วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ชี้นิ้วว่า "คนอื่น" ....อีกสี่นิ้วชี้มาที่ "ตัวเอง"

ยืนยันฟันธงคอนเฟิร์มให้เลยว่า
สาเหตุ "อันดับ 1" ของความล้มเหลวในชีวิตคนเรา
มาจากการ "โทษคนอื่น"

ก้มดูตัวเองสิ ที่ผ่านมาโทษใครไว้บ้าง?
จ้องตาตัวเองสิ? จะโทษใครอีกดีล่ะ?

โทษเจ้านาย โทษที่ทำงาน
โทษครอบครัว โทษประเทศชาติ
โทษดวงชะตา โทษนั่นโทษนี่

หลายคนเอาแต่ชี้นิ้วก่นด่าคนอื่นว่า 
"กูไม่ผิด มึงนั่นแหละ ที่ทำให้กูเป็นแบบนี้"
ทำไมไม่มองดูให้ดีๆ ล่ะว่า 

ในขณะที่ชี้หน้าโทษคนอื่น
อีกสี่นิ้วที่ชี้มาที่ตัวเอง มันกำลังบอกว่า 
"เออ ที่จริงกูนั่นแหละที่ทำให้กูเป็นแบบนี้"

อยากสำเร็จ อยากร่ำรวย
อยากสุขภาพดี อยากมีความสุข
เราต้องเลิกโทษคนอื่น

ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเราเอง
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง
ขอให้มั่นใจได้เลยว่าเราต้องเคยทำอะไรบางอย่างไว้
เราถึงมาถึงจุดนี้ที่เราไม่ชอบใจ
และเราจะต้องเป็นคนแก้มันด้วยตัวเอง
ไม่ใช่มัวไปโทษคนอื่น
เลิกโทษคนอื่น
คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต
ผมสาบานว่านี่คือเรื่องจริง
ถ้าไปลองทำแล้วไม่จริง ชีวิตไม่ดีขึ้น
คุณมาโทษผมได้เลย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

Google Logo : Chinese New Year 2014

"อั่งเปา" และ "แต๊ะเอีย"
เชื่อว่าทั้งสองคำนี้ไม่ว่าจะแปลเป็นไทยว่าอะไรก็ตาม ทุกคนก็จะตั้งหน้าตั้งตาคอยสิ่งนี้ (โดยเฉพาะตอนเป็นเด็ก) แล้วมันต่างกันอย่างไร?

"อั่งเปา" ในภาษาจีนแต้จิ๋ว หมายถึง ซองสีแดง คำว่า อั่ง แปลว่า แดง ส่วนเปา แปลว่า ซอง หรือ กระเป๋า (ภาษาจีนกลางจะเรียกซองแดงว่า "หงเปา") ซึ่งสีแดงถือเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงความเป็นมงคล ความมีชีวิตชีวา และความโชคดีของชาวจีนอยู่แล้ว ดังนั้น ชาวจีนมักจะใส่เงิน หรือธนบัตรลงในซองแดง เพื่อนำมามอบให้คนรู้จัก หรืออาจจะแลกเปลี่ยนกันเองในหมู่ญาติพี่น้องก็ได้ โดยปกติแล้ว ชาวจีนจะนิยมมอบ "อั่งเปา" ให้ในวันตรุษจีน วันแต่งงาน หรือในโอกาสเปิดกิจการใหม่ เพื่อเป็นการอวยพร

ส่วน "แต๊ะเอีย" เป็นภาษาจีนแต้จิ๋วเช่นกัน โดย "แต๊ะ" แปลว่า ทับ หรือ กด ส่วน "เอีย" แปลว่า เอว เมื่อรวมกัน "แต๊ะเอีย" ก็หมายถึง "ของที่มากดหรือทับเอว" หรือ "ผูกไว้ที่เอว" คำนี้มีที่มาจากคนจีนสมัยก่อนจะใช้เงินเหรียญที่มีรูอยู่ตรงกลาง หากจะพกไปไหนก็ต้องร้อยเหรียญเป็นพวงมาผูกไว้ที่เอว และในเทศกาลตรุษจีน ผู้ให้ก็จะนำเชือกสีแดงมาร้อยเหรียญไว้ แล้วมอบให้ผู้รับ ทีนี้ผู้รับก็จะนำพวงเหรียญนี้มาผูกไว้ที่เอว เรียกว่า "แต๊ะเอีย" นั่นเอง

ส่วนในปัจจุบันไม่มีการใช้เงินเหรียญที่มีรูตรงกลางแล้ว "แต๊ะเอีย" จึงมีความหมายถึง "สิ่งของ" หรือ "เงิน" ที่ใส่ไว้ในซองสีแดง
ขอให้ทุกท่านรวยๆ เฮงๆ ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้

cr: kapool.com

แหล่งที่มา   Facebook : SSO Savings Club,  เว็บไซต์ https://www.google.co.th/

ตั้งเป้า "เป็นที่ 1 ในสายอาชีพ"

คนจำนวนมาก ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ
คนจำนวนเยอะ ทำงานที่ไม่ได้เกลียด แต่ก็ไม่ได้รัก
คนจำนวนน้อยนิด ทำงานที่รัก แต่ไม่เคยตั้งเป้าหมายเป็นที่ 1
มีเพียงคนน้อยกว่าน้อยเท่านั้นที่ทำงานที่รัก
และตั้งเป้า "เป็นที่ 1 ในสายอาชีพ"

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่า
ทำไมโลกนี้จึงมีคนสำเร็จในสายอาชีพแบบสุดๆ น้อยมาก
ไม่ใช่เพราะโลกนี้มีคนเก่งน้อย
แต่เพราะแทบไม่มีใครคิดตั้งเป้าหมาย
"เป็นที่ 1 ในสายอาชีพ"

และเมื่อมันไม่เคยอยู่ในความคิด
มันก็เลยไม่เคยเป็นจริง
คิดว่าไหนๆ เราทุกคนก็ต้องทำงานอยู่แล้ว
ไหนๆ เราก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตไปในการทำงานอยู่แล้ว

ทำไมเราไม่ตั้งเป้า "เป็นที่ 1 ในสายอาชีพ" ไปเลย?
มันคุ้มค่าทั้งกับตัวเราที่จะได้ค่าตอบแทนที่สูงกว่าคนอื่น
แถมความสามารถของเรายังเกิดประโยชน์กับผู้คน
มากกว่าคนที่ตั้งเป้าธรรมดาๆ อีกด้วย

คงจะแข่งกันเหนื่อยแย่เลยสินะ
อยากเป็นที่ 1 ขนาดนั้นน่ะ
บางคนอาจคิดแบบนี้

แต่จะบอกความจริงสองอย่าง

หนึ่ง ตั้งเป้าหมายเป็นคนธรรมดาๆ กับตั้งเป้าหมายเป็นที่ 1
เหนื่อยต่างกันแน่ๆ
แต่ความสำเร็จที่ได้ก็ต่างกันมหาศาลมากๆๆๆๆ

สอง เมื่อเราตั้งเป้าหมายเป็นที่ 1 คู่แข่งเราจะน้อยมาก
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่มีใครทุ่มเทในงานขนาดนั้น
พวกเขามัวไปแข่งกันในตำแหน่งธรรมดาๆ

ที่หนึ่งในความหมายนี้
ไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่งจริงๆ
แต่หมายถึง "แถวหน้า" ในสายอาชีพ
เพราะฉะนั้นไม่ต้องชิดใน ก็มีที่ว่าง

ไหนๆ เราก็เกิดมาทั้งทีแล้ว
มีชีวิตปกติ แต่อย่ามีชีวิตธรรมดา

มาเป็นที่ 1 กัน
ได้ข่าวว่าที่ตรงนี้ยังว่างอีกเยอะเลย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

วันนี้จะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างนะ?

ผู้ชายคนนึง

พอตื่นขึ้นมา เขาก็เปิดถังขยะ เอาขยะมาถูๆ ตัว
เท่านั้นยังไม่พอ เขาเดินตรงไปที่ท่อระบายน้ำ
เปิดฝาท่อ แล้วตักเอาน้ำเน่าในนั้นมาอาบ
เสร็จแล้วเขาก็ออกไปทำงาน

กลางวันเขารู้สึกตัวแห้งๆ ยังไม่รู้
ก็เลยหาน้ำถูพื้นของแม่บ้านมาราดตัวให้ชุ่ม

ตกเย็นกลับมาบ้าน
พอใกล้จะนอน เขายังเอาน้ำเน่าที่เหลือเมื่อเช้ามารดตัวอีกครั้ง

ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับความสงสัยทุกคืนว่า
"เมื่อไหร่ตัวข้าจะหอมซะทีวะ?"

! เป็นใครก็ต้องคิดว่าไอ้หมอนี่ท่าจะบ้า
ชายคนที่พูดถึงไม่มีตัวตนจริงๆ หรอก

แต่ถ้าจะบอกว่า
เราหลายคนอาจเผลอทำพฤติกรรมคล้ายๆ ผู้ชายคนนี้โดยไม่รู้ตัว
อ่ะจิงดิ?

เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับเปิดดูข่าวร้ายๆ ลบๆ ในทีวี
นั่งจิบกาแฟหน้าหนังสือพิมพ์ที่พาดข่าวอาชญากรรม
ขึ้นรถเปิดวิทยุ คนจัดรายการประโคมข่าวเศรษฐกิจแย่ๆ ให้ฟัง

กลางวันเรานั่งนินทาเจ้านายกับเพื่อนร่วมงาน

กลับบ้านมา เราก็หลับไปพร้อมกับละครตบตีกัน
ที่วันๆ ตัวละครไม่ต้องทำงาน คิดแต่เรื่องแย่งสามีชาวบ้าน

แล้วเราก็ได้นอนสงสัยว่า
"ทำไมไม่มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างวะ?"

! ก็ไม่รู้สินะ ชีวิตมันจะดีได้ไง
ในเมื่อเราเอาแต่ของแย่ๆ พลังงานลบๆ เข้าไปในความคิด

จากประสบการณ์ตรง
"ชั่วโมงแรก" กับ "ชั่วโมงสุดท้าย" ของวันนั้น
เป็นอะไรที่สำคัญมาก

ชั่วโมงแรกจะเป็นดังหางเสือที่กำหนดอารมณ์ของวันนั้น
ชั่วโมงสุดท้ายจะเป็นตัวสรุปเรื่องราวของทั้งวันนั้น

ถ้าเราใช้กาแฟปลุกสมอง
ถ้าเราใช้อาหารปลุกร่างกาย
เราก็ต้องใช้ "เรื่องราวดีๆ" ปลุกพลังใจ

ซิก ซิกล่าร์ ปรมาจารย์ด้านความสำเร็จระดับโลก
พูดเรื่องนี้ไว้ได้ดีมาก
เขาถามว่า "คุณจะยอมให้ใครก็ไม่รู้ เดินเข้ามาในบ้าน
แล้วทิ้งขยะถุงใหญ่ไว้ในห้องนั่งเล่นในบ้านเรามั้ย?"
แน่นอนว่าไม่มีใครยอม

แล้ว ซิก ซิกล่าร์ ก็ปิดท้ายด้วยประโยคเด็ดว่า
"ถ้าคุณไม่ยอมให้ใครเอาขยะมาทิ้งในบ้าน
แล้วเรื่องอะไรคุณจะยอมให้ใครก็ไม่รู้เอาขยะมาทิ้งในจิตใจ?"

อ่านหนังสือดีๆ สักนิดยามเช้า
ฟังเพลงปลุกพลังสักหน่อย
แล้วก้าวออกจากบ้านพร้อมคำถามดีๆ ที่จะเป็นหางเสือของวันนี้ว่า
"วันนี้จะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างนะ?"

ถึงที่ทำงาน อยู่ให้ห่างจากคนที่ชอบจับกลุ่มกันบ่นๆๆ
ตั้งใจทำงานให้เต็มที่ เพราะเรามาทำงาน ไม่ได้มาเล่น

กลับบ้านมาหาอะไรเบาๆ ประเทืองปัญญา ปิดท้ายวัน
แล้วหลับไปพร้อมกับเรื่องราวดีๆ ในวันนี้ที่เราต้องขอบคุณ

อยากมีสุขภาพดี
เรายังพิถีพิถันเลือกอาหารที่จะเอามาใส่ปาก

อยากมีชีวิตที่ดี
เราก็ต้องพิถีพิถันเลือกสิ่งที่จะเข้าไปอยู่ในความคิดของเรา

ลองทำดู
แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนแบบที่จำตัวเองในอดีตไม่ได้เลย
เอาล่ะ เริ่มด้วยคำถามนี้เลย!
"วันนี้จะมีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันบ้างนะ?"

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

20 ข้อ ที่ผู้ปกครองควรสอนลูก เรื่องของ "เงิน"

เมื่ออายุ 3-5 ขวบ
1. ให้เขารู้ว่า คนเรา ต้องการเงิน เพื่อซื้อสิ่งของ
2. ให้เขารู้ว่า คนเรา จะมีเงิน ต้องทำงานเพื่อแลกมา
3. ให้เขารู้ว่า บางครั้ง เราต้องรู้จักรอ ก่อนที่จะซื้ออะไรที่เราต้องการ
4. ให้เขารู้ว่า มันมีความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่ต้องการ กับ สิ่งที่จำเป็น

เมื่ออายุ 6-10 ขวบ
5. ให้เขารู้ว่า บางครั้งเขาต้องเลือกว่าจะใช้เงินไปกับอะไร
6. ให้เขารู้ว่า การซื้อที่ดี ควรเปรียบเทียบราคาก่อนที่จะซื้อ
7. ให้เขารู้ว่า การสั่งซื้อทางออนไลน์อาจมีอันตรายและอาจแพงเกินจริง
8. ให้เขารู้ว่า การเอาเงินไปฝากธนาคาร มันปลอดภัย และให้ดอกเบี้ย

เมื่ออายุ 11-13 ปี
9. ให้เขารู้ว่า ทุกครั้งที่ได้เงินมา ต้องแบ่งบางส่วนมาเพื่อออม
10. ให้เขารู้ว่า การใส่รหัส บัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัว ออนไลน์ อาจถูกคนอื่นขโมยข้อมูลได้
11. ให้เขารู้ว่า การออมก่อน รวยกว่า จากพลัง ดอกเบี้ยทบต้น
12. ให้เขารู้ว่า การใช้บัตรเครดิต ก็คือการกู้เงินมาใช้

เมื่ออายุ 14-18 ปี
13. ให้เขารู้ว่า แต่ละมหาวิทยาลัย ค่าใช่จ่าย ค่าเทอม ไม่เท่ากัน
14. ให้เขารู้ว่า อย่าใช้บัตรเครดิตซื้อของที่ไม่มีปัญหาหาเงินมาจ่ายทีหลัง
15. ให้เขารู้ว่า มันมีภาษีนะ!!
16. ให้เขารู้ว่า ดีกว่าธนาคาร มันยังมีกองทุนรวม (*แปลงให้เข้ากับคนไทย)
เมื่ออายุ 19 ปีขึ้นไป

17. ให้เขารู้ว่า จงใช้บัตรเครดิตไม่ให้เกินเงินที่หาได้ในแต่ละเดือน
18. ให้เขารู้ว่า การทำประกัน เป็นเรื่องจำเป็น
19. ให้เขารู้ว่า ควรมีเงินออมฉุกเฉิน เพื่อให้ใช้จ่ายอย่างน้อย 3 เดือน ของรายจ่ายรายเดือน
20. ให้เขารู้ว่า เมื่อคิดจะลงทุน ควรคิดถึง ความเสี่ยง และ ค่าใช้จ่าย ที่จะตามมา

Credit : moneyasyougrow.org
แหล่งที่มา   Facebook : Sinthorn

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

กรุ๊ปเลือดบอกนิสัยการเงิน

ในประเทศญี่ปุ่นอินเทรนด์เรื่องกรุ๊ปเลือดสุดๆ เพราะมันสามารถบอกได้ว่าแต่ละกรุ๊ปเลือดนั้นมีลักษณะบุคลิกและนิสัยเป็นแบบใด โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการรวบรวมสถิติเกี่ยวกับลักษณะคนประเภทต่างๆ โดยแยกแยะเป็นกรุ๊ปเลือดซึ่งจะเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่กำหนดพฤติกรรมต่างๆ ไว้ ซึ่งวันนี้เราจะมาวิเคราะห์เจาะลึกเรื่องการเงินในกระเป๋ากัน

กรุ๊ป A
เป็นคนที่มีระเบียบในชีวิต มีความคิดเป็นระบบเหมือนลิ้นชัก มีความรับผิดชอบสูง และชอบคิดว่าเรื่องของคนอื่นคืองานของตนเอง ที่สำคัญติดหลงตัวเองนิดๆ พอน่ารัก

นิสัยการเงิน-กรุ๊ปเอเป็นกรุ๊ปที่เก็บเงินได้เก่ง มีเงินเหลือเล็กๆ น้อยๆ ก็เอาเข้าบัญชี แต่ทว่าเมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้ก็มักจะเทออกมาหมดหน้าตักจนเกลี้ยงกระเป๋า เลยทีเดียว ที่สำคัญคนกรุ๊ปเอมักเชื่อว่าตนเองนั้นรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ แต่บางทีทิฐิมานะควรเอาไปใช้ให้ถูกทางดีกว่า

นอกจากนั้น เวลาช้อปปิ้ง คนกรุ๊ปเอจะมีรสนิยมสูง นิยมของแบรนด์เนม แต่เมื่อเปิดตู้เสื้อผ้าดูแล้วก็มักมีแต่เสื้อผ้าที่เหมือนๆ กันไปหมด

กรุ๊ป B
สาวใสหัวใจศิลปิน เธอผู้นี้ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลทั้งปวง แม้ว่าจะตกลงไปเที่ยวกันอย่างดิบดีแล้ว เธอก็อาจจะไม่ไปเสียดื้อๆ ส่วนข้อดีของเธอคือการเป็นนักสร้างสรรค์ที่หาตัวจับยาก และพูดตรงจนใครๆ กลัวเชียวล่ะ

นิสัยการเงิน-เนื่องจากเธอคนนี้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ บางครั้งก็ประหยัดจนไส้กิ่วแต่บางครั้งก็ซื้อของหรูหราได้อย่างไม่เสียดาย เงิน เพราะเพียงว่าเธออยากได้แค่นั่นเอง และบางครั้งก็มักทำเรื่องผิดพลาดทางการเงินง่ายๆ ประเภทเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย (เป็นประจำ) ส่วนใหญ่จะเก็บเงินได้ดียามที่มีกฏข้อบังคับ เช่น ฝากประจำ เล่นแชร์ เป็นต้น

กรุ๊ป O
สาวคนนี้มีเพื่อนเยอะ มีความยืดหยุ่นสูงร่วมกับความโลเลบ้างในบางครั้ง ค่อนข้างจะถนอมน้ำใจคนอื่นๆ มากกว่าที่จะว่ากล่าวไปตรงๆ แต่เมื่อระเบิดแล้วใครๆ ก็ห้ามไม่อยู่

นิสัยการเงิน-คนกรุ๊ปโอไม่โผงผางออกจะเป็นคนเรื่อยๆ มากกว่า ดังนั้น เรื่องการเงินจะค่อนข้างมีระเบียบวินัยกว่ากรุ๊ปอื่นๆ แต่มักไปเสียเงินเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น หนังสือการ์ตูน กระเป๋าย่ามใบเล็กๆ หรือแม้แต่กิ๊บติดผม ที่สำคัญคนกรุ๊ปนี้มักมีเงินแอบเก็บก้อนโตไว้เสมอ จึงมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเงินทอง

กรุ๊ป AB
เป็นสาวที่คิดอะไรไม่เหมือนใคร ชอบเอาตนเองไปผูกพันกับความรู้สึกของคนอื่น แต่มักสร้างเกราะกำบังตัวเอง ไม่ชอบเปิดใจให้แก่ใครนัก ทำให้คุณเป็นคนที่มีเพื่อนน้อย

นิสัยการเงิน-ด้วยลักษณะนิสัยที่เป็นคนคิดเยอะ เวลาใครชวนทำประกันชีวิตหรือกองทุนต่างๆ ก็มักปฏิเสธหรือไม่ให้คำตอบ แถมความคิดมากนั้นไม่ค่อยออกมาเป็นรูปธรรมสักเท่าไร มักคิดแล้วก็หลงลืมไปปล่อยให้เป็นปัญหาคาราคาซังอยู่อย่างนั้น แต่กรุ๊ปเอบีบางคนก็เป็นสุดยอดในการหมุนเงินที่หาตัวจับยากทีเดียว

Credit from Sanook

แหล่งที่มา    Facebook : Investor Room

โฟกัสเป้าหมาย ไม่ใช่ที่ปัญหา....สำเร็จในชีวิต

"ไบรอัน เทรซี่" สุดยอดกูรูด้านพัฒนาตัวเอง
พูดถึงลักษณะของคนสองแบบไว้ได้อย่างน่าสนใจ

ในหนังสือ The Focal Point ของเค้าว่า
"คนสำเร็จคิดอยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตนี้ต้องการอะไร
และจะทำอย่างไรจึงจะได้มันมา
ในขณะที่คนไม่สำเร็จ
คิดและพูดแต่สิ่งที่เค้าไม่ต้องการอยู่ตลอดเวลา
เค้าคิดและพูดถึงคนที่เค้าโกรธเกลียด
พวกเค้าเอาแต่เฝ้าคิดว่าจะโทษใครดี
แล้วก็นั่งสงสัยต่อไปว่า ทำไมชีวิตไม่ดีขึ้นซะที?"

อ่านแล้วมันใช่เลย! เจ็บจี๊ด! เจ็บจริง!

ในความคิดผม ชีวิตของคนสองคนที่จะแตกต่างกันนั้น
ไม่ได้ต่างกันเพราะความสามารถ ต้นทุนเดิมที่มี
การศึกษา พ่อรวย หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่มันอยู่ที่สองคนนี้ "โฟกัส" เรื่องอะไร?
เคยมีช่วงนึงของชีวิต
ที่มองย้อนกลับไปแล้วเสียดายวันเวลามากๆ
เพราะวันๆ เอาแต่โฟกัส "ปัญหา" ไม่เคยหา "ทางแก้"
เอาแต่คิดว่า "คนนั้นผิด" "คนนี้แย่" ทำให้ชีวิตเราเป็นแบบนี้
เรามันไม่ผิดเลย เราถูกทุกอย่าง
ซึ่งวิธีคิดแบบนั้นแท้จริงแล้ว "ผิดมหันต์"

ถ้าจะพูดว่าชีวิตเป็นหนี้บุญคุณการเปลี่ยนโฟกัส ก็คงไม่เกินไป
วันที่เข้าใจว่า คนอื่นจะมีส่วนทำให้ชีวิตเราเป็นอย่างนี้หรือไม่
เราก็ทำอะไรไม่ได้
แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำได้แน่ๆ ก็คือ
"ดึงความรับผิดชอบนั้นกลับมาที่เราทั้งหมด"
"ชีวิตพังเพราะใครรึเปล่า..ไม่รู้

แต่จากวันนี้ คนอย่างกูจะสร้างมันขึ้นมาใหม่เอง"
วันนั้นบอกตัวเองอย่างนั้น
สิ่งที่เราคิดและพูดถึงตลอดเวลา
จะกลายมาเป็นอนาคตของเรา
ยิ่งเข้ารับผิดชอบชีวิตตัวเองมากเท่าไหร่
ยิ่งควบคุมอนาคตตัวเองได้มากเท่านั้น

อยากสำเร็จในชีวิต
ให้โฟกัสไปที่เป้าหมาย ไม่ใช่ที่ปัญหา
เลิกโทษคนอื่นได้แล้ว
โตโตกันแล้ว
เข้ารับผิดชอบชีวิตตัวเองซะที

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

บทเรียนราคาแพง จากคนขับ TAXI และเงิน 50 บาท!!!

แท็กซี่
ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม คุณคงเคยได้เห็น TAXI หรือเคยขึ้น TAXI กันมาบ้างใช่ไหม?

ใน Taxi คันนี้ มีแฟ้มเอกสารอยู่ตรงบริเวณ ที่กระบังกันแดด ด้านฝั่งผู้โดยสาร และในช่องใส่ของตรงกลางระหว่างที่นั่งคนขับ กับผู้โดยสารก็มีสมุด Note เล็กๆ มากมายใส่ไว้จนไม่เหลือที่ว่างเลย

บรรยากาศภายในรถนิ่งสนิท คนขับก็ขับรถไปตามทางเรื่อยๆ จนกระทั่งผมได้เปิดการสนทนาด้วยคำถามถึงเส้นทางการเดินทาง ที่เกี่ยวข้องเล็กน้อยกับประเด็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ

ถ้าหากว่าในตอนนั้นผมไม่ได้เริ่มบทสนทนานั้นขึ้นมา ผมก็คงไม่มีโอกาสได้มาแบ่งปันเรื่องนี้แน่ๆ ครับ
และนี้คือเหตุการณ์ เรื่องราว และบทเรียนที่เกิดขึ้นกับผม หลังจากการสนทนาของผม และคนขับ Taxi ได้เริ่มต้นขึ้นครับ…………

บทเรียนราคาแพง!!!

เมื่อผมเริ่มต้นบทสนทนาของผม ลุงคนขับก็พูดกลับมาด้วยเสียงที่สดใส และบอกว่าจะพยายามหาเส้นทางที่สะดวกและไปถึงที่หมายอย่างรวดเร็วที่สุด

แล้วลุงคนขับก็ถามต่อว่า ผมได้จองเที่ยวรถสำหรับเดินทางต่อหรือยัง ต้องไปถึงให้ทันภายในเวลาเท่าไหร่? ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามที่ผมค่อนข้างแปลกใจ เพราะปกติเมื่อผมใช้บริการ Taxi คนขับมักจะไม่ถามผมว่าผมจะต้องรีบเดินทางหรือไม่ จะถามก็แต่ว่าผมจะไปไหน ถ้าเขาไปได้ก็ OK ไปกัน

สิ่งที่ผมรู้สึกได้จากน้ำเสียง และบางประโยคที่พูดคุยกัน (ซึ่งบางประโยคผมจำข้อความชัดๆ ไม่ได้จริงๆ ต้องขออภัย) ผมสัมผัสได้ว่า ลุงเขาทำงานอย่างมีความสุขครับ ดูแล้วลุงมีความสุขจากการขับรถมากๆ

เมื่อผมดูท่าทางแล้วว่าลุงคนขับคนนี้ น่าจะคุยกันได้ถูกคอ ผมก็ยิงคำถามอื่นๆ ไปอีก ทำให้บทสนทนายิ่งสนุกมากขึ้น

ลุงชื่อสมหมาย ขับรถมาแล้วมากกว่า 14 ปี มีรถเป็นของตัวเอง และทีมงาน 3 คัน!!! (มีทีมด้วยนะคร๊าบบ)

ลุงบอกว่า ปกติลุงจะขับรถบริเวณรอบนอก และตามต่างจังหวัดเป็นหลัก ไม่ค่อยได้ขับรถเข้าไปในใจกลางกรุงเทพสักเท่าไหร่ ลุงบอกว่ามีงานออกต่างจังหวัด ไปหัวหิน ไปเชียงราย ไปนู่น ไปนี่ เป็นประจำ!!

และด้วยความสงสัยใคร่รู้ของผม ผมก็ถามไปอีกว่า แล้วลุงหาลูกค้ายังไงล่ะครับ ถึงได้มีงานเดินทางบ่อยๆ (ผมแอบคิดเอาเองว่าลุงแกคงไปจอดรถ ดักรอแถวๆ สนามบินเพื่อรับฝรั่ง)

แต่คำตอบที่ลุงบอกผมมา มันต่างจากที่ผมคิดเลย

ลุงแกบอกผมว่า แกมีลูกค้าประจำ และมีคนแนะนำลูกค้าให้แกเสมอ พร้อมโชว์ตารางการจองรถยาวไปถึงปีหน้าเรียบร้อยแล้ว… OMG!

เฮ้ย!!! ตารางจอง TAXI ของลุงยาวไปถึงปีหน้าแล้ว…. และระหว่างที่ผมนั่งรถไปอยู่ ก็มีคนโทรมาติดต่อเป็นการส่วนตัว เพื่อจะให้ลุง หรือทีมงานของลุง ไปรับอีกด้วย…. บร๊ะ!… ไม่ธรรมดาซะแล้ว

ตอนช่วงที่รถติดไฟแดง ลุงคงคุยกับผมแล้วสนุก ก็เลยดึงเอา เอกสารต่างๆ ในรถ มาให้ผมดู ซึ่งทำให้ผมตื่นตาตื่นใจมาก

ลุงบอกว่า ลุงจบแค่ ป.7 ภาษาอังกฤษก็งูๆ ปลาๆ…. ผมก็ถามว่า แล้วเวลาคุยกับฝรั่งทำยังไง? ลุงก็บอกว่าก็ใช้ภาษามือบ้าง เขียนบ้าง วาดบ้าง ก็ไปกันได้

แต่ที่อึ้งไปกว่านั้นคือ คนขับ Taxi คนอื่นๆ ที่อยู่ในเครือเดียวกับลุง มีคนนึงที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เขียนก็ไม่ได้ แต่ลุงก็สามารถช่วยให้เขาไปรับไปส่งชาวต่างชาติได้

ลุงได้ทำตารางตัวหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมา พร้อมเขียนตัวเลขกำกับเอาไว้ เวลาที่จะสื่อสารให้เพื่อนในทีมเขียนภาษาอังกฤษ ลุงก็จะบอกเป็นตัวเลขแทน เช่น ถ้าบอกว่าเลข 1 ก็เขียนตัว A ลงไปเป็นต้น

ยังไม่หมดครับ!..............

และที่ทำให้ผมประทับใจมากๆ ก็คือ ตารางรายการของช่องทางต่างๆ ในสนามบิน

ลุงบอกว่า เวลาที่ลุงว่างๆ ลุงก็จะไปเดินสำรวจที่สนามบิน ว่ามันมีป้ายอะไรบ้าง และแต่ละป้ายอยู่ตรงไหน และมา list เป็นรายการทั้งหมดเอาไว้ เพื่อที่เวลาที่ชาวต่างชาติต้องการเดินทางไปที่ส่วนไหน ก็สามารถเลือกชี้จาก list รายการของลุงได้เลย ทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายมากขึ้น แม้อาจจะสื่อสารกันไม่เข้าใจอย่างครบถ้วน

ลุงบอกว่า…… “การทำการบ้านมาก่อน เป็นเรื่องสำคัญ ลุงทำการบ้านก่อนเสมอ และเมื่อทำการบ้านมาดี ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ลูกค้าพอใจ”

โอ้โห!! ลุงได้ปล่อยหมัดตรง เข้าหน้าผม ไปเต็มๆ อีก 1 ดอก ผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ลุงถึงมีลูกค้าต่อเนื่องยาวข้ามเดือน ข้ามปี

ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการทำการบ้านเพื่อลูกค้าเท่านั้นครับ แม้แต่กับชีวิตของลุงเอง ลุงก็มีการบริหารจัดการ และทำการบ้านเป็นอย่างดี ลุงมีการจดบัญชี รายรับ-รายจ่าย มีการบันทึกสิ่งสำคัญต่างๆ ในชีวิตเอาไว้แยกเป็นเล่มๆ แต่ละเล่มถูกแบ่งเอาไว้เป็นหมวดหมู่ ดูแล้วเข้าใจได้ง่าย………….. อายไหมล่ะ…..

ลุงเล่าถึงรถว่า แกออกรถมือ 2 มาขับ เพื่อจะได้ผ่อนสบายๆ รายได้ที่ได้มาก็รับมาแบบพอกินพออยู่ แค่ทำแล้วลุงมีความสุข และลูกค้ามีความสุขก็พอ!!!

ลุงเอารูปของแผงวงจรของรถมาให้ดู แกบอกว่าตอนที่ว่างๆ อยู่บ้าน แกก็แกะรถออกมาดู แล้ววาดเอาไว้ แล้วทดสอบดูว่า ตรงไหนทำงานยังไง แกะอะไรออกแล้วอะไรดับ เพื่อทดลองว่าวงจรนี้ทำงานเชื่อมต่อกันอย่างไร เพื่อที่เวลาขับรถไปแล้วเจอปัญหาอะไรขึ้นมา ฉุกเฉินก็จะได้แก้ปัญหาได้เอง เพราะว่าไม่ใช่ช่าง ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม เรียนรู้ หาวิธีการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย

ผมคิดในใจเลยว่า ผมจะต้องเอาเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังในวันนี้มาแบ่งปัน แก่ผู้คนแน่นอน

แล้วลุงก็ทำผม SHOCK อีกครั้ง!!!

ในตอนนั้น เมื่อเดินทางมาได้สักระยะ มิเตอร์บนรถขึ้นมาถึงประมาณ 115 บาท แล้ว ลุงเอามือมาปิดมิเตอร์เอาไว้ แล้วบอกผมว่า…….

“มิเตอร์มันจะขึ้นไปเท่าไหร่ก็ช่างมันนะครับ…. ผมคิดแค่ 100 ก็พอ”

OMG!!! อีกรอบ… ปกติ ผมใช้บริการ Taxi ผมเคยแต่ให้เงินเพิ่มเพราะอยากให้… นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเป็นฝ่ายได้รับ ลุงลดให้ผมตั้งแต่ผมยังไม่ได้เอ่ยปากทำอะไรให้ลุงเลยด้วยซ้ำ

ลุงเล่าต่อว่าทำแบบนี้เป็นปกติ เมื่อตอนช่วงน้ำท่วม ลุงก็วิ่งรถช่วยเหลือคนด้วย บางคนมิเตอร์ขึ้น 100 ลุงก็คิดแค่ 50 ก็พอแล้ว ช่วยๆ กัน เวลาที่มีลูกค้าเหมาไปต่างจังหวัด (ตอนแรกผมคิดว่าลุงได้รายได้เยอะๆ เพราะว่ารับฝรั่งไปต่างจังหวัด และได้รับเงินจากฝรั่งเยอะ เพราะฝรั่งชอบ แต่เปล่าเลย ผมคิดผิด)

หากค่าเดินทางไปต่างจังหวัดนั้นเหมาอยู่ที่ 1,500 บาท ลุงจะคิดราคาที่ถูกกว่านั้น ผมถามว่าทำไมล่ะครับ ในเมื่อก็เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเอาไว้ ไม่ได้ผิดอะไรนี่

ลุงบอกว่า ก็ถือว่าช่วยๆ กัน ลุงคำนวนเส้นทางมาก่อนแล้ว เส้นทางไหนที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ลุงได้จดตารางคำนวณเส้นทาง ระยะทาง ความห่างของจุดเติมก๊าซ ปั้มน้ำมัน ฯลฯ เรียบร้อยแล้ว ทำให้ลุงสามารถคำนวณได้ว่า หากต้องเดินทางไป จังหวัดไหน อำเภอไหน จะมีค่าใช้จ่ายจริงๆ เท่าไหร่!!! แถมถ้าตีรถแบบ ไป – กลับ ลุงยังลดราคาให้อีก WOW WOW WOW

การที่ลุงทำการบ้านมาอย่างดี ทำให้ลุงสามารถพูดกับลูกค้าแบบตรงไป ตรงมาได้ และมั่นใจ ผมเชื่ออย่างยิ่งครับว่า นี่เป็น 1 ในสาเหตุสำคัญที่ช่วยมัดใจลูกค้าของลุงเอาไว้ได้

ลุงบอกว่า “บางคนเวลาลูกค้า จะเหมารถไปไกลๆ ก็มักจะคิดก่อนเลยว่า จะขาดทุน วิ่งไปแล้วถ้าไม่มีคนนั่งเที่ยวกลับก็ไม่คุ้ม ถ้าอย่างนั้นไม่รับดีกว่า แต่ลุงไม่ ลุงไป และไปในราคาที่ถูกกว่าด้วย เพราะคำนวณดูแล้ว เราอยู่ได้ อยู่อย่างพอเพียง เราก็สบายแล้ว เราไม่ได้ทำเพื่อให้เราได้มากๆ เราทำเพื่อให้เราอยู่ได้ และคนอื่นก็อยู่ได้”

ลุงแทบจะเฉือดผมให้ตายด้วยบทเรียนที่ยอดเยี่ยมสุดๆ

ผมถึงที่หมายพร้อมมิเตอร์ที่ขึ้นมาที่ 151 บาท และแน่นอนครับ ตามที่ลุงได้บอกผมเอาไว้ ลุงคิดเงินผมแค่ 100 บาทจริงๆ! ผมจะให้เพิ่มลุงก็ไม่เอา!!! และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทิปจาก Taxi 50 บาท

คำคมอื่นๆ ของลุงที่ผมได้ฟัง….
“อยู่อย่างพอเพียง มีความสุข และรักงานที่ทำ”
“ทำงานมันก็มีได้มากบ้าง ได้น้อยบ้าง คุยกันให้เข้าใจตั้งแต่แรก จะได้ไม่มีปัญหา”
“เราทำอะไร อย่าทำเพื่อมุ่งจะเอาผลกำไรมากๆ อย่างเดียว แต่ให้ทำเพื่อให้เราอยู่ได้ คนอื่นก็อยู่ได้”
“ถ้าแค่รอยยิ้ม ยังให้กันไม่ได้ คุณจะให้อะไรคนอื่นได้ และเมื่อคุณไม่รู้จักให้ใคร แล้วใครที่ไหนจะมาให้คุณ”
“อย่าอวดเก่ง เพราะยิ่งทำเป็นเก่ง ยิ่งหมดโอกาสเรียนรู้”
“พ่อแม่พี่น้อง คนรักกัน ยังทะเลาะกัน นับประสาอะไรกับคนทั้งประเทศ”

สรุปบทเรียนสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย

คนส่วนใหญ่ มัวแต่เอาอาชีพของตัวเอง มาเป็นข้อจำกัดเรื่องรายได้ และความสุขของตัวเอง ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว ไม่ว่างานอะไรก็ตามมันก็มีคุณค่า และสามารถช่วยให้ชีวิตของคุณดีขึ้นได้ทั้งนั้น และจุดเริ่มต้นทั้งหมดมันเริ่มมาจากตัวของเราเอง

ถ้าเราเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับการลงมือทำสิ่งต่างๆ รู้จักจัดการ การบริหารชีวิต และมีวินัยในตัวเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน จะทำอะไร คุณก็จะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้แน่นอน

หากคุณต้องการมีรายได้มากขึ้น การทำการบ้านมาก่อนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะยิ่งคุณทำการบ้านมาก่อนมากเท่าไหร่ คุณยิ่งมีความมั่นใจ และมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และนั่นนำมาซึ่งช่องทาง โอกาส และรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

แต่เพียงแค่การหารายได้มากพอ ยังไม่ช่วยให้คุณมีความสุข และร่ำรวยได้ครับ คุณยังต้องมีการบริหารจัดการเงินที่ดีด้วย และวิธีการที่จะช่วยให้คุณกลายเป็นคนมั่งคั่งได้อย่างรวดเร็วที่สุดก็คือการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และพอเพียง

คนที่รู้จักพอเพียง แม้เขาจะได้รับรายได้ที่คนส่วนใหญ่มองว่ามันน้อยเหลือเกิน ทำงานที่อาจดูไม่น่าทำสักเท่าไหร่เลย แต่สำหรับตัวของเขาเอง เขาก็ร่ำรวย และมีมากพอที่จะแบ่งปันให้กับผู้อื่นได้จากใจแล้ว

ทิ้งท้าย….
ยังมีอีกมายมายครับที่ผมได้รับจากการนั่ง Taxi คันนี้ กับคนขับที่ชื่อว่า ลุงสมหมาย

หากใครมีเพื่อนที่กำลังจะเดินทางมาจากต่างประเทศ และต้องการคนไปรับ-ไปส่งดีๆ สักคน ผมเชื่อว่าคุณไม่ผิดหวังแน่นอนครับ เบอร์โทรของลุงสมหมาย มี 2 เบอร์ครับ 087-0522525 และ 087-5920230

บทความนี้ ขอเป็นพลังใจให้คนที่ตั้งใจทำดี และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกๆ อาชีพว่า….. “ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร คุณก็มีรายได้ที่ดี และมีความสุขไปพร้อมกันได้แน่นอนครับ”

ที่มาhttp://pantip.com/topic/31429068
แหล่งที่มา    Facebook : ภาพแห่งสยาม

FAMILY

ฉันเดินชนคนแปลกหน้า ฉันเอ่ย "ขอโทษไม่ตั้งใจ"
เขากลับตอบ "ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ" เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัยแสดงน้ำใจ แม้ไม่รู้จักกัน

แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว ลูกสาวตัวน้อยแอบมายืน
ข้างหลัง ไม่ทันระวังฉัน หันกลับมาชนเธอล้มลง
"อย่ามายืนเกะกะ" ฉันดุใส่ลูกสาวแล้วเดินจากไป หัวใจเธอคงปวดร้าว

คืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจ
กับคนแปลกหน้าเจ้าสุภาพได้. กับลูกรักชิดใกล้ ทำไมทำได้ลงคอ
ดูที่พื้นครัวสิ ดอกไม้หลากสีที่ลูกอุตส่าห์
เก็บมาหวังให้เจ้าแปลกใจ ตกเกลื่อนอยู่ทั่วไป น้ำตาเธอใหล เหตุใดไม่แลเห็น

ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อยๆ ย่องเข้าไปนั่งคุกเข่าข้างเตียงลูก
"ตื่นเถิดคนดีดอกไม้นี่ลูก เก็บมาให้แม่หรือ"
ลูกตอบ " ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บาน สวยงามเหมือนคุณแม่ รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบโดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน"
ฉันตื้นตันใจนัก " ลูกรัก แม่ขอโทษจริงๆ ที่เอ็ดหนู"
"แม่จ๋าไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่ "
"แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะสีน้ำเงินจ้ะ"

หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้
อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่มาทำแทนได้
แต่ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต
ลองคิดดูว่าคุ้มไหมหากเราจะทุ่มเทตัวเองให้กับงานมากกว่าครอบครัว

รู้ไหมคำว่า FAMILY ย่อมาจาก
FATHER
AND
MOTHER
I
LOVE
YOU.

ให้เวลากับพ่อ-แม่ของคุณมากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง
รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน
หากมีใครมาบอกให้จัดความสำคัญเสียใหม่
จงย้อนถามกลับไปว่าครอบครัวสำคัญน้อยกว่าหรือไร?

แหล่งที่มา     Facebook  :  Wizard Kid

สุข กับ ทุกข์ ... ใกล้กันมาก

สุข กับ ทุกข์ นั้นมีรสชาติต่างกันลิบลับราวกับอยู่คนละขั้วเลย
แต่ที่จริงแล้วมันอยู่ใกล้กันมาก
ไม่ต่างจากภูเขากับหุบเหว

ภูเขาอยู่ที่โน่น มองลงมาจากยอดเขาก็เห็นหุบเหวที่นั่น
ฉันใดก็ฉันนั้น
สุขย่อมมีทุกข์พ่วงติดมาด้วยเสมอราวกับฝาแฝดอินจัน

เราสุขด้วยอะไร...
ก็มักจะทุกข์เพราะสิ่งนั้นเสมอ

ถ้าเงินทอง บ้าน ที่ดิน และรถยนต์ทำให้เราเป็นสุข
ไม่นานมันก็จะนำความทุกข์มาให้

ความทุกข์บางครั้งก็เข้ามาประชิดตัวอย่างรวดเร็ว
ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันมีใครมาแย่งมาขโมยทรัพย์สมบัติเหล่านั้นเลย
เราก็เป็นทุกข์เสียแล้ว

เราอาจจะทุกข์เพราะความห่วงกังวล
ทุกข์เพราะต้องคอยเฝ้าดูแล
ทุกข์เพราะมันไม่เป็นดังใจ ฯลฯ
เรื่องที่จะทำให้ทุกข์นั้นมีมากมายสารพัด

พระไพศาล วิสาโล

แหล่งที่มา    Facebook : คลินิกภาษี กระทรวงการคลัง

สร้างโอกาสให้ตัวเอง

จงเป็นนักสร้างโอกาสให้ตัวเอง
โอกาสส่วนใหญ่ไม่เคยอยู่ที่บ้าน
โอกาสมักมากับผู้คน
การพบปะผู้คนจึงคือการสร้างโอกาส

แม้จะชอบอยู่บ้านแค่ไหน
แต่ก็ชอบการพบผู้คนไม่แพ้กัน
เพราะมันคือการต่อจุดเชื่อมโยงไปยังอนาคตที่เรายังมองไม่เห็น

ว่ากันว่าโชคดีไม่เคยหล่นจากฟ้า
แต่มาจากผู้คนที่เราพบเจอ
พบคนดี พบคนเก่ง
เราก็จะเจอโอกาสดีๆ โอกาสเจ๋งๆ
และแน่นอน "สร้างโอกาส" กับ "ฉวยโอกาส" นั้นไม่เหมือนกัน

เราจึงต้องต่างคนต่างสร้างโอกาสซึ่งกันและกัน
ไม่ใชรอรับโอกาส แต่ไม่เคยให้โอกาสใครเลย
ครับ! จงเป็นนักสร้างโอกาสให้ตัวเอง
ด้วยการพบผู้คน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า

ตอน 38 สมาชิกใหม่ วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.20 น. พี่แพนด้าได้จากไปแล้ว พี่แพนด้าเริ่มมีอาการการเดินที่มีปัญหา เหมือนแรงข...