ถ้านั่งรถผ่านถนนอิสรภาพ แถวบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย ที่ตั้งของฐานทัพเรือกรุงเทพ (Bangkok Naval Base) ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังนันทอุทยาน เดิมชื่อ สถานีทหารเรือกรุงเทพ สถาปนาขึ้นในปี 2475 ตั้งหน่วยอยู่ในเขตพระราชนิเวศน์สถาน (กองบังคับการกรมพลาธิการทหารเรือในปัจจุบัน) มีการปรับรูปแบบการจัดหน่วยทหารเรืออยู่หลายครั้ง
จนเมื่อปี 2538 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกองทัพเรือใหม่ และเปลี่ยนชื่อจากสถานีทหารเรือกรุงเทพเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ จนถึง ทุกวันนี้
ใกล้ๆ กันมีพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี๋ย) ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ลำดับราชสกุลวงศ์พระองค์ที่ 28 ในรัชกาลที่ 5 ถือเป็นองค์บิดาแห่งกองทัพเรือไทย เป็นเจ้านายพระองค์แรก ที่สำเร็จวิชาการทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ โดยทรงฝึกทหารเรือไทยให้เดินเรือทะเลใต้ ทำการรบทางเรือได้อย่างชาวต่างชาติ เป็นผู้บังคับการเรือได้
โดยไม่ต้องว่าจ้างกัปตันต่างชาติ จนกองทัพเรือไทยมีความทันสมัยเจริญก้าวหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ แวะกราบสักการะกรมหลวงชุมพรฯ ได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 2 เม.ย. 55 (119)
วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555
วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555
อยากมีความสุข...จงทำตัวเหมือนน้ำ
หลากหลายปัญหาที่เข้ามาในชีวิตหากเราจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างง่ายได้ก็ต้องรู้จักการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมนะคะ ดุจดั่งสายน้ำ และเรื่องที่นำมาฝากกันในวันนี้ก็คือ อยากมีความสุข...จงทำตัวเหมือนน้ำ
1 .รู้จักประมาณตัว
- น้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรูปแบบใด หรือแหล่งน้ำธรรมชาติลักษณะไหน ก็สามารถกลมกลืนมีรูปร่างตามนั้น
- คน หากรู้จักปรับตัวให้เข้ากับที่อยู่หรือสิ่งแวดล้อมที่ห่อหุ้มชีวิต อยู่บ้านใหญ่ก็อยู่ได้ อยู่บ้านเล็กก็ปรับตัวได้เหมาะสม เช่นภาษิต นกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่ใช่มีมากใช้มากมีน้อยใช้น้อยก็อาจทุกข์ร้อนได้
2. รู้จักถ่อมตน-เคารพคนอื่น
- น้ำ จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ น้ำตกเกิดเพราะบนยอดเขามีน้ำอยู่มาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ผิวดินหรือใต้ดิน น้ำก็ย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ
- คน เปรียบดั่งคนที่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ติดยึดกับหัวโขนที่สวมอยู่ หากแต่สามารถปรับได้ตามกาลเทศะ รู้จักเคารพ ให้เกียรติ มีเมตตาไม่ดูถูก ไม่รังเกียจ
3. รู้จักยืดหยุ่น
- น้ำ อ่อนนุ่มแต่มีปะทะมหาศาลยามที่อยู่เฉยๆ ไม่ทำร้ายใคร แต่ยามน้ำไหลบ่าก็สามารถทำลายแม้กระทั่งขุนเขามหึมาได้
- คน ต้องรู้จักอดกลั้น อดทน และข้ามผ่านช่วงเวลาที่ไม่น่าพอใจไปได้ ด้วยการรู้จักยืดหยุ่น รู้จักเขารู้จักเราเพื่อก้าว เมื่อได้ชัยชนะให้เกียรติคู่ต่อสู้แข็งมาอ่อนกลับชนะจากภายในสู่ภายนอก
ลูกค้า AIS ใช้ Free AIS Wifi
ลูกค้า AIS ใช้ Free AIS Wifi ได้ที่ Siam Paragon, Siam Center, และ Siam Discovery
ด้วยความร่วมมือของ AIS และ สยามพิวัฒน์ ได้เปิดให้ลูกค้า AIS ใช้บริการ Free AIS Wifi แบบไม่จำกัดที่ Siam Paragon, Siam Center, และ Siam Discovery สามารถใช้บริการได้ที่ศูนย์การค้าได้ทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2555
ขอรับ Free Wifi Username & Password กด *199*1# (หมายเหตุ : ลูกค้าต้องขอรับ Username & Password ใหม่ทุกเดือน)
พื้นที่ให้บริการ Free Wifi

ด้วยความร่วมมือของ AIS และ สยามพิวัฒน์ ได้เปิดให้ลูกค้า AIS ใช้บริการ Free AIS Wifi แบบไม่จำกัดที่ Siam Paragon, Siam Center, และ Siam Discovery สามารถใช้บริการได้ที่ศูนย์การค้าได้ทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2555
ขอรับ Free Wifi Username & Password กด *199*1# (หมายเหตุ : ลูกค้าต้องขอรับ Username & Password ใหม่ทุกเดือน)
พื้นที่ให้บริการ Free Wifi
แหล่งที่มา เว็บไซต์ AIS
กินอะไร...ช่วยป้องกันภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้เป็นโรคเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย พบได้มากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และพบมากกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง เพราะสังคมเมืองอากาศมักจะเต็มไปด้วยมลพิษ ฝุ่นละอองที่สกปรก เมื่อเราหายใจเข้าไปบางครั้งอาจจะทำให้เราเกิดอาการไอ จาม คัดจมูกได้โดยทันที
นอกจากนั้นอาการภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ฝุ่นละออง อาหารทะเล เป็นต้น และถ้าร่างกายของเราได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะผ่านทางจมูก ทางปาก ทางผิวหนังก็จะทำให้ร่างกายของเราเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที ด้วยการคันตามร่างกาย เยื่อบุจมูกบวมแดงทำให้น้ำมูกไหล จาม หลอดลมอักเสบและไอ
สำหรับคุณผู้อ่านคนไหนที่ไม่อยากจะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ สงสัยใช่ไหมว่าอาหารที่มีประโยชน์จะมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านกันเลย
กรดไขมันโอเมก้า 3
สำหรับโอเมก้า 3 จะพบมากในพวกเมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ผักใบเขียวต่าง ๆ รวมถึงปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็นอย่างปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาทะเลต่าง ๆ
แมกนีเซียม
พบมากในถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง รวมถึงในเต้าหู ผักกวางตุ้ง สาหร่ายทะเล และผักใบเขียวต่าง ๆ ยิ่งเราทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทนี้มากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้เราห่างไกลโรคหืดหอบ อีกทั้งยังชวยป้องกันไม่ให้เราป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบอีกด้วย
วิตามินซี
วิตามินซีขึ้นชื่อในเรื่องของการป้องกันการเป็นไข้หวัดและภูมิแพ้มาก สังเกตเห็นได้จากเวลาที่เราไม่สบายหมอจะบอกให้เราทานวิตามินซีให้เยอะ ๆ ซึ่งวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น สตรอเบอร์รี่ กีวี ส้ม มะเขือเทศ มะนาว เป็นต้น
ควอร์ซิติน
ควอร์ซิตินมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบมากในหัวหอม แอปเปิ้ล และชาเขียว
สำหรับอาหารต้องห้ามที่คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ห้ามทานเลยก็คือ อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนผสม อาหารที่มีมันโปรตีนจากไข่และนม รวมทั้งมัสตาร์ด เนยถั่ว และน้ำมันเนย เพราะถ้าขืนเราทานเข้าไปอาจทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นมาหนักมากกว่าเก่าได้ค่ะ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงไปทานพวกผักและผลไม้จะดีที่สุด
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
นอกจากนั้นอาการภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ฝุ่นละออง อาหารทะเล เป็นต้น และถ้าร่างกายของเราได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะผ่านทางจมูก ทางปาก ทางผิวหนังก็จะทำให้ร่างกายของเราเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที ด้วยการคันตามร่างกาย เยื่อบุจมูกบวมแดงทำให้น้ำมูกไหล จาม หลอดลมอักเสบและไอ
สำหรับคุณผู้อ่านคนไหนที่ไม่อยากจะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ สงสัยใช่ไหมว่าอาหารที่มีประโยชน์จะมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านกันเลย
กรดไขมันโอเมก้า 3
สำหรับโอเมก้า 3 จะพบมากในพวกเมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ผักใบเขียวต่าง ๆ รวมถึงปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็นอย่างปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาทะเลต่าง ๆ
แมกนีเซียม
พบมากในถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง รวมถึงในเต้าหู ผักกวางตุ้ง สาหร่ายทะเล และผักใบเขียวต่าง ๆ ยิ่งเราทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทนี้มากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้เราห่างไกลโรคหืดหอบ อีกทั้งยังชวยป้องกันไม่ให้เราป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบอีกด้วย
วิตามินซี
วิตามินซีขึ้นชื่อในเรื่องของการป้องกันการเป็นไข้หวัดและภูมิแพ้มาก สังเกตเห็นได้จากเวลาที่เราไม่สบายหมอจะบอกให้เราทานวิตามินซีให้เยอะ ๆ ซึ่งวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น สตรอเบอร์รี่ กีวี ส้ม มะเขือเทศ มะนาว เป็นต้น
ควอร์ซิติน
ควอร์ซิตินมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบมากในหัวหอม แอปเปิ้ล และชาเขียว
สำหรับอาหารต้องห้ามที่คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ห้ามทานเลยก็คือ อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนผสม อาหารที่มีมันโปรตีนจากไข่และนม รวมทั้งมัสตาร์ด เนยถั่ว และน้ำมันเนย เพราะถ้าขืนเราทานเข้าไปอาจทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นมาหนักมากกว่าเก่าได้ค่ะ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงไปทานพวกผักและผลไม้จะดีที่สุด
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ การตั้งหิ้งพระในห้องนอน
ในบ้านเรือนของคนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน ห้อง ๆ หนึ่งที่มีความสำคัญซึ่งชาวพุทธทุกคนควรจะมีไว้ในบ้านมาแต่ครั้งโบราณ คือ "ห้องพระ" แต่อย่างไรก็ตาม บางบ้านก็มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ จึงไม่สามารถที่จะแบ่งห้องใดห้องหนึ่งเป็นห้องพระได้ หลายคนจึงเลือกที่จะตั้งหิ้งพระในห้องนอน ด้วยเห็นว่า เป็นห้องที่มีความเหมาะสมที่สุด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งหิ้งพระในห้องนอนก็มีข้อจำกัดถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้างในกรณีที่เป็นห้องนอนของชายหญิงที่อยู่เป็นคู่สมรส เพราะอาจมีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ภายในห้องนอน เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า การร่วมหลับนอน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นห้องนอนคนโสด สามารถตั้งหิ้งพระได้ แต่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะจัดหิ้งพระไว้ปลายเตียงนอน เพราะถือเป็นการลบหลู่อย่างมาก นอกจากนี้ ควรตั้งอยู่ห่างจากที่นอน เช่น หากห้องนอนมีพื้นที่ว่างพอ ควรทำผ้าม่านหรือม่านกั้นแบ่งไว้ ด้วยเหตุที่ว่า เราอาจนอนเผลอแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าองค์พระ เหตุผลอีกประการ คือ หากเราต้องการนั่งสมาธิ เจริญภาวนาต่อหน้าองค์พระ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเห็นเตียงหรือที่นอนแล้วจะทำให้ผู้นั่งเกิดความรู้สึกขี้เกียจ จะทำให้นั่งได้ไม่นาน หรือ จิตไม่มีสมาธิอยู่กับการนั่งสมาธิก็เป็นได้
สำหรับเรื่องของการจัดตั้งหิ้งพระให้เหมาะสม ในกรณีที่ตั้งติดกับฝาผนัง ควรตั้งหิ้งพระในตำแหน่งที่สูงกว่าศีรษะของคนเรา หรือ หากวางบนหลังตู้ก็ต้องดูขนาดความสูงด้วย เพราะหากตั้งหิ้งพระต่ำกว่าศีรษะคนเรา จะทำให้คนในบ้านจะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า อาชีพการงานเติบโตช้า จะถูกลดตำแหน่งลดบทบาทสายงาน และที่สำคัญ หิ้งบูชาต้องสะอาด หมั่นดูแลมิให้มีฝุ่นจับองค์พระหรือรูปเทพต้องสะอาด หากปล่อยให้หิ้งบูชาสกปรก คนในบ้านจะเจ็บป่วยและทำมาค้าขายไม่ขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำเปล่า และดอกไม้สดที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนหิ้งเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ดอกไม้แห้งเฉาคาทิ้งไว้ เพราะจะทำให้คนในบ้านมีชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่นั่นเอง
ทั้งนี้ การจัดวางทิศทางของห้องพระและโต๊ะหมู่บูชาก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมักจะหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ การหันไปทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งอาจเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล และการไม่รุ่งเรืองของหน้าที่การงานต่าง ๆ ของคนในบ้านตามความเชื่อถือที่มีต่อ ๆ กันมา อย่างไรก็ตาม ยังมีความเชื่อสำหรับการจัดวางในทิศทางต่าง ๆ ของผู้ที่เกิดในแต่ละปี (ขึ้นกับความเชื่อของแต่ละคน) ดังนี้
1. เจ้าของบ้านเกิดปีชวด ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือเด็ดขาดเพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงจนถึงขั้นเสียชีวิต
2. เจ้าของบ้านเกิดปีฉลู ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน
3. เจ้าของบ้านเกิดปีขาล ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวเกิดอันตรายได้
4. เจ้าของบ้านเกิดปีเถาะ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาดจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงคนในบ้านจะเสียชีวิต
5. เจ้าของบ้านเกิดปีมะโรง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหายทั้งชายและหญิง
6. เจ้าของบ้านเกิดปีมะเส็ง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัวมีความยุ่งยากที่สุดจนหาความสงบสุขไม่ได้
7. เจ้าของบ้านเกิดปีมะเมีย ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน
8. เจ้าของบ้านเกิดปีมะแม ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้ครอบครัวเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้
9. เจ้าของบ้านเกิดปีวอก ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว
10. เจ้าของบ้านเกิดปีระกา ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพราะจะนำความทุกข์โศกมาเยือนครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ
11. เจ้าของบ้านเกิดปีจอ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลร้ายให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมากถึงขั้นเสียชีวิตได้
12. เจ้าของบ้านเกิดปีกุน ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอดเสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งหิ้งพระในห้องนอนก็มีข้อจำกัดถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้างในกรณีที่เป็นห้องนอนของชายหญิงที่อยู่เป็นคู่สมรส เพราะอาจมีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ภายในห้องนอน เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า การร่วมหลับนอน เป็นต้น
ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นห้องนอนคนโสด สามารถตั้งหิ้งพระได้ แต่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะจัดหิ้งพระไว้ปลายเตียงนอน เพราะถือเป็นการลบหลู่อย่างมาก นอกจากนี้ ควรตั้งอยู่ห่างจากที่นอน เช่น หากห้องนอนมีพื้นที่ว่างพอ ควรทำผ้าม่านหรือม่านกั้นแบ่งไว้ ด้วยเหตุที่ว่า เราอาจนอนเผลอแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าองค์พระ เหตุผลอีกประการ คือ หากเราต้องการนั่งสมาธิ เจริญภาวนาต่อหน้าองค์พระ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเห็นเตียงหรือที่นอนแล้วจะทำให้ผู้นั่งเกิดความรู้สึกขี้เกียจ จะทำให้นั่งได้ไม่นาน หรือ จิตไม่มีสมาธิอยู่กับการนั่งสมาธิก็เป็นได้
สำหรับเรื่องของการจัดตั้งหิ้งพระให้เหมาะสม ในกรณีที่ตั้งติดกับฝาผนัง ควรตั้งหิ้งพระในตำแหน่งที่สูงกว่าศีรษะของคนเรา หรือ หากวางบนหลังตู้ก็ต้องดูขนาดความสูงด้วย เพราะหากตั้งหิ้งพระต่ำกว่าศีรษะคนเรา จะทำให้คนในบ้านจะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า อาชีพการงานเติบโตช้า จะถูกลดตำแหน่งลดบทบาทสายงาน และที่สำคัญ หิ้งบูชาต้องสะอาด หมั่นดูแลมิให้มีฝุ่นจับองค์พระหรือรูปเทพต้องสะอาด หากปล่อยให้หิ้งบูชาสกปรก คนในบ้านจะเจ็บป่วยและทำมาค้าขายไม่ขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำเปล่า และดอกไม้สดที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนหิ้งเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ดอกไม้แห้งเฉาคาทิ้งไว้ เพราะจะทำให้คนในบ้านมีชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่นั่นเอง
ทั้งนี้ การจัดวางทิศทางของห้องพระและโต๊ะหมู่บูชาก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมักจะหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ การหันไปทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งอาจเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล และการไม่รุ่งเรืองของหน้าที่การงานต่าง ๆ ของคนในบ้านตามความเชื่อถือที่มีต่อ ๆ กันมา อย่างไรก็ตาม ยังมีความเชื่อสำหรับการจัดวางในทิศทางต่าง ๆ ของผู้ที่เกิดในแต่ละปี (ขึ้นกับความเชื่อของแต่ละคน) ดังนี้
1. เจ้าของบ้านเกิดปีชวด ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือเด็ดขาดเพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงจนถึงขั้นเสียชีวิต
2. เจ้าของบ้านเกิดปีฉลู ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน
3. เจ้าของบ้านเกิดปีขาล ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวเกิดอันตรายได้
4. เจ้าของบ้านเกิดปีเถาะ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาดจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงคนในบ้านจะเสียชีวิต
5. เจ้าของบ้านเกิดปีมะโรง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหายทั้งชายและหญิง
6. เจ้าของบ้านเกิดปีมะเส็ง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัวมีความยุ่งยากที่สุดจนหาความสงบสุขไม่ได้
7. เจ้าของบ้านเกิดปีมะเมีย ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน
8. เจ้าของบ้านเกิดปีมะแม ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้ครอบครัวเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้
9. เจ้าของบ้านเกิดปีวอก ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว
10. เจ้าของบ้านเกิดปีระกา ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพราะจะนำความทุกข์โศกมาเยือนครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ
11. เจ้าของบ้านเกิดปีจอ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลร้ายให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมากถึงขั้นเสียชีวิตได้
12. เจ้าของบ้านเกิดปีกุน ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอดเสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
10 เมนูอันตรายหน้าร้อน
รองอธิบดีกรมควบคุมโรคเผย กำหนดให้วันที่ 8-14 เมษายนนี้ เป็นสัปดาห์ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ เตือนประชาชน 10 เมนูอันตรายช่วงหน้าร้อน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้กำหนดให้วันที่ 8-14 เมษายน 2555 เป็นสัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยาพบว่า ช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงมาก ประกอบกับมีช่วงเทศกาลวันหยุดต่อเนื่องยาว ประชาชนถือโอกาสกลับภูมิลำเนา มีงานเลี้ยงฉลอง งานรื่นเริงมากมาย ซึ่งสิ่งที่พบตามว่า การเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารไม่สะอาด อาหารปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งอากาศร้อนแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้เร็ว ทำให้อาหารบูดง่าย
จากการสอบสวนโรคจากผู้ป่วยพบ 10 เมนูอันตรายจากหน้าร้อน ดังนี้
- ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ
- ยำกุ้งเต้น
- ยำหอยแครง
- ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว
- อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด
- ขนมจีน
- ข้าวมันไก่
- ส้มตำ
- สลัดผัก
- น้ำแข็ง
ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ขอให้ใจเย็น ๆ เวลาปิ้ง ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ
ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมโรคจึงขอให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคอาหาร ช่วยกันระมัดระวังให้อาการสะอาดปลอดภัยอยู่เสมอ ไม่ปรุงอาหารทิ้งไว้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียง่ายกว่าปกติ ส่วนอาหารประเภทยำ ลาบ ต้องปรุงให้สุก เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้อาหารบูดเสียง่าย สำหรับผู้ปรุงอาหารต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี แต่งกายสะอาด รวบผม ล้างมือก่อนปรุงและหลังประกอบอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะต้องล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
ส่วนผู้เดินทางท่องเที่ยวนั้น ถ้าจะแวะรับประทานอาหารขอให้เลือกร้านที่มั่นใจว่าสะอาด หรือมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย สำหรับน้ำดื่มหรือน้ำแข็งควรมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจาก อย. นอกจากนี้กรมควบคุมโรคยังขอความร่วมมือจากชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขและองค์การบริหารส่วนตำบล ช่วยกันดูแลประชาชนไม่ให้เจ็บป่วยหรือถ้าเจ็บป่วยจากอาหารเป็นพิษต้องรีบรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบเพื่อการควบคุมโรคไม่ให้ระบาดในวงกว้าง
สำหรับโรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคหรือสารพิษจากสัตว์พิษหรือพืชพิษ เช่น เห็ดพิษ คางคก แมงดาทะเล สาหร่าย หรือปลาทะเลบางชนิด เป็นต้น ทำให้เกิดอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาจมีไข้หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการทางระบบประสาท พบมากในกลุ่มนักเรียนและผู้ที่เดินทางเป็นหมู่คณะรับประทานอาหารร่วมกัน
โดยการช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยอุจจาระร่วงเบื้องต้นทำโดยให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส หรือของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ ซึ่งถ้าไม่มีก็ให้ใช้น้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลาใหญ่ หรือประมาณ 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมให้เข้ากัน ทิ้งให้เย็นลง แล้วรับประทานแทนน้ำหรือให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด ไม่งดอาหารรวมทั้งนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสมให้ผสมเหมือนเดิมแต่ปริมาณลดลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
อย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษพบว่า ตลอดทั้งปี 2554 มีผู้ป่วย 100,534 ราย สำหรับปี 2555 ตั้งแต่ 1 มกราคม–26 มีนาคม 2555 พบผู้ป่วย 26,811 ราย เสียชีวิต 1 ราย พบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยสูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราการป่วยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ รองลงมาเป็นอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น และพิษณุโลก ตามลำดับ
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
ททท.จัดมหาสงกรานต์ 13 จังหวัดกระตุ้นท่องเที่ยว
ททท.กระหึ่มงานเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 13 จังหวัดกระตุ้นทั่วไทย คาดนักท่องเที่ยวคนไทยต่างชาติเดินทาง 6 ล้านคน รายได้สะพัดกว่า 5 หมื่นล้านบาท
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ใช้งบประมาณจำนวน 17 ล้านบาท สนับสนุนการจัดงานเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2555 จำนวน 13 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ นครพนม ขอนแก่น หนองคาย สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 10-29 เม.ย. ที่จะถึงนี้ สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมคนไทย โดยการจัดงานแต่ละพื้นที่ จะเน้นนำวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมในแต่ละสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวมีระยะเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดเดือนเม.ย. โดยคาดว่าระหว่างการจัดงานจะมีนักท่องเที่ยวเดินทาง ประมาณ 6.34 ล้านคน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวคนไทย 5.2 ล้านคน ต่างชาติ 4 แสนคน สร้างรายได้รวม 5.32 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดคนไทย 2.8 หมื่นล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยว 1.8 หมื่นล้านบาท
“นอกจากพื้นที่ที่ททท.สนับสนุนการจัดงานใหญ่ 13 พื้นที่แล้ว ยังมีการจัดงานในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางให้คึกคักได้ตลอดเดือนเม.ย.นี้” นายสุรพล กล่าว
นักท่องเที่ยวที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเที่ยวทั่วไทย 1672
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 30 มีนาคม 2555 เวลา 17:41 น.
นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ใช้งบประมาณจำนวน 17 ล้านบาท สนับสนุนการจัดงานเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2555 จำนวน 13 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ นครพนม ขอนแก่น หนองคาย สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 10-29 เม.ย. ที่จะถึงนี้ สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมคนไทย โดยการจัดงานแต่ละพื้นที่ จะเน้นนำวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมในแต่ละสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับนักท่องเที่ยว
ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวมีระยะเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดเดือนเม.ย. โดยคาดว่าระหว่างการจัดงานจะมีนักท่องเที่ยวเดินทาง ประมาณ 6.34 ล้านคน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวคนไทย 5.2 ล้านคน ต่างชาติ 4 แสนคน สร้างรายได้รวม 5.32 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดคนไทย 2.8 หมื่นล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยว 1.8 หมื่นล้านบาท
“นอกจากพื้นที่ที่ททท.สนับสนุนการจัดงานใหญ่ 13 พื้นที่แล้ว ยังมีการจัดงานในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางให้คึกคักได้ตลอดเดือนเม.ย.นี้” นายสุรพล กล่าว
นักท่องเที่ยวที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเที่ยวทั่วไทย 1672
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 30 มีนาคม 2555 เวลา 17:41 น.
ประชาชน...ไม่มีเงินเหลือเก็บ
"โพล" เผยผลสำรวจพฤติกรรมความเอาใจใส่ในการเก็บออมของคนไทยยุคปัจจุบัน พบส่วนใหญ่ 72% ไม่มีเงินเหลือเก็บ ระบุต้นเหตุรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้เท่าเดิม
นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค นวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง สำรวจพฤติกรรมความเอาใจใส่ในการเก็บออมของคนไทยยุคปัจจุบัน ที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,674 ตัวอย่าง พบว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 72.0 ระบุ ไม่มีการแบ่งเงินเก็บออมหรือลงทุน โดยมีเหตุผลสำคัญคือ ผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม รายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม หรือลดลง
นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจหน้าจอทีวี ที่บอกว่าดีขึ้น กลับไม่ตรงกับความเป็นจริงในสภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน และในกลุ่มที่มีรายได้สูง ก็ไม่ได้เก็บออม เพราะอิทธิพลของกลยุทธ์ทางการตลาด และแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายของระบบทุนนิยม ขณะตัวอย่างร้อยละ 28.0 ระบุ เก็บออมเงินไว้ โดยเก็บออมเฉลี่ยอยู่ที่ 3,122 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ รูปแบบการออมเงิน หรือลงทุน จากผลสำรวจพบว่า
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 มีนาคม 2555 เวลา 09:39 น.
นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจหน้าจอทีวี ที่บอกว่าดีขึ้น กลับไม่ตรงกับความเป็นจริงในสภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน และในกลุ่มที่มีรายได้สูง ก็ไม่ได้เก็บออม เพราะอิทธิพลของกลยุทธ์ทางการตลาด และแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายของระบบทุนนิยม ขณะตัวอย่างร้อยละ 28.0 ระบุ เก็บออมเงินไว้ โดยเก็บออมเฉลี่ยอยู่ที่ 3,122 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ รูปแบบการออมเงิน หรือลงทุน จากผลสำรวจพบว่า
- ส่วนใหญ่เลือกออมเงิน โดยฝากธนาคาร
- รองลงมาคือ เลือกออมกับแผนการเงินในรูปแบบการทำประกัน และ
- เลือกออมโดยการซื้อสลากออมสิน
แหล่งที่มา เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 มีนาคม 2555 เวลา 09:39 น.
ฮอลลีคว้าอันดับ 1 สาวที่มีร่องอกสวยสุด
คนโหวต"ฮอลลี วิลโลห์บาย" คือสาวที่มีร่องอกสวยที่สุดแซงหน้าคนดังจากฮอลลีวูด
ฮอลลี วิลโลห์บาย พิธีกรสาวสวยจากรายการ The Morning ต้องออกมาขอบคุณสาวๆ 1,000คน ที่ได้เลือกให้เธอขึ้นอันดับหนึ่งของ Wonderbra Cleavage Hall of Fame โดยคุณแม่ลูกสองรายนี้สามารถแซงหน้าคนดังฝั่งฮอลลีวูดไปได้ทั้ง สกาเล็ตต์ โจแฮนสัน และ คุณแม่มือใหม่อย่าง บียอนเซ โนวล์ส ซึ่งการจัดทำผลสำรวจครั้งนี้ของ Wonderbra จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวัน National Cleavage Day ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก โดยนำภาพของสาวๆ ที่ติดอันดับท็อปของผลสำรวจจัดแสดงใน Cleavage Hall of Fame
งานนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่พิธีกรสาววัย 31 ปีได้รับเลือกให้ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายแล้วก็คงเห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นเพราะอกของเธอได้รูป ชิดกันสวยงามและแน่นอนกับขนาดสมส่วนที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป
ส่วนอันดับอื่นๆที่ตามมานั้นมีทั้งสาวสวย รีฮันนา, มาริลีน มอนโรว์, ไดตา ฟอน เตส, เคที เพอร์รีย์, บริเจ็ตต์ บาร์โดท์, คิม คาร์เดเชียน และ ลารา สโตน
ตามผลสำรวจระบุว่าสาวๆจาก2ใน3ต่างก็มีความสุขที่ได้อวดสัดส่วนเว้าโค้งและร่องอกเล็กๆน้อยๆโดยรู้สึกว่ามันคือความเซ็กซี่และแสดงถึงความเป็นผู้หญิง นอกจากนั้นยังทำให้พวกเธอมั่นใจขึ้นด้วย และมากกว่าครึ่งได้ยอมรับว่าใช้สมบัติที่แม่ให้มาเป็นอาวุธลับเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ตนเองไม่ว่าจะเป็น ได้รับการเสิร์ฟอาหารเร็วขึ้น หรือรอดพ้นจากการจ่ายค่าปรับ
Wonderbra Cleavage Hall of Fame
ฮอลลี วิลโลห์บาย พิธีกรสาวสวยจากรายการ The Morning ต้องออกมาขอบคุณสาวๆ 1,000คน ที่ได้เลือกให้เธอขึ้นอันดับหนึ่งของ Wonderbra Cleavage Hall of Fame โดยคุณแม่ลูกสองรายนี้สามารถแซงหน้าคนดังฝั่งฮอลลีวูดไปได้ทั้ง สกาเล็ตต์ โจแฮนสัน และ คุณแม่มือใหม่อย่าง บียอนเซ โนวล์ส ซึ่งการจัดทำผลสำรวจครั้งนี้ของ Wonderbra จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวัน National Cleavage Day ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก โดยนำภาพของสาวๆ ที่ติดอันดับท็อปของผลสำรวจจัดแสดงใน Cleavage Hall of Fame
งานนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่พิธีกรสาววัย 31 ปีได้รับเลือกให้ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายแล้วก็คงเห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นเพราะอกของเธอได้รูป ชิดกันสวยงามและแน่นอนกับขนาดสมส่วนที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป
ส่วนอันดับอื่นๆที่ตามมานั้นมีทั้งสาวสวย รีฮันนา, มาริลีน มอนโรว์, ไดตา ฟอน เตส, เคที เพอร์รีย์, บริเจ็ตต์ บาร์โดท์, คิม คาร์เดเชียน และ ลารา สโตน
ตามผลสำรวจระบุว่าสาวๆจาก2ใน3ต่างก็มีความสุขที่ได้อวดสัดส่วนเว้าโค้งและร่องอกเล็กๆน้อยๆโดยรู้สึกว่ามันคือความเซ็กซี่และแสดงถึงความเป็นผู้หญิง นอกจากนั้นยังทำให้พวกเธอมั่นใจขึ้นด้วย และมากกว่าครึ่งได้ยอมรับว่าใช้สมบัติที่แม่ให้มาเป็นอาวุธลับเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ตนเองไม่ว่าจะเป็น ได้รับการเสิร์ฟอาหารเร็วขึ้น หรือรอดพ้นจากการจ่ายค่าปรับ
Wonderbra Cleavage Hall of Fame
- ฮอลลี วิลโลห์บาย
- สกาเล็ตต์ โจแฮนสัน
- บียอนเซ
- รีฮันนา
- มาริลีน มอนโรว์
- ไดตา ฟอน เตส
- เคที เพอร์รีย์
- บริเจ็ตต์ บาร์โดท์
- คิม คาร์เดเชียน
- ลารา สโตน
วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555
ไฟฟ้าไทยมาจากไหน
กว่าร้อยละ 50 ของพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ไทยไม่ได้ผลิตขึ้นเอง แต่เป็นการซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติการผลิตพลังงานไฟฟ้า ประจำเดือนมกราคม 2555 ว่า ปัจจุบันไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน 5 แนวทาง จากทั้งหมด 7 แนวทาง
ไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบการผลิตมากที่สุด
คือการซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ครองสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52.28 หรือ 6,798.99 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
อันดับที่รองลงมา คือ การใช้พลังความร้อนร่วม
ร้อยละ 23.59 หรือผลิตได้ 3,068.87 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งแนวทางนี้ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ และพลังไอน้ำมาใช้งานร่วมกัน โดยนำเอาไอเสียจากโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ ซึ่งมีความร้อนสูง ประมาณ 500 องศาเซลเซียส ไปผ่านหม้อน้ำและทำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอ เพื่อขับกังหันไอน้ำสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้า
อันดับที่ 3 คือพลังความร้อน
ที่ได้จากเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ แนวทางนี้ผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 15.18 หรือ 1,974.34 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
อันดับที่ 4 คือพลังน้ำ
ทั้งจากลำน้ำธรรมชาติและน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ แนวทางนี้ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 8.74 หรือ 1,136.34 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
ส่วนอันดับสุดท้ายคือ กังหันแก๊ส
ร้อยละ 0.21 หรือ 22.47 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งวิธีการทำงานคือ การเผาไหม้ของส่วนผสม ระหว่างก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดีเซลกับอากาศ ที่ไปขับดันใบกังหัน ให้ไปขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
แหล่งที่มา เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 มี.ค. 55 09.17 น.
7 ชายหาดไทย ติด 10 อันดับ ทะเลน่าเที่ยวเอเชีย
เว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ดอทคอม (tripadvisor.com) เว็บไซต์ข้อมูลท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ได้จัดอันดับชายหาดทะเล ที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของเอเชีย 10 อันดับ ซึ่งหาดทะเลไทย ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกหลายชายหาด ติดถึง 7 แห่ง จาก 10 อันดับ โดยจากการรวบรวมผลโหวตในประเภท บีช เดสทิเนชั่นส์ (Beach Destinations) ปรากฏว่า
หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้รับการโหวตให้ได้อันดับ 2 ประเภทชายหาดน่าท่องเที่ยว ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ชายหาดโบราเคย์ ของฟิลิปปินส์ โดยเหตุผลที่ทำให้หมู่เกาะพีพี ได้รับการโหวตให้ได้อันดับ 2 นั้น เนื่องจากมีชายหาดที่สวยงาม และมีจุดดำน้ำลึก และน้ำตื้น ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว
เกาะลันตา จ.กระบี่ (อันดับ 3)
เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 4)
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 5)
หาดกะตะ จ.ภูเก็ต (อันดับ 6)
หาดเฉวง จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 8)
บ่อผุด จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 10)
สำหรับ 7 ชายหาดของประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับนั้น อยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยและของโลก ซึ่งแต่ละปีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ ได้รับการโหวตให้ได้อันดับ 2 ประเภทชายหาดน่าท่องเที่ยว ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ชายหาดโบราเคย์ ของฟิลิปปินส์ โดยเหตุผลที่ทำให้หมู่เกาะพีพี ได้รับการโหวตให้ได้อันดับ 2 นั้น เนื่องจากมีชายหาดที่สวยงาม และมีจุดดำน้ำลึก และน้ำตื้น ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว
| หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ |
เกาะลันตา จ.กระบี่ (อันดับ 3)
| เกาะลันตา จ.กระบี่ |
เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 4)
| เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี |
เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 5)
| เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี |
หาดกะตะ จ.ภูเก็ต (อันดับ 6)
หาดเฉวง จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 8)
บ่อผุด จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 10)
สำหรับ 7 ชายหาดของประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับนั้น อยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยและของโลก ซึ่งแต่ละปีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก
แหล่งที่มา เว็บไซต์กระปุกดอทคอม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...