วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2557

โฟกัส!... "เป้าหมาย"

โฟกัส! โฟกัส! โฟกัส!

คำนี้มีความสำคัญต่อความสำเร็จในชีวิตมากๆ

คนนึงประสบความสำเร็จ อีกคนนึงไม่ประสบความสำเร็จ
ความแตกต่างของสองคนนี้อาจไม่ได้อยู่ที่แค่ฝีมือ
แต่อยู่ที่ใคร "โฟกัส" แล้วได้ประโยชน์กับตัวเองมากกว่ากัน

คนสำเร็จนั้นมองเห็นแต่โอกาสในทุกปัญหา
เขาคือนักสร้างข่าวดี
เขาคือนักให้กำลังใจตัวเอง

แต่คนทั่วไปกลับมองเห็นปัญหาในทุกโอกาส
เขาคือเจ้ากรมนักสะสมข่าวร้าย
เขาคือหมอดูที่เห็นแต่ปีชงและดวงตกอับของตัวเอง

ยกตัวอย่างง่ายๆ
ถ้ามีงานนึงที่มีคนทำแล้วประสบความสำเร็จจำนวนไม่เยอะ
พูดง่ายๆ ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้
เช่น เล่นหุ้น เปิดร้าน ทำธุรกิจ SME

คนทั่วไปจะคิดทันทีว่า
"ยากว่ะ สงสัยเราจะทำไม่ได้ เพราะคนสำเร็จน้อยเหลือเกิน"
ในขณะที่คนมีนิสัยของคนสำเร็จจะคิดว่า
"คนที่ทำแล้วสำเร็จมีจำนวนไม่เยอะ
แต่คนจำนวนน้อยนั้น มันอาจจะเป็นเราก็ได้นี่หว่า"
ในเรื่องเดียวกัน

คนทั่วไปชอบคาดการณ์ว่าน่าจะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเขา
สุดท้ายก็เลยเกิดขึ้นจริง
ส่วนคนสำเร็จชอบคาดการณ์ว่าจะน่าจะมีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับเขา
สุดท้ายก็เลยเกิดขึ้นจริง

ที่เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะคนสำเร็จประมาทหรือมั่นใจเกินไป
จึงไม่เตรียมอะไรไว้ในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ
แต่เขาเตรียมรับมือสิ่งไม่คาดฝันไว้เสร็จแล้วต่างหาก
ไม่ว่าจะเป็นเตรียมเงินสำรอง เตรียมงานสำรอง
เตรียมการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนด้วยตัวเอง
และสุดท้าย ไม่สร้างหนี้จนเกินตัว
พอเตรียมตัวจบแล้ว
เขาจึง "โฟกัส" ไปที่ "เป้าหมาย" เท่านั้น

ส่วนคนทั่วไปประมาทโดยไม่รู้ตัว
พวกเขาไม่เตรียมอะไรที่ว่านี้เลยสักอย่าง
เขาไม่มีเงินสำรอง ไม่มีงานสำรอง
ไม่มีการลงทุน สิ่งเดียวที่มีคือหนี้
พวกเขาจึงมองเห็นอนาคตเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน
และมีแต่เรื่องร้ายๆ รออยู่
พวกเขาจึง "โฟกัส" ไปที่ "ปัญหา" เท่านั้น

ข่าวดีก็คือ เรามักจะเป็นหมอดูที่แม่นเสมอ
คำทำนายของเรานั้นแม่นสุดๆ
คิดว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้น มันก็จะเกิดขึ้นจริง
เอ๊ะ ว่าแต่สรุปว่านี่มันข่าวดีหรือเนี่ย?!

ในเรื่องเดียวกันแท้ๆ แต่คนสองคนกลับมองเห็นต่างกัน
เปรียบเหมือนกล้องที่มี "ชัดตื้น" "ชัดลึก"
อยู่ที่เราจะโฟกัสไปที่จุดไหน
เปลี่ยนโฟกัส ชีวิตก็เปลี่ยน
เลือกมองเห็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์และเสริมชีวิตเราให้ดีขึ้น
เตรียมปัจจุบันให้พร้อม
เพื่อจะได้ไม่ต้องละสายตาจากเป้าหมาย
ลาออกจากเจ้ากรมข่าวร้าย
เพื่อกลายมาเป็นนักให้กำลังใจตัวเอง
แล้วพบกันที่ความสำเร็จ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2557

"มนุษย์เงินเดือน" VS "เจ้าของธุรกิจ"

จำใส่กะโหลกเอาไว้เลยนะ
"มนุษย์เงินเดือน" ไม่มีทางรวย!!!
-----
หลายคนเชือว่า..
การทำธุรกิจส่วนตัว คือ
การเปิดโอกาสเพื่อก้าวสู่โลกกว้าง
โผล่จาก "กะลา" ใบเล็กๆ
เพื่อแล่นเรือใบไปสู่ "ความสำเร็จ"
ในฐานะ "เจ้าของธุรกิจ"
แต่.. คุณรู้หรือไม่ว่า?
ธุรกิจที่เปิดใหม่มีโอกาสอยู่รอดกี่เปอร์เซ็นต์
โดยทั่วไป 50%
ปิดกิจการภายในปีแรกที่เปิดดำเนินการ
ที่เหลือรอดหลังจากนั้นภายใน 5 ปี
เหลืออยู่แค่เพียง 10%
และไม่ได้บอกว่า 10% ที่เหลือนั้น
เรียกได้ว่า "ประสบความสำเร็จ" หรือไม่
-----
คณคิดว่า...
โอกาสที่คุณจะเป็น 1 ใน 10 นั้น
เป็นไปได้หรือไม่?

ถ้าไม่แน่ใจ
กรุณากลับไปทำหน้าที่ "ลูกจ้าง" ให้ดีที่สุด
เผื่อจะมีสักวันหนึ่งที่มองเห็น "โอกาส"

ถ้าคิดว่าทำได้
มันก็อยู่ที่คุณจะ "กล้า" ออกมาหรือไม่
-----
เมื่ออ่านถึงตรงนี้
คงต้องสารภาพความจริง 3 ข้อ

ข้อแรก
สถิติของธุรกิจใหม่ที่อยู่รอด
เป็นคนแต่งขึ้นมาเองแบบมั่วๆ

ข้อสอง
คนที่พูดประโยคว่า
มนุษย์เงินเดือนไม่มีทางรวย
ปัจจุบัน เค้ายังเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่

และข้อสุดท้าย
ถ้าคุณอ่านเรื่องนี้แล้วเชื่อง่ายๆ
คุณไม่เหมาะที่จะทำธุรกิจ

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

"เสียดายเงิน" vs "เสียดายเวลา"

ถ้าคุณยังไม่เคยมีความรู้สึกว่า "เสียดายเวลา"
มันก็อาจจะแปลได้ว่า
คุณยังห่างไกลมากๆ จากความร่ำรวยและความสำเร็จในชีวิต

เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้
จนกระทั่งชีวิตช่วงหลังๆ ได้พบปะคนร่ำรวย คนสำเร็จมากมาย
จึงพบว่าเขาเหล่านั้นใส่ใจกับเรื่อง "เวลา" มากๆ
ไม่ใช่เพราะเขาคิดว่า "เวลาเป็นเงินเป็นทอง" เขาจึงหวงแหน
คนเหล่านี้มีเงินเยอะมากพอแล้ว
แต่ที่เขาหวงแหนก็เพราะพวกเขารู้แล้วว่า
"เวลาก็คือชีวิต"

เขาจึงใช้เวลาอย่างมีคุณภาพสุดๆ
ในขณะที่คนทั่วไปใช้เวลาราวกับมีเวลาทั้งโลกเป็นของตัวเอง
แต่คนสำเร็จกลับเข้าใจดีว่า
เวลาของเราบนโลกใบนี้มีไม่เยอะ
เพราะฉะนั้นจึงต้องใช้ให้คุ้ม
ในขณะที่คนทั่วไป "เสียดายเงิน"
แต่คนสำเร็จนั้น "เสียดายเวลา"

คนทั่วไปฆ่าเวลาด้วยการคุยเล่นๆ กับเพื่อน
คนทั่วไปซ้อมนอนเล่น ก่อนนอนจริง
คนทั่วไปยอมขับรถไปสิบกิโล
เพื่อซื้อผงซักฟอกที่ประหยัดกว่าซื้อร้านหน้าหมู่บ้านแค่สองบาท
คำถามก็คือทำไมเขาทำแบบนั้น?
คำตอบก็คือ
"เพราะเขาคิดว่าเวลาของเขามันราคาถูก"

เพราะคนทั่วไปมีรายได้ไม่เยอะ
เขาจึงคิดว่าเวลาของเขามีค่าไม่เท่าไหร่หรอก
เพราะฉะนั้นจะนั่งเล่นนอนเล่น มันก็คงไม่เสียอะไรเท่าไหร่หรอก
หรือถ้าจะทำอะไรแล้วประหยัดได้
ถึงจะไม่กี่บาท มันก็คุ้มแล้ว

แต่บอกได้เลยว่าใครที่คิดแบบนั้นพลาดอย่างแรง
เวลาของเรามีค่ามากกว่าค่าจ้างที่เราได้รับ
บางคนอาจจะค้านในใจ
ก็ไอ้พวกคนรวยมันมีเงินแล้วไง มันก็เลยหวงเวลา
ก็คงต้องบอกอีกนั่นล่ะว่าไม่จริงเลย
เขาหวงแหนเวลาก่อนที่เขาจะร่ำรวยต่างหากล่ะ
เขาก็เลยใช้เวลาทุกนาทีไปอย่างมีคุณภาพ
และทำให้เขาร่ำรวยและประสบความสำเร็จในที่สุด

เวลาของเรามีค่ามากกว่าค่าจ้างที่เราได้รับ
เพราะเวลานั้นเอาไปเปลี่ยนเป็นอะไรได้มากมาย
ว่ากันตั้งแต่ มีเวลาไปเรียนเพิ่มเติม พัฒนาตัวเอง

มีเวลาคิดไอเดียดีๆ ที่อาจสร้างเงินล้าน
มีเวลาดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ
ไปจนถึงมีเวลาอยู่กับคนที่เรารักและรักเรา
ในหนึ่งวันคนสำเร็จทำภารกิจลุล่วงได้หลายงาน
เพราะเขาเห็นค่าของเวลา

เวลาของเขาจึงถูกแบ่งละเอียดเป็นรายนาที
เช่น 15 นาทีนี้ทำสิ่งนี้ 15 นาทีถัดไปทำอีกสิ่งนึง
ในหนึ่งชั่วโมง เขาจึงทำอะไรได้มากมาย

ในขณะที่เวลาของคนทั่วไปถูกแบ่งเป็นรายชั่วโมง
หรือหนักกว่านั้นคือ แบ่งเป็นแค่เช้า กลางวัน เย็น
วันนึงๆ คนทั่วไปจึงอาจบรรลุภารกิจได้แค่อย่างเดียว

อย่ามัวเสียดายแค่เงินทอง
เงินทองหายไป ไม่นานก็หาใหม่ได้
แต่เวลาที่หายไป
เราจะไปเอาคืนมาจากไหน?

ถามตัวเองว่าในทุกๆ วันเราใช้เวลาคุ้มค่าหรือยัง
อย่าปล่อยเวลาไปเรื่อยเปื่อย
อย่าเอาเวลาไปแลกกับกิจกรรมราคาถูก
เพราะมันเป็นการดูถูกมูลค่าของตัวเองเกินไป

ไม่มีใครมีเวลาที่ราคาถูกหรอก
เพราะเวลาคือชีวิต และชีวิตนั้นราคาแพงมาก
เพราะเรามีแค่ชีวิตเดียวเท่านั้น
ใช้เวลาอย่างมีคุณภาพ
แล้วเราจะได้ชีวิตที่มีคุณภาพตามมา

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2557

มะขามแห่งชีวิต

มีเพื่อนอยู่ 2 คน ซื่งสนิทสนมกันมาก ชื่อนายเฮง กับนายอู่จี๊ ทั้งคู่จะไปเก็บขยะ ขายกันทุกวันเพื่อ ที่จะเอาขยะที่ได้นั้น มาแลกเงิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง ทั้งคู่ ทำงานและหาเงิน พอได้เงินก็จะนำมารวมกันเป็น กองกลาง เพื่อไช้จ่ายต่อไป

อยู่มาวันหนื่ง นายเฮงเกิดอยากกินเป็ดกับไก่ ขึ้นมาจึงแอบเอาตังค์ที่อยู่ในกองกลางไปซื้อมา โดยไม่ให้นายอู่จี๊รู้ นานวันเข้านายอู่จี๊ ชักเริ่มสงสัย ว่าเงินก็ใช้ไม่มาก แต่ทำไมเงินลดลงไปมากทุกทีเพราะ ในแต่ละวันจะใช้เงินกิน กันแค่วันละมื้อเท่านั้น นายอู่จี๊จืงเริ่มสงสัยนายเฮง และตนได้แกล้งออกไปเก็บขยะตามเดิม จากนั้นจึงแอบซุ่มดูนายเฮง และเห็นนายเฮงเดินไปซื้อ เป็ดไก่ที่ตลาดมาแทะกิน เย็นวันนั้น นายอู่จี๊กลับมากจากการเก็บขยะ แต่ด้วยความสงสาร เพื่อนที่ร่วมทุกร่วมสุขกันมานาน จืงไม่ได้ตำหนินายเฮงเลย ได้แต่เตือน นายเฮงว่า ให้ไช้เงินให้ประหยัดหน่อย อย่าฟุ่มเฟือยให้มากนัก ผ่านไป 2-3 วัน นายเฮงก็ยังคง กินเป็ด กับไก่เหมือนเคย นายอู่จี๊จึงทนไม่ไหว ออกมาต่อว่านายเฮงว่า "ถ้ารื้อยังซื้อเป็ดกับไก่ มากิน แบบนี้อีก
อั๊วว่าเราคงต้องต่างคนต่างไปแล้วละ"

นายเฮงจึงตอบตกลง รับปากว่าจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก

พอดีวันนี้ตรงกับ วันเกิดนาย อู่จี๊พอดี นายเอ.จึงไป ซื้อเป็ดกับไก่ มาให้นายอู่จี๊กิน พอนายอู่จี๊ กลับมาจากการเก็บขยะ ก็เห็นนายเฮงถือเป็ดกับไก่ เดินตรงเข้ามาหา แล้วพูดว่า" อั้วอยากเลี้ยงรื้อเนื่องในวันเกิดของรื้อ เลยแวะซื้อเป็ดกับ ไก่มาฝาก"
นายอู่จี๊ เห็นดังนั้น จึงตอกกลับไปว่า"วันเกิดอั๊วไม่สำคัญหรอก
ธรรมดา พวกเราก็รายได้น้อย ไม่มีอะไรจะกิน อยู่แล้ว
และที่สำคัญ รื้อก็ไม่รักษาสัญญาที่รื้อให้ไว้"

เงินในส่วนกองกลางนี้รื้อเอาไปเถิด อั๊วจะเป็นฝ่ายไปเอง
จากนั้นนายอู่จี๊ ก็เดินจากนายเฮงไป
นายเฮงยังคงปฏิบัติ ตัวเช่นเคย ซื้อเป็ดไก่ มากินตลอด นานวันเข้าเงินกองกลางก็หมด รายได้ในแต่ละวันแทบจะ ไม่พอกิน ด้วยซ้ำ

5 ปีต่อมา มีข่าวว่า มีเศรษฐีผู้หนึ่ง เป็นคนใจบุญมาก ชอบมาแจกข้าวสารหน้าบ้านตน ให้แก่ผู้ยากไร้ ทุกคน นายเฮงได้ยินดังนั้น เขาดีใจมาก
และรีบตรงรี่เข้าไปขอ ข้าวสารจากเศรษฐีผู้นั้น
แต่หารู้ไม่ว่า เศรษฐีคนนั้น ก็คือ นายอู่จี๊ เพื่อนเก่าของ นายเฮง นั่นเอง
นายเฮงลงไปกราบเท้าเศรษฐี เพื่อขอข้าวสาร
เศรษฐีเห็นดังนั้น จึงพูดว่า "รื้ออยากมีกินแบบนี้ ทุกวันมั้ย"
นายเฮงตอบกลับไปในทันทีว่า "อยากครับท่าน"

เศรษฐีจึงพูดต่อไปว่า "ดีงั้นรื้อ ก็เข้ามาในบ้านอั๊วได้"
นายเฮงได้ยินดังนั้นเขารู้สึก ดีใจมากและได้กล่าวขอบคุณเศรษฐีผู้นั้น
จากนั้นเศรษฐีจึงพานายเฮงไปที่สวนหลังบ้าน ซื่งมีกระต๊อบหลังเล็กๆ ตั้งอยู่

และได้ กล่าวกับ นายเฮงว่า " มะขามต้นนี้คือ อาหารของรื้อ รื้อสามารถเด็ดไปกินได้ตามใจชอบ
ส่วนข้าวสาร พอหมด ก็ไปขออั๊วที่ เรือนใหญ่ได้"
นายเฮงรู้สึกซาบซึ้ง ก้มลงกราบเท้าเศรษฐีผู้นั้น
เศรษฐีนั้นยิ้ม และเดินจากไป

หลังจากนั้น นายเฮง ก็เด็ดมะขาม มาต้มกินทุกวัน
เขาเด็ดคราวละมากๆ หลายๆ ผล ไม่นานนัก
มะขามที่ เคยเต็มต้น ก็หมดภายในพริบตาเดียว
นายอู่จี๊ ได้แอบมาสังเกตพฤติกรรมของนายเฮงอย่างลับๆ ทุกวัน
ช่วงนี้นายเฮงไปขอ ข้าวสาร เรือนใหญ่ บ่อยขึ้น
เพราะ มะขาม นั้นได้หมดต้นไปแล้ว

2 เดือนต่อมา มะขามกลับมาเต็มต้นอีกครั้ง
นายเฮงเห็นดังนั้น จึงเด็ดมากิน แต่คราวนี้ เด็ดมาน้อยกว่า เดิมมาก วันต่อๆ มา ก็สามารถ เด็ดกิน ได้เรื่อยๆ ไม่รู้จักหมดจักสิ้น อยู่มาวันหนึ่งเศรษฐีก็มาหานายเฮง พร้อมกับถามไปว่า "เป็นไง สบายดีมั้ย" นายเฮง จึงตอบกลับไปว่า "สบายดีครับท่าน"

เศรษฐีกล่าวไปว่า "รื้อทำถูกแล้วละ ที่เด็ดมะขามวันละนิด เพราะถ้าเด็ดมากๆ มันก็จะหมดไป แต่รื้อเด็ดวันละนิด มะขามก็จะออกผล ออกมาเรื่อยๆ ไม่รู้จักจบจักสิ้น ก็เหมือนกับในชีวิตคนเรา ถ้าเรามีทรัพย์สินเงินทอง เราเก็บเงินที่เพียรหามาได้ และใช้จ่ายเพียงน้อยนิด เงินที่เราได้รับมานั้น ก็จะถูกเก็บสะสม ไว้มากมาย เพราะเราใช้จ่ายเพียงวันละ น้อยนิดเท่านั้น เมื่อเราอยากได้ ของสิ่งใด ก็ควรจะ เก็บเงินให้มากกว่า ของสิ่งนั้น ไว้หลายหลายเท่า ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อและเมื่อเราเก็บเงินได้มากพอ ใช้จ่ายเท่าไรก็ไม่รู้จักหมด ก็เหมือนกับต้นมะขามถ้าเรา รู้จักกินมันวันละนิด มันก็จะไม่รู้จักหมด  จะออกดอกออกผลไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด"

เศรษฐีพูดต่อไปอีกว่า
"ถึงเวลาที่ รื้อ ต้องลุกขึ้นสู้ และปฏิบัติตน ให้เหมือนกับมะขามที่รื้อ เด็ดไปกินวันละ นิด นายเฮง" นายเฮง ได้ยินดังนั้น เขารู้สึกตกใจมาก ว่าเศรษฐีผู้นี้ รู้ชื่อตนได้ยังไง เศรษฐีจึง ยิ้มนิดนิด แล้วพูดว่า "อั้วเอง อู่จี๊ไง ที่เคย เป็นเพื่อนกับ รื้อ เมื่อหลายปีก่อน"

นายเฮงได้ยินดังนั้น จึงร้องไห้ไม่หยุด เพราะคนที่ช่วยเหลือเขา
ก็คือเพื่อนที่เขาเคยแอบเอาเงินไป ซื้อเป็ด กับไก่มากิน
นายเฮงกำลัง จะเดินจากไป แต่นายอู่จี๊พูดไปว่า
"เดี๋ยวก่อน ก่อนรื้อจะไป อั๊วมีอะไรจะให้ รื้อดู "

นายอู่จี๊พานายเฮง มาที่ห้องพระ
นายเฮงต้องตกใจ เมื่อเห็น ของบางอย่าง ที่อยู่บนหิ้ง
นายอู่จี๊หันไปหานายเฮงแล้วพูดว่า
"ของชิ้นนี้ ร่วมทุกขร่วมสุข กับอั๊วมานาน และถ้าไม่มีมัน ก็ไม่มี อั๊วจนถึงทุกวันนี้"
นายอู่จี๊ชี้ไปที่ถุงมือเก่าคร่ำครึ่คู่หนื่ง นั่นก็คือถุงมือที่นายอู่จี๊ เคยใช้ เก็บขยะนั่นเอง
แล้วหยิบถุงมือคู่นั้นส่งให้ นายเฮง พร้อมทั้งมอบเงิน
และอาหารจำนวนหนึ่งให้ก่อนที่นายเฮงจะจากไป

2 ปีต่อมา นายเฮงก็กลับมา หานายอู่จี๊อีกครั้ง แต่คราวนี้ นายเฮงแต่งงาน
และได้กลายเป็นเศรษฐีไปแล้ว จากนั้น เขาทั้งสองก็เป็นเพื่อนรักกันตลอดไป

ถึงเรื่องนี้จะดูแต่งมากไปหน่อย แต่ก็จะได้รู้เรื่องคุณค่าของเงินทอง
เมื่อเราเก็บออมมาได้และใช้ไปอย่างถูกวิธี
ก็จะทำให้เรามีกินมีใช้ได้ตลอดไป

ขอบคุณครับ
Mr.Farmer

Cr : www26.brinkster.com

แหล่งที่มา     Facebook : Road to Billion (ถนนสู่ความมั่งคั่ง)

งานในฝัน

จริงอยู่ที่ว่า "งาน" ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต
แต่ก็ต้องยอมรับว่า
คนเราใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการทำงาน

เพราะฉะนั้นโจทย์ใหญ่ของชีวิตที่คิดว่าสำคัญมากๆ ก็คือ
"ทำอย่างไรเราจะมีความสุขในการทำงาน?"

มีคนมาปรึกษาปัญหาเรื่องการทำงานเยอะมาก
เยอะจนพบว่าคนจำนวนมากไม่มีความสุขในการทำงาน
ปัญหาของคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่หางานแบบที่ชอบไม่เจอ
แต่คิดว่าปัญหามันอยู่ที่
"เขาไม่รู้ว่าชอบงานอะไร?"

ซึ่งเอาเข้าจริง  ไม่ค่อยเชื่อว่าเราไม่รู้ว่าเราชอบงานอะไร
แต่เราไม่เคยนั่งลงถามตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ มากกว่า
เอาล่ะ วันนี้จะชวนทุกท่านมาหา "งานในฝัน" กัน

หยิบยืมมาจากหนังสือที่มีชื่อว่า
What Color is Your Parachute?
มันเป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องมายาวนานกว่า 40 ปี
โดยเป็นคู่มือการหางานและการเปลี่ยนงานที่ดีที่สุดในโลก

แนะนำสุดๆ ให้ไปหามาอ่าน
หนังสือเล่มนี้พูดถึงคำถาม 7 ข้อที่จะทำให้ค้นพบ "งานในฝัน"
คิดว่าน่าสนใจมาก และคุณต้องตอบมันให้ได้
ดังนี้
  1. เราสนใจเรื่องอะไรบ้าง? อะไรคือความรู้ที่เราชื่นชอบ?
  2. เราอยากทำงานกับคนแบบไหน? และใครคือคนที่เราอยากให้บริการหรือช่วยเหลือ?
  3. เรามีทักษะหรือความสามารถแบบไหน?
  4. เราชอบทำงานในสภาพแบบไหน? (เช่น งานนั่งโต๊ะ งานออกข้างนอก งานตอกบัตร งานอิสระ)
  5. เราอยากได้รายได้เท่าไหร่? อยากมีความรับผิดชอบในระดับไหน? ชอบฉายเดี่ยวหรือทำงานเป็นทีม?
  6. เราอยากใช้ชีวิตอยู่ในที่แบบไหน? นอกเมืองหรือในเมือง? สภาพอากาศเป็นอย่างไร?
  7. เป้าหมายชีวิตของเราคืออะไร? 
องค์กรไหนที่มีเป้าหมายสอดคล้องกับเป้าหมายของเรา
ทั้ง 7 คำถามนี้ตรงเป้าและครอบคลุมทั้งหมดจริงๆ

ลองตอบคำถามนี้
บางคนอ่านแล้วอาจจะบอกว่า
แต่ทุกคนไม่ได้โชคดีอย่างคุณนี่
ไม่จริง! สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่เจองานในฝัน
ไม่ใช่เพราะเขาโชคร้าย หางานนั้นไม่ได้
แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยนิยามมันลงไปด้วย "การเขียน"
พวกเขาไม่เคยกำหนดสเป็คงานแบบที่ต้องการลงไป
พวกเขากำหนดสเป็คมือถือที่จะซื้อ ละเอียดกว่างานในฝันซะอีก

ตอบคำถาม 7 ข้อนั้นซะ แล้วเขียนมันลงไป
นั่นคือสเป็คงานในฝันของคุณ
อย่าเลือกทำงานเพียงเพราะมันตอบโจทย์แค่ข้อใดข้อหนึ่ง
เช่น ก็เพราะฉันถนัดงานนี้ ฉันจบมาทางสายนี้
ฉันชอบเงินเดือนเท่านี้ ฉันชอบทำงานใกล้บ้าน ฯลฯ

แต่งานที่คุณจะทำในชีวิตนี้จะต้องตอบโจทย์ "ทั้ง 7 ข้อนี้"
ตอบให้ชัดเจน นิยามสเป็คให้เคลียร์
ที่เหลือจักรวาลจะช่วยคุณเอง
ตั้งใจทำงานเดิมต่อไป อย่าหยุดพัฒนาตัวเอง
มองหาทุกโอกาสที่เข้ามา ขอบคุณทุกสิ่งที่มีอยู่
แล้ว "งานในฝัน" กับ "คุณ" จะพบกันในที่สุด
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังค้นหางานในฝันนะ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2557

เมื่อปลายทาง คือ "ความสำเร็จ"

การที่คุณได้นั่งแท็กซี่ดีๆเพียงแค่หนึ่งคัน
อาจทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต!
----
เคยถามพี่คนขับแท็กซี่ว่า
ทำไมแท็กซี่ส่วนใหญ่ถึงไม่ชอบรับผู้โดยสาร
พี่เค้าหัวเราะและตอบกลับมาว่า
คนอื่นไม่รู้ แต่ผมรับตลอดนะ!!

หลังจากนั้นพี่เค้าก็ถามกลับมาบ้าง
แล้วทำไมผู้โดยสารชอบลงกลางทาง
รู้ไหมว่า เวลารถติด ขอหนีลงกลางทาง
เงินก็ไม่ได้เพิ่ม แถมเสียเวลาอีกต่างหาก
เลยตอบไปว่า
คนอื่นไม่รู้ แต่ไม่เคยหนีลงนะ!!
แล้วเราก็หัวเราะพร้อมๆกัน
----
ว่าแต่...
ระหว่างผู้โดยสารที่โดนปฎิเสธ
กับแท็กซี่ที่โดนทิ้งกลางทาง
แบบไหนมันน่าหงุดหงิดกว่ากัน
เราอยู่ฝ่ายไหน
ฝ่ายนั้นแหละ ที่น่าหงุดหงิดกว่า
----
หากสมมุติว่า ชีวิตคือการเดินทาง
คงเป็นการเดินทางที่แสนสับสนอลหม่าน
ฝ่ารถติด ปัญหาชีวิต พิษคาร์บอนไดออกไซด์
แต่สุดท้ายต้องไปให้ถึง "ความสำเร็จ"

เมื่อมีการเดินทาง...
ย่อมต้องมีทั้ง "ผู้โดยสาร" และ "คนขับรถ"
"คนขับรถ" ที่ดี
ย่อมทำให้เราไปถึงปลายทางได้รวดเร็ว
แต่คนขับรถแบบกากๆ
อาจจะทำให้เราล้มลงกลางทาง
หรือไม่ก็เคว้งคว้างเพราะยางแตก
----
ในทางกลับกัน
เราอาจย้อนถามตัวเองสั้นๆว่า
เรานั้นเป็น "ผู้โดยสารที่ดี"
ที่พร้อมจะเดินทางจริงหรือเปล่า
----
คนขับแท็กซี่มีหน้าที่ส่งผู้โดยสาร
การละทิ้งหน้าที่ย่อมถือเป้นความผิด
แต่การที่ผู้โดยสารละทิ้งแท็กซี่นั้น
อาจเรียกไม่ได้ว่า "ความผิด" ได้เต็มปาก
เพราะ "อำนาจ" ที่แตกต่างกัน
----
เมื่อปลายทาง คือ "ความสำเร็จ"
สิ่งที่ควรทำ คือถามตัวเองว่า
วันนี้... เรากำลังทำหน้าที่อะไรอยู่

หากเป็น "คนขับแท็กซี่"
เรามีหน้าที่ส่งผู้โดยสารอย่างไม่มีเงื่อนไข

แต่ถ้าหากเป็น "ผู้โดยสาร"
ลองสังเกตดูว่า "แท็กซี่" ที่คุณนั่ง
สามารถส่งคุณไปยังฝั่งฝันได้หรือเปล่า

หากตอนนี้คุณเจอ "คนขับ" ที่ไม่ได้เรื่อง
ขอแนะนำให้ลองมองหา "แท็กซี่" คันใหม่
หรือไม่ก็ตัดสินใจลุกไปขับเองแม่มเลย !!!

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

แข่งกันพัฒนาตัวเอง

ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนแข่งกันพัฒนาตัวเอง เพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
ใครจะไปคิดว่าธุรกิจ "เรียนพิเศษ" ของเด็กๆ ที่ว่าเฟื่องฟู
ตอนนี้กำลังถูกธุรกิจ "เรียนพิเศษ" ของผู้ใหญ่ตีตื้นมาติดๆ
ว่าแต่อะไรคือ "ธุรกิจเรียนพิเศษของผู้ใหญ่"?
"สัมมนา" ไงล่ะ
"เรียนภาษา" ไงล่ะ
"อบรมธุรกิจ" ไงล่ะ

ทั้งอยู่ในธุรกิจนี้และมีเพื่อนๆ อยู่ในธุรกิจนี้
เห็นเลยว่ามีคนที่ "หวังดีกับตัวเอง" มากมาย
พวกเขายอมที่จะเอาเวลาหลังเลิกงานที่ควรจะพักผ่อน
เอาเวลาเสาร์อาทิตย์ที่ควรจะนอนเล่นอยู่บ้าน
เอามาเสริมความรู้ให้กับตัวเอง
เพราะพวกเขารู้แล้วว่าโลกนี้ตัดสินกันด้วยความรู้ความสามารถ
ไม่ใข่พละกำลังเหมือนกับยุคอุตสาหกรรมแล้ว

ยุคนี้เป็นยุคที่ทุกคนแข่งกันพัฒนาตัวเอง
แข่งกันเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
พ่อค้าเร่ที่ปราณบุรี
ลุงยามที่หมู่บ้านผม
พนักงานแคชเชียร์ที่หัวหิน
เค้ารู้แล้วว่ายุคนี้ต้องพัฒนาตัวเอง
แล้วเราล่ะ รู้หรือยัง?

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่บริษัท แต่อยู่ที่ตัวเรา

โลกนี้มันเป็นเรื่องของ Demand กับ Supply
ใครต้องการมากกว่า "คนนั้นแพ้"

ถ้าคุณขายของที่มีความต้องการเยอะ แต่มีอยู่น้อย
ของสิ่งนั้นก็มีค่ามาก มีแแต่คนแย่งกันอยากได้

ถ้าคุณขายของที่มีความต้องการไม่เยอะ แถมยังมีขายไปทั่ว
ของสิ่งนั้นก็ด้อยราคา มีแต่คนเฉยๆ

และถ้ายอมรับความจริงว่า
เราทุกคนก็ล้วนกำลัง "ขายตัวเอง"
ขายความรู้ ขายความสามารถ ฯลฯ

มันก็น่าคิดว่า "เราคือของแบบไหน?"
"หาได้ยาก มีแต่คนต้องการ"
หรือ
"หาได้ง่าย มีขายไปทั่ว"
แบบไหนที่เราเป็น?

ทุกครั้งที่มีการสัมภาษณ์ไม่ว่าจะทีวีหรือนิตยสาร
ได้รับคำถามบ่อยมากกับเรื่องที่ว่า
"งานไม่ประจำ ทำแล้วมันจะมั่นคงเหรอ?"
และผมก็ตอบเหมือนเดิมทุกครั้งว่า
"ความมั่นคงไม่ได้อยู่ที่บริษัท แต่อยู่ที่ตัวเรา"
ยุคนี้คำว่า "ความมั่นคง" มันออกจะเป็นคำตกยุคไปแล้ว

บริษัทเอกชนที่ไหนก็ไม่อาจรับรองความมั่นคงในชีวิตไปจนตาย
ทำงานบริษัทยักษ์ใหญ่ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
บริษัทที่พูดชื่อแล้วรู้จักทั้งประเทศ
ก็ยังถูกเลย์ออฟพร้อมพนักงานอีกมากมายหลายชีวิต
พนักงานก็ไม่ได้ผิด บริษัทก็ไม่ได้ผิด
แต่สถานการณ์มันบังคับให้ต้องทำแบบนั้นจริงๆ

หรือมองไปในระดับโลก
ใครจะคิดว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างโนเกียหรือโกดัก
จะมีวันนี้?

ความมั่นคงของชีวิตจึงไม่ควรฝากไว้ที่บริษัท
แต่ต้องฝากไว้ที่ "ตัวเราเอง"
ถ้าความสามารถของเรามัน "แจ่ม" จริงๆ
ใครๆ ก็ต้องการตัว
ดีไม่ดีจะแย่งกันด้วยซ้ำ

คนแบบนี้ชีวิตไม่ต้องกลัวตกงาน
เผลอๆ จะกลายมาเป็นคนสร้างงานเองด้วยซ้ำ
ตรงกันข้าม ถ้าความสามารถเรามันประเภท "งั้นๆ"
หาที่ไหน เอาใครมาแทนก็ได้
คนแบบนี้ต้องถึงระวัง
ดีไม่ดีบริษัทไม่ต้องเจ๊ง เค้าก็จ้างเราออกไปก่อนแล้ว

คนที่มีความสามารถทั่วๆ ไป
จึงต้องวิ่งหางาน สมัครงานให้คนอื่นเลือกไปทั่ว
แต่ตัวเองไม่มีสิทธิ์เลือกงานเท่าไหร่
มีอะไรให้ทำก็ต้องทำ

แต่คนที่มีความสามารถพิเศษ เก่งและเป็นคนดี
งานจะวิ่งมาหาเขา เพราะคนแบบนี้หาไม่ง่าย
แถมเขายังมีสิทธิ์เลือกอีกด้วยว่าจะร่วมงานกับใครดี

ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ
โลกนี้มันเป็นเรื่องของ Demand กับ Supply
ใครต้องการมากกว่า "คนนั้นแพ้"
ความสามารถของเรา "แจ่ม" หรือ "งั้นๆ"
นั่นล่ะ  ตัววัดความมั่นคงที่แท้จริงของชีวิต

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

ติดตั้ง "ทักษะแห่งความสำเร็จ"

เข้าใจว่ามนุษย์เราสามารถทำอะไรก็ได้
ขอแค่ "ติดตั้ง" ทักษะที่จำเป็นเท่านั้น
ก็ยิ่งสนุกกับการพัฒนาตัวเอง

เราทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
ชีวิตจึงไม่ต่างกับการเคลื่อนที่จากจุด A ไปจุด B
ทุกๆ วัน เราต่างพยายามไปสู่จุดๆ นึงเสมอ

ปัญหาก็คือ
คนส่วนใหญ่คิดว่ามันเป็นเรื่องของโชคชะตาที่ทำให้คนคนนึงไปถึงจุดหมายได้
หรือไม่ก็คิดว่าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ที่ต้องเก่งมาตั้งแต่เกิด
คนส่วนใหญ่ก็เลยหยุดอยู่กับที่ ยืนอยู่ตรงจุด A
เพราะสิ้นหวังตั้งแต่ยังไม่เริ่ม คนอย่างเราคงไม่มีวันถึงจุด B
แต่บอกได้เลยว่า "ไม่จริง"

ถ้าคอมพิวเตอร์ต้องลงโปรแกรม
เพื่อให้ใช้งานฟังก์ชันบางอย่างได้
คนเราก็ต้อง "ติดตั้งทักษะ" บางอย่าง
เพื่อให้กลายเป็นคนคนนั้นที่เราต้องการ

อยากเป็นนักพูด ก็ต้องฝึกทักษะการพูดบนเวที
อยากเป็นนักเขียน ก็ต้องฝึกทักษะเขียน
อยากเป็นนักขาย ก็ต้องฝึกทักษะการขาย
อยากร่ำรวย ต้องฝึกทักษะของคนรวย
นั่นคือ ทำงานหนัก อดออม และเรียนรู้ที่จะลงทุน

ถ้าเรา "ติดตั้งทักษะ" แบบเดียวกับคนที่สำเร็จที่เราอยากเป็น
เราก็จะสำเร็จแบบเดียวกับที่เขาสำเร็จมาก่อนเรา
ขออย่างเดียว
ต้อง "คิดและทำ" ให้เหมือนคนที่เราอยากเป็นจริงๆ

ส่วนใหญ่ที่ทำแล้วไม่สำเร็จ
เมื่อลองกลับไปเช็คดีๆ จะพบว่ามีบางอย่างที่เราทำไม่เหมือนเขา
โดยเฉพาะเรื่องวิธีคิด
ทักษะนั้นเป็นเรื่องที่สอนและเรียนรู้กันได้
ถึงบอกว่าตอนนี้สนุกมากกับการพัฒนาตัวเอง
อยากเก่งด้านไหน อยากมีทักษะด้านไหน
ก็แค่ไปเรียนรู้เท่านั้นเอง

เรามีชีวิตที่ดีขึ้น
เราเคลื่อนจากจุด A ไปจุด B ได้
ไม่ใช่เพราะโชคช่วย
แต่เพราะเราติดตั้ง "ทักษะแห่งความสำเร็จ" ต่างหาก
ตกลงวันนี้คุณจะติดตั้งทักษะอะไรให้ตัวเองดี?

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

คุณกำจัด "นกพิราบตัวแรก" ... หรือยัง

วิธีประสบความสำเร็จเร็วที่สุด
จงกำจัดนกพิราบตัวแรกในชีวิตซะ!!
----
เมื่อวันก่อน ผมได้พูดคุยกับพี่คนหนึ่ง
พี่เค้าทำอาชีพรับกำจัด "นกพิราบ"
ได้ฟังตอนแรกก็ประหลาดใจโคตรๆ
มันมีอาชีพแบบนี้ในโลกด้วยหรอเนี่ย
และยิ่งประหลาดใจมากกว่านั้น...
เมื่อรู้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น
มีมูลค่าสูงถึงหลายสิบล้านบาทต่อปี!!
----
ว่าแต่อยู่ดีๆ
นกพิราบจะมาทำรังเป็นฝูงได้ยังไง
ผมถามพี่เค้าด้วยความสงสัย
พี่เค้าบอกว่า
มันเกิดขึ้นจาก "นกพิราบตัวแรก"
ถ้าเรายอมปล่อยให้ตัวแรกบินมาอยู่
โดยที่ไม่ไล่มันออกไปแต่เนิ่นๆ
สักพักมันจะเข้าใจว่าที่นี่เป็นบ้าน
และชักชวนพวกพ้องมาอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุดแล้ว
ความเสียหายจะทวีคูณนับไม่ถ้วน
----
หาก "นกพิราบ" คือ "ความขี้เกียจ"
และเรายอมให้ "ตัวแรก" เข้ามาเกาะ
โดยที่ไม่กำจัดมันทิ้งเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
แล้วเมื่อไรถึงจะประสบความสำเร็จ
ว่าแต่...
คุณกำจัด "นกพิราบตัวแรก"
... หรือยัง

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

เงินพอใช้ แต่มีเวลาว่างเยอะๆ

ในขณะที่คนส่วนใหญ่
มุ่งประเด็นไปที่ "การหาเงินเยอะๆ" เป็นอย่างแรก
กลับคิดว่าสิ่งที่เราต้องมีเป็นอันดับแรก
ไม่ใช่ "เงินเยอะๆ"
แต่คือ "เงินพอใช้ แต่มีเวลาว่างเยอะๆ" ต่างหาก

คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา
มันไม่ใช่บ้านหลังงามที่เรามีเหมือนกัน
มันไม่ใช่รถคันหรูที่เรามีเหมือนกัน
มันไม่ใช่ตัวเลขในบัญชีที่เรามีเท่ากัน

สิ่งที่เรามีเหมือนกันก็คือ
เรามี "เวลา" เป็นของตัวเอง
เราออกแบบเวลาของเราไม่ให้ตรงกับคนอื่นได้

สุดท้ายแล้ว คนเราไม่ได้ต้องการ "สตางค์" ขนาดนั้น
เราต้องการ "สไตล์" มากกว่า
เราต้องการ "ไลฟ์สไตล์" ในแบบที่เราชอบต่างหาก

เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนก็แค่อยากจะทำในสิ่งที่รัก อยู่กับคนที่รัก
ในสถานที่ที่ถูกใจ ในเวลาที่เหมาะสม
นั่นล่ะ ทั้งหมดที่มนุษย์คนนึงพึงต้องการ

ซึ่งในหลายๆ ครั้ง "สไตล์" ที่ว่านี้
ไม่ต้องใช้ "สตางค์" มากมายเลย
แต่คนส่วนใหญ่ไปติดกับดักความคิดที่ว่า
"ฉันต้องรวยก่อน ถึงจะมีชีวิตแบบที่ต้องการได้"
ซึ่งมันไม่จริงเลย

เราสามารถมีไลฟ์สไตล์แบบเศรษฐีได้
โดยที่เราไม่ต้องมีเงินร้อยล้านพันล้าน
เพียงแต่เราต้องไม่ไปติดกับเปลือกหรูหราเท่านั้นเอง

อยากเที่ยวเมืองนอก อยากขับรถปอร์ต อยากใช้ของแพง
ถ้าเราชอบวิถีเศรษฐีแบบนั้น ไม่ผิด แต่ก็เหนื่อยหน่อย
แต่ถ้าเราอยากได้วิถีเศรษฐีเวอร์ชั่นที่ถอดเปลือกออก
เอาแต่แก่นล้วนๆ เช่น
อยากมีเวลาอยู่กับครอบครัว อยากมีเวลาส่วนตัว
อยากมีเวลาออกกำลังกาย อยากปฏิบัติธรรม ฯลฯ
ยืนยันว่าเรามีได้ โดยไม่ต้องมีตังค์เยอะแยะ

โจทย์ชีวิตจึงอยู่ที่
ทำอย่างไร เราถึงจะหาเงินที่พอเพียงกับเราโดยใช้เวลาน้อยที่สุด
เพื่อที่เราจะได้มีเวลาไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้มากที่สุด
เพราะท้ายที่สุด
"เวลา" จะถูกเปลี่ยนเป็น "ไลฟ์สไตล์" ที่เราต้องการ

ตังค์มีไม่เยอะ แต่มีสไตล์ในแบบที่ต้องการ
และก็คิดว่าไม่ใช่ทำได้คนเดียว
เราทุกคนก็ทำได้ ขอเพียงตั้งธงเป้าหมายในใจใหม่ว่า

สิ่งที่เราต้องมีเป็นอันดับแรก
ไม่ใช่ "เงินเยอะๆ"
แต่คือ "เงินพอใช้ แต่มีเวลาว่างเยอะๆ" ต่างหาก
มันไม่ใช่แค่ "สตางค์" ที่เราต้องการ
แต่เราต้องการ "สไตล์" ในการใช้ชีวิตด้วย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า

ตอน 38 สมาชิกใหม่ วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.20 น. พี่แพนด้าได้จากไปแล้ว พี่แพนด้าเริ่มมีอาการการเดินที่มีปัญหา เหมือนแรงข...