วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กล้าจ่าย ในสิ่งที่ต้องจ่าย

การทำธุรกิจขนาดเล็ก ปัญหาที่พบบ่อยจากเจ้าของคือไม่ค่อยกล้าลงทุน กลัวเจ๊ง แต่อยากจะประสบความสำเร็จ

แต่ในชีวิตจริง ยิ่งธุรกิจยิ่งเล็ก คุณยิ่งต้องกล้าจ่ายในสิ่งที่จำเป็น เพื่อเป็นหลักประกันความสำเร็จ และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้ตัวเอง

การไม่ลงทุนในสิ่งที่ควร คือการขุดหลุมฝังตัวเอง

คำว่า กล้าจ่าย นั้น อาจจะดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือเพ้อฝันสำหรับธุรกิจที่มีเงินทุนจำกัด แต่สิ่งที่เราจะแนะนำให้จ่ายต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่ธุรกิจของคุณขาดไม่ได้และจำเป็นต้องลงทุนกับมันอย่างยิ่ง

1 จ่ายเรื่องคน
บุคลากรคือปัจจัยอันดับหนึ่งของทุกธุรกิจ ถ้าคุณมีทีมงานที่ดี มีความเชี่ยวชาญในหน้าที่ และมีศรัทธาในสิ่งที่คุณกำลังทำ เค้าจะทำงานให้คุณแบบถวายหัวและความสำเร็จจะอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น

สิ่งที่พบเห็นมากที่สุดคือ เรามักพยายามเลือกจ้างคนด้วยค่าจ้างต่ำๆ หรือตามอัตราตลาด เพราะเราคิดว่า คนคือ fixed cost เดี๋ยวสิ้นเดือนก็ต้องจ่ายเงินเดือนเค้า ลูกค้าที่รู้จักหลายคน พยายามจ้างพนักงานขายด้วยอัตราเงินเดือนขั้นต่ำ แต่คาดหวังให้เค้าทำงานหนัก ขายให้ได้เยอะๆ ส่วนตัวคิดว่า นี่เป็นวิธีคิดที่ผิดอย่างร้ายแรง

ถ้าคุณจ้างคนในอัตราตลาด คุณย่อมได้คนธรรมดาๆ มาทำงาน และคนเหล่านี้ย่อมไม่มีทางทำงานได้ดีเกินคนที่มีความสามารถสูงกว่าเค้า และเมื่อคุณยอมเลือกคนที่มีค่าตัวสูง คุณก็จะได้คนที่มีความสามารถสูงเข้ามา อันนี้เป็นหลักสากลอยู่แล้ว

ถ้าคุณเปลี่ยนมุมมองใหม่ คิดว่า คนคือ Fixed Income Maker หรือคนคือหลักประกันในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจของคุณ (ถ้าไม่มีพวกเค้า แล้วใครจะหาเงินเข้าบริษัทคุณ) คุณจะจ้างคนแบบไก่กาเค้ามาเป็นพนักงานขาย พนักงานบริการอยู่อีกรึเปล่า มาถึงตอนนี้ คุณคงได้คำตอบในใจแล้ว

ข้อคิดเรื่องสุดท้ายสำหรับเรื่องคนคือ ถ้าคุณได้ลูกน้องที่สามารถทำงานแทนคุณได้มากเท่าไหร่ คุณจะยิ่งสบายตัวเท่านั้น และคุณสามารถเอาเวลาบางส่วนไปพัฒนางานในส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่จะได้กลับมานั้น จะยิ่งมากเป็นหลายเท่าตัว

2 จ่ายเรื่องสินค้า
คุณภาพของสินค้า คือสิ่งที่จะดึงให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการ ถ้าคุณอยากให้ลูกค้าชอบของที่คุณขาย คุณก็ต้องใช้ของที่มีคุณภาพ คิดง่ายๆ ว่าถ้าคุณอยากขายอาหารจานละ 100 แต่ใช้ส่วนผสมธรรมดา หรืออยากขายเสิ้อตัวละ 1000 แต่ใช้ผ้าโหลมาเย็บ ใครจะมาซื้อของคุณ อย่าคิดสั้นด้วยการหลอกหรือเอาเปรียบลูกค้า เพราะลูกค้าเดี๋ยวนี้เก่งขึ้น สามารถแยกแยะออกแล้วว่าอะไรคือของดี ของย้อม

การลงทุนเกี่ยวกับสินค้านั้น รวมไปถึงทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวข้องกับสินค้าด้วย เช่น กล่อง ถุง การออกแบบ วัสดุ วัตถุดิบ

ลูกค้าจะซื้อ ก็เพราะเค้าเชื่อในคุณค่าของๆ ชิ้นนั้น ไม่ได้ซื้อเพราะว่ามันแพงหรือถูก เค้าซื้อเพราะเห็นว่าคุณค่าที่เค้าได้รับกับราคาที่เค้าจ่าย มันเหมาะสม และเมื่อสินค้าของคุณได้พิสูจน์แล้วว่ามันคุ้มค่าจริง เค้าจะกลับมาซื้อคุณเอง

บอกตัวเองง่ายๆ ว่า คุณต้องทำให้สินค้าของคุณ ดูแพงและมีคุณค่ามากกว่าราคาที่มันขาย แล้วคุณจะขายมันง่ายขึ้น

3 จ่ายเรื่องร้าน
ใครๆ ก็อยากนั่งร้านสวยๆ สะอาด ดูน่าเชื่อถือ มาแล้วก็ไม่อายใคร แถมอยากบอกให้โลกรู้

ร้านเป็นเหมือนฐานทัพของเรา คุณต้องเข้าใจว่า มันคือห้องเครื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับการหาเงินเข้าธุรกิจ ยิ่งคุณลงทุนกับมันได้ดีที่สุดเท่าไหร่ มันจะสร้างรายได้กลับมาให้คุณเร็วเท่านั้น และความหมายของ ร้าน ที่เราพูดถึงนี้ รวมไปถึงองค์ประกอบและเครื่องมือในการขายอื่นๆด้วย เช่น Kiosk, website ที่ช่วยมห้การ present สินค้าของคุณดีขึ้น

การลงทุนตกแต่งร้านให้ดูดี ทำให้ธุรกิจของคุณดูน่าเชื่อถือ ทั้งกับลูกค้าและทีมงานของคุณเอง ทุกคนย่อมอยากทำงานในร้านสวย มีสไตล์เก๋ๆ ยืดอกบอกเพื่อนได้ และสิ่งที่เจ้าของมักเข้าใจผิดคือ ร้านสวยๆตือร้านที่ต้องใช้การตกแต่งด้วยวัสดุราคาแพง

อยากบอกว่า สไตล์กับสตางค์ มันคนละเรื่อง

รสนิยมและความสร้างสรรค์ต่างหาก ที่จะทำให้ร้านของคุณออกมาสวย

หลักการคิดคือ ถ้าอยากขายของให้ได้แพงๆ คุณยิ่งต้องทำให้ร้านของคุณดูแพงและมีคุณค่าขึ้นไปอีก เพื่อให้ของในร้านคุณ มันกลายเป็นถูกไปเอง

4 จ่ายเรื่องตัวเอง
เจ้าของคือหัวใจหลักของธุรกิจอยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าของจึงหยุดพัฒนาฝึกปรือฝีมือหรือหยุดการหา input ดีๆใส่ตัวเองไม่ได้เลย

เจ้าของต้องลงทุนกับตัวเองในการค้นคว้า หาข้อมูลที่สดใหม่มาพัฒนาธุรกิจของตัวเองตลอดเวลา เดินทางต่างประเทศปีละ 1-2 ครั้ง ออกช้อปปิ้ง ไปนั่งสังเกตุการณ์พฤติกรรมลูกค้า ไปเรียนคอร์สพัฒนาตนเอง หมั่นหาสูตรหรือสิ่งใหม่ๆมาทดลองเพื่อการพัฒนาสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง เพราะของใหม่ๆเหล่านี้เองที่จะเป็นตัวดึงลูกค้าให้กลับมาหาเราได้มากขึ้น

วางแผนจัดสรรการลงทุนในธุรกิจให้ดีตั้งแต่เริ่มแรก เลือกลงทุนในสิ่งที่ถูกต้อง แล้วคุณจะสบายไปอีกนาน

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

Google Logo : 12 มิ.ย. 2557 World Cup 2014



ฟุตบอลโลก 2014 (อังกฤษ: 2014 FIFA World Cup; โปรตุเกส: Copa do Mundo da FIFA 2014) เป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 20 ซึ่งมีกำหนดจะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน–13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นี่เป็นครั้งที่สองที่บราซิลได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันดังกล่าว โดยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2493 ทำให้บราซิลกลายเป็นประเทศที่ 5 ที่เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกสองครั้งต่อจากประเทศเม็กซิโก ประเทศอิตาลี ประเทศฝรั่งเศส และประเทศเยอรมนี ฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นนับเป็นการแข่งขันฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในทวีปอเมริกาใต้นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี พ.ศ. 2521 ที่ประเทศอาร์เจนตินา เป็นครั้งแรกที่มีจัดการแข่งขันนอกทวีปยุโรปสองครั้งติดต่อกัน และเป็นครั้งแรกที่มีจัดการแข่งขันในซีกโลกใต้ติดต่อกันสองครั้ง (ก่อนหน้านี้ ฟุตบอลโลก 2010 จัดในประเทศแอฟริกาใต้) นอกจากนี้ ฟีฟ่าก็จะใช้เทคโนโลยีโกลไลน์เป็นครั้งแรกในการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

ตั๋วของการแข่งขันเปิดขายตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556 จำนวนประมาณ 3.3 ล้านใบ ผ่านเว็บไซต์ของฟีฟ่า

แหล่งที่มา    Facebook : วิกิพีเดีย

เงินสำคัญมั้ย?

ถ้าคุณอยากรู้ว่า "เงิน" สำคัญหรือเปล่า?
บางทีสถานที่ที่ตอบได้ดีก็คือ
"แผนกการเงินในโรงพยาบาล"

ชอบพูดเรื่องเงิน
แต่ไม่ใช่จะให้ทุกคนมาบูชาเงิน
ไม่ใช่จะให้กราบเคารพเมื่อเห็นเป็นคนรวย
เพียงแต่บางคนสุดโต่งไปคนละทิศ
ทิศนึงบ้าหาแต่เงิน
อีกทิศบอกเงินไม่สำคัญ
พอกันทั้งคู่

เงินสำคัญมั้ย?
ตอบเร็วว่า "สำคัญ"

เงินสำคัญที่สุดมั้ย?
ตอบเร็วว่า เป็นคำถามที่ไม่เข้าท่า
เพราะมันไม่มีอะไรสำคัญที่สุดอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ไหน ตอนไหนมากกว่า

แล้วถามต่อว่า อะไรสำคัญกว่ากัน เงินหรือความสุข?
ตอบเร็วว่า ก็เป็นคำถามที่ไม่เข้าท่าอีกอยู่ดี
มีความสุข ไม่มีเงิน ใครอยากได้?
มีเงิน ไม่มีความสุข ใครอยากเป็น?
มันสำคัญทั้งคู่ และไม่มีตาชั่งมาชั่งว่า
เราต้องให้น้ำหนักกับความสุขมากกว่าเงินสัก 7 กิโลกรัมนะ
มันไม่มีหรอก!

เพียงแต่คนจนชอบเลือกอย่างใดอย่างนึง
แต่สุดท้ายเขาก็ได้สองอย่าง
ไม่ใช่ "รวย" และ "มีความสุข" นะ
แต่เป็น "จน" และ "ไม่มีความสุข"

ในวันปกติ เงินไม่สำคัญเท่าไหร่
แต่ในวันไม่ปกติ เงินจะสำคัญมากๆ

ในวันที่พอมีเงิน เงินก็ไม่สำคัญเท่าไหร่
แต่ในวันที่ไม่มีเงิน เงินจะสำคัญมากๆ

ถ้าเป็นโรงแรม จะนอนที่ไหนก็ได้
สามดาว ห้าดาว ก็นอนหลับได้ไม่ต่างกันมาก
นาทีนั้น เงินก็เท่ากับแค่ "ความสบาย"

แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาล
ไม่เชื่อว่านอนรักษาที่ไหนก็เหมือนกัน
เราต่างก็รู้อยู่แก่ใจว่า
คนมีเงินย่อมมีวิธีการรักษาได้ดีกว่าคนไม่มีเงิน
และนาทีนั้น เงินไม่ได้หมายถึง "ความสบาย"
แต่อาจหมายถึง "ความเป็นความตาย"

ถ้าเงินไม่สำคัญ
แล้วทำไมผู้คนส่วนใหญ่
ยังต้องใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งหาเงิน?

สรุปแล้วถ้าใครสักคนจะบอกว่า "เงินไม่สำคัญ"
คิดว่าเขาผู้นั้นควรจะมีเงินมากมายแล้วจริงๆ
ถึงจะคู่ควรกับการกล่าวประโยคนั้น
ไม่ใช่คนที่หาเงินไม่พอใช้ เลยบอกว่าเงินไม่สำคัญ

เมื่อวันลำบาก
เราจะรู้ว่าเงินสำคัญ
หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่าเงินสำคัญจริงมั้ย?
บางทีสถานที่ที่ตอบได้ดีกว่าก็คือ
"แผนกการเงินในโรงพยาบาล"

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความสำคัญของเวลาเปิด/ปิดร้าน

ในหัวใจหลักของธุรกิจคือการบริการที่ดี และการบริการที่ดีหมายถึงการที่เราสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง ตรงใจ ถูกที่และถูกเวลา

ธุรกิจที่มีเวลาเปิดปิดทำการไม่เหมาะสมกับลักษณะของธุรกิจ หรือไม่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ถือเป็นการเสียโอกาสทางการขายอย่างมหาศาลและทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจสูงขึ้นโดยไม่จำเป็นด้วย

แม้กระทั่งธุรกิจเดียวกัน แต่ location ของร้านคนละที่กัน เวลาเปิดปิดก็ต้องปรับไปตามความเหมาะสมด้วย

ย้อนกลับไปหลายปีก่อน เมื่อร้านกาแฟสีเขียวเข้ามาเปิดในบ้านเราใหม่ๆ สาขาสุรวงศ์ เป็นสาขาที่มียอดขายรั้งท้ายตลอดโดยไม่มีใครทราบสาเหตุ ทั้งๆที่ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ตรงกลุ่มเป้าหมายทั้งคนทำงานและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

เมื่อนำยอดขายรายชั่วโมงมาวิเคราะห์ดูจึงพบว่า ยอดขายช่วง 4 ชั่วโมงแรกของการเปิดร้าน (7-11 น) อยู่ในระดับต่ำมาก มีหลายวันไม่ถึง 500 บาท แต่ยอดขายช่วงหลังจาก 6 โมงเย็นไปจนปิดร้าน กลับสูงกว่าสาขาอื่นๆ และเมื่อมีการสังเกตุดูจากบริเวณร้านยังพบว่า แถวๆนั้น ยิ่งดึกยิ่งคึก โดยเฉพาะหลังจากร้านปิดแล้ว นักท่องเที่ยวจะเยอะมากๆ เดินไปๆมาๆผ่านหน้าร้านในแต่ละคืน

แถวสุรวงศ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวยามดึกสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในขณะที่คนทำงานออฟฟิศแถวนั้นก็ยังไม่เป็นลูกค้าเท่าที่ควร ยอดขายประเภท Morning Coffee สำหรับคนไทยจึงไม่ค่อยมี

หลังจากนั้นจึงมีการปรับเปลี่ยนเวลาเปิดปิดร้านสาขานี้ จากเดิม 7am - 9pm ให้เปิด 10am - เที่ยงคืน แทน ซึ่งส่งผลให้ยอดขายของสาขานี้เพิ่มขึ้น 35% โดยที่ชั่วโมงการทำงานเท่าเดิม ใช้คนเท่าเดิม เพียงแค่ปรับเวลาเปิดปิดเท่านั้น ทำให้ร้านสาขานี้เป็นร้านที่มีเวลาเปิดปิดแปลกกว่าสาขาอื่นๆ

(สมัยนั้น ลูกค้าของร้านการแฟนี้ 80%ยังเป็นชาวต่างชาติ คนไทยพึ่งเริ่มรู้จักเท่านั้น สาขาที่เขียนถึง เป็นสาขาที่ 2 ในประเทศไทย)

วันนี้ถ้าคุณจะเปิดร้านอะไรสักอย่าง อย่าลืมคิดในฐานะลูกค้าด้วยว่า เราต้องการและสะดวกจะไปใช้บริการธุรกิจนี้ตอนไหน นั่นคือเวลาที่เหมาะสมที่จะเป็นเวลาเปิดทำการ

มีเรื่องคล้ายๆ กันเกิดขึ้นกับร้านกาแฟในศูนย์การค้าต่างๆของเชียงใหม่

ทุกร้านมียอดขายน้อยมาก หลายๆแบรนด์ที่เคยขายดีในกรุงเทพกำลังมึนกับวิถีชีวิตของชาวเชียงใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนคนกรุงเทพ

ปัจจุบัน ธุรกิจร้านกาแฟในเชียงใหม่บูมถึงขีดสุด เมล็ดกาแฟชั้นดีหาซื้อได้ง่ายพอๆกับน้ำตาลทราย มีสารพัดแบรนด์จากหลายๆดอย ขนกันลงมาขายที่ตัวเมือง มีร้านใหม่เกิดขึ้นหลายๆร้านทุกเดือน ขยายวงกว้างออกไปจนถึงอำเภอรอบๆด้วย หลายๆร้านมีเอกลักษณ์ มีฝีมือในการคั่วกาแฟเป็นสูตรของเอง ตกแต่งร้านมีสไตล์ชัดเจน

คนเชียงใหม่ก็เป็นคนตื่นเช้า ยังไปซื้อของที่กาดมาทำอาหารทานเองที่บ้าน เป็นวิถีชีวิตที่คนกรุงเทพแทบไม่รู้จักแล้ว คนเชียงใหม่ถึงรอกาแฟแก้วแรกจากร้านในศูนย์การค้าไม่ไหว และไม่จำเป็นต้องรอ เพราะร้านกาแฟดีๆ มีมากมายอยู่เต็มเมืองไปหมด

ถ้าธุรกิจของคุณคือร้านอาหารแบบเน้นทานมื้อเช้า หรือ ร้านกาแฟ คุณก็ไม่ควรเข้าไปเปิดในศูนย์การค้า เพราะเวลาเปิดห้างนั้นสายเกินกว่าลูกค้าจะรอมาทานของคุณ ไม่มีใครสามารถทนรอ Morning Coffee หรือ โจ๊กร้อนๆชามนึง ได้จนถึง 10 โมงเช้า และคุณคงประเมินได้ว่า ร้านกาแฟที่ไม่ได้ขายรอบเช้านั้น จะสูญเสียโอกาสการขายไปกว่า 50% ของวัน

การเริ่มธุรกิจในวันนี้ สิ่งที่คุณควรนึกถึงเป็นอย่างแรก คือเริ่มต้นจากการออกแบบ Business Model ที่ชัดเจนสำหรับคุณเอง สร้างตัวเอง

สร้างเรื่องราวของธุรกิจให้ชัดเจนว่าธุรกิจของคุณทำอะไรเพื่อใคร และกลุ่มลูกค้าเป็นใคร เค้าต้องการมาใช้บริการคุณตอนไหน อย่างไร ก่อนการเลือกทำเลของร้าน หรือกำหนดเวลาเปิดปิดร้านตามคนอื่นที่เค้าทำกัน

เมื่อเรามีเวลาเปิดให้บริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า มันแสดงให้เห็นว่าเรา 'เข้าใจ' เค้ามากกว่าคนอื่นด้วย

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

วิธีการอ่านและวิเคราะห์จิตใจคน

ในสังคมปัจจุบันไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานะภาพใดหรือประกอบอาชีพใด ต่างต้องมีการติดต่อสื่อสารพบปะพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือเพิ่มความสัมพันธ์กับผู้อื่นให้ดียิ่งขึ้น และหัวใจที่ทำให้เราประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงาน ,ในด้านครอบครัวเพื่ออยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ก็คือ "การรู้เท่าทันความคิดของผู้อื่น"

การรู้เท่าทันผู้อื่น เพื่อเราจะได้ปรับพฤติกรรมของเราให้เข้ากับ พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัว ,เพื่อนร่วมงาน หรือหัวหน้างานได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้ง ตามที่เคยนำเสนอ

ศาสตร์ในการอ่านใจคน ด้วยหลักจริต 6 ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่จะทำให้เรารู้แนวโน้มพฤติกรรมของผู้อื่นอย่างกว้างๆ และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น Dr.Dimitrius ซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการคัดเลือกคณะลูกขุนเข้าร่วมพิจารณาคดีดังๆ มากมาย ในสหรัฐอเมริกา ได้เสนอหลักในการอ่านความคิด ,แรงจูงใจและพฤติกรรมของผู้อื่น ณ จุดเวลานั้น เช่น อ่านคนจากน้ำเสียง จากวิธีการพูดจา เป็นต้น แต่การอ่านความคิดมนุษย์เป็นเรื่องที่ละเอียดสลับซับซ้อนเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีกรอบความคิดที่ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเบื้องหลังพฤติกรรมต่างๆ ที่มนุษย์แสดงออกมาย่อมเกิดจาก แรงกระตุ้น ที่ต่างกันไป ดังนั้น เพื่อง่ายต่อการปรับประยุกต์ใช้ Dr. Dimitrius จึงให้หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ ดังต่อไปนี้

หลักเกณฑ์พื้นฐาน 4 ประการ 
การอ่านคนจากน้ำเสียง อ่านคนจากลักษณะการพูดจา

1. มองหารูปแบบของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
พฤติกรรมซ้ำๆ หมายถึง รูปแบบการกระทำที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกหรือสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นประจำจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของนิสัย เช่น เป็นคนกระตือรือร้น หรือเฉื่อยชา , เป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือชอบอยู่เฉยๆ เป็นต้น ดังนั้น เราไม่ควรสรุปผู้อื่นจากพฤติกรรมในครั้งแรกที่รู้จักกัน ( First Impression ) หรือ พฤติกรรมในทาง Negative ที่นานๆ เกิดครั้งหนึ่ง

2. หาพฤติกรรมที่เป็นนิสัยของเขาจริง ๆ ( เกิดขึ้นตามธรรมชาติ )
ตามหลักพื้นฐาน พฤติกรรมของมนุษย์สามารถ แยกได้ 2 ประเภท คือ

1.) พฤติกรรมที่สร้างขึ้น อาจจะเพื่อบทบาทหน้าที่การงานในสังคม หรือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง เป็นต้น

2.) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ คือ พฤติกรรมที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็น " นิสัย " อาจมีสาเหตุจากการเลี้ยงดู หรือถูกหล่อหลอมจากสภาพสังคม เป็นต้น

คำถาม : เราจะรู้ได้อย่างไรว่าพฤติกรรมที่คนๆ นั้นแสดงเป็นของจริงหรือสร้างขึ้น ?

สังเกตจาก " ระดับความเข้มข้นของพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน "ปกติคนเราอาจมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปบ้าง แต่จะไม่ต่างจากลักษณะนิสัยเดิม ๆ มากนัก แต่ถ้าเบี่ยงเบนแบบสุดกู่ แสดงว่าเป็นพฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น เมื่อแยกได้แล้ว ไม่ต้องสนใจพฤติกรรมที่สร้างขึ้น ให้คอยสังเกต " จุดเปลี่ยน " เพื่อที่เราจะได้เลือกพฤติกรรมที่จะแสดงออกได้อย่างเหมาะสม

3. ต้องสรุปให้ได้ว่าบุคคลผู้นั้น "คบได้" หรือ "ไม่น่าคบ"
ลักษณะของคนที่น่าคบ มีนิสัยที่จัดอยู่ในประเภท " คนเมตตาผู้อื่น " คือ ใจกว้าง, ยุติธรรม, ดูจริงใจ , พร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่น เป็นต้น

ลักษณะของคนที่ไม่น่าคบ หรือคบได้แต่ต้องระวัง คือ พวกที่ทำอะไรหวังผลประโยชน์เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว , มีความอาฆาตต้องการลงโทษผู้อื่น เป็นต้น

ข้อสังเกต : คนๆ หนึ่งจะเป็นได้เพียงหนึ่งลักษณะเท่านั้น คือ เมตตา หรือ ไม่เมตตา\

4. มองหาจุดแตกต่าง
ต้องแยกให้ออกว่า การกระทำหรือบุคลิกลักษณะภายนอกอะไรบ้างที่ขัดแย้งกับภาพรวมทั้งหมดของคนๆ นั้น เพราะภายใต้ความแตกต่างนั้น ย่อมมีเหตุสำคัญบางประการ และถ้าเราค้นพบที่มาของความแตกต่างนั้นได้ จะทำให้เรารู้จักคนๆ นั้นได้อย่างลึกซึ้งและถูกต้องตามความจริง

สรุป : การที่เราจะอ่านความคิดผู้อื่นได้ถูกต้องตามสถานการณ์ หรือ ณ เวลานั้น ๆ เราจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า อะไรคือพฤติกรรมซ้ำซากแท้จริงที่ถูกหล่อหลอมจน กลายเป็น " นิสัย " ของเขา เมื่อนั้นเราจึงจะสามารถอ่านความคิดของผู้อื่นได้

การอ่านคนจากน้ำเสียง

1. ระดับความดังของเสียง
1.1 คนเสียงดังผิดปกติ แต่มีรูปร่างเล็ก
ชอบใช้อิทธิพล หรืออำนาจไปควบคุมผู้อื่น ขาดความอดทน หรือ เป็นผู้ที่มีความมั่นใจสูง <
1.2 เสียงเบา และมีโทนเสียงต่ำ
เป็นผู้ที่มีความสงบภายใน มั่นใจในตัวเอง

ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
1. จากปกติพูดเสียงเบา มีแนวโน้มว่าช่วงนั้นอาจตื่นเต้น
2. จากปกติพูดเสียงดังแล้วพูดเสียงเบาผิดปกติ มีแนวโน้มว่าอาจมีปัญหาในชีวิต มีความทุกข์ทางกายหรือทางใจ

2. จังหวะของเสียง
2.1 พูดเร็วมากๆ แบ่งได้ 2 ขั้ว เป็นคนใจร้อนและมุ่งมั่น หรือ Self-esteem ต่ำ จะพูดเร็วแต่ไม่ชัดถ้อยชัดคำ หรือพูดติดอ่างเพราะตั้งใจให้คนฟังไม่ทัน
2.2 พูดช้ามากๆ แบ่งตามรูปร่าง
ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างไม่เล็ก : อาจป่วย หรือ เป็นคนที่ Negative มากจนเกิดอาการอ่อนเพลีย
ถ้าเป็นผู้ที่มีรูปร่างสูงใหญ่ : ชอบดูถูกผู้อื่น คิดว่าตัวเองเก่งกว่า และมักมีสายตาเหยียดผู้ฟัง

ข้อสังเกต : จุดที่เกิดการเปลี่ยนแปลง
จากปกติพูดช้าแล้วพูดเร็ว : กำลังโกรธ หรือกำลังโกหก
จากปกติพูดเร็วแล้วพูดช้า : กำลังคิดหาคำพูดที่จะสื่อความให้เราเข้าใจเร็วขึ้น

3. พูดจาติดๆ ขัดๆ
แนวโน้มลักษณะนิสัย แบ่งได้ 2 ขั้ว ไม่จริงใจ พยายามหาเหตุผลต่าง ๆ เพื่อพูดเข้าข้างตัวเอง หรือ จริงใจ สรรหาคำพูดเพื่อให้คนฟังเข้าใจ

ข้อสังเกต : ให้สังเกตจากร่างกาย ท่าทาง ไม่นิ่ง ขาแกว่งไปมา ไม่สงบ ตัวสั่น ไม่จริงใจ หรือ ท่าทางสงบ สายตานิ่งสงบ จริงใจ

4. น้ำเสียงที่มีการดัด หรือไม่เป็นธรรมชาติ
แนวโน้มลักษณะนิสัย ต้องการแสดงให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเองเป็นคนสำคัญ มีปัญญา ความสามารถสูงกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งความจริงไม่ใช่

5. น้ำเสียงออดอ้อน 
แนวโน้มลักษณะนิสัย มี 2 ขั้ว เป็นผู้ที่น่าคบ ชอบเป็นผู้ตามคนที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมเพื่อให้ผู้อื่นทำตาม แต่ไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ว่าถูกหลอกใช้

อ่านคนจากลักษณะการพูดจา

1. วิธีการตอบคำถาม
นิ่ง : ผู้ที่ถูกกล่าวหาแล้วนิ่งให้สงสัยไว้ก่อนว่า มีส่วนในความผิดนั้นจริง
พูดยืดยาว : แสดงว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่รู้เรื่องนั้น

2. พูดจาหยาบคาย หรือชอบสาบานตลอดเวลาเป็นคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ หรือตื่นเต้นตกใจง่าย จิตใจโหดร้าย, ชอบข่มขู่ผู้อื่น

3. เปลี่ยนเรื่องพูด อาจมาจากสาเหตุ ดังนี้
1.) เบื่อเรื่องที่กำลังสนทนาอยู่
2.) ปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นจึงไม่อยากพูด

ข้อสังเกต : ความเกี่ยวโยงของเรื่องที่เปลี่ยน ถ้าไม่มีความเชื่อมโยงของเรื่องที่เปลี่ยนแสดงว่ากำลังปกปิดความจริง

4. คนที่เปิดเผยตัวมาก 
เขาสนในเราจึงยอมเปิดข้อมูลเยอะ หรืออาจต้องการสร้างภาพ

5. คนที่ชอบพูดคำว่า ลุย เป็นคนค่อนข้างก้าวร้าว

แหล่งที่มา     Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำก่อน ได้เปรียบตรงไหน

การเริ่มต้นทำธุรกิจ ถ้ามีธุรกิจให้เลือก 2 อย่าง ระหว่างธุรกิจที่มีคนอื่นทำอยู่แล้วและกำลังดัง กับธุรกิจที่ยังไม่มีใครทำ เราควรทำอันไหน

มี 2-3 หลักการที่คุณต้องเข้าใจให้ถูกต้อง และนำมาคิดประมวลผลร่วมกัน แล้วคุณจะได้คำตอบที่ชัดเจน

1. คำว่า ทำก่อน ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็นคนแรกของโลกที่ทำ เหมือนนีล อาร์มสตรอง ที่เป็นคนแรกที่โลกจำได้ว่าไปเหยียบดวงจันทร์ การทำก่อน แม้คุณจะทำเป็นคนที่ 100 ของโลก แต่คุณเป็นคนแรกในตลาดของคุณ นั่นก็ถือว่าคุณทำก่อนแล้ว

2. การทำก่อน ไม่ได้หมายถึงการทำก่อนในทุกๆ มิติของธุรกิจนั้น แต่คุณเป็นผู้ดัดแปลง ปรับเปลี่ยนโมเดลและวิธีการของธุรกิจ ไปอยู่ใน segment นึงก่อนคนอื่น และ segment นั้นมีความแข็งแรงพอที่จะทำให้คุณมีกำไร มีฐานธุรกิจที่มั่นคงพอสำหรับการเติบโตของธุรกิจ

3. การทำก่อน จะช่วยให้คุณมีเวลาสร้างเกราะป้องกันตัวจากคู่แข่งรายใหม่ ที่จะเข้ามาสู่ตลาด ซึ่งการป้องกันพื้นที่ของคุณนั้น จะใช้เวลา เงินทุน และทรัพยากรน้อยกว่าการเป็นผู้ตามหลายเท่า (คิดถึงการทำสงคราม ถ้าคุรเป็นฝ่ายไปตีเมืองเค้า กับเป็นฝ่ายรอเค้ามาตี อันไหนจะง่ายกว่ากัน)

การทำก่อน จึงหมายถึงกลยุทธ์ประมาณว่า
  1. คิด innovation ขึ้นมาใหม่เป็นคนแรกของโลก
  2. คิดช่องทางและวิธีการขายใหม่เป็นคนแรก (เหมือน eBay, Amazon, Alibaba) 
  3. เอาของใหม่มาขายที่นี่ก่อนคนอื่น (หรือกลับกัน)
  4. เอาของเดิม ไปขายด้วยวิธีใหม่ ช่องทางใหม่
เมื่อคุณเริ่มทำก่อน คุณจะมีเวลาลองผิดลองถูก ผู้บริโภคจะยังอยู่ในช่วงงงๆ ไปกับคุณ ระดับการให้อภัยในความผิดพลาดได้ จึงยังมีอยู่สูง

มีตัวอย่างของธุรกิจที่ทำก่อนในบ้านเรา มาให้ดู
1. Villa Supermarket ตั้งขึ้นเมื่อปี 1973 เป็นธุรกิจซุปเปอรรายแรกๆ ของไทยที่ขายแต่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ สร้างช่องทางการขายของตัวเองจนวันนี้มีสาขามากมายทั้งในกรุงเทพและจังหวัดท่องเที่ยวหลักๆ (กลยุทธ์ 3)

2. วีรสุ เหมือน Villa แต่สินค้าเป็นกลุ่มเครื่องครัว เครื่องใช้ในบ้าน (กลยุทธ์ 3)

3. Siam Steak ถ้าคุณไปตามโรงเรียน คุณจะเห็นซุ้มขาย fast food เล็กๆ อยู่เพียงแบรนด์เดียวคือสยามสะเต๊ก (ชื่อเค้าเขียนแบบนี้นะ  ไม่ได้สะกดผิด) Siam Steak เป็นธุรกิจที่มีความชัดเจนในเรื่องช่องทางการขายมาก คือขายเฉพาะในโรงเรียนอย่างเดียว ไม่มีการไปเปิดร้านที่อื่น ของที่ขายก็มีคุณภาพดี และขายในราคาย่อมเยาว์ เด็กๆ ทานกันได้ ทำให้สายสัมพันธ์กับโรงเรียนถือว่าอยู่ในระดับดีมากๆ ดีขนาดที่ยังแปลกใจว่า ปกติโรงเรียนจะมีนโยบายไม่ต้อนรับพวก Fast Food แต่ทำไม Siam Steak ยังอยู่ได้ (กลยุทธ์ 4)

4. ฟารีดา ผลไม้แปรรูป ถ้าทุกท่านมีโอกาสไปเดินที่ Tops หรือ The Mall จะเห็นมุมนึงเป็นมุมขายผลไม้อบแห้ง ตากแห้ง ร่วม 30 ชนิดจัดวางบนถาดไม้อย่างสวยงาม นั่นคือธุรกิจของฟารีดา ฟารีดา เป็นธุรกิจผมไม้อบแห้งรายแรกที่เข้าขายใน Supermarket ขายมานานมากแล้ว ผมตาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ปี ขายมาจนถึงทุกวันนี้ เริ่มขายตั้งแต่มีผลไม้ไม่กี่อย่าง ปัจจุบันชั้นวางเรียงยาวเป็นรถไฟ มีทั้งผลไม้ไทยและผลไม้นอก (กลยุทธ์ 4)

ลองนึกดูว่า ถ้าคุณเป็นจัดซื้อห้าง หรือครูที่รับผิดชอบเรื่องตัดเลือกร้านอาหารมาขายในโรงเรียน คุณจะอยากหางานทำเพิ่มให้คัวเอง ด้วยการหา supplier รายใหม่เข้ามาขายหรือไม่ หาเข้ามาแล้ว ก็อาจจะขายได้ไม่ดี หรือคุณภาพไม่เท่าเจ้าเดิมก็จะซวยเอา สู้อยู่เฉยๆ ดีกว่าจริงไม๊

เพราะทุกคนคิดแบบนี้ คนทำก่อนก็เลยพลอยได้รับอานิสงค์จากความไม่อยากเปลี่ยนไปด้วย
หรือถ้ามีใครอยากลองเข้าไปขายจริงๆ คุณคิดว่าเจ้าถิ่นเค้าจะปล่อยให้เข้ามาง่ายๆหรือ คงมีการรับน้องกันน่าดู

การเป็นคนที่ทำอะไรก่อน มันก็ดีแบบนี้ล่ะ

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ฉัน ต้อง การ อะไร?


ชีวิตของคุณจบสิ้นชัวร์ๆ
ถ้ามัวเอาแต่เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น!!!
------
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่บางครั้งเรารู้สึกอิจฉา
บรรดามิตรสหายทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จ
แต่มันจะน่าแปลกขึ้นมาทันที
ถ้าเรามัวแต่เสียเวลาเดินตามรอยคนเหล่านั้น
เพือให้ได้ความสำเร็จที่เหมือนกันไปหมด
------
มองเห็นญาติทำร้านกาแฟจนร่ำรวย
เราก็อยากจะมีร้านกาแฟสวยๆกับเค้าบ้าง

มองเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จในการลงทุน
เราก็อยากจะลุ้นเป็นเซียนหุ้นตามเค้าไป

มองเห็นใครๆ มีทุกอย่างที่ได้..
เราก็อยากจะมีรายได้มากๆ ตามเค้าเหมือนกัน

เพียงแต่เราไม่เคยถามตัวเองว่า..
คนเหล่านั้นประสบความสำเร็จเพราะอะไร?
เราอยากเป็นอย่างเขา
แต่เราอาจไม่รู้ว่าเรา "ต้องการอะไร"
------
การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดี
แต่คงจะไม่ดีแน่ถ้ามันเป็นได้ "การเลียนแบบ"
อย่าลืมว่า...
รอยเท้าของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน
..ก้าวของเราอาจจะสั้น
...ก้าวของเราอาจจะช้า
....ก้าวของเราอาจจะไม่มั่นคง
แต่ทั้งหมดนั้น...
มันคือรอยเท้าของเราเอง
------
บางครั้งแล้ว...
คำถามที่คุณควรถามตัวเองอย่างจริงจัง
อาจจะเป็นแค่คำถามสั้นๆว่า..
.
.
.
ฉัน ต้อง การ อะไร?

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อยากเก่ง ต้องอยู่กับคนเก่งกว่า

เพราะทางแห่งการพัฒนา มันไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ

คนเก่ง เขาลำบากมาก่อนเราทุกคน ไม่มีใครโชคดีกว่าใคร
เขาสบายในวันนี้ ก็เพราะเขาเคยลำบากมาก่อนนี้แล้ว
เขาไม่ได้ลำบากในชาตินี้ ก็แสดงว่าเขาเคยลำบากในชาติที่แล้ว
ท้อได้ แต่อย่าท้อนาน

ลุกขึ้นใหม่ ต้องสง่ากว่าเดิม เดินให้เร็วกว่าเดิม วิ่งได้ก็ต้องวิ่ง
จำนวนครั้งที่ผิดหวัง = ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น

ถ้าไม่เคยรู้สึกผิดหวังอะไร แสดงว่า ไม่เคยทะลุออกจากกรอบตัวเอง
อยู่กับคนเก่ง มันต้องแพ้เขา เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ไม่อยู่กับเขา เมื่อไหร่เราจะเก่งกว่า ... อันนี้น่าคิด

ตลาดหุ้นมีแต่คนเก่งๆ นะ เรียนรู้จากพวกเขาให้เยอะๆ
อย่าไปกลัว อย่าถอดใจ
Mr.Messenger

แหล่งที่มา     Facebook : Sinthorn

มีหน้าร้าน ต้องทำให้ร้านมีชีวิต

เมื่อคุณมีร้านเป็นของตัวเอง สิ่งที่คุณต้องการที่สุด คือมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย เพราะนั่นคือโอกาสของการขายที่มากขึ้นตามไปด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าของกิจการส่วนใหญ่มองข้าม คือการทำอย่างไรที่จะดึงดูดให้ลูกค้าที่เข้ามาร้านของคุณ แทนที่จะไปร้านคู่แข่งที่อยู่ข้างๆ และเมื่อเข้ามาแล้ว ควรทำอย่างไรให้เค้าอยู่ในร้านให้นานขึ้น

เรามี trick เล็กๆ น้อยๆ มาแนะนำ เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้กับร้านของคุณได้อย่างเหมาะสม

1 ถ้าร้านของคุณพอมีบริเวณบ้าง แนะนำให้จัดมุมเล็กๆ สำหรับเด็กๆ หาของเล่น โต๊ะ หนังสือวาดรูป ดินสอสี (ทั้งหมดนั้นไม่ต้องเป็นของใหม่ก็ได้) มาเตรียมไว้ให้ลูกค้าครอบครัวที่มีเด็กๆมาด้วย เด็กเมื่อเห็นของเล่นยังไงก็ต้องเล่น พ่อแม่จะกล้าปล่อยให้ลูกเล่นเพราะรู้ว่า นั่นเป็นมุมของเด็ก ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าลูกจะไปทำอะไรเสียหาย เมื่อเด็กขอเวลาเล่น นั่นหมายถึงเวลาที่ลูกค้าจะอยู่ในร้านเราย่อมนานขึ้นไปด้วย สิ่งสำคัญคือต้องทำมุมสำหรับเด็กนั้นให้สะอาดและปลอดภัย

2 หาของอย่างอื่นมาขายเล่นๆ เพื่อเพิ่มสีสันให้ร้าน เช่นขายหนังสือ ขายเสื้อผ้า งาน handmade แต่จองให้เป็นของขายที่มีสไตล์เข้ากับร้าน วางแล้วไม่ขัด ไม่ทำลายบรรยากาศ ขอให้เชื่อว่า ปัจจุบันมีคนอยากขายของเยอะ เพียงแค่คุณโพสแสดงความจำนวนว่าอยากได้ของมาขายประดับร้าน รับรองว่า คุณจะเลือกของมาขายไม่ไหว

3 เมื่อมีมุมเด็กและมุมช้อปปิ้งแล้ว อย่าลืมหาอีกมุมสำหรับคุณผู้ชายหรือคุณพ่อ ให้นั่งรอสบายๆ อาจจะเป็นโต๊ะเล็กๆตรงระเบียงหน้าร้าน หรือเก้าอี้ stool สวยๆซักชุด จะทำให้ผู้ชายผ่อนคลายและสามารถรอได้เท่าที่ผญ.และเด็กๆใช้เวลาช้อปและเล่น

4 Wifi เป็นเรื่องจริงที่ว่า 60% ของลูกค้า ยังคงมองหา Free Wifi จากร้านที่ตนไปใช้บริการ เมื่อมี Wifi แล้วก็อย่าฆ่าตัวตายด้วยการเก็บเงินหรือจำกัดเวลาใช้ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าคุณต้องการไล่ลูกค้าทางอ้อม อย่าลืมนะครับว่า ลูกค้าจะใช้ wifi คุณ 10 หรือ 100 คน พร้อมกัน คุณก็เสียค่าบริการรายเดือนเท่าเดิมอยู่ดี ดังนั้น อย่าเป็นคนเสียน้อยเสียยาก

5 จัดกิจกรรมที่ร้านบ่อยๆ อาจเป็นทุกสัปดาห์ หรือ 2 สัปดาห์ เพื่อสร้างร้านให้ "Live" กิจกรรมอะไรก็ได้ที่ให้ลูกค้ามีส่วนร่วมแสดงหรือลงมือทำเอง เช่นงานศิลปะง่ายๆ หรือดนตรีที่มีเด็กๆมาแสดง กิจกรรเหล่านี้ช่วยให้คุณสร้าง Community เล็กๆของคุณเองและทำให้ลูกค้าได้รู้จักกันมากขึ้น

ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ แล้วคุณจะพบเห็นความแตกต่างภายใน 3-6 เดือน

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

3 วิธีง่ายๆ ในการขยายแบรนด์ของคุณ

ถ้าคุณมีแบรนด์ที่ดีอยู่แล้ว คุณสามารถใช้แบรนด์ที่แข็งแกร่งนั้นต่อยอดธุรกิจออกไปได้อีกมากมาย เพื่อเป็นการขยายโอกาสสู่กลุ่มเป้าหมายและเข้าสู่ธุรกิจใหม่ที่มีมูลค่าทางธุรกิจอีกมหาศาล

อีกนัยหนึ่ง ธุรกิจที่อาจยังมีแบรนด์ไม่แข็งแรงพอใน segment หนึ่ง อาจใช้วิธีการขยายแบรนด์นี้เพื่อหาโลกใหม่ หาที่ยืนที่มั่นคงให้กับธุรกิจเดิมได้เช่นกัน

1. เปลี่ยนรูปแบบหรือวิธีการใช้ของสินค้า เช่น Starbucks ออกกาแฟ พาสเจอร์ไรซ์ในรูปแบบขวด วิธีนี้ง่ายและไม่ต้องสื่อสารกับผู้บริโภคมาก แต่ได้ผลดีกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ เพราะกลุ่มเป้าหมายต่างกัน จะมีพฤติกรรมการบริโภคไม่เหมือนกันแม้สินค้าจะเป็นตัวเดียวกัน ตัวอย่างอื่นๆเช่น Fuji ทำนำจิ้มสลัดญี่ปุ่นบรรจุขวดขาย หรือหนังสือแบบเล่ม และเพิ่ม e-book ด้วย

2. ออกสินค้าใหม่โดยใช้องค์ประกอบหลักสินค้าเดิม แล้วแยกออกมาเป็นสินค้าใหม่ เราพบบ่อยในกลุ่มเครื่องสำอางค๋ ที่ใช้สารสกัดตัวเดียว แต่สามารถแตกลูกแตกหลานออกมาอีกหลายสินค้า เช่นสารสกัดจากรังนก เริ่มจากการเป็นสเปรย์พ่นหน้า ตอนนี้เริ่มมีรูปแบบของเซรั่มออกมาแล้ว อีกหน่อยก็อาจมีครีม โลขั่นตามกันออกมาอีก

3. ขายสินค้าใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับแบรนด์สินค้าเดิม เช่น ถ้าขายครีมกันแดด ก็อาจจะออกชุดว่ายน้ำหรือแว่นตากันแดดเป็นสินค้าใหม่

ขอให้เข้าใจว่า ไม่มีเครื่องการันตีว่าวิธีไหนจะให้ผลดีที่สุด แต่คุณสามารถเลือกเอาวิธีที่เหมาะสมไปใช้ได้ตามความต้องการ โดยพิจารณาจากปัจจัยและเงื่อนไขด้านอื่นๆของธุรกิจเป็นองค์ประกอบด้วย เช่นความพร้อมด้านการผลิต ขนาดของผู้บริโภค คุณสมบัติของตัวสินค้า

เมื่อคุณเข้าใจธุรกิจคุณแล้ว คุณจะหาทางของตัวเองเจอ

แหล่งที่มา       Facebook : Trick of the Trade

อย่าดูถูกความสำเร็จของคนอื่น ด้วยการบอกว่าเขาแค่โชคดี

อย่าดูถูกความสำเร็จของคนอื่น
ด้วยการบอกว่าเขาแค่โชคดี

ลองขอเขาดูแผ่นหลัง
ว่ามีกี่รอยแผล

ลองขอเขาดูรองเท้า
ว่าพื้นมันสึกไปแล้วกี่มากน้อย

ลองถามเขาดูว่ากี่เมคอัพ
ที่เคยใช้กลบสิบร้อยร่องรอยน้ำตา

แล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่แค่โชคดี
ที่พาให้เขามาถึงจุดนี้

อย่าดูถูกความสำเร็จของคนอื่น
ด้วยการบอกว่าเขาแค่โชคดี
เพราะทุกความสำเร็จ
ล้วนใช้ความล้มเหลวเป็นขั้นบันได
แล้วใช้ความเพียรพยายามก้าวลุกขึ้นมาใหม่

ความสำเร็จไม่เคยมีทางลัด
เพราะมันไม่มีแม้แต่ทางจะให้เดินในทีแรก
ต้องหักร้างถางพง สร้างเส้นทางเอาเอง
จนเกิดเป็นถนนให้คนเดินตาม

อย่าดูถูกความสำเร็จของคนอื่น
ด้วยการบอกว่าเขาแค่โชคดี
จริงอยู่ โชคดีอาจจะใช่ในลิขิตฟ้า
แต่มานะตนต่างหาก
ที่พาให้เขามาถึงจุดนี้

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...