ถ้าคุณต้องตายลงในทุกๆ วัน
และถูกย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่ในวันนั้นอีกครั้ง!!!
คำถามคือ
คุณจะทำอย่างไรกับชีวิต?
-----
The Edge of Tomorrow ว่าด้วยเรื่องของ ...
บิล เคจ นายทหารผู้ถูกปลดตำแหน่งโดยไม่มีพิธีการและถูกทอดทิ้งให้เข้าร่วมสงครามโดยที่ไม่ได้รับการฝึกฝน เขาถูกฆ่าสังหารลงในไม่กี่นาทีพร้อมกับศัตรูที่ชื่อว่า “มิมิค” แต่เกิดเรื่องสุดเหลือเชื่อขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาในช่วงเริ่มต้นของวันเดิมอีกครั้ง เขาต้องต่อสู้อย่างจำใจและต้องตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
-----
The Edge of Tomorrow
ทำให้นึกถึงชีวิตมนุษย์เงินเดือน
เราใช้ชีวิตเหมือนเดิมในทุกๆ วัน
เราทำหน้าที่เหมือนกันทุกๆ วัน
เรามีชีวิตเหมือนเดิมทุกๆ วัน
ในหนังเรื่องนี้...
พระเอกพยายามทำทุกวิธี
เพื่อเอาชนะวังวนแห่งการย้อนเวลา
และ "โอเมก้า" คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง
แล้วในชีวิตจริง...
เรารู้หรือยังว่า เป้าหมาย คืออะไร
และคำถามสุดท้ายที่เจ็บกว่านั้น
เราทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น
เพื่อไปให้ถึง "เป้าหมาย"
... หรือยัง
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557
Google Logo : 20 มิ.ย. 2557 World Cup 2014
2014 FIFA World Cup™
Group C : Colombia ชนะ Cote d'lvoire 2:1
Group D : Uruguay ชนะ England 2:1
Group C : Japan เสมอกับ Greece 0:0
Group D : Italy พบกับ Costa Rica เวลา 11.00 PM
คนทั่วไป Vs คนสำเร็จ
คนทั่วไปเจอกัน ชวนคุยแต่เรื่องความหลัง
คนสำเร็จเจอกัน ชวนคุยแต่เรื่องอนาคต
คนทั่วไปเจอกัน ชวนนินทาแต่เรื่องชาวบ้าน
คนสำเร็จเจอกัน ชวนกันชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่น
คนทั่วไปเจอกัน ชวนกันบ่นถึงปัญหาในทุกโอกาส
คนสำเร็จเจอกัน ชวนกันคิดหาโอกาสในทุกปัญหา
ถ้าไม่แน่ใจว่าเรากำลังคุยกับคนทั่วไปหรือคนสำเร็จ
ก็ให้ดูว่าบทสนทนาในวงนั้นๆ
ส่วนใหญ่เขาคุยกันเรื่องอะไรกัน?
เคยผ่านการคุยในทั้งสองวงมาแล้ว
คือ วงสนทนาคนทั่วไป กับ วงสนทนาของคนสำเร็จ
จึงรู้ซึ้งดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ว่าคนสองกลุ่มนี้คุยไม่เหมือนกันเลยสักนิด
ในยามชีวิตจมปลัก
ตอนนั้นรักที่จะหากลุ่มคนมาพร่ำบ่นเรื่องเดิมๆ
โดยไม่คิดแม้แต่จะหาทางแก้ ขอแค่บ่นก็พอ
ในเวลาต่อมา
เปลี่ยนกลุ่มคนคุยโดยบังเอิญ มาอยู่กลุ่มคนสำเร็จ
คิดว่าจะบ่นๆ เหมือนเดิมสักหน่อย
แต่กลุ่มคนสำเร็จไม่เปิดโอกาสให้บ่นเลย
เขามุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว
ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ตามคุณภาพของบทสนทนา
คุณลองบ้างสิ
อยากทั่วไป ก็คุยกับคนทั่วไป
อยากสำเร็จ ก็คุยกับคนสำเร็จ
อยากทั่วไป ก็คุยเรื่องเดิมๆ ที่คุยมาทั้งชีวิต
อยากสำเร็จ ก็จงเปลี่ยนเรื่องคุย
เปลี่ยนคนคุย เปลี่ยนเรื่องคุย
ชีวิตก็จะเปลี่ยนตาม
นี่คือเรื่องจริง 100%
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
คนสำเร็จเจอกัน ชวนคุยแต่เรื่องอนาคต
คนทั่วไปเจอกัน ชวนนินทาแต่เรื่องชาวบ้าน
คนสำเร็จเจอกัน ชวนกันชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่น
คนทั่วไปเจอกัน ชวนกันบ่นถึงปัญหาในทุกโอกาส
คนสำเร็จเจอกัน ชวนกันคิดหาโอกาสในทุกปัญหา
ถ้าไม่แน่ใจว่าเรากำลังคุยกับคนทั่วไปหรือคนสำเร็จ
ก็ให้ดูว่าบทสนทนาในวงนั้นๆ
ส่วนใหญ่เขาคุยกันเรื่องอะไรกัน?
เคยผ่านการคุยในทั้งสองวงมาแล้ว
คือ วงสนทนาคนทั่วไป กับ วงสนทนาของคนสำเร็จ
จึงรู้ซึ้งดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ว่าคนสองกลุ่มนี้คุยไม่เหมือนกันเลยสักนิด
ในยามชีวิตจมปลัก
ตอนนั้นรักที่จะหากลุ่มคนมาพร่ำบ่นเรื่องเดิมๆ
โดยไม่คิดแม้แต่จะหาทางแก้ ขอแค่บ่นก็พอ
ในเวลาต่อมา
เปลี่ยนกลุ่มคนคุยโดยบังเอิญ มาอยู่กลุ่มคนสำเร็จ
คิดว่าจะบ่นๆ เหมือนเดิมสักหน่อย
แต่กลุ่มคนสำเร็จไม่เปิดโอกาสให้บ่นเลย
เขามุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว
ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ตามคุณภาพของบทสนทนา
คุณลองบ้างสิ
อยากทั่วไป ก็คุยกับคนทั่วไป
อยากสำเร็จ ก็คุยกับคนสำเร็จ
อยากทั่วไป ก็คุยเรื่องเดิมๆ ที่คุยมาทั้งชีวิต
อยากสำเร็จ ก็จงเปลี่ยนเรื่องคุย
เปลี่ยนคนคุย เปลี่ยนเรื่องคุย
ชีวิตก็จะเปลี่ยนตาม
นี่คือเรื่องจริง 100%
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557
Google Logo : 19 มิ.ย. 2557 World Cup 2014
2014 FIFA World Cup™
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group H : Russia เสมอกับ Korea Republic 1:1
Group A : Australia แพ้ Netherlands 2:3
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group A : Cameroon แพ้ Croatia 0:4
Group B : Spain แพ้ Chile 0:2
Group C : Colombia พบกับ Cote d'lvoire เวลา 11.00 PM
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group H : Russia เสมอกับ Korea Republic 1:1
Group A : Australia แพ้ Netherlands 2:3
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group A : Cameroon แพ้ Croatia 0:4
Group B : Spain แพ้ Chile 0:2
Group C : Colombia พบกับ Cote d'lvoire เวลา 11.00 PM
วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557
Google Logo : 18 มิ.ย. 2557 World Cup 2014
2014 FIFA World Cup™
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group H : Russia เสมอกับ Korea Republic 1:1
Group A : Australia พบกับ Netherlands เวลา 11.00 PM
ROE ที่เราต้องเจอในแต่ละช่วงชีวิต
ในช่วงอายุ 10 – 20 ปี
ROE = Return On Education
เรียนอะไรมาว้า ตรูคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว
ผลของการศึกษาในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ได้วัดเลยว่าเราจะใช้ชีวิตในอนาคตต่อไปได้ดีหากเราไม่รู้จักปรับปรุงนำมาใช้ในชีวิตในการทำงานจริง
ในช่วงอายุ 20 – 30 ปี
ROE = Return on Energy
เอ๊ะ… วันๆ ตรูทำงานเยอะจัง เหนื่อยแทบหมดแรงเลย
งานที่เราทำในแต่ละวันนั้น มีแต่สิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ ถ้าหากเราไม่รู้จักที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานมาเพื่อพัฒนาตัวเอง มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร
ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี
ROE = Return On Equity
ลงทุนอะไรไปว้า ขาดทุนยับเลย
วัยแห่งการลงทุน หากเราไม่เรียนรู้ศึกษาข้อมูลในการลงทุนเลย วิ่งตามเซียน เรียนตามกูรู หูฟังข่าววงใน แล้วชีวิตการลงทุนมันจะต่างจากการซื้อลอตเตอรี่ไหมล่ะคร้าบบ
ในช่วงอายุ 40 – 50 ปี
ROE = Return on Entertainment
จ่ายเงินค่าอะไรไปว้า ไม่เห็นสนุกอย่างที่คิดเลย
ในวัยที่เราเกือบๆจะแก่… เรามักจะใช้เงินเพื่อซื้อความสุข แต่ถ้าหากเราไม่รู้จักหาความสุขในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เมื่อเงินพร้อมแต่กายไม่พร้อม ความสุขที่เราคาดหวังไว้มันก็คงไม่สนุกเท่าไรนัก ยิ่งหนักไปกว่านั้นเพราะบางคนต้องไปใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตเพื่อจ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาลเสียอีก
แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ROE = Return on Equivalent
ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เรามาตัวเปล่า ดังนั้นเราจึงกลับไปตัวเปล่า
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
Credit : Aommoney
>> http://bit.ly/1slFCdn
ROE = Return On Education
เรียนอะไรมาว้า ตรูคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว
ผลของการศึกษาในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ได้วัดเลยว่าเราจะใช้ชีวิตในอนาคตต่อไปได้ดีหากเราไม่รู้จักปรับปรุงนำมาใช้ในชีวิตในการทำงานจริง
ในช่วงอายุ 20 – 30 ปี
ROE = Return on Energy
เอ๊ะ… วันๆ ตรูทำงานเยอะจัง เหนื่อยแทบหมดแรงเลย
งานที่เราทำในแต่ละวันนั้น มีแต่สิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ ถ้าหากเราไม่รู้จักที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานมาเพื่อพัฒนาตัวเอง มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร
ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี
ROE = Return On Equity
ลงทุนอะไรไปว้า ขาดทุนยับเลย
วัยแห่งการลงทุน หากเราไม่เรียนรู้ศึกษาข้อมูลในการลงทุนเลย วิ่งตามเซียน เรียนตามกูรู หูฟังข่าววงใน แล้วชีวิตการลงทุนมันจะต่างจากการซื้อลอตเตอรี่ไหมล่ะคร้าบบ
ในช่วงอายุ 40 – 50 ปี
ROE = Return on Entertainment
จ่ายเงินค่าอะไรไปว้า ไม่เห็นสนุกอย่างที่คิดเลย
ในวัยที่เราเกือบๆจะแก่… เรามักจะใช้เงินเพื่อซื้อความสุข แต่ถ้าหากเราไม่รู้จักหาความสุขในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เมื่อเงินพร้อมแต่กายไม่พร้อม ความสุขที่เราคาดหวังไว้มันก็คงไม่สนุกเท่าไรนัก ยิ่งหนักไปกว่านั้นเพราะบางคนต้องไปใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตเพื่อจ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาลเสียอีก
แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ROE = Return on Equivalent
ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เรามาตัวเปล่า ดังนั้นเราจึงกลับไปตัวเปล่า
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
Credit : Aommoney
>> http://bit.ly/1slFCdn
วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557
1 นาทีก็สายไป....
ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายชื่อเจี๊ยบ เป็นเด็กที่ไม่ค่อยกระตือรือร้น ทำอะไรชักช้า และค่อนข้างขี้เกียจ ทุก ๆ เช้าเมื่อแม่เรียกให้ตื่นไปโรงเรียน เจี๊ยบจะงัวเงียบอกว่า "ขออีก 1 นาทีครับแม่" พอลงมาข้างล่างแทนที่จะรีบกินข้าวเช้าก็ไปเปิดโทรทัศน์นั่งดูการ์ตูน พอแม่เรียกให้มากินข้าวก็บอกว่า "เดี๋ยวแม่ ขออีก 1 นาที" จนแม่เอ่ยปากว่าจะทำโทษนั่นล่ะ เจี๊ยบถึงจะมานั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารได้สักที
"คอยดูเถอะเจี๊ยบ" พ่อซึ่งมองลูกชายคนเดียวอย่างระอาพูดขึ้น "สักวันแกจะต้องเจอเรื่องที่แม้ 1 นาทีก็ให้ไม่ได้ ถ้าถึงวันนั้นแล้วแกจะรู้สึก"
การขอเวลา 1 นาทีทำให้เจี๊ยบไปโรงเรียนสายทุกวัน และการทำโทษให้วิ่งรอบสนามก็ไม่ได้ทำให้เจี๊ยบจดจำเลยแม้แต่น้อย เขากล้าต่อรองเวลาแม้แต่กับครู "ไปเข้าห้องเรียนได้แล้วเจี๊ยบ" ครูร้องเตือนเมื่อเห็นเจี๊ยบยังเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ในสนามหญ้า ทั้งๆ ที่ออดเรียกเข้าชั้นเรียนดังไปพักหนึ่งแล้ว
"ขออีก 1 นาทีครับครู" เจี๊ยบบอกโดยไม่ทุกข์ร้อน
วันหนึ่งเป็นวันหยุด แม่บอกเจี๊ยบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเยี่ยมยายที่บ้านสวน เจี๊ยบชอบบ้านสวนของยายจึงขอตามแม่ไปด้วย แต่พอรุ่งเช้า เจี๊ยบก็ตื่นสาย ไม่ว่าแม่จะขึ้นไปปลุกกี่ครั้ง เจี๊ยบก็พูดว่า "ขออีก 1 นาที.. ขออีก 1 นาที" ตลอด ในที่สุดแม่ก็ตัดสินใจไปบ้านสวนของยายคนเดียว เพราะถ้าออกช้ากว่านั้นจะหารถโดยสารไปยาก
สักพักเจี๊ยบก็เดินงัวเงียลงมาจากห้องนอน เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในบ้านจึงถามพ่อว่า "แม่ล่ะครับพ่อ"
"แม่ไปบ้านยายแล้ว" พ่อบอก
"อ้าว ทำไมไม่รอผม" เจี๊ยบร้อง เขาอยากไปบ้านสวนของยายมาก
"แม่รอแกจนรอไม่ได้อีกแล้ว รู้รึเปล่าว่าแค่ 1 นาทีที่แกขอก็ทำให้แม่ตกรถได้ นี่ยังไม่รู้เลยว่าแม่จะได้นั่งรถอะไรไป ถ้าโชคดีก็ได้ไปสายรถประจำ แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องขึ้นรถที่วิ่งเป็นทางผ่าน แล้วรถสายนั้นน่ะขับอันตรายจะตายชัก" พ่อบ่นเจี๊ยบด้วยความเป็นห่วงแม่
"แหม ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่าพ่อ" เจี๊ยบบอก
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เจี๊ยบกำลังอาบน้ำอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงพ่อร้องเอะอะอยู่ชั้นล่าง จึงรีบวิ่งลงมาดู หน้าของพ่อซีดขาวราวกับกระดาษ
"รถที่แม่นั่งประสบอุบัติเหตุ แม่อาการสาหัส เราต้องไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้" พ่อพูดเสียงแตกพร่า เจี๊ยบตกใจจนหน้าซีดตามพ่อไปอีกคน เขารีบขึ้นไปแต่งตัวโดยไม่มีคำว่า "ขออีก 1 นาที" เหมือนเช่นทุกครั้ง
ทันทีที่สองพ่อลูกไปถึงโรงพยาบาล ก็ช่วยกันตามหาแม่ในห้องฉุกเฉิน แล้วก็พบแม่นอนนิ่งอยู่ที่เตียงในสุด เลือดสีแดงไหลอาบอยู่เต็มหน้าแม่ และพยาบาลกำลังจะเข็นแม่ไป
"แม่ แม่" เจี๊ยบร้องเรียกแม่เสียงดังลั่น น้ำตาเอ่อล้นทะลัก บุรุษพยาบาลเข้ามากันเขาไว้ เพราะเกรงว่าจะกีดขวางทางของรถเข็น
"แม่ แม่ ตื่นสิแม่ ผมอยู่นี่ อยู่ตรงนี้" เจี๊ยบยังคงร้องเรียกแม่เขาต่อไป และทุบตีบุรุษพยาบาลที่จับตัวเขาไว้ "ปล่อยผม ผมจะไปหาแม่"
พยาบาลคนหนึ่งหันมาบอกพ่อของเจี๊ยบซึ่งยืนกุมมือแม่อยู่ว่า "เราต้องพาภรรยาของคุณไปผ่าตัดด่วน เธอเสียเลือดไปมากจากอุบัติเหตุครั้งนี้"
คำพูดนั้นทำให้เจี๊ยบรู้ทันทีว่าเขาจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก
"เดี๋ยวครับ ขอเวลาให้ผมอยู่กับแม่สัก 1 นาที ได้โปรดให้ผมได้บอกแม่ว่า ผมรักแม่ ให้ผมได้กอดแม่อีกสักครั้ง" เจี๊ยบร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา แต่ไม่มีใครฟัง พยาบาลและบุรุษพยาบาลเข็นเตียงของแม่เข้าห้องผ่าตัด และหายไปในนั้นเป็นเวลานาน ก่อนที่แพทย์จะออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า..แม่ของเจี๊ยบเสียชีวิตไประหว่างการผ่าตัด
เจี๊ยบมารู้อีกในภายหลังว่า รถคันที่แม่นั่งไปประสบอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่รถเมล์สายประจำไปบ้านยาย แต่เป็นรถสองแถวที่ขับโดยคนขับรถที่ขาดความรับผิดชอบ คน ๆ นั้นอยากได้เงินมาก ๆ แต่ไม่สนใจความปลอดภัยของผู้โดยสาร แม่ของเจี๊ยบมาคนสุดท้ายจึงต้องนั่งเบียดอยู่นอกสุด และกระเด็นออกไปไกลเมื่อรถประสบอุบัติเหตุ
พ่อโกรธคนขับรถมาก บอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่เจี๊ยบไม่โกรธคนขับรถเลย เขาโกรธและเกลียดตัวเอง ด้วยเพิ่งเข้าใจว่าเวลา 1 นาทีที่เขาเคยขออย่างพร่ำเพรื่อนั้นมีค่ามากมายเพียงไร เพราะ 1 นาทีที่ได้มาในวันนี้ต้องแลกกับเวลาทั้งหมดในชีวิตของแม่
ถ้าเจี๊ยบตื่นทันทีที่แม่เรียก ถ้าเขาไม่ขอแค่ 1 นาทีเพื่อให้ได้นอนต่อ แม่ก็คงไม่ตกรถประจำทางจนต้องไปนั่งรถปิศาจคันนั้น กระทั่งถึงคราวที่เจี๊ยบต้องการเวลาจริง ๆ เขากลับไม่มีแม้เพียง 1 นาทีที่จะได้อยู่กับแม่...ไม่มีแม้เพียงวินาทีด้วยซ้ำไป...ไม่มีเลย
บทสรุป
เงยหน้ามองเข็มวินาทีอันเล็ก ๆ ที่เดินอยู่ในนาฬิกาสิ..นั่นล่ะ คือ เวลาในชีวิตของเรา ทันทีที่เธอคิดว่า "เดี๋ยว ขอเวลาอีกหน่อย" หรือ "เดี๋ยว เอาไว้ทำวันหลัง" รู้ไว้เลยว่าเธอกำลังสูญเสียสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย คนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามาทำงานย่อมทำงานได้มากกว่าคนนอนตื่นสายอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กที่ทำการบ้านเสร็จมาจากโรงเรียนก็ได้วิ่งเล่นในตอนเย็นกับเพื่อน ๆ อย่างเต็มที่ คนที่รู้คุณค่าของเวลามักได้เปรียบคนอื่นและเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปน้อยมาก แน่นอนว่า ชีวิตของคนแบบนี้ย่อมปรีดิ์เปรมไปด้วยความสุขสมหวัง
เข็มวินาทีเดินเร็วกว่าจังหวะการหายใจอีก ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น มักมีอะไรเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และบางทีก็เกิดขึ้นเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าวันนี้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่พูดว่า "เดี๋ยว" และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เราก็ไม่กลัวที่จะรับมือกับมัน และไม่ต้องตั้งคำถามที่ไร้ประโยชน์ในภายหลังว่า "เมื่อวานเรามัวทำอะไรอยู่"
Cr. นิทานสอนใจ ในหนังสือชุด นิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา โดย สำนักพิมพ์ FreeMind
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
"คอยดูเถอะเจี๊ยบ" พ่อซึ่งมองลูกชายคนเดียวอย่างระอาพูดขึ้น "สักวันแกจะต้องเจอเรื่องที่แม้ 1 นาทีก็ให้ไม่ได้ ถ้าถึงวันนั้นแล้วแกจะรู้สึก"
การขอเวลา 1 นาทีทำให้เจี๊ยบไปโรงเรียนสายทุกวัน และการทำโทษให้วิ่งรอบสนามก็ไม่ได้ทำให้เจี๊ยบจดจำเลยแม้แต่น้อย เขากล้าต่อรองเวลาแม้แต่กับครู "ไปเข้าห้องเรียนได้แล้วเจี๊ยบ" ครูร้องเตือนเมื่อเห็นเจี๊ยบยังเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ในสนามหญ้า ทั้งๆ ที่ออดเรียกเข้าชั้นเรียนดังไปพักหนึ่งแล้ว
"ขออีก 1 นาทีครับครู" เจี๊ยบบอกโดยไม่ทุกข์ร้อน
วันหนึ่งเป็นวันหยุด แม่บอกเจี๊ยบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเยี่ยมยายที่บ้านสวน เจี๊ยบชอบบ้านสวนของยายจึงขอตามแม่ไปด้วย แต่พอรุ่งเช้า เจี๊ยบก็ตื่นสาย ไม่ว่าแม่จะขึ้นไปปลุกกี่ครั้ง เจี๊ยบก็พูดว่า "ขออีก 1 นาที.. ขออีก 1 นาที" ตลอด ในที่สุดแม่ก็ตัดสินใจไปบ้านสวนของยายคนเดียว เพราะถ้าออกช้ากว่านั้นจะหารถโดยสารไปยาก
สักพักเจี๊ยบก็เดินงัวเงียลงมาจากห้องนอน เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในบ้านจึงถามพ่อว่า "แม่ล่ะครับพ่อ"
"แม่ไปบ้านยายแล้ว" พ่อบอก
"อ้าว ทำไมไม่รอผม" เจี๊ยบร้อง เขาอยากไปบ้านสวนของยายมาก
"แม่รอแกจนรอไม่ได้อีกแล้ว รู้รึเปล่าว่าแค่ 1 นาทีที่แกขอก็ทำให้แม่ตกรถได้ นี่ยังไม่รู้เลยว่าแม่จะได้นั่งรถอะไรไป ถ้าโชคดีก็ได้ไปสายรถประจำ แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องขึ้นรถที่วิ่งเป็นทางผ่าน แล้วรถสายนั้นน่ะขับอันตรายจะตายชัก" พ่อบ่นเจี๊ยบด้วยความเป็นห่วงแม่
"แหม ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่าพ่อ" เจี๊ยบบอก
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เจี๊ยบกำลังอาบน้ำอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงพ่อร้องเอะอะอยู่ชั้นล่าง จึงรีบวิ่งลงมาดู หน้าของพ่อซีดขาวราวกับกระดาษ
"รถที่แม่นั่งประสบอุบัติเหตุ แม่อาการสาหัส เราต้องไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้" พ่อพูดเสียงแตกพร่า เจี๊ยบตกใจจนหน้าซีดตามพ่อไปอีกคน เขารีบขึ้นไปแต่งตัวโดยไม่มีคำว่า "ขออีก 1 นาที" เหมือนเช่นทุกครั้ง
ทันทีที่สองพ่อลูกไปถึงโรงพยาบาล ก็ช่วยกันตามหาแม่ในห้องฉุกเฉิน แล้วก็พบแม่นอนนิ่งอยู่ที่เตียงในสุด เลือดสีแดงไหลอาบอยู่เต็มหน้าแม่ และพยาบาลกำลังจะเข็นแม่ไป
"แม่ แม่" เจี๊ยบร้องเรียกแม่เสียงดังลั่น น้ำตาเอ่อล้นทะลัก บุรุษพยาบาลเข้ามากันเขาไว้ เพราะเกรงว่าจะกีดขวางทางของรถเข็น
"แม่ แม่ ตื่นสิแม่ ผมอยู่นี่ อยู่ตรงนี้" เจี๊ยบยังคงร้องเรียกแม่เขาต่อไป และทุบตีบุรุษพยาบาลที่จับตัวเขาไว้ "ปล่อยผม ผมจะไปหาแม่"
พยาบาลคนหนึ่งหันมาบอกพ่อของเจี๊ยบซึ่งยืนกุมมือแม่อยู่ว่า "เราต้องพาภรรยาของคุณไปผ่าตัดด่วน เธอเสียเลือดไปมากจากอุบัติเหตุครั้งนี้"
คำพูดนั้นทำให้เจี๊ยบรู้ทันทีว่าเขาจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก
"เดี๋ยวครับ ขอเวลาให้ผมอยู่กับแม่สัก 1 นาที ได้โปรดให้ผมได้บอกแม่ว่า ผมรักแม่ ให้ผมได้กอดแม่อีกสักครั้ง" เจี๊ยบร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา แต่ไม่มีใครฟัง พยาบาลและบุรุษพยาบาลเข็นเตียงของแม่เข้าห้องผ่าตัด และหายไปในนั้นเป็นเวลานาน ก่อนที่แพทย์จะออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า..แม่ของเจี๊ยบเสียชีวิตไประหว่างการผ่าตัด
เจี๊ยบมารู้อีกในภายหลังว่า รถคันที่แม่นั่งไปประสบอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่รถเมล์สายประจำไปบ้านยาย แต่เป็นรถสองแถวที่ขับโดยคนขับรถที่ขาดความรับผิดชอบ คน ๆ นั้นอยากได้เงินมาก ๆ แต่ไม่สนใจความปลอดภัยของผู้โดยสาร แม่ของเจี๊ยบมาคนสุดท้ายจึงต้องนั่งเบียดอยู่นอกสุด และกระเด็นออกไปไกลเมื่อรถประสบอุบัติเหตุ
พ่อโกรธคนขับรถมาก บอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่เจี๊ยบไม่โกรธคนขับรถเลย เขาโกรธและเกลียดตัวเอง ด้วยเพิ่งเข้าใจว่าเวลา 1 นาทีที่เขาเคยขออย่างพร่ำเพรื่อนั้นมีค่ามากมายเพียงไร เพราะ 1 นาทีที่ได้มาในวันนี้ต้องแลกกับเวลาทั้งหมดในชีวิตของแม่
ถ้าเจี๊ยบตื่นทันทีที่แม่เรียก ถ้าเขาไม่ขอแค่ 1 นาทีเพื่อให้ได้นอนต่อ แม่ก็คงไม่ตกรถประจำทางจนต้องไปนั่งรถปิศาจคันนั้น กระทั่งถึงคราวที่เจี๊ยบต้องการเวลาจริง ๆ เขากลับไม่มีแม้เพียง 1 นาทีที่จะได้อยู่กับแม่...ไม่มีแม้เพียงวินาทีด้วยซ้ำไป...ไม่มีเลย
บทสรุป
เงยหน้ามองเข็มวินาทีอันเล็ก ๆ ที่เดินอยู่ในนาฬิกาสิ..นั่นล่ะ คือ เวลาในชีวิตของเรา ทันทีที่เธอคิดว่า "เดี๋ยว ขอเวลาอีกหน่อย" หรือ "เดี๋ยว เอาไว้ทำวันหลัง" รู้ไว้เลยว่าเธอกำลังสูญเสียสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย คนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามาทำงานย่อมทำงานได้มากกว่าคนนอนตื่นสายอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กที่ทำการบ้านเสร็จมาจากโรงเรียนก็ได้วิ่งเล่นในตอนเย็นกับเพื่อน ๆ อย่างเต็มที่ คนที่รู้คุณค่าของเวลามักได้เปรียบคนอื่นและเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปน้อยมาก แน่นอนว่า ชีวิตของคนแบบนี้ย่อมปรีดิ์เปรมไปด้วยความสุขสมหวัง
เข็มวินาทีเดินเร็วกว่าจังหวะการหายใจอีก ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น มักมีอะไรเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และบางทีก็เกิดขึ้นเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าวันนี้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่พูดว่า "เดี๋ยว" และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เราก็ไม่กลัวที่จะรับมือกับมัน และไม่ต้องตั้งคำถามที่ไร้ประโยชน์ในภายหลังว่า "เมื่อวานเรามัวทำอะไรอยู่"
Cr. นิทานสอนใจ ในหนังสือชุด นิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา โดย สำนักพิมพ์ FreeMind
แหล่งที่มา Facebook : SSO Savings Club
Maleficent
ถ้า "Maleficent" หรือ "ขุ่นแม่มาลี"
ถามเราว่า... รักแท้มีจริงไหม?
เชื่อว่า... บางคนคงตอบว่าใช่
และ.. บางคนคงตอบว่าไม่ใช่
-----
Maleficent เป็นการเอาเรื่องราวเจ้าหญูิงนิทราในแอนิเมชั่นคลาสสิคของดิสนีย์ มาเล่าใหม่ในมุมมองของตัวร้าย หรือ มาเลฟิเซนต์ นางฟ้าผู้พิทักษ์ป่า ผู้ซึ่งต้องกลายเป็นตัวร้าย และตามอาฆาตเจ้าหญิงตัวน้อยด้วยการสาปให้ต้องนิทราไปตลอดกาล
และนี่คือ 5 มุมมองความรัก
ที่อยากแลกเปลี่ยนให้ฟังจากหนังเรื่องนี้
-----
.. หนึ่ง ..
รักในวัยเยาว์คือความสวยงาม
เมื่อเรายังอ่อนต่อโลก
เราตกหลุมรักได้ง่าย
เราเชื่อว่ารักแท้นั้น
จะอยู่กับเราตลอดไป
เราเชื่อว่าปัจจุบัน
เป็นเฉกเช่นเดียวกับอนาคต
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น
... เราถึงได้รู้ความจริง
-----
.. สอง ..
รักที่ลุ่มหลงต่ออำนาจ
ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
อยากมีอยากเป็น
อยากเห็นอยากได้
ล้วนแล้วแต่ก่อให้สุมใจ
จากสเตฟานเด็กน้อยขี้ขโมย
กลายเป็นกษัตริย์สเตฟานผู้ลุ่มหลงในอำนาจ
ที่ต้องอดทนกับความหลอกหลอนไปตลอดชีวิต
วันนี้เราอาจจะมี เราอาจจะเป็น
แต่วันสุดท้ายของชีวิต เราเป็นได้แค่คนตาย
-----
.. สาม ..
(สำนึก) รักในบุญคุณ
คือสิ่งที่วัดศักดิ์ศรีความเป็นคน
กตัญญูอาจจะไม่ใช่คำที่ล้ำค่า
แต่มันจะมีความหมายเมื่อได้ลงมือทำ
เฉกเช่น อีกา (Diablo)
ผู้จงรักภักดีต่อ Maleficent
-----
.. สี่ ..
รักช่วยสรรสร้างสิ่งดีๆ
ป่าและปราสาทที่สวยงาม
เกิดจากความรักที่สวยงาม
ป่าและปราสาทที่ดำทึบ
เกิดจากความแค้นที่มืดมน
เช่นเดียวกันกับ
ความรักในครอบครัว
ย่อมทำให้บ้านสวยงามขึ้นมา
แม้ว่าจะไม่ของล้ำค่าอะไรเลย
-----
.. ห้า ..
รักแท้ "อาจ" ไม่มีจริง
ถ้าคุณยังไม่รู้จักคำว่าให้
.. ที่แท้จริง
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
ถามเราว่า... รักแท้มีจริงไหม?
เชื่อว่า... บางคนคงตอบว่าใช่
และ.. บางคนคงตอบว่าไม่ใช่
-----
Maleficent เป็นการเอาเรื่องราวเจ้าหญูิงนิทราในแอนิเมชั่นคลาสสิคของดิสนีย์ มาเล่าใหม่ในมุมมองของตัวร้าย หรือ มาเลฟิเซนต์ นางฟ้าผู้พิทักษ์ป่า ผู้ซึ่งต้องกลายเป็นตัวร้าย และตามอาฆาตเจ้าหญิงตัวน้อยด้วยการสาปให้ต้องนิทราไปตลอดกาล
และนี่คือ 5 มุมมองความรัก
ที่อยากแลกเปลี่ยนให้ฟังจากหนังเรื่องนี้
-----
.. หนึ่ง ..
รักในวัยเยาว์คือความสวยงาม
เมื่อเรายังอ่อนต่อโลก
เราตกหลุมรักได้ง่าย
เราเชื่อว่ารักแท้นั้น
จะอยู่กับเราตลอดไป
เราเชื่อว่าปัจจุบัน
เป็นเฉกเช่นเดียวกับอนาคต
แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น
... เราถึงได้รู้ความจริง
-----
.. สอง ..
รักที่ลุ่มหลงต่ออำนาจ
ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
อยากมีอยากเป็น
อยากเห็นอยากได้
ล้วนแล้วแต่ก่อให้สุมใจ
จากสเตฟานเด็กน้อยขี้ขโมย
กลายเป็นกษัตริย์สเตฟานผู้ลุ่มหลงในอำนาจ
ที่ต้องอดทนกับความหลอกหลอนไปตลอดชีวิต
วันนี้เราอาจจะมี เราอาจจะเป็น
แต่วันสุดท้ายของชีวิต เราเป็นได้แค่คนตาย
-----
.. สาม ..
(สำนึก) รักในบุญคุณ
คือสิ่งที่วัดศักดิ์ศรีความเป็นคน
กตัญญูอาจจะไม่ใช่คำที่ล้ำค่า
แต่มันจะมีความหมายเมื่อได้ลงมือทำ
เฉกเช่น อีกา (Diablo)
ผู้จงรักภักดีต่อ Maleficent
-----
.. สี่ ..
รักช่วยสรรสร้างสิ่งดีๆ
ป่าและปราสาทที่สวยงาม
เกิดจากความรักที่สวยงาม
ป่าและปราสาทที่ดำทึบ
เกิดจากความแค้นที่มืดมน
เช่นเดียวกันกับ
ความรักในครอบครัว
ย่อมทำให้บ้านสวยงามขึ้นมา
แม้ว่าจะไม่ของล้ำค่าอะไรเลย
-----
.. ห้า ..
รักแท้ "อาจ" ไม่มีจริง
ถ้าคุณยังไม่รู้จักคำว่าให้
.. ที่แท้จริง
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
Turn Around Point
เจ้าของธุรกิจทุกคนรู้ดีว่า การจะทำให้ธุรกิจมีกำไรนั้น นอกจากจะต้องขายเก่งเป็นไฟแล้ว ยังต้องควบคุมต้นทุนให้ดี ไม่ให้มีรูรั่วเหมือนท่อน้ำด้วย เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่รั่วไหลออกไปหมายถึงกำไรอันพึงได้ของธุรกิจที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของทุกคน
น่าแปลกที่เจ้าของธุรกิจคนไทยส่วนใหญ่มักจะเก่งด้านใดด้านหนึง คือไม่ขายเก่งแบบโลกตะลึง แต่ขายมาแล้วเงินรั่วไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็จะเป็นพวกรัดเข็มขัดจนธุรกิจและลูกน้องแทบหายใจไม่ออก กว่าจะใช้เงินแต่ละบาทมันแสนยากเย็น
จุดตรงกลางมันอยู่ตรงไหน
คำตอบคือไม่มี เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน
สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณต้องควบคุมต้นทุนหลักของธุรกิจให้ได้ก่อน ต้นทุนหลักคือต้นทุนที่ชี้เป็นชี้ตายให้กับธุรกิจได้ เจ้าของต้องให้เวลาส่วนใหญ่มาดูแลเรื่องเหล่านี้ก่อน อย่าไปเสียใจทะเลาะกับรายละเอียดปลีกย่อย เซฟเงินวันละ 3-400 บาทจากการสั่งของ แล้วไม่มีเวลามานั่งหาแนวทางการควบคุมต้นทุนหลัก ส่วนต้นทุนหลักของธุรกิจคุณคืออะไร คุณสามารถดูได้จากงบการเงินของบริษัทคุณเอง
ธุรกิจขายอาหาร เครื่องดื่ม ต้นทุนคือค่าอาหารสด เมล็ดกาแฟ นม คนงาน ถุง/กล่อง/แก้ว และถ้าเป็นร้านที่เช่าที่อยู่ ค่าเช่าก็เป็นต้นทุนชนิดปลิดชีพได้อีกตัว
ธุรกิจเสื้อผ้า ขายของอื่นๆ ต้นทุนหลักก็คือต้นทุนของสินค้า ไล่ไปตั้งแต่ต้นทุนของตัวสินค้า ต้นทุนการนำเข้า ขนส่ง
ธุรกิจบริการต่าง ต้นทุนหลักคือค่าจ้างของคนทำงาน
พอเห็นภาพไม๊ ว่าต้นทุนหลักของแต่ละธุรกิจ มีความแตกต่างกันอย่างไร
เชื่อว่าทุกท่านคงรู้จักร้านสุกี้ MK ร้านสุกี้ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 30 ปี
โดยส่วนตัว ยกย่อง MK สุกี้ ว่าเป็นผู้ปฏิวัติธุรกิจร้านสุกี้ในประเทศไทย ทั้งในด้านการเปลี่ยนระบบการบริหารจากร้านสุกี้ห้องแถวทั่วไปเป็นระบบกึ่งอุตสาหกรรม ด้านการตลาด และการเลือกโลเคชั่น กลายเป็นสุกี้ขึ้นห้างฯ รายแรกของไทย
สิ่งที่ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ MK ใน คืออะไรบ้าง
ในช่วงแรกๆ ชองการขึ้นห้างฯ MK ก็มีปัญหาเหมือนร้านอาหารอื่นๆ คือของสดหาย รายได้ไม่คุ้มค่าเช่า (อัตราส่วนการสร้างรายได้ต่อตรม.ของพื้นที่เช่าค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่าเช่าแพงนะ อย่าเข้าใจผิด)
ธุรกิจร้านอาหาร จุดตายจะอยู่ที่ห้องครัว และมักจะเห็นบ่อยๆ ว่าเจ้าของธุรกิจส่วนมากไม่ได้มีเวลามาดูแลสต็อกของสด อาจจะมีเวลาคือไปซื้อของสดเอง แต่ไม่ได้มีเวลามาดูในครัว
ลองคิดดูนะ ถ้าพนักงานในครัว 2-3 คน แอบเอากุ้ง เอาหมูกลับบ้านวันละขีด อะไรจะเกิดขึ้นกับร้านของคุณ
MK ก็เคยเจอปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกัน
เท่านั้นยังไม่พอ
เนื่องจาก MK เป็นธุรกิจที่มีเมนูอาหารสดหลากหลายมาก และสมัยก่อน MK มีห้องจัดเตรียมอาหารสดไว้เสิร์ฟอยู่ในร้าน ทำให้จำเป็นต้องมีพื้นที่ครัวใหญ่มาก
นี่คือ 2 ต้นทุนหลักของ MK ที่ต้องควบคุมให้ได้ เอาให้อยู่
เรื่องของสดรั่วไหล หายไปไหนไม่รู้ การขายแต่ละจาน ปริมาณอาหารในจานก็ไม่ได้มาตรฐาน มากบ้างน้อยบ้าง โดนลูกค้าบ่นบ่อยๆ เพราะกุ้งในจานโต๊ะข้างๆ ใหญ่กว่าโต๊ะตัวเอง
พื้นที่ห้องครัวที่ใหญ่ เมื่อต้องใช้พื้นที่มากค่าเช่าก็ยิ่งแพง หมายถึงค่าเช่าที่จ่ายไปฟรี เพราะเป็นค่าเช่าที่ไม่ได้สร้างรายได้ แทนที่จะเอาพื้นที่ไปวางโต๊ะไว้บริการ กลับต้องมาจ่ายค่าเช่าเพื่อมาวางเขียงวางเตา
เมื่อนำทั้ง 2 ปัญหานี้มาขมวดปมเข้าด้วยกัน จึงเป็นแนวทางการทำงานของ MK ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน
1. MK ตัดสินใจย้าย operation ครัวบางส่วนไปเปิด "ครัวกลาง" นอกพื้นที่ขาย เพื่อเป็นศุนย์กลางการเตรียมอาหารสดป้อนส่งสาขา โดยบริหารสต็อกของสดเป็นหน่วยถาด แต่ละถาดมีน้ำหนักพอๆ กัน มีโรงงานจัดเตรียมอย่างเป็นระบบ หน้าร้านรับสต็อกอาหารสดเข้าร้าน จึงนับเป็นถาด ไม่ได้นับเป็นตัวเป็นกิโลเหมือนแต่ก่อน เวลาขาย ก็ขายเป็นถาด เพราะฉะนั้นการคุมสต็อกของสดจึงง่ายขึ้น
ครัวส่วนที่เก็บไว้ในร้าน คือครัวหั่นเป็ดย่าง หมูแดง เพราะเป็นส่วนที่โชว์ได้ ช่วยทำให้บรรยากาศในร้านดูน่าทานขึ้น
2. เมื่อได้พื้นที่กลับมา MK สามารถเพิ่มจำนวนโต๊ะบริการได้มากขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
การตัดสินใจย้ายครัวบางส่วนออกไปในครั้งนั้น จึงถือเป็นจุดเปลี่ยน (Turn Around Point) ที่สำคัญที่สุดจุดนึงของ MK และถือเป็นการพลิกโฉมระบบ operation ของร้านสุกี้ร้านอื่นๆ ไปด้วย ทำให้ร้านอาหารรุ่นหลังๆ ใช้ operation ของ MK เป็นแบบอย่างแทบทั้งสิ้น
ปัจจุบัน MK มีครัวกลาง 5 แห่งป้อนสินค้าส่งร้าน MK กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็นมูลค่า Cost Saving ที่ไม่สามารถตีมูลค่าได้
สมัยขายดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องคุมต้นทุนให้ดีด้วย
แล้ววันนี้คุณมีเวลามาดูแลต้นทุนของธุรกิจบ้างหรือเปล่า?
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
น่าแปลกที่เจ้าของธุรกิจคนไทยส่วนใหญ่มักจะเก่งด้านใดด้านหนึง คือไม่ขายเก่งแบบโลกตะลึง แต่ขายมาแล้วเงินรั่วไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็จะเป็นพวกรัดเข็มขัดจนธุรกิจและลูกน้องแทบหายใจไม่ออก กว่าจะใช้เงินแต่ละบาทมันแสนยากเย็น
จุดตรงกลางมันอยู่ตรงไหน
คำตอบคือไม่มี เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน
สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณต้องควบคุมต้นทุนหลักของธุรกิจให้ได้ก่อน ต้นทุนหลักคือต้นทุนที่ชี้เป็นชี้ตายให้กับธุรกิจได้ เจ้าของต้องให้เวลาส่วนใหญ่มาดูแลเรื่องเหล่านี้ก่อน อย่าไปเสียใจทะเลาะกับรายละเอียดปลีกย่อย เซฟเงินวันละ 3-400 บาทจากการสั่งของ แล้วไม่มีเวลามานั่งหาแนวทางการควบคุมต้นทุนหลัก ส่วนต้นทุนหลักของธุรกิจคุณคืออะไร คุณสามารถดูได้จากงบการเงินของบริษัทคุณเอง
ธุรกิจขายอาหาร เครื่องดื่ม ต้นทุนคือค่าอาหารสด เมล็ดกาแฟ นม คนงาน ถุง/กล่อง/แก้ว และถ้าเป็นร้านที่เช่าที่อยู่ ค่าเช่าก็เป็นต้นทุนชนิดปลิดชีพได้อีกตัว
ธุรกิจเสื้อผ้า ขายของอื่นๆ ต้นทุนหลักก็คือต้นทุนของสินค้า ไล่ไปตั้งแต่ต้นทุนของตัวสินค้า ต้นทุนการนำเข้า ขนส่ง
ธุรกิจบริการต่าง ต้นทุนหลักคือค่าจ้างของคนทำงาน
พอเห็นภาพไม๊ ว่าต้นทุนหลักของแต่ละธุรกิจ มีความแตกต่างกันอย่างไร
เชื่อว่าทุกท่านคงรู้จักร้านสุกี้ MK ร้านสุกี้ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 30 ปี
โดยส่วนตัว ยกย่อง MK สุกี้ ว่าเป็นผู้ปฏิวัติธุรกิจร้านสุกี้ในประเทศไทย ทั้งในด้านการเปลี่ยนระบบการบริหารจากร้านสุกี้ห้องแถวทั่วไปเป็นระบบกึ่งอุตสาหกรรม ด้านการตลาด และการเลือกโลเคชั่น กลายเป็นสุกี้ขึ้นห้างฯ รายแรกของไทย
สิ่งที่ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ MK ใน คืออะไรบ้าง
- มีโฆษณา เพราะ MK เป็นแบรนด์สุกี้ที่ใช้เงินค่าโฆษณาเยอะมาก
- เพลงและท่าเต้นของพนักงานในร้าน ที่ดึงดูดเด็กๆได้เป็นอย่างดี
- อาหารถูกเสิร์ฟมาในถาดสีแดงเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ
ในช่วงแรกๆ ชองการขึ้นห้างฯ MK ก็มีปัญหาเหมือนร้านอาหารอื่นๆ คือของสดหาย รายได้ไม่คุ้มค่าเช่า (อัตราส่วนการสร้างรายได้ต่อตรม.ของพื้นที่เช่าค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่าเช่าแพงนะ อย่าเข้าใจผิด)
ธุรกิจร้านอาหาร จุดตายจะอยู่ที่ห้องครัว และมักจะเห็นบ่อยๆ ว่าเจ้าของธุรกิจส่วนมากไม่ได้มีเวลามาดูแลสต็อกของสด อาจจะมีเวลาคือไปซื้อของสดเอง แต่ไม่ได้มีเวลามาดูในครัว
ลองคิดดูนะ ถ้าพนักงานในครัว 2-3 คน แอบเอากุ้ง เอาหมูกลับบ้านวันละขีด อะไรจะเกิดขึ้นกับร้านของคุณ
MK ก็เคยเจอปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกัน
เท่านั้นยังไม่พอ
เนื่องจาก MK เป็นธุรกิจที่มีเมนูอาหารสดหลากหลายมาก และสมัยก่อน MK มีห้องจัดเตรียมอาหารสดไว้เสิร์ฟอยู่ในร้าน ทำให้จำเป็นต้องมีพื้นที่ครัวใหญ่มาก
นี่คือ 2 ต้นทุนหลักของ MK ที่ต้องควบคุมให้ได้ เอาให้อยู่
เรื่องของสดรั่วไหล หายไปไหนไม่รู้ การขายแต่ละจาน ปริมาณอาหารในจานก็ไม่ได้มาตรฐาน มากบ้างน้อยบ้าง โดนลูกค้าบ่นบ่อยๆ เพราะกุ้งในจานโต๊ะข้างๆ ใหญ่กว่าโต๊ะตัวเอง
พื้นที่ห้องครัวที่ใหญ่ เมื่อต้องใช้พื้นที่มากค่าเช่าก็ยิ่งแพง หมายถึงค่าเช่าที่จ่ายไปฟรี เพราะเป็นค่าเช่าที่ไม่ได้สร้างรายได้ แทนที่จะเอาพื้นที่ไปวางโต๊ะไว้บริการ กลับต้องมาจ่ายค่าเช่าเพื่อมาวางเขียงวางเตา
เมื่อนำทั้ง 2 ปัญหานี้มาขมวดปมเข้าด้วยกัน จึงเป็นแนวทางการทำงานของ MK ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน
1. MK ตัดสินใจย้าย operation ครัวบางส่วนไปเปิด "ครัวกลาง" นอกพื้นที่ขาย เพื่อเป็นศุนย์กลางการเตรียมอาหารสดป้อนส่งสาขา โดยบริหารสต็อกของสดเป็นหน่วยถาด แต่ละถาดมีน้ำหนักพอๆ กัน มีโรงงานจัดเตรียมอย่างเป็นระบบ หน้าร้านรับสต็อกอาหารสดเข้าร้าน จึงนับเป็นถาด ไม่ได้นับเป็นตัวเป็นกิโลเหมือนแต่ก่อน เวลาขาย ก็ขายเป็นถาด เพราะฉะนั้นการคุมสต็อกของสดจึงง่ายขึ้น
ครัวส่วนที่เก็บไว้ในร้าน คือครัวหั่นเป็ดย่าง หมูแดง เพราะเป็นส่วนที่โชว์ได้ ช่วยทำให้บรรยากาศในร้านดูน่าทานขึ้น
2. เมื่อได้พื้นที่กลับมา MK สามารถเพิ่มจำนวนโต๊ะบริการได้มากขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
การตัดสินใจย้ายครัวบางส่วนออกไปในครั้งนั้น จึงถือเป็นจุดเปลี่ยน (Turn Around Point) ที่สำคัญที่สุดจุดนึงของ MK และถือเป็นการพลิกโฉมระบบ operation ของร้านสุกี้ร้านอื่นๆ ไปด้วย ทำให้ร้านอาหารรุ่นหลังๆ ใช้ operation ของ MK เป็นแบบอย่างแทบทั้งสิ้น
ปัจจุบัน MK มีครัวกลาง 5 แห่งป้อนสินค้าส่งร้าน MK กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็นมูลค่า Cost Saving ที่ไม่สามารถตีมูลค่าได้
สมัยขายดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องคุมต้นทุนให้ดีด้วย
แล้ววันนี้คุณมีเวลามาดูแลต้นทุนของธุรกิจบ้างหรือเปล่า?
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
ข้ออ้าง
คนเก่งเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นเศรษฐีประเภท "รวยด้วยตัวเอง"
ทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเขาเหล่านี้ทีไร
มันทำให้คิดได้ว่า
ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความสำเร็จของคนเราได้เลย
ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ "ข้ออ้าง"
คนเหล่านี้เจ็บมาเยอะ เจอมาแยะ
แต่ไม่เคยเอาอุปสรรคปัญหานั้นมาเป็นข้ออ้าง
เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ
คุณแบงค์ "ศตพล จันทร์ณรงค์"
เล่าถึงเรื่องราวชีวิตอันแสนจะมหัศจรรย์ของเขาแล้วอดทึ่งไม่ได้
เก็บมาเล่าให้ฟังบางส่วน รายละเอียดอาจผิดเพี้ยน
เพราะชีวิตเขามากมายประสบการณ์
ชนิดที่เรียกว่า ตกกะไดพลอยโจน" (ในแง่ดีนะ)
มันใช่อ่ะ!
อดีตเด็กหนุ่มชุมพร มาทำบ่อกุ้งที่ปราจีน
บ่อแรกๆ ก็ได้เงินเป็นล้าน อะไรก็ดูดีไปหมด
ทำไปทำมา กุ้งเป็นโรค ส่วนเขาเป็นหนี้
จากนั้นจับพลัดจับผลูมาขายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์จิ้งหรีด
ทำไปทำมากลายเป็นขายจิ้งหรีดทอด แมลงทอด
จนมีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์
ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้เลยว่าอะไรคือแฟรนไชส์
เขาล้างหนี้กุ้ง เพราะรุ่งจากแมลง
ในเวลาต่อมา เขาก้าวกระโดดไปยังธุรกิจอีเวนต์
จัดงานให้รัฐวิสาหกิจ ทั้งที่ทำไม่เป็นเลย
เมื่อพบว่าคู่แข่งในอาชีพนี้เยอะมาก
เขาพลิกเกมด้วยการเป็นคนให้เช่าอุปกรณ์ทำอีเวนต์
เวที แสง สี เสียง เขามีทุกอย่างให้เช่า
วันนี้เขาเป็นเบอร์ต้นๆ ของประเทศในการให้เช่าอุปกรณ์จัดงาน
นั่งฟังด้วยความเมามัน(ส์) แต่เขาบอกยังไม่จบ
เพราะธุรกิจของเขายังลามไปถึงโกดังให้เช่าเก็บของ
ขนส่งสินค้าทั่วประเทศ ขายสินค้าออนไลน์ ทำอิฐมวลเบา
และอื่นๆ ที่ก็จำไม่หมด
แต่ทั้งหมดเกิดมาจากความที่ตอนแรกทำไม่เป็น
แต่ในเห็นโอกาส และสนุกไปกับมัน
แววตาที่เขาเล่าให้ฟัง เหมือนเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
วันนี้คุณแบงค์เป็นเจ้าของธุรกิจนับสิบอย่าง มูลค่าหลายร้อยล้าน
และเป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้ให้กับผู้คนมากมาย
แซวเขาว่าถ้ากุ้งไม่เป็นโรค
ป่านนี้โลกของเขา ก็อาจจะอยู่แค่นั้น
เล่ามายืดยาวเพราะประทับใจชีวิตเขาจริงๆ
นี่ล่ะ แนวคิดคนสำเร็จ
สู้ชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
เจอหนี้ ไม่หนี แต่สู้จนปลดได้ และรวยกว่าเดิม
ทำไม่เป็น แต่เมื่อโอกาสมา ก็คว้าไว้ แล้วศึกษาจนทำให้เป็น
ทั้งหมดนี้คุณแบงค์เล่าให้ฟังเป็นชั่วโมง
ไม่ได้ยิน "ข้ออ้าง" สักคำว่าทำไมถึงทำนั่นทำนี่ไม่ได้
เลิกหา "ข้ออ้าง" เลิกจมอยู่กับความล้มเหลวในอดีต
ชีวิตเราไม่ยืนยาวขนาดนั้น
ลงมือทำ ทำไม่เป็นก็เรียนรู้ ล้มก็ลุกขึ้นสู้ใหม่
เมื่อโอกาสมา ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม
สร้างความแตกต่างไม่เหมือนใคร แล้วต่อยอดธุรกิจ
นี่ล่ะครับ เคล็ดลับความสำเร็จของเศรษฐีที่ "รวยด้วยตัวเอง"
ที่เก็บมาฝากทุกคน
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเขาเหล่านี้ทีไร
มันทำให้คิดได้ว่า
ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความสำเร็จของคนเราได้เลย
ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ "ข้ออ้าง"
คนเหล่านี้เจ็บมาเยอะ เจอมาแยะ
แต่ไม่เคยเอาอุปสรรคปัญหานั้นมาเป็นข้ออ้าง
เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ
คุณแบงค์ "ศตพล จันทร์ณรงค์"
เล่าถึงเรื่องราวชีวิตอันแสนจะมหัศจรรย์ของเขาแล้วอดทึ่งไม่ได้
เก็บมาเล่าให้ฟังบางส่วน รายละเอียดอาจผิดเพี้ยน
เพราะชีวิตเขามากมายประสบการณ์
ชนิดที่เรียกว่า ตกกะไดพลอยโจน" (ในแง่ดีนะ)
มันใช่อ่ะ!
อดีตเด็กหนุ่มชุมพร มาทำบ่อกุ้งที่ปราจีน
บ่อแรกๆ ก็ได้เงินเป็นล้าน อะไรก็ดูดีไปหมด
ทำไปทำมา กุ้งเป็นโรค ส่วนเขาเป็นหนี้
จากนั้นจับพลัดจับผลูมาขายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์จิ้งหรีด
ทำไปทำมากลายเป็นขายจิ้งหรีดทอด แมลงทอด
จนมีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์
ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้เลยว่าอะไรคือแฟรนไชส์
เขาล้างหนี้กุ้ง เพราะรุ่งจากแมลง
ในเวลาต่อมา เขาก้าวกระโดดไปยังธุรกิจอีเวนต์
จัดงานให้รัฐวิสาหกิจ ทั้งที่ทำไม่เป็นเลย
เมื่อพบว่าคู่แข่งในอาชีพนี้เยอะมาก
เขาพลิกเกมด้วยการเป็นคนให้เช่าอุปกรณ์ทำอีเวนต์
เวที แสง สี เสียง เขามีทุกอย่างให้เช่า
วันนี้เขาเป็นเบอร์ต้นๆ ของประเทศในการให้เช่าอุปกรณ์จัดงาน
นั่งฟังด้วยความเมามัน(ส์) แต่เขาบอกยังไม่จบ
เพราะธุรกิจของเขายังลามไปถึงโกดังให้เช่าเก็บของ
ขนส่งสินค้าทั่วประเทศ ขายสินค้าออนไลน์ ทำอิฐมวลเบา
และอื่นๆ ที่ก็จำไม่หมด
แต่ทั้งหมดเกิดมาจากความที่ตอนแรกทำไม่เป็น
แต่ในเห็นโอกาส และสนุกไปกับมัน
แววตาที่เขาเล่าให้ฟัง เหมือนเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
วันนี้คุณแบงค์เป็นเจ้าของธุรกิจนับสิบอย่าง มูลค่าหลายร้อยล้าน
และเป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้ให้กับผู้คนมากมาย
แซวเขาว่าถ้ากุ้งไม่เป็นโรค
ป่านนี้โลกของเขา ก็อาจจะอยู่แค่นั้น
เล่ามายืดยาวเพราะประทับใจชีวิตเขาจริงๆ
นี่ล่ะ แนวคิดคนสำเร็จ
สู้ชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
เจอหนี้ ไม่หนี แต่สู้จนปลดได้ และรวยกว่าเดิม
ทำไม่เป็น แต่เมื่อโอกาสมา ก็คว้าไว้ แล้วศึกษาจนทำให้เป็น
ทั้งหมดนี้คุณแบงค์เล่าให้ฟังเป็นชั่วโมง
ไม่ได้ยิน "ข้ออ้าง" สักคำว่าทำไมถึงทำนั่นทำนี่ไม่ได้
เลิกหา "ข้ออ้าง" เลิกจมอยู่กับความล้มเหลวในอดีต
ชีวิตเราไม่ยืนยาวขนาดนั้น
ลงมือทำ ทำไม่เป็นก็เรียนรู้ ล้มก็ลุกขึ้นสู้ใหม่
เมื่อโอกาสมา ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม
สร้างความแตกต่างไม่เหมือนใคร แล้วต่อยอดธุรกิจ
นี่ล่ะครับ เคล็ดลับความสำเร็จของเศรษฐีที่ "รวยด้วยตัวเอง"
ที่เก็บมาฝากทุกคน
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...






