วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ระบบประกันสังคม

หลักของประกันสังคม เป็นระบบการเฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุขซึ่งกันและกันระหว่างมวลสมาชิก โดยทั่วไปรัฐบาลของประเทศจะให้ความสำคัญแก่บุคคลที่ทำงาน มีรายได้และอยู่ในระบบแรงงานก่อน และจะขยายความคุ้มครองไปสู่ผู้ที่ทำงานที่มีรายได้นอกระบบ การจ้างงานปกติ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าแรงงานนอกระบบ

เงินสมทบที่เก็บไปนั้นจะสะสมเป็นกองทุน ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกับบุคคลที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งประเทศไทย เรียกว่า "ผู้ประกันตน" เท่านั้น

การเก็บเงินสมทบ ซึ่งถือว่าเป็นภาษีพิเศษจะเก็บจากบุคคลที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น

โดยที่เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับ "บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล"

แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพุธที่ 19 ต.ค. 54 (007)

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ค่าชดเชยเลิกจ้าง

การจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด นายจ้างมีหน้าที่ ดังนี้

บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อการเลิกจ้าง แต่ถ้านายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างออกจากงานทันที หรือไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อการเลิกจ้างเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าจำนวนค่าจ้างที่ต้องจ่ายในคราวนั้น (กรณีจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต้องบอกกล่าวก่อนถึงวันสิ้นเดือน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวไม่น้อยกว่าเงินเดือน) กรณีจ่ายค่าจ้างทุก 15 วัน ต้องบอกกล่าวก่อนถึงกำหนดจ่ายเงินคราวนั้น หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวไม่น้อยกว่าเงินค่าจ้าง 15 วัน

อัตราการจ่ายค่าชดเชย ที่กำหนดไว้ตามอายุงานของลูกจ้าง
  • ทำงาน 120 วัน ไม่ครบ 1 ปี ชดเชย 30 วัน
  • ทำงาน 1 ปี ไม่เกิน 3 ปี ชดเชย 90 วัน
  • ทำงาน 3 ปี ไม่เกิน 6 ปี ชดเชย 180 วัน
  • ทำงาน 6 ปี ไม่เกิน 10 ปี ชดเชย 240 วัน
  • ทำงาน 10 ปีขึ้นไป ชดเชย 300 วัน
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 17 ต.ค. 54 (005)

เงินชดเชยพิเศษ

กฎหมายยังได้ระบุเงินชดเชยพิเศษไว้ด้วย เงินชดเชยพิเศษนั้น จะได้รับกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง เพราะเหตุการปรับปรุงหน่วยงาน การผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้ ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งการเลิกจ้างดังกล่าวให้ลูกจ้างและพนักงานทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนการเลิกจ้าง มิฉะนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน) เพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยธรรมดา แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแล้ว ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว

อนึ่ง การเลิกจ้างเพราะเหตุการปรับปรุงหน่วยงานการผลิตฯ ถ้าลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยธรรมดา ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงานครบ 1 ปี แต่ค่าชดเชยพิเศษนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 360 วัน

แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 54 (003)

วันหยุดวันลาของลูกจ้าง

กฎหมายแรงงานได้กำหนดในเรื่องนี้เอาไว้
  • วันหยุดประจำสัปดาห์ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน และจะตกลงกันให้วันใดเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ได้
  • วันหยุดตามประเพณี นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย
  • วันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ (โดยได้รับค่าจ้าง) ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน
  • วันลาป่วย ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง  โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างที่ลานั้นด้วย แต่นายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างให้เกินกว่าปีละ 30 วัน
  • ลาคลอด ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อการคลอดบุตร ครรภ์ละไม่เกิน 90 วันโดยให้นับวันหยุดในระหว่างการลานั้นด้วย ในการลาคลอดนั้น ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในระหว่างการลานั้น แต่ไม่เกิน 45 วัน
  • ลาเพื่อรับราชการทหาร ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหาร โดยได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลานั้น แต่ไม่เกินปีละ 60 วัน
ส่วนบริษัทใดให้สิทธิการหยุด การลา ได้มากกว่านี้ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย และ ปรบมือให้ค่าสวัสดิการเลิศไปเลย

แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 54 (003)

21 ตุลาคม "วันพยาบาลแห่งชาติ"

บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ณ โถงตึกจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 21 - 27 ต.ค. 2554 ชมนิทรรศการสร้างเสริมสุขภาพ

การขึ้นทะเบียนประกันสังคม

เมื่อเราได้รับรู้สิทธิแล้วว่า เราเป็นพนักงานสามารถที่จะขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ประกันสังคมได้ แต่จะทำอย่างไร ประกันสังคมเขากำหนดไว้อย่างนี้
  • ผู้ลงชื่อรับรองข้อมูลผู้ประกันตนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัทหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ
  • การแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคมให้แจ้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน มิฉะนั้นจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • เมื่อข้อเท็จจริงที่แจ้งไว้เปลี่ยนแปลง ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือน ถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าแจ้งข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องจะมีผลต่อสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับตามกฏหมาย
  • การยื่นแบบโดยแจ้งรายชื่อบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันอังคารที่ 18 ต.ค. 54 (006)

    ใช้หูฟัง อย่างระวัง

    1. หลักเลี่ยงการใช้หูฟังฟังเพลงในที่ที่มีเสียงดัง
    2. ไม่ควรเสียบหูฟังฟังเพลงตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาเข้านอน
    3. หากใช้หูฟังฟังเพลง ควรปรับระดับเสียงไปที่ระดับกลางและไม่ควรฟังต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง
    4. หลีกเลี่ยงการใช้หูฟังร่วมกับผู้อื่นเพราะอาจติดเชื้อโรคได้
    5. หมั่นทำความสะอาดหูฟังเป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของเชืัอแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นๆ
    แหล่งที่มา นสพ. M2F วันอังคารที่ 18 ต.ค. 54 (006)

    วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    ท่ากายบริหารสำหรับการบริหารสมอง

    การบริหารสมอง หมายถึง การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุมโดยเฉพาะกลุ่มเส้นประสาท Corpus Callosum ซึ่งเชื่อมสมอง 2 ซีกเข้าด้วยกันให้ประสานกัน แข็งแรงและทำงานคล่องแคล่วอันจะทำให้การถ่ายโยงข้อมูลและการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเป็นไปอย่างสมดุลเกิดประสิทธิภาพและยังช่วยให้เกิดความผ่อนคลายความตึง เครียด ทำให้สภาพจิต ใจ เกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีอารมณ์ขันเพราะคลื่นสมอง ( Brain Wave) จะลดความเร็วลงคลื่นเบต้า ( Beta) เป็น อัลฟา ( Alpha) ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

    ใช้มือซ้ายวางบริเวณที่ใต้กระดูกคอและซี่โครงของกระดูกอก หรือที่เรียกว่าไหปลาร้าจะมีหลุมตื้นๆ บนผิวหนัง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ คลำหาร่องหลุ่มตื้นๆ 2 ช่องนี้ซึ่งห่างกันประมาณ 1 นิ้วหรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของแต่ะละคนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ให้นวดบริเวณนี้ประมาณ 30 วินาที และให้เอามือขวาวางไปที่ตำแหน่งสะดือ ในขณะที่นวดปุ่มสมองก็ให้กวาดตามองจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายและจากพื้นขึ้นเพดาน
      
    ประโยชน์
    • ใช้มือซ้ายวางบริเวณที่ใต้อกระตุ้นระบบประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น
    • ช่วยสร้างให้ระบบการสือสารระหว่างสมอง 2 ซีกที่เกี่ยวกับการพูด การอ่าน การเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    ปุ่มขมับ
    ใช้นิ้วทั้งสองข้างนวดขมับเบาๆ วนเป็นวงกลม ประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
    พร้อมทั้งกวาดตามองจากซ้ายไปขวา และจากพื้นมองขึ้นไปที่เพดาน
      ประโยชน์
    เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการมองเห็นให้ทำงานดีขึ้น และทำให้การทำงานของสมองทั้ง 2 ซึก ทำงานสมดุลกัน







    ปุ่มใบหู
    ให้นิ่วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับที่ส่วนบนสุดด้านนอกของใบหูทั้ง 2 ข้าง นวดตามริมขอบนอกของใบหูทั้ง 2 ข้างพร้อมๆกันให้นวดไล่ลงมาจนถึงติ่งหูเบาๆ ทำซ้ำหลายๆครั้ง ควรทำท่านี้ก่อนอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความจำและมีสมาธิมากขึ้น

    ประโยชน์
    เพื่อกระตุ้นเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการได้ยินและความจำระยะสั้นให้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มการรับฟังที่เป็นจังหวะได้ดีขึ้น


    การเคลื่อนไหวสลับข้าง ( Cross Crawl)

    มีทั้งหมด 5 ท่าดังต่อไปนี้

    ท่าที่ 1 นับ 1-10

    ประโยชน์

    เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
    เพื่อกระตุ้นสมองที่มีการสั่งการให้เกิดความสมดุลทั้งซ้าย-ขวา
    เพื่อกระตุ้นความจำ


    ท่าที่ 2 จีบ L 
    ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาให้มือขวาทำท่าจีบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วชี้ส่วนนิ้วอื่นๆให้เหยียดออกไป






    มือซ้ายให้ทำเป็นรูปตัวแอล (L) โดยให้กางนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ออกไป ส่วนนิ้วที่เหลือให้กำเอาไว้
    เปลี่ยนเป็นจีบด้วยมือซ้ายบ้างทำเช่นเดียวกับข้อที่ 1 ส่วนมือขวาก็ทำเป็นรูปตัวเเอล ( L) เช่นเดียวกับข้อ 2
    ให้ทำสลับกันไปมา 10 ครั้ง
    ประโยชน์

    • เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
    • เพื่อกระตุ้นสมองเกี่ยวกับการสั่งการให้สมดุลย์ให้มีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
    • เพื่อกระตุ้นการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา






    ท่าที่ 3 โป้ง-ก้อย 
    ประโยชน์
    เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา
    เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ
    เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด
      ท่าที 4 แตะจมูก-แตะหู
      มือขวาไปแตะที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายให้ไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขวักัน)

      เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายแตะที่หูขวา ส่วนมือขวาไปแตะที่จมูก ( ลักษณะมือไขวักัน)
        ประโยชน์
      ช่วยให้มองเห็นภาพด้านซ้ายและขวาดีขึ้น


      ท่าที่ 5 แตะหู
      มือขวาอ้อมไปที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา

      เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวาส่วนมือขวาอ้อมไปจับหูซ้าย
        ประโยชน์

        • เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา
        • เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ  
        • เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด

        การผ่อนคลาย

        ยื่นใช้มือทั้ง 2 ข้างประกบกันในลักษณะพนมมือเป็นรูปดอกบัวตูม โดยให้นิ้วทุกนิ้วสัมผัสกันเบาๆพร้อมกับหาย ใจ เข้า-ออก ทำท่านี้ประมาณ 5-10 นาที

        ประโยชน์
        ทำให้เกิดสมาธิเป็นการเจริญสติ

        แหล่งข้อมูลจาก :  จากอีเมล์ ซึ่งในอีเมล์ได้ระบุแหล่งที่มา ผู้แต่ง: อ. สุพัชรา ซิ้มเจริญ

        วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

        เคล็ดลับช่วยทำให้ทานอาหารน้อยลง

        ผลการศึกษาจาก Centers for Disease Control and Prevention พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่ลดน้ำหนักสำเร็จ และสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่คงที่ได้นั้นใช้หลักการเดียวกัน คือ ทานอาหารให้น้อยลง ซึ่งหากบางคนรู้สึกทำตามได้ยาก ลองใช้ตัวช่วยดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยลดความอยากลงได้
        1. อย่าทานอาหารขณะดูทีวี เพราะผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซดส์ บอกว่า คนส่วนใหญ๋จะทราบอาหารเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 แคลอรี่เมื่อดูทีวีไปด้วย
        2. อย่าทานขนมขบเคี้ยวจากถุง เพราะโอกาสที่จะทานหมดถุงนั้นมีสูงมาก ควรเทใส่ภาชนะแบ่งเพื่อควบคุมไม่ให้ทานมากจนเกินไป
        3. เคี่ยวอาหารให้ช้าลง เพราะกว่าร่างกายจะส่งสัญญาณว่า "อิ่ม" จากท้องขึ้นไปสู่สมองนั้น ใช้เวลากว่า 20 นาที ดังนั้น ควรชะลอเวลาด้วยการเคี้ยวให้นานขึ้น เพื่อช่วยให้ย่อยง่าย และเว้นช่วงว่างระหว่างคำถัดไปด้วยการหายใจเข้าออกช้าๆ
        4. เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเดินเล่นนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมที่ไม่ต้องเห็นอาหาร เพราะนักวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย พบว่าการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการถอยห่างให้พ้นรัศมีอาหารหรือตู้เย็น จะช่วยลดความอยากลงได้
        แหล่งข้อมูลจาก :  หนังสือ Happiness จาก ปตท  | vol 6 / July  | 2554

        วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

        10 best Ways To Live Well

        10 วิธีใช้ชีวิตให้สุขสุดๆ
        ใครๆ ก็อยากมีความสุข แต่ในชีวิตจริงสำหรับบางคนแล้ว ดูเหมือนความสุขช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากเต็มที แล้วความสุขนั้นหลบไปอยู่ที่ไหน ทำไมผู้คนจึงวุ่นวาย ต่างวิ่งไล่ ไขว่คว้าค้นหาความสุขกันไม่หยุดหย่อน ต่อไปนี้เป็นหลักคิดง่ายๆ 10 วิธี สำหรับทำชีวิตให้มีความสุขสุดๆ

        1. คิดเป็น อันดับแรกของคนที่มีความสุขอยู่เสมอ หมายความว่า คนคนนั้นต้องคิดเป็น คิดเป็นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนช่างคิด แค่มีมุมมองต่อชีวิตในทางที่ถูก พูดง่ายๆ มองบวกคิดบวก อยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ถ้าหัวใจเราพร้อมสุข แต่ถ้าคิดทุกอย่างหรือทุกอย่างเป็นลบ อยู่ที่ไหนก็คงได้แต่ถอนใจเพราะมองแต่เรื่องไม่เป็นสุข คนที่คิดบวกอยู่เสมอจะเป็นคนที่มีความสุข แม้เมื่อเจอสถานการณ์ย่ำแย่ ก็ยังมองเห็นทางออก คิดหาหนทางคลี่คลายได้และสุขใจได้เสมอ

          เติมสุขกันสักนิด : ชื่นชมสิ่งเล็กๆ ที่ดีในแต่ละวัน เช่น เพื่อนเก่าโทรมา เพื่อนบ้านยิ้มทักทาย เห็นดอกไม้บานสวยงาม
        2. แก้ปัญหาให้เป็น เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ต้องรู้จักตั้งรับ หาทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หาวิธีหนีปัญหา แต่ควรประเมินสถานการณ์ ประเมินตัวเอง สอบถามผู้รู้ หรือขอคำแนะนำ ปัญหาบางอย่างแก้ได้ในคราวเดียว บางอย่างต้องคอยแก้ไขไปทีละเปลาะ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลาย ตัวเราก็จะได้ฝึกรับมือกับปัญหาได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หรือปัญหาที่เคยมีก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอีกต่อไป ที่สำคัญต้องมีจิตใจเป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้กับปัญหา ถ้าคอยแต่จะหนีปัญหา ไม่หาหนทางแก้ปัญหา สุดท้ายก็ต้องจมมุมอยู่ดี แถมพ่วงด้วยปัญหาที่ซ้ำเติมหนักขึ้นไปอีก ปัญหาบางอย่างที่ว่าหนักหนาแก้ได้ง่ายนิดเดียว ด้วยการพลิกมุมมอง เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ด้วยการทำความเข้าใจ แล้วก็จะหมดปัญหาไปเอง

          เติมสุขกันสักนิด : เวลาเกิดปัญหาให้ใจเย็น คิดก่อนพูด อย่ามองปัญหาจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว ทำใจให้สงบ เอาเวลาไปทำในสิ่งที่สบายใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเจอเพื่อนฝูง แล้วกลับมาทบทวนใหม่ จะมองเห็นทางออกได้ง่ายขึ้น
        3. ปล่อยวางให้เป็น เรื่องบางเรื่องไม่ควรเก็บเอามาเป็นขยะให้รกใจ โดยเฉพาะเรื่องความผิดพลาดที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ ต้องรู้จักทำใจและปล่อยวางให้ได้ ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เราก็ต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ สารพัด ถ้ามัวเก็บเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคิด ก็คงจมปลักอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ยิ่งไม่ต้องใส่ใจ บางคนทุกข์เพราะถูกนินทา ทุกข์เพราะคนที่รักไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นอย่างที่คิด ถ้ารู้จักโยนทุกข์ที่แบกได้ทิ้งไป ชีวิตก็โล่ง โปร่ง เบา มีแต่เรื่องสุขๆ เข้ามาแทนที่

          เติมสุขกันสักนิด : การให้อภัยทำให้หัวใจเบาขึ้นอีกเยอะ ถ้ารู้จักให้อภัยไม่แบกความขุ่นมัวไว้ในใจ ก็เท่ากับเติมความสุขในใจให้รู้สึกได้ทันที
        4. เปิดใจให้กว้าง คนเราถ้าไม่รู้จักเปิดหัวใจให้กว้าง พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ชีวิตก็จะคล้ายนิ่งขัง ที่รอวันจะกลายเป็นน้ำเน่า ไม่มีทางไหลออกไปไหน การยึดมั่นอยู่กับความคิดเดิมๆ มากเกินไป อาจกลายเป็นบั่นทอนสุขภาพจิตได้ ยกตัวอย่าง คนที่เพอร์เฟ็คชั่นนิสต์มากๆ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็ค ต้องออกมาดี อะไรที่เป็นความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะทำให้หงุดหงิดหัวเสียหรือวิตกกังวลไปทั้งวันคงไม่ทำให้ใจสุขแน่ คนที่เปิดหัวใจออกกว้าง มองโลกในมุมใหม่ๆ เปิดรับความหลากหลาย ใช้ชีวิตอย่างคนใจกว้างและยืดหยุ่น จะทำให้ชีวิตเป็นสุขได้ง่ายกว่า ถ้าใจเราปิดไม่พอใจอะไรง่ายๆ สักอย่าง แล้วจะหาความสุขได้อย่างไร เพราะหันซ้ายหันขวาก็จะติดขัดไปหมด แถมยังทำให้คนอื่นๆ หมดความสุขไปด้วย ลองเปิดใจมองชีวิตในมุมใหม่ๆ พร้อมจะเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากจำเจ จะช่วยให้หัวใจเป็นสุข ชีวิตสดชื่นรื่นเริงยิ่งขึ้น

          เติมสุขกันสักนิด : เลิกทำตัวแบบซ้ำซากจำเจ หาอะไรแปลกใหม่ทำดูบ้าง เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองลุกขึ้นมาทำกับข้าวเมนูใหม่ๆ แปลกๆ ให้ที่บ้านทาน ไปหัดร้องเพลง หรือเล่นกีฬาที่อยากจะลองเล่นดู หาอะไรใหม่ทำ เติมความกระชุ่มกระชวยในจิตใจ
        5. ทำงานเป็น งานเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต นอกจากเป็นที่มาของรายได้แล้ว ยังทำให้รู้สึกตัวเองมีคุณค่า ถ้างานราบรื่น ลงตัว ชีวิตก็ลอยลำพุ่งไปข้างหน้า ยิ่งเป็นงานที่รักด้วยแล้ว ก็เหมือนได้อยู่กับคนที่รัก ทำอะไรก็เป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานอะไร ถ้ารู้จักการจัดการ รู้จักจัดลำดับก่อนหลัง รู้ถึงความยากง่ายของงาน แล้วทำไปตามขั้นตอน ที่สำคัญต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับทีมเวิร์ค ไม่ว่าลุยเดียวหรือทำงานเป็นทีม อีกอย่างเวลาต้องรู้จักเว้นที่ไว้ให้คนอื่นบ้าง ต้องรู้จักยกความดี ความชอบให้กับคนอื่นๆ ด้วย

          เติมสุขกันสักนิด : ลงมือทำงานทันที อย่ามัวแต่โอ้เอ้ ผัดวันประกันพรุ่ง ควรทำงานยากๆ ให้เสร็จก่อน จะช่วยให้จัดการงานได้ดีขึ้น การงานเข้าที่เข้าทาง มีประสิทธิภาพ ไม่คั่งค้าง ไปทำอะไรที่ไหนใจก็เป็นสุข ไม่ต้องคอยกังวล
        6. รู้จักรับและให้ ก็ชีวิตคนเราต้องมีการรับและการให้อยู่ตลอดเวลา การเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่ดี จะช่วยให้ชีวิตเปี่ยมสุขยิ่งขึ้น บางคนเคยชินแต่เป็นผู้ให้ ไม่รู้จักบทบาทของการเป็นผู้รับ ถึงเวลาต้องรับก็รับไม่เป็น ทำให้ชีวิตยุ่งยาก ไม่มีความสุขเท่าที่ควร เช่น บางคนเจ็บป่วยไม่ยอมรับให้ใครเข้ามาดูแล ก็ทำให้ลำบากใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย การยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ขณะที่บางคนก็เคยชินกับการรับจนเคยตัว เห็นเขาเคยให้ พอเขาไม่ให้ก็โกรธเคือง คาดหวังว่าคนอื่นจะให้คุณตลอดเวลา ไม่เคยลิ้มรสความสุขของการเป็นผู้ให้ หรือให้ก็ด้วยคาดหวังบางสิ่งบางอย่างกลับมาเสมอ ไม่ได้ให้ด้วยน้ำใสใจจริง ก็เหมือนให้ใครไม่เป็น ทางที่ดีต้องรู้จักจังหวะของการรับและการให้ ทำตัวเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่ดีจะช่วยเติมเต็มความสุขได้

          เติมสุขกันสักนิด : แค่รอยยิ้มก็เป็นการให้ที่สร้างความสุขใจได้ทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย
        7. ใช้จ่ายอย่างสมดุล หลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้มีชีวิตที่เป็นสุขได้ก็คือ ไม่ใช้มากกว่าที่หาได้ แต่ยุคนี้ดูเหมือนใครๆ ต่างพากันลืม หรือไม่ก็แกล้งลืมหลักคิดดีๆ ข้อนี้ไปเสีย มักจะหันมาเชื่อคำโฆษณาที่ชักชวนให้ควักกระเป๋าอยู่ทุุกวันว่า "ดาวน์ต่ำ ดอกถูก" "ผ่อนน้อย ผ่อนนาน" ถ้าเผลอตัวเผลอใจเมื่อไร หนี้สินก็พอกพูนพร้อมดอกเบี้ยอีกมากมาย แต่อย่างนี้ในใจจะหาความสุขแท้จริงได้จากไหน สิ้นเดือนทีก็ต้องคอยผ่อนดอกเบี้ย ผ่อนเงินต้น เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องที่เรากำหนดความสุขให้ตัวเองได้ ต้องรู้จักวางแผนการใช้เงิน เผื่อขาดเผื่อเหลือ และเผื่อเก็บให้ดีๆ แล้วทำตามนั้นให้ได้ อะไรที่ฟุ่งเฟื่อยไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องมี เพราะถ้าใช้แล้วมีหนี้ตามมา ความสุขในชีวิตก็คงลดน้อยลงเรื่อยๆ ทางที่ดีไม่ควรเพิ่มภาระหนี้สิน ผ่อนโน้นผ่อนนี่ตามสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นต่อมอยากโดยไม่จำเป็น

          เติมสุขกันสักนิด : หาเทคนิคประหยัดตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไว้แต่ละเดือน สมทบเป็นยอดฝากเพิ่มเติมจากยอดประจำ แล้วจะดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นยอดเงินในบัญชีทยอยเพิ่มขึ้น
        8. รู้จักใช้เวลา ที่มาของความสุขอีกทางหนึ่งก็คือ ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ รู้จักสร้างโอกาสให้กับตัวเองและผู้อื่น การได้ใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่ชอบจะทำให้มีความสุขและเพลิดเพลิน บางคนชอบจัดดอกไม้ ทำอาหาร เล่นดนตรี ถ้าเป็นสิ่งที่ชอบและอยากจะทำก็ทำไปเถอะ จะช่วยทำให้มีความสุขมากขึ้น บางคนก็ชอบไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า ไปเล่นดนตรีที่บ้านเด็กกำพร้า อ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น เดินทางไปปลูกป่า ไปช่วยสร้างบ้านดิน เป็นต้น ควรทำอะไรก็ได้ที่ใจรักหรือทำได้ดี เพราะถ้าทำออกมาไม่ดี ก็อาจนึกตำหนิตัวเอง ทำให้ความสุขลดลงได้ การได้ทำกิจกรรมที่ตนเองรักและถนัดจะทำให้มีความสุข แต่ถ้าไปฝืนทำกิจกรรมที่ตนไม่ชอบ แม้จะเป็นกระแสก็เถอะ จะทำให้เบื่อไม่อยากทำ สุดท้ายก็เลิกทำ หรือบางทีอาจทำให้รู้สึกแย่ได้

          เติมสุขกันสักนิด : สร้างสรรค์ผลงานชิ้นโปรด ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานปั้น เย็บปักถักร้อย จัดสวน ฯลฯ เป็นความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสร้างความสุขใจไปอีกนาน
        9. พอใจในสิ่งที่มี รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ความพอใจในตัวเองเป็นพื้นฐานของความสุขในชีวิต คนเราถ้าไม่พอใจตัวเอง ก็คงไม่พอใจใครๆ หรืออะไรได้ง่ายๆ ควรพอใจในตัวเอง พอใจในสิ่งที่มี อย่าไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คนที่ชอบเปรียบเทียบอยู่เสมอโดยเฉพาะกับคนที่มีมากกว่า เก่งกว่า จะทำให้ไม่มีความสุข บางคนทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่พอเริ่มเปรียบเทียบ ความสุขก็หายวับไปทันที อย่างบางคนรถที่ใช้อยู่ก็รู้สึกว่าหรูหราดีอยู่แล้ว แต่พอหันไปเห็นเพื่อนบ้านออกรถรุ่นใหม่ล่าสุดเท่านั้น ความสุขความพอใจในรถที่ใช้ก็หดหายไปในทันที อยากจะถอยป้ายแดงกับเขาบ้าง ก็เริ่มดิ้นรนขวนหวายใหม่ ถ้าไม่รู้จักตัดใจให้พอใจในสิ่งที่มีที่ได้ อย่างนี้จะมีความสุขยั่งยืนได้อย่างไร

          เติมสุขกันสักนิด : สระว่ายน้ำในบ้าน หรือรถยนต์รุ่นล่าสุดก็ไม่ใช่คำตอบของการเดินทางอยู่ดี เอาเวลาที่ต้องนั่งทำงานหนัก เพื่อจะมาซื้อมาผ่อนของแพงๆ ฟุ่มเฟื่อยเหล่านี้ มามีความสุขในครอบครัวและเพื่อนฝูงดีกว่า
        10. ยอมรับตัวเองและยอมรับผู้อื่น คนที่มีความนับถือตัวเอง ก็จะรู้จักยอมรับนับถือผู้อื่น และวางตัวได้อย่างเหมาะสม การวางตัวได้พอเหมาะพอดีเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ มีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย เข้าที่ไหนก็ได้ หายไปคนก็คิดถึง อยู่ที่ไหนก็ใจสบายเป็นสุข รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา นึกถึงแต่ข้อดี มองข้ามข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คน แล้วความสัมพันธ์จะราบรื่น ยืนยาว ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องสุขๆ

          เติมสุขกันสักนิด : รักและยอมรับคู่ครองของเราอย่างที่เขาเป็น ให้เกียรติกันและกัน ดูแลใส่ใจกันอย่างสม่ำเสมอ
        แหล่งข้อมูลจาก : วารสาร happines, ptt, Vol. 5 | Apr. - Jun. 2011

        วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

        ตากุ้งยิง (stye,hodeolum)

        เมื่อวันพุธที่ 30 มีนาคม 2554 ช่วงดึกๆ กำลังนั่งทำงานที่โต๊ะคอมพิวเตอร์อยู่ ก็รู้สึกเจ็บตาๆ (แต่จริงๆ รู้สึกเจ็บตามาช่วงหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้สักสองสามวัน แต่อาการเจ็บตาก็หายไป เพิ่งกลับมาเป็นใหม่อีก) แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นอะไร คิดว่าน่าจะเป็นอาการที่เคยเจ็บตาบ้างหากเราใช้คอมพิวเตอร์นานๆ  (นานๆ จะเป็นสักครั้งหนึ่ง) และก็จะหายไปในที่สุด

        วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2554 เริ่มรู้สึกเจ็บตามากขึ้นในช่วงเช้า และใกล้ๆ เที่ยงได้สังเกตว่าดวงตาขวาเริ่มมีอาการบวมที่เปลือกตาบนที่หัวตา จนสังเกตได้ว่าเป็นอาการกุ้งยิงและมีอาการเจ็บมาก ซึ่งมาปิดบังการมองเห็นตาข้างขวาอย่างรู้สึกได้ จนรู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ไหวแล้ว จึงได้ไปหาหมอในช่วงบ่ายที่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน (สะพานควาย)

        หมอบอกว่าจะต้องผ่าออกเพราะสุกแล้ว การผ่าออกจะทำให้หายได้เร็วกว่า แต่จะต้องทนเจ็บนิดหนึ่ง และเมื่อเจาะเอาหนองที่ตาออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปิดตาข้างขวา ทำให้รู้สึกว่าการมองลำบากขึ้น จนต้องใช้มือจับตาข้างขวาไว้จะทำให้รู้สึกว่าการมองดีขึ้น และเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มปรับตัวได้บ้างในการใช้สายตาข้างซ้ายเพียงข้างเดียว (แต่ก็ยังลำบากอยู่ดี)

        วันนี้เริ่มลองมาค้นหาว่าทำไมจึงเป็นกุ้งยิงได้ ก็ได้ความรู้จากเว็บไซต์หลายแห่ง สรุปได้ดังนี้
        1. กุ้งยิงคืออะไร
        2. ประเภทของกุ้งยิง
        3. สาเหตุที่เป็นกุ้งยิง
        4. การป้องกันกุ้งยิง
        5. อาการกุ้งยิง
        6. วิธีการรักษากุ้งยิง
        7. โรคแทรกซ้อน
        กุ้งยิงคืออะไร
        กุ้งยิงเป็นการอักเสบของหนังตา หมายถึง ตุ่มฝีเล็กๆ ที่ขอบเปลือกตา ซึ่งอาจพบได้ที่เปลือกตาบนหรือล่าง

        ประเภทของกุ้งยิง
        กุ้งยิงแบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้
        1. ชนิดหัวผุดนอก เป็นการอักเสบที่ขนตา(hair follicle) เรียก External Hordeolum  จะเกิดการอักเสบของต่อมขับไขมันบริเวณผิวหนังตรงโคนขนตา จะเป็นหัวฝีผุดให้เห็นชัดเจน ตรงบริเวณขอบตา มีลักษณะสีเหลือง ตรงกลางรอบๆ นูนแดง และกดเจ็บ
        2. ชนิดหัวหลบใน เป็นอักเสบที่ต่อมไขมันที่เปลือกตาเรียก Internal Hordeolum จะเกิดการอักเสบของต่อมขับไขมันบริเวณเยื่อบุเปลือกตา (เนื้อเยื่อสี ชมพูที่อยู่ลึกจากขอบตาเข้าไปต้องปลิ้นเปลือกตาจึงจะเห็น)

          หัวฝีจะหลบซ่อนอยู่ด้านในของเปลือกตา คนไข้จะรู้สึกปวดที่เปลือกตา เมื่อใช้นิ้วคลำกดดูจะพบตุ่มแข็งและเจ็บ เมื่อปลิ้นเปลือกตาจะเห็นหัวฝีมีลักษณะสีเหลืองๆ บางครั้งต่อมขับไขมันบริเวณเยื่อบุเปลือกตานี้ อาจมีการอุดตันของรูเปิดเล็กๆ ทำให้มีเนื้อเยื่อรวมตัวอยู่ภายในต่อม กลายเป็นตุ่มนูนแข็งๆ ไม่เจ็บปวดอะไร ภาษาหมอเรียกว่า"คาลาเซียน" (chalazion) ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์ บางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบ คล้ายกุ้งยิงชนิดหัวหลบในได้
           
        สาเหตุที่เป็นกุ้งยิง
        กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคที่เรีย (มักเป็นเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นส่วนใหญ่) บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อซึ่งมีอยู่เป็นปกติในบริเวณนั้นตามมา สาเหตุที่ทำให้เกิดติดเชื้อได้ง่ายได้แก่
        • เปลือกตาไม่สะอาด มักเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
        • ใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมดหรือล้างไม่สะอาด
        • ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด
        การป้องกันกุ้งยิง
        วิธีป้องกันง่ายๆ คือ พยายามรักษาความสะอาด ไม่เอามือสกปรกไปขยี้ตารักษาความสะอาดบริเวณใบหน้าและเส้นผม สระผมบ่อยๆ อย่าให้ผมแยงตา และเมื่อสงสัยหรือเริ่มมีอาการ ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

        อาการกุ้งยิง
        ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดหนังตา กลอกตาหรือหลับตาจะทำให้ปวด บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา คลำได้ก้อนหรือเห็นเป็นก้อนที่เปลือกตา บางคนบวมมากจนตาปิด บางคนมีหนองไหลออกจากเปลือกตา หากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว

        วิธีการรักษากุ้งยิง
        เมื่อสงสัยว่าเริ่มเป็นตากุ้งยิง ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะในระยะแรกจะมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าได้ใช้ยาทันท่วงที และใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่เป็น จะทำให้ไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝีขึ้น กุ้งยิงก็จะหายได้โดยการใช้ยาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องผ่าฝี การใช้ยาควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย แต่ในรายที่เป็นฝีหรือตุ่มเป็นไตขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องทำการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริง ๆ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาให้หายขาดและไม่ให้เป็นซ้ำอีก ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี
        • การผ่าตัดระบายหนอง
                 จักษุแพทย์จะใช้ยาชาหยอดตาให้ชา และใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีด ดังนั้นขณะที่ทำคนไข้จะไม่เจ็บ
        หลังการเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้นเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
        • การดูแลตนเองถ้าเป็นกุ้งยิง
                  - ประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหรือไข่ต้มสุกห่อผ้าสะอาดบริเวณที่เป็นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที่ เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้
                  - ล้างมือบ่อยๆ
                  - งดทาเครื่องสำอาง
                  - หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์
                  - ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น

        โรคแทรกซ้อน
        • หากไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
        • ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู

        ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า

        ตอน 38 สมาชิกใหม่ วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.20 น. พี่แพนด้าได้จากไปแล้ว พี่แพนด้าเริ่มมีอาการการเดินที่มีปัญหา เหมือนแรงข...