เคยถามตัวเองไหมว่า
เราเก็บเงินมากเกินไปหรือเปล่า
-----
มิตรสหายท่านหนึ่ง
เก็บเงินมากกว่า 70% ของรายได้
ระมัดระวังธุรกรรมเงินทุกรายการ
เครียดกับทุกการใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง
ถามเค้าว่า...
เป็นแบบนี้แล้วมีความสุขจริงหรือ?
เค้าตอบว่า...
ไม่ได้มีความสุขหรอก
แต่อนาคตไม่มีเงินคงทุกข์กว่า
หลายๆ คน
พยายามทำทุกอย่าง
เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต
แต่อีกหลายๆ คน
พยายามทำทุกอย่าง
เพื่อความสุขในปัจจุบัน
-----
คำถามและคำตอบข้างต้น
ไม่มีทางเลือกไหนผิดและถูก
เพราะความพอดีของเรานั้นแตกต่างกัน
เชื่อว่า
การเก็บเงินได้มากๆ เป็นเรื่องที่ดี
เพราะมันช่วยการันตีความสุขในอนาคต
แต่อย่ามุ่งมั่นกับการเก็บเงิน
จนลืมความเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต
เพราะไม่ว่าเราจะมีเงินมากแค่ไหน
ก็ไม่สามารถซื้อ "เวลา" ในอดีตกลับมาได้
อย่าลืมใช้เวลา "วันนี้" ให้มี "ความสุข"
แต่อย่าดึง "ความสุข" ใน "อนาคต" มาใช้
และสุดท้าย
เราจะรู้ว่าจุดไหนที่เรียกว่า
"ความพอดี"
แหล่งที่มา Facebook : TaxBugnoms
วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557
7 คำถามที่เจ็บแสบ
ก่อนจะคิดบวก เราต้องคิดลบให้สุด ๆ
เพื่อ prepare for the worst
หรือเตรียมตัวรับมือวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ
และต่อไปนี้คือ 7 คำถามที่เจ็บแสบ
แต่แอบทำให้คุณฉุกคิด
1. ปีนี้คุณเก่งกว่าปีที่แล้ว เท่าเดิม หรือแย่ลง?
2. ที่ทุกวันนี้ได้เงินค่าจ้าง เค้าจ้างเพราะคุณทำประโยชน์อะไร? คุณว่าเค้าคุ้มมั้ย?
3. คุณคิดว่ามีคนมาแทนที่ตำแหน่งงานของคุณได้ง่ายหรือยาก?
4. ถ้าวันนี้คุณตกงานทันที และยังหางานไม่ได้ คุณจะมีเงินอยู่ได้อีกกี่เดือน?
5. ถ้าวันนี้จู่ ๆ อาชีพที่คุณทำก็หายไปจากโลกนี้ คุณจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไรดี?
6. ตอนอายุ 60 ปี คุณกำลังทำงานอะไรอยู่ ถ้าไม่ทำงาน เอาเงินจากที่ไหนใช้?
7. วันนี้คุณจะเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อให้คุณตอน 60 ปี ยังอยากขอบคุณตัวคุณเอง?
ไม่ต้องตอบหรอก ตอบตัวคุณเองก็พอ
เพราะใครที่เตรียมตัวรับมือกับวันที่แย่ที่สุด
เขาผู้นั้นก็จะไม่มีวันเจอกับวันที่แย่ที่สุด
ถามแล้วตอบตัวเองเดี๋ยวนี้เลย
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
เพื่อ prepare for the worst
หรือเตรียมตัวรับมือวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ
และต่อไปนี้คือ 7 คำถามที่เจ็บแสบ
แต่แอบทำให้คุณฉุกคิด
1. ปีนี้คุณเก่งกว่าปีที่แล้ว เท่าเดิม หรือแย่ลง?
2. ที่ทุกวันนี้ได้เงินค่าจ้าง เค้าจ้างเพราะคุณทำประโยชน์อะไร? คุณว่าเค้าคุ้มมั้ย?
3. คุณคิดว่ามีคนมาแทนที่ตำแหน่งงานของคุณได้ง่ายหรือยาก?
4. ถ้าวันนี้คุณตกงานทันที และยังหางานไม่ได้ คุณจะมีเงินอยู่ได้อีกกี่เดือน?
5. ถ้าวันนี้จู่ ๆ อาชีพที่คุณทำก็หายไปจากโลกนี้ คุณจะเปลี่ยนไปทำอาชีพอะไรดี?
6. ตอนอายุ 60 ปี คุณกำลังทำงานอะไรอยู่ ถ้าไม่ทำงาน เอาเงินจากที่ไหนใช้?
7. วันนี้คุณจะเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อให้คุณตอน 60 ปี ยังอยากขอบคุณตัวคุณเอง?
ไม่ต้องตอบหรอก ตอบตัวคุณเองก็พอ
เพราะใครที่เตรียมตัวรับมือกับวันที่แย่ที่สุด
เขาผู้นั้นก็จะไม่มีวันเจอกับวันที่แย่ที่สุด
ถามแล้วตอบตัวเองเดี๋ยวนี้เลย
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ทำประกัน...ดียังไง??
กระจายความเสี่ยงจากตัวเรา ทำยังไง ?
ความเสี่ยงในที่นี้ ขอพูดถึง
ความเสี่ยงที่ "ตัวเรา" ก่อนนะจ้ะ
งงใช่มั้ยละ !? อะไรคือความเสี่ยงของตัวเรา
ปกติเคยได้ยินแต่การลงทุนมีความเสี่ยงบลาๆ
"ซื้อหุ้นระวังเสี่ยงติดดอย" บ้างละ !
"ซื้อคอนโดระวังปล่อยเช่าไม่ได้"
อันนี้เค้าเรียก "ความเสี่ยงจากการลงทุน"
แต่ความเสี่ยงที่พูดถึงมันคือ ..
ความเสี่ยงที่เราจะป่วย ไม่สบายต่างๆ นานา
รวมถึงพวกอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันด้วยนะ
แล้วลองคิดดูนะ ..
เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาไปไกล
สบายใจได้ระดับนึงว่ารักษาหายแน่ๆ
แต่อย่าลืมว่าค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ถ้าใครไม่มีการเตรียมตัวมาเลย
อาจจะเป็นหนี้เป็นสินได้ง่ายๆ
พอเข้าโรงพยาบาลไป หมอรักษาเราด้วยยา
แต่พอออกมา ฆ่าเราด้วยใบเสร็จ !!
สินค้าทางการเงินเพียงตัวเดียว
ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงดังกล่าวได้ในตอนนี้
มีเพียงตัวเดียวคือ "ประกัน"
รวมหมดทั้ง "ประกันชีวิต" "ประกันสุขภาพ"
และ "ประกันอุบัติเหตุ"
หลายๆ คนอาจจะได้ยินคำว่าประกันแล้วร้องยี้ !!
เพราะมุมมองกับ "ตัวคนขายประกัน" ไม่ดี
เหมือนเป็นแมลงสาบกางปีกบิน
แล้วขึ้นมาไต่ตรงเบ้าหน้า
จอมตื้อจนน่ารำคาญ ! บางครั้งก็จำใจซื้อ
แล้วประเด็นที่แย่สุดคือ
ไม่เคยตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ ได้
เพราะคนขายเอาแต่ขาย ขาย ขาย
แน่นอนว่าทุกอาชีพก็มีคนที่ดีและแย่
แล้วแต่ว่าใครเจอมาแบบไหน
สมมติว่าตอนนี้เราเริ่มออมเงินอย่างจริงๆ จังๆ
ตอนอายุ 25 ปี ผ่านไป 5 ปี เราอายุ 30 ปี
มีสินทรัพย์การลงทุนรวมแล้ว
ประมาณ 300,000 บาท
สมมติว่าเกิดไปตรวจสุขภาพแล้ว
พบเจอก้อนเนื้อร้าย
ทำให้ต้องผ่าตัด เอาก้อนเนื้อร้ายออก
ถ้าเราไม่มีการเตรียมตัวอะไรเลย
แน่นอนว่าสินทรัพย์ลงทุนต่างๆ ของเรา
ต้องถูกแปลงมาเป็นเงินสดเพื่อจ่ายค่ารักษา
มันจะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสมากมายเลย
เพราะต้องเอาเงินออกมาจากสินทรัพย์ลงทุน
เช่น ถ้าปกติฝากประจำอยู่
ก็ต้องนำออกมา ทำให้ไม่ได้ดอกเบี้ยตามกำหนด
หรือ ถูกค่าปรับจากการถอนเงินลงทุนออกมาก่อน
แต่จะดีกว่ามั้ย ในกรณีนี้ถ้าเรามี
"ประกันสุขภาพ"
ที่ช่วยมาเป็นเบาะรองรับค่าใช้จ่าย ให้รู้สึกสบาย
เหมือนตกจากตึกแปดชั้นแล้วไม่รู้สึกอะไร
ท้ายที่สุดแล้ว ก็ได้แค่แนะนำ
จะทำตามรึป่าว ก็ลองกลับไปนั่งคิด นอนคิดดู
“ชีวิตของเป็นเรา เราเลือกเอง”
แหล่งที่มา Facebook : Money Buffalo
วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
เรื่องนี้อ่านทีไรก็ยังชอบ
แต่ก่อน.. มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น
หมากล้อมเก่งมาก ไม่ค่อยมีคนเล่นชนะได้
วันหนึ่งแม่ทัพออกรบ
ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งมีป้ายติดว่า..
“เล่นหมากล้อมอันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพไม่เชื่อจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้านและเล่นด้วย
ปรากฎว่า.. เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพหัวเราะ “555 แกเอาป้ายลงได้แล้ว” แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบ
ด้วยความดีใจ
ไม่นาน.. แม่ทัพรบชนะกลับมา
ผ่านมาที่เดิม ก็ยังเห็นป้าย
แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม
แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน
และท้าดวลอีก ปรากฎว่าครั้งนี้
แม่ทัพแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพประหลาดใจมาก
ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร
เจ้าของบ้านตอบว่า
“ครั้งก่อน ท่านมีภารกิจออกรบ
ข้าน้อยจะไม่ทำท่านเสียกำลังใจ
ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้
แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา
ข้าน้อยก็ไม่ต้องออมมือแล้ว”
คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือ..
ชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวาง ก็พอการใช้ชีวิต
ก็เหมือนกัน "รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด
ไม่พูดใช่ว่า จะไม่รู้" ต่อหน้าคนใจแคบ
คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่
จากเพื่อนทางไลน์
แหล่งที่มา Facebook : หุ้นดีบี
แต่ก่อน.. มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่น
หมากล้อมเก่งมาก ไม่ค่อยมีคนเล่นชนะได้
วันหนึ่งแม่ทัพออกรบ
ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่งมีป้ายติดว่า..
“เล่นหมากล้อมอันดับ 1 ของประเทศ”
แม่ทัพไม่เชื่อจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้านและเล่นด้วย
ปรากฎว่า.. เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพหัวเราะ “555 แกเอาป้ายลงได้แล้ว” แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบ
ด้วยความดีใจ
ไม่นาน.. แม่ทัพรบชนะกลับมา
ผ่านมาที่เดิม ก็ยังเห็นป้าย
แขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม
แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน
และท้าดวลอีก ปรากฎว่าครั้งนี้
แม่ทัพแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพประหลาดใจมาก
ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร
เจ้าของบ้านตอบว่า
“ครั้งก่อน ท่านมีภารกิจออกรบ
ข้าน้อยจะไม่ทำท่านเสียกำลังใจ
ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้
แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา
ข้าน้อยก็ไม่ต้องออมมือแล้ว”
คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือ..
ชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ
มีใจกว้างขวาง ก็พอการใช้ชีวิต
ก็เหมือนกัน "รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด
ไม่พูดใช่ว่า จะไม่รู้" ต่อหน้าคนใจแคบ
คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่
จากเพื่อนทางไลน์
แหล่งที่มา Facebook : หุ้นดีบี
ความลับที่... “คนจนไม่รู้”
เชื่อมั้ยว่า....
คนรวยส่วนใหญ่ “รู้” เรื่องเงินเฟ้อ
เชื่อมั้ยว่า....
คนจนส่วนใหญ่ “ไม่รู้” เรื่องเงินเฟ้อ
(แล้วถ้ารู้เรื่องเงินเฟ้อ และยังไม่รวยล่ะ
อันนี้ เรียก “คนชั้นกลาง” ><”)
การ “รู้” และ “ไม่รู้” เรื่องเงินเฟ้อมีความสำคัญ
และส่งผลต่อ “การกระทำ” และ “ความอยากเอาชนะ”
คนจน ออมเงินในแบงค์ 100%
ผลออกมา คือ “จน” ลง เพราะ "ดอกเบี้ยเงินฝาก" แพ้ "อัตราเงินเฟ้อ"
ยิ่งออมเงินในแบงค์ “มาก” เท่าไหร่ ยิ่งจนลง “มาก” เท่านั้น
คนรวย ออมเงินในแบงค์แค่ 20 – 30% สำรองไว้แค่เผื่อเรื่องฉุกเฉิน
ที่เหลือ... กระจายพอร์ตออกไป ใน “ทรัพย์สิน” ประเภทต่างๆ
เช่น หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ ที่ดิน คอนโด บลาๆ ๆ
และพยายามทำเรื่อง “Passive Income”
ผลออกมา คือ “รวย” ขึ้น (ถ้าไม่เจ๊งหมดตัวไปเสียก่อน
เพราะบริหารความเสี่ยงไม่เป็น หรือจัดพอร์ตไม่ดี)
วันนี้ คุณรู้ “ความลับ” ที่ "คนจนไม่รู้" แล้ว
วันนี้ คุณอยากจะ ”เอาชนะ” เจ้าเงินเฟ้อแล้วหรือยัง ?
Anonymous #7
แหล่งที่มา Facebook : Mao-Investor
คนรวยส่วนใหญ่ “รู้” เรื่องเงินเฟ้อ
เชื่อมั้ยว่า....
คนจนส่วนใหญ่ “ไม่รู้” เรื่องเงินเฟ้อ
(แล้วถ้ารู้เรื่องเงินเฟ้อ และยังไม่รวยล่ะ
อันนี้ เรียก “คนชั้นกลาง” ><”)
การ “รู้” และ “ไม่รู้” เรื่องเงินเฟ้อมีความสำคัญ
และส่งผลต่อ “การกระทำ” และ “ความอยากเอาชนะ”
คนจน ออมเงินในแบงค์ 100%
ผลออกมา คือ “จน” ลง เพราะ "ดอกเบี้ยเงินฝาก" แพ้ "อัตราเงินเฟ้อ"
ยิ่งออมเงินในแบงค์ “มาก” เท่าไหร่ ยิ่งจนลง “มาก” เท่านั้น
คนรวย ออมเงินในแบงค์แค่ 20 – 30% สำรองไว้แค่เผื่อเรื่องฉุกเฉิน
ที่เหลือ... กระจายพอร์ตออกไป ใน “ทรัพย์สิน” ประเภทต่างๆ
เช่น หุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ ที่ดิน คอนโด บลาๆ ๆ
และพยายามทำเรื่อง “Passive Income”
ผลออกมา คือ “รวย” ขึ้น (ถ้าไม่เจ๊งหมดตัวไปเสียก่อน
เพราะบริหารความเสี่ยงไม่เป็น หรือจัดพอร์ตไม่ดี)
วันนี้ คุณรู้ “ความลับ” ที่ "คนจนไม่รู้" แล้ว
วันนี้ คุณอยากจะ ”เอาชนะ” เจ้าเงินเฟ้อแล้วหรือยัง ?
Anonymous #7
แหล่งที่มา Facebook : Mao-Investor
อิสระเรา ราคาเท่าไหร่?
ไม่เคยมีครั้งไหน
ที่คุณจะวัดอิสรภาพของคุณ
ได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้
สมมติว่าคุณทำงานประจำ ได้เงินเดือน 2 หมื่นบาท
แล้ววันนึงคุณไปรับงานนอก
ใช้เวลาตอนหลังเลิกงาน ทำงานประมาณหนึ่งเดือน
ได้เงิน 2 หมื่นบาทเท่างานประจำ
แต่ไม่รู้ว่าเดือนหน้าจะมีงานให้ทำอีกมั้ย
คำถามคือ แล้วถ้าเงื่อนไขคือคุณต้องเลือกระหว่าง
จะทำงานประจำต่อ หรือ ลาออกไปทำงานไม่ประจำ
เพราะทำสองอย่างไม่ไหว เหนื่อยมาก
คุณจะเลือกอะไร?
คิดว่าคนส่วนใหญ่เลือกทำงานประจำต่อไปแน่นอน
เพราะมันให้ "ความมั่นคง" เรารู้แน่ ๆ ว่าสิ้นเดือนจะได้เงินมาใช้จ่าย
แต่ถ้าเปลี่ยนโจทย์ใหม่
สมมติว่าคุณก็ยังเงินเดือน 2 หมื่นบาทเท่าเดิม
แต่คราวนี้งานนอก ทำให้คุณได้เงิน 4 หมื่นบาทต่อเดือน
แต่ก็ยังไม่รับประกันอีกนั่นแหละว่าเดือนหน้าจะมีงานให้ทำอีกมั้ย
ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเลือกอะไร ระหว่างงานประจำกับงานไม่ประจำ?
คุณก็ยังอาจจะไม่ลาออกอยูดี เพราะยังอยากได้ความมั่นคง
แล้วถ้างานนอกให้รายได้เป็นเดือนละ 8 หมื่นบาทล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 1.6 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 3.2 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 6.4 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 1.28 ล้านล่ะ?
ตกลงคุณจะเลือกความมั่นคงอยู่หรือเปล่า?
บางคนบอก ลาออกตั้งแต่เดือนละ 8 หมื่นแล้ว (ฮา)
สิ่งนี้บอกอะไรเรา?
ไม่รู้ว่าคุณเลือกลาออกตอนที่งานนอกให้รายได้คุณเท่าไหร่
แต่นั่นล่ะ มันคือ ราคาที่คุณยอมแลกกับความมั่นคง
พูดง่าย ๆ มันก็คือราคาที่คุณจะซื้ออิสรภาพ
เช่น ถ้าคุณยอมลาออกตอนเดือนละ 8 หมื่นบาท
ก็แปลว่าราคาความมั่นคงของคุณก็คือ 8 หมื่นบาท
ราคาอิสรภาพของคุณก็คือ 8 หมื่นบาท
สิ่งที่อยากอธิบายเพิ่มเติมก็คือ
ไม่ได้เชียร์ให้ทุกคนลาออก
ถ้าคุณมีความสุขกับงาน กับเพื่อนร่วมงาน ก็จงทำต่อไป
แต่สำหรับคนที่ไม่มีความสุขในการทำงานประจำ
แต่อยากออกมา เลยลองทำงานไม่ประจำควบคู่ไปด้วย
แต่ก็ไม่รู้ว่าตกลงคือเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องเลือกว่า "อยู่หรือไป"
คำตอบก็คือ ประเมินราคาของอิสรภาพของคุณซะ
ในกรณีนี้ สมมติว่าถ้าคุณเลือก 8 หมื่นบาท
นั่นแปลว่าคุณให้เวลาตัวเอง 4 เดือนที่จะหางานใหม่ ๆ ทำ
(เพราะมันเป็น 4 เท่าของเงินเดือนประจำ)
พูดง่าย ๆ ว่าถ้ามีงานนอกทำ 1 เดือน ก็จะอยู่ไปได้อีก 4 เดือน
ระหว่างนั้นก็ยังมีเวลาหางานใหม่ ๆ ทำ
จะ 4 เดือนหรือ 1 ปี อันนี้คุณต้องตอบเอง
แต่ถ้าถามว่า 1 ปีกำลังดี มันดูปลอดภัย ถ้าหางานยังไม่ได้
1 ปีที่หมายถึงไม่จำเป็นต้องมีรายได้มากกว่างานประจำ 12 เท่า
เพราะมันอาจจะยากไป
แต่เราช่วยเบาแรงมันได้ด้วย "เงินเก็บ"
ถ้าคุณมีเงินเก็บที่อยู่ได้อีก 1 ปี แม้ไม่มีงานทำเลย
บอกได้เลยว่าคุณจะมีทางเลือกในชีวิตมากกว่านี้
หลายคนที่ทนทำงานอยู่ เพราะเดือนชนเดือน ต้องจ่ายหนี้บัตร
เลยไม่สามารถออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ได้
สิ่งที่อยากจะบอกปิดท้ายก็คือ
จงตั้งใจทำงานประจำ เก็บเงินให้เยอะ ลงทุน
ยอมเหนื่อยเอาเวลาหลังเลิกงานไปทำงานไม่ประจำ
เพื่อที่วันนึง อย่างน้อยเราจะได้มีตัวเลือกว่า
ตกลงแล้ว...อิสระเรา ราคาเท่าไหร่?
ไม่ใช่ยอมจำนน จนอย่างมั่นคง
เพราะไม่มีทางให้เลือก
บอกตรง ๆ ชีวิตแบบนั้นมันเศร้าจริง ๆ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ที่คุณจะวัดอิสรภาพของคุณ
ได้ชัดเจนเท่าครั้งนี้
สมมติว่าคุณทำงานประจำ ได้เงินเดือน 2 หมื่นบาท
แล้ววันนึงคุณไปรับงานนอก
ใช้เวลาตอนหลังเลิกงาน ทำงานประมาณหนึ่งเดือน
ได้เงิน 2 หมื่นบาทเท่างานประจำ
แต่ไม่รู้ว่าเดือนหน้าจะมีงานให้ทำอีกมั้ย
คำถามคือ แล้วถ้าเงื่อนไขคือคุณต้องเลือกระหว่าง
จะทำงานประจำต่อ หรือ ลาออกไปทำงานไม่ประจำ
เพราะทำสองอย่างไม่ไหว เหนื่อยมาก
คุณจะเลือกอะไร?
คิดว่าคนส่วนใหญ่เลือกทำงานประจำต่อไปแน่นอน
เพราะมันให้ "ความมั่นคง" เรารู้แน่ ๆ ว่าสิ้นเดือนจะได้เงินมาใช้จ่าย
แต่ถ้าเปลี่ยนโจทย์ใหม่
สมมติว่าคุณก็ยังเงินเดือน 2 หมื่นบาทเท่าเดิม
แต่คราวนี้งานนอก ทำให้คุณได้เงิน 4 หมื่นบาทต่อเดือน
แต่ก็ยังไม่รับประกันอีกนั่นแหละว่าเดือนหน้าจะมีงานให้ทำอีกมั้ย
ถ้าเป็นแบบนี้คุณจะเลือกอะไร ระหว่างงานประจำกับงานไม่ประจำ?
คุณก็ยังอาจจะไม่ลาออกอยูดี เพราะยังอยากได้ความมั่นคง
แล้วถ้างานนอกให้รายได้เป็นเดือนละ 8 หมื่นบาทล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 1.6 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 3.2 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 6.4 แสนล่ะ?
แล้วถ้าเดือนละ 1.28 ล้านล่ะ?
ตกลงคุณจะเลือกความมั่นคงอยู่หรือเปล่า?
บางคนบอก ลาออกตั้งแต่เดือนละ 8 หมื่นแล้ว (ฮา)
สิ่งนี้บอกอะไรเรา?
ไม่รู้ว่าคุณเลือกลาออกตอนที่งานนอกให้รายได้คุณเท่าไหร่
แต่นั่นล่ะ มันคือ ราคาที่คุณยอมแลกกับความมั่นคง
พูดง่าย ๆ มันก็คือราคาที่คุณจะซื้ออิสรภาพ
เช่น ถ้าคุณยอมลาออกตอนเดือนละ 8 หมื่นบาท
ก็แปลว่าราคาความมั่นคงของคุณก็คือ 8 หมื่นบาท
ราคาอิสรภาพของคุณก็คือ 8 หมื่นบาท
สิ่งที่อยากอธิบายเพิ่มเติมก็คือ
ไม่ได้เชียร์ให้ทุกคนลาออก
ถ้าคุณมีความสุขกับงาน กับเพื่อนร่วมงาน ก็จงทำต่อไป
แต่สำหรับคนที่ไม่มีความสุขในการทำงานประจำ
แต่อยากออกมา เลยลองทำงานไม่ประจำควบคู่ไปด้วย
แต่ก็ไม่รู้ว่าตกลงคือเมื่อไหร่ที่ควรจะต้องเลือกว่า "อยู่หรือไป"
คำตอบก็คือ ประเมินราคาของอิสรภาพของคุณซะ
ในกรณีนี้ สมมติว่าถ้าคุณเลือก 8 หมื่นบาท
นั่นแปลว่าคุณให้เวลาตัวเอง 4 เดือนที่จะหางานใหม่ ๆ ทำ
(เพราะมันเป็น 4 เท่าของเงินเดือนประจำ)
พูดง่าย ๆ ว่าถ้ามีงานนอกทำ 1 เดือน ก็จะอยู่ไปได้อีก 4 เดือน
ระหว่างนั้นก็ยังมีเวลาหางานใหม่ ๆ ทำ
จะ 4 เดือนหรือ 1 ปี อันนี้คุณต้องตอบเอง
แต่ถ้าถามว่า 1 ปีกำลังดี มันดูปลอดภัย ถ้าหางานยังไม่ได้
1 ปีที่หมายถึงไม่จำเป็นต้องมีรายได้มากกว่างานประจำ 12 เท่า
เพราะมันอาจจะยากไป
แต่เราช่วยเบาแรงมันได้ด้วย "เงินเก็บ"
ถ้าคุณมีเงินเก็บที่อยู่ได้อีก 1 ปี แม้ไม่มีงานทำเลย
บอกได้เลยว่าคุณจะมีทางเลือกในชีวิตมากกว่านี้
หลายคนที่ทนทำงานอยู่ เพราะเดือนชนเดือน ต้องจ่ายหนี้บัตร
เลยไม่สามารถออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ได้
สิ่งที่อยากจะบอกปิดท้ายก็คือ
จงตั้งใจทำงานประจำ เก็บเงินให้เยอะ ลงทุน
ยอมเหนื่อยเอาเวลาหลังเลิกงานไปทำงานไม่ประจำ
เพื่อที่วันนึง อย่างน้อยเราจะได้มีตัวเลือกว่า
ตกลงแล้ว...อิสระเรา ราคาเท่าไหร่?
ไม่ใช่ยอมจำนน จนอย่างมั่นคง
เพราะไม่มีทางให้เลือก
บอกตรง ๆ ชีวิตแบบนั้นมันเศร้าจริง ๆ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ชีวิตคือ การเลือกว่าจะเดินไปทางไหน
มีใครเคยดูหนังเรื่อง The Metrix มั้ย ?
แต่ขอพูดถึงพระเอกสุดหล่อเหลา
อย่าง "นีโอ" สักหน่อย
มีอยู่ฉากนึงที่นีโอจะต้องเลือกว่า
จะกินยา “สีแดง” หรือกินยา “สีฟ้า”
ถ้า … นีโอเลือกยา “สีแดง”
ชีวิตเค้าจะเปลี่ยนไปตลอดกาล !
แต่ถ้า … นีโอเลือกยา “สีฟ้า”
ก็กลับไปทำงานบริษัทคอมพิวเตอร์ตามเดิม
เห็นหลายๆ คน เวลามีโอกาสมาแล้ว
ก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไปเฉยๆ
ทำไมถึงทำแบบน้านนนนก๊านนน !?
มันโคตรจะน่าเสียด๊ายยย เสียดายยย
เพราะเวลาโอกาสผ่านมาถ้าเราคว้ามันไว้
อย่างน้อยก็ได้ลอง ..
ถ้ามันไม่ดี ไปไม่รอด ก็กลับมาใช้ชีวิตตามเดิม
ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย
แถมเมื่อลองทำ เรายังได้ "ประสบการณ์"
ทุกครั้งที่เราได้ลองทำอะไรใหม่เสมอ
แต่ถ้ามันดีมันก็เป็น
"Tipping Point" หรือ "จุดพลิกชีวิต" ได้เลย
ลงมือทำอย่างน้อยที่สุดก็มีโอกาสสำเร็จ 0.1%
แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยมัน 0% เห็นๆ อยู่แล้วอ้ะ !
หลายๆคนไม่คิดแม้แต่จะลอง
กลับบอกว่าไม่เอา
เหนื่อย เบื่อ ยากเกิน ง่ายไป คนทำเยอะ
ไม่เห็นมีคนทำ ภาพพจน์ไม่ดี ขี้เกียจ
แล้วก็บ่นต่อไปว่า "ทำไมชีวิตมันไม่ดีขึ้นสักที ?"
ชีวิตไม่ดีขึ้นเพราะสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
มันไม่ช่วยทำให้ดีขึ้นไงเล่า !
ชีวิตคือ การเลือกว่าจะเดินไปทางไหน
การเลือกไม่มีถูกไม่มีผิด
แต่ผลของแต่ละทางเลือก ย่อมแตกต่างกันเสมอ
จะเลือกกินยา "สีแดง" หรือ “สีฟ้า" ดีละ ?
แหล่งที่มา Facebook : Money Buffalo
แต่ขอพูดถึงพระเอกสุดหล่อเหลา
อย่าง "นีโอ" สักหน่อย
มีอยู่ฉากนึงที่นีโอจะต้องเลือกว่า
จะกินยา “สีแดง” หรือกินยา “สีฟ้า”
ถ้า … นีโอเลือกยา “สีแดง”
ชีวิตเค้าจะเปลี่ยนไปตลอดกาล !
แต่ถ้า … นีโอเลือกยา “สีฟ้า”
ก็กลับไปทำงานบริษัทคอมพิวเตอร์ตามเดิม
เห็นหลายๆ คน เวลามีโอกาสมาแล้ว
ก็ปล่อยให้มันลอยผ่านไปเฉยๆ
ทำไมถึงทำแบบน้านนนนก๊านนน !?
มันโคตรจะน่าเสียด๊ายยย เสียดายยย
เพราะเวลาโอกาสผ่านมาถ้าเราคว้ามันไว้
อย่างน้อยก็ได้ลอง ..
ถ้ามันไม่ดี ไปไม่รอด ก็กลับมาใช้ชีวิตตามเดิม
ไม่เห็นจะมีอะไรเสียหาย
แถมเมื่อลองทำ เรายังได้ "ประสบการณ์"
ทุกครั้งที่เราได้ลองทำอะไรใหม่เสมอ
แต่ถ้ามันดีมันก็เป็น
"Tipping Point" หรือ "จุดพลิกชีวิต" ได้เลย
ลงมือทำอย่างน้อยที่สุดก็มีโอกาสสำเร็จ 0.1%
แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยมัน 0% เห็นๆ อยู่แล้วอ้ะ !
หลายๆคนไม่คิดแม้แต่จะลอง
กลับบอกว่าไม่เอา
เหนื่อย เบื่อ ยากเกิน ง่ายไป คนทำเยอะ
ไม่เห็นมีคนทำ ภาพพจน์ไม่ดี ขี้เกียจ
แล้วก็บ่นต่อไปว่า "ทำไมชีวิตมันไม่ดีขึ้นสักที ?"
ชีวิตไม่ดีขึ้นเพราะสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
มันไม่ช่วยทำให้ดีขึ้นไงเล่า !
ชีวิตคือ การเลือกว่าจะเดินไปทางไหน
การเลือกไม่มีถูกไม่มีผิด
แต่ผลของแต่ละทางเลือก ย่อมแตกต่างกันเสมอ
จะเลือกกินยา "สีแดง" หรือ “สีฟ้า" ดีละ ?
แหล่งที่มา Facebook : Money Buffalo
6 อุปกรณ์สำหรับนักขี่จักรยานในเมือง
1. หมวก (Helmet)
หมวกสำหรับขี่จักรยานนอกจากดีไซน์ที่สวยงาม
ควรคำนึงถึงรูปศีรษะและระบายอากาศได้ดีด้วย
เพราะ หมวกสำหรับขี่จักรยานถูกออกแบบมา
ให้แตกออกเมื่อประสบอุบัติเหตุช่วยกระจายแรงกระแทกนั้นเอง
2. แว่นตา (Sunglasses)
อยากให้คุณใช้แว่นตาสำหรับนักขี่จักรยานจะดีที่สุด
เพราะมีคุณสมบัติช่วยป้องกันฝุ่น ลม รวมทั้งป้องกันการเกิดต้อลมได้อีกด้วย
3. ถุงมือ (Glove)
ถุงมือที่ดีควรระบายอากาศและระบายน้ำได้ดี
เพราะเวลาขี่จักรยานถุงมือจะช่วยป้องกัน
และลดการถลอกจากการล้มได้
4. รองเท้า (Cycling Shoes)
การเลือกรองเท้าสำหรับนักขี่จักรยาน
ควรเลือกจากสภาพแวดล้อมและการใชงานอย่างเหมาะสม
เช่น หากหน้าฝนควรเลือกพื้นรองเท้าเป็นพลาสติก
5. กระดิ่ง (Bell)
อุปกรณ์เคลียร์ทางชิ้นสำคัญ เพราะเป็นวิธี
การสื่อสารเดียวที่ช่วยส่งสัญญาณว่า
จักรยานของคุณกำลังมา
6. ตัวล็อกจักรยาน (Locks)
แม้ว่าจะมีตัวล็อกจักรยานอยู่แล้ว แต่จะปลอดภัยกว่าไหม
หากคุณเลือกที่จะไม่บอกราคา
ตัวอย่างนักปั่นจักรยานที่ขี่ไปแต่ต้องเดินกลับ
(เพราะถูกขโมย) ก็มีให้เห็นกันอยู่ตลอดเวลา
และไม่ควรจอดจักรยานในสถานที่ที่ไม่น่าไว้วางใจ
แหล่งที่มา Facebook : CIMB Thai
วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557
อยากเป็นทุกอย่างในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นอยู่
อยากเป็นทุกอย่างในสิ่งที่เราไม่ได้เป็นอยู่
อยากทำทุกอย่างที่เราไม่ได้ทำอยู่
เชื่อว่าทุกคนเคยเป็น !
ถ้าเรายืนไปสักพัก
นานๆ เข้าเราเริ่มเมื่อย เราก็อยากจะนั่ง
พอเราได้นั่ง นั่งนานเข้า
เราก็อยากจะลุกขึ้นมาวิ่ง ..
พอเราได้วิ่งจนเหนื่อย
เราก็อยากจะกลับมานั่งพักอีกรอบ ..
พอนั่งพักนานๆ เริ่มง่วง
เราก็อยากจะนอนพักผ่อน
เพราะมันสบายกว่า
มันก็วนไปวนมาอยู่แบบนี้แหละ !
เพราะคนเราไม่เคยพอใจอะไร
ในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่
จริงๆ ชีวิตเราก็เหมือนกัน
บางทีมัวแต่มองคนอื่น
แล้วอยากทำในสิ่งที่คนอื่นได้ทำ
การลงทุนก็เหมือนกัน ..
บางคนเห็นคนอื่นเล่นหุ้น
แล้วอยากเล่นบ้าง
แต่จริงๆ มันไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์เรา
พอเราเล่นไปสักพัก เราก็อยากทำอย่างอื่น
หาอะไรที่เหมาะสำหรับเราจริงๆ
โฟกัสที่ตัวเราเอง ..
อย่าเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
มันดีกว่าเย้อออออ
แหล่งที่มา Facebook :๋ Money Buffalo
อยากทำทุกอย่างที่เราไม่ได้ทำอยู่
เชื่อว่าทุกคนเคยเป็น !
ถ้าเรายืนไปสักพัก
นานๆ เข้าเราเริ่มเมื่อย เราก็อยากจะนั่ง
พอเราได้นั่ง นั่งนานเข้า
เราก็อยากจะลุกขึ้นมาวิ่ง ..
พอเราได้วิ่งจนเหนื่อย
เราก็อยากจะกลับมานั่งพักอีกรอบ ..
พอนั่งพักนานๆ เริ่มง่วง
เราก็อยากจะนอนพักผ่อน
เพราะมันสบายกว่า
มันก็วนไปวนมาอยู่แบบนี้แหละ !
เพราะคนเราไม่เคยพอใจอะไร
ในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่
จริงๆ ชีวิตเราก็เหมือนกัน
บางทีมัวแต่มองคนอื่น
แล้วอยากทำในสิ่งที่คนอื่นได้ทำ
การลงทุนก็เหมือนกัน ..
บางคนเห็นคนอื่นเล่นหุ้น
แล้วอยากเล่นบ้าง
แต่จริงๆ มันไม่เหมาะกับไลฟ์สไตล์เรา
พอเราเล่นไปสักพัก เราก็อยากทำอย่างอื่น
หาอะไรที่เหมาะสำหรับเราจริงๆ
โฟกัสที่ตัวเราเอง ..
อย่าเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
มันดีกว่าเย้อออออ
แหล่งที่มา Facebook :๋ Money Buffalo
คิดจะชนะ คิดถึง คิทแคท
" Give me a Break , Give me a Break ,
Break me off a piece of that Kit Kat bar "
นี่คือคำในโฆษณาของชอคโกแลต คิทแคท เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้ว
และกลายเป็น” คิดจะพัก คิดถึงคิทแคท “ ที่เป็นคำติดหู
หรือ “earworms” ของเราในวันนี้
การใช้ภาพจำของอารมณ์ที่ผ่อนคลายเชื่อมกับชอคโกแลต
ถือเป็นการต่อ Jigsaw ที่คิทเเคททำได้ดีเยี่ยม !!!
Kbank กับภาพธนาคารที่ทันสมัย
True กับ ภาพคนรุ่นใหม่
Air Asia กับภาพสายการบินที่ Sexy
Kitkat กับความ Relax
ล้วนแล้วแต่เป็นการสร้างภาพจำของสินค้ากับความรู้สึกบางอย่าง
ที่เป็นหนึ่งในเคล็ดลับการทำการตลาดที่ชาญฉลาด
.........................
แต่ในสังคมญี่ปุ่น ที่มีแต่คนที่ทุ่มเทในการเรียนและทำงาน
การ Relax อาจให้พลังน้อยกว่า " การแข่งขัน "
คิทแคทในญี่ปุ่น จึงมีการเล่นคำกับคำว่า “ชัยชนะ”
ซึ่งมาจากคำว่า KITTO KATSU (きっと勝つ) ที่แปลว่า ชนะแน่ๆ
คิทแคท จึงเป็นสินค้าที่ขายดี เวลาที่จะใครหลายๆคนจะซื้อเป็นของฝาก
ให้กับลุกหลาน และคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน เพราะ “ คิดจะชนะ คิดถึงคิทแคท”
ได้อีกหนึ่งของฝากช่วงใกล้สอบเเล้วนะ^^
แหล่งที่มา Facebook :๋ Japan NEED
7 วิธีที่จะทำให้คุณ "เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน"
ถ้า "เนื้อหา" คือไฟ
"โลกออนไลน์" ก็คือน้ำมัน
จุดให้ติด แล้วคุณจะดังจนฉุดไม่อยู่
เมื่อวานไปพูดเรื่อง "Personal Branding"
ในงาน "Digital Standout ดังซะให้เข็ด"
เพราะอยากจะบอกกับทุกคนว่า
ยุคนี้เป็นยุคของยักษ์เล็กอย่างพวกเราที่มี "สื่อในมือ"
อยู่ที่ใครจะใช้มันให้เป็น
และถ้าใครไม่ใช้ ก็น่าเสียดายจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม "โซเชี่ยลมีเดีย" นั้นเป็นแค่เครื่องมือ
มันไม่ใช่เรื่องของการฝึกใช้เทคโนโลยี
แต่หมายถึง "การสื่อสารให้ตรงใจผู้คน"
ถ้าคุณทำได้ เครื่องมือออนไลน์จะช่วยเสริมคุณเอง
และสำหรับคนที่ไม่ได้ไปสัมมนา เก็บมาฝากสั้น ๆ
ว่าอะไรคือ 7 วิธีที่จะทำให้คุณ "เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน"
ถ้าทำได้ทั้ง 7 ข้อนี้ ผู้คนจะจดจำว่าคุณคือคนมีแบรนด์
และคนมีแบรนด์นั้น "บนท้องฟ้า รถไม่เคยติด"
เขาจะไม่ต้องไปแย่งหางานหาเงินอีกเลย
=================
7 วิธีที่จะทำให้คุณ "เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน"
1. คุณต้องพูดในสิ่งที่คุณเชื่อเท่านั้น เพราะคุณไม่ต้องเสแสร้ง
และเมื่อคุณเชื่อในสิ่งที่พูดมากพอ ในที่สุดก็จะมีคนเชื่อเหมือนคุณ
2. คุณต้องฝึกเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง อย่าพูดแต่ข้อมูล
เพราะการเล่าเรื่องสร้างจินตนาการ
และจินตนาการมีพลังมากกว่าที่คุณคิด
3. คุณต้องตอบให้ได้ว่าคุณกำลังส่งมอบ "คุณค่า" อะไรให้ผู้คน?
เราอยู่ในยุคที่เหลือกินเหลือใช้ มีของให้เลือกมากมาย
สิ่งเดียวที่จะทำให้เราแตกต่าง ก็คือ "คุณค่า" ที่เรามอบให้ผู้คน
4. คุณต้องมีเอกลักษณ์ หาจุดเด่นให้คนจำ
แล้วตอกย้ำให้คนเห็นภาพคุณในใจเป็นภาพเดียวเสมอ
ที่สำคัญ จงเป็นตัวเอง อย่าเป็นคนอื่น
เพราะคนอื่นน่ะเค้าเป็นคนอื่นกันหมดแล้ว
5. คุณต้องสร้างความสนิทสนมกับผู้คนด้วยการพูดจาภาษาคน
อย่าทำตัวเป็นแผ่นพับโฆษณา พูดจาเป็นทางการ
อย่าทำตัวไร้ตัวตน ไร้หน้า เพราะคนเราชอบคุยกับคนด้วยกัน
เพราะฉะนั้นหาโอกาสเล่าเรื่องตัวเอง เพื่อให้คนจดจำ
6. คุณต้องรู้จักใช้เครื่องมือออนไลน์ให้เป็นประโยชน์
เพราะมันคือกระบอกเสียงที่ดัง แต่ใช้ตังค์น้อย
ไม่เคยมียุคไหนที่เราจะมีช่องทีวีของตัวเองได้
ไม่มีเคยมียุคไหนที่เราพูดทีเดียว แล้วคนได้ยินเยอะขนาดนี้
7. คุณต้องให้ ก่อนจะได้รับ
คุณมีความรู้อะไร จงแบ่งปันออกไปแบบไม่ต้องหวังผลตอบแทน
แล้วผู้คนจะเริ่มจดจำคุณได้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้น
คุณจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน
และเมื่อนั้น ทุกสิ่งที่คุณต้องการ จะมาหาคุณเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
"โลกออนไลน์" ก็คือน้ำมัน
จุดให้ติด แล้วคุณจะดังจนฉุดไม่อยู่
เมื่อวานไปพูดเรื่อง "Personal Branding"
ในงาน "Digital Standout ดังซะให้เข็ด"
เพราะอยากจะบอกกับทุกคนว่า
ยุคนี้เป็นยุคของยักษ์เล็กอย่างพวกเราที่มี "สื่อในมือ"
อยู่ที่ใครจะใช้มันให้เป็น
และถ้าใครไม่ใช้ ก็น่าเสียดายจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม "โซเชี่ยลมีเดีย" นั้นเป็นแค่เครื่องมือ
มันไม่ใช่เรื่องของการฝึกใช้เทคโนโลยี
แต่หมายถึง "การสื่อสารให้ตรงใจผู้คน"
ถ้าคุณทำได้ เครื่องมือออนไลน์จะช่วยเสริมคุณเอง
และสำหรับคนที่ไม่ได้ไปสัมมนา เก็บมาฝากสั้น ๆ
ว่าอะไรคือ 7 วิธีที่จะทำให้คุณ "เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน"
ถ้าทำได้ทั้ง 7 ข้อนี้ ผู้คนจะจดจำว่าคุณคือคนมีแบรนด์
และคนมีแบรนด์นั้น "บนท้องฟ้า รถไม่เคยติด"
เขาจะไม่ต้องไปแย่งหางานหาเงินอีกเลย
=================
7 วิธีที่จะทำให้คุณ "เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน"
1. คุณต้องพูดในสิ่งที่คุณเชื่อเท่านั้น เพราะคุณไม่ต้องเสแสร้ง
และเมื่อคุณเชื่อในสิ่งที่พูดมากพอ ในที่สุดก็จะมีคนเชื่อเหมือนคุณ
2. คุณต้องฝึกเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่ง อย่าพูดแต่ข้อมูล
เพราะการเล่าเรื่องสร้างจินตนาการ
และจินตนาการมีพลังมากกว่าที่คุณคิด
3. คุณต้องตอบให้ได้ว่าคุณกำลังส่งมอบ "คุณค่า" อะไรให้ผู้คน?
เราอยู่ในยุคที่เหลือกินเหลือใช้ มีของให้เลือกมากมาย
สิ่งเดียวที่จะทำให้เราแตกต่าง ก็คือ "คุณค่า" ที่เรามอบให้ผู้คน
4. คุณต้องมีเอกลักษณ์ หาจุดเด่นให้คนจำ
แล้วตอกย้ำให้คนเห็นภาพคุณในใจเป็นภาพเดียวเสมอ
ที่สำคัญ จงเป็นตัวเอง อย่าเป็นคนอื่น
เพราะคนอื่นน่ะเค้าเป็นคนอื่นกันหมดแล้ว
5. คุณต้องสร้างความสนิทสนมกับผู้คนด้วยการพูดจาภาษาคน
อย่าทำตัวเป็นแผ่นพับโฆษณา พูดจาเป็นทางการ
อย่าทำตัวไร้ตัวตน ไร้หน้า เพราะคนเราชอบคุยกับคนด้วยกัน
เพราะฉะนั้นหาโอกาสเล่าเรื่องตัวเอง เพื่อให้คนจดจำ
6. คุณต้องรู้จักใช้เครื่องมือออนไลน์ให้เป็นประโยชน์
เพราะมันคือกระบอกเสียงที่ดัง แต่ใช้ตังค์น้อย
ไม่เคยมียุคไหนที่เราจะมีช่องทีวีของตัวเองได้
ไม่มีเคยมียุคไหนที่เราพูดทีเดียว แล้วคนได้ยินเยอะขนาดนี้
7. คุณต้องให้ ก่อนจะได้รับ
คุณมีความรู้อะไร จงแบ่งปันออกไปแบบไม่ต้องหวังผลตอบแทน
แล้วผู้คนจะเริ่มจดจำคุณได้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้น
คุณจะเข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้คน
และเมื่อนั้น ทุกสิ่งที่คุณต้องการ จะมาหาคุณเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า
ตอน 38 สมาชิกใหม่ วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.20 น. พี่แพนด้าได้จากไปแล้ว พี่แพนด้าเริ่มมีอาการการเดินที่มีปัญหา เหมือนแรงข...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...

