วันศุกร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2556

Bangkok Car Free Day 2013 : 22 ก.ย. 2556

22 ก.ย. 2556 นี้ กทม.จัดรณรงค์ใหญ่ "Bangkok Car Free Day 2013" ท้องสนามหลวง หวังเป็นการจุดประกาย ชวน ปชช.ติดเข็มกลัด จอดรถไว้บ้าน ใช้บริการรถสาธารณะ

วันที่ 4 ก.ย. ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวจัดงาน Bangkok Car Free Day 2013 ภายใต้แนวคิด “Share the Road” หรือ “เดินทางร่วมกัน วันพาหนะส่วนรวม” โดยมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว พร้อมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการเดินทางใหม่ ด้วยการลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล และหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  กล่าวว่า ปีนี้ กทม.ได้จัดทำเข็มกลัด “Bangkok Car Free Day 2013” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์ นอกจากจะมอบให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายในการร่วมกันรณรงค์แล้ว ยังมีจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปในราคาชิ้นละ 50 บาท เพื่อใช้บริการระบบขนส่งมวลชน ได้แก่ รถไฟฟ้า BTS รถโดยสาร BRT  รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รถไฟฟ้า Airport Link รถประจำทาง ขสมก. เรือด่วนเจ้าพระยา จักรยานเช่าสาธารณะ ปัน ปั่น และรถรางรอบเกาะรัตนโกสินทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยาน 2556 ตั้งแต่เวลา 06.00 - 24.00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม สามารถติดตามเงื่อนไขการใช้บริการได้ที่ www.bangkokcarfree.com และหาซื้อได้ที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต  BMA Express บูธจักรยาน ปัน ปั่น และธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ รายได้จากการจำหน่ายมอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก พบว่า มีรถจดทะเบียนสะสมในเขตกรุงเทพมหานคร ปี 2556 จนถึงเดือนกรกฎาคมกว่า 8,000,000 คัน ส่วนรถจดทะเบียนใหม่ปี 2556 ณ เดือนกรกฎาคม มีมากถึง 715,341 คัน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยเดือนละกว่า 100,000 คัน

ขณะข้อมูลอัตราความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางบนถนนช่วงชั่วโมงเร่งด่วนของสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) จากปี 2554 - 2556 พบว่านอกจากเกิดวิกฤติจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วยังขยายไปถึง พื้นที่ถนนในเขตกรุงเทพมหานครชั้นกลางอีกด้วย เช่น ถนนงามวงศ์วาน  จากแยกแคราย - แยกเกษตร เป็นเส้นทางที่มีความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางลดลงมากที่สุด โดยปี 2554  ความเร็วเฉลี่ยในการเดินทาง 36.95 กิโลเมตร/ชั่วโมง และปี 2555 มีความเร็วเฉลี่ยในการเดินทางลดลงเหลือ 33.26  กิโลเมตร/ชั่วโมง  ในปี 2556 ณ เดือนสิงหาคม วัดได้เพียง 24.34 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลดลงจากปี 2555 ถึงร้อยละ 26.81

งาน Bangkok Car Free Day 2013 จะเป็นการจุดประกาย ให้ทุกภาคส่วนร่วมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ บนท้องถนน มาร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การเดินทาง จอดรถไว้บ้าน หันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาจราจรของกรุงเทพมหานคร ช่วยลดปัญหาโลกร้อน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ให้คนเมืองหลวงอย่างยั่งยืน

การรณรงค์ Bangkok Car Free Day 2013 ในปีนี้ กรุงเทพมหานครร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเป็นเจ้าภาพจัดงาน เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2556 จะมีการจัดเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ หัวข้อ Car Free Day โครงการรณรงค์ลดการใช้รถยนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร และจัดให้มีการท่องเที่ยว ย้อนรอยประวัติศาสตร์สัมผัสกับบรรยากาศของกรุงเทพฯ ในอดีต บริเวณพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์ ในวันอาทิตย์ที่ 15 และ 22 กันยายน 2556

นอกจากนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน 2556 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จะมีการรณรงค์ใหญ่ ที่ท้องสนามหลวง โดยมีการรวมพลังของกลุ่มผู้ใช้จักรยานจำนวน 20,000 คัน นำโดยสมาคมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย จัดเส้นทางปั่นจักรยานจาก 23 เส้นทางทั่วกรุงเทพฯ มุ่งสู่ ท้องสนามหลวง และจัดริ้วขบวนเป็นรูปธงชาติไทย เพื่อแสดงสัญลักษณ์ของ Bangkok Car Free Day 2013 และปั่นไปสู่ลานกิจกรรมหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์ ซึ่งมีนิทรรศการ กิจกรรมเวที และการออกบูธต่าง ๆ มากมายสำหรับคนรักจักรยาน และผู้ที่สนใจ.

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ไทยรัฐ

คนดีนี่มันดีจริงๆ

ตั้งแต่หนุกหนุยเป็นเด็กๆ ครอบครัวและ “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายมักจะพร่ำสอนอยู่เสมอๆ ว่า “โตแล้วต้องเป็นคนดี” หรือไม่ก็ “อย่าทำความชั่ว” เพราะว่า “มันไม่ดี” ต่อตัวเองและผู้อื่น ถึงแม้ว่าหนุกหนุยจะคอยพยักหน้ารับปาก แต่ก็มักจะเก็บงำความสงสัยในคำว่า “ดี” ว่าที่แท้จริงแล้วความหมายนั้นแปลว่าอะไรกันแน่น้าาาาา

การที่ “ตั้งใจเรียนหนังสือ ไม่ลอกข้อสอบเพื่อน” แบบนี้ก็เป็นคนดีนะลูก หนุกหนุยได้ยินแม่พูดอยู่บ่อยๆ ส่วนครูก็บอกว่า คนดีคือ “คนที่คอยช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก” พอไปค้นอินเตอร์เน็ต หนุกหนุยก็เจอว่า “ความดี คือการทำให้เกิดผลดีอย่างมีคุณค่าต่อผู้อื่น ต่อส่วนรวม”

แล้วความดีจริงๆมันคืออะไรอ่ะ หนุกหนุยไม่รู้ ยังหาคำตอบไม่ได้ แต่เมื่อซักไซ้ไล่เรียง “ผู้ใหญ่” ทั้งหลายมากๆเข้าก็ได้รับคำตอบว่า ”ช่างมันเถอะ ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” หรือ “โตไปก็รู้เองแหละ”

แม้ว่าวันนี้หนุกหนุยโตขึ้นแล้ว …

แต่คำถามที่เคยสงสัยในวัยเด็กยังคงไม่ได้รับคำตอบอยู่ดีว่า “อะไรคือความดี”

มีคนหาว่าหนุกหนุยบ้า ที่มัวตั้งคำถามกับความดี หนุกหนุยเลยตั้งคำถามกลับไปสามข้อเล่นๆ ว่า
  • การที่เพื่อนหนุกหนุยมาทำงานสาย แต่ให้หนุกหนุยช่วยบอกเจ้านายว่ารถติด แบบนี้ถือว่าเป็นความดีไหม? หนุกหนุยควรทำหรือเปล่า ?
  • ทำไมเวลาที่คนทะเลาะกัน มักจะบอกคนอื่นว่าตัวเองเป็นคนดี แต่ไม่คิดหรอว่าอีกฝ่ายก็ดีเหมือนกัน หรือต้องมีคนที่เลว คนที่ผิดอยู่เสมอ เพราะโลกนี้มีเพียงขาวกับดำ
  • ถ้าสิ่งที่เราคิดว่ามันเรื่องเป็นปกติของเรา คือสิ่งเดียวกันกับ “ความชั่ว” ที่เรากำลังกล่าวหาคนอื่น มันยังเป็นความดีอยู่อีกไหม?
ทุกครั้งที่ถามจบ หนุกหนุยไม่เคยได้คำตอบ ได้รับแต่คำด่าว่ากล่าวว่า “เพราะคิดแบบนี้แหละ ถึงได้โง่ดักดานอยู่นี่ไง” หรือไม่ก็ “รู้สึกสมเพชกับความคิดของเธอจริงๆ เลยหนุกหนุย ทำไมไม่คิดอะไรเหมือนที่คนดีๆ เค้า”

มีอยู่ครั้งนึง หนุกหนุยทนไม่ไหว เลยถามด้วยเสียงอันดังออกไปว่า …

ถ้า “ความดี” ถูกใช้ในการดูถูกคนชั่ว ความดีนั้นยังคงถือว่าเป็น “ความดี” อยู่อีกไหม!!!! ในทุกวันนี้ เราใช้ “ความดี” เป็นเครื่องมือในการปกป้องตัวเอง หรือใช้เป็นอาวุธในการเข่นฆ่าคนที่แตกต่างจากเรากัน

แน่!!!!!!

หลังจากที่ตะโกนไปสุดเสียง
หนุกหนุยก็ได้ยินเสียงของแข็งกระทบที่ศีรษะ

และหลังจากนั้น…
หนุกหนุยได้รู้ซึ้งถึงคำว่า “ดี”
:)

แหล่งที่มา   เว็บไซต์บล็อกสุดท้ายที่คุณลืม…

คำคม 20 ก.ย. 2556

คนบางคนพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้น"ตัวเอง"

ถ้าคุณชอบถาม คุณจะได้รับคำตอบ
แต่ถ้าคุณชอบค้นคว้า คุณจะได้รับความรู้
-- อาจารย์ปู่ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ --

คนบางคนน่าสงสาร
แต่ไม่น่าเห็นใจ ...

ไม่ว่าคุณจะประสบความสำเร็จมากแค่ไหน หรือตกต่ำเตี้ยโหลดลู่มากเท่าไร
คนที่เค้ารักคุณ ก็ยังคงรักและชื่นชม
ส่วนคนที่เค้าเกลียดคุณ ก็ยังคงอิจฉาและสมน้ำหน้าคุณอยู่ดี
--มิตรสหายท่านหนึ่งกล่าวสอนใจเบาๆ--

บางครั้งความหวังดีที่ผิดเวลา
อาจกลายเป็นสิงที่ไร้ค่า
โดยไม่รู้ตัว ...

โทษใครก็ได้นะครับ ...
แต่ "อย่าลืมโทษตัวเอง"
:)

การพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว
คือการโกหกทั้งหมด ...
-- ภาษิตชาวยิว --

อย่าตัดสินคน
เพราะฟังคำของคนอื่น ...

การมองหาจุดด้อยของคนอื่น
อาจทำให้เราลืมจุดบอดของตัวเอง

คนบางคนทำตัว "หรู"
แต่ชอบ "กู้" เงินเพื่อน

อย่ามัวจมปลักอยู่กับความผิดหวัง
แต่จงจดจำมันเป็น "ประสบการณ์"

บางครั้งชีวิตที่ผิดหวัง
ยังดีกว่าชีวิตที่ไร้ความหวัง

บางครั้งชีวิตที่ผิดหวัง
ยังดีกว่าชีวิตที่ไร้ความหวัง

หลายคนมองหาวิธีการเพิ่มรายได้
แต่ลืมค้นหารายจ่ายที่ไม่จำเป็น ...
-- หนทางสู่ความร่ำรวย --

คำพูดแค่บางคำ ...
ทำร้ายคนฟังได้ทั้ง "ชีวิต"
-- คิดก่อนพูด --

ถ้าอยากมีชีวิตที่ก้าวหน้า
อย่าเอาปัญหามาฉุดรั้ง ..

คนที่ "พูดตรง" ไม่ได้แปลว่าต้อง "พูดแรง"
เพราะบางครั้งมันแสดงถึง "ความไร้มารยาท"

บางคนก็แยกไม่ออกระหว่าง
การมองชีวิตเป็นเรื่องตลก กับ
การมองคนอื่นเป็นตัวตลก

อย่าทำงานหนักเพียงอย่างเดียว ...
แต่จงทำงานด้วยความเฉลียวฉลาด
- เจ้านายสอนลูกน้อง

บอกตรูว่าอย่าทำงานหนัก
แต่สั่งให้ตรูมาทำงานวันเสาร์
แม่ม..ใช้อะไรคิดฟระ !!!!
- ลูกน้องไม่กล้าสอนเจ้านาย

คนทุกคนเคย "ทำผิด" เหมือนกัน
แต่มีบางคนเท่านั้นที่ "สำนึกผิด"
;p

เราสามารถสงสัยได้ทุกเรื่อง ...
แต่ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบในทุกๆเรื่อง

ความสุขที่แท้จริงนั้น
ไม่ต้องไปไชว่คว้่า
แต่หาได้ที่ใจ ...

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

สะพานพระราม 9

สะพานพระราม 9 หรือสะพานแขวง เป็นสะพานเสาชิงระนาบเดี่ยวแห่งแรกของไทย โดยใช้สายเคเบิลขนาดใหญ่ขึงเป็นระนาบเดี่ยวไว้กับเสาสูงเพื่อรับน้ำหนักสะพาน

เริ่มสร้างเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2527 เปิดบริการเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. 2530 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามสะพานพระราม 9 ในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 60 พรรษา

สะพานพระราม 9 เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนเฉลิมมหานคร สายดาวคะนอง-ท่าเรือ มีความยาว 2,716 ม. กว้าง 33 ม. สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 41 ม. ประกอบด้วย 6 ช่องทางจราจร

โครงสร้างตัวสะพานแข็งแรงด้วยเหล็กแบบ Box Girder มีคานขวาง (Cross Girder) ทุกๆ ระยะ 3.6 ม. มีเสาขึง 2 ตัน ที่ยอดเสาสูง 87 ม. เสาขึงนี้จะยึดและรับแรงดึงจากสายเคเบิล แล้วถ่ายน้ำหนักลงสู่ตอม่อ ภายในมีบันไดและลิฟต์เพื่อใช้ตรวจสอบและซ่อมบำรุง

สายเคเบิลที่ใช้ขึงประกอบด้วยเส้นลวดขนาดเล็กจำนวนมาก ขบกันในลักษณะบิดเกลียวรอบจุดศูนย์กลาง รวม 68 เส้น สามารถรับแรงดึงได้ตั้งแต่ 1,500 - 3,000 ตัน

มูลเหตุที่ต้องสร้างแบบขึงสายเคเบิลเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเรือทางน้ำ ประหยัดพื้นที่ในการก่อสร้าง

ใน กทม. และจังหวัดใกล้เคียง มีสะพานขึงสายเคเบิลที่เพิ่งสร้างทีหลังอีก 3 แห่ง ได้แก่ สะพานพระราม 8 สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม และสะพานกาญจนาภิเษก ตรงบางพลี-สุขสวัสดิ์

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 20 ก.ย. 56 (478)

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

ตลาดจักรยานล้านคัน

ตลาดจักรยาน "ล้านคัน" จุดนัดพบของคนรักจักรยานที่เกิดขึ้นด้วยแนวคิดที่อยากจะเห็นคนไทยและคนทั่วโลกปั่นจักรยานกันเป็นล้านๆ คัน  ทดแทนการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดมลภาวะ ให้หันมารักและใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น

กระทั่งวันนี้ แนวคิดได้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่รวมตัวของกลุ่มคนรักจักรยานโดยไม่ได้แบ่งแยกว่าจะเป็นจักรยานประเภทใด ขณะนี้มีจัดอยู่ 2 สถานที่ คือ พาวิลเลียน สายไหม 61 และ CDC ถ.เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ในอนาคตคาดว่าจะขยายจุดรวมจักรยานล้านคันไปยังพื้นที่ต่างๆ ด้วย

พื้นที่ดังกล่าวนี้ หลักๆ มีไว้เพื่อเป็นจุดรวมตัวแลกเปลี่ยนข้อมูลซื้อขายสินค้าที่เกี่ยวกับจักรยาน เพื่อให้พื้นที่ต่างๆ นี้เป็น community of Bycycle อันเป็นที่มาของคำว่า "ล้านคัน"

ตลาดจักรยานที่ CDC จะมีทุกๆ วันเสาร์แรกของเดือน มีกิจกรรมเวทีดนตรีสด ลานแสดงกิจกรรมคนรักจักรยาน ส่วนที่พาวิลเลียน สายไหม 61 จัดทุกอาทิตย์ที่ 2 และสุดท้ายของเดือน บรรยากาศที่นี่ขอบอกว่าร่มรื่นมาก เหมาะแก่การพักผ่อนรวมตัวสังสรรค์กัน

เปิดตลาดตั้งแต่เวลา 15.00-21.00 น. รายละเอียดต่างๆ เข้าไปดูได้ที่ facebook.com/millionbikemarket สอบถามข้อมูล โทร. 08-6516-5440

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 19 ก.ย. 56 (477)

วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556

Google Logo : ครบรอบ 194 ปี วันเกิด Léon Foucault



ครบรอบ 194 ปี วันเกิด Léon Foucault  นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดัง ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทดลองว่าโลกหมุนรอบตัวเอง อีกทั้งเป็นผู้ประดิษฐ์ไจโรสโคป (Gyroscope)


Léon Foucault
ฌอง โบนาปาร์ต เลอง ฟูโกลต์ (Jean Bernard Léon Foucault) เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน ค.ศ. 1819 เกิดที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส บิดาเป็นพ่อค้าหนังสือ ในวัยเด็กเขาเป็นคนที่ขี้โรคและมีปัญหาทางสายตา จึงไม่ชอบไปโรงเรียน ต่อมาแม่ของเขาจึงต้องสอนหนังสือให้แก่ Léon Foucault ที่บ้าน จากนั้นเขาจึงเรียนแพทย์ได้ไม่นานก็ย้ายไปเรียนฟิสิกส์แต่ก็เรียนไม่จบ เพราะมัวแต่หลงไหลการประดิษฐ์ทดลอง ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง โดยใช้ลูกตุ้มแขวนจากเพดานสูง นอกจากนี้เขายังเป็นคนแรกที่ถ่ายภาพจุดบนดวงอาทิตย์ (Sun Spot) ได้ ในบั้นปลายชีวิตเขาล้มป่วยด้วยโรคอัมพาตและเสียชีวิตในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1868 รวมอายุได้ 48 ปี นั่นเอง


วันอังคารที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2556

สิทธิประกันสังคมน่ารู้ : เงื่อนเวลาที่ไม่ควรพลาด!!!

การยื่นขอรับเงินตามสิทธิประกันสังคมนั้น มีเงื่อนเวลามาเกี่ยวข้องด้วย โดยทั่วไป สิทธิประกันสังคมต้องยื่นขอรับเงินภายใน 1 ปีนับจากวันที่มีสิทธิ ยกเว้นกรณีว่างงาน ที่ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน

คนที่ออกจากงานแล้ว อยากส่งประกันสังคมต่อแบบสมัครใจ (มาตรา 39) ต้องยื่นสมัครภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ออกจากงาน ... ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคมใน 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และ คลอดบุตร ต่อไปอีก 6 เดือน (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้จ่ายเงินสมทบ) นับจากออกจากงาน

การนับระยะเวลาเพื่อให้เกิดสิทธิ เช่น "3 เดือน ใน 15 เดือน" แปลว่า หากนับย้อนไปในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา เราต้องสมทบอย่างน้อย 3 เดือน จึงจะมีสิทธิ


แหล่งที่มา   :   Facebook : SSO Savings Club

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

รู้จักเขตพญาไท

ก่อนจะเป็นเขตพญาไทในวันนี้ แต่ก่อนมีฐานะเป็นอำเภอพญาไท เมื่อปี 2509 ตั้งชื่ออำเภอตาม ถ.พญาไท ซึ่งเป็นถนนสายหลักในพื้นที่

ในปี 2515 อำเภอพญาไทเปลี่ยนแปลงฐานะเป็นเขตพญาไท และมีการปรับพื้นที่การปกครองของเขตพญาไทอยู่หลายครั้ง จนในปี 2532 พื้นที่ทางทิศใต้ของเขตได้แยกออกไปเป็นเขตราชเทวี และในปี 2536 พื้นที่ทางทิศตะวันออกแยกไปเป็นเขตดินแดง

ปัจจุบันเขตพญาไทให้ลึกถึงแก่นกว่านี้ แนะให้ชมฟรีที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเขตพญาไท ที่เดียวกันกับพิพิธภัณฑ์ท่ากระจายเสียงฯ ถ.พระราม 6 จัดแสดงในรูปแบบซุ้มนิทรรศการ 4 ซุ้ม

ประกอบด้วย ซุ้มประวัติศาสตร์ที่สำคัญของท้องถิ่นเขตพญาไท ภูมิปัญญาและวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น ของดีและแหล่งท่องเที่ยวในเขตพญาไท และบุคคลสำคัญของเขตพญาไท

ที่นี่คุณจะได้รู้จักวิถีชุมชนเก่าแก่ในอดีต ของดีเขตพญาไท แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงแสดงภาพบุคคลสำคัญที่เคยพำนักในเขตพญาไท อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์,  จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดีวัฒน์

ที่นี่เปิดเฉพาะวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00 - 16.30 น. เบอร์โทรเผื่อหลง 02-298-8579

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 9 ก.ย. 56 (469)

วันพุธที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2556

คำคม 4 ก.ย. 2556

เวลาชี้นิ้วประนามใคร
นิ้วที่เหลือนั้นก็ชี้กลับมา
ประนามคุณเช่นเดียวกัน

ชีวิตคนเรา
มีทั้งเรื่องที่สมหวัง
มีทั้งเรื่องที่ผิดหวัง
แต่ห้ามละทิ้ง ...
"ความหวัง"

ความเชื่อมั่นที่มากจนเกินไป
อาจทำให้หลอกตัวเอง

อย่าอวดรู้
ในเรื่องที่เรายังไม่รู้
แต่เรื่องที่รู้
บางครั้งก็ไม่ควรอวด

ความเป็นผู้ใหญ่ ...
วัดกันที่ "สติ" และ "วุฒิภาวะ"

ใช้ "สติ" แก้ปัญหา
ใช้ปัญญาลด "อคติ"
หลายคนเข้าใจแต่ทำไม่ได้

จงพยายามที่จะเข้าอกเข้าใจคนอื่น
มากกว่าที่จะให้คนอื่นมาเข้าใจ ...

อะไรหลายๆอย่างในชีวิต
บางทีเราควรเริ่ม "มอง" ที่ตัวเองก่อน ...

สิ่งที่ทำร้ายชีวิตคุณมากที่สุด
คือความคิดด้านลบของตัวคุณเอง

ถ้าอยากได้อะไรจากใคร
ก็ควรรู้จักให้เขาบ้าง ...
โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
ของดีไม่ค่อยมีราคาถูก

ความผิดพลาดคือบทเรียน
แต่คนเราไม่ควรเรียนเรื่องเดียวซ้ำๆ

ผิดพลาดสิบครั้งดีกว่าล้มเหลวหนึ่งครั้ง
ล้มเหลวสิบครั้งดีกว่ายอมแพ้ครั้งเดียว


อย่าเอาสิ่งที่ผิดพลาดในอดีต
มาตัดสินเหตุการณ์ปัจจุบัน
เพราะมันจะส่งผลต่อการกระทำ
ในอนาคต

ทุกวิกฤติ.....
ย่อมมีวิกฤติ

ความรัก ...
จงมองหาคนที่มีทัศนคติคล้ายกัน
แต่ไม่ต้องแสดงออกทุกอย่างเหมือนกัน

ความเกลียดชังมันไม่ใช่เงินทอง...
ยิ่งสะสมมากแค่ไหน ก็ไม่ทำให้เรารวยขึ้นมาหรอก
--ใครบางคนเคยบ่นไว้--

There are only two ways to live your life. One is as though nothing is a miracle. The other is as though everything is a miracle.
ชีวิตมีสองมุมมองให้เลือกมอง คือ หนึ่ง ไม่มีอะไรเป็นปาฎิหาริย์เลยในชีวิต
หรือสอง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตคือปาฏิหาริย์
--Albert Einstein--

สิ่งที่ยากที่สุดในการแก้ปัญหา คือการยอมรับว่าปัญหานั้นมีอยู่จริง

เงื่อนไขที่มีมากมาย
อาจจะ "ทำลาย" ชีวิต

โลกสวยกับโลกห่วย
มันก็คือโลกใบเดียวกัน
แต่ต่างกันที่มุมมอง ...

บ่อยครั้งที่เราพยายามจะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นตัวของเราเอง

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

10 ข้อ เพื่อให้ชาวออฟฟิศ

จากการสัมภาษณ์ ชาวอเมริกันที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป จำนวน 1,200 คน โดยมีคำถามว่า “จากประสบการณ์ ชั่วชีวิตคุณ อะไรคือบทเรียนสำคัญที่สุดที่อยากจะฝากไว้ ให้ลูกหลาน”

ผลการสัมภาษณ์ ได้ถูกนำมาเขียน เป็นหนังสือชื่อ 30 Lessons for Living โดยมีบทเรียนสำคัญ 10 ข้อ ที่สามารถเตือนสติ เพื่อให้ชาวออฟฟิศ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด
  1. ให้เลือกอาชีพโดยดูจากความต้องการภายในมากกว่าผลตอบแทน ด้านการเงิน โดยบรรดาผู้สูงวัย กล่าวว่าความผิดพลาดสำคัญในการเลือกอาชีพของเขา คือ การเลือกอาชีพ โดยดูจากผลตอบแทน มากกว่าสิ่งที่ชอบ และคุณค่าของอาชีพ
  2. ให้ปฏิบัติต่อร่างกายเหมือนกับต้องใช้งานไปอีกร้อยปี โดยให้ลด ละ เลิกพฤติกรรม ที่ทำร้ายร่างกายเรา ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ กินอาหารที่ไม่ดี หรือไม่ออกกำลังกาย พฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เราเสียชีวิต ในฉับพลัน แต่ทำให้เรา เกิดความทรมาน เมื่อสูงวัย
  3. ตอบตกลงต่อโอกาสที่เข้ามา โดยเมื่อมีโอกาส หรือความท้าทายเข้ามา ต้องอย่าปฏิเสธครับ เพราะส่วนใหญ่ มักจะมาเสียใจหรือ เสียดายในภายหลัง
  4. เลือกคู่ด้วยความระมัดระวัง อย่ารีบร้อนตัดสินใจ ใช้เวลาในการดูและ ทำความรู้จัก คนที่เราจะอยู่ด้วย อย่ารีบด่วนตัดสินใจที่จะอยู่ด้วยกัน จนกว่าจะรู้จัก อีกฝ่ายหนึ่งอย่างถ่องแท้
  5. เที่ยวให้มากไว้ เมื่อมีโอกาสให้เดินทาง คนสูงวัยส่วนใหญ่ จะมองย้อนกลับมา ยังโอกาสต่างๆ ที่ได้ท่องเที่ยวเดินทาง และมองว่า เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ มีคุณค่าของชีวิต เลยทีเดียว
  6. ให้พูดในสิ่งที่อยากจะพูดเดี๋ยวนี้ เนื่องจากเรามักจะ เสียใจและเสียดาย ว่าไม่ได้พูดในสิ่งที่ เราอยากจะพูด กับหลายๆ คน เมื่อมีโอกาส เราจะมีโอกาสแสดงความรู้สึกที่แท้จริง ต่อผู้อื่นได้ ก็ต่อเมื่อ อีกคนหนึ่งยังมีชีวิตอยู่ เท่านั้น
  7. เวลาเป็นของมีค่า ชีวิตของเรานั้นแสนสั้น แต่ไม่ใช่ให้มานั่งเศร้า แต่ให้ทำในสิ่งที่สำคัญและมีค่าเดี๋ยวนี้ เนื่องจากยิ่งเราอายุมากขึ้น เราจะพบว่า เวลายิ่งผ่านไป อย่างรวดเร็วขึ้น
  8. ความสุขเป็นสิ่งที่ เราเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น จากเงื่อนไขต่างๆ คำแนะนำหนึ่ง ก็คือ จงรับผิดชอบต่อความสุขของตัวเราเองตลอดชีวิตเรา
  9. การใช้เวลา มานั่งกังวลต่อสิ่งต่างๆ นั้นเป็นการเสียเวลา ดังนั้น ให้หยุดกังวล หรือไม่ก็พยายาม ลดความกังวลลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความกังวลในสิ่งที่ ไม่เกิดขึ้น
  10. คิดเล็ก-อย่าคิดใหญ่ ค่อยๆ ซึมซับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ดีในชีวิตเรา และมีความสุข กับสิ่งเหล่า นั้นๆ
แหล่งที่มา    Facebook : Wizard Kid (เครดิต: ปะป๊าวีคิดส่งมาให้อ่าน)

สวนมณฑลภิรมย์

สวนมณฑลภิรมย์ เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในพื้นที่เขตตลิ่งชัน ถ.พุทธมณฑลสาย 1 เปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 31 ส.ค. 2556 ที่ผ่านมา  ตามนโยบายมหานครสีเขียว เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะสีเขียวให้คนกรุงของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์  บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.

สวนน้องใหม่แห่งนี้ สร้างขึ้นบนเนื้อที่ 2 งาน 66.8 ตร.ว. เป็นที่ดินสาธาณะว่างเปล่าจากการก่อสร้าง ถ.พุทธมณฑลสาย 1 เขตตลิ่งชัน เห็นสมควรให้พัฒนาพื้นที่แห่งใหม่ให้เป็นสวนสาธารณะที่สวยงามร่มรื่น

อยู่ใกล้แหล่งชุมชน วัด และโรงเรียน เพื่อให้ประชาชนชาวตลิ่งชันได้ใช้พักผ่อนหย่อนใจออกกำลังกาย เป็นลานจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและกิจกรรมสาธาณประโยชน์อื่นๆ

ชื่อของสานสาธารณะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า สวนมณฑลภิรมย์ มีความหมายว่า ดินแดนแห่งความรื่นเริงยินดี

เชิญชวนให้ไปพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกายในปอดแห่งใหม่ย่านชานเมือง

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพุธที่ 4 ก.ย. 56 (466)

40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...