- เจ็บป่วยปกติ
- เจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ
- ค่าบริการทางการแพทย์ กรณีทันตกรรม (ถอนฟัน อุดฟัน และขูดหินปูน)
- กรณีบำบัดทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างช่องท้องด้วยน้ำยาแบบถาวร การผ่าตัดปลูกถ่ายไต การผ่าตัดเปลี่ยนไต และการให้ยาอิริโธรปัวอีติน (Exythropoietin)
- กรณีปลูกถ่ายไขกระดูก (วงเงิน 750,000 บาท)
- กรณีเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา (วงเงิน 25,000 บาท)
- ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรค (เช่น เท้าเทียม แขนเทียม ไม้ค้ำยัน เป็นต้น เบิกได้ตามรายการประกาศที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด)
- กรณีโรคเอดส์ (ผู้ประกันตนสามารถรับยาต้านไวรัสเอดส์ทั้งพื้นฐาน สูตรทางเลือกและสูตรดื้อยา รวมทั้งการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ ที่โรงพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)
- กรณีที่มีสิทธิแต่ยังไม่มีบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล (เบิกได้เช่นเดียวกันกับกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน หากจำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเกิน 72 ชั่วโมง ให้รีบแจ้งสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขา เพื่อสามารถเบิกค่ารักษาได้ถึงวันที่ออกจากโรงพยาบาล)
- กรณีไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ (14 โรคยกเว้น)
วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554
โรคอะไรได้ประกันรักษา
ระบบประกันสังคมของไทย ได้มีการให้เบิกค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยไม่สบายได้ด้วย แบ่งเป็น 10 กรณี ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ คือ
วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ใช้หูฟังมากๆ ต้องดูแล
- ใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดบริเวณใบหูและรูหูเท่าที่นิ้วจะเช็คเข้าไปได้
- ไม่จำเป็นต้องปั่นหรือแคะขี้หู เพราะโดยธรรมชาติหากขึ้หูมีจำนวนมากจะเคลื่อนตัวหรือร่วงออกมาเอง แต่หากต้องการทำความสะอาดอาจใช้สำลีพันปลายไม้เช็คเพียงหูชั้นนอกเท่านั้น และไม่ควรเช็คเข้าไปลึกเกินครึ่งเซนติเมตร
- ไม่ควรใช้ของมีคมหรือของแข็งจำนวนที่แคะหู หรือกิ๊บเสียบผมแคะหูหรือเขี่ยรูหู เพราะอาจเป็นอันตรายต่อเยื่อแก้วหู
- ระวังอย่าให้หูถูกกระแทกอย่างรุนแรง เพราะอาจทำให้เยื่อแก้วหูฉีกขาดได้
ระบบประกันสังคม
หลักของประกันสังคม เป็นระบบการเฉลี่ยทุกข์-เฉลี่ยสุขซึ่งกันและกันระหว่างมวลสมาชิก โดยทั่วไปรัฐบาลของประเทศจะให้ความสำคัญแก่บุคคลที่ทำงาน มีรายได้และอยู่ในระบบแรงงานก่อน และจะขยายความคุ้มครองไปสู่ผู้ที่ทำงานที่มีรายได้นอกระบบ การจ้างงานปกติ ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าแรงงานนอกระบบ
เงินสมทบที่เก็บไปนั้นจะสะสมเป็นกองทุน ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกับบุคคลที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งประเทศไทย เรียกว่า "ผู้ประกันตน" เท่านั้น
การเก็บเงินสมทบ ซึ่งถือว่าเป็นภาษีพิเศษจะเก็บจากบุคคลที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
โดยที่เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับ "บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล"
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพุธที่ 19 ต.ค. 54 (007)
เงินสมทบที่เก็บไปนั้นจะสะสมเป็นกองทุน ซึ่งจะให้สิทธิประโยชน์เฉพาะกับบุคคลที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งประเทศไทย เรียกว่า "ผู้ประกันตน" เท่านั้น
การเก็บเงินสมทบ ซึ่งถือว่าเป็นภาษีพิเศษจะเก็บจากบุคคลที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
โดยที่เมื่อจ่ายเงินสมทบครบ 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับ "บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล"
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพุธที่ 19 ต.ค. 54 (007)
วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ค่าชดเชยเลิกจ้าง
การจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอน ถ้านายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด นายจ้างมีหน้าที่ ดังนี้
บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อการเลิกจ้าง แต่ถ้านายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างออกจากงานทันที หรือไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อการเลิกจ้างเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าจำนวนค่าจ้างที่ต้องจ่ายในคราวนั้น (กรณีจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต้องบอกกล่าวก่อนถึงวันสิ้นเดือน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวไม่น้อยกว่าเงินเดือน) กรณีจ่ายค่าจ้างทุก 15 วัน ต้องบอกกล่าวก่อนถึงกำหนดจ่ายเงินคราวนั้น หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวไม่น้อยกว่าเงินค่าจ้าง 15 วัน
อัตราการจ่ายค่าชดเชย ที่กำหนดไว้ตามอายุงานของลูกจ้าง
บอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อการเลิกจ้าง แต่ถ้านายจ้างประสงค์ให้ลูกจ้างออกจากงานทันที หรือไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อน นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อการเลิกจ้างเป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่าจำนวนค่าจ้างที่ต้องจ่ายในคราวนั้น (กรณีจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต้องบอกกล่าวก่อนถึงวันสิ้นเดือน หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวไม่น้อยกว่าเงินเดือน) กรณีจ่ายค่าจ้างทุก 15 วัน ต้องบอกกล่าวก่อนถึงกำหนดจ่ายเงินคราวนั้น หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวไม่น้อยกว่าเงินค่าจ้าง 15 วัน
อัตราการจ่ายค่าชดเชย ที่กำหนดไว้ตามอายุงานของลูกจ้าง
- ทำงาน 120 วัน ไม่ครบ 1 ปี ชดเชย 30 วัน
- ทำงาน 1 ปี ไม่เกิน 3 ปี ชดเชย 90 วัน
- ทำงาน 3 ปี ไม่เกิน 6 ปี ชดเชย 180 วัน
- ทำงาน 6 ปี ไม่เกิน 10 ปี ชดเชย 240 วัน
- ทำงาน 10 ปีขึ้นไป ชดเชย 300 วัน
เงินชดเชยพิเศษ
กฎหมายยังได้ระบุเงินชดเชยพิเศษไว้ด้วย เงินชดเชยพิเศษนั้น จะได้รับกรณีที่นายจ้างเลิกจ้าง เพราะเหตุการปรับปรุงหน่วยงาน การผลิต การจำหน่าย หรือการบริการ อันเนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้ ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง นายจ้างต้องแจ้งการเลิกจ้างดังกล่าวให้ลูกจ้างและพนักงานทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 60 วัน ก่อนการเลิกจ้าง มิฉะนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน) เพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยธรรมดา แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแล้ว ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว
อนึ่ง การเลิกจ้างเพราะเหตุการปรับปรุงหน่วยงานการผลิตฯ ถ้าลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยธรรมดา ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงานครบ 1 ปี แต่ค่าชดเชยพิเศษนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 360 วัน
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 54 (003)
อนึ่ง การเลิกจ้างเพราะเหตุการปรับปรุงหน่วยงานการผลิตฯ ถ้าลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยธรรมดา ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วัน ต่อการทำงานครบ 1 ปี แต่ค่าชดเชยพิเศษนี้รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 360 วัน
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 54 (003)
วันหยุดวันลาของลูกจ้าง
กฎหมายแรงงานได้กำหนดในเรื่องนี้เอาไว้
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 54 (003)
- วันหยุดประจำสัปดาห์ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน และจะตกลงกันให้วันใดเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ก็ได้
- วันหยุดตามประเพณี นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย
- วันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ (โดยได้รับค่าจ้าง) ไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน
- วันลาป่วย ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง โดยมีสิทธิได้รับค่าจ้างในระหว่างที่ลานั้นด้วย แต่นายจ้างไม่จำต้องจ่ายค่าจ้างให้เกินกว่าปีละ 30 วัน
- ลาคลอด ลูกจ้างหญิงมีสิทธิลาเพื่อการคลอดบุตร ครรภ์ละไม่เกิน 90 วันโดยให้นับวันหยุดในระหว่างการลานั้นด้วย ในการลาคลอดนั้น ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในระหว่างการลานั้น แต่ไม่เกิน 45 วัน
- ลาเพื่อรับราชการทหาร ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อรับราชการทหาร โดยได้รับค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ลานั้น แต่ไม่เกินปีละ 60 วัน
แหล่งที่มา นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 14 ต.ค. 54 (003)
21 ตุลาคม "วันพยาบาลแห่งชาติ"
บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ ณ โถงตึกจักรพงษ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 21 - 27 ต.ค. 2554 ชมนิทรรศการสร้างเสริมสุขภาพ
การขึ้นทะเบียนประกันสังคม
เมื่อเราได้รับรู้สิทธิแล้วว่า เราเป็นพนักงานสามารถที่จะขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ประกันสังคมได้ แต่จะทำอย่างไร ประกันสังคมเขากำหนดไว้อย่างนี้
- ผู้ลงชื่อรับรองข้อมูลผู้ประกันตนเป็นผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันบริษัทหรือผู้ที่ได้รับมอบอำนาจ
- การแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนต่อสำนักงานประกันสังคมให้แจ้งภายใน 30 วันนับแต่วันที่รับลูกจ้างเข้าทำงาน มิฉะนั้นจะมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- เมื่อข้อเท็จจริงที่แจ้งไว้เปลี่ยนแปลง ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือน ถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าแจ้งข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องจะมีผลต่อสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับตามกฏหมาย
- การยื่นแบบโดยแจ้งรายชื่อบุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ลูกจ้างขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ใช้หูฟัง อย่างระวัง
- หลักเลี่ยงการใช้หูฟังฟังเพลงในที่ที่มีเสียงดัง
- ไม่ควรเสียบหูฟังฟังเพลงตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาเข้านอน
- หากใช้หูฟังฟังเพลง ควรปรับระดับเสียงไปที่ระดับกลางและไม่ควรฟังต่อเนื่องเกิน 2 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการใช้หูฟังร่วมกับผู้อื่นเพราะอาจติดเชื้อโรคได้
- หมั่นทำความสะอาดหูฟังเป็นประจำเพื่อป้องกันการสะสมของเชืัอแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นๆ
วันเสาร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ท่ากายบริหารสำหรับการบริหารสมอง
การบริหารสมอง หมายถึง การบริหารร่างกายในส่วนที่สมองควบคุมโดยเฉพาะกลุ่มเส้นประสาท Corpus Callosum ซึ่งเชื่อมสมอง 2 ซีกเข้าด้วยกันให้ประสานกัน แข็งแรงและทำงานคล่องแคล่วอันจะทำให้การถ่ายโยงข้อมูลและการเรียนรู้ของสมอง 2 ซีกเป็นไปอย่างสมดุลเกิดประสิทธิภาพและยังช่วยให้เกิดความผ่อนคลายความตึง เครียด ทำให้สภาพจิต ใจ เกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ เกิดความจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีอารมณ์ขันเพราะคลื่นสมอง ( Brain Wave) จะลดความเร็วลงคลื่นเบต้า ( Beta) เป็น อัลฟา ( Alpha) ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ใช้มือซ้ายวางบริเวณที่ใต้กระดูกคอและซี่โครงของกระดูกอก หรือที่เรียกว่าไหปลาร้าจะมีหลุมตื้นๆ บนผิวหนัง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ คลำหาร่องหลุ่มตื้นๆ 2 ช่องนี้ซึ่งห่างกันประมาณ 1 นิ้วหรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของแต่ะละคนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ให้นวดบริเวณนี้ประมาณ 30 วินาที และให้เอามือขวาวางไปที่ตำแหน่งสะดือ ในขณะที่นวดปุ่มสมองก็ให้กวาดตามองจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายและจากพื้นขึ้นเพดาน
ประโยชน์
ใช้นิ้วทั้งสองข้างนวดขมับเบาๆ วนเป็นวงกลม ประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
พร้อมทั้งกวาดตามองจากซ้ายไปขวา และจากพื้นมองขึ้นไปที่เพดาน
ให้นิ่วหัวแม่มือกับนิ้วชี้จับที่ส่วนบนสุดด้านนอกของใบหูทั้ง 2 ข้าง นวดตามริมขอบนอกของใบหูทั้ง 2 ข้างพร้อมๆกันให้นวดไล่ลงมาจนถึงติ่งหูเบาๆ ทำซ้ำหลายๆครั้ง ควรทำท่านี้ก่อนอ่านหนังสือเพื่อเพิ่มความจำและมีสมาธิมากขึ้น
ประโยชน์
เพื่อกระตุ้นเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการได้ยินและความจำระยะสั้นให้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มการรับฟังที่เป็นจังหวะได้ดีขึ้น
มีทั้งหมด 5 ท่าดังต่อไปนี้
ท่าที่ 1 นับ 1-10
ประโยชน์
เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
เพื่อกระตุ้นสมองที่มีการสั่งการให้เกิดความสมดุลทั้งซ้าย-ขวา
เพื่อกระตุ้นความจำ
ท่าที่ 2 จีบ L
ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาให้มือขวาทำท่าจีบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วชี้ส่วนนิ้วอื่นๆให้เหยียดออกไป

มือขวาไปแตะที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายให้ไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขวักัน)
เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายแตะที่หูขวา ส่วนมือขวาไปแตะที่จมูก ( ลักษณะมือไขวักัน)
มือขวาอ้อมไปที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา
เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวาส่วนมือขวาอ้อมไปจับหูซ้าย
การผ่อนคลาย
ยื่นใช้มือทั้ง 2 ข้างประกบกันในลักษณะพนมมือเป็นรูปดอกบัวตูม โดยให้นิ้วทุกนิ้วสัมผัสกันเบาๆพร้อมกับหาย ใจ เข้า-ออก ทำท่านี้ประมาณ 5-10 นาที
ประโยชน์
ทำให้เกิดสมาธิเป็นการเจริญสติ
แหล่งข้อมูลจาก : จากอีเมล์ ซึ่งในอีเมล์ได้ระบุแหล่งที่มา ผู้แต่ง: อ. สุพัชรา ซิ้มเจริญ
ใช้มือซ้ายวางบริเวณที่ใต้กระดูกคอและซี่โครงของกระดูกอก หรือที่เรียกว่าไหปลาร้าจะมีหลุมตื้นๆ บนผิวหนัง ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ คลำหาร่องหลุ่มตื้นๆ 2 ช่องนี้ซึ่งห่างกันประมาณ 1 นิ้วหรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของแต่ะละคนที่มีขนาดไม่เท่ากัน ให้นวดบริเวณนี้ประมาณ 30 วินาที และให้เอามือขวาวางไปที่ตำแหน่งสะดือ ในขณะที่นวดปุ่มสมองก็ให้กวาดตามองจากซ้ายไปขวา ขวาไปซ้ายและจากพื้นขึ้นเพดาน
- ใช้มือซ้ายวางบริเวณที่ใต้อกระตุ้นระบบประสาทและเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองให้ดีขึ้น
- ช่วยสร้างให้ระบบการสือสารระหว่างสมอง 2 ซีกที่เกี่ยวกับการพูด การอ่าน การเขียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมทั้งกวาดตามองจากซ้ายไปขวา และจากพื้นมองขึ้นไปที่เพดาน
- ประโยชน์
ปุ่มใบหู
ประโยชน์
เพื่อกระตุ้นเส้นเลือดฝอยที่ไปเลี้ยงสมองส่วนการได้ยินและความจำระยะสั้นให้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มการรับฟังที่เป็นจังหวะได้ดีขึ้น
การเคลื่อนไหวสลับข้าง ( Cross Crawl)
มีทั้งหมด 5 ท่าดังต่อไปนี้
ประโยชน์
เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
เพื่อกระตุ้นสมองที่มีการสั่งการให้เกิดความสมดุลทั้งซ้าย-ขวา
เพื่อกระตุ้นความจำ
ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาให้มือขวาทำท่าจีบ โดยใช้นิ้วหัวแม่มือประกบกับนิ้วชี้ส่วนนิ้วอื่นๆให้เหยียดออกไป
มือซ้ายให้ทำเป็นรูปตัวแอล (L) โดยให้กางนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ออกไป ส่วนนิ้วที่เหลือให้กำเอาไว้
เปลี่ยนเป็นจีบด้วยมือซ้ายบ้างทำเช่นเดียวกับข้อที่ 1 ส่วนมือขวาก็ทำเป็นรูปตัวเเอล ( L) เช่นเดียวกับข้อ 2
ให้ทำสลับกันไปมา 10 ครั้ง
ประโยชน์
- เพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อมือให้ประสานกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการนิ้วล็อค
- เพื่อกระตุ้นสมองเกี่ยวกับการสั่งการให้สมดุลย์ให้มีการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
- เพื่อกระตุ้นการทำงานความสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
ประโยชน์
เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ
เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด
มือขวาไปแตะที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายให้ไปแตะที่จมูก (ลักษณะมือไขวักัน)
เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายแตะที่หูขวา ส่วนมือขวาไปแตะที่จมูก ( ลักษณะมือไขวักัน)
- ประโยชน์
มือขวาอ้อมไปที่หูซ้าย ส่วนมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวา
เปลี่ยนมาเป็นมือซ้ายอ้อมไปจับหูขวาส่วนมือขวาอ้อมไปจับหูซ้าย
- เพื่อกระตุ้นการสั่งการของสมองให้สมดุลทั้งซีกซ้ายและซีกขวา
- เพื่อกระตุ้นสมองส่วนการคิดคำนวณกะระยะ
- เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหัวไหล่เกิดการติดยึด
การผ่อนคลาย
ประโยชน์
ทำให้เกิดสมาธิเป็นการเจริญสติ
แหล่งข้อมูลจาก : จากอีเมล์ ซึ่งในอีเมล์ได้ระบุแหล่งที่มา ผู้แต่ง: อ. สุพัชรา ซิ้มเจริญ
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เคล็ดลับช่วยทำให้ทานอาหารน้อยลง
ผลการศึกษาจาก Centers for Disease Control and Prevention พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่ลดน้ำหนักสำเร็จ และสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่คงที่ได้นั้นใช้หลักการเดียวกัน คือ ทานอาหารให้น้อยลง ซึ่งหากบางคนรู้สึกทำตามได้ยาก ลองใช้ตัวช่วยดังต่อไปนี้ เพื่อช่วยลดความอยากลงได้
- อย่าทานอาหารขณะดูทีวี เพราะผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซดส์ บอกว่า คนส่วนใหญ๋จะทราบอาหารเพิ่มขึ้นอีกกว่า 300 แคลอรี่เมื่อดูทีวีไปด้วย
- อย่าทานขนมขบเคี้ยวจากถุง เพราะโอกาสที่จะทานหมดถุงนั้นมีสูงมาก ควรเทใส่ภาชนะแบ่งเพื่อควบคุมไม่ให้ทานมากจนเกินไป
- เคี่ยวอาหารให้ช้าลง เพราะกว่าร่างกายจะส่งสัญญาณว่า "อิ่ม" จากท้องขึ้นไปสู่สมองนั้น ใช้เวลากว่า 20 นาที ดังนั้น ควรชะลอเวลาด้วยการเคี้ยวให้นานขึ้น เพื่อช่วยให้ย่อยง่าย และเว้นช่วงว่างระหว่างคำถัดไปด้วยการหายใจเข้าออกช้าๆ
- เปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเดินเล่นนอกบ้าน หรือทำกิจกรรมที่ไม่ต้องเห็นอาหาร เพราะนักวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย พบว่าการเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการถอยห่างให้พ้นรัศมีอาหารหรือตู้เย็น จะช่วยลดความอยากลงได้
แหล่งข้อมูลจาก : หนังสือ Happiness จาก ปตท | vol 6 / July | 2554
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...