วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

ตอน 9 ลูกหมา...เด็กๆ

ตอน 9  อ่านตอนแปด เรื่อง "พาลูกหมาไปฉีดยาครบ 1 เดือนครึ่ง" ได้ที่นี่

ตอนนี้ลูกหมาเริ่มดูเสมือน...เป็นเด็กมากขึ้น ช่วงนี้เริ่มเล่นอย่างจริงจัง และซุกซนมาก ออกมาเดินนอกบ้านจะโดนกัด โดนตามจากเจ้าสองตัวอย่างไม่ยอมลดละทีเดียว บางทีก็เล่นกันระหว่างลูกหมาทั้งสอง ตอนนี้กินอิ่ม เล่นเก่ง และนอนหลับ ดูครบเครื่องทีเดียว



วันไหนถ้าไม่ลืมจะจับภาพลูกหมากำลังกินอย่างเมามันมาฝาก ช่วงนี้เจริญอาหาร กินเก่ง กินได้ กินดี กินทุกอย่าง ให้แม่ก็กินด้วย ให้สิงห์โตก็กินด้วย ให้ใครกิน ... ก็เข้ามามีส่วนร่วมตลอด เรื่องกินไม่พลาดเลยทีเดียว และเริ่มกระโดดโลดเต้นเมื่อให้อาหารช้าหรือต้องรอคอย หรือบางทีถ้าถูกให้อยู่ในกรงก็จะส่งเสียงร้องแบบว่า..ต้องออกไปกินเดี๋ยวนี้ รอไม่ได้แล้วประมาณนั้นเชียวล่ะ คงเป็นที่วัยของลูกสุนัขที่น่าจะเข้าสู่วัยเด็ก จึงซนและเล่น กิน นอน อย่างดูมีความสุข แต่ก็กังวลเหมือนกันว่าจะสอนให้รู้จักรอคอยได้ไหม เพราะท่าจะร้องเก่งและดื้อกว่ารุ่นพ่อ-แม่มันเสียอีก




ตอนนี้ แพนด้าและทองแดง ยังกินอาหารชามเดียวกันได้ไม่มีปัญหาการหวงของกิน หรือขู่บังคับไม่ให้อีกฝ่ายมากินด้วยกัน ก็อยากฝึกให้มันกินอาหารชามเดียวกันได้ แต่ไม่รู้ว่าพอโตขึ้นจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน



ได้ฟังรายการวิทยุหนึ่งบอกว่าพอลูกหมาอายุ 1 ปีก็จะไม่สามารถจำพี่น้องได้ และเริ่มคิดว่าใครจะเป็นจ่าฝูง ก็กำลังฝึกให้มันยังรู้จักแม่ พี่-น้อง อยู่ แต่ไม่รู้ว่าพอโตอีกสักระยะจะลืมตามที่หมอหมาบอกหรือไม่


ตอนนี้ลูกหมาก็ยังกินนมแม่อยู่ ทั้งๆ ที่นมแม่ก็ไม่น่าจะมีแล้ว แต่แม่บ๊อบบี้ก็ใจดี...ใจดี๊ เช่นเดิม ให้กินอยู่ ถ้าเป็นแม่หมาอื่นๆ คงไม่ให้ลูกกินแล้ว

วันนี้นำวิดีโอลีลาต่างๆ มาให้ชมกันเช่นเคย

วิดีโอแรก เป็นการฝึกทองแดงคาบลูกบอล


วิดีโอที่สอง ฝึกแพนด้าให้คุ้นเคยกับการอยู่ในกรง


วิดีโอที่สาม แพนด้าสนใจลูกบอล แต่ทองแดงสนใจจะเล่น


ติดตามตอน 10 เรื่อง "วุ่นวาย วายวุ่น...ลูกหมาทั้งสอง" 

การดูแลตัวเอง...หน้าร้อน

เมื่อเข้าสู่หน้าร้อนหลายคนมักจะหากิจกรรมต่างๆ เพื่อคลายร้อนกัน แต่บางครั้งวิธีเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งอาการเจ็บป่วยไม่สบายได้ ดังนั้น จึงมีวิธีในการดูแลตัวเองช่วงร้อนๆ มาบอกกัน

ดื่มน้ำเยอะๆ
อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะในแต่ละวันร่างกายสูญเสียเหงื่อมาก  ไม่ควรกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพื่อป้องกันความร้อนกระทบร่างกายมากเกินไปจนทำให้เจ็บป่วยได้

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
เพราะทำให้เส้นเลือดขยายตัวและร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น

กินอาหารที่เหมาะกับหน้าร้อน
เช่น ตอนเช้ากินอาหารอ่อนๆ อย่างข้าวต้ม กินผักผลไม้เยอะๆ เลี่ยงอาหารมัน อาหารทอด หรือกินอาหารที่มีรสขมเย็น อย่างมะระ แฟง จะช่วยลดความร้อนในร่างกาย เลือกกินอาหารที่สดใหม่จะช่วยป้องกันโรคทางเดินอาหาร

ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม
และเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือตอนที่แดดจ้า เพราะทำให้เจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น

เวลาเดินทางไปเที่ยวหรือออกนอกบ้าน
อย่าลืมทาครีมกันแดดให้ทั่วโดยทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง  เพื่อป้องกันการเกิดผิวไหม้ และสวมแว่นกันแดดเพื่อช่วยถนอมสายตาด้วย

สวมเสื้อผ้าสบายๆ
ช่วยระบายอากาศได้ดี ไม่ใส่ฟิตหรือแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการอับชื้นจนกลายเป็นผดผื่นคันได้

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 2 เม.ย. 55 (119)

อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ ฐานทัพเรือกรุงเทพ

ถ้านั่งรถผ่านถนนอิสรภาพ  แถวบ้านช่างหล่อ  เขตบางกอกน้อย ที่ตั้งของฐานทัพเรือกรุงเทพ  (Bangkok Naval Base)  ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ของพระราชวังนันทอุทยาน เดิมชื่อ สถานีทหารเรือกรุงเทพ สถาปนาขึ้นในปี 2475 ตั้งหน่วยอยู่ในเขตพระราชนิเวศน์สถาน (กองบังคับการกรมพลาธิการทหารเรือในปัจจุบัน) มีการปรับรูปแบบการจัดหน่วยทหารเรืออยู่หลายครั้ง

จนเมื่อปี 2538 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกองทัพเรือใหม่ และเปลี่ยนชื่อจากสถานีทหารเรือกรุงเทพเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ จนถึง ทุกวันนี้

ใกล้ๆ กันมีพระอนุสาวรีย์พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ (เสด็จเตี๋ย) ทรงเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ลำดับราชสกุลวงศ์พระองค์ที่ 28 ในรัชกาลที่ 5 ถือเป็นองค์บิดาแห่งกองทัพเรือไทย เป็นเจ้านายพระองค์แรก ที่สำเร็จวิชาการทหารเรือ จากประเทศอังกฤษ โดยทรงฝึกทหารเรือไทยให้เดินเรือทะเลใต้ ทำการรบทางเรือได้อย่างชาวต่างชาติ เป็นผู้บังคับการเรือได้

โดยไม่ต้องว่าจ้างกัปตันต่างชาติ จนกองทัพเรือไทยมีความทันสมัยเจริญก้าวหน้าเทียบเท่านานาอารยประเทศ แวะกราบสักการะกรมหลวงชุมพรฯ ได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 2 เม.ย. 55 (119)

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

อยากมีความสุข...จงทำตัวเหมือนน้ำ

หลากหลายปัญหาที่เข้ามาในชีวิตหากเราจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างง่ายได้ก็ต้องรู้จักการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมนะคะ ดุจดั่งสายน้ำ และเรื่องที่นำมาฝากกันในวันนี้ก็คือ อยากมีความสุข...จงทำตัวเหมือนน้ำ
  
1 .รู้จักประมาณตัว 
  • น้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรูปแบบใด หรือแหล่งน้ำธรรมชาติลักษณะไหน ก็สามารถกลมกลืนมีรูปร่างตามนั้น
  • คน หากรู้จักปรับตัวให้เข้ากับที่อยู่หรือสิ่งแวดล้อมที่ห่อหุ้มชีวิต อยู่บ้านใหญ่ก็อยู่ได้ อยู่บ้านเล็กก็ปรับตัวได้เหมาะสม เช่นภาษิต นกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่ใช่มีมากใช้มากมีน้อยใช้น้อยก็อาจทุกข์ร้อนได้
2. รู้จักถ่อมตน-เคารพคนอื่น 
  • น้ำ จะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ น้ำตกเกิดเพราะบนยอดเขามีน้ำอยู่มาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ผิวดินหรือใต้ดิน น้ำก็ย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ  
  • คน เปรียบดั่งคนที่รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ติดยึดกับหัวโขนที่สวมอยู่ หากแต่สามารถปรับได้ตามกาลเทศะ รู้จักเคารพ ให้เกียรติ มีเมตตาไม่ดูถูก ไม่รังเกียจ
3. รู้จักยืดหยุ่น 
  • น้ำ อ่อนนุ่มแต่มีปะทะมหาศาลยามที่อยู่เฉยๆ ไม่ทำร้ายใคร แต่ยามน้ำไหลบ่าก็สามารถทำลายแม้กระทั่งขุนเขามหึมาได้  
  • คน ต้องรู้จักอดกลั้น อดทน และข้ามผ่านช่วงเวลาที่ไม่น่าพอใจไปได้ ด้วยการรู้จักยืดหยุ่น รู้จักเขารู้จักเราเพื่อก้าว เมื่อได้ชัยชนะให้เกียรติคู่ต่อสู้แข็งมาอ่อนกลับชนะจากภายในสู่ภายนอก
แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 มี.ค. 55 13.43 น.

ลูกค้า AIS ใช้ Free AIS Wifi

ลูกค้า AIS ใช้ Free AIS Wifi ได้ที่ Siam Paragon, Siam Center, และ Siam Discovery

ด้วยความร่วมมือของ AIS และ สยามพิวัฒน์ ได้เปิดให้ลูกค้า AIS ใช้บริการ Free AIS Wifi แบบไม่จำกัดที่ Siam Paragon, Siam Center, และ Siam Discovery สามารถใช้บริการได้ที่ศูนย์การค้าได้ทั้ง 3 แห่ง ตั้งแต่วันนี้ – 31 พฤษภาคม 2555 

ขอรับ Free Wifi Username & Password กด *199*1#  (หมายเหตุ : ลูกค้าต้องขอรับ Username & Password ใหม่ทุกเดือน)

พื้นที่ให้บริการ Free Wifi


แหล่งที่มา   เว็บไซต์ AIS

กินอะไร...ช่วยป้องกันภูมิแพ้

          โรคภูมิแพ้เป็นโรคเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ พบมากเป็นอันดับต้น ๆ ในประเทศไทย พบได้มากทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ และพบมากกับคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมือง เพราะสังคมเมืองอากาศมักจะเต็มไปด้วยมลพิษ ฝุ่นละอองที่สกปรก เมื่อเราหายใจเข้าไปบางครั้งอาจจะทำให้เราเกิดอาการไอ จาม คัดจมูกได้โดยทันที
          นอกจากนั้นอาการภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ร่างกายแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เช่น ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ฝุ่นละออง อาหารทะเล เป็นต้น และถ้าร่างกายของเราได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ว่าจะผ่านทางจมูก ทางปาก ทางผิวหนังก็จะทำให้ร่างกายของเราเกิดปฏิกิริยาต่อต้านทันที ด้วยการคันตามร่างกาย เยื่อบุจมูกบวมแดงทำให้น้ำมูกไหล จาม หลอดลมอักเสบและไอ
          สำหรับคุณผู้อ่านคนไหนที่ไม่อยากจะป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ก็ควรดูแลรักษาสุขภาพตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ ด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ สงสัยใช่ไหมว่าอาหารที่มีประโยชน์จะมีอะไรบ้าง ติดตามอ่านกันเลย

กรดไขมันโอเมก้า 3
          สำหรับโอเมก้า 3 จะพบมากในพวกเมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง ผักใบเขียวต่าง ๆ รวมถึงปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำเย็นอย่างปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาทะเลต่าง ๆ

แมกนีเซียม
          พบมากในถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง รวมถึงในเต้าหู ผักกวางตุ้ง สาหร่ายทะเล และผักใบเขียวต่าง ๆ ยิ่งเราทานอาหารที่มีสารอาหารประเภทนี้มากเท่าไร ก็จะยิ่งช่วยให้เราห่างไกลโรคหืดหอบ อีกทั้งยังชวยป้องกันไม่ให้เราป่วยเป็นโรคหลอดลมอักเสบอีกด้วย

วิตามินซี
          วิตามินซีขึ้นชื่อในเรื่องของการป้องกันการเป็นไข้หวัดและภูมิแพ้มาก สังเกตเห็นได้จากเวลาที่เราไม่สบายหมอจะบอกให้เราทานวิตามินซีให้เยอะ ๆ ซึ่งวิตามินซีจะพบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น สตรอเบอร์รี่ กีวี ส้ม มะเขือเทศ มะนาว เป็นต้น

 ควอร์ซิติน
          ควอร์ซิตินมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ พบมากในหัวหอม แอปเปิ้ล และชาเขียว

          สำหรับอาหารต้องห้ามที่คนป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ห้ามทานเลยก็คือ อาหารที่มีเกลือเป็นส่วนผสม อาหารที่มีมันโปรตีนจากไข่และนม รวมทั้งมัสตาร์ด เนยถั่ว และน้ำมันเนย เพราะถ้าขืนเราทานเข้าไปอาจทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นมาหนักมากกว่าเก่าได้ค่ะ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงไปทานพวกผักและผลไม้จะดีที่สุด

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ การตั้งหิ้งพระในห้องนอน

ในบ้านเรือนของคนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชน ห้อง ๆ หนึ่งที่มีความสำคัญซึ่งชาวพุทธทุกคนควรจะมีไว้ในบ้านมาแต่ครั้งโบราณ คือ "ห้องพระ" แต่อย่างไรก็ตาม บางบ้านก็มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ จึงไม่สามารถที่จะแบ่งห้องใดห้องหนึ่งเป็นห้องพระได้ หลายคนจึงเลือกที่จะตั้งหิ้งพระในห้องนอน ด้วยเห็นว่า เป็นห้องที่มีความเหมาะสมที่สุด

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การตั้งหิ้งพระในห้องนอนก็มีข้อจำกัดถึงความไม่เหมาะสมอยู่บ้างในกรณีที่เป็นห้องนอนของชายหญิงที่อยู่เป็นคู่สมรส เพราะอาจมีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ภายในห้องนอน เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า การร่วมหลับนอน เป็นต้น
  
ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นห้องนอนคนโสด สามารถตั้งหิ้งพระได้ แต่ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะจัดหิ้งพระไว้ปลายเตียงนอน เพราะถือเป็นการลบหลู่อย่างมาก นอกจากนี้ ควรตั้งอยู่ห่างจากที่นอน เช่น หากห้องนอนมีพื้นที่ว่างพอ ควรทำผ้าม่านหรือม่านกั้นแบ่งไว้ ด้วยเหตุที่ว่า เราอาจนอนเผลอแสดงท่าทางที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าองค์พระ เหตุผลอีกประการ คือ หากเราต้องการนั่งสมาธิ เจริญภาวนาต่อหน้าองค์พระ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อเห็นเตียงหรือที่นอนแล้วจะทำให้ผู้นั่งเกิดความรู้สึกขี้เกียจ จะทำให้นั่งได้ไม่นาน หรือ จิตไม่มีสมาธิอยู่กับการนั่งสมาธิก็เป็นได้

สำหรับเรื่องของการจัดตั้งหิ้งพระให้เหมาะสม ในกรณีที่ตั้งติดกับฝาผนัง ควรตั้งหิ้งพระในตำแหน่งที่สูงกว่าศีรษะของคนเรา หรือ หากวางบนหลังตู้ก็ต้องดูขนาดความสูงด้วย เพราะหากตั้งหิ้งพระต่ำกว่าศีรษะคนเรา จะทำให้คนในบ้านจะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า อาชีพการงานเติบโตช้า จะถูกลดตำแหน่งลดบทบาทสายงาน และที่สำคัญ หิ้งบูชาต้องสะอาด หมั่นดูแลมิให้มีฝุ่นจับองค์พระหรือรูปเทพต้องสะอาด หากปล่อยให้หิ้งบูชาสกปรก คนในบ้านจะเจ็บป่วยและทำมาค้าขายไม่ขึ้น           นอกจากนั้นแล้ว ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำเปล่า และดอกไม้สดที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนหิ้งเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ดอกไม้แห้งเฉาคาทิ้งไว้ เพราะจะทำให้คนในบ้านมีชีวิตขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่นั่นเอง

ทั้งนี้ การจัดวางทิศทางของห้องพระและโต๊ะหมู่บูชาก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยมักจะหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศตะวันออก หรือทิศเหนือ การหันไปทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเป็นสิ่งไม่ดี ซึ่งอาจเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคล และการไม่รุ่งเรืองของหน้าที่การงานต่าง ๆ ของคนในบ้านตามความเชื่อถือที่มีต่อ ๆ กันมา อย่างไรก็ตาม ยังมีความเชื่อสำหรับการจัดวางในทิศทางต่าง ๆ ของผู้ที่เกิดในแต่ละปี (ขึ้นกับความเชื่อของแต่ละคน) ดังนี้

          1. เจ้าของบ้านเกิดปีชวด ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือเด็ดขาดเพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวงจนถึงขั้นเสียชีวิต   

          2. เจ้าของบ้านเกิดปีฉลู ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้เจ้าบ้านเกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน
    
          3. เจ้าของบ้านเกิดปีขาล ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลให้ผู้หญิงและสมาชิกในครอบครัวเกิดอันตรายได้
    
          4. เจ้าของบ้านเกิดปีเถาะ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาดจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงคนในบ้านจะเสียชีวิต
    
          5. เจ้าของบ้านเกิดปีมะโรง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด  จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหายทั้งชายและหญิง   

          6. เจ้าของบ้านเกิดปีมะเส็ง ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัวมีความยุ่งยากที่สุดจนหาความสงบสุขไม่ได้
    
          7. เจ้าของบ้านเกิดปีมะเมีย ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน
   
          8. เจ้าของบ้านเกิดปีมะแม  ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้ครอบครัวเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้
   
          9. เจ้าของบ้านเกิดปีวอก  ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว
    
        10. เจ้าของบ้านเกิดปีระกา  ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพราะจะนำความทุกข์โศกมาเยือนครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ

        11. เจ้าของบ้านเกิดปีจอ ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาดจะส่งผลร้ายให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมากถึงขั้นเสียชีวิตได้

        12. เจ้าของบ้านเกิดปีกุน ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอดเสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

10 เมนูอันตรายหน้าร้อน

           รองอธิบดีกรมควบคุมโรคเผย กำหนดให้วันที่ 8-14 เมษายนนี้ เป็นสัปดาห์ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ เตือนประชาชน 10 เมนูอันตรายช่วงหน้าร้อน
 
           เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรคได้กำหนดให้วันที่ 8-14 เมษายน 2555 เป็นสัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ เนื่องจากการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยาพบว่า ช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงมาก ประกอบกับมีช่วงเทศกาลวันหยุดต่อเนื่องยาว ประชาชนถือโอกาสกลับภูมิลำเนา มีงานเลี้ยงฉลอง งานรื่นเริงมากมาย ซึ่งสิ่งที่พบตามว่า การเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ จากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารไม่สะอาด อาหารปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ ซึ่งอากาศร้อนแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้เร็ว ทำให้อาหารบูดง่าย
 
           จากการสอบสวนโรคจากผู้ป่วยพบ 10 เมนูอันตรายจากหน้าร้อน ดังนี้
  1. ลาบ/ก้อยดิบ เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ
  2. ยำกุ้งเต้น 
  3. ยำหอยแครง 
  4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีที่ทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียนหรือคณะท่องเที่ยว
  5. อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิสด
  6. ขนมจีน
  7. ข้าวมันไก่
  8. ส้มตำ
  9. สลัดผัก
  10. น้ำแข็ง
            ส่วนอาหารปิ้งย่างที่นิยมรับประทานกัน เช่น หมูกระทะ กุ้งกระทะ ช่วงหน้าร้อนนี้ขอให้ใจเย็น ๆ เวลาปิ้ง ควรปิ้งให้สุกจะได้ปลอดภัยจากอาหารเป็นพิษ
 
           ทั้งนี้ ทางกรมควบคุมโรคจึงขอให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคอาหาร ช่วยกันระมัดระวังให้อาการสะอาดปลอดภัยอยู่เสมอ ไม่ปรุงอาหารทิ้งไว้เป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบจะเสียง่ายกว่าปกติ ส่วนอาหารประเภทยำ ลาบ ต้องปรุงให้สุก เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้อาหารบูดเสียง่าย สำหรับผู้ปรุงอาหารต้องรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี แต่งกายสะอาด รวบผม ล้างมือก่อนปรุงและหลังประกอบอาหารทุกครั้ง โดยเฉพาะต้องล้างมือทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ
 
           ส่วนผู้เดินทางท่องเที่ยวนั้น ถ้าจะแวะรับประทานอาหารขอให้เลือกร้านที่มั่นใจว่าสะอาด หรือมีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย สำหรับน้ำดื่มหรือน้ำแข็งควรมีเครื่องหมายรับรองคุณภาพจาก อย.  นอกจากนี้กรมควบคุมโรคยังขอความร่วมมือจากชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขและองค์การบริหารส่วนตำบล ช่วยกันดูแลประชาชนไม่ให้เจ็บป่วยหรือถ้าเจ็บป่วยจากอาหารเป็นพิษต้องรีบรายงานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบเพื่อการควบคุมโรคไม่ให้ระบาดในวงกว้าง
 
           สำหรับโรคอาหารเป็นพิษ เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดมีเชื้อโรคหรือสารพิษจากสัตว์พิษหรือพืชพิษ เช่น เห็ดพิษ คางคก แมงดาทะเล สาหร่าย หรือปลาทะเลบางชนิด เป็นต้น ทำให้เกิดอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาจมีไข้หรืออาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการทางระบบประสาท พบมากในกลุ่มนักเรียนและผู้ที่เดินทางเป็นหมู่คณะรับประทานอาหารร่วมกัน  
 
           โดยการช่วยเหลือรักษาผู้ป่วยอุจจาระร่วงเบื้องต้นทำโดยให้สารละลายเกลือแร่โอ อาร์ เอส หรือของเหลวมากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ  ซึ่งถ้าไม่มีก็ให้ใช้น้ำต้มสุก 1 ขวดน้ำปลาใหญ่ หรือประมาณ 750 ซีซี ผสมน้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ และเกลือแกงครึ่งช้อนชาผสมให้เข้ากัน ทิ้งให้เย็นลง แล้วรับประทานแทนน้ำหรือให้อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือน้ำข้าว หรือแกงจืด ไม่งดอาหารรวมทั้งนมแม่ สำหรับเด็กที่ดื่มนมผสมให้ผสมเหมือนเดิมแต่ปริมาณลดลงและให้สลับกับสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร
 
           อย่างไรก็ตาม จากการเฝ้าระวังโรคอาหารเป็นพิษพบว่า ตลอดทั้งปี 2554 มีผู้ป่วย 100,534 ราย สำหรับปี 2555 ตั้งแต่ 1 มกราคม–26 มีนาคม 2555 พบผู้ป่วย 26,811 ราย เสียชีวิต 1 ราย พบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีผู้ป่วยสูงสุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราการป่วยสูงสุด ได้แก่ จังหวัดอำนาจเจริญ รองลงมาเป็นอุบลราชธานี บุรีรัมย์ ขอนแก่น และพิษณุโลก ตามลำดับ
 

ททท.จัดมหาสงกรานต์ 13 จังหวัดกระตุ้นท่องเที่ยว

ททท.กระหึ่มงานเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 13 จังหวัดกระตุ้นทั่วไทย คาดนักท่องเที่ยวคนไทยต่างชาติเดินทาง   6 ล้านคน รายได้สะพัดกว่า 5 หมื่นล้านบาท 

นายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้ใช้งบประมาณจำนวน 17 ล้านบาท  สนับสนุนการจัดงานเย็นทั่วหล้า มหาสงกรานต์ 2555   จำนวน 13 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สุโขทัย เชียงใหม่ นครพนม ขอนแก่น หนองคาย สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 10-29 เม.ย. ที่จะถึงนี้ สืบสานประเพณีและวัฒนธรรมคนไทย โดยการจัดงานแต่ละพื้นที่ จะเน้นนำวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรมในแต่ละสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้การจัดงานดังกล่าวมีระยะเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติ สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดเดือนเม.ย. โดยคาดว่าระหว่างการจัดงานจะมีนักท่องเที่ยวเดินทาง ประมาณ 6.34 ล้านคน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวคนไทย 5.2  ล้านคน ต่างชาติ 4 แสนคน สร้างรายได้รวม 5.32 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากตลาดคนไทย 2.8 หมื่นล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยว 1.8 หมื่นล้านบาท

“นอกจากพื้นที่ที่ททท.สนับสนุนการจัดงานใหญ่ 13 พื้นที่แล้ว ยังมีการจัดงานในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศการเดินทางให้คึกคักได้ตลอดเดือนเม.ย.นี้” นายสุรพล กล่าว

นักท่องเที่ยวที่สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนเที่ยวทั่วไทย 1672

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 30 มีนาคม 2555 เวลา 17:41 น.

ประชาชน...ไม่มีเงินเหลือเก็บ

"โพล" เผยผลสำรวจพฤติกรรมความเอาใจใส่ในการเก็บออมของคนไทยยุคปัจจุบัน พบส่วนใหญ่ 72% ไม่มีเงินเหลือเก็บ ระบุต้นเหตุรายจ่ายเพิ่ม แต่รายได้เท่าเดิม


นางสาวปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค นวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจเรื่อง สำรวจพฤติกรรมความเอาใจใส่ในการเก็บออมของคนไทยยุคปัจจุบัน ที่พักอาศัยในเขตกรุงเทพฯ จำนวนทั้งสิ้น 2,674 ตัวอย่าง พบว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 72.0 ระบุ ไม่มีการแบ่งเงินเก็บออมหรือลงทุน โดยมีเหตุผลสำคัญคือ ผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วม รายจ่ายเพิ่มขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม หรือลดลง
         
นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจหน้าจอทีวี ที่บอกว่าดีขึ้น กลับไม่ตรงกับความเป็นจริงในสภาวะเศรษฐกิจของครัวเรือน และในกลุ่มที่มีรายได้สูง ก็ไม่ได้เก็บออม เพราะอิทธิพลของกลยุทธ์ทางการตลาด และแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายของระบบทุนนิยม ขณะตัวอย่างร้อยละ 28.0 ระบุ เก็บออมเงินไว้ โดยเก็บออมเฉลี่ยอยู่ที่ 3,122 บาทต่อเดือน       

ทั้งนี้ รูปแบบการออมเงิน หรือลงทุน จากผลสำรวจพบว่า

  1. ส่วนใหญ่เลือกออมเงิน โดยฝากธนาคาร 
  2. รองลงมาคือ เลือกออมกับแผนการเงินในรูปแบบการทำประกัน และ
  3. เลือกออมโดยการซื้อสลากออมสิน 
และจากผลสำรวจ เห็นได้ว่ารูปแบบการออมส่วนใหญ่เป็นการฝากเงินไว้กับธนาคาร ซึ่งจุดนี้สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของกลุ่มธนาคาร ในการสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดที่สามารถกระตุ้นการออมเงินของประชาชนได้ เช่น การมีผลิตภัณฑ์เงินฝากที่หลากหลาย และให้ดอกเบี้ยสูง มีสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากการออมเงิน เป็นต้น


แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 มีนาคม 2555 เวลา 09:39 น.

ฮอลลีคว้าอันดับ 1 สาวที่มีร่องอกสวยสุด

คนโหวต"ฮอลลี วิลโลห์บาย" คือสาวที่มีร่องอกสวยที่สุดแซงหน้าคนดังจากฮอลลีวูด

ฮอลลี วิลโลห์บาย พิธีกรสาวสวยจากรายการ The Morning ต้องออกมาขอบคุณสาวๆ 1,000คน ที่ได้เลือกให้เธอขึ้นอันดับหนึ่งของ Wonderbra Cleavage Hall of Fame โดยคุณแม่ลูกสองรายนี้สามารถแซงหน้าคนดังฝั่งฮอลลีวูดไปได้ทั้ง สกาเล็ตต์ โจแฮนสัน และ คุณแม่มือใหม่อย่าง บียอนเซ โนวล์ส ซึ่งการจัดทำผลสำรวจครั้งนี้ของ Wonderbra จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับวัน National Cleavage Day ที่จัดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก โดยนำภาพของสาวๆ ที่ติดอันดับท็อปของผลสำรวจจัดแสดงใน Cleavage Hall of Fame

งานนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับสาเหตุที่พิธีกรสาววัย 31 ปีได้รับเลือกให้ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายแล้วก็คงเห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นเพราะอกของเธอได้รูป ชิดกันสวยงามและแน่นอนกับขนาดสมส่วนที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป
ส่วนอันดับอื่นๆที่ตามมานั้นมีทั้งสาวสวย รีฮันนา, มาริลีน มอนโรว์, ไดตา ฟอน เตส, เคที เพอร์รีย์, บริเจ็ตต์ บาร์โดท์, คิม คาร์เดเชียน และ ลารา สโตน

ตามผลสำรวจระบุว่าสาวๆจาก2ใน3ต่างก็มีความสุขที่ได้อวดสัดส่วนเว้าโค้งและร่องอกเล็กๆน้อยๆโดยรู้สึกว่ามันคือความเซ็กซี่และแสดงถึงความเป็นผู้หญิง นอกจากนั้นยังทำให้พวกเธอมั่นใจขึ้นด้วย และมากกว่าครึ่งได้ยอมรับว่าใช้สมบัติที่แม่ให้มาเป็นอาวุธลับเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ตนเองไม่ว่าจะเป็น ได้รับการเสิร์ฟอาหารเร็วขึ้น หรือรอดพ้นจากการจ่ายค่าปรับ
Wonderbra Cleavage Hall of Fame
  1. ฮอลลี วิลโลห์บาย
  2. สกาเล็ตต์ โจแฮนสัน
  3. บียอนเซ
  4. รีฮันนา
  5. มาริลีน มอนโรว์
  6. ไดตา ฟอน เตส
  7. เคที เพอร์รีย์
  8. บริเจ็ตต์ บาร์โดท์
  9. คิม คาร์เดเชียน
  10. ลารา สโตน
แหล่งที่มา    เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 มีนาคม 2555 เวลา 10:53 น.

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...