วันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2554
กระทรวงแรงงาน อัด 5 โครงการ ช่วยนายจ้าง-ลูกจ้างประสบภัย
กระทรวงแรงงาน เตรียมออก 5 โครงการ ช่วยเหลือนายจ้าง-ลูกจ้างจากภาวะน้ำท่วม รวมถึง แผน 4 ข้อ ในการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต
วันนี้ (4 ธันวาคม) นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ทางกระทรวงได้เตรียมการ 2 ประเด็นหลัก ในการช่วยเหลือลูกจ้างและผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม และมาตรการวางแผนด้านแรงงานในอนาคต ที่นับวันจะมีโอกาสขาดแคลนแรงงานมากขึ้น ดังนี้
วันนี้ (4 ธันวาคม) นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ทางกระทรวงได้เตรียมการ 2 ประเด็นหลัก ในการช่วยเหลือลูกจ้างและผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม และมาตรการวางแผนด้านแรงงานในอนาคต ที่นับวันจะมีโอกาสขาดแคลนแรงงานมากขึ้น ดังนี้
มาตรการช่วยเหลือลูกจ้างและผู้ประกอบการที่ประสบภัย 5 มาตรการ ได้แก่
- การให้เงินกับลูกจ้างคนละ 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำข้อตกลงว่า จะจ้างลูกจ้างทำงานต่อ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 324 ราย ลูกจ้างประมาณ 2 แสนราย
- ช่วยเหลือลูกจ้างที่ประสบภัย ที่ได้รับเงินเดือนเพียงร้อยละ 75 จากเงินเดือนที่ได้รับตามปกติ ซึ่งทางรัฐได้จัดโครงการทำงานพิเศษเพื่อสาธารณประโยชน์ ค่าจ่างวันละ 150 บาท ไม่เกิน 120 วัน หรือรับจ้างชั่วคราวในโรงงานอื่น ซึ่งถ้าหากสถานประกอบการเดิมกลับมาเปิดได้เมื่อไหร่ ทางลูกจ้างมีสิทธิ์เลือกได้ว่า จะทำสถานประกอบการเดิมหรือใหม่
- โครงการสินเชื่อ ให้ลูกจ้างกู้ไปซ่อมบ้าน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 คงที่ 2 ปี งบประมาณร่วม 8 พันล้านบาท
- เปิดให้ผู้ประกอบการกู้ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 คงที่ 3 ปี โดยต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ถ้าหากไม่มีก็กู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 คงที่ 3 ปี งบประมาณรวมทั้งสิ้น 2 พันล้านบาท เริ่มได้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2555 ทั้งนี้ จำกัดวงเงินต่อบริษัทตามจำนวนลูกจ้าง คือ ไม่เกิน 50 คน กู้ได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท, ลูกจ้างตั้งแต่ 51-200 คน กู้ได้ไม่เกิน 2 ล้านบาท และลูกจ้าง 200 คนขึ้นไป กู้ได้ไม่เกิน 4 ล้านบาท สามารถกู้ได้ที่ธนาคารกรุงไทย ออมสิน และอิสลามแห่งประเทศไทย
- ลดการจ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคม ของนายจ้างและลูกจ้าง จากร้อยละ 5 เหลือร้อยละ 2 จากอัตราค่าจ้าง ตั้งแต่ มกราคม - มิถุนายน 2555 และจ่ายในอัตราร้อยละ 4 ตั้งแต่ กรกฎาคม-ธันวาคม 2555
ทั้งนี้ จากสถิติพบว่า มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 14,031 แห่ง แรงงาน 9.9 แสนราย ซึ่งปัจจุบันสามารถเปิดกิจการแล้ว 14,647 แห่ง และมีแรงงานกลับเข้าทำงาน 332,302 คน ส่วนที่ถูกเลิกจ้าง 9,572 คน จาก 31 สถานประกอบการ
จากสถิติดังกล่าว ถือว่าสภาวะตกงานของลูกจ้างต่ำกว่าเกณฑ์ที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาที่สำคัญคือ วิกฤติขาดแคลนแรงงาน อย่างเช่น แรงงานต่างด้าวหนีกลับภูมิลำเนาเดิม เมื่อเกิดน้ำท่วม ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างสูง ดังนั้นทางกระทรวงจึงได้เตรียมทางแก้ไขไว้แล้ว คือ
จากสถิติดังกล่าว ถือว่าสภาวะตกงานของลูกจ้างต่ำกว่าเกณฑ์ที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ แต่ปัญหาที่สำคัญคือ วิกฤติขาดแคลนแรงงาน อย่างเช่น แรงงานต่างด้าวหนีกลับภูมิลำเนาเดิม เมื่อเกิดน้ำท่วม ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานอย่างสูง ดังนั้นทางกระทรวงจึงได้เตรียมทางแก้ไขไว้แล้ว คือ
- เพิ่มคนในระบบแรงงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากคนว่างงาน คาดว่าเพิ่มได้สูงสุด 4 แสนคน
- ใช้คนเท่าเดิม แต่เพิ่มประสิทธิภาพ
- ใช้คนน้อยลง แต่พัฒนาที่ระบบ เช่น เครื่องจักรและเทคโนโลยีต่าง ๆ
- พัฒนาระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การวางระบบขนส่ง
วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554
มาแล้ว! วันหยุดประจำปี 2555
ปีๆ หนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วจริงๆ จำได้ว่าเพิ่งผ่านปีใหม่ของปี พ.ศ. 2554 ได้แปปเดียว เวลาก็กำลังจะเดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปีอย่างเดือนธันวาคมแล้ว แน่นอนว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงอยากทราบกันแล้วว่าปี 2555 เราจะมีวันหยุดวันไหนกันบ้าง งั้นอย่ารอช้า ไปดู ปฏิทินวันหยุด วันหยุดประจำปี 2555 ที่เรานำมาฝากกันเลย
เดือนมกราคม
เมื่อดูผังวันหยุดเสร็จเรียบร้อย ก็พอสรุปได้ว่า ปี 2555 ราชการจะมีวันหยุดขั้นต่ำ 21 วัน ส่วนธนาคารมี 20 วัน และราชการกับธนาคารมีโอกาสเพิ่มวันหยุดได้อีก 2 วัน ถ้าหากวันที่ 3 มกราคม กับ 17 เมษายน ทางคณะรัฐมนตรีประกาศให้เป็นวันหยุดชดเชยวันขึ้นปีใหม่และวันสงกรานต์ตามลำดับ
แหล่งอ้างอิง เว็บกระปุกดอสคอม
- วันขึ้นปีใหม่ : อาทิตย์ 1 มกราคม
- ชดเชยวันขึ้นปีใหม่ : จันทร์ 2 มกราคม (อังคาร 3 มกราคม รอ ครม. ประกาศ)
- วันมาฆบูชา : พุธ 7 มีนาคม
- วันจักรี : ศุกร์ 6 เมษายน
- วันสงกรานต์ : ศุกร์-อาทิตย์ 13-15 เมษายน
- ชดเชยวันสงกรานต์ : จันทร์ 16 เมษายน (อังคาร 17 เมษายน รอ ครม. ประกาศ)
- วันแรงงานแห่งชาติ : อังคาร 1 พฤษภาคม
- วันฉัตรมงคล : เสาร์ 5 พฤษภาคม
- ชดเชยวันฉัตรมงคล : จันทร์ 7 พฤษภาคม
- *วันพืชมงคล : พุธ 9 พฤษภาคม (หยุดเฉพาะราชการ)
- วันวิสาขบูชา : จันทร์ 4 มิถุนายน
- วันหยุดครึ่งปีธนาคาร : อาทิตย์ 1 กรกฎาคม
- วันอาสาฬหบูชา : พฤหัสบดี 2 สิงหาคม
- *วันเข้าพรรษา : ศุกร์ 3 สิงหาคม (หยุดเฉพาะราชการ)
- วันแม่แห่งชาติ : อาทิตย์ 12 สิงหาคม
- ชดเชยวันแม่แห่งชาติ : จันทร์ 13 สิงหาคม
- วันปิยะมหาราช : อังคาร 23 ตุลาคม
- วันพ่อ : พุธ 5 ธันวาคม
- วันรัฐธรรมนูญ : จันทร์ 10 ธันวาคม
- วันสิ้นปี : จันทร์ 31 ธันวาคม
เมื่อดูผังวันหยุดเสร็จเรียบร้อย ก็พอสรุปได้ว่า ปี 2555 ราชการจะมีวันหยุดขั้นต่ำ 21 วัน ส่วนธนาคารมี 20 วัน และราชการกับธนาคารมีโอกาสเพิ่มวันหยุดได้อีก 2 วัน ถ้าหากวันที่ 3 มกราคม กับ 17 เมษายน ทางคณะรัฐมนตรีประกาศให้เป็นวันหยุดชดเชยวันขึ้นปีใหม่และวันสงกรานต์ตามลำดับ
แหล่งอ้างอิง เว็บกระปุกดอสคอม
วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554
ฮวยจุ้ยโต๊ะทำงาน
มาจัดโต๊ะทำงานใหม่ ให้ดูสดใสแปลกตา เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบเป็นแรงกระตุ้นให้กับการทำงานกันดีกว่า และถ้าต้องการให้ถูกกับหลักฮวยจุ้ย มีคำแนะนำง่ายๆ จากมิสไอรีน ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ฮวยจุ้ยมาฝากกัน
ปรับปรุงบริเวณที่นั่งทำงาน
ถ้าอยากจะมีฮวยจุ้ยดีๆ ในที่ทำงาน ต้องพิถีพิถันและใส่ใจในการเลือกที่นั่งทำงาน
ปรับปรุงบริเวณที่นั่งทำงาน
ถ้าอยากจะมีฮวยจุ้ยดีๆ ในที่ทำงาน ต้องพิถีพิถันและใส่ใจในการเลือกที่นั่งทำงาน
- ควรให้โต๊ะทำงานตั้งอยู่ในมุมที่เป็นแนวทแยงกับประตูทางเข้าที่ทำงาน ยิ่งโต๊ะทำงานตั้งอยู่ลึกเข้าไปภายในที่ทำงานเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี
- อย่าให้โต๊ะทำงานตั้งอยู่บริเวณปลายทางเดินยาวๆ ที่พุ่งตรงมาทางคุณ
- อย่าให้โต๊ะทำงานหันตรงกับประตูห้องน้ำหรือบันไดเด็ดขาด เพราะจะทำให้โอกาสดีๆ ทั้งหลายที่จะมาสู่คุณถูกลดทอนจนไม่มีเหลือ
- อย่านั่งทำงานใต้คาน เพราะจะทำให้คุณต้องเป็นทุกข์ด้วยความกดดันและปัญหาน่าปวดหัวไม่รู้จบ
- อย่านั่งหันหลังให้ประตู ไม่ว่าประตูนั้นจะเป็นประตูที่เปิดเข้าไปสู่ห้องทำงานส่วนตัวของคุณ หรือเป็นประตูหลักของสำนักงานก็ตาม
- อย่านั่งในตำแหน่งที่มีศรพิฆาต ซึ่งก็คือ มุมแหลมหรือขอบคมๆ ตามมุมต่างๆ และขอบเสา ชั้นวางของที่เปิดโล่ง หรือใบของต้นไม้ที่เป็นรูปทรงแหลมคม
- วางต้นไม้เล็กๆ ที่เขียวชอุ่ม แข็งแรง ในมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้ของโต๊ะทำงาน วิธีนี้จะช่วยดึงดูดโชคด้านการเงินและความเจริญก้าวหน้า
- โคมไฟ ไม่ว่าแบบใดก็ตามสามารถกระตุ้นโชคด้านชื่อเสียงให้คุณได้เมื่อวางไว้ในทิศใต้
เคล็ดลับหลับ (ฝัน) ดี
คนวัยทำงานนั้นต้องให้ความสำคัญกับการพักผ่อน และไม่มีการพักผ่อนได้ดีเท่ากับการนอนหลับ เพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะผลิตโกรท ฮอร์โมน (Growth Hormone) เพื่อปรับสมดุลระบบการเผาผลาญอาหารและซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
ในทางตรงกันข้าม หากนอนหลับไม่เพียงพอ อาจทำให้ระบบการย่อยผิดปกติ และระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ เหล่านี้จึงน่าจะเป็นเหตุเพียงพอที่เราควรหันมาใส่ใจ "การนอนหลับ" ให้มากขึ้น
สภาพแวดล้อมของห้องนอน การดูแลห้องนอนให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ จะช่วยลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งนั่นทำให้การนอนหลับเป็นไปอย่างราบรื่น
ในทางตรงกันข้าม หากนอนหลับไม่เพียงพอ อาจทำให้ระบบการย่อยผิดปกติ และระบบภูมิคุ้มกันแย่ลง เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ เหล่านี้จึงน่าจะเป็นเหตุเพียงพอที่เราควรหันมาใส่ใจ "การนอนหลับ" ให้มากขึ้น
สภาพแวดล้อมของห้องนอน การดูแลห้องนอนให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ จะช่วยลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้ฝุ่นและไรฝุ่น ซึ่งนั่นทำให้การนอนหลับเป็นไปอย่างราบรื่น
- ในห้องนอนต้องมีอากาศที่สะอาด ไม่ควรมีพรมในห้องนอนเพราะทำความสะอาดยากและเป็นแหล่งเก็บฝุ่น
- ไม่ควรสูบบุหรี่ในห้องนอน หรือใช้น้ำหอมปรับอากาศกลิ่นแรง อุปกรณ์ตกแต่งห้องนอนเองก็ต้องไม่มีสารเคมีที่เป็นอันตรายด้วย
- ผ้าปูที่นอนและเครื่องนอนควรถอดซักทำความสะอาดด้วย อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส ส่วนม่าน ไม่ควรทำจากผ้า อาจเลือกใช้ม่านม้วน ซึ่งทำจากเหล็กหรืออะลูมิเนียม ง่ายต่อการทำความสะอาดแทน
- ที่นอนที่ใช้อยู่ควรนำออกมาตากแดดและตีฝุ่นเป็นประจำทุกเดือน จะให้ดีควรคลุมทับที่นอนด้วยผลิตภัณฑ์ป้องกันไรฝุ่น นอกจากนี้หากทำได้ ควรพลิกที่นอนสลับตำแหน่งหัวและท้ายทุก 3 เดือน เพื่อให้ที่นอนรองรับน้ำหนักเท่ากัน
- สุดท้ายควรเปิดหน้าต่างให้แสงแดดส่องเข้ามาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรืออาจใช้เครื่องฟอกอากาศร่วมด้วย
- ควรงดกาแฟ น้ำอัดลม ช็อกโกแลต อาหารที่หวานจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากคุณเป็นคนหลับยาก
- การรับประทานแอปเปิล ผักกาดหอม และผลิตภัณฑ์จากนมจะมีสารที่ทำให้รู้สึกง่วงนอนและหลับสบายมากยิ่งขึ้น
- ดื่มชาสมุนไพร โดยเฉพาะชาคาโมมายส์ ลาเวนเดอร์ จะช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
- อย่าเข้านอนทันทีที่เสร็จมื้ออาหารค่ำ ควรรออย่างน้อยก็สัก 2 - 3 ชั่วโมง ให้อาหารย่อยเสียก่อน หากเป็นไปได้ มื้อเย็นควรเลือกอาหารจำพวกปลานึ่ง ผักนึ่ง และผลไม้ที่ย่อยง่าย เลี่ยงอาหารที่มีไขมัน เนื้อสัตว์ เครื่องเทศและเครื่องปรุงรส เพราะขณะนอนหลับทุกระบบของร่างกายต้องการพักผ่อน การรับประทานมื้อหนักจะทำให้ร่างกายไม่ได้พักอย่างเต็มที่
- กลิ่นของลาเวนเดอร์จะช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ดังนั้น ก่อนนอนอาจหยดน้ำมันหอมหรือแช่ตัวด้วยน้ำอุ่นผสมกลิ่นลาเวนเดอร์ได้ก็ยิ่งดี
- ก่อนนอนอาจผ่อนคลายร่างกายด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก หรือฟังเพลงเบาๆ จะช่วยให้ร่างกายหายเครียด
- เชื่อในนาฬิกาชีวิต การบังคับให้ตัวเองต้องนอนไม่เกิดประโยชน์ จงเข้านอนตอนที่ร่างกายสื่อให้รู้ เช่น หาว แสบตา หรือเมื่อตาจะปิด เพราะ "แบต" หมดนั่นล่ะ ที่สำคัญพยายามอย่านอนผิดเวลา เพราะเมื่อเลยเวลาง่วงไป อาจต้องรออีก 2 - 3 ชั่วโมงกว่าจะง่วงอีกครั้ง
- อย่าลืมสังเกตสิ่งที่ทำแล้วหลับได้ดีเพื่อนำมาใช้ในวันที่นอนไม่หลับ
อนุสาวรีย์...แห่งประชาธิปไตย
เดิมทีไทยปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึง ต้นสมัยรัตนโกสินทร์ จวบจนวันที่ 24 มิ.ย. 2475 ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นวันที่ระบอบการปกครองไทยเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์
มีการสร้าง "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" เป็นอนุสรณ์รำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ
แลนด์มาร์กของอนุสาวรีย์ฯ โดดเด่น และแฝงความหมายอย่างแยบคาย ด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าสีทอง
ตั้งอยู่บนยอดป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร สื่อถึงเดือนมิถุนายน ตามปฏิทินไทยในสมัยนั้น และหมายรวมถึงอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
ครีบ 4 ด้านที่ล้อมตัวอนุสาวรีย์สูงจากแท่น 24 เมตร รัศมียาว 24 เมตร หมายถึงวันที่ 24 อันเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พระธรรค์ 6 เล่มที่ล้อมรอบอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร์ ล้อมฐานอนุสาวรีย์รอบนอกด้วยปืนใหญ่ 75 กระบอกร้อยโซ่เหล็กเชื่อมกันไว้แทนความหมายของปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมิใช่เหล็กแทนพลังสามัคคีของคณะปฏิวัติ
อนุสาวรีย์แห่งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นยุคประชาธิปไตยและเป็นจุดสิ้นสุดยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองประเทศไทยมายาวนานกว่า 600 ปี
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 54 (038)
มีการสร้าง "อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย" เป็นอนุสรณ์รำลึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่กึ่งกลางวงเวียนถนนราชดำเนินกลางกับถนนดินสอ
แลนด์มาร์กของอนุสาวรีย์ฯ โดดเด่น และแฝงความหมายอย่างแยบคาย ด้วยรูปเล่มรัฐธรรมนูญในสมุดไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้าสีทอง
ตั้งอยู่บนยอดป้อมกลางตัวอนุสาวรีย์ สูง 3 เมตร สื่อถึงเดือนมิถุนายน ตามปฏิทินไทยในสมัยนั้น และหมายรวมถึงอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
ครีบ 4 ด้านที่ล้อมตัวอนุสาวรีย์สูงจากแท่น 24 เมตร รัศมียาว 24 เมตร หมายถึงวันที่ 24 อันเป็นวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง
พระธรรค์ 6 เล่มที่ล้อมรอบอนุสาวรีย์ หมายถึง หลัก 6 ประการของคณะราษฎร์ ล้อมฐานอนุสาวรีย์รอบนอกด้วยปืนใหญ่ 75 กระบอกร้อยโซ่เหล็กเชื่อมกันไว้แทนความหมายของปีที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยมิใช่เหล็กแทนพลังสามัคคีของคณะปฏิวัติ
อนุสาวรีย์แห่งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นยุคประชาธิปไตยและเป็นจุดสิ้นสุดยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ปกครองประเทศไทยมายาวนานกว่า 600 ปี
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 2 ธ.ค. 54 (038)
วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2554
คำขวัญวันเอดส์โลก 1 ธันวาคม 2554
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก หรือ World AIDS Day ซึ่งเริ่มครั้งแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2531 โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
- เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อของโรคเอดส์ และการเจ็บป่วยจากโรคเอดส์
- เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุน ให้มีมาตรการการป้องกันโรคเอดส์ให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ
- เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
- เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับ และห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อเอดส์
- เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นต้นมา จะมีการกำหนดคำขวัญ วันเอดส์โลก ขึ้น ซึ่งคำขวัญใน วันเอดส์โลก แต่ละปีมีดังนี้
- พ.ศ. 2531 Communication about AIDS: เอดส์ป้องกันได้ หากร่วมใจกันทั่วโลก
- พ.ศ. 2532 Importance of Youth in the AIDS Epidemic: เมตตาธรรมค้ำจุนโลก ช่วยผู้ตกเป็นเหยื่อเอดส์
- พ.ศ. 2533 Women are the Key to achieving health for all : สุขภาพดีไม่มีเอดส์ สตรีเพศเป็นแกนนำ
- พ.ศ. 2534 Sharing the Challenge: ร่วมมือ ร่วมใจ ต้านภัยเอดส์
- พ.ศ. 2535 AIDS : A Community Commitment: เอดส์เป็นปัญหาของทุกคน ประชาชนต้องร่วมแก้ไข
- พ.ศ. 2536 Time to Act : จริงจัง จริงใจ ขจัดภัยเอดส์
- พ.ศ. 2537 AIDS and the Family : Family Takes Care -ครอบครัวทั่วไทย ห่วงใยปัญหาเอดส์ ไม่ปฏิเสธความช่วยหลือ
- พ.ศ. 2538 Share Right , Share Responsibility : เคารพสิทธิ์ รับผิดชอบ มอบน้ำใจ สังคมไทยปลอดเอดส์
- พ.ศ. 2539 One World , One Hope : โลกนี้ยังมีหวัง รวมพลังหยุดยั้งเอดส์
- พ.ศ. 2540 Children Living in a world with AIDS : สร้างสรรค์โลกใหม่ ให้เด็กไทยไร้เอดส์
- พ.ศ. 2541 Force for change world Aids campaign with young people : คนรุ่นใหม่ ร้อยใจ รวมพลัง หยุดยั้งเอดส์
- พ.ศ. 2542 Listen , Learn , Live : รู้เขา รู้เรา รู้เท่าทันเอดส์
- พ.ศ. 2543 Men make a difference : เอดส์ลดหรือเพิ่ม เริ่มที่ผู้ชาย
- พ.ศ. 2544 I care....Do you? : เอดส์ลดแน่ ถ้าคุณร่วมแก้ไข
- พ.ศ. 2545 Stigma and Discrimination - Live and Let Live : ทุกชีวิตมีคุณค่า โปรดอย่าตัดสินด้วยเอดส์
- พ.ศ. 2546 Stigma and Discrimination - Live and Let Live : ทุกชีวิตมีคุณค่า โปรดอย่าตัดสินด้วยเอดส์
- พ.ศ. 2547 Woman, girls, HIV and AIDS : เยาวชนรุ่นใหม่... เข้าใจเรื่องเพศ...ร่วมป้องกันเอดส์
- พ.ศ. 2548 Stop AIDS Keep the promise : เอดส์หยุดได้ ร่วมใจรักษาสัญญา
- พ.ศ. 2549 Stop AIDS. Keep the Promise - Accountability : เอดส์หยุดได้ ร่วมใจรักษาสัญญา
- พ.ศ. 2550 Stop AIDS. Keep the Promise - Leadership : เอดส์หยุดได้ ร่วมใจรักษาสัญญา
- พ.ศ. 2551 Stop AIDS. Keep the Promise - Lead - Empower - Deliver : เอดส์หยุดได้ ร่วมใจรักษาสัญญา
- พ.ศ. 2552 Universal Access and Human Rights : เข้าถีงยา เข้าถึงสิทธิ์ พิชิตเอดส์
- พ.ศ. 2553 Act Aware : สิทธิทางเพศ สิทธิด้านเอดส์ คือ สิทธิมนุษยชน
- พ.ศ. 2554 Getting to zero : เอดส์ ลดแล้ว...ลดอีก
แหล่งอ้างอิง เว็บสนุก
บัญญัติ 21 ประการ "บ้านหลังน้ำท่วม"
หลายๆ พื้นที่ระดับนํ้าอาจจะยังอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่หลายพื้นที่ระดับนํ้าก็เริ่มลดลงแล้วและแน่นอนว่าจะต้องทิ้งร่องรอยความ เสียหายต่ออาคารบ้านเรือนเป็นอย่างมาก อาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ อดีตนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ และสถาปนิกผู้จัดรายการคุยกับหมอบ้านทาง FM 96.5 MHz. ซึ่งเมื่อปี 2538 อย่างที่ทราบกันดีว่าเกิดวิกฤตินํ้าท่วมใหญ่ ในช่วงเวลาดังกล่าวอาจารย์ได้เขียนและจัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "บ้านหลังนํ้าท่วม" แต่ในครั้งนี้อุทกภัย ปี 2554 อาจารย์ได้ปรับเนื้อหาให้กระชับมากขึ้นนำเสนอเป็นบทความ เรื่อง "บัญญัติ 21 ประการ ซ่อมบ้านหลังนํ้าท่วม" คลิกเพื่ออ่านรายละเอียด
แหล่งอ้างอิง STKS - Science and Technology Khowledge Services
แหล่งอ้างอิง STKS - Science and Technology Khowledge Services
เรียนต่อ ตปท. เพิ่มทักษะทำงาน
หลายคนที่พอทำงานมาได้สักพัก ก็เริ่มมองหาว่าจะเรียนต่อเพิ่มวุฒิการศึกษาให้ตัวเองอย่างไรดีบ้าง โดยการเรียนต่อต่างประเทศก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คนทำงานให้ความสนใจ เพราะเมื่อจบกลับมาดีกรีที่ได้ก็เท่ากับอัพตัวเองไปได้โดยปริยาย วันนี้จึงมีข้อแนะนำจากเมนเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ หากจะไปเรียนต่อต่างประเทศต้องทำอย่างไร เตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง
ก่อนอื่นเลยนั้นต้องถามตัวเองให้แน่ชัดว่าต้องการเรียนต่อในสาขาวิชาอะไร ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เนื่องจากหมายถึงอนาคตการทำงานว่าอยากประกอบอาชีพอะไรแล้วได้ดีต่อไปยังอนาคต
เลือกประเทศและมหาวิทยาลัยที่อยากเข้าศึกษาต่อ ปัจจุบันประเทศอังกฤษ สหรัฐ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ถือเป็นประเทศต้นๆ ที่นักศึกษาไทยเลือกไปศึกษาต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่มีสาขาวิชาให้เลือกหลากหลาย และได้รับการยอมรับแบบสากลด้านมาตรฐานการศึกษาอีกทั้งมีความปลอดภัยสูง
ดูศักยภาพความสามารถของผู้เรียนจากผลการเรียน GPA และผลคะแนนภาษาอังกฤษ IELTS
ยื่นใบสมัคร (มหาวิทยาลัยจะใช้เวลาพิจารณาใบสมัครของนักศึกษาแต่ละคน ประมาณ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้ จะได้รับการตอบรับช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่สมัครด้วย)
จ่ายค่ามัดจำ (Deposit) หากมหาวิทยาลัยตอบรับเข้าเรียนแล้ว จะต้องจ่ายค่ามัดจำภายในระยะเวลาที่มหาวิทยาลัยกำหนด เพื่อรักษาสิทธิในการเรียน
หาที่พัก หากต้องการพักในมหาวิทยาลัยระหว่างที่ศึกษาอยู่ต่างประเทศ หลังจากที่ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัย ควรรีบดำเนินการจองกับมหาวิทยาลัยเสียแต่เนิ่นๆ
เตรียมเงินในบัญชีส่วนบุคคลเพื่อใช้ยื่นขอวีซ่า ซึ่งจะต้องมีเงินอยู่ในบัญชีอย่างน้อย 28 วัน ขึ้นอยู่กับสถานที่เรียนและหลักสูตรที่เรียน
ตรวจสุขภาพ (IOM) ซึ่งเป็นการตรวจเชื้อวัณโรคจากสำนักงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ส่วนสถานที่การยื่นเอกสารเพื่อตรวจปอด คือ อาคารเกษมกิจ ชั้น 8 สีลม และทำการตรวจได้ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ และโรงพยาบาลพญาไท 2
- Transcript
- ใบรับรองจากอาจารย์ 2 ชุด
- Statement of purpose
- ผลคะแนนสอบวัดระดับความสามารถด้านภาษาอังกฤษ IELTS (สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาต่อระดับปริญญาโท จะต้องมีผลคะแนน IELTS อย่างน้อย 6.5)
- หนังสือเดินทาง (Passport)
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 54 (037)
อ่านเร็ว จำได้
การทำความเข้าใจกับเอกสารหรือหนังสือต่างๆ ใครเคยประสบปัญหาอ่านแล้วงง หาจุดไม่เจอ เข้าใจยากบ้าง วันนี้เลยนำเคล็ดลับเรื่องการอ่านของ หนูดี-วนิษา เรซ...ผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพด้านสมองมาฝาก
ขั้นที่หนึ่ง-ตั้งเป้าหมาย จะอ่านเพื่ออะไร
เมื่อหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง อย่าหยิบโดยไร้เป้าหมาย อย่าคิดว่าแค่อ่านเล่นๆ เพลินๆ ต้องตั้งเป้าไปให้ชัดเลยว่า ต้องการข้อมูลละเอียดแค่ไหน อ่านแล้วต้องนำไปทำอะไรและมีเวลาจะลงทุนกับหนังสือเล่มนี้ สักกี่นาที หรือกี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งกี่วัน
ขั้นที่สอง-ดูหัวข้อให้ติดตา
การที่เราดูเฉพาะหัวข้อก่อน ก็เพื่อให้เรา "รู้เขา รู้เรา" แล้วให้เทียบกับสิ่งที่เรารู้แล้ว ก็จะรู้ว่าตรงไหนจำเป็นต้องอ่านและตรงไหนกระโดดข้ามได้ ขั้นนี้ไม่ควรใช้เวลาเกิน 5 นาที สำหรับหนังสือเล่มใหญ่ๆ และไม่ควรเกิน 1 นาทีสำหรับบทความขนาดกลาง
ขั้นที่สาม-มองผ่านก่อนอ่านหนังสือ (การใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของเรา)
การเปิดผ่านหน้าละไม่เกิน 1 - 2 วินาทีนั้น จะทำให้สมองส่วน "จิตใต้สำนึก" พิมพ์ประทับภาพของหนังสือเข้าไป จริงๆ แล้วสมองเรามีคลังข้อมูลเยอะมากที่ไม่ได้ถูกกระตุ้นทุกๆ วัน การเปิดผ่านเร็วๆ จนอ่านไม่ทันนี้ จะไปกระตุ้นให้คลังความรู้ขนาดใหญ่ของเราตื่นตัวขึ้นมาพร้อมให้ใช้งาน ให้ทำขั้นตอนนี้ก่อนนอน
ขั้นที่สี่-เจาะลึกข้อมูลที่ไม่รู้
คนที่อ่านเร็วคือคนที่รู้ว่า "ไม่ต้องอ่านตรงไหน" และสามารถพุ่งไปที่ข้อมูลที่สำคัญต่อการประชุมหรือการทำงานในเวลาอันกระชั้นได้ ตอนนี้เราน่าจะพอรู้เลาๆ แล้วว่า หนังสือตรงหน้าเราหนึ่งเล่ม เราไม่รู้ตรงไหนบ้าง ในขั้นรองสุดท้ายนี้จะพุ่งไปอ่านตรงจุดที่ "ไม่เข้าใจที่สุด" อ่านให้กระจ่าง แต่ถ้ายังงง ให้หาทางขอความรู้กับผู้รู้ทันที ค่อยๆ ไล่มาจนถึงข้อมูลที่ไม่ค่อยเข้าใจ และเว้นข้อมูลที่รู้แล้วไว้อ่านเป็นลำดับสุดท้ายเมื่อมีเวลาเหลือ
ขั้นที่ห้า-อ่านได้สบายตามที่ใจต้องการ
ขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะคล้ายกับการอ่านแบบปกติของเรามากที่สุด คือแบบลงรายละเอียดทั้งลึกและนานได้ตามที่ต้องการ แม้กระนั้นก็อย่านิ่งนอนใจ ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือที่ต้องนำข้อมูลไปใช้งานจริงในอนาคต เราไม่ควรนั่งสบายๆ แล้วอ่านไปเรื่อยๆ แต่ควรมีกระดาษเปล่า สมุดจด และปากกาหลากสีเตรียมไว้พร้อมโน้ตข้อมูลให้พร้อม การมีกระดาษ ปากกา จะเป็นการบังคับสมองให้มีเป้าหมาย ไม่ง่วงเพลีย
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 54 (037)
ขั้นที่หนึ่ง-ตั้งเป้าหมาย จะอ่านเพื่ออะไร
เมื่อหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง อย่าหยิบโดยไร้เป้าหมาย อย่าคิดว่าแค่อ่านเล่นๆ เพลินๆ ต้องตั้งเป้าไปให้ชัดเลยว่า ต้องการข้อมูลละเอียดแค่ไหน อ่านแล้วต้องนำไปทำอะไรและมีเวลาจะลงทุนกับหนังสือเล่มนี้ สักกี่นาที หรือกี่ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งกี่วัน
ขั้นที่สอง-ดูหัวข้อให้ติดตา
การที่เราดูเฉพาะหัวข้อก่อน ก็เพื่อให้เรา "รู้เขา รู้เรา" แล้วให้เทียบกับสิ่งที่เรารู้แล้ว ก็จะรู้ว่าตรงไหนจำเป็นต้องอ่านและตรงไหนกระโดดข้ามได้ ขั้นนี้ไม่ควรใช้เวลาเกิน 5 นาที สำหรับหนังสือเล่มใหญ่ๆ และไม่ควรเกิน 1 นาทีสำหรับบทความขนาดกลาง
ขั้นที่สาม-มองผ่านก่อนอ่านหนังสือ (การใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกของเรา)
การเปิดผ่านหน้าละไม่เกิน 1 - 2 วินาทีนั้น จะทำให้สมองส่วน "จิตใต้สำนึก" พิมพ์ประทับภาพของหนังสือเข้าไป จริงๆ แล้วสมองเรามีคลังข้อมูลเยอะมากที่ไม่ได้ถูกกระตุ้นทุกๆ วัน การเปิดผ่านเร็วๆ จนอ่านไม่ทันนี้ จะไปกระตุ้นให้คลังความรู้ขนาดใหญ่ของเราตื่นตัวขึ้นมาพร้อมให้ใช้งาน ให้ทำขั้นตอนนี้ก่อนนอน
ขั้นที่สี่-เจาะลึกข้อมูลที่ไม่รู้
คนที่อ่านเร็วคือคนที่รู้ว่า "ไม่ต้องอ่านตรงไหน" และสามารถพุ่งไปที่ข้อมูลที่สำคัญต่อการประชุมหรือการทำงานในเวลาอันกระชั้นได้ ตอนนี้เราน่าจะพอรู้เลาๆ แล้วว่า หนังสือตรงหน้าเราหนึ่งเล่ม เราไม่รู้ตรงไหนบ้าง ในขั้นรองสุดท้ายนี้จะพุ่งไปอ่านตรงจุดที่ "ไม่เข้าใจที่สุด" อ่านให้กระจ่าง แต่ถ้ายังงง ให้หาทางขอความรู้กับผู้รู้ทันที ค่อยๆ ไล่มาจนถึงข้อมูลที่ไม่ค่อยเข้าใจ และเว้นข้อมูลที่รู้แล้วไว้อ่านเป็นลำดับสุดท้ายเมื่อมีเวลาเหลือ
ขั้นที่ห้า-อ่านได้สบายตามที่ใจต้องการ
ขั้นตอนสุดท้ายนี้ จะคล้ายกับการอ่านแบบปกติของเรามากที่สุด คือแบบลงรายละเอียดทั้งลึกและนานได้ตามที่ต้องการ แม้กระนั้นก็อย่านิ่งนอนใจ ทุกครั้งที่เราอ่านหนังสือที่ต้องนำข้อมูลไปใช้งานจริงในอนาคต เราไม่ควรนั่งสบายๆ แล้วอ่านไปเรื่อยๆ แต่ควรมีกระดาษเปล่า สมุดจด และปากกาหลากสีเตรียมไว้พร้อมโน้ตข้อมูลให้พร้อม การมีกระดาษ ปากกา จะเป็นการบังคับสมองให้มีเป้าหมาย ไม่ง่วงเพลีย
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 54 (037)
นิทรรศน์รัตนโกสินทร์
ถ้าจะชื่นชมประวัติศาสตร์ยุครัตนโกสินทร์ภายในหนึ่งวัน ด้วยเทคโนโลยีจัดแสดงนิทรรศการที่สมบูรณ์แบบและทันสมัยที่สุด ต้องมาชมที่ "นิทรรศน์รัตนโกสินทร์" บนถนนราชดำเนินกลาง
ด้วยไอเดียของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้บูรณะอาคารเดิมซึ่งต่อจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ให้เป็นศูนย์แสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2553
ภายในอาคารแบ่งเป็น 9 ห้องจัดแสดง ได้แก่ วิดีทัศน์ ร่วมย้อนรำลึกสู่ครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ห้องจัดแสดงโมเดลพระบรมมหาราชวังและพระแก้วมรกตทรงเครื่อง 3 ฤดู ห้องจำลองมหรสพในสมัยรัตนโกสินทร์ ห้องจัดแสดงโบราณราชประเพณีในรูปแบบ 3 มิติ
รวมถึงนิทรรศการแสดงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในบรมราชจักรีวงศ์ จัดแสดงด้วยสื่อผสมเสมือนจริง สื่อมัลติทัช และสื่อมัลติมีเดียวแอนิเมชั่นสุดตระการตา
ตีตั๋วเข้าชมราคา 100 บาท นักเรียนในเครื่องแบบฟรี วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 11.00 - 20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 10.00 - 20.00 น.
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 54 (037)
ด้วยไอเดียของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้บูรณะอาคารเดิมซึ่งต่อจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ให้เป็นศูนย์แสดงนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี 2553
ภายในอาคารแบ่งเป็น 9 ห้องจัดแสดง ได้แก่ วิดีทัศน์ ร่วมย้อนรำลึกสู่ครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ห้องจัดแสดงโมเดลพระบรมมหาราชวังและพระแก้วมรกตทรงเครื่อง 3 ฤดู ห้องจำลองมหรสพในสมัยรัตนโกสินทร์ ห้องจัดแสดงโบราณราชประเพณีในรูปแบบ 3 มิติ
รวมถึงนิทรรศการแสดงพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ในบรมราชจักรีวงศ์ จัดแสดงด้วยสื่อผสมเสมือนจริง สื่อมัลติทัช และสื่อมัลติมีเดียวแอนิเมชั่นสุดตระการตา
ตีตั๋วเข้าชมราคา 100 บาท นักเรียนในเครื่องแบบฟรี วันจันทร์-ศุกร์ เปิดเวลา 11.00 - 20.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 10.00 - 20.00 น.
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 1 ธ.ค. 54 (037)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...