วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เคล็ดลับช่วยทำให้ทานอาหารน้อยลง

ผลการศึกษาจาก Centers for Disease Control and Prevention พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่ลดน้ำหนักสำเร็จ และสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่คงที่ได้นั้นใช้หลักการเดียวกัน คือ ทานอาหารให้น้อยลง ซึ่งหากบางคนรู้สึกทำตามได้ยาก ลองใช้ตัวช่วยดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยลดความอยากลงได้
  1. อย่าทานอาหารขณะดูทีวี เพราะผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซดส์ บอกว่า คนส่วนใหญ๋จะทราบอาหารเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 แคลอรี่เมื่อดูทีวีไปด้วย
  2. อย่าทานขนมขบเคี้ยวจากถุง เพราะโอกาสที่จะทานหมดถุงนั้นมีสูงมาก ควรเทใส่ภาชนะแบ่งเพื่อควบคุมไม่ให้ทานมากจนเกินไป
  3. เคี่ยวอาหารให้ช้าลง เพราะกว่าร่างกายจะส่งสัญญาณว่า "อิ่ม" จากท้องขึ้นไปสู่สมองนั้น ใช้เวลากว่า 20 นาที ดังนั้น ควรชะลอเวลาด้วยการเคี้ยวให้นานขึ้น เพื่อช่วยให้ย่อยง่าย และเว้นช่วงว่างระหว่างคำถัดไปด้วยการหายใจเข้าออกช้าๆ
  4. เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเดินเล่นนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมที่ไม่ต้องเห็นอาหาร เพราะนักวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย พบว่าการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการถอยห่างให้พ้นรัศมีอาหารหรือตู้เย็น จะช่วยลดความอยากลงได้
แหล่งข้อมูลจาก :  หนังสือ Happiness จาก ปตท  | vol 6 / July  | 2554

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

10 best Ways To Live Well

10 วิธีใช้ชีวิตให้สุขสุดๆ
ใครๆ ก็อยากมีความสุข แต่ในชีวิตจริงสำหรับบางคนแล้ว ดูเหมือนความสุขช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากเต็มที แล้วความสุขนั้นหลบไปอยู่ที่ไหน ทำไมผู้คนจึงวุ่นวาย ต่างวิ่งไล่ ไขว่คว้าค้นหาความสุขกันไม่หยุดหย่อน ต่อไปนี้เป็นหลักคิดง่ายๆ 10 วิธี สำหรับทำชีวิตให้มีความสุขสุดๆ

  1. คิดเป็น อันดับแรกของคนที่มีความสุขอยู่เสมอ หมายความว่า คนคนนั้นต้องคิดเป็น คิดเป็นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนช่างคิด แค่มีมุมมองต่อชีวิตในทางที่ถูก พูดง่ายๆ มองบวกคิดบวก อยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ถ้าหัวใจเราพร้อมสุข แต่ถ้าคิดทุกอย่างหรือทุกอย่างเป็นลบ อยู่ที่ไหนก็คงได้แต่ถอนใจเพราะมองแต่เรื่องไม่เป็นสุข คนที่คิดบวกอยู่เสมอจะเป็นคนที่มีความสุข แม้เมื่อเจอสถานการณ์ย่ำแย่ ก็ยังมองเห็นทางออก คิดหาหนทางคลี่คลายได้และสุขใจได้เสมอ

    เติมสุขกันสักนิด : ชื่นชมสิ่งเล็กๆ ที่ดีในแต่ละวัน เช่น เพื่อนเก่าโทรมา เพื่อนบ้านยิ้มทักทาย เห็นดอกไม้บานสวยงาม
  2. แก้ปัญหาให้เป็น เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ต้องรู้จักตั้งรับ หาทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หาวิธีหนีปัญหา แต่ควรประเมินสถานการณ์ ประเมินตัวเอง สอบถามผู้รู้ หรือขอคำแนะนำ ปัญหาบางอย่างแก้ได้ในคราวเดียว บางอย่างต้องคอยแก้ไขไปทีละเปลาะ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลาย ตัวเราก็จะได้ฝึกรับมือกับปัญหาได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หรือปัญหาที่เคยมีก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอีกต่อไป ที่สำคัญต้องมีจิตใจเป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้กับปัญหา ถ้าคอยแต่จะหนีปัญหา ไม่หาหนทางแก้ปัญหา สุดท้ายก็ต้องจมมุมอยู่ดี แถมพ่วงด้วยปัญหาที่ซ้ำเติมหนักขึ้นไปอีก ปัญหาบางอย่างที่ว่าหนักหนาแก้ได้ง่ายนิดเดียว ด้วยการพลิกมุมมอง เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ด้วยการทำความเข้าใจ แล้วก็จะหมดปัญหาไปเอง

    เติมสุขกันสักนิด : เวลาเกิดปัญหาให้ใจเย็น คิดก่อนพูด อย่ามองปัญหาจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว ทำใจให้สงบ เอาเวลาไปทำในสิ่งที่สบายใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเจอเพื่อนฝูง แล้วกลับมาทบทวนใหม่ จะมองเห็นทางออกได้ง่ายขึ้น
  3. ปล่อยวางให้เป็น เรื่องบางเรื่องไม่ควรเก็บเอามาเป็นขยะให้รกใจ โดยเฉพาะเรื่องความผิดพลาดที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ ต้องรู้จักทำใจและปล่อยวางให้ได้ ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เราก็ต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ สารพัด ถ้ามัวเก็บเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคิด ก็คงจมปลักอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ยิ่งไม่ต้องใส่ใจ บางคนทุกข์เพราะถูกนินทา ทุกข์เพราะคนที่รักไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นอย่างที่คิด ถ้ารู้จักโยนทุกข์ที่แบกได้ทิ้งไป ชีวิตก็โล่ง โปร่ง เบา มีแต่เรื่องสุขๆ เข้ามาแทนที่

    เติมสุขกันสักนิด : การให้อภัยทำให้หัวใจเบาขึ้นอีกเยอะ ถ้ารู้จักให้อภัยไม่แบกความขุ่นมัวไว้ในใจ ก็เท่ากับเติมความสุขในใจให้รู้สึกได้ทันที
  4. เปิดใจให้กว้าง คนเราถ้าไม่รู้จักเปิดหัวใจให้กว้าง พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ชีวิตก็จะคล้ายนิ่งขัง ที่รอวันจะกลายเป็นน้ำเน่า ไม่มีทางไหลออกไปไหน การยึดมั่นอยู่กับความคิดเดิมๆ มากเกินไป อาจกลายเป็นบั่นทอนสุขภาพจิตได้ ยกตัวอย่าง คนที่เพอร์เฟ็คชั่นนิสต์มากๆ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็ค ต้องออกมาดี อะไรที่เป็นความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะทำให้หงุดหงิดหัวเสียหรือวิตกกังวลไปทั้งวันคงไม่ทำให้ใจสุขแน่ คนที่เปิดหัวใจออกกว้าง มองโลกในมุมใหม่ๆ เปิดรับความหลากหลาย ใช้ชีวิตอย่างคนใจกว้างและยืดหยุ่น จะทำให้ชีวิตเป็นสุขได้ง่ายกว่า ถ้าใจเราปิดไม่พอใจอะไรง่ายๆ สักอย่าง แล้วจะหาความสุขได้อย่างไร เพราะหันซ้ายหันขวาก็จะติดขัดไปหมด แถมยังทำให้คนอื่นๆ หมดความสุขไปด้วย ลองเปิดใจมองชีวิตในมุมใหม่ๆ พร้อมจะเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากจำเจ จะช่วยให้หัวใจเป็นสุข ชีวิตสดชื่นรื่นเริงยิ่งขึ้น

    เติมสุขกันสักนิด : เลิกทำตัวแบบซ้ำซากจำเจ หาอะไรแปลกใหม่ทำดูบ้าง เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองลุกขึ้นมาทำกับข้าวเมนูใหม่ๆ แปลกๆ ให้ที่บ้านทาน ไปหัดร้องเพลง หรือเล่นกีฬาที่อยากจะลองเล่นดู หาอะไรใหม่ทำ เติมความกระชุ่มกระชวยในจิตใจ
  5. ทำงานเป็น งานเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต นอกจากเป็นที่มาของรายได้แล้ว ยังทำให้รู้สึกตัวเองมีคุณค่า ถ้างานราบรื่น ลงตัว ชีวิตก็ลอยลำพุ่งไปข้างหน้า ยิ่งเป็นงานที่รักด้วยแล้ว ก็เหมือนได้อยู่กับคนที่รัก ทำอะไรก็เป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานอะไร ถ้ารู้จักการจัดการ รู้จักจัดลำดับก่อนหลัง รู้ถึงความยากง่ายของงาน แล้วทำไปตามขั้นตอน ที่สำคัญต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับทีมเวิร์ค ไม่ว่าลุยเดียวหรือทำงานเป็นทีม อีกอย่างเวลาต้องรู้จักเว้นที่ไว้ให้คนอื่นบ้าง ต้องรู้จักยกความดี ความชอบให้กับคนอื่นๆ ด้วย

    เติมสุขกันสักนิด : ลงมือทำงานทันที อย่ามัวแต่โอ้เอ้ ผัดวันประกันพรุ่ง ควรทำงานยากๆ ให้เสร็จก่อน จะช่วยให้จัดการงานได้ดีขึ้น การงานเข้าที่เข้าทาง มีประสิทธิภาพ ไม่คั่งค้าง ไปทำอะไรที่ไหนใจก็เป็นสุข ไม่ต้องคอยกังวล
  6. รู้จักรับและให้ ก็ชีวิตคนเราต้องมีการรับและการให้อยู่ตลอดเวลา การเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่ดี จะช่วยให้ชีวิตเปี่ยมสุขยิ่งขึ้น บางคนเคยชินแต่เป็นผู้ให้ ไม่รู้จักบทบาทของการเป็นผู้รับ ถึงเวลาต้องรับก็รับไม่เป็น ทำให้ชีวิตยุ่งยาก ไม่มีความสุขเท่าที่ควร เช่น บางคนเจ็บป่วยไม่ยอมรับให้ใครเข้ามาดูแล ก็ทำให้ลำบากใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย การยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ขณะที่บางคนก็เคยชินกับการรับจนเคยตัว เห็นเขาเคยให้ พอเขาไม่ให้ก็โกรธเคือง คาดหวังว่าคนอื่นจะให้คุณตลอดเวลา ไม่เคยลิ้มรสความสุขของการเป็นผู้ให้ หรือให้ก็ด้วยคาดหวังบางสิ่งบางอย่างกลับมาเสมอ ไม่ได้ให้ด้วยน้ำใสใจจริง ก็เหมือนให้ใครไม่เป็น ทางที่ดีต้องรู้จักจังหวะของการรับและการให้ ทำตัวเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่ดีจะช่วยเติมเต็มความสุขได้

    เติมสุขกันสักนิด : แค่รอยยิ้มก็เป็นการให้ที่สร้างความสุขใจได้ทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย
  7. ใช้จ่ายอย่างสมดุล หลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้มีชีวิตที่เป็นสุขได้ก็คือ ไม่ใช้มากกว่าที่หาได้ แต่ยุคนี้ดูเหมือนใครๆ ต่างพากันลืม หรือไม่ก็แกล้งลืมหลักคิดดีๆ ข้อนี้ไปเสีย มักจะหันมาเชื่อคำโฆษณาที่ชักชวนให้ควักกระเป๋าอยู่ทุุกวันว่า "ดาวน์ต่ำ ดอกถูก" "ผ่อนน้อย ผ่อนนาน" ถ้าเผลอตัวเผลอใจเมื่อไร หนี้สินก็พอกพูนพร้อมดอกเบี้ยอีกมากมาย แต่อย่างนี้ในใจจะหาความสุขแท้จริงได้จากไหน สิ้นเดือนทีก็ต้องคอยผ่อนดอกเบี้ย ผ่อนเงินต้น เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องที่เรากำหนดความสุขให้ตัวเองได้ ต้องรู้จักวางแผนการใช้เงิน เผื่อขาดเผื่อเหลือ และเผื่อเก็บให้ดีๆ แล้วทำตามนั้นให้ได้ อะไรที่ฟุ่งเฟื่อยไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องมี เพราะถ้าใช้แล้วมีหนี้ตามมา ความสุขในชีวิตก็คงลดน้อยลงเรื่อยๆ ทางที่ดีไม่ควรเพิ่มภาระหนี้สิน ผ่อนโน้นผ่อนนี่ตามสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นต่อมอยากโดยไม่จำเป็น

    เติมสุขกันสักนิด : หาเทคนิคประหยัดตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไว้แต่ละเดือน สมทบเป็นยอดฝากเพิ่มเติมจากยอดประจำ แล้วจะดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นยอดเงินในบัญชีทยอยเพิ่มขึ้น
  8. รู้จักใช้เวลา ที่มาของความสุขอีกทางหนึ่งก็คือ ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ รู้จักสร้างโอกาสให้กับตัวเองและผู้อื่น การได้ใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่ชอบจะทำให้มีความสุขและเพลิดเพลิน บางคนชอบจัดดอกไม้ ทำอาหาร เล่นดนตรี ถ้าเป็นสิ่งที่ชอบและอยากจะทำก็ทำไปเถอะ จะช่วยทำให้มีความสุขมากขึ้น บางคนก็ชอบไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า ไปเล่นดนตรีที่บ้านเด็กกำพร้า อ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น เดินทางไปปลูกป่า ไปช่วยสร้างบ้านดิน เป็นต้น ควรทำอะไรก็ได้ที่ใจรักหรือทำได้ดี เพราะถ้าทำออกมาไม่ดี ก็อาจนึกตำหนิตัวเอง ทำให้ความสุขลดลงได้ การได้ทำกิจกรรมที่ตนเองรักและถนัดจะทำให้มีความสุข แต่ถ้าไปฝืนทำกิจกรรมที่ตนไม่ชอบ แม้จะเป็นกระแสก็เถอะ จะทำให้เบื่อไม่อยากทำ สุดท้ายก็เลิกทำ หรือบางทีอาจทำให้รู้สึกแย่ได้

    เติมสุขกันสักนิด : สร้างสรรค์ผลงานชิ้นโปรด ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานปั้น เย็บปักถักร้อย จัดสวน ฯลฯ เป็นความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสร้างความสุขใจไปอีกนาน
  9. พอใจในสิ่งที่มี รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ความพอใจในตัวเองเป็นพื้นฐานของความสุขในชีวิต คนเราถ้าไม่พอใจตัวเอง ก็คงไม่พอใจใครๆ หรืออะไรได้ง่ายๆ ควรพอใจในตัวเอง พอใจในสิ่งที่มี อย่าไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คนที่ชอบเปรียบเทียบอยู่เสมอโดยเฉพาะกับคนที่มีมากกว่า เก่งกว่า จะทำให้ไม่มีความสุข บางคนทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่พอเริ่มเปรียบเทียบ ความสุขก็หายวับไปทันที อย่างบางคนรถที่ใช้อยู่ก็รู้สึกว่าหรูหราดีอยู่แล้ว แต่พอหันไปเห็นเพื่อนบ้านออกรถรุ่นใหม่ล่าสุดเท่านั้น ความสุขความพอใจในรถที่ใช้ก็หดหายไปในทันที อยากจะถอยป้ายแดงกับเขาบ้าง ก็เริ่มดิ้นรนขวนหวายใหม่ ถ้าไม่รู้จักตัดใจให้พอใจในสิ่งที่มีที่ได้ อย่างนี้จะมีความสุขยั่งยืนได้อย่างไร

    เติมสุขกันสักนิด : สระว่ายน้ำในบ้าน หรือรถยนต์รุ่นล่าสุดก็ไม่ใช่คำตอบของการเดินทางอยู่ดี เอาเวลาที่ต้องนั่งทำงานหนัก เพื่อจะมาซื้อมาผ่อนของแพงๆ ฟุ่มเฟื่อยเหล่านี้ มามีความสุขในครอบครัวและเพื่อนฝูงดีกว่า
  10. ยอมรับตัวเองและยอมรับผู้อื่น คนที่มีความนับถือตัวเอง ก็จะรู้จักยอมรับนับถือผู้อื่น และวางตัวได้อย่างเหมาะสม การวางตัวได้พอเหมาะพอดีเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ มีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย เข้าที่ไหนก็ได้ หายไปคนก็คิดถึง อยู่ที่ไหนก็ใจสบายเป็นสุข รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา นึกถึงแต่ข้อดี มองข้ามข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คน แล้วความสัมพันธ์จะราบรื่น ยืนยาว ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องสุขๆ

    เติมสุขกันสักนิด : รักและยอมรับคู่ครองของเราอย่างที่เขาเป็น ให้เกียรติกันและกัน ดูแลใส่ใจกันอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งข้อมูลจาก : วารสาร happines, ptt, Vol. 5 | Apr. - Jun. 2011

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ตากุ้งยิง (stye,hodeolum)

เมื่อวันพุธที่ 30 มีนาคม 2554 ช่วงดึกๆ กำลังนั่งทำงานที่โต๊ะคอมพิวเตอร์อยู่ ก็รู้สึกเจ็บตาๆ (แต่จริงๆ รู้สึกเจ็บตามาช่วงหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้สักสองสามวัน แต่อาการเจ็บตาก็หายไป เพิ่งกลับมาเป็นใหม่อีก) แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นอะไร คิดว่าน่าจะเป็นอาการที่เคยเจ็บตาบ้างหากเราใช้คอมพิวเตอร์นานๆ  (นานๆ จะเป็นสักครั้งหนึ่ง) และก็จะหายไปในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2554 เริ่มรู้สึกเจ็บตามากขึ้นในช่วงเช้า และใกล้ๆ เที่ยงได้สังเกตว่าดวงตาขวาเริ่มมีอาการบวมที่เปลือกตาบนที่หัวตา จนสังเกตได้ว่าเป็นอาการกุ้งยิงและมีอาการเจ็บมาก ซึ่งมาปิดบังการมองเห็นตาข้างขวาอย่างรู้สึกได้ จนรู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ไหวแล้ว จึงได้ไปหาหมอในช่วงบ่ายที่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน (สะพานควาย)

หมอบอกว่าจะต้องผ่าออกเพราะสุกแล้ว การผ่าออกจะทำให้หายได้เร็วกว่า แต่จะต้องทนเจ็บนิดหนึ่ง และเมื่อเจาะเอาหนองที่ตาออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปิดตาข้างขวา ทำให้รู้สึกว่าการมองลำบากขึ้น จนต้องใช้มือจับตาข้างขวาไว้จะทำให้รู้สึกว่าการมองดีขึ้น และเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มปรับตัวได้บ้างในการใช้สายตาข้างซ้ายเพียงข้างเดียว (แต่ก็ยังลำบากอยู่ดี)

วันนี้เริ่มลองมาค้นหาว่าทำไมจึงเป็นกุ้งยิงได้ ก็ได้ความรู้จากเว็บไซต์หลายแห่ง สรุปได้ดังนี้
  1. กุ้งยิงคืออะไร
  2. ประเภทของกุ้งยิง
  3. สาเหตุที่เป็นกุ้งยิง
  4. การป้องกันกุ้งยิง
  5. อาการกุ้งยิง
  6. วิธีการรักษากุ้งยิง
  7. โรคแทรกซ้อน
กุ้งยิงคืออะไร
กุ้งยิงเป็นการอักเสบของหนังตา หมายถึง ตุ่มฝีเล็กๆ ที่ขอบเปลือกตา ซึ่งอาจพบได้ที่เปลือกตาบนหรือล่าง

ประเภทของกุ้งยิง
กุ้งยิงแบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้
  1. ชนิดหัวผุดนอก เป็นการอักเสบที่ขนตา(hair follicle) เรียก External Hordeolum  จะเกิดการอักเสบของต่อมขับไขมันบริเวณผิวหนังตรงโคนขนตา จะเป็นหัวฝีผุดให้เห็นชัดเจน ตรงบริเวณขอบตา มีลักษณะสีเหลือง ตรงกลางรอบๆ นูนแดง และกดเจ็บ
  2. ชนิดหัวหลบใน เป็นอักเสบที่ต่อมไขมันที่เปลือกตาเรียก Internal Hordeolum จะเกิดการอักเสบของต่อมขับไขมันบริเวณเยื่อบุเปลือกตา (เนื้อเยื่อสี ชมพูที่อยู่ลึกจากขอบตาเข้าไปต้องปลิ้นเปลือกตาจึงจะเห็น)

    หัวฝีจะหลบซ่อนอยู่ด้านในของเปลือกตา คนไข้จะรู้สึกปวดที่เปลือกตา เมื่อใช้นิ้วคลำกดดูจะพบตุ่มแข็งและเจ็บ เมื่อปลิ้นเปลือกตาจะเห็นหัวฝีมีลักษณะสีเหลืองๆ บางครั้งต่อมขับไขมันบริเวณเยื่อบุเปลือกตานี้ อาจมีการอุดตันของรูเปิดเล็กๆ ทำให้มีเนื้อเยื่อรวมตัวอยู่ภายในต่อม กลายเป็นตุ่มนูนแข็งๆ ไม่เจ็บปวดอะไร ภาษาหมอเรียกว่า"คาลาเซียน" (chalazion) ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์ บางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบ คล้ายกุ้งยิงชนิดหัวหลบในได้
     
สาเหตุที่เป็นกุ้งยิง
กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคที่เรีย (มักเป็นเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นส่วนใหญ่) บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อซึ่งมีอยู่เป็นปกติในบริเวณนั้นตามมา สาเหตุที่ทำให้เกิดติดเชื้อได้ง่ายได้แก่
  • เปลือกตาไม่สะอาด มักเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
  • ใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมดหรือล้างไม่สะอาด
  • ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด
การป้องกันกุ้งยิง
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ พยายามรักษาความสะอาด ไม่เอามือสกปรกไปขยี้ตารักษาความสะอาดบริเวณใบหน้าและเส้นผม สระผมบ่อยๆ อย่าให้ผมแยงตา และเมื่อสงสัยหรือเริ่มมีอาการ ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

อาการกุ้งยิง
ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดหนังตา กลอกตาหรือหลับตาจะทำให้ปวด บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา คลำได้ก้อนหรือเห็นเป็นก้อนที่เปลือกตา บางคนบวมมากจนตาปิด บางคนมีหนองไหลออกจากเปลือกตา หากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว

วิธีการรักษากุ้งยิง
เมื่อสงสัยว่าเริ่มเป็นตากุ้งยิง ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะในระยะแรกจะมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าได้ใช้ยาทันท่วงที และใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่เป็น จะทำให้ไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝีขึ้น กุ้งยิงก็จะหายได้โดยการใช้ยาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องผ่าฝี การใช้ยาควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย แต่ในรายที่เป็นฝีหรือตุ่มเป็นไตขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องทำการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริง ๆ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาให้หายขาดและไม่ให้เป็นซ้ำอีก ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี
  • การผ่าตัดระบายหนอง
         จักษุแพทย์จะใช้ยาชาหยอดตาให้ชา และใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีด ดังนั้นขณะที่ทำคนไข้จะไม่เจ็บ
หลังการเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้นเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
  • การดูแลตนเองถ้าเป็นกุ้งยิง
          - ประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหรือไข่ต้มสุกห่อผ้าสะอาดบริเวณที่เป็นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที่ เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้
          - ล้างมือบ่อยๆ
          - งดทาเครื่องสำอาง
          - หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์
          - ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น

โรคแทรกซ้อน
  • หากไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
  • ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

วันวัณโรคโลก 24 มีนาคม

จัดกิจกรรมวันวัณโรคโลก 24 มีนาคม 2554 เวลา 7.00 - 12.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติชั้น 1 รพ.พระมงกุฎเกล้า กิจกรรมในงานมีดังนี้
  1. วัดความดัน
  2. ชั่งน้ำหนัก
  3. ตรวจไขมันสะสมใต้ผิวหนัง
  4. ให้คำปรึกษาสุขภาพเกี่ยวกับวัณโรค
  5. นิทรรศการความรู้
  6. เสวนาโดยแพทย์ รพ. พระมงกุฎเกล้า เวลา 10.00 - 11.00 น.


วัณโรค โรคร้ายที่ไม่น่ากลัว


  1. วัณโรคติดต่อได้อย่างไร
  2. อาการสำคัญของวัณโรคปอด
  3. วัณโรคกับเอดส์ คู่หูตัวร้าย
  4. เมื่อไรควรไปตรวจหาเชื้อวัณโรค
  5. การวินิจฉัยวัณโรค
  6. วัณโรครักษาหายได้
วัณโรคติดต่อได้อย่างไร
วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
 

ติดต่อโดยผู้ป่วยไอ-จาม ไม่ปิดปากปิดจมูก ผู้อยู่ใกล้หายใจที่มีเชื้อเข้าสู่ร่างกาย


วัณโรคเป็นได้กับทุกส่วนของร่างกายของร่างกายแต่ที่พบมาก คือ วัณโรคปอด

อาการสำคัญของวัณโรคปอด
  • ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
  • ไอมีเสมหะปนเลือด
  • อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไอแห้งๆ หรือมีเสมหะ น้ำหนักลด เจ็กหน้าอก ไข้ต่ำๆ
วัณโรคกับเอดส์ คู่หูตัวร้าย
  • การติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง โอกาสป่วยเป็นวัณโรครวดเร็วและรุนแรงมากกว่าผู้ที่ไม่ติดเชื้อเอชไอวี
  • ผู้ป่วยวัณโรคหากทราบสถานภาพการติดเชื้อเอชไอวี สามารถรักษาโรคร่วมกัน เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น
เมื่อไรควรไปตรวจหาเชื้อวัณโรค
  • ผู้ที่มีอาการสงสัยวัณโรค
    -  ไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์
    - ไอมีเสมหะปนเลือด
  • ผู้อาศัยร่วมบ้าน หรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคปอดที่เสมหะตรวจพบเชื้อ โดยเฉพาะเด็กเล็ก
  • ผู้ติดสารเสพติดชนิดฉีด
  • ผู้มีประวัติต้องขังในเรือนจำ
  • ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต
  • ผู้ติดเชื้อเอชไอวี / ผู้ป่วยเอดส์

การวินิจฉัยวัณโรค
แนะนำไปสถานที่บริการสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน

  • เอกซเรย์ปอด
  • ตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรค
วัณโรครักษาหายได้
  • มียารักษาวัณโรคที่มีประสิทธิภาพสูงในการรักษา
  • ใช้เวลาในการรักษา 6-8 เดือน
  • กินยาครบทุกเม็ด ครบทุกมื้อ ไม่ดื้อยา
  • ไม่หยุดยาเอง
  • หากมีอาการแพ้ยาควรรีบปรึกษาแพทย์
  • มีพี่เลี้ยงดูแลการกินยาจนครบการรักษา



เมนูแนะนำ "เต้าฮวยน้ำขิงแก่" สำหรบดูแลสุขภาพ
ส่วนประกอบ
  1. เต้าหู้ขาว 1 หลอด (220 กรัม)
  2. ถั่วแดงหลวงต้มสุก 80 กรัม
  3. ถั่วทองนึ่งสุก 80 กรัม
  4. ขิงแก่ 1,000 กรัม
  5. น้ำตาลแดง 40 กรัม
  6. น้ำเปล่า 500 มิลลิลิตร
** รับประทานได้ 8 ถ้วนเล็ก/น้ำหนักโดยประมาณ 46.5 กรัม/ถ้วยเล็ก
วิธีการปรุงประกอบ
  1. ล้างขิงให้สะอาดทุบพอแตกห่อผ้าขาวบางใส่ในน้ำต้มเดือดใส่น้ำตาลทรายแดงตั้งไฟให้ร้อนอยู่เสมอ ประมาณ 20 นาที จะได้กลิ่นหอมและความเผ็ดจากขิง
  2. นำเต้าหู้ขาวมานึ่งโดยตั้งลังถึงใส่ขิงแก่ทุบพอแตกในน้ำที่ใส่ลังถึง เพื่อให้เต้าหู้มีกลิ่นหอมจากขิง
  3. ตักเต้าหู้ใส่ถ้วยตักน้ำขิงใส่โรยหน้าด้วยถั่วทองนึ่งสุกและถั่วแดงหลวงต้มสุกรับประทานร้อนๆ
หมายเหตุ
สามารถใส่ธัญพืชอื่นแทนลงไปได้ เช่น ข้าวโพด ลูกเดือย เป็นต้น เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ

แหล่งข้อมูลจาก :  เอกสารแจก เรื่อง "วัณโรค โรคร้ายที่ไม่น่ากลัว"| สำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  | สนับสนุนโดย sanofi aventis

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

เกร็ดความรู้...หลากหลายเรื่อง

ผิวสะอาดอ่อนนุ่ม
ใช้แป้งข้าวจ้าวผสมน้ำมะนาวพอเละๆ พอกผิว จะช่วยให้ผิวสะอาด อ่อนนุ่ม และแก้สิวผ้าได้อีกด้วย

มะลิงาม
น้ำซาวข้าวและน้ำล้างปลา เป็นปุ๋ยที่ดีของต้นมะลิ ต้นมะลิจะงามกว่าใช้น้ำเปล่า

กันมอดขึ้นข้าวสาร
ล้างกระดองปูทะเลให้สะอาด ตากแดดให้แห้งแล้วใส่ในถังข้าวสาร มอดจะไม่มารบกวน

แก้ท้องผูกและเบื่ออาหาร
คั้นมะนาว 1 ลูก ผสมน้ำอุ่นครึ่งแก้ว ดื่มให้หมด จะได้ผลโดยไม่ต้องใช้ยา ทั้งยังช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นขึ้น จะดื่มเป็นประจำก็ได้

หอยคายทราย
วิธีทำให้หอยคายทรายและสิ่งสกปรก ก่อนนำไปประกอบอาหารรับประทาน นำหอยไปแช่น้ำใส่เกลือลงไปด้วยสักกำมือ จะช่วยเร่งให้หอยคายทรายเร็วกว่าแช่น้ำเปล่า

ตู้เสื้อผ้าหอม
ใส่เศษสบู่กลิ่นที่ชอบไว้มุมใดมุมหนึ่งของตู้เสื้อผ้า กลิ่นสบู่จะหอมไปทั่วตู้

กำจัดกลิ่นจากโถส้วม
ใช้น้ำมันก๊าดประมาณ 1 ขวดใหญ่ เทราดลงไปในคอห่าน แล้วราดน้ำตามลงไป กลิ่นเหม็นจะลดลง

ขจัดกลิ่นเหม็นในตู้เย็น
นำกากใบชาหรือกาแฟที่ชงแล้วใส่ในตู้เย็น จะช่วยดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ได้

ลับมีดให้คมนาน
หยดน้ำมันก๊าด 2-3  หยดลงบนหินลับมีด แล้วลับไปตามปกติ มีดจะคมกริบตามต้องการ

กระจกเงาใสสะอาด
บีบยาสีฟันลงบนกระจก ใช้ผ้าชุบน้ำละเลงยาสีฟันให้ทั่วกระจก ทิ้งไว้สักครู่ เช็ดออกด้วยผ้าสะอาด กระจกจะเงางามเป็นประกาย

ประหยัดแก๊ส
ควรใช้เตาแก๊สแบบประหยัด ทำได้โดยปรับเปลวไฟให้เป็นสีน้ำเงินเสมอ และไม่ควรเปิดไฟแก๊สให้สูงกว่าก้นหม้อ ควรปรับระดับไฟให้พอดีกับก้นหม้อ

ดับกลิ่นเหม็นในถังขยะ
ใส่เปลือกมะนาว เปลือกส้มเขียวหวาน หรือเปลือกส้มโอ ลงไปในถังขยะ กลิ่นส้มจะช่วยลดกลิ่นเหม็นให้น้อยลง

ขจัดราที่ขอบยางประตูตู้เย็น
ใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชู เช็ดถูกตรงขอบยางประตูตู้เย็นที่เป็นรา ราจะออกได้โดยง่าย

รักษาไม้กวาดดอกหญ้าให้ใช้ได้นาน
จุ่มไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อมาใหม่ ลงในน้ำเกลือร้อนๆ ขนไม้กวาดจะเกาะตัวกันไม่ขาดง่าย

ว่านหางจระเข้ ช่วยขจัดรังแค
นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก เอาแต่เนื้อผสมกับน้ำสะอาด คั่นจนเป็นฟองคล้ายแชมพู นำมานวดให้ทั่วศีรษะ แล้วทิ้งไว้ 1/2 - 1 ชั่วโมง แล้วล้างออก จากนั้นสระผมตามปกติ รังแคจะเบาบางลง

หัวหอมใหญ่ป้องกันโรคมะเร็งตับและลำไส้
ผลการวิจัยของนักวิจัยมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกาพบว่า หัวหอมใหญ่มีสารแอนตี้ออกซิแดนต์สูงมาก จึงช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

น้ำผึ้งหยดเดียว
แม้น้ำผึ้งจะมีแคลอรี่มากกว่าน้ำตาล (65 แคลอรี่ / 45 แคลอรี่) แต่น้ำผึ้งประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของเซลล์แก่ก่อนวัยมากพอๆ กับที่มีในผัก-ผลไม้ อีกนิด น้ำผึ้งสีเข้มมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าสีอ่อน

นอนไม่หลับ น้ำผึ้งช่วยได้
ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่น หรือนมร้อน ดื่มก่อนนอน จะช่วยให้หลับสบาย

ดื่มน้ำมะเขือเทศป้องกันเลือดเป็นลิ่ม
น้ำมะเขือเทศช่วยลดความเสี่ยงต่อารเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินโลหิตและหัวใจ รวมถึงภาวะเลือดจับตัวเป็นลิ่มได้

ต้มผักให้เขียว น่ารับประทาน
เหยาะเลือกลงไปเล็กน้อย แล้วตามด้วยน้ำมันพืช จะช่วยให้ผิวของผักมันวาว ดูน่ารับประทานมากขึ้น แต่ถ้าเป็นผักที่มีสีขาว เช่น กระหล่ำปลี ให้เหยาะน้ำส้มสายชูลงในน้ำดื่ม ผักจะดูขาว ใส น่ากิน

บร็อคโคลี่
ผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน ระบุว่า มีผัก-ผลไม้ 5 ชนิด ที่มีสารประกอบที่ทำหน้าที่เหมือนยาที่ให้การรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ คือ บร๊อคโคลี่ มันฝรั่ง ส้ม แอปเปิล และหัวไชเท้า โดยบร๊อคโคลี่มีสารดังกล่าวมากที่สุด

ข้าวโพดสุกต้านมะเร็ง
ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ สหรัฐอเมริกา พบว่า ข้าวโพดหวานที่ต้มสุกแล้ว จะมีฤทธิ์ในการล้างพิษภายในร่างกายได้สูงกว่าปกติ ข้าวโพดหวานตามธรรมชาติ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีกรดเฟรุลิก ซึ่งมีคุณสมบัติสำคัญต่อต้านความแก่ ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต จึงป้องกันมะเร็งผิวหน้าได้

ผลการวิจัยพบว่า การต้มข้าวโพดที่ 115 องศาเซลเซียล มีผลดังนี้

ข้าวโพดที่ผ่านการต้มหรือปิ้ง โดยถูกความร้อนสูงขึ้นและเป็นเวลานาน ปริมาณของสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และกรดเฟรุลิกจะเพิ่มมากขึ้นด้วย

ชาเขียว และชาดำ
ดื่มชาเขียวและชาดำ วันละ 1 ถ้วยทุกวัน สามารถยับยั้งการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้ เพราะใบชาเขียวและชาดำ มีสารที่ช่วยยับยั้งการเปิดปฏิกิริยาเบต้าซีเครเทส ที่เป็นขั้นตอนในการผลิตตะกอนโปรตีนในสมอง อันเป็นสาเหตุของการป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์

โหระพาบรรเทาโรคเข่าเสื่อม
ล้างโหระพาให้สะอาด ไม่ต้องเด็ดรากทิ้ง ตำพอละเอียด ใส่เหล้าขาว 40 ดีกรี ค้นให้เข้ากัน ตั้งไฟพอร้อน ไม่ต้องเดือด พออุ่นนำไปดอกเข่า 10 - 15 นาที ทำวันละ 1 - 2 ครั้ง

ห้องครัว
อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะครัวเป็นขุมพลังของบ้าน

ไข่และส้ม
ในบ้าน ควรมีไข่และส้มไว้ในตะกร้าเสมอ อย่าให้ขาด เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุงเข้าบ้าน ทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุขตลอดไป ไข่และส้ม เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความโชคดี

หมักเนื้อไก่ให้นุ่มและหวาน
บีบมะนาวราดให้ทั่วตัวไก่ หมักไว้อย่างน้อย 30 นาที เมื่อนำไปปรุงอาหาร เนื้อไก่จะหวานและนุ่มขึ้นมาก

หุงข้าวให้นิ่ม น่ารับประทาน
ซาวข้าวเสร็จ เติมน้ำพอเพียงแล้ว บีบมะนาวลงไป 2-3 หยด จะทำให้ข้าวนุ่มน่ารับประทาน

ทอดอาหาร ไม่ให้อมน้ำมัน
รอให้น้ำมันเดือด ใส่น้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย แล้วนำอาหารนั้นลงไปทอด อาหารจะไม่อมน้ำมัน และกรอบอร่อย

ทอดไข่เจียวให้ฟู น่ารับประทาน
บีบน้ำมะนาวลงไปผสมในไข่ คนให้เข้ากัน ทอดในน้ำมันที่ร้อนจัดจะทำให้ไข่ฟู สีสวย ดูน่ารับประทานมากขึ้น

ทอดเบคอนไม่ให้งอ
นำเบคอนจุ่มนมสด ให้ทั่วทั้งแผ่น นำไปทอดในกระทะแบน โดยไม่ต้องใส่น้ำมัน ใช้ไฟปานกลาง ทอดจนเบคอนเหลืองกรอบน่ารับประทาน ไม่หงิกงอ

ไล่แมลงวัน
แมลงวันชอบเข้ามาอยู่ในครัว เอาน้ำอุ่นใส่น้ำครึ่งแก้ว เติมน้ำส้มสายชู 2 - 3 ช้อนโต๊ะ ใส่น้ำตาลนิดหน่อย ปิดฝาแก้วด้วยพลาสติก จิ้มรูไว้หลายๆ รู แมลววันได้กลิ่นจะบินหนีไป

ไล่แมงมุม
แมงมุมชอบชักใยตามซอกมุมต่างๆ วิธีไล่แมงมุมง่ายๆ คือ วางชามใส่เกลือไว้ตรงซอกที่แมงมุมชอบชักไย เกลือจะดูดความชื้นทำให้แมงมุมสร้างใยไม่สำเร็จ

ขจัดรอยเปื้อนบนพื้นกระเบื้องยาง
บีบยาสีฟันลงบนแปรงสีฟัน นำไปถูบริเวณรอยเปื้อนแรงๆ จะทำให้รอยเปื้อนหลุดออกไปได้โดยง่าย

ตอกตะปูที่ฝาผนัง ไม่ให้งอ
ก่อนนำตะปูไปตอกฝาผนัง ให้จุ่มปลายตะปูลงในน้ำส้มสายชูหรือน้ำมันพืช จะตอกได้คล่องและไม่งอ

ทาสีกำแพงให้ติดอยู่ทนทาน
ก่อนทาสี ให้ล้างกำแพงให้สะอาดด้วยน้ำมันสนเพื่อขจัดคราบสกปรก สีจะติดทนนาน ไม่ร่อนออกง่าย

ขจัดสนิมบนราวตากผ้า
หาเศษผ้าชุบน้ำส้มสายชู ถูให้ทั่ว แล้วใช้น้ำสบู่ถูทับอีกที จากนั้นเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ตามด้วผย้าแห้งอีกครั้ง สนิมบนราวผ้าจะหมดไป

ขจัดสนิมบนมีด
นำมีดถูกกับมะนาวหรือหัวหอม แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง

ขจัดคราบเหนียวบนผนังตู้เย็น
เทน้ำมันพืชลงบนกระดาษเช็ดมือ ถูจนสะอาด ทำสัก 2 - 3 ครั้ง น้ำมันพืชจะไม่ทำลายความเงางามของตู้เย็น

แสงแดดอ่อนๆ ป้องกันโรคซึมเศร้า
แสงแดดอ่อนๆ ช่วยลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโดนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ ถ้าอยู่ในที่มืด ฮอร์โมนตัวนี้จะสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการง่วงเหงาซึมเศร้าได้

กินหวานมาก ทำให้ผิวเหี่ยว
เมื่อร่างกายมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมาก จะไปเกาะติดกับเส้นใยโปรตีนที่อยู่ระหว่างเซลล์ผิว ทำให้เกิดภาวะผิวเครียดขึ้น นำไปสู่อาการแก่ก่อนวัย ผิวหยาบกร้าน และเหี่ยวย่นในที่สุด

ฝึกกลั้นหายใจ ชะลอหน้าแก่ก่อนวัย
หายใจออกทางปากอย่างช้าๆ จนสุดลม แล้วหายใจเข้าทางจมูกอย่างช้าๆ ให้เต็มปอด กลั้นไว้ระยะหนึ่ง แล้วจึงหายใจออกอย่างช้าๆ ทำอย่างนี้วันละ 2 ครั้งๆ ละ 20 นาที จะช่วยชะลอผิวแก่ก่อนวัย และรอยคล้ำได้

เต้นรำ ทำให้ผิวสวยได้
การเต้นรำวันละ 20 นาที ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ กระตุ้นระบบการหายใจ และระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้เลือดลมเดินทั่วผิว ทำให้ผิวสวยมีสุขภาพดี

ไล่ตีนกา ออกจากหน้า
นำแครอท 1 หัวเล็ก ปอกเปลือกและปั่นให้ละเอียด ผสมกับน้ำผึ้ง พอกหน้าทิ้งไว้ 5 - 10 นาที ริ้วรอย ตีนเหยียว ตีนกาทั้งหลาย จะคอ่ยๆ โบยบินออกจากใบหน้าไปในเร็ววัน

สุนัข - แมวจรจัด
แบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัขหรือแมวที่โหยหิวบ้าง ให้ที่หลบแดด-ฝนบ้าง การทำบุญทำทานกับสัตว์นั้นเป็นอานิสงฆ์ผลบุญแก่ผู้ทำได้อย่างมหาศาล

แก้ปวดเมื่อย ด้วยท่าเบสิก 5 ท่า
ท่าที่ 1 จูบสะดือ
แบกกระบองทีไหล่ ก้มตัวลง  เข่าอย่างอ ก้มลงให้มากที่สุด เงยหน้าขึ้น ทำซ้ำอย่างน้อย 10 ครั้ง


ท่าที่ 2 ไหว้พระอาทิตย์
จับกระบองยื่นไปข้างหน้า แขนตรง เข่าตรง ไม่งอ ก้มลงจรดพื้นแล้วหงายหลังช้าๆ หงายกลับมายืนตรง ทำซ้ำท่าเก่าอย่างน้อย 10 ครั้ง (ก้มแล้วหงาย - ยืนตรง)


ท่าที่ 3 180 องศา
แบกกระบอง ยืนตรง แล้วหันเหลียวหลังไปด้านขวาครึ่งวงกลม หมุนยืนกลับท่าเดิม แล้วเหลียวหลังไป ด้านซ้ายครึ่งวงกลม กลับมายืนท่าเดิม เง่าอย่างด ทำอย่างน้อย 10 ครั้ง


ท่าที่ 4 แหงนดูดาว
ยืนงาชิด กดกระบองแนบข้างของร่างกาย หน้าแหงนดูมือข้างซ้าย กลับมายืนตรง แล้วเปลี่ยนข้าง กระบองแนบด้านซ้ายของร่างกาย ตามองแขนขวา แล้วกลับมายืนตรง ทำสลับกันข้างละ 10 ครั้ง


ท่าที่ 5 ท่าถ้ำหาปล่อง
กำกระบอง มือกำออกด้านหลังระดับเอว ก้มลงด้านหน้าครึ่งตัว ยกกระบองหงายขึ้นด้านหลัง หน้าหงาย แล้วปล่อยกระบองลงตามเดิม ทำท่ายกกระบองขึ้นลง 20 ครั้ง เข่าอย่างอ



แหล่งข้อมูลจาก :  หนังสือ สาระน่ารู้...สู่..สมดุล..ชีวิต | ฝ่ายการศึกษา สภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์  | 2554

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เลือกรองเท้า...อย่างไร..? (ให้เหมาะ)

รองเท้าที่เหมาะสมนั้น มีหลักนิดเดียวคือใส่แล้วสบายเดินได้ทั้งวัน แต่ถ้ารองเท้าที่คุณสวมใส่ไม่เหมาะสม เช่น ใส่รองเท้าหน้าแคบ หรือรองเท้าส้นสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดเท้า หรือมีความผิดปกติกับรูปเท้า เนื่องจากเท้าถูกบีบรัด ที่พบบ่อย คือ อาการหัวแม่เท้าเก หรือ บิดเข้าสู่นิ้วชี้มากไป จนบางทีเกิดการซ้อนทับ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดการรับน้ำหนักที่ไม่เหมาะสมและปวดเท้านั่นเอง ถ้าคุณมีอาการปวดเท้าอยู่แล้ว แต่ยังเลือกสวมรองเท้าไม่เหมาะสม ก็อาจส่งผลให้มีอาการปวดเท้าเรื้อรังต่อไปได้อีก เพราะรองเท้านั้นสำคัญ จึงควรเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับเท้า เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียภายหลัง ดังนี้
  • ช่วงบ่ายเหมาะสมที่สุด เพราะเท้าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อผ่านการเดินมาตลอดทั้งวัน เนื่องจากเลือดไหวเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้า เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับ
  • เลือกขนาดเหมาะสม ส้นเท้าชิดส้นรองเท้าพอดี ส่วนหัวจะเหลือพื้นที่เท่ากับความกว้างของหัวแม่โป้งมือ เมื่อวัดจากนิ้วเท้าที่ยาวที่สุด ส่วนที่กว้างที่สุดของรองเท้าควรพอดีกับส่วนกว้างที่สุดของเท้า
  • ใส่แล้วนิ่มสบาย ไม่มีตะเข็บแข็ง รองเท้าที่ทำจากหนังแท้มักมีความยืนหยุ่นและระบายอากาศดีกว่า
  • ลองก่อนเสมอ ควรลองรองเท้าทั้งสองข้างและเดินไปมาด้วยว่าสบายเท้าหรือไม่
  • เผื่อที่กันคับ อุปกรณ์เสริมในรองเท้าต่างๆ เช่น แผ่นรองเท้า แผ่นกันรองเท้ากัด ฯลฯ จะทำให้รองเท้าของคุณคับขึ้น หากต้องใช้อุปกรณ์เหล่านั้น ควรเลือกรองเท้าที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
  • ไม่คีบดีกว่า การใส่รองเท้าคีบทำให้เกิดการเสียสีบริเวณร่องนิ้วเท้า
  • แบนไปไม่ดี ความแบนไม่เหมาะกับสรีระเท้าต่อการรับน้ำหนัก ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นที่นิ่มและเสริมบริเวณอุ้งเท้า
  • อย่าอยู่บนส้นสูงเกินสองชั่วโมง การใส่ส้นสูงนานๆ อาจมีปัญหาปวดฝ่าเท้าส่วนหน้า ควรใส่ส้นสูงเมื่อจำเป็น และไม่ควรใส่นานเกิน 2 - 3 ชั่วโมง


รองเท้าที่เหมาะสมในแต่ละคน
  • นักกีฬา ควรเลือกซื้อรองเท้ากีฬาหลังจากเดินสักพัก หรือหลังจากเล่นกีฬาเสร็จ เพราะเท้าจะมีขนาดเดียวกันกับขณะเล่นกีฬา ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับแรงกระแทกได้ดี หากกีฬาที่เล่นใช้ปลายเท้าเป็นส่วนมาก เช่น การวิ่ง ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบให้รองรับแรงกระแทกส่วนหน้าโดยเฉพาะ
  • คนเท้าแบน มีทั้งแบบถาวรและชั่วคราว ฝ่าเท้าแบนทำให้ปวดบริเวณกลางฝ่าเท้า เนื่องจากเอ็นซึ่งทำหน้าที่ยกอุ้งเท้าถูกดึงยึด ดังนั้นหากคุณเป็นคนฝ่าเท้าแบนชั่วคราว (คือเท้าแบนเมื่อเหยียบพื้นเท่านั้น) ควรสวมรองเท้าที่เสริมอุ้งเท้า (บริเวณพื้นรองเท้าเพื่อพยุงไม่ให้ส้นเท้าปิดและเท้าล้มเข้าด้านใน แต่หากฝ่าเท้าแบนถาวรซึ่งมักมีเท้าส่วนกลางกว้างกว่าปกติ ควรเลือกรองเท้าที่ด้านข้างกว้างและมีพื้นนิ่มใส่สบาย
  • คนอุ้งเท้าสูง จะมีปัญหาปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้า เพราะการรับน้ำหนักของอุ้งเท้าส่วนกลางหายไป รองเท้าจึงควรมีลักษณะเสริมอุ้งเท้าส่วนกลาง (ยกนูนช่วงกลางฝ่าเท้าและเสริมอุ้งเท้า) เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากฝ่าเท้าด้านหน้าและส้นเท้ามาที่อุ้งเท้า และควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่น
  • คนปวดส้นเท้า การปวดส้นเท้าส่วนใหญ่ เกิดจากจุดยึดพังผืดบริเวณส้นเท้าอักเสบ ซึ่งมักปวดมากในการเดินก้าวแรกหลังตื่นนอน เพราะพังผืดถูกยึดทันทีทันใด รองเท้าที่เหมาะกับปัญหานี้ ควรมีพื้นนิ่ม มีส้นเล็กน้อยเพื่อถ่ายน้ำหนักไปยังเท้าส่วนหน้า ควรใส่รองเท้าที่มีการเสริมอุ้งเท้า และนวดฝ่าเท้าก่อนลุกจากที่
  • คนปวดฝ่าเท้าด้านหน้า ปัญหานี้พบบ่อยในผู้ที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำและผู้ที่มีภาวะหัวแม่เท้าเก ซึ่งหัวแม่เท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้ ภาระจึงตกอยู่กับฝ่าเท้าบริเวณนิ้วชี้ถึงนิ้วก้อย เมื่อร้บน้ำหนักนานๆ จึงทำให้ปวด ดังนั้นผู้ที่มีอาการนี้จึงควรใส่รองเท้าส้นเตี้ยมีพื้นนิ่ม และมีหน้ารองเท้ากว้าง เพื่อลดการบีบและเสียสีดของเท้า
  • คนเป็นเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานมักมีปลายประสาททำงานผิดปกติ ทำให้เท้าชา มีนิ้วหงิกงอ ทำให้ฝ่าเท้าด้านหน้ารับน้ำหนักมากและนิ้วเท้าเสียดสีกับหัวรองเท้า จึงควรเลือกใส่รองเท้าพื้นนิ่มมีหัวลึกและกว้าง ห้ามใช้รองเท้าคีบเพราะอาจทำให้เกิดแผลบริเวณร่องนิ้วเท้าได้โดยไม่รู้ตัว


เทคนิคเลือก "รองเท้า" ให้เข้ากับ "สีผิว"

แม้ว่าเท้าจะเป็นส่วนล่างสุด แต่ก็ไม่ควรละเลยเพราะการเลือกสีรองเท้าให้เข้ากับสีผิวนั้น จะช่วยขับผิวและชุดสวยๆ ของคุณให้ดูดียิ่งขึ้น เป็นการเสริมเติมเสน่ห์สาวๆ ได้อย่างดี
  • สาวผิวสองสี : อาจจะเป็นปัญหาที่ทำให้สาวผิวน้ำผึ้งต้องกลุ้มใจ ฉะนั้นควรเลือกโทนสีผสมที่ไม่ดูร้อนแรง แต่ก็ไม่เย็นตาจนเกินไป เช่น สีน้ำตาลอมแดง สีเขียวอมฟ้า สีชมพูอมส้ม สีเลือดนก และสีชมพูหม่น เป็นต้น
  • สาวผิวขาวซีด : ความกลุ้มใจที่ไม่เข้าใครออกใคร เพราะหลายคนมักมองว่าสาวผิวขาวซีดสุขภาพไม่ดี ดังนั้น เราควรจะเลือกโทนสีรองเท้าที่ค่อนข้างเข้มหรือหม่นเล็กน้อย เพื่อช่วยขับสีผิวให้ดูเข้มขึ้น เช่น เหลืองอมน้ำตาล น้ำตาลไหม้ และเหลือง-ครีม เพราะอาจทำให้ผิวดูซีดหมองลง
  • สาวผิวขาวอมเหลือง : ผิวลักษณะนี้แนะนำว่าควรจะเลือกสีโทนร้อน เพื่อช่วยขับสีผิวให้ดูเปล่งประกายสดใส และทำให้เรียวขาดูโดดเด่นขึ้น แต่ห้ามสีขุ่นๆ อย่างสีน้ำตาลเข้ม หรือเทา เพราะจะทำให้ผิวดูซีดหมองลง
  • สาวผิวขาวอมชมพู : ควรเลือกรองเท้าที่มีโทนสีสดใส เช่น ฟ้าอมเขียว ฟ้าใส เขียวมะนาว เพราะจะช่วยขับสีผิวให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น

แหล่งข้อมูลจาก :  วารสาร Smart wealth, MFC, ISSUE 4 | January - March 2011

กรุ๊ปเลือดกับอาหาร

คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าตัวเรามีเลือดกรุ๊ปอะไร แต่คนส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่ามีอาหารชนิดไหนบ้างที่เหมาะสมสำหรับกรุ๊ปเลือดเรามากที่สุด หากเรารู้และเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดได้ ก็เท่ากับเป็นการเสริมสร้างความสมดุลที่ดีให้เกิดขึ้นกับร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานของเราแข็งแรง มีระบบย่อยที่ดี เพิ่มพละกำลัง โรคภัยไม่มีเบียดเบียน และไม่แก่เร็วด้วย



เลือดกรุ๊ป O
เป็นกรุ๊ปที่มีระบบย่อยเนื้อแดงดีมากเพราะกระเพาะมีความเป็นกรดสูง ทำให้ย่อยอาหารได้เร็วและดูดซึมดี ร่างกายจึงได้รับสารอาหารเต็มที่ แต่กรุ๊ปโอจะมีปัญหาอยู่บ้างเกี่ยวกับระบบ metabolism (คือการเผาผลาญเพื่อนำพลังงานไปใช้ในระบบร่างกาย) จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี เช่น เนื้อ ตับ เซี่ยงจี้ ไข่ ผลไม้ ผักใบเขียวและถั่ว สำหรับคนไม่มีเวลาก็หาวิตามินบี-คอมเพล็กซ์รูปแบบเม็ดมาทานก็ได้

และคนที่มีเลือดกรุ๊ปโอส่วนใหญ่จะมีปัญหาเลือดแข็งตัวช้า จึงต้องเสริมสร้างวิตามินเค ด้วยการเลือกรับประทาน ตับ ไข่แดง คะน้า นอกจากนั้น ระบบย่อยของคนเลือดกรุ๊ปโอมักจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นมได้ดีนัก จึงควรหาแคลเซียมจากอาหารชนิดอื่นทดแทน ได้แก่ ปลาซาร์ดีน หรือ ปลาแซลมอนกระป๋องทั้งก้าง บร๊อคโคลี่ และผ้าโขม คะน้า ชี้เหล็ก มะเขือพวง เป็นต้น สำหรับผลไม้ที่เหมาะกับคนกรุ๊ปนี้ที่ช่วยลดการระคายเคืองจากความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้ดี คือ พลับ พรุน และมะเดื่อ


เลือดกรุ๊ป A
เป็นกรุ๊ปที่ตรงข้ามกับกรุ๊ปโอโดยสิ้นเชิง มีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ย่อยโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ได้ไม่ดีจนเหมาะที่จะทานมังสวิรัติเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและมะเร็ง ถ้าต้องการรับประทานเนื้อสัตว์ก็ให้เลือกทานเป็นเนื้อไก่แทนเพราะไม่มัน เพื่อเป็นการต่อต้านมะเร็ง คนเลือดกรุ๊ปเอจึงควรรับประทานวิตามินซีเพิ่มซึ่งเป็น antioxidants ช่วยในเรื่องของกรดในกระเพาะต่ำ จะพบวิตามินซีได้มากในบร๊อคโคลี่ ผลไม้ตระกูลเบอรี่ ส้มโอ สับปะรด เชอรี่ มะนาว ฝรั่ง และให้ระวังอาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอกและแฮม เพราะมีสารไนไตรท์ที่กระตุ้นการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินอีสูง เพื่อช่วยป้องกันทั้งโรคหัวใจและมะเร็ง จะพบมากในน้ำมันพืช ธัญพืช ถั่วลิสง และผักใบเขียวสำหรับผลไม้ที่เหมาะกับกรุ๊ปเอ คือ ผลไม้ที่ช่วยสร้างกรดในกล้ามเนื้ออย่างสับปะรด ส้มโอ มะนาว ซึ่งจะช่วยย่อยดีมาก อีกทั้งมะนาวยังช่วยละลายเสมหะได้ดีอีกด้วย และควรเลี่ยงแตงโม แคนตาลูป และผลไม้เมืองร้อน เช่น มะม่วง มะละกอ กล้วย เพราะจะทำให้อาหารไม่ย่อย

เลือดกรุ๊ป B
คนเลือดกรุ๊ปนี้จัดอยู่ในพวกสมดุล เพราะเป็นเลือดเพียงกรุ๊ปเดียวที่สามารถรับประทานอาหารนม เนย ไข่ได้อย่างเต็มที่ แต่ชนิดโปรตีนที่เลือดบีทานแล้วเป็นผลร้ายคือ Lectin ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีอยู่ในเนื้อไก่ ถั่วลิสง งา และเม็ดทานตะวัน หาทานมากไปจะรบกวนระบบสร้างอินซูลินจนนำไปสู่อาการเส้นเลือดแตกหรือตีนในสมอง รวมถึงโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โปรตีนที่เหมาะสมจะมาจากอาหารทะเลเป็นหลัก โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก คนเลือดกรุ๊ปบีสามารถเลือกรับประทานผักได้เกือบทั้งหมด เว้นอยู่ไม่กี่ชนิด เช่น มะเขือเทศ ข้าวโพด ส่วนผลไม้นั้น ก็สามารถรับประทานได้แทบทุกชนิดเช่นกัน เพราะมีระบบย่อยที่สมดุล มีเพียงลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ที่ควรเลี่ยง

เลือดกรุ๊ป AB
จัดเป็นพวกลูกผสมของกรุ๊ปเอและบี การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของเลือดกรุ๊ปนี้จึงซับซ้อน อาหารชนิดไหนที่ดีต่อกรุ๊ปเอและบี ก็ย่อมดีต่อกรุ๊ปเอบีด้วยเช่นกัน ดังนั้น อาหารมังสวิรัติจะให้ผลดีต่อร่างกาย ผลิตภัณฑ์นมและไข่ ก็รับประทานได้คล้ายกรุ๊ปบีแต่ไม่ควรทานมาก และโปรตีนจากโยเกิร์ตจะย่อยได้ง่ายกว่า เพราะกระเพาะไม่ผลิตน้ำย่อยเพียงพอที่จะย่อยโปรตีนที่มากเกินไป โปรตีนที่เหมาะสมจะได้จากอาหารทะเล เต้าหู้ เนื้อแดง และควรรับประทานครั้งละน้อยๆ จึงจะย่อยได้ดี หากมีเสมหะและมีปัญหาไขนัสอักเสบและหูอื้อ ควรงดอาหารที่ผลิตจากนม เนย ไข่ คนเลือดกรุ๊ปเอบีจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ จึงควรรับประทานผักสดและถั่วเหลืองมากๆ เพราะเป็นอาหารสำคัญในการป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ ซึ่งเกิดได้ง่ายในกรุ๊ปเอบี ผลไม้ที่เหมาะอย่างยิ่งกับกรุ๊ปนี้จึงเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้มโอ เชอร์รี่ สับปะรด มะนาว ฝรั่ง เพราะจะช่วยต้านมะเร็งและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับหัวใจได้อย่างดีค่ะ

นอกจากการรับประทานอาหารเพื่อให้สุขภาพดีแล้ว การมีสุขภาพจิตดี มองโลกในแง่บวกอยู่เสมอ ก็จะทำให้ร่างกายเราสมดุลทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเคล็ดลับนี้เหมาะสำหรับทุกกรุ๊ปเลือดเลย

แหล่งข้อมูลจาก :  วารสาร Smart wealth, MFC, ISSUE 4 | January - March 2011

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...