เราไม่เคยคาดหวังจะอาบน้ำครั้งเดียว
แล้วตัวหอมทั้งสัปดาห์
เราไม่เคยคาดหวังจะกินข้าวมื้อเดียว
แล้วอิ่มไปตลอดอาทิตย์
แล้วทำไมจึงคาดหวังว่า
การอ่านข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจ
จะทำให้กำลังใจคงอยู่ตลอดไป?
ข้อกล่าวหานึงของการสร้างแรงบันดาลใจก็คือ
มันไม่ได้สร้างอะไรใหม่ และไม่มีวิธีการให้
ก็แค่จุดไฟให้คนลุกโชน
เพื่อไปมอดดับในเวลาต่อมา
ใช่! มันคือเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ว่ากำลังใจอันฮึกเหิมจะต้องดับลงในที่สุด
แต่กำลังใจนั้น โดยธรรมชาติมันเป็นของชั่วคราว
เราต้องสร้างใหม่ทุกวัน
เราต้องอ่าน เราต้องฟัง เราต้องรับพลังอยู่เรื่อยๆ
แล้วจึงออกไปลงมือทำ
กำลังใจจึงคือน้ำเกลือแร่ในวันอันเหนื่อยล้า
ขาเกือบวิ่งไม่ออก
กำลังใจจะมาทำหน้าที่ตรงนั้น
คำถามก็คือ
ในเมื่อได้น้ำเกลือแร่ดื่มให้ชุ่มชื่นหัวใจแล้ว
ทำไมยังเรียกร้องอาหารหลักอยู่นั่น?
บอกวิธีการด้วยสิ บอกมาเลยว่าทำไง
ฉันหิวแล้ว เอาอาหารมาป้อนใส่ปากให้ด้วย
เคี้ยวให้ด้วยนะ ขี้เกียจเคี้ยว ขี้เกียจคิด
...มันก็เป็นเสียอย่างนี้คนเรา
กำลังใจคือน้ำเกลือแร่
แต่เราต้องออกไปหาอาหารหลักเอาเอง
ไม่ใช่พร่ำบ่น รอแต่พึ่งให้คนอื่นมาป้อนทั้งแนวคิดและวิธีการ
อ่านเรื่องราวเสริมสร้างกำลังใจทุกวัน
ฟังเรื่องราวเสริมสร้างกำลังใจทุกวัน
คบคนที่เสริมสร้างกำลังใจทุกวัน
แล้วกำลังใจจะอยู่กับเราไปทั้งวัน
ที่เหลืออยู่ที่เราว่าจะลงมือทำหรือยัง
หรือจะเอาแต่อยู่ตรงจุดพักแจกน้ำเกลือแร่ต่อไป
เส้นชัยไม่มีขา
เราต้องวิ่งไปหามันเอง
บอกเอาไว้...เผื่อใครไม่รู้
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การสร้าง Brand Story
การจะทำธุรกิจยุคนี้ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ธุรกิจนั้นๆต้องมีเรื่องราว หรือ Brand Story
การสร้าง Brand Story เป็นเรื่องของศิลปะที่อาศัยความสร้างสรรค์ควบคู่กับความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ ที่จะสามารถสะกดอารมณ์ผู้พบเห็นให้เข้าใจและรู้สึกลึกซึ้งกับ brand ของคุณ
5 Tips ในการสร้าง Brand Story
1. คือการแสดงให้เห็น ไม่ใช่การพร่ำบอก (To Show, no to Tell) ว่า brand ของคุณเป็นอย่างไร Brand Story ที่ดีจะต้องทำให้ผู้บริโภคสามารถรู้สึกหรือสัมผัสได้เองว่า Brand ของคุณเป็นอย่างไร จงเลือกใช้คำที่กระตุ้นความรู้สึกหรือสร้างอารมณ์ให้คล้อยตามได้ (ลองไปหาอ่านเอกสารขอรับบริจาคเงินจากองค์กรการกุศลต่างๆเป็นตัวอย่าง)
2. การสร้าง Brand Story ไม่ใช่การขายของ จึงไม่ควรพูดเรื่อง Promotion หรือกิจกรรมการตลาดที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ (แบรนด์ดังๆ ไม่เคยพูดเรื่องลดราคา)
3. Brand Story คือหนังเรื่องยาวที่คุณต้องถ่ายทอดเรื่องเดิม message เดิมไปตลอด ไม่ใช่ละครสั้นที่เปลี่ยนเนื้อหาบ่อยจนผู้ชมสับสน พูดง่ายๆคือเป็นเรื่องของจุดยืนในการทำธุรกิจของคุณ
4. Confusion และ Inconsistent (สับสน โลเลและไม่สม่ำเสมอ) คือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้การสร้างแบรนด์ล้มเหลว จงเชื่อในแบรนด์ของคุณมากกว่าคำติเตียนเรื่อยเปื่อยจากลูกค้าที่ผ่านมาแล้วผ่านไปจนทำให้คุณสับสน การรับฟังคำแนะนำจากลูกค้าเป็นสิ่งดี แต่ไม่ควรให้ลูกค้ามายุ่งเรื่องของแบรนด์
ลองนึกดูว่า ถ้าลูกค้าคนนึงเดินมาบอก McDonald ว่า ไม่ชอบ Happy Meal เลย เลิกขายเถอะ แล้ว McDonald เชื่อและทำตาม จะเกิดอะไรขึ้น
5. Brand Story คือสิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจของคุณแตกต่างและยั่งยืน จงลงทุนกับการสร้าง Brand Story มากกว่าการทำ Promotion มีบริษัทสร้างแบรนด์มืออาชีพมากมาย ลองปรึกษาบริษัทเหล่านั้นเพื่อโอกาสทางธุรกิจที่ดีกว่า
สุดท้ายคือ การสร้าง Brand Story นั้นสามารถเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นจะสร้างได้เฉพาะธุรกิจเริ่มใหม่เท่านั้น แต่เมื่อสร้างแล้วจะหยุดไม่ได้เท่านั้นเอง
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
การสร้าง Brand Story เป็นเรื่องของศิลปะที่อาศัยความสร้างสรรค์ควบคู่กับความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านตัวหนังสือ ที่จะสามารถสะกดอารมณ์ผู้พบเห็นให้เข้าใจและรู้สึกลึกซึ้งกับ brand ของคุณ
5 Tips ในการสร้าง Brand Story
1. คือการแสดงให้เห็น ไม่ใช่การพร่ำบอก (To Show, no to Tell) ว่า brand ของคุณเป็นอย่างไร Brand Story ที่ดีจะต้องทำให้ผู้บริโภคสามารถรู้สึกหรือสัมผัสได้เองว่า Brand ของคุณเป็นอย่างไร จงเลือกใช้คำที่กระตุ้นความรู้สึกหรือสร้างอารมณ์ให้คล้อยตามได้ (ลองไปหาอ่านเอกสารขอรับบริจาคเงินจากองค์กรการกุศลต่างๆเป็นตัวอย่าง)
2. การสร้าง Brand Story ไม่ใช่การขายของ จึงไม่ควรพูดเรื่อง Promotion หรือกิจกรรมการตลาดที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ (แบรนด์ดังๆ ไม่เคยพูดเรื่องลดราคา)
3. Brand Story คือหนังเรื่องยาวที่คุณต้องถ่ายทอดเรื่องเดิม message เดิมไปตลอด ไม่ใช่ละครสั้นที่เปลี่ยนเนื้อหาบ่อยจนผู้ชมสับสน พูดง่ายๆคือเป็นเรื่องของจุดยืนในการทำธุรกิจของคุณ
4. Confusion และ Inconsistent (สับสน โลเลและไม่สม่ำเสมอ) คือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้การสร้างแบรนด์ล้มเหลว จงเชื่อในแบรนด์ของคุณมากกว่าคำติเตียนเรื่อยเปื่อยจากลูกค้าที่ผ่านมาแล้วผ่านไปจนทำให้คุณสับสน การรับฟังคำแนะนำจากลูกค้าเป็นสิ่งดี แต่ไม่ควรให้ลูกค้ามายุ่งเรื่องของแบรนด์
ลองนึกดูว่า ถ้าลูกค้าคนนึงเดินมาบอก McDonald ว่า ไม่ชอบ Happy Meal เลย เลิกขายเถอะ แล้ว McDonald เชื่อและทำตาม จะเกิดอะไรขึ้น
5. Brand Story คือสิ่งเดียวที่จะทำให้ธุรกิจของคุณแตกต่างและยั่งยืน จงลงทุนกับการสร้าง Brand Story มากกว่าการทำ Promotion มีบริษัทสร้างแบรนด์มืออาชีพมากมาย ลองปรึกษาบริษัทเหล่านั้นเพื่อโอกาสทางธุรกิจที่ดีกว่า
สุดท้ายคือ การสร้าง Brand Story นั้นสามารถเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่จำเป็นจะสร้างได้เฉพาะธุรกิจเริ่มใหม่เท่านั้น แต่เมื่อสร้างแล้วจะหยุดไม่ได้เท่านั้นเอง
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
แค่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ชีวิตคุณจะพลิกมหาศาล
เคล็ดลับหนึ่งเดียว
ที่จะดึงให้ชีวิตเรา "รุ่ง" พุ่งแรง
คือ "เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม"
เปลี่ยนยังไง? ง่ายมาก
ก็แค่...
หนึ่ง เพิ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่เราคบ
การคบหาสมาคมคนเก่งๆ เราจะเก่งตาม
เหล็กอยู่ใกล้แม่เหล็กนานๆ
ต้องได้ความเป็นแม่เหล็กติดตัวมาบ้าง
ถามต่อว่า แล้วเราจะไปคบเก่งๆ แบบนี้ได้ที่ไหน?
ตอบว่าในสัมมนา ในชั้นเรียนพิเศษหลังเลิกงาน
ให้ห้องเรียนหลักสูตรพิเศษวันเสาร์อาทิตย์
คนเก่งๆ เขาไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
สอง เพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ที่เราเสพ
ถ้าเคยอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว
ต้องเปลี่ยนมาอ่านหนังสือเพื่อสาระพัฒนาตัวเองบ้าง
ถ้าเคยดูแต่รายการทีวีเบาสมอง
ต้องเปลี่ยนมาดูรายการที่เสริมสร้างปัญญาบ้าง
ถ้าเคยดูแต่คลิปแมวหมา คลิปอุบัติเหตุ
ต้องเปลี่ยนมาดูคลิปความรู้ที่มีให้ดูฟรีๆ เต็มไปหมดบ้าง
ถ้าเคยฟังแต่เพลงตอนขับรถ
ต้องเปลี่ยนมาฟังซีดีให้ความรู้บ้าง
ขอเพียงทำสองสิ่งนี้ให้นานพอ
ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี "อย่างรวดเร็ว"
แน่นอน ฟังแล้วไม่สนุก
ให้เปลี่ยนสิ่งที่เคยชินเนี่ยนะ? ไม่เอาดีกว่า
ให้เลิกทำสิ่งที่ฉันเคยสนุกๆ ด้วยเนี่ยนะ? ไม่เอาหรอก
นั่นล่ะ เหตุผลที่มีคนเพียง 3% เท่านั้น
ที่ควบคุมชีวิตตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้
ส่วนคนอีก 97% ยังเดินโดยไร้จุดหมาย
แล้วเฝ้าบอกกับตัวเองว่าจะเอาอะไรมาก คนเรายังไงก็ต้องตาย
แต่ถ้าใครได้ตัดสินใจลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างแน่วแน่
เขาผู้นั้นจะพบว่าสิ่งที่สนุกกว่าสิ่งบันเทิงไหนๆ
ก็คือการได้เห็นว่าตัวเขาเองเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ดึงศักยภาพในตัวเองออกมาใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
รับรองว่าคุณจะบันเทิงสุดๆ
โดยมีของแถมเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะเราคือค่าเฉลี่ยของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
รายได้ ความคิด ทัศนคติ ความฝัน การลงมือทำ
เราได้อิทธิพลจากสิ่งรอบข้างทั้งนั้น
เคล็ดลับหนึ่งเดียว
ที่จะดึงให้ชีวิตเรา "รุ่ง" พุ่งแรง
จึงคือ "เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม" เท่านั้น
แล้วชีวิตเราจะไม่เหมือนเดิม ตลอดไป
นี่ไม่ใช่ทฤษฎี แต่ใช้กับตัวเองจนได้ผลลัพธ์
แค่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
ชีวิตคุณจะพลิกมหาศาล
อย่าแค่อ่านแล้วผ่านไป แบบนั้นมันเสียเวลาที่เอามาบอก
อ่านแล้วชอบ ต้องลงมือทำด้วยนะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ที่จะดึงให้ชีวิตเรา "รุ่ง" พุ่งแรง
คือ "เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม"
เปลี่ยนยังไง? ง่ายมาก
ก็แค่...
หนึ่ง เพิ่มเพื่อนใหม่ๆ ที่เราคบ
การคบหาสมาคมคนเก่งๆ เราจะเก่งตาม
เหล็กอยู่ใกล้แม่เหล็กนานๆ
ต้องได้ความเป็นแม่เหล็กติดตัวมาบ้าง
ถามต่อว่า แล้วเราจะไปคบเก่งๆ แบบนี้ได้ที่ไหน?
ตอบว่าในสัมมนา ในชั้นเรียนพิเศษหลังเลิกงาน
ให้ห้องเรียนหลักสูตรพิเศษวันเสาร์อาทิตย์
คนเก่งๆ เขาไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น
สอง เพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ที่เราเสพ
ถ้าเคยอ่านหนังสือเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว
ต้องเปลี่ยนมาอ่านหนังสือเพื่อสาระพัฒนาตัวเองบ้าง
ถ้าเคยดูแต่รายการทีวีเบาสมอง
ต้องเปลี่ยนมาดูรายการที่เสริมสร้างปัญญาบ้าง
ถ้าเคยดูแต่คลิปแมวหมา คลิปอุบัติเหตุ
ต้องเปลี่ยนมาดูคลิปความรู้ที่มีให้ดูฟรีๆ เต็มไปหมดบ้าง
ถ้าเคยฟังแต่เพลงตอนขับรถ
ต้องเปลี่ยนมาฟังซีดีให้ความรู้บ้าง
ขอเพียงทำสองสิ่งนี้ให้นานพอ
ชีวิตจะเปลี่ยนไปในทางที่ดี "อย่างรวดเร็ว"
แน่นอน ฟังแล้วไม่สนุก
ให้เปลี่ยนสิ่งที่เคยชินเนี่ยนะ? ไม่เอาดีกว่า
ให้เลิกทำสิ่งที่ฉันเคยสนุกๆ ด้วยเนี่ยนะ? ไม่เอาหรอก
นั่นล่ะ เหตุผลที่มีคนเพียง 3% เท่านั้น
ที่ควบคุมชีวิตตัวเองไปสู่ความสำเร็จได้
ส่วนคนอีก 97% ยังเดินโดยไร้จุดหมาย
แล้วเฝ้าบอกกับตัวเองว่าจะเอาอะไรมาก คนเรายังไงก็ต้องตาย
แต่ถ้าใครได้ตัดสินใจลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างแน่วแน่
เขาผู้นั้นจะพบว่าสิ่งที่สนุกกว่าสิ่งบันเทิงไหนๆ
ก็คือการได้เห็นว่าตัวเขาเองเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ดึงศักยภาพในตัวเองออกมาใช้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ
รับรองว่าคุณจะบันเทิงสุดๆ
โดยมีของแถมเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
เพราะเราคือค่าเฉลี่ยของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา
รายได้ ความคิด ทัศนคติ ความฝัน การลงมือทำ
เราได้อิทธิพลจากสิ่งรอบข้างทั้งนั้น
เคล็ดลับหนึ่งเดียว
ที่จะดึงให้ชีวิตเรา "รุ่ง" พุ่งแรง
จึงคือ "เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม" เท่านั้น
แล้วชีวิตเราจะไม่เหมือนเดิม ตลอดไป
นี่ไม่ใช่ทฤษฎี แต่ใช้กับตัวเองจนได้ผลลัพธ์
แค่เปลี่ยนสิ่งแวดล้อมเท่านั้น
ชีวิตคุณจะพลิกมหาศาล
อย่าแค่อ่านแล้วผ่านไป แบบนั้นมันเสียเวลาที่เอามาบอก
อ่านแล้วชอบ ต้องลงมือทำด้วยนะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพุธที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2557
"ถ้ายังทำไม่สุด อย่ามาบ่นว่าคุณยังไม่ SUCCESS"
"ถ้ายังทำไม่สุด อย่ามาบ่นว่าคุณยังไม่ SUCCESS"
เมื่อคืนได้ยินประโยคคมๆ แรงๆ แบบนี้
จากหนุ่มที่อายุเพียงแค่ 25 ปี
เขาชื่อ "นิค ชานน"
(ติดตามเค้าได้ที่ www.facebook.com/nicschanon)
เทรดเดอร์นักลงทุนหุ้นที่กำลังมาแรง
และเชื่อว่าอีกไม่นาน เราทุกคนจะรู้จักเขา
ถ้าคุณได้เห็นหน้าตาและการแต่งตัวของเขา
เขาอาจถูกเหมารวมว่า
"ก็แค่ลูกคนรวย มีเงินก็เอามาต่อเงินได้สิ"
แต่หลังจากนั่งลงคุยกันเป็นชั่วโมง
นึกถึงคำว่า "อย่าตัดสินหนังสือจากปก"
เพราะยุคนี้วัยรุ่นเขาเท่ด้วยการ "รวยด้วยฝีมือตัวเอง"
เขาเล่าให้ฟังว่า ไม่ปฏิเสธว่าบ้านเขามีฐานะกว่าคนทั่วไป
แต่บ้านเขาก็เคยล้มเพราะเหตุวิกฤติปี 2540
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขา "อยากรวย"
เพราะตอนนั้นรู้สึกเลยว่าพอไม่มีเงิน ชีวิตมันก็เปลี่ยนไปหมด
ระหว่างที่เล่า เขาหลุดประโยคคมๆ มาอีกประโยค
"เวลาชีวิตเจอกับปัญหา
บางคนเอามันมาเป็นข้อแก้ตัวแล้วทำให้ชีวิตมันห่วยยิ่งขึ้น
ในขณะที่บางคนเอามันมาเป็นแรงผลัก ให้ต้องดีให้ได้
ผมเป็นคนอย่างหลัง"
เขาไปเป็นดีเจตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพื่อหาเงินพิเศษ
ทำงานนู่นนั่นนี่ ไม่เคยมีชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่น
ในเวลาต่อมา เขาหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านกาแฟ
"NIKKO CAFE" อยู่ซอยเอกมัย 12
แน่นอน เขาไม่ได้มีเงินมากมาย มีแต่ใจกับความฝัน
สุดท้ายมันก็กลายเป็นร้านกาแฟชื่อดัง
ในเวลาต่อมาของต่อมา
เขากลายเป็นนักลงทุนในหุ้นที่ล้มลุกคลุกมาเยอะ
เจ็บจนซึ้ง นับหนึ่งแล้วกลับไปนับศูนย์ใหม่
ฝึกแล้วฝึกอีก จนกระทั่งวันนี้เขามีที่ยืนแล้ว
โน้ตบุ๊กเครื่องนึง เทรดหุ้นที่ไหนก็ได้
"นิค ชานน" ทิ้งประโยคที่ดังก้อง
แม้เราจะแยกย้ายกันกลับบ้านไปแล้ว เขาบอกว่า
"ผมว่าคนสมัยนี้บ่นเก่ง ลำบากง่าย
มีแต่ความฝันฟุ้ง แต่ไม่ลงมือทำ หรือลงมือทำก็ทำไปงั้นๆ
แต่ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรก็ตาม เราต้องทำให้สุด
ทุ่มสุดตัว ลงมือสุดๆ เอาให้เป็นแถวหน้าให้ได้
ไม่ใช่แค่ทำงานไปวันๆ ได้เงินไปเดือนนึงๆ"
เห็นด้วยทุกประการ
ทำให้สุด ถ้าไม่สุด
คุณไม่มีสิทธิ์บ่นว่าทำไมไม่ประสบความสำเร็จซะที
เอ้า! ออกไปลุยให้สุดๆ ได้แล้ว
ยอดนักสู้ทุกท่าน
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
เมื่อคืนได้ยินประโยคคมๆ แรงๆ แบบนี้
จากหนุ่มที่อายุเพียงแค่ 25 ปี
เขาชื่อ "นิค ชานน"
(ติดตามเค้าได้ที่ www.facebook.com/nicschanon)
เทรดเดอร์นักลงทุนหุ้นที่กำลังมาแรง
และเชื่อว่าอีกไม่นาน เราทุกคนจะรู้จักเขา
ถ้าคุณได้เห็นหน้าตาและการแต่งตัวของเขา
เขาอาจถูกเหมารวมว่า
"ก็แค่ลูกคนรวย มีเงินก็เอามาต่อเงินได้สิ"
แต่หลังจากนั่งลงคุยกันเป็นชั่วโมง
นึกถึงคำว่า "อย่าตัดสินหนังสือจากปก"
เพราะยุคนี้วัยรุ่นเขาเท่ด้วยการ "รวยด้วยฝีมือตัวเอง"
เขาเล่าให้ฟังว่า ไม่ปฏิเสธว่าบ้านเขามีฐานะกว่าคนทั่วไป
แต่บ้านเขาก็เคยล้มเพราะเหตุวิกฤติปี 2540
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขา "อยากรวย"
เพราะตอนนั้นรู้สึกเลยว่าพอไม่มีเงิน ชีวิตมันก็เปลี่ยนไปหมด
ระหว่างที่เล่า เขาหลุดประโยคคมๆ มาอีกประโยค
"เวลาชีวิตเจอกับปัญหา
บางคนเอามันมาเป็นข้อแก้ตัวแล้วทำให้ชีวิตมันห่วยยิ่งขึ้น
ในขณะที่บางคนเอามันมาเป็นแรงผลัก ให้ต้องดีให้ได้
ผมเป็นคนอย่างหลัง"
เขาไปเป็นดีเจตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพื่อหาเงินพิเศษ
ทำงานนู่นนั่นนี่ ไม่เคยมีชีวิตวัยรุ่นเหมือนคนอื่น
ในเวลาต่อมา เขาหุ้นกับเพื่อนเปิดร้านกาแฟ
"NIKKO CAFE" อยู่ซอยเอกมัย 12
แน่นอน เขาไม่ได้มีเงินมากมาย มีแต่ใจกับความฝัน
สุดท้ายมันก็กลายเป็นร้านกาแฟชื่อดัง
ในเวลาต่อมาของต่อมา
เขากลายเป็นนักลงทุนในหุ้นที่ล้มลุกคลุกมาเยอะ
เจ็บจนซึ้ง นับหนึ่งแล้วกลับไปนับศูนย์ใหม่
ฝึกแล้วฝึกอีก จนกระทั่งวันนี้เขามีที่ยืนแล้ว
โน้ตบุ๊กเครื่องนึง เทรดหุ้นที่ไหนก็ได้
"นิค ชานน" ทิ้งประโยคที่ดังก้อง
แม้เราจะแยกย้ายกันกลับบ้านไปแล้ว เขาบอกว่า
"ผมว่าคนสมัยนี้บ่นเก่ง ลำบากง่าย
มีแต่ความฝันฟุ้ง แต่ไม่ลงมือทำ หรือลงมือทำก็ทำไปงั้นๆ
แต่ผมคิดว่าไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไรก็ตาม เราต้องทำให้สุด
ทุ่มสุดตัว ลงมือสุดๆ เอาให้เป็นแถวหน้าให้ได้
ไม่ใช่แค่ทำงานไปวันๆ ได้เงินไปเดือนนึงๆ"
เห็นด้วยทุกประการ
ทำให้สุด ถ้าไม่สุด
คุณไม่มีสิทธิ์บ่นว่าทำไมไม่ประสบความสำเร็จซะที
เอ้า! ออกไปลุยให้สุดๆ ได้แล้ว
ยอดนักสู้ทุกท่าน
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ถ้าคุณคิดว่าคุณเป็นอย่างไร คุณก็จะได้อย่างนั้น!!
มิตรสหายท่านหนึ่งบอกว่า
ถ้าหากคุณเป็นคนไม่ตลก
จงอย่าพยายามทำตัวตลก
เพราะยังไงมันก็ไม่ตลก
แต่ถ้าหากคุณเป็นคนตลก
จงอย่าพยายามทำตัวไม่ตลก
เพราะยังไงมันก็ตลกอยู่ดี
---
ทั้งหมดนี้..
กำลังบอกเราว่า
เราต้องรู้จักตัวเองก่อน
ไม่มีใครรู้หรอกว่า
คุณต้องการอะไรมากที่สุด
นอกจาก "ตัวของคุณ"
หากงานที่กำลังทำในทุกๆ วัน
ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต
มันอาจจะแปลว่า
คุณกำลังหลอกตัวเอง
---
คนทุกคน
ล้วนอยากประสบความสำเร็จ
แต่ทว่า ... ความสำเร็จยิ่งใหญ่นั้น
ต้องเริ่มต้นจากการสะสมทีละเล็กละน้อย
หากเรายังตอบตัวเองไม่ได้ว่า
ความสำเร็จอะไรที่เราต้องการ
มันก็อาจจะเหมือน
คนที่ใช้ชีวิตตลกไปวันๆ
ทั้งๆ ที่ชีวิตนั้นมันไม่ใช่เรื่องตลก
แต่ถ้าคุณตอบตัวเองได้
ว่าความสำเร็จที่ต้องการคืออะไร
คำถามต่อมาก็คือ
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำในวันนี้
มันกำลังนำคุณไปหาความสำเร็จหรือเปล่า
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
ถ้าหากคุณเป็นคนไม่ตลก
จงอย่าพยายามทำตัวตลก
เพราะยังไงมันก็ไม่ตลก
แต่ถ้าหากคุณเป็นคนตลก
จงอย่าพยายามทำตัวไม่ตลก
เพราะยังไงมันก็ตลกอยู่ดี
---
ทั้งหมดนี้..
กำลังบอกเราว่า
เราต้องรู้จักตัวเองก่อน
ไม่มีใครรู้หรอกว่า
คุณต้องการอะไรมากที่สุด
นอกจาก "ตัวของคุณ"
หากงานที่กำลังทำในทุกๆ วัน
ไม่ได้ตอบโจทย์การใช้ชีวิต
มันอาจจะแปลว่า
คุณกำลังหลอกตัวเอง
---
คนทุกคน
ล้วนอยากประสบความสำเร็จ
แต่ทว่า ... ความสำเร็จยิ่งใหญ่นั้น
ต้องเริ่มต้นจากการสะสมทีละเล็กละน้อย
หากเรายังตอบตัวเองไม่ได้ว่า
ความสำเร็จอะไรที่เราต้องการ
มันก็อาจจะเหมือน
คนที่ใช้ชีวิตตลกไปวันๆ
ทั้งๆ ที่ชีวิตนั้นมันไม่ใช่เรื่องตลก
แต่ถ้าคุณตอบตัวเองได้
ว่าความสำเร็จที่ต้องการคืออะไร
คำถามต่อมาก็คือ
สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณทำในวันนี้
มันกำลังนำคุณไปหาความสำเร็จหรือเปล่า
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
ค้นหา "สนามของตนเอง" ให้พบ...
อยากรวยเหมือนคนอื่นนั้นไม่ผิด
แต่อยากรวยด้วย "วิธีการ" เหมือนคนอื่นนั้น
อันตรายมาก
เพราะเราอาจหลงไปในสนามที่เราไม่ถนัด
กว่าจะรู้ตัว ก็เพลี่ยงพล้ำไปเยอะจนเกินจะถอนตัว
ส่วนตัวนั้นเลือกสนามที่คิดว่ามีโอกาสชนะสูง
ไม่ใช่สนามยอดฮิตที่เราเห็นคนชนะ รวยเอา รวยเอา
แล้วอยากชนะ อยากรวยแบบเค้าบ้าง
โอ้...มันช่างยั่วยวนเหลือเกิน
แต่เราไม่รู้หรอกว่าผู้ชนะนั้นผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้
เพราะเขาไม่ได้เล่าให้เราฟัง
หรือถึงจะเล่าให้ฟัง เราก็ไม่อยากจะฟัง
เพราะความโลภมันปิดหู บังตา
มีความเชื่อว่าเราแต่ละคนมีสนามที่ถนัดไม่เหมือนกัน
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรวยจากการเล่นหุ้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรวยจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
หรือจะเป็นธุรกิจเครือข่าย ขายประกัน ขายของออนไลน์
ทุกอาชีพนั้นดีหมด
แต่ความถนัดในงานไหนเท่านั้นเองที่เหมาะกับเรา
อย่าเอาความโลภเป็นที่ตั้งในการเลือกอาชีพก็พอ
แต่จงเอาความรักเป็นหลักนำทาง
ถามว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่าเรามีโอกาสชนะในสนามไหน?
คำตอบคือก็ต้อง "ลงสนาม" บ่อยๆ ในหลายๆ สนามที่แตกต่างกัน
เรียนมาอย่าง ไปทำงานอีกอย่าง เดี๋ยวนี้ป็นเรื่องธรรมดา
ช่วงชีวิตของคนคนนึงอาจเปลี่ยนอาชีพไปหลายอาชีพ
เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ทั้งที่จบทั้งตรีและโทวิศวะจุฬามา
ปัญหาของคนที่ยังไม่เจอตัวเองก็คือ
เขาลองทำอะไรใหม่ๆ น้อยเกินไป
เขากลัวการก้าวพลาดมากเกินไป
เขาคุยกับหัวใจตัวเองน้อยเกินไป
เมื่อเจอคนรวยจากสนามอื่นๆ ก็เลยอยากรวยบ้าง
เพราะเกิดหวั่นไหวไปตามประสาคนใกล้กัน
ไปลองหลายๆ สนาม
แล้วหาสนามของตัวเองให้เจอสิ
เมื่อเจอสนามนั้นแล้ว
คุณจะไม่ต้องแห่ไปขุดทองเหมือนกับคนส่วนใหญ่
เพราะสนามนั้นแหละ
คือ "บ่อทองคำ" ที่คุณขุดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
แต่อยากรวยด้วย "วิธีการ" เหมือนคนอื่นนั้น
อันตรายมาก
เพราะเราอาจหลงไปในสนามที่เราไม่ถนัด
กว่าจะรู้ตัว ก็เพลี่ยงพล้ำไปเยอะจนเกินจะถอนตัว
ส่วนตัวนั้นเลือกสนามที่คิดว่ามีโอกาสชนะสูง
ไม่ใช่สนามยอดฮิตที่เราเห็นคนชนะ รวยเอา รวยเอา
แล้วอยากชนะ อยากรวยแบบเค้าบ้าง
โอ้...มันช่างยั่วยวนเหลือเกิน
แต่เราไม่รู้หรอกว่าผู้ชนะนั้นผ่านอะไรมาบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้
เพราะเขาไม่ได้เล่าให้เราฟัง
หรือถึงจะเล่าให้ฟัง เราก็ไม่อยากจะฟัง
เพราะความโลภมันปิดหู บังตา
มีความเชื่อว่าเราแต่ละคนมีสนามที่ถนัดไม่เหมือนกัน
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรวยจากการเล่นหุ้น
ไม่ใช่ทุกคนที่จะรวยจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
หรือจะเป็นธุรกิจเครือข่าย ขายประกัน ขายของออนไลน์
ทุกอาชีพนั้นดีหมด
แต่ความถนัดในงานไหนเท่านั้นเองที่เหมาะกับเรา
อย่าเอาความโลภเป็นที่ตั้งในการเลือกอาชีพก็พอ
แต่จงเอาความรักเป็นหลักนำทาง
ถามว่าแล้วจะรู้ได้ไงว่าเรามีโอกาสชนะในสนามไหน?
คำตอบคือก็ต้อง "ลงสนาม" บ่อยๆ ในหลายๆ สนามที่แตกต่างกัน
เรียนมาอย่าง ไปทำงานอีกอย่าง เดี๋ยวนี้ป็นเรื่องธรรมดา
ช่วงชีวิตของคนคนนึงอาจเปลี่ยนอาชีพไปหลายอาชีพ
เดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ทั้งที่จบทั้งตรีและโทวิศวะจุฬามา
ปัญหาของคนที่ยังไม่เจอตัวเองก็คือ
เขาลองทำอะไรใหม่ๆ น้อยเกินไป
เขากลัวการก้าวพลาดมากเกินไป
เขาคุยกับหัวใจตัวเองน้อยเกินไป
เมื่อเจอคนรวยจากสนามอื่นๆ ก็เลยอยากรวยบ้าง
เพราะเกิดหวั่นไหวไปตามประสาคนใกล้กัน
ไปลองหลายๆ สนาม
แล้วหาสนามของตัวเองให้เจอสิ
เมื่อเจอสนามนั้นแล้ว
คุณจะไม่ต้องแห่ไปขุดทองเหมือนกับคนส่วนใหญ่
เพราะสนามนั้นแหละ
คือ "บ่อทองคำ" ที่คุณขุดเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
การปรับตัวของร้านโชห่วย
ถ้าคุณมีร้านโชห่วยอยู่ แล้ววันดีคืนดีจะมี 7-11, Family Mart หรือ Lawson 108 มาเปิดข้างๆ ร้านคุณ คุณจะทำอย่างไร
มี 9 วิธีรับมือกับร้านสะดวกซื้อเหล่านี้ รวบรวมมาส่วนนึงและยืนยันแล้วว่าได้ผล จากประสบการณ์ของร้านโชห่วยทั่วประเทศที่ได้ทำงานด้วย
1. เอาชนะอาหารแช่แข็งด้วยการเพิ่มการขายอาหารสด เช่นหันมาขายข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวเพิ่มอีก ปรับหน้าร้านให้ว่า หาโต๊ะหินมาวาง ขายข้าวแกง เพื่อให้คนซื้อของจากที่ร้านแล้วนั่งทานได้เลย โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ต่างๆ แถมน้ำแข็งฟรี มีทีวีให้ดูด้วยยิ่งเริ่ด เพราะร้านสะดวกซื้อเหล่านั้น จะไม่อนุญาติให้มีโต๊ะนั่งหน้าร้าน
2. แบ่งของประเภทซอง (กาแฟ ครีมเทียม น้ำตาล) มาแพ็คขายเป็นชุด กำไรดีกว่าขายยกห่อด้วย แพ็คเป็นชุดๆ สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถซื้อทีละห่อใหญ่ๆได้
3. จัดร้านให้เป็นระเบียบ เพิ่มไฟให้สว่าง ติดแอร์ให้เย็น คัดเลือกสินค้า อันไหนขายไม่ได้ ไปเรียกบริษัทมาเก็บคืนไป เหลือแต่ของเน้นๆ
4. เมื่อจัดร้านเรียบร้อย เคลียร์ตำแหน่งโชว์สินค้าสวยๆให้ว่างๆ แล้วเรียกบริษัทต่างๆมาดู ให้เค้าเลือกเช่าพื้นที่โชว์ของ แล้วจ่ายเงินเราเป้นค่าโชว์สินค้า เพิ่มรายได้ให้ธุรกิจอีกทาง
5. เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการอื่น เช่นซักรีด บางร้านมีบริเวณหน่อยอาจถึงขั้นรับฝากสัตว์เลี้ยง
6. หาของเล่น ขนมแปลกๆจากต่างประเทศมาขาย ถ้าร้านอยู่ในบริเวณที่มีเด็กผ่านไปมาเยอะ ของเล่นกับขนมจากสำเพ็งคือทางเลือกที่ดี เพิ่มความหลากหลายของร้านได้เยอะ
7. หาสินค้ามาจัดรายการพิเศษทุกเดือน เดือนละ 3-4 รายการ ติดต่อบริษัทเจ้าของสินค้าหรือตัวแทน พวกนี้จะมีสินค้าประเภท อีก 3-4 เดือนจะหมดอายุ แต่ต้องเก็บออกจากร้านจามนโยบาย สินค้าพวกนี้จะดึงคนเข้าร้านได้มาก โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้
8. ขายน้ำใส่น้ำแข็งเป็นถุง
9. ขยายธุรกิจสู่การเป็นตัวแทนจำหน่ายในท้องที่ มีสินค้าใหม่ๆออกมามากมาย เช่นอาหาร ขนม เครื่องสำอางค์ อาหารเสริม ของคนไทยที่กำลังต้องการขยายตลาด การผันตัวเองมาเป้นตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
10. รับเป็นตัวแทนของไปรษณีย์ไทย คนรับ/ส่งของมากขึ้นตามกระแสการขายของ online
ลองดู ถ้าเราสู้ เราไม่มีทางแพ้
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
มี 9 วิธีรับมือกับร้านสะดวกซื้อเหล่านี้ รวบรวมมาส่วนนึงและยืนยันแล้วว่าได้ผล จากประสบการณ์ของร้านโชห่วยทั่วประเทศที่ได้ทำงานด้วย
1. เอาชนะอาหารแช่แข็งด้วยการเพิ่มการขายอาหารสด เช่นหันมาขายข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยวเพิ่มอีก ปรับหน้าร้านให้ว่า หาโต๊ะหินมาวาง ขายข้าวแกง เพื่อให้คนซื้อของจากที่ร้านแล้วนั่งทานได้เลย โดยเฉพาะเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ต่างๆ แถมน้ำแข็งฟรี มีทีวีให้ดูด้วยยิ่งเริ่ด เพราะร้านสะดวกซื้อเหล่านั้น จะไม่อนุญาติให้มีโต๊ะนั่งหน้าร้าน
2. แบ่งของประเภทซอง (กาแฟ ครีมเทียม น้ำตาล) มาแพ็คขายเป็นชุด กำไรดีกว่าขายยกห่อด้วย แพ็คเป็นชุดๆ สำหรับลูกค้าที่ไม่สามารถซื้อทีละห่อใหญ่ๆได้
3. จัดร้านให้เป็นระเบียบ เพิ่มไฟให้สว่าง ติดแอร์ให้เย็น คัดเลือกสินค้า อันไหนขายไม่ได้ ไปเรียกบริษัทมาเก็บคืนไป เหลือแต่ของเน้นๆ
4. เมื่อจัดร้านเรียบร้อย เคลียร์ตำแหน่งโชว์สินค้าสวยๆให้ว่างๆ แล้วเรียกบริษัทต่างๆมาดู ให้เค้าเลือกเช่าพื้นที่โชว์ของ แล้วจ่ายเงินเราเป้นค่าโชว์สินค้า เพิ่มรายได้ให้ธุรกิจอีกทาง
5. เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการอื่น เช่นซักรีด บางร้านมีบริเวณหน่อยอาจถึงขั้นรับฝากสัตว์เลี้ยง
6. หาของเล่น ขนมแปลกๆจากต่างประเทศมาขาย ถ้าร้านอยู่ในบริเวณที่มีเด็กผ่านไปมาเยอะ ของเล่นกับขนมจากสำเพ็งคือทางเลือกที่ดี เพิ่มความหลากหลายของร้านได้เยอะ
7. หาสินค้ามาจัดรายการพิเศษทุกเดือน เดือนละ 3-4 รายการ ติดต่อบริษัทเจ้าของสินค้าหรือตัวแทน พวกนี้จะมีสินค้าประเภท อีก 3-4 เดือนจะหมดอายุ แต่ต้องเก็บออกจากร้านจามนโยบาย สินค้าพวกนี้จะดึงคนเข้าร้านได้มาก โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจไม่ดีแบบนี้
8. ขายน้ำใส่น้ำแข็งเป็นถุง
9. ขยายธุรกิจสู่การเป็นตัวแทนจำหน่ายในท้องที่ มีสินค้าใหม่ๆออกมามากมาย เช่นอาหาร ขนม เครื่องสำอางค์ อาหารเสริม ของคนไทยที่กำลังต้องการขยายตลาด การผันตัวเองมาเป้นตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
10. รับเป็นตัวแทนของไปรษณีย์ไทย คนรับ/ส่งของมากขึ้นตามกระแสการขายของ online
ลองดู ถ้าเราสู้ เราไม่มีทางแพ้
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
เปลี่ยนชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนความคิด vs เปลี่ยนความคิด ก็ต้องเปลี่ยนความเชื่อ
อยากเปลี่ยนชีวิต ก็ต้องเปลี่ยนความคิด
อยากเปลี่ยนความคิด ก็ต้องเปลี่ยนความเชื่อ
อยากเปลี่ยนความเชื่อ
ก็ต้อง "หาหลักฐานใหม่ๆ"
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเราเคยเชื่อว่าเกิดมาจน ก็ต้องจนต่อไปจนวันตาย
แต่ถ้าวันนี้เราไม่อยากเชื่อแบบนั้นแล้ว
ก็จงออกค้นหาหลักฐานใหม่ๆ ว่า
"มีใครบ้างไหมที่เกิดมาจน แล้วสู้ชีวิตจนกลายเป็นคนรวย?"
ตอบให้เลยว่ามี มีเยอะด้วย
หามาอ่าน หามาดูเยอะๆ
ไปเจอ ไปฟัง ไปพูดคุยกับตัวจริง
แล้วความเชื่อคุณจะค่อยๆ เปลี่ยน
เป็นเรื่องปกติที่ตอนแรกความเชื่อเดิม
มันจะพยายามต่อต้านหลักฐานใหม่ชิ้นนี้
เสียงในหัวจะเอาแต่ดังว่า
ทำไม่ได้หรอก เรามันโง่!
ทำไม่ได้หรอก มันยาก มีไม่กี่คนทำได้!
ทำไม่ได้หรอก เขามันดวงดี เรามันดวงซวย!
พร้อมกันนั้นยังอาจมีเสียงรอบข้างที่คอยหวังดี
อย่าไปพยายามเลย อันตัวเราเท่านี้ก็ดีแล้ว
อย่าไปพยายามเลย เงินไม่สำคัญหรอก มีความสุขดีกว่า
อย่าไปพยายามเลย คนรวยๆ ใช่ว่าจะมีความสุข
เสียงเหล่านี้หวังดีจริงๆ ไม่ได้ประสงค์ร้าย
แต่เขาทั้งหมดก็ล้วนอยู่ในความเชื่อแบบเก่าๆ
เพราะเขาไม่ได้กำลังหาหลักฐานใหม่ๆ แบบเรา
ที่กำลังจะทำลายความเชื่อแบบเดิม
เราต้องอย่าไปยอม
เราต้องฟังบ้าง แต่อย่าได้ยินทั้งหมด
เราต้องใส่ข้อมูลใหม่ๆ ใส่หลักฐานใหม่ๆ ต่อไป
พอสะสมมากพอ เราจะเริ่มรู้สึกว่า
"เอ๊ะ! ตัวข้าก็น่าจะทำได้นะเนี่ย"
เมื่อความเชื่อเปลี่ยน ความคิดก็จะเริ่มเปลี่ยนตาม
เมื่อความคิดเปลี่ยน การกระทำก็จะเริ่มเปลี่ยนตาม
เมื่อการกระทำเปลี่ยน ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยน
และเมื่อผลลัพธ์เปลี่ยน
นั่นแหละ ที่ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนในที่สุด
ชีวิตเราทุกคนเปลี่ยนได้ครับ
ขอแค่หาหลักฐานใหม่ๆ มาเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ
ชีวิตเปลี่ยนก็เพราะทำแบบนี้
คุณจะไม่ลองบ้างเหรอ?
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
อยากเปลี่ยนความคิด ก็ต้องเปลี่ยนความเชื่อ
อยากเปลี่ยนความเชื่อ
ก็ต้อง "หาหลักฐานใหม่ๆ"
ตัวอย่างเช่น
ถ้าเราเคยเชื่อว่าเกิดมาจน ก็ต้องจนต่อไปจนวันตาย
แต่ถ้าวันนี้เราไม่อยากเชื่อแบบนั้นแล้ว
ก็จงออกค้นหาหลักฐานใหม่ๆ ว่า
"มีใครบ้างไหมที่เกิดมาจน แล้วสู้ชีวิตจนกลายเป็นคนรวย?"
ตอบให้เลยว่ามี มีเยอะด้วย
หามาอ่าน หามาดูเยอะๆ
ไปเจอ ไปฟัง ไปพูดคุยกับตัวจริง
แล้วความเชื่อคุณจะค่อยๆ เปลี่ยน
เป็นเรื่องปกติที่ตอนแรกความเชื่อเดิม
มันจะพยายามต่อต้านหลักฐานใหม่ชิ้นนี้
เสียงในหัวจะเอาแต่ดังว่า
ทำไม่ได้หรอก เรามันโง่!
ทำไม่ได้หรอก มันยาก มีไม่กี่คนทำได้!
ทำไม่ได้หรอก เขามันดวงดี เรามันดวงซวย!
พร้อมกันนั้นยังอาจมีเสียงรอบข้างที่คอยหวังดี
อย่าไปพยายามเลย อันตัวเราเท่านี้ก็ดีแล้ว
อย่าไปพยายามเลย เงินไม่สำคัญหรอก มีความสุขดีกว่า
อย่าไปพยายามเลย คนรวยๆ ใช่ว่าจะมีความสุข
เสียงเหล่านี้หวังดีจริงๆ ไม่ได้ประสงค์ร้าย
แต่เขาทั้งหมดก็ล้วนอยู่ในความเชื่อแบบเก่าๆ
เพราะเขาไม่ได้กำลังหาหลักฐานใหม่ๆ แบบเรา
ที่กำลังจะทำลายความเชื่อแบบเดิม
เราต้องอย่าไปยอม
เราต้องฟังบ้าง แต่อย่าได้ยินทั้งหมด
เราต้องใส่ข้อมูลใหม่ๆ ใส่หลักฐานใหม่ๆ ต่อไป
พอสะสมมากพอ เราจะเริ่มรู้สึกว่า
"เอ๊ะ! ตัวข้าก็น่าจะทำได้นะเนี่ย"
เมื่อความเชื่อเปลี่ยน ความคิดก็จะเริ่มเปลี่ยนตาม
เมื่อความคิดเปลี่ยน การกระทำก็จะเริ่มเปลี่ยนตาม
เมื่อการกระทำเปลี่ยน ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยน
และเมื่อผลลัพธ์เปลี่ยน
นั่นแหละ ที่ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนในที่สุด
ชีวิตเราทุกคนเปลี่ยนได้ครับ
ขอแค่หาหลักฐานใหม่ๆ มาเปลี่ยนความเชื่อเดิมๆ
ชีวิตเปลี่ยนก็เพราะทำแบบนี้
คุณจะไม่ลองบ้างเหรอ?
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2557
อะไรคือสิ่งที่ทำให้ คนจนยิ่งจนลง แต่.. คนรวยยิ่งรวยขึ้น!!
คำตอบคือ "ช่องว่าง" ของการใช้จ่าย
หากเราใช้มากกว่าที่ได้อยู่เสมอ
แปลว่าเราไม่รู้จัก "เก็บออม"
แต่กำลังพยายามสร้าง "หนี้"
คนจนยิ่งจนลง
เพราะพยายามใช้จ่ายเหมือนคนรวย
คนรวยยิ่งรวยขึ้น
เพราะพยายามใช้จ่ายเหมือนคนจน
-----
หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนจน
อย่าพยายามใช้จ่ายแบบ "คนรวย"
แต่หาวิธีการสร้างรายได้ให้เหมือนเขา
มันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
แต่ถ้าหากคุณเป็นคนรวย
คุณไม่จำเป็นต้องแบ่งปันเงินให้แก่คนจน
แต่ได้โปรดแบ่งปันความรู้ให้แก่เขา
และอาจจะมีสักวัน
ที่เราทุกคนจะ "เท่าเทียม" กัน
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
หากเราใช้มากกว่าที่ได้อยู่เสมอ
แปลว่าเราไม่รู้จัก "เก็บออม"
แต่กำลังพยายามสร้าง "หนี้"
คนจนยิ่งจนลง
เพราะพยายามใช้จ่ายเหมือนคนรวย
คนรวยยิ่งรวยขึ้น
เพราะพยายามใช้จ่ายเหมือนคนจน
-----
หากคุณคิดว่าตัวเองเป็นคนจน
อย่าพยายามใช้จ่ายแบบ "คนรวย"
แต่หาวิธีการสร้างรายได้ให้เหมือนเขา
มันน่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
แต่ถ้าหากคุณเป็นคนรวย
คุณไม่จำเป็นต้องแบ่งปันเงินให้แก่คนจน
แต่ได้โปรดแบ่งปันความรู้ให้แก่เขา
และอาจจะมีสักวัน
ที่เราทุกคนจะ "เท่าเทียม" กัน
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
เหตุผล ว่าทำไมคุณต้องสร้าง "คุณค่า"
อย่าฝันที่จะมีรายได้มากกว่า
หากคุณยังไม่รู้จักสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง!!
-----
เคยถามตัวเองไหมว่า
งานที่ทำในทุกๆ วันนี้
คุณกำลังสร้าง "ราคา"
หรือว่าสร้าง "คุณค่า"
มิตรสหายท่านหนึ่งบอกว่า
ราคา คือ สิ่งที่คุณต้องจ่าย
คุณค่า คือ สิ่งที่คุณได้รับ
ถ้าหากงานทุกวันนี้
คุณได้รับ "ราคา" ที่ไม่พอใจ
อาจจะเป็นเพราะว่า
งานนั้นยังมองไม่เห็น "คุณค่า" ของคุณ
หรือไม่ก็เพราะ
คุณยังไม่ได้สร้าง "คุณค่า" ให้ใครเห็น
จนเค้าเห็นว่า
คุณคู่ควรแค่เพียง "ราคา" ที่เค้าจ่าย
-----
ถามมิตรสหายท่านนั้นว่า
ทำไมเราถึงต้องสร้าง "คุณค่า"
ในเมื่อ "ราคา" อาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เค้าตอบด้วยคำถามว่า
ระหว่างงานได้รับเงิน 5,000 บาท 10 งาน
กับงานที่ได้รับเงิน 50,000 บาท 1 งาน
เป็นคุณ... คุณจะเลือกทำงานไหน?
และนั่นคือเหตุผล
ว่าทำไมคุณต้องสร้าง "คุณค่า"
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
หากคุณยังไม่รู้จักสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง!!
-----
เคยถามตัวเองไหมว่า
งานที่ทำในทุกๆ วันนี้
คุณกำลังสร้าง "ราคา"
หรือว่าสร้าง "คุณค่า"
มิตรสหายท่านหนึ่งบอกว่า
ราคา คือ สิ่งที่คุณต้องจ่าย
คุณค่า คือ สิ่งที่คุณได้รับ
ถ้าหากงานทุกวันนี้
คุณได้รับ "ราคา" ที่ไม่พอใจ
อาจจะเป็นเพราะว่า
งานนั้นยังมองไม่เห็น "คุณค่า" ของคุณ
หรือไม่ก็เพราะ
คุณยังไม่ได้สร้าง "คุณค่า" ให้ใครเห็น
จนเค้าเห็นว่า
คุณคู่ควรแค่เพียง "ราคา" ที่เค้าจ่าย
-----
ถามมิตรสหายท่านนั้นว่า
ทำไมเราถึงต้องสร้าง "คุณค่า"
ในเมื่อ "ราคา" อาจจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เค้าตอบด้วยคำถามว่า
ระหว่างงานได้รับเงิน 5,000 บาท 10 งาน
กับงานที่ได้รับเงิน 50,000 บาท 1 งาน
เป็นคุณ... คุณจะเลือกทำงานไหน?
และนั่นคือเหตุผล
ว่าทำไมคุณต้องสร้าง "คุณค่า"
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
มูลค่าของ "การโฟกัส"
ในหนังสือ Focal Point ของ Brian Tracy
ยกตัวอย่างเรื่องมูลค่าของ "การโฟกัส" ไว้ได้ดีมาก
เขาเล่าไว้อย่างนี้
โรงงานพลังงานนิวเคลียร์โรงงานหนึ่ง
จ้างผู้เชี่ยวชาญจากแดนไกลมาตรวจดูโรงงาน
ว่ามีจุดไหนในระบบที่เสีย
เนื่องจากช่างของโรงงานหาจุดเสียไม่เจอซักที
เมื่อผู้เชี่ยวชาญมาถึง เขาก็เดินดูท่อในโรงงานสักพัก
แล้วกากบาทจุดที่เสียไว้ว่าต้องซ่อมตรงนี้
จากนั้นก็นั่งเครื่องกลับไป
แล้วส่งบิลมาคิดเงินค่าใช้จ่ายสูงถึง 10,000 เหรียญ
ผู้จัดการโรงงานเขียนกลับไปถามว่าทำไมแพงจัง
แค่เดินไปมาแล้วกากบาทเนี่ยนะ 10,000 เหรียญ?!
ช่วยแจกแจงรายละเอียดหน่อย
ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นเลยส่งบิลมาใหม่
พร้อมเขียนรายละเอียดมาดังนี้
ค่ากากบาท = 1 เหรียญ
ค่าที่รู้ว่า "ต้องกากบาทตรงไหน" = 9,999 เหรียญ
เป็นไง สุดยอดไปเลย!
นี่ล่ะมูลค่าของการรู้ว่า
"ตรงไหนต้องโฟกัส?" "ตรงไหนต้องกากบาท?"
ถ้าเรารู้ว่าต้องโฟกัสจุดไหนในชีวิต
ถ้าเรารู้ว่าต้องกากบาทจุดไหนที่ต้องซ่อม
ถ้าเราเลือกเวลา สถานที่ และกิจกรรมที่ต้องทำให้ถูก
ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีแบบมหาศาล
มีคำถามสำคัญอยู่ 3 คำถามที่เราน่าจะถามตัวเอง
เพราะเมื่อหาคำตอบได้
ชีวิตเราจะไปได้ไกลกว่าคนทั่วไป 100 เท่า
คำถามแรก
ทำอย่างไรฉันจึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพ
และยังคงมีสมดุลในชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์?
คำถามที่สอง
ทำไมคนคนนึงถึงประสบความสำเร็จ
และมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นๆ ได้?
คำถามที่สาม (ซึ่งสำคัญที่สุด)
จริงๆ แล้วฉันต้องการอะไรในชีวิตกันแน่?
ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้กับคำตอบทั้ง 3 ข้อนี้
เพราะคุณต้องเป็นคนค้นหาคำตอบเอง
ไม่ว่ามันจะใช้เวลาหาคำตอบนานแค่ไหนก็ตาม
3 คำถามนี้ จะช่วยให้คุณโฟกัสถูกจุด
และรู้ตัวเองว่าต้องซ่อมแซมที่จุดไหน
ลองหาคำตอบดูนะ
รับรองว่ามูลค่ามันมากกว่า 10,000 เหรียญแน่นอน
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ยกตัวอย่างเรื่องมูลค่าของ "การโฟกัส" ไว้ได้ดีมาก
เขาเล่าไว้อย่างนี้
โรงงานพลังงานนิวเคลียร์โรงงานหนึ่ง
จ้างผู้เชี่ยวชาญจากแดนไกลมาตรวจดูโรงงาน
ว่ามีจุดไหนในระบบที่เสีย
เนื่องจากช่างของโรงงานหาจุดเสียไม่เจอซักที
เมื่อผู้เชี่ยวชาญมาถึง เขาก็เดินดูท่อในโรงงานสักพัก
แล้วกากบาทจุดที่เสียไว้ว่าต้องซ่อมตรงนี้
จากนั้นก็นั่งเครื่องกลับไป
แล้วส่งบิลมาคิดเงินค่าใช้จ่ายสูงถึง 10,000 เหรียญ
ผู้จัดการโรงงานเขียนกลับไปถามว่าทำไมแพงจัง
แค่เดินไปมาแล้วกากบาทเนี่ยนะ 10,000 เหรียญ?!
ช่วยแจกแจงรายละเอียดหน่อย
ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นเลยส่งบิลมาใหม่
พร้อมเขียนรายละเอียดมาดังนี้
ค่ากากบาท = 1 เหรียญ
ค่าที่รู้ว่า "ต้องกากบาทตรงไหน" = 9,999 เหรียญ
เป็นไง สุดยอดไปเลย!
นี่ล่ะมูลค่าของการรู้ว่า
"ตรงไหนต้องโฟกัส?" "ตรงไหนต้องกากบาท?"
ถ้าเรารู้ว่าต้องโฟกัสจุดไหนในชีวิต
ถ้าเรารู้ว่าต้องกากบาทจุดไหนที่ต้องซ่อม
ถ้าเราเลือกเวลา สถานที่ และกิจกรรมที่ต้องทำให้ถูก
ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีแบบมหาศาล
มีคำถามสำคัญอยู่ 3 คำถามที่เราน่าจะถามตัวเอง
เพราะเมื่อหาคำตอบได้
ชีวิตเราจะไปได้ไกลกว่าคนทั่วไป 100 เท่า
คำถามแรก
ทำอย่างไรฉันจึงจะประสบความสำเร็จในอาชีพ
และยังคงมีสมดุลในชีวิตส่วนตัวและความสัมพันธ์?
คำถามที่สอง
ทำไมคนคนนึงถึงประสบความสำเร็จ
และมีประสิทธิภาพมากกว่าคนอื่นๆ ได้?
คำถามที่สาม (ซึ่งสำคัญที่สุด)
จริงๆ แล้วฉันต้องการอะไรในชีวิตกันแน่?
ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้กับคำตอบทั้ง 3 ข้อนี้
เพราะคุณต้องเป็นคนค้นหาคำตอบเอง
ไม่ว่ามันจะใช้เวลาหาคำตอบนานแค่ไหนก็ตาม
3 คำถามนี้ จะช่วยให้คุณโฟกัสถูกจุด
และรู้ตัวเองว่าต้องซ่อมแซมที่จุดไหน
ลองหาคำตอบดูนะ
รับรองว่ามูลค่ามันมากกว่า 10,000 เหรียญแน่นอน
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...