วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

ตั้งเป้าหมาย "รูปธรรม" = "สัมผัส" + "ทำ" + "วัดผล"

เคยสงสัยไหมว่า ...
ทำไมเป้าหมายบางเรื่องที่วางไว้
ทำยังไงก็ไปไม่ถึง "ความสำเร็จ" เสียที
เคล็ดลับข้อหนึ่งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ
เป้าหมายที่ดีนั้นต้องเป็น "รูปธรรม"
รูปธรรม คือ
สัมผัสได้ สามารถวัดผล
และ ลงมือทำได้จริงๆ
.
.
เมื่อก่อน...
เคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า
จะดูแลครอบครัวให้ดีกว่าเดิม
แต่คำว่า "ดีกว่า" นั้น
ไม่ใช่ "รูปธรรม" ที่สามารถ "ลงมือทำ" ได้
แถมยังไม่รู้ว่า "สัมผัส" ได้หรือเปล่า
เพราะเราไม่สามารถ "วัดผล" ได้ว่า
อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า "ดีกว่า"
เมื่อไม่มีทั้งสามข้อ
ความสำเร็จก็ไม่เกิด
.
.
เมื่อคิดได้แล้ว...
ลองกำหนดเป้าหมายใหม่
ให้เป็น "รูปธรรม" ที่ชัดเจนขึ้น
จากคำว่า "ดีกว่า"
กลายเป็น "To do List" จำนวน 3 ข้อ
  1. ทานข้าวกับพ่อแม่อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน
  2. ยิ้มให้พ่อแม่ ไม่อารมณ์เสีย และทำหน้าหมาใส่
  3. กอดวันละครั้ง
เมื่อมีเป้าหมายที่ "สัมผัส" ได้
เราก็สามารถที่จะลงมือ "ทำ" ได้ง่ายขึ้น
และสุดท้าย "ความสุข" ที่ "วัดผล" ได้
ผ่านออกมาทางสายตาของพ่อและแม่
.
.
แต่ท้ายที่สุด
ความสุขในชีวิตคนเรานั้น
เพียงแค่เห็นคนที่เรารักมีความสุข
เราก็สามารถมีความสุขไปด้วย
โดยที่ไม่ต้องหา "รูปธรรม" ใดๆ
เพื่อที่จะมาวัด "ความสำเร็จ"
จริงไหม

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

มิวเซียมชาวบางกอก

พิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก แหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ที่นี่สตัฟฟ์ชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นกลางชาวบางกอกช่วงก่อนและหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ไว้บนบ้านเรือนไม้โบราณกลางสวนใน ซ.เจริญกรุง 43 เขตบางรัก

ตระกูลสุรวดีเป็นเจ้าของบ้านเก่าหลังนี้ โดยวราพร สุรวดี ได้รับมรดกตกทอดจากรุ่นคุณแม่สอางค์ สุรวดี เก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่และตั้งใจอุทิศบ้านหลังนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อสาธารณประโยชน์ภายใต้การดูแลของ กทม.

บ้านหลังแรกแบ่งส่วนจัดแสดงเป็นห้องรับแขกดูคลาสิกด้วยเปียโนไม้สักหลังเก่า โซฟาตัวยาวลายดอกไม้ นาฬิกาปารีสไขลานทรงสูง มีห้องอาหารพร้อมเก้าอี้รองนั่งเป็นหวายแบบตะวันตก

ห้องหนังสือเก็บรวมตำราการแพทย์ของคุณหมอฟราสซิส คริสเตียน สามีคุณสอางค์ติดกันเป็นห้องน้ำใช้โถส้วมแบบโบราณ

ห้องนอนชั้นบนวางเตียงไม้โบราณแบบฝรั่งมีเสามุ้ง ห้องแต่งตัวจัดแต่งแบบยุโรป ใกล้กันมีหุ่นปูนปลาสเตอร์รูปคุณหมอฟราสซิสปั้นโดยอาจารย์ศิลป์  พีระศรี

บ้านหลังที่สองเป็นเรือนพักคุณหมอฟรานซิส หลังที่สามจัดแสดงของเก่าแก่ที่ผ่านการใช้งานจริงมาแล้ว และหลังสุดท้ายเป็นสำนักงานติดต่อประสานงานนักท่องเที่ยวและจำหน่ายของที่ระลึก

เปิดต้อนรับทุกวันพุธ-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น.  งานชมฟรี สอบถามโทร. 02-2346741, 02-233-7027

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrจันทร์ที่ 6 ม.ค. 57 (548)

10 คุณสมบัติที่ดีของ "อาชีพ" ในศตวรรษที่ 21

ได้เห็นคนหนุ่มสาวเรียนจบสูงไม่มีงานทำ
ได้เห็นคนตกงานตอนแก่
ได้เคยถูกเลิกจ้าง
ได้เคยมีเงินเยอะ
ได้เคยไม่มีเงินเลย

ได้เห็นการล่มสลายของอาชีพที่ครั้งนึงรุ่งเรือง
และได้เห็นความรุ่งเรืองของอาชีพที่ถูกมองข้าม
และต่อไปนี้คือ 10 คุณสมบัติที่ดีของ "อาชีพ" ในศตวรรษที่ 21

ว่าถ้าเธอจะเลือกอาชีพ
ขอให้มีคุณสมบัติ 10 ข้อนี้ให้ได้มากที่สุด

10 คุณสมบัติที่ดีของ "อาชีพ" ในศตวรรษที่ 21
-บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ-
  1. เป็นงานที่ใช้ทักษะที่ยืดหยุ่น เอาไปปรับใช้ได้หลายอาชีพ
  2. ความรู้ที่ใช้ทำงานไม่ขึ้นกับยุคสมัย ยิ่งแก่ยิ่งเก๋า ไม่ถูกปลดระวางง่ายๆ
  3. ทำที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ออฟฟิศไม่เข้า ไม่ต้อง9โมงเช้า-5โมงเย็น
  4. วัดผลสำเร็จจากเนื้องาน ไม่ใช่เวลาที่ใช้ไป
  5. เป็นงานที่พึ่งระบบ พึ่งตัวเราได้บ้าง แต่ไม่ใช่ตลอดเวลา
  6. ใช้เวลาน้อย แต่ผลตอบแทนมาก 
  7. หรือถ้าใช้เวลามากหน่อย ผลตอบแทนก็ต้องเป็น passive income
  8. ได้พบปะผู้คนหลากหลายอาชีพ ได้เดินทางบ้าง ได้อยู่บ้านบ้าง
  9. มีขั้นตอน มีผู้คนข้องเกี่ยวน้อยที่สุด และไปด้วยกันได้กับโลกออนไลน์
  10. เป็นงานที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน เปลี่ยนโลก สร้างความภาคภูมิใจให้ตัวเอง
แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

เต้าหู้เปื้อนดินของคุณตา

หมู่บ้านของ บุน อี มีคุณตาแร่ ขายเต้าหู้ อยู่คนหนึ่ง แกถีบรถจักรยานขายเต้าหู้ทุกวัน ไม่ว่าฝนตก แดดจะออก วันนั้นก็เหมือนกับทุกๆ วัน คุณตาเอากระบะที่มีเต้าหู้อยู่เต็ม ขึ้นท้ายจักรยาน แล้วค่อยๆ ถีบไปตามตรอกซอกซอย

“ซื้อเต้าหู้ไหมครับ เต้าหู้” เสียงของคุณตาดังสั่นมาตั้งแต่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จังหวะนั้นคุณตาเกิดเสียหลัก รถจักรยานตุปัดตุเป๋ แล้วล้มลงในที่สุด กระบะเต้าหู้ที่อยู่ด้านหลังก็คว่ำตกลงมาด้วย

คุณป้าเข้าไปพยุงคุณตาให้ลุกขึ้นยืน แต่คุณตากลับนั่งนิ่ง มองเต้าหู้ที่เกลื่อนฟื้น น้ำตาเริ่มคลอหน่วย คิดว่าวันนี้ต้องขาดทุนแน่ๆ

คุณป้าช่วยเก็บเต้าหู้ที่เปื้อนดิน คุณป้าคนนี้ยังเป็นลูกค้าขาประจำ วันนี้ก็เช่นกัน แกออกมาเมื่อได้ยินเสียงของคุณตา เลยทันได้เห็นเหตุการณ์พอดี

คุณตาทำท่าเสียใจแล้วพูดกับคุณป้าว่า
“ขอโทษด้วย น่ะ ทำยังไงดีล่ะวันนี้เห็นที่ต้องไปซื้อเต้าหู้ที่อื่นแทนก่อนซ่ะแล้วล่ะ ” แต่คุณป้ากลับหัวเราะร่วน แล้วบอกว่า “ตาเอาเต้าหู้ให้ฉัน 3 ก้อน แหม ฉันกินเต้าหู้ของตามาตลอด แล้ววันนี้จะให้ไปซื้อที่อื่นได้ยังไง แค่เปื้อนดินนิดหน่อยไม่เป็นไรหรอก”

คุณตายกมือห้ามว่าไม่ทำอย่างนั้นหรอก แต่คุณป้ากลับบอกว่าไม่มีปัญหา แค่เอาตรงที่เปื้อนดินทิ้ง แล้วค่อยกินก็ได้ ที่สุดคุณป้าก็ขอซื้อเต้าหู้ไปจนได้

ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ก็เข้ามาขอซื้อเต้าหู้กันถ้วนหน้าเย็นวันนั้นคุณตาไม่เหลือเต้าหู้ติดจักรยานสักก้อนเดียว

คุณตากลับบ้านด้วยความรู้สึกว่าตัวเบากว่าทุกๆ วัน

"วิตามินบำรุงหัวใจ" คนเรามักคำนึงถึงสิ่งที่เรียกว่ากำไรขาดทุนเป็นสิ่งที่จะแสดงให้เราเห็นว่า อะไรที่เป็นส่วนขาดทุน และอะไรที่เป็นส่วนกำไร

บริษัทหรือห้างร้านจะต้องทำให้บัญชีมีกำไรมากกว่าขาดทุน เพื่อที่จะผลิตของออกมาขายได้ต่อไปได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราไม่จำเป็นต้องคำนึงคือบัญชีกำไรขาดทุนก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน หากเราคิดจะคบกับใคร ถ้าตัวเลขออกมาเป็นกำไรเราจะคบ แต่หากตัวเลขออกมาเป็นขาดทุนเราก็จะไม่เข้าใกล้เขาละก็ เราก็จะไม่เหลือใครเป็นเพื่อนแท้ อยู่ข้างกายเราเลย

ในโลกนี้เป็นที่ที่เราต้องแบ่งปันส่วนของเราให้แก่คนที่ลำบากร่วมกันแบ่งปันความเจ็บปวดกับคนที่ตกทุกข์ได้ยาก น้ำใจเช่นนี้จะทำให้โลกของเราอบอุ่นน่าอยู่

โลกที่เราอาศัยอยู่เป็นที่ ที่งดงาม สดสวยด้วยคนเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่เราไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงบัญชีกำไรขาดทุน ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน

ที่มา : หนังสือ Vitamin story เขียน พาก ซอง ซอล, แปลโดย อันตน
คัดบอกสรุปมาจาก : พี่ Yow

แหล่งที่มา    Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

จง คิด ก่อน ใช้

เคยสงสัยว่า...เราสามารถใช้เงินซื้อเวลาได้จริงๆ หรือเปล่า?

นั่งรถไฟฟรีไปเชียงใหม่ใช้เวลาทั้งวัน
กับเสียตังค์ขึ้นเครื่องบินแค่ชั่วโมงเดียว
อันนี้น่าจะเรียกว่า "ซื้อเวลา" ได้ไหม

เด็กแถวร้านเกมมีเยอะแยะไป
หยอด 10 บาท ได้ตั้งชั่วโมง
นี่ก็ "ซื้อเวลา" ได้เช่นกัน...

ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ที่เราจะใช้เงินเพื่อ "ซื้อเวลา"
ในโลกของทุนนิยมอย่างเช่นทุกวันนี้
.
.
แต่ว่ามีเวลามีอยู่ 2 ประเภท 
นั่นคือ "เวลาในอดีต" และ "เวลาในอนาคต"
ที่เงินไม่สามารถซื้อได้ (ในตอนนี้)

เราใช้เงินซื้อกล้องดีๆ
เพื่อถ่ายรูปบันทึกช่วงเวลาในอดีต
แต่ไม่อาจจะย้อนเวลากลับไปได้

เราใช้เงินซื้อประกันชีวิต
เพื่อป้องกันความเสี่ยงในอนาคต
ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่...
.
.
คิดว่า..
"เงิน" ก็ไม่ได้แตกต่างจาก "ชีวิต"
เพราะเราสามารถใช้มันได้
แค่เพียงช่วงเวลาเดียว
นั่นก็คือ "ปัจจุบัน"
ดังนั้น..
จง คิด ก่อน ใช้

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

เพียง 6 หยวนเพื่อรัก...

...นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ
วันหยุด เขาได้นั่งเครื่องบินกลับมาเยี่ยมแม่ที่บ้าน
คิดว่าจะอยู่บ้านเฉยๆ อยู่เป็นเพื่อนแม่ดูทีวี หรือคุยกันเรื่อยเปื่อย

วันรุ่งขึ้น แม่ชวนเขาไปเป็นเพื่อนซื้อไข่ไก่
พอได้ยิน เขาอดยิ้มไม่ได้
ที่สำนักงาน เขาคือกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีเลขาฯ และคนขับรถส่วนตัว
แต่เขาก็ยังพยักหน้ารับ “ได้ครับ แม่”

พอออกจากบ้าน แม่ก็บอกว่าต้องไปซื้อที่ซุปเปอร์โน้นนะ
เขาถามว่า ทำไมไม่ซื้อที่ซุปเปอร์ใกล้บ้านเราเล่า
แม่กระพริบตา ทำท่าเหมือนผู้ชนะ บอกว่า
ที่ร้านโน้นไข่ไก่ถูกกว่า ชั่งละสามหยวนสองเอง แต่ที่ร้านนี้ต้องสามหยวนสี่
เขาทำท่าห่อปาก แบบว่าโอ๊ะโอ๋ เพิ่งรู้นะเนี่ย

พอเดินมาถึงข้างถนน เขาทำท่าจะโบกมือเรียกรถแท็กซี่
แต่แม่บอกว่า ไปรถเมล์สาย 12 กันเถอะนะ
เขาถาม ทำไมต้องสาย 12 ด้วย
แม่บอกว่า สาย 12 เป็นรถรับส่งของทางห้างนี้ ไม่ต้องเสียค่ารถ
ถ้านั่งรถสายอื่น ต้องเสีย 2 หยวน
เขาอดยิ้มไม่ได้ แต่ก็บอกกับแม่ไปว่า ดีครับ

พอขึ้นนั่งบนรถสาย 12 ผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนสูงอายุ
ล้วนแต่สนิทสนมกับคุณแม่ทั้งนั้น
พอทราบว่าเขาเป็นเพื่อนแม่มาซื้อไข่ไก่ ต่างมองเขาด้วยสายตาที่อบอุ่น
เหมือนกับว่า เขาก็เป็นลูกชายของพวกเขาเหล่านั้นเช่นกัน
ส่วนใจของเขาในตอนนั้น.. อบอุ่นไม่แพ้กัน

หลังจากซื้อไข่ไก่ได้ 10 ชั่ง แม่ดึงให้เขานั่งรอที่เก้าอี้หน้าห้าง บอกว่าต้องรออีก 1 ชั่วโมง รถสาย 12 คันเดิมถึงจะกลับมารับอีก
ต้องรออีกตั้ง 1 ชั่วโมง เขารู้สึกหัวใจร้อนรุ่มคุกรุ่นขึ้นมาทันที
แต่ก็ข่มใจไว้ ใช้ความอดทนข่มจิตให้เย็นลง

แม่ก็ชวนเขาคุยไปเรื่อย พูดถึงเรื่องราวตอนที่เขายังไปโรงเรียน
เผลอแผล็บเดียว เวลา 1 ชั่วโมงก็ผ่านไปเร็วเหมือนกัน

ในที่สุด ก็ได้นั่งสาย 12 กลับมาบ้าน
พอถือไข่ไก่เหล่านั้นลงจากรถได้ เขาเป่าปากระบายอย่างโล่งอก คุณแม่ดูเหมือนจะมีความสุขมาก นับนิ้วให้ฟังว่า ไข่ไก่ 10 ชั่งประหยัดไปได้ 2 หยวน ประหยัดค่ารถไปกลับสองคนอีก 4 หยวน รวมแล้วประหยัดตั้ง 6 หยวน
แต่ในสมองเขากลับคิดคนละอย่าง ตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงตอนนี้ ปาเข้าไป 4 ชั่วโมง
หากให้เขาใช้เวลา 4 ชั่วโมงนี้ในที่ทำงาน เขาสามารถทำเงินได้อีกไม่ต่ำกว่าหมื่นหยวน.. เขาได้แต่แอบถอนใจเบาๆ

ตอนใกล้จะถึงบ้าน เดินผ่านร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง แม่ใช้เงิน 6 หยวนซื้อแตงโมลูกโตลูกหนึ่ง

พอกลับถึงบ้าน จัดแจงผ่าแตงโมทันที
เนื้อแตงโมแดงสด น่ารับประทานมาก
ตัวเขาเองรู้สึกกระหายน้ำตั้งนานแล้ว ก็เลยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม หยิบแตงโมได้หนึ่งชิ้น ก็งับเลย

แตงโมหวานมาก เขากินแบบตะกรุมตะกราม เหมือนหมูเลย นานแล้วที่ไม่ได้กินผลไม้อย่างฉ่ำใจเช่นนี้
พอเงยหน้า เห็นแม่กำลังมองเขาอยู่ ในตามีแววเปียกชื้น บนหน้ากลับระบายไปด้วยความสุขและเปี่ยมรัก
ทันไดนั้น ใจเขาเหมือนสายพิณที่ถูกดีดจนสั่นสะท้าน
ภาพแบบนี้ เคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะ

ตอนยังเล็ก ฐานะทางบ้านยากจน และเขาเป็นเด็กที่ชอบกินมาก(ตะกละ ว่างั้นเถอะ)
ตอนเย็นๆ เขามักแอบไปเก็บเอาแตงโมที่บ้านอื่นกินเหลือแต่เปลือก เอามาล้างในคลอง แล้วแทะกินอย่างตะกละ (เห็นมั้ย)
พอแม่รู้เข้า แม่ใช้เวลา 3 วันเพื่อที่จะทอเส้นเชือก แล้วเอาไปขายเพื่อซื้อแตงโมมาให้เขา แล้วนั่งดูเขากินอย่างเอร็ดอร่อยเหมือนหมู

เขาจ้องดูแม่ด้วยความสะท้าน กลืนแตงโมที่เต็มปากลงไป
ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าเขาเริ่มเข้าใจคุณแม่บ้างแล้ว
ยามยากลำบาก แม่ขยันและอดออม ส่งให้เขาเรียน เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่
พอเริ่มมีอันจะกิน ความขยันและอดออม ได้กลายเป็นรูปแบบดำรงชีวิตของแม่ ที่ยังคงทำให้แม่พอใจและมีความสุขอยู่เสมอ

รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเขา รู้สึกดีใจที่วันนี้ยอมทนเป็นเพื่อนแม่ ทำให้แม่ประหยัดเงินได้ 6 หยวน
เงิน 6 หยวนนี้ เทียบกับการที่ตัวเองสามารถหาได้เป็นหมื่นหยวนจากการทำงาน คุณค่าไม่ต่างกันเลย

เพราะ บางที..
เวลาและเงินทอง
จะมีค่าก็ต่อเมื่อมีรักด้วยเท่านั้น

แหล่งที่มา     Facebook : Wizard Kid

วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

เราจะเป็นสิ่งที่เราคิดเกือบจะตลอดเวลา

"เราจะเป็นสิ่งที่เราคิดเกือบจะตลอดเวลา"

และยุคนี้เราก็คิดดังจนต้องระบายออกมาในสเตตัส
มีหลายคนที่รู้จักตัวจริง
ถามบ่อยๆ ว่าทำอย่างไรเค้าถึงจะมีชีวิตที่ดีขึ้น?
แต่ทุกครั้งที่เห็นโพสต์ของเขาใน News Feed
โอ้ว มีแต่เรื่องบ่น บ่น บ่น
นู่น นั่น นี่ ไม่ดี บ่นได้ทุกเรื่อง
บางคนโพสต์แต่ความเกลียดชังดังคำสาปซาดาโกะ

คำถามก็คือ ถ้าคิดแต่เรื่องแบบนี้
แล้วชีวิตจะดีได้อย่างไร?
จิตใจเราคือแว่นขยาย
สิ่งที่เราโฟกัส มันจะใหญ่ขึ้น
ยิ่งเราเห็นแต่ปัญหา บ่นๆๆ
มันก็จะยิ่งหมกมุ่นอยู่กับปัญหา
แล้วจะเอาดวงตาที่ไหนไปมองเห็นทางแก้?

เลิกหมกหมุ่นกับปัญหา
เลิกใช้ facebook เป็นถังขยะอารมณ์
เลิกบ่น = เลิกจน
เลิกโฟกัสปัญหา แล้วมองหาทางแก้
เท่านี้ก็สร้างอนาคตใหม่ได้แล้ว

เมื่อโลกข้างในใจเปลี่ยน
โลกข้างนอกก็จะเปลี่ยนตาม
ที่สำคัญ
ถ้าอยากรู้อนาคต ไม่เห็นต้องหาหมอดู
ดูสิ่งที่เราทำในอดีตและปัจจุบัน
มันก็พอรู้อยู่แล้วว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

สะพานกรุงเทพ

สะพานกรุงเทพ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 3 เชื่อมระหว่างบริเวณสี่แยกถนนตก เขตบางคอแหลมทางฝั่งพระนคร กับบริเวณสี่แยกบุคคโล เขตธนบุรี ฝั่งธนบุรี รองจากสะพานพระราม 6  ที่สร้างเป็นแห่งแรก และสะพานพระพุทธยอดฟ้าเป็นแห่งที่ 2

ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบคอนกรีตอัดแรงโดยวิธีการอิสระ  ซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย  มี 4 ช่องทางจราจร ความยาวสะพาน 350.80 ม. ช่วงกลางน้ำยาว 226 ม.

เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2502 ใช้ในการคมนาคมทางบกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานสามารถปิด-เปิดสะพานจึงมีปัญหา อีกทั้งยังทำให้รถติดหนัก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2556 เวลา  09.00 - 09.30 น. มีการปิดการจราจรบนสะพานกรุงเทพเพื่อเปิดให้เรือ 2 ลำผ่าน รำแรกเป็นเรือรบและเรือขนส่งสินค้าอีก 1 ลำ ถือว่าเป็นภาพที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน เพราะการเปิดกลางสะพานจะต้องมีการปิดการจราจรโดยรอบซึ่งกระทบต่อการจราจรในหลายบริเวณ

ต่อมา มีการสร้างสะพานที่สูงพอให้เรือสินค้าแล่นผ่านได้โดยไม่ต้องเปิด-ปิดสะพานนั่นคือ สะพานพระราม 3

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrศุกร์ที่ 3 ม.ค. 57 (547)

เรา "ต้องเป็น" สิ่งที่เราอยากเป็น ก่อนที่เราจะได้เป็นมันจริงๆ

ถ้าเราเป็นคนทำงานประเภทที่ว่า ถ้าจ่ายน้อย ฉันก็จะทำงานงั้นๆ
ถ้าจ่ายงาม ฉันก็จะตั้งใจทำงานมากขึ้น
ไม่นาน เราจะได้แต่งานที่จ่ายน้อยๆ แล้วจากนั้นก็จะไม่ค่อยมีงานในที่สุด

เราจะได้แต่นั่งสงสัยว่า ทำไมไม่ค่อยมีใครจ้างฉันเลย
ทั้งๆ ที่ฉันก็มีฝีมือจะตาย เชอะ! มีตาหามีแววไม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดกับความรู้สึกของคนทั่วไป
ไม่ว่าคนนั้นจะทำงานประจำหรืองานไม่ประจำ

คนทั่วไปมักจะ "รับ" ก่อน "ให้" เค้าไม่รู้เลยว่า แท้ที่จริงแล้ว
เราต้อง "ให้" ก่อน ถึงจะ "ได้รับ"

เวลาสมัครงานหรือได้งานจ้าง เรามักจะดูก่อนเลยว่า
สิ่งที่ฉันจะได้จากบริษัทหรือผู้จ้างคืออะไรบ้าง
เงินเดือน สวัสดิการ วันลา ผลตอบแทน
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด

แต่เราอาจจะลืมถามตัวเองว่า แล้วเราล่ะ ให้อะไรตอบแทนเค้าบ้าง? "ความสามารถ" ไง
คนส่วนใหญ่ล้วนขายความสามารถที่ตนเองร่ำเรียนมา แต่เราก็มักจะคิดว่า เงินเดือนฉันเท่านี้
จะไปตั้งใจอะไรมากมาย เอาไปเท่านี้ละกัน ไว้รอให้เงินเดือนเยอะกว่านี้ก่อน แล้วฉันจะตั้งใจกว่านี้
บอกได้เลยว่า นั่นคือจุดผิดพลาดอย่างแรง!

เพราะเคล็ดลับความสำเร็จก็คือ ตั้งใจฟังดีๆ นะ
*** เรา "ต้องเป็น" สิ่งที่เราอยากเป็น ก่อนที่เราจะได้เป็นมันจริงๆ ***
ถ้าเราอยากมีตำแหน่งสูงกว่านี้ในบริษัท
ถ้าเราได้งานจ้างที่ค่าตอบแทนดีกว่าเดิม
เราต้อง "จ่าย" ความสามารถของเราออกมา
ให้เท่ากับตำแหน่งนั้นๆ ที่เราอยากไปถึง
ทั้งๆ ที่จริงๆ เรายังไปไม่ถึง

ถ้าเราทำแบบนั้นได้ แสงสว่างจะฉายแสงมาที่เราเอง
แล้วจะมีคนมองเห็น และผลักดันให้เราไปยังที่จุดที่คู่ควรกับเรา
! จงสร้างนิสัยจ้าง 500 แต่เล่น 5,000 บ่อยๆ แล้วจะมีคนจ้างคุณ 50,000

ฟังประโยคนี้
บางคนอาจจะคิดลบ
อ้าว! แล้วถ้าฉันเล่นซะตั้ง 5,000 แล้วดันไม่มีคนจ้าง ยังจ่ายแค่ 500
แบบนี้ฉันก็ขาดทุนอ่ะดิ่

บอกได้เลยว่า นี่คือจุดผิดพลาดอย่างแรงจุดที่ 2!
เพราะเคล็ดลับความสำเร็จที่จะแชร์ให้ฟังอีกข้อก็คือ ตั้งใจฟังดีๆ นะ

***ความสามารถที่เรากลายเป็นคนที่เล่น 5,000 นั้น มีค่ามากกว่าเงิน 5,000 ที่เราจะได้ซะอีก***

! ความสามารถและความตั้งใจของเรานั้น มันจะติดตัวเราไปตลอดกาล
เราจะเก่งขึ้นและเป็นคนที่รับผิดชอบมากขึ้น แม้ว่าถ้าไม่มีใครยอมจ่ายเราราคานี้ ในวันนี้จริงๆ
วันหน้าก็จะต้องมีคนจ่ายเราในราคาที่คู่ควรอยู่ดี

! โปรดฟังซ้ำอีกครั้ง
จงสร้างนิสัยจ้าง 500 แต่เล่น 5,000 แล้วจะมีคนจ้างคุณ 50,000

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ตัดสินคนอื่น....ด้วย "ประสบการณ์ของเรา" ถูก?

คุณเคยเล่นเกมส์กันไหม
สมัยเด็กๆ ชอบเล่นเกมส์ภาษา
หรือที่ฝรั่งเรียกว่า "RPG (Role-playing Games)"
หน้าที่หนึ่งในเกมส์ของเรา คือ
การเก็บสะสม "ค่าประสบการณ์ (Exp)"
เมื่อมีค่าประสบการณ์มากขึ้น
เราก็ยิ่งเก่งขึ้น ชนะศัตรูได้ง่ายขึ้น
.
.
แต่ในชีวิตจริง...
"ค่าประสบการณ์" ของแต่ละคนนั้น
ไม่ได้เก็บกันง่ายๆ เหมือนในเกมส์
เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมา
ส่งผลต่อการมองโลกได้หลากหลาย
มุมมองแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน

บางคนเจอประสบการณ์แย่ๆ
อาจจะมองโลกนี้แสนจะเลวร้าย

บางคนเจอประสบการณ์ดีๆ
อาจจะมองโลกนี้สดสวยงดงาม

ที่น่าตลกก็คือ...
เมื่อ "ประสบการณ์" แตกต่างกัน
ทำไมเราจึงตัดสินคนอื่นด้วย
"ประสบการณ์ของเรา"

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

ปี 2561 อีก 5 ปี...ชีวิตคุณจะออกมาเป็นแบบไหน?

คำถามนี้สำคัญมาก!
ถ้าชีวิตในอีก 5 ปีข้างหน้าของคุณมันสมบูรณ์แบบสุดๆ 
คุณคิดว่าชีวิตคุณจะออกมาเป็นแบบไหน?

คนสำเร็จจะตอบคำถามนี้ได้ชัดเจน และตอบได้ทันที
ในขณะที่คนทั่วไปมักจะอึดอัดกับคำถามนี้
คิดไม่ออก และพาลรำคาญคนที่ถามคำถามนี้ว่าจะถามไปทำไม
ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
อย่าคิดมาก ใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า
ฉันพอเพียงและเพียงพอ

ยอมรับว่าครั้งแรกที่ถูกถามคำถามนี้
นึกไม่ออก อาย และอึดอัดที่ตอบไม่ได้
เพราะไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อน

เก็บคำถามนี้กลับมาถามตัวเองที่บ้าน
และพบว่า เมื่อถามตัวเองด้วยคำถามนี้บ่อยๆ
ภาพมันก็เริ่มชัดขึ้นว่า อยากมีชีวิตแบบไหนในอีก 5 ปีข้างหน้า

กล้าฝันใหญ่และมีเป้าหมายระยะยาวขึ้น
ข้อดีของคำถามนี้ก็คือ
มันไม่ได้ถามเราว่าทำอย่างไรถึงจะได้มาซึ่งฝันนั้น
มันให้เราฝันสุดๆ ก่อนว่าชีวิตสมบูรณ์สุดๆ ในแบบของเรา
มีหน้าตาแบบไหน?

จากวันนั้นจนถึงวันนี้
คำถามนี้ค่อยๆ ขัดเกลาความคิดความฝัน
สมองเริ่มหาวิธีการว่าแล้วทำอย่างไรถึงจะทำให้ภาพฝันนั้นเป็นจริง

ชีวิตไม่เหมือนเดิมด้วยคำถามนี้
ลองถามคำถามนี้กับตัวเองสิ
อย่าเพิ่งรีบอึดอัดแล้วบอกว่าพอเพียง
ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ

จะต้องการมาก ไขว่คว้าให้ทุกข์ไปทำไม
ธรรมชาตินั้นไม่มีนิ่งๆ อยู่เท่าเดิมนะ
ที่เห็นว่าคงที่เหมือนเดิมนั้น จริงๆ มันกำลังเสื่อมลงทุกขณะ

ถ้าวันนี้เราไม่ก้าวไปข้างหน้า มันก็แปลว่าเรากำลังถอยหลัง ไม่ใช่อยู่ที่จุดเดิม
ลองนั่งลงคุยกับตัวเองในชั่วโมงที่เงียบสงบ ถามตัวเองสักครั้งว่า
ถ้าชีวิตในอีก 5 ปีข้างหน้าของเรามันสมบูรณ์แบบสุดๆ 
ชีวิตเราจะออกมาเป็นแบบไหน?

คำตอบของคำถามนี้
จะเป็นเหมือนเป้าหมายให้เราก้าวไปใน 5 ปีต่อจากนี้
ที่ไม่ว่าเราจะวางแผน หรือไม่วางแผน
มันก็จะมาถึงอยู่ดี
แล้วเจอกันที่ความสำเร็จในปี 2561

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...