13 มกราคม วันการบินแห่งชาติ Let’s Fly Together
อ่านออนไลนืได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/new108-fdt8o9nty.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558
ภาษา AEC : "ผ้าห่ม"
#ภาษา AEC น่ารู้ วันนี้เสนอคำว่า "#ผ้าห่ม"
1.#เวียดนาม เรียก จัน
2.#ลาว เรียก ผ้าห่ม/ຜ້າຫົ່ມ
3.#สิงคโปร์ เรียก ถ่านจึ
4.#มาเลเซีย เรียก เซลึมุต
5.#บรูไน ก็เรียก เซลึมุต
6.#เขมร เรียก พวย
7.#อินโดนิเซีย เรียก เซลึมุต
8.#ฟิลิปปินส์ เรียก กุโมต
9.#พม่า เรียก ส่อง
10.#ไทย เรียก ผ้าห่ม
แหล่งที่มา Facebook : AEC Export
1.#เวียดนาม เรียก จัน
2.#ลาว เรียก ผ้าห่ม/ຜ້າຫົ່ມ
3.#สิงคโปร์ เรียก ถ่านจึ
4.#มาเลเซีย เรียก เซลึมุต
5.#บรูไน ก็เรียก เซลึมุต
6.#เขมร เรียก พวย
7.#อินโดนิเซีย เรียก เซลึมุต
8.#ฟิลิปปินส์ เรียก กุโมต
9.#พม่า เรียก ส่อง
10.#ไทย เรียก ผ้าห่ม
แหล่งที่มา Facebook : AEC Export
"ค่าธรรมเนียม" กองทุน
ค่าธรรมเนียมเวลาเราซื้อกองทุนจะมี 2 ส่วน คือ
1. ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-end Fee)
คือ เราเอาเงินซื้อกองทุนรวม 10,000 บาท
แต่ถ้ากองทุนมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 1%
เท่ากับว่าเราซื้อกองทุนรวม
ได้เพียง 9,900 บาท
2. ค่าธรรมเนียมรายปี (Management Fee)
อันนี้จะถูกหักทุกๆปี จะหักเท่าไหร่นั้น
ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละกองทุน
ถามว่า ...
เค้าเก็บเราทำไมอะ?
"มืออาชีพ" ที่เค้ามาบริหารเงินให้เรา
ก็ไม่ต่างจากค่าจ้างที่ให้เค้า
มาดูแลเงินลงทุนให้กับเรานั่นแหละ
ปกติแล้ว คนที่บริหารกองทุน
จะต้องทำให้ผลประกอบการของกองทุนดีที่สุด
เพราะถ้ามีนักลงทุนสนใจเยอะ
เงินที่บริหารจะมากขึ้น
แปลว่า ... "ค่าธรรมเนียม"
ที่เค้าได้รับ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยนั่นเอง
แหล่งที่มา Facebook : Money Buffalo
1. ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front-end Fee)
คือ เราเอาเงินซื้อกองทุนรวม 10,000 บาท
แต่ถ้ากองทุนมีค่าธรรมเนียมแรกเข้า 1%
เท่ากับว่าเราซื้อกองทุนรวม
ได้เพียง 9,900 บาท
2. ค่าธรรมเนียมรายปี (Management Fee)
อันนี้จะถูกหักทุกๆปี จะหักเท่าไหร่นั้น
ก็แล้วแต่นโยบายของแต่ละกองทุน
ถามว่า ...
เค้าเก็บเราทำไมอะ?
"มืออาชีพ" ที่เค้ามาบริหารเงินให้เรา
ก็ไม่ต่างจากค่าจ้างที่ให้เค้า
มาดูแลเงินลงทุนให้กับเรานั่นแหละ
ปกติแล้ว คนที่บริหารกองทุน
จะต้องทำให้ผลประกอบการของกองทุนดีที่สุด
เพราะถ้ามีนักลงทุนสนใจเยอะ
เงินที่บริหารจะมากขึ้น
แปลว่า ... "ค่าธรรมเนียม"
ที่เค้าได้รับ ก็จะเพิ่มขึ้นด้วยนั่นเอง
แหล่งที่มา Facebook : Money Buffalo
วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558
บัตรเครดิต...ใช้เป็น ใช้ดี มีแต่ได้กับได้
ใช้บัตรเครดิตอย่างไร??? มีเเต่ได้กับได้
ใช้เเก้เหตุฉุกเฉินเเทนเงินสด
ใช้สะสมเเต้มเเละรับส่วนลด
ใช้เพื่อผ่อนสินค้า
เเละที่สำคัญ!!! อย่ากดเงินสดจากบัตรเครดิตถ้าไม่จำเป็น
รูดกันอย่างมีสติ เเละจ่ายเต็มจำนวนให้ตรงเวลากันด้วยนะ
แหล่งที่มา Facebook : KBank_SME
ขายหวีให้พระ
เรื่องนี้เข้าท่าดี ได้มาจาก LINE อีกทีนึง
ผู้จัดการฝ่ายขายคนหนึ่ง
ต้องการทดสอบผู้ที่มาสมัครเป็นพนักขาย
ผู้จัดการจึงบอกให้พนักงานที่มาสมัคร
ไปขายหวีให้พระ...
#คนแรก
พอออกจากห้องผู้จัดการ
ก็ด่าโขมงโฉงเฉง...
พระมีผมที่ไหนวะ จะขายหวีได้ยังไง
ว่าแล้วก็ไปดื่มเหล้าจนเมา
กลับไปนอน
ตื่นมาก็ไปรายงานผู้จัดการว่า
พระไม่มีผม ขายหวีไม่ได้หรอก...
ผู้จัดการฟังแล้วยิ้ม ๆ พระไม่มีผม...
ต้องให้เอ็งมาบอกข้ารึ... หุหุ
คนที่หนึ่งถูกจำกัดด้วยกรอบความคิด
ไม่เหมาะที่จะเป็นนักขาย...
#คนที่สอง
มาถึงวัด
บอกกับเจ้าอาวาสว่า
ช่วยผมซื้อหวีสักอันเถอะ
ถ้าผมขายไม่ได้
ผมก็ไม่ได้งาน
ท่านเป็นพระ
ต้องมีเมตตานะ...
เจ้าอาวาสเลยซื้อไว้ 1 อัน...
คนที่สอง
ขายแบบเรียกร้องความเห็นใจ
หรือขายแบบขอทาน ไปได้ไม่ไกล...
#คนที่สาม
มาขายหวีที่วัด
เจ้าอาวาสบอกไม่มีความจำเป็นต้องใช้
เจ้าคนนี้เดินดูรอบ ๆ วัด
แล้วถามเจ้าอาวาสว่า
ไหว้พระต้องจริงใจไหม
พระบอกต้อง.. แล้วจริงใจ
ต้องแสดงออกถึงความเคารพไหม
พระบอกต้องสิ..
คน ๆ นั้นก็เลยพูดว่า ดูสิผู้คนเขา
มาจากที่ไกล ๆ มาไหว้พระ
มาถึงเนื้อตัวมอบแมมไปด้วยฝุ่น
ผมเผ้ารุงรัง
ทำไมไม่ซื้อหวีไว้ให้พวกเขาหวี
ล้างหน้าล้างตาให้
สะอาดแล้วค่อยเข้าไปไหว้เล่า
เจ้าอาวาสคิดแล้วมีเหตุผล
เลยซื้อไว้ 10 อัน...
#คนที่สี่
มาขายหวีที่วัดเช่นกัน
เจ้าอาวาสบอกไม่ต้องการอีกแล้ว
แต่คนนั้นบอกว่า
ถ้าทางวัดซื้อหวีไว้แจกเป็นของขวัญให้คนมาไหว้
จะเป็นของขวัญที่ทั้งมีประโยชน์ และมีความหมาย
เงินทำบุญก็จะได้เยอะขึ้น...
เจ้าอาวาสคิดแล้วมีเหตุผล
ก็เลยซื้อไว้ 100 อัน...
คนที่สามและที่สี่
คิดแทนผู้บริโภค
คือทำให้ลูกค้าพอใจ
อันนี้ ใช้ได้..
#คนที่ห้า
มาขายหวีอีก
เจ้าอาวาสบอกรับไม่ไหวแล้ว
แต่คนนั้นบอกเจ้าอาวาสว่า
ดูท่านก็เป็นสงฆ์ที่มีบารมี
ลายมือพู่กันจีนของท่านก็สวย
ทำไมท่านไม่แกะสลักลงบนหวี
เช่นคำว่า “หวีแคล้วคลาดปลอดภัย”,
“หวีทวีบุญ” แล้วแจกให้ผู้มาไหว้พระเล่า
นี่ไม่เพียงเผยแพร่ศาสนา
ยังเป็นการส่งเสริมการเขียนพู่กันจีนอีกด้วย
พระท่านยิ้ม ๆ
บอกว่าประเสริฐแท้ จึงซื้อหวีไว้ 1,000 อัน...
คนที่ห้า ไม่เพียงทำให้ลูกค้าพอใจ
ยังไปสอพลอถึงในใจลูกค้าด้วย
นี่เรียกว่านักขายชั้นเซียน..
#คนที่หก
มาขายหวีเช่นกัน
เจ้าอาวาสรีบปฏิเสธก่อนเช่นเคย
แต่พอคนนี้กระซิบคุยกับเจ้าอาวาส
ท่านตกลงซื้อเลย 10,000 อัน
เขาคุยอะไรกับเจ้าอาวาสหรือ...
เขาบอกเจ้าอาวาสว่า
หวีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัว
โดยเฉพาะผู้หญิง
(เห็นมะ ต้องคิดแบบยิว
เรื่องผู้หญิงต้องมาก่อนเป็นไม่ผิด... อิอิ)
ถ้าท่านเอาหวีเหล่านี้มาปลุกเสก
มันก็จะกลายเป็นของขลังไว้ปกป้องตัวเขา
เขาจะได้ทั้งทำบุญและปลอดภัยแคล้วคลาด
บางทีอาจเช่าไปฝากมิตรสหายด้วย
นี่ไม่เพียงได้บุญกุศล ยังได้เผยแพร่ศาสนา
เผยแพร่ชื่อวัดด้วย...
เรื่องดี ๆ อย่างนี้ ท่านจะไม่ทำหรือ...
เจ้าอาวาสรีบประนมมือ..
อมิตตะพุทธ ประเสริฐยิ่ง
ในเมื่อโยมมีความปรารถนาดีเยี่ยงนี้
ทำไมอาตมาจะไม่ทำเล่า...
ว่าแล้วก็ซื้อหวีไว้ 10,000 อัน
ตั้งชื่อว่า “หวีทวีบุญ”, “หวีแคล้วคลาดปลอดภัย”
แล้วทำการปลุกเสกด้วยตนเอง กลับเป็นที่นิยมยิ่ง...
และแน่นอน เงินทำบุญบริจาคก็ได้มากเป็นเงาตามตัว...
แต่คนที่หกนี่สิ...
โคตรเซียน สุดยอดในการเข้าถึงทั้งวัตถุและคน
ไม่ใช่ขายหวี แต่ขายเครื่องรางของขลัง
ทำให้คุณค่าของลูกค้า อั๊พไปจนถึงขั้นสูงสุด...
สุดยอด
เซลล์ธรรมดา จะขายสินค้า
แต่เซลล์เทวดา จะขายฝัน
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
ผู้จัดการฝ่ายขายคนหนึ่ง
ต้องการทดสอบผู้ที่มาสมัครเป็นพนักขาย
ผู้จัดการจึงบอกให้พนักงานที่มาสมัคร
ไปขายหวีให้พระ...
#คนแรก
พอออกจากห้องผู้จัดการ
ก็ด่าโขมงโฉงเฉง...
พระมีผมที่ไหนวะ จะขายหวีได้ยังไง
ว่าแล้วก็ไปดื่มเหล้าจนเมา
กลับไปนอน
ตื่นมาก็ไปรายงานผู้จัดการว่า
พระไม่มีผม ขายหวีไม่ได้หรอก...
ผู้จัดการฟังแล้วยิ้ม ๆ พระไม่มีผม...
ต้องให้เอ็งมาบอกข้ารึ... หุหุ
คนที่หนึ่งถูกจำกัดด้วยกรอบความคิด
ไม่เหมาะที่จะเป็นนักขาย...
#คนที่สอง
มาถึงวัด
บอกกับเจ้าอาวาสว่า
ช่วยผมซื้อหวีสักอันเถอะ
ถ้าผมขายไม่ได้
ผมก็ไม่ได้งาน
ท่านเป็นพระ
ต้องมีเมตตานะ...
เจ้าอาวาสเลยซื้อไว้ 1 อัน...
คนที่สอง
ขายแบบเรียกร้องความเห็นใจ
หรือขายแบบขอทาน ไปได้ไม่ไกล...
#คนที่สาม
มาขายหวีที่วัด
เจ้าอาวาสบอกไม่มีความจำเป็นต้องใช้
เจ้าคนนี้เดินดูรอบ ๆ วัด
แล้วถามเจ้าอาวาสว่า
ไหว้พระต้องจริงใจไหม
พระบอกต้อง.. แล้วจริงใจ
ต้องแสดงออกถึงความเคารพไหม
พระบอกต้องสิ..
คน ๆ นั้นก็เลยพูดว่า ดูสิผู้คนเขา
มาจากที่ไกล ๆ มาไหว้พระ
มาถึงเนื้อตัวมอบแมมไปด้วยฝุ่น
ผมเผ้ารุงรัง
ทำไมไม่ซื้อหวีไว้ให้พวกเขาหวี
ล้างหน้าล้างตาให้
สะอาดแล้วค่อยเข้าไปไหว้เล่า
เจ้าอาวาสคิดแล้วมีเหตุผล
เลยซื้อไว้ 10 อัน...
#คนที่สี่
มาขายหวีที่วัดเช่นกัน
เจ้าอาวาสบอกไม่ต้องการอีกแล้ว
แต่คนนั้นบอกว่า
ถ้าทางวัดซื้อหวีไว้แจกเป็นของขวัญให้คนมาไหว้
จะเป็นของขวัญที่ทั้งมีประโยชน์ และมีความหมาย
เงินทำบุญก็จะได้เยอะขึ้น...
เจ้าอาวาสคิดแล้วมีเหตุผล
ก็เลยซื้อไว้ 100 อัน...
คนที่สามและที่สี่
คิดแทนผู้บริโภค
คือทำให้ลูกค้าพอใจ
อันนี้ ใช้ได้..
#คนที่ห้า
มาขายหวีอีก
เจ้าอาวาสบอกรับไม่ไหวแล้ว
แต่คนนั้นบอกเจ้าอาวาสว่า
ดูท่านก็เป็นสงฆ์ที่มีบารมี
ลายมือพู่กันจีนของท่านก็สวย
ทำไมท่านไม่แกะสลักลงบนหวี
เช่นคำว่า “หวีแคล้วคลาดปลอดภัย”,
“หวีทวีบุญ” แล้วแจกให้ผู้มาไหว้พระเล่า
นี่ไม่เพียงเผยแพร่ศาสนา
ยังเป็นการส่งเสริมการเขียนพู่กันจีนอีกด้วย
พระท่านยิ้ม ๆ
บอกว่าประเสริฐแท้ จึงซื้อหวีไว้ 1,000 อัน...
คนที่ห้า ไม่เพียงทำให้ลูกค้าพอใจ
ยังไปสอพลอถึงในใจลูกค้าด้วย
นี่เรียกว่านักขายชั้นเซียน..
#คนที่หก
มาขายหวีเช่นกัน
เจ้าอาวาสรีบปฏิเสธก่อนเช่นเคย
แต่พอคนนี้กระซิบคุยกับเจ้าอาวาส
ท่านตกลงซื้อเลย 10,000 อัน
เขาคุยอะไรกับเจ้าอาวาสหรือ...
เขาบอกเจ้าอาวาสว่า
หวีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพกติดตัว
โดยเฉพาะผู้หญิง
(เห็นมะ ต้องคิดแบบยิว
เรื่องผู้หญิงต้องมาก่อนเป็นไม่ผิด... อิอิ)
ถ้าท่านเอาหวีเหล่านี้มาปลุกเสก
มันก็จะกลายเป็นของขลังไว้ปกป้องตัวเขา
เขาจะได้ทั้งทำบุญและปลอดภัยแคล้วคลาด
บางทีอาจเช่าไปฝากมิตรสหายด้วย
นี่ไม่เพียงได้บุญกุศล ยังได้เผยแพร่ศาสนา
เผยแพร่ชื่อวัดด้วย...
เรื่องดี ๆ อย่างนี้ ท่านจะไม่ทำหรือ...
เจ้าอาวาสรีบประนมมือ..
อมิตตะพุทธ ประเสริฐยิ่ง
ในเมื่อโยมมีความปรารถนาดีเยี่ยงนี้
ทำไมอาตมาจะไม่ทำเล่า...
ว่าแล้วก็ซื้อหวีไว้ 10,000 อัน
ตั้งชื่อว่า “หวีทวีบุญ”, “หวีแคล้วคลาดปลอดภัย”
แล้วทำการปลุกเสกด้วยตนเอง กลับเป็นที่นิยมยิ่ง...
และแน่นอน เงินทำบุญบริจาคก็ได้มากเป็นเงาตามตัว...
แต่คนที่หกนี่สิ...
โคตรเซียน สุดยอดในการเข้าถึงทั้งวัตถุและคน
ไม่ใช่ขายหวี แต่ขายเครื่องรางของขลัง
ทำให้คุณค่าของลูกค้า อั๊พไปจนถึงขั้นสูงสุด...
สุดยอด
เซลล์ธรรมดา จะขายสินค้า
แต่เซลล์เทวดา จะขายฝัน
แหล่งที่มา Facebook : Trick of the Trade
Checklist 5 ข้อ สำรวจงานที่ชอบ
เข้าสู่สัปดาห์ที่สองของการทำงานกันเเล้ว มา Check กันหน่อยว่า
งานที่เราทำอยู่เป็น "งานที่ใช่" สำหรับเรารึเปล่า
...........................
1. ตื่นเช้ามา
ความรู้สึก คือ "Go to Work"
หรือ "Have Fun"
2. เวลาเเต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หรือ เฮ้ย ! ห้าโมงเเล้วเหรอ
3. หลังเลิกงานอยากกลับบ้าน
ไปอาบน้ำนอนเลย หรือ
ยังมีพลังทำอย่างอื่นต่อ
4. โปรเจคใหม่ที่ได้รับมา
รู้สึกขี้เกียจหันไปมอง
หรือ อยากเริ่มทำใจจะขาด
5. เสาร์อาทิตย์ ไม่เคยเหยียบเข้าไป
ในรัศมี 2 กิโลเมตรของออฟฟิศ
หรือ วันหยุดนี้ ไปนั่งทำงานชิวๆ
ในออฟฟิศดีกว่า
...........................
เป็นไงกัน
ถ้าเห็นด้วยกับประโยคหลังทุกข้อ
ขอเเสดงความยินดีด้วย
คุณจะเป็นอีกหนึ่งใน
The most happy people ประจำปี 2015 เลย
อย่าลืมเเบ่งพลังให้คนอื่นด้วยนะ ^^
แหล่งที่มา Facebook : ๋Japan NEED
งานที่เราทำอยู่เป็น "งานที่ใช่" สำหรับเรารึเปล่า
...........................
1. ตื่นเช้ามา
ความรู้สึก คือ "Go to Work"
หรือ "Have Fun"
2. เวลาเเต่ละนาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า
หรือ เฮ้ย ! ห้าโมงเเล้วเหรอ
3. หลังเลิกงานอยากกลับบ้าน
ไปอาบน้ำนอนเลย หรือ
ยังมีพลังทำอย่างอื่นต่อ
4. โปรเจคใหม่ที่ได้รับมา
รู้สึกขี้เกียจหันไปมอง
หรือ อยากเริ่มทำใจจะขาด
5. เสาร์อาทิตย์ ไม่เคยเหยียบเข้าไป
ในรัศมี 2 กิโลเมตรของออฟฟิศ
หรือ วันหยุดนี้ ไปนั่งทำงานชิวๆ
ในออฟฟิศดีกว่า
...........................
เป็นไงกัน
ถ้าเห็นด้วยกับประโยคหลังทุกข้อ
ขอเเสดงความยินดีด้วย
คุณจะเป็นอีกหนึ่งใน
The most happy people ประจำปี 2015 เลย
อย่าลืมเเบ่งพลังให้คนอื่นด้วยนะ ^^
แหล่งที่มา Facebook : ๋Japan NEED
ภาษา AEC : "ขอบคุณ"
#ภาษา AEC น่ารู้ วันนี้เสนอคำว่า "#ขอบคุณ"
1.#เวียดนาม เรียก ก๋ามเอิน
2.#ลาว เรียก ขอบใจ
3.#สิงคโปร์ เรียก แซี่ยเสียะ
4.#มาเลเซีย เรียก เตอรีมา กาซิห์
5.#บรูไน ก็เรียก เตอรีมา กาซิห์
6.#เขมร เรียก ออ กุน
7.#อินโดนิเซีย เรียก เตอรีมา กาซิห์
8.#ฟิลิปปินส์ เรียก ซาลามัต
9.#พม่า เรียก เจ ซู ตินบ่าแด
10.#ไทย เรียก ขอบคุณ
แหล่งที่มา Facebook : AEC Export
1.#เวียดนาม เรียก ก๋ามเอิน
2.#ลาว เรียก ขอบใจ
3.#สิงคโปร์ เรียก แซี่ยเสียะ
4.#มาเลเซีย เรียก เตอรีมา กาซิห์
5.#บรูไน ก็เรียก เตอรีมา กาซิห์
6.#เขมร เรียก ออ กุน
7.#อินโดนิเซีย เรียก เตอรีมา กาซิห์
8.#ฟิลิปปินส์ เรียก ซาลามัต
9.#พม่า เรียก เจ ซู ตินบ่าแด
10.#ไทย เรียก ขอบคุณ
แหล่งที่มา Facebook : AEC Export
4C วิธีเลือกซื้อเพชรมือโปร
1.Color(สี)
สีของเพชร หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า น้ำเพชร
"น้ำ 100" ก็คือเพชรที่มี
สี "D" , E (น้ำ 99) , F (น้ำ 98) เท่านั้น
ที่จัดอยู่ในกลุ่ม "เพชรไร้สี" ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด
แต่เนื่องจากเพชรไร้สีนั้นหาได้ยาก
และมีคุณค่าสูงที่สุด
ดังนั้นส่วนใหญ่เครื่องประดับเพชร
ที่ขายกันอยู่โดยทั่วไป
จึงมักจะใช้เพชร ที่มีความขาวอยู่ที่ระดับ
G (น้ำ 97) H (น้ำ 96), I, (น้ำ 95) J (น้ำ 94)
2. Clarity (ความสะอาด)
พิจารณาจากความชัดเจน มากน้อย ของตำหนิ
หรือสิ่งเจือปน ที่มีอยู่ในเพชร
ซึ่งมักไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าน
แต่ต้องใช้กล้องที่มี กำลังขยาย 10 เท่า
เป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ความสะอาดใสของเพชรนั้น
แบ่งไว้เพียง 10 ระดับ
3. Cut (การเจียระไน )
วัตถุประสงค์หลักของ "การเจียระไน"
คือการทำให้เพชรเป็นประกาย เงางาม ที่สุด
พิจารณาจากความสวยงามโดยรวมสัดส่วน
ความสมมาตร การขัดเงาผิว และอีกหลายอย่างด้วยกัน
โดยสถาบันอัญมณีศาสตร์ชั้นนำของโลก
ได้จัดระดับไว้เพียง 5 ระดับคือ Excellent (ดีเยี่ยม),
Very Good (ดีมาก), Good (ดี),
Fair (ปานกลาง), Poor (แย่)
4. Carat (กะรัต)
"น้ำหนักของเพชร" ซึ่งมีหน่วยเป็น "กะรัต"
โดยเพชร 1 กะรัตจะหนัก
เท่ากับ 200 มิลลิกรัม หรือ 100 "สตางค์
Credit : สยามเพชร
แหล่งที่มา Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ
ปีที่ 1 ฉบับที่ 119 วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2558
นวัตกรรมไอที ปี 2558
อ่านออนไลน์ทั้งเล่มได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/new108-ftc949p1e.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
อ่านออนไลน์ทั้งเล่มได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/new108-ftc949p1e.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เพราะคนเรามักคิดถึงแต่ตัวเอง
การรู้จัก "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
จึงเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดที่เราจะเข้าใจเพื่อนร่วมโลก
ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้านายเรา ลูกน้องเรา
พ่อแม่เรา คนรักเรา ลูกเรา
และคิดว่าการ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
ไม่ได้หมายถึง การมานั่งหาว่าเขามี "เหตุผล" อะไรที่ทำแบบนั้น
แต่น่าจะเป็น เขา "รู้สึก" อย่างไร เขาจึงทำแบบนั้น
เพราะความรู้สึกต่างหากที่บังคับการกระทำ
ไม่ใช่เหตุผล
หรือถ้าใช่ ความรู้สึกก็คือเหตุผลอย่างนึงเท่านั้นเอง
เราต้องลองเอาตัวเองเข้าไปสวมในตัวเขา
ถ้าเราเป็นเขา เขาน่าจะ "รู้สึก" อะไรอยู่ เขาถึงทำแบบนั้นกับเรา
เขาจะ "รู้สึกอย่างไร" ถ้าเราปฏิบัติกับเขาแบบนั้น
ถ้าเราเข้าใจความรู้สึกกันและกันมากขึ้น
เราจะทำบางอย่างลดลง
เราจะทำบางอย่างเพิ่มขึ้น
เราจะทำบางอย่างใหม่ที่ไม่เคยทำ
และเราจะเลิกทำสิ่งเก่าบางอย่างไปเลย
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เอาความรู้สึกเขา มาใส่ความรู้สึกเรา
แล้วเราจะเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
การรู้จัก "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
จึงเป็นกระบวนการที่ดีที่สุดที่เราจะเข้าใจเพื่อนร่วมโลก
ไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้านายเรา ลูกน้องเรา
พ่อแม่เรา คนรักเรา ลูกเรา
และคิดว่าการ "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
ไม่ได้หมายถึง การมานั่งหาว่าเขามี "เหตุผล" อะไรที่ทำแบบนั้น
แต่น่าจะเป็น เขา "รู้สึก" อย่างไร เขาจึงทำแบบนั้น
เพราะความรู้สึกต่างหากที่บังคับการกระทำ
ไม่ใช่เหตุผล
หรือถ้าใช่ ความรู้สึกก็คือเหตุผลอย่างนึงเท่านั้นเอง
เราต้องลองเอาตัวเองเข้าไปสวมในตัวเขา
ถ้าเราเป็นเขา เขาน่าจะ "รู้สึก" อะไรอยู่ เขาถึงทำแบบนั้นกับเรา
เขาจะ "รู้สึกอย่างไร" ถ้าเราปฏิบัติกับเขาแบบนั้น
ถ้าเราเข้าใจความรู้สึกกันและกันมากขึ้น
เราจะทำบางอย่างลดลง
เราจะทำบางอย่างเพิ่มขึ้น
เราจะทำบางอย่างใหม่ที่ไม่เคยทำ
และเราจะเลิกทำสิ่งเก่าบางอย่างไปเลย
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
เอาความรู้สึกเขา มาใส่ความรู้สึกเรา
แล้วเราจะเข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
"ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว" จบป.4 สู่เถ้าแก่ 100 ล้าน ...
เส้นทางสู้ชีวิตของ “พันธ์รบ กำลา”
เด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน
แต่เติบใหญ่เป็นนายคนด้วยวัยเพียงสี่สิบกว่าปี
และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายเส้น
จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของแฟรนไชส์ระดับประเทศ
ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้แบรนด์ “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว”
ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี และในวันนี้ “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว”
มีสาขาทั่วประเทศและต่างประเทศมากกว่า 2,000 สาขา
ชายร่างเล็กๆ ผู้นี้ทำได้อย่างไร
หลายคนคงอยากทราบ เราไปค้นหาคำตอบพร้อมกัน...
คุณพันธ์รบ เป็นชาวอำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด
แดนดินถิ่นอีสาน มีโอกาสร่ำเรียนเพียงชั้นประถม 4
ตามประสาครอบครัวที่มีลูกมาก
พออายุได้ 12 ปี จึงเข้าสู่เมืองกรุง
ทำงานโรงงานผลิตน็อต เกลียว สกรู
ทำได้ไม่นานก็กลับบ้าน
แต่ไม่นานก็กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ อีก
และครั้งนี้นี่เองที่เป็นบันไดขั้นหนึ่ง
ทำให้เขาเป็นชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว อย่างทุกวันนี้ ...
ระหว่างที่กลับมาทำงานในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 2
น้าก็พาไปทำงานบ้านกับเถ้าแก่รายหนึ่ง
เพราะเห็นแววความมีระเบียบเรียบร้อยของคุณพันธ์รบ
ประจวบเหมาะที่ได้เถ้าแก่ใจดี เปิดโอกาสให้ใช้เวลา
ในช่วงค่ำเรียนต่อการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)
จนจบ ม.3 ในเวลาไม่นาน ...
ชีวิตคุณพันธ์รบผันผวนจากคนทำงานบ้าน
ไปเป็นคนงานผลิตของใช้ในครัวเรือน
แต่ได้เพียงระยะหนึ่ง ก็ต้องกลับไปรับใช้ชาติ
ตามหมายเกณฑ์ทหารของวัยหนุ่ม
โดยในระหว่างรับใช้ชาติเขาสามารถ
เก็บเงินได้ถึง 40,000-50,000 บาท
เนื่องจากเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่
ไม่เล่นการพนัน มัธยัสถ์ ชอบวางแผน
ชอบคิด และให้คนอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย
นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิญญาณนักธุรกิจ
และได้ตัดสินใจพาครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง
เริ่มจากน้องชายขายลูกชิ้นด้วย
คุณพันธ์รบจึง รับลูกชิ้นจากน้องชายมาใส่ก๋วยเตี๋ยว
แต่เมื่อหักลบต้นทุนแล้วก็ยังได้กำไรไม่มากนัก
เขาจึงมีความคิดจะขายบะหมี่เกี๊ยว
แต่เมื่อไปคุยกับเถ้าแก่โรงงานผลิตบะหมี่แล้ว
ปรากฏว่าเขาไม่มาส่งเพราะรถส่งบะหมี่
ไม่ผ่านร้านของคุณพันธ์รบ
เขาจึงเกิดความคิดว่า
“ถ้ามีโอกาสทำขึ้นเองเมื่อไหร่
จะทำส่งให้ทั่วประเทศไทย"
นั่นเองเป็นแรงผลักดัน
ทำให้เขาเป็น “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว”
อย่างทุกวันนี้ ...
และนั่นก็ไม่ทำให้คุณพันธ์รบยอมแพ้
เขาให้น้องชายซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวอยู่ก่อน
สั่งบะหมี่เกี๊ยวเพิ่มจำนวนขายมากเป็น 2 เท่า
และยอมขับรถไปรับบะหมี่เกี๊ยวจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาขายเอง
ทำให้เมนูของร้านเพิ่มขึ้นจากก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส
เป็นเมนูบะหมี่เกี๊ยว และข้าวมันไก่ อีก 2 รายการ
เมนูเพียง 3 อย่าง ทำให้มีเงินเก็บสูงถึง 700,000 บาท ...
และแล้วเลือดนักธุรกิจที่แฝงอยู่ในตัวคุณพันธ์รบ
ก็แสดงออกมาเมื่อเขารู้สึกมั่นใจในความตั้งใจ
และมันสมองของตนเอง ความคิด
"ถ้ามีโอกาสทำเส้นบะหมี่จะทำให้ดีที่สุด"
เพราะทุกวันที่รับเส้นบะหมี่มาขาย
ยังมีอีกหลายวันที่เส้นบะหมี่ไม่เหลือง
ขาดลุ่ย ไม่เหนียว ไม่นุ่ม ซึ่งเป็นปัญหา
ของพ่อค้าแม่ขายที่ไม่ใช่ผู้ผลิต
และตรงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้คุณพันธ์รบตัดสินใจ
ศึกษาเรื่องการทำเส้นบะหมี่อย่างจริงจัง
และลงทุนศึกษาและผลิตเส้นบะหมี่เอง
ลองผิดลองถูกพยายามปรับสูตรให้ลงตัว
จนได้เส้นบะหมี่สูตรชายสี่บะหมี่เกี๊ยว
ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี ...
คุณพันธ์รบบอกว่า
นักธุรกิจไม่ได้จบแค่ผลิตและขาย
แต่นักธุรกิจต้นตำรับแบรนด์ ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว
อย่างคุณพันธ์รบ บริการหาทำเล บ้านเช่า
สอนวิธีอบหมูแดง วิธีลวกบะหมี่ วิธีการจ่ายตลาด
ซึ่งคนที่สั่งบะหมี่จากคุณพันธ์รบไปขาย
มีลูกค้าเข้าร้านมียอดขายไม่ต่างจากคุณพันธ์รบ
การบอกต่อเริ่มต้นขึ้น
ทำให้บะหมี่ของคุณพันธ์รบถูกส่งไปขาย
ในหลายที่หลายแห่งของหลายจังหวัดในประเทศ
นั่นเองเป็นที่มาของแบรนด์
“ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว"
ที่มาสาขาอยู่ทั่วประเทศ ...
ใครที่ทราบประวัติแล้วคงต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว
เพราะชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว เริ่มจากศูนย์จริงๆ
และที่สำคัญเพราะเจ้าของเขาขยัน พยายาม และสู้ไม่ถอย...
ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/46570
แหล่งที่มา Facebook : ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ Certainty
เด็กบ้านนอกคอกนา ฐานะยากจน
แต่เติบใหญ่เป็นนายคนด้วยวัยเพียงสี่สิบกว่าปี
และใช้เวลาในการต่อสู้บนเส้นทางสายเส้น
จนผงาดขึ้นมาอยู่แถวหน้าของแฟรนไชส์ระดับประเทศ
ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ภายใต้แบรนด์ “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว”
ที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี และในวันนี้ “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว”
มีสาขาทั่วประเทศและต่างประเทศมากกว่า 2,000 สาขา
ชายร่างเล็กๆ ผู้นี้ทำได้อย่างไร
หลายคนคงอยากทราบ เราไปค้นหาคำตอบพร้อมกัน...
คุณพันธ์รบ เป็นชาวอำเภอปทุมรัตน์ จังหวัดร้อยเอ็ด
แดนดินถิ่นอีสาน มีโอกาสร่ำเรียนเพียงชั้นประถม 4
ตามประสาครอบครัวที่มีลูกมาก
พออายุได้ 12 ปี จึงเข้าสู่เมืองกรุง
ทำงานโรงงานผลิตน็อต เกลียว สกรู
ทำได้ไม่นานก็กลับบ้าน
แต่ไม่นานก็กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ อีก
และครั้งนี้นี่เองที่เป็นบันไดขั้นหนึ่ง
ทำให้เขาเป็นชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว อย่างทุกวันนี้ ...
ระหว่างที่กลับมาทำงานในกรุงเทพฯ ครั้งที่ 2
น้าก็พาไปทำงานบ้านกับเถ้าแก่รายหนึ่ง
เพราะเห็นแววความมีระเบียบเรียบร้อยของคุณพันธ์รบ
ประจวบเหมาะที่ได้เถ้าแก่ใจดี เปิดโอกาสให้ใช้เวลา
ในช่วงค่ำเรียนต่อการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)
จนจบ ม.3 ในเวลาไม่นาน ...
ชีวิตคุณพันธ์รบผันผวนจากคนทำงานบ้าน
ไปเป็นคนงานผลิตของใช้ในครัวเรือน
แต่ได้เพียงระยะหนึ่ง ก็ต้องกลับไปรับใช้ชาติ
ตามหมายเกณฑ์ทหารของวัยหนุ่ม
โดยในระหว่างรับใช้ชาติเขาสามารถ
เก็บเงินได้ถึง 40,000-50,000 บาท
เนื่องจากเป็นคนไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่
ไม่เล่นการพนัน มัธยัสถ์ ชอบวางแผน
ชอบคิด และให้คนอื่นยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ย
นั่นเองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของวิญญาณนักธุรกิจ
และได้ตัดสินใจพาครอบครัวเข้ากรุงเทพฯ อีกครั้ง
เริ่มจากน้องชายขายลูกชิ้นด้วย
คุณพันธ์รบจึง รับลูกชิ้นจากน้องชายมาใส่ก๋วยเตี๋ยว
แต่เมื่อหักลบต้นทุนแล้วก็ยังได้กำไรไม่มากนัก
เขาจึงมีความคิดจะขายบะหมี่เกี๊ยว
แต่เมื่อไปคุยกับเถ้าแก่โรงงานผลิตบะหมี่แล้ว
ปรากฏว่าเขาไม่มาส่งเพราะรถส่งบะหมี่
ไม่ผ่านร้านของคุณพันธ์รบ
เขาจึงเกิดความคิดว่า
“ถ้ามีโอกาสทำขึ้นเองเมื่อไหร่
จะทำส่งให้ทั่วประเทศไทย"
นั่นเองเป็นแรงผลักดัน
ทำให้เขาเป็น “ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว”
อย่างทุกวันนี้ ...
และนั่นก็ไม่ทำให้คุณพันธ์รบยอมแพ้
เขาให้น้องชายซึ่งขายบะหมี่เกี๊ยวอยู่ก่อน
สั่งบะหมี่เกี๊ยวเพิ่มจำนวนขายมากเป็น 2 เท่า
และยอมขับรถไปรับบะหมี่เกี๊ยวจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาขายเอง
ทำให้เมนูของร้านเพิ่มขึ้นจากก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นน้ำใส
เป็นเมนูบะหมี่เกี๊ยว และข้าวมันไก่ อีก 2 รายการ
เมนูเพียง 3 อย่าง ทำให้มีเงินเก็บสูงถึง 700,000 บาท ...
และแล้วเลือดนักธุรกิจที่แฝงอยู่ในตัวคุณพันธ์รบ
ก็แสดงออกมาเมื่อเขารู้สึกมั่นใจในความตั้งใจ
และมันสมองของตนเอง ความคิด
"ถ้ามีโอกาสทำเส้นบะหมี่จะทำให้ดีที่สุด"
เพราะทุกวันที่รับเส้นบะหมี่มาขาย
ยังมีอีกหลายวันที่เส้นบะหมี่ไม่เหลือง
ขาดลุ่ย ไม่เหนียว ไม่นุ่ม ซึ่งเป็นปัญหา
ของพ่อค้าแม่ขายที่ไม่ใช่ผู้ผลิต
และตรงนี้เป็นตัวกระตุ้นให้คุณพันธ์รบตัดสินใจ
ศึกษาเรื่องการทำเส้นบะหมี่อย่างจริงจัง
และลงทุนศึกษาและผลิตเส้นบะหมี่เอง
ลองผิดลองถูกพยายามปรับสูตรให้ลงตัว
จนได้เส้นบะหมี่สูตรชายสี่บะหมี่เกี๊ยว
ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ปี ...
คุณพันธ์รบบอกว่า
นักธุรกิจไม่ได้จบแค่ผลิตและขาย
แต่นักธุรกิจต้นตำรับแบรนด์ ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว
อย่างคุณพันธ์รบ บริการหาทำเล บ้านเช่า
สอนวิธีอบหมูแดง วิธีลวกบะหมี่ วิธีการจ่ายตลาด
ซึ่งคนที่สั่งบะหมี่จากคุณพันธ์รบไปขาย
มีลูกค้าเข้าร้านมียอดขายไม่ต่างจากคุณพันธ์รบ
การบอกต่อเริ่มต้นขึ้น
ทำให้บะหมี่ของคุณพันธ์รบถูกส่งไปขาย
ในหลายที่หลายแห่งของหลายจังหวัดในประเทศ
นั่นเองเป็นที่มาของแบรนด์
“ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว"
ที่มาสาขาอยู่ทั่วประเทศ ...
ใครที่ทราบประวัติแล้วคงต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว
เพราะชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว เริ่มจากศูนย์จริงๆ
และที่สำคัญเพราะเจ้าของเขาขยัน พยายาม และสู้ไม่ถอย...
ที่มา: http://hilight.kapook.com/view/46570
แหล่งที่มา Facebook : ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เซอร์เทนตี้ Certainty
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...



