป็นต้องมีการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารถึงร้อยละ 60 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ

เมื่อนำเข้าอาหารก็ต้องมีการกำหนดมาตรการและกฎระเบียบอาหารที่นำเข้าอย่างเคร่งครัด เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าอาหารทุกชนิดที่จะนำเข้าไปจำหน่ายนั้น ต้องได้ทั้งคุณภาพและมีความปลอดภัย

วันนี้เป็นที่น่ายินดีว่า สถาบันอาหารได้ทำ MOU กับหน่วยงาน JCCU หรือกลุ่มสหกรณ์ผู้บริโภคระดับชาติของประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมมือกันในด้านการวิจัย, การตรวจวิเคราะห์สินค้าอาหารทางห้องปฏิบัติการ และความร่วมมือในการตรวจสอบอาหารที่ JCCU จะนำเข้าไปจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น

ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวนี้ นับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้เกิดการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารของไทย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าอาหารไทย ให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้นำเข้าและผู้บริโภคในตลาดญี่ปุ่นอีกทั้งยังเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าอาหารที่สำคัญของไทยเพื่อให้เกิดการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรมอาหารของไทยอีกด้วย

รู้อย่างนี้แล้ว ผู้ประกอบการอาหารรายใดที่มีความต้องการผลิตและส่งสินค้าอาหารเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่น และต้องการพัฒนาระบบและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้นำเข้าญี่ปุ่น สามารถติดต่อมาได้ที่ NFI Japan Desk ของสถาบันอาหาร ผ่านทางเว็บเพจ http://intranet.nfi.or.th/nfijapan–desk หรือโทร. 0–2886–8088 ต่อ 3104–3106

เพื่อให้สินค้าอาหารของไทยได้ไปวางอยู่บนชั้นจำหน่ายอาหารในตลาดญี่ปุ่น และประเทศไทยเป็นครัวของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ไทยรัฐ 6 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประโยชน์และเมนูน่าหม่ำจากผลไม้แห้ง


สาวๆ ที่กำลังลดหุ่นและหันมารับประทานผลไม้เป็นชีวิตจิตใจ ต้องหยุดอ่านตรงนี้สักหน่อยแล้ว เพราะหากคุณเป็นหนึ่งในฟรุตเลิฟเวอร์ที่เริ่มมีอาการเขม่นตาบ่อยๆ ชาปลายมือปลายเท้าเป็นประจำ  รู้สึกหนาวง่าย มีเสมหะมาก หรือปากซีด หน้าซีดผิดปกติ อันนี้เป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังฟ้องว่า ภายในเริ่มไม่สมดุลเพราะหยินเกินแล้ว

พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 354.57 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.81 กรัม ไขมัน 13.02 กรัม คาร์โบไฮเดรต 52.94 กรัม ไฟเบอร์ 1.79 กรัม

คุณเมกุมิเล่าให้ฟังว่า ผลไม้สดมีความเป็นหยินหรือเย็นอยู่เมื่อรับประทานมากจะทำให้ร่างกายเย็น เกิดไม่สมดุลได้ เธอแนะว่า ผู้ที่ชอบรับประทานผลไม้สดเป็นประจำและเริ่มรู้สึกว่าตัวเย็น ให้ลองปรับมารับประทานผลไม้แห้งสลับบ้างก็จะได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน ซึ่งผลไม้แห้งช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมความหวานที่เป็นธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายไม่เสียสมดุล แต่ต้องระวังไม่รับประทานผลไม้แห้งที่แต่งน้ำตาลจนหวานเจี๊ยบ




อากาศร้อน แดดแรงแบบนี้ คุณเมกุมิจึงอยากชวนคุณๆ นำผลไม้มาตากแห้งไว้กินเองกัน  เพราะนอกจากเก็บไว้รับประทานเล่นได้แล้ว ยังนำมาทำสลัด แยม หรือเป็นส่วนผสมทำขนมได้ด้วย ครานี้เธอเลือกแอ๊ปเปิ้ลทั้งเขียวและแดงมาตาก โดยเริ่มจากล้างแอ๊ปเปิ้ลให้สะอาด หั่นตามขวาง เสร็จแล้วแช่ลงในน้ำเกลือเล็กน้อย ก่อนนำขึ้นวางบนกระจาดโดยรองกระดาษเพื่อไม่ให้แอ๊ปเปิ้ลแห้งติดภาชนะ จากนั้นนำไปตากแดดจัดประมาณ 2 วัน เท่านี้ก็เป็นอันสำเร็จเสร็จแล้วก็นำมารับประทานได้


สลัดแอ๊ปเปิ้ลตากกับถั่วขาว ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เตรียม 5 นาที ปรุง 2 นาที (ไม่รวมเวลาแช่เย็น) ถั่วขาวต้มสุก 1 ถ้วย แอ๊ปเปิ้ลตากแห้ง (2 - 3 ผล) 20 กรัม  หอมหัวใหญ่ซอยตามยาว ¼ หัว ผักร็อกเกตหรือผักสลัดอื่นตามชอบ ส่วนผสมน้ำสลัด น้ำส้มสายชูหมัก แอ๊ปเปิ้ลไซเดอร์ 25 มิลลิลิตร เกลือ ¼ ช้อนชา น้ำมันมะกอก 25 มิลลิลิตร พริกไทยป่นเล็กน้อย วิธีทำ ผสมส่วนผสมน้ำสลัดทั้งหมดให้เข้ากันใส่ถั่วขาว หอมหัวใหญ่ และแอ๊ปเปิ้ลลงผสมให้เข้ากัน ใส่ภาชนะปิดฝาเก็บไว้ในตู้เย็นประมาณ 3 วัน ก่อนนำมารับประทานกับผักร็อกเกตหรือผักสลัดอื่นตามชอบ


Tips
น้ำสลัดที่ผสมแล้วเก็บไว้รับประทานได้ 1 สัปดาห์ความหนาและความแห้งของแอ๊ปเปิ้ลขึ้นอยู่กับความชอบ เมื่อผลไม้แห้งตามต้องการแล้ว ให้เก็บใส่ถุงพลาสติกนำเข้าตู้เย็น สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน วิธีนี้ใช้กับผลไม้อื่นได้ตามต้องการ

แหล่งที่มา    เว็บไซต์สนุกดอทคอม 29 พ.ค. 55 11.27 น.

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...