วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

โลกใบนี้คือกระจกที่สะท้อนตัวเราข้างใน

เมื่อคืนดูละคร GTH
เรื่อง "Stay ซากะ...ฉันจะคิดถึงเธอ" (หาดูได้ใน LINE TV)
มีอยู่ฉากนึง ตัวละครสองคนคุยกัน

พูดได้ดีมาก ๆ จนน่าฉุกคิด
พระเอกชื่อ หมี เป็นคนไทยไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่น

แฟนพระเอกชื่อ นาโอมิ เป็นคนญี่ปุ่น
เธอเรียกหมีว่า คุมะคุง (แปลว่านายหมี)

วันนึงหมีมีปัญหาทุกข์ใจ ทะเลาะกับน้องชาย
เขาเลยหน้าบูดบึ้งไปทั้งวัน
นาโอมิชวนหมีไปเดินเล่นริมแม่น้ำ จะได้สบายใจ

เธอบอกกับหมีว่า
"คุมะคุงรู้มั้ย ตอนนี้ฉันเป็นกระจกของเธอ"

หมีทำท่างง ๆ ว่าอะไรคือกระจก?
นาโอมิพูดต่อ
"เธอเห็นมั้ยตอนนี้ฉันหน้าบึ้งอยู่
เธอชอบให้ยิ้มหรือหน้าบึ้งล่ะ?"

"ก็ต้องยิ้มสิ" หมีตอบแบบพาซื่อ
นาโอมิยิ้มกริ่ม
"ถ้าเธออยากให้ฉันยิ้ม เธอก็ต้องยิ้มก่อน
เพราะฉันคือกระจกของเธอ"

แลัวทั้งคู่ก็มองหน้ากัน สบตากัน
สักพักก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ฉากนี้ที่เล่ามาทั้งหมด
เป็นสิ่งที่สะท้อนนิสัยมุนษย์ได้ดี
หลายครั้งเราบ่นโทษสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราไม่ดี
โดยลืมคิดไปว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ก็คือภาพสะท้อนในใจเรา

เราพยายามจะไปเปลี่ยนโลกภายนอก
โดยหารู้ไม่ว่าโลกภายนอก ก็คือกระจกที่สะท้อนโลกภายในของเรา
ถ้าคุณเริ่มเปลี่ยนโลกข้างใน โลกข้างนอกจะเปลี่ยนตาม
ถ้าคุณอยากให้โลกยิ้ม คุณต้องยิ้มให้โลกก่อน
นี่เป็นเรื่องจริงที่คนโลกมืดจะเถียงขาดใจว่าไม่จริง

ฉันยิ้มให้เขาแล้ว ฉันดีกับเขาแล้ว เขาไม่เห็นยิ้มหรือดีกับฉันเลย
บอกได้เลยว่า ถ้าคุณยังยิ้มต่อไป ดีต่อไป
เปลี่ยนโลกข้างในของคุณต่อไป โดยไม่สนใจคนอื่นที่คุณควบคุมเขาไม่ได้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ฟังดี ๆ นะ
บรรทัดต่อไป สำคัญมาก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ
ถ้าเขาคนนั้นยังไม่เปลี่ยนไปในทางที่ดี
เขาคนนั้นก็จะค่อย ๆ หลุดออกจากวงโคจรชีวิตของคุณไปเอง
นี่เป็นเรื่องของระดับพลังงานที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายตรงนี้
แต่เอาเป็นว่า มันคล้าย ๆ กับประโยคที่ว่า "ศีลเสมอแล้วเจอกัน"

โลกใบนี้คือกระจกที่สะท้อนตัวเราข้างใน
อย่าพยายามเปลี่ยนโลก เปลี่ยนคน
เปลี่ยนข้างในตัวเราเองง่ายกว่า ได้ผลกว่า
ถ้าไม่เชื่อ ต้องลอง

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง?

ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน
คือ นักคิด/นักเขียนที่มีชีวิตเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว
เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ เฮนรี เดวิด ทอโร 
นักคิด/นักเขียนชื่อดังไม่แพ้กันในยุคนั้น

ว่ากันว่า เวลาที่ทั้งสองคนนี้เจอกัน 
เขาจะทักกันด้วยประโยคว่า
"ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ที่เราเจอกัน นายได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง?"

ก็ไม่รู้หรอกนะ  ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ
แต่มันช่างให้แง่คิดได้ดีจริง ๆ 
เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้เรารู้ว่าเราก้าวหน้าหรือถอยหลัง
ก็คือ เราต้องตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ

คำถามก็คือ
เราเป็นคนที่หาความรู้ใส่ตัว
หรือมัวเป็นกระดาษก๊อปปี้
ลอกตัวเองเมื่อปีแล้ว เก่งเหมือนเก่า รู้เท่าเดิม
ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ก็ลอกตัวเองเมื่อปีก่อนนั้นมาอีกที
"ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ที่เราเจอกัน นายได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง?"
จึงเป็นคำถามคุณภาพที่ชอบมาก

เพราะเรานำมาปรับใช้ถามกับตัวเองได้ตามกรอบเวลาที่เราต้องการ
เช่น ตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงวันนี้ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ บ้าง?
ตลอดทั้งปีนี้ เราคาดว่าจะได้เรียนรู้เรื่องอะไรใหม่ ๆ บ้าง?
ตั้งแต่มาทำงานอยู่ที่บริษัทนี้ เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

และหนึ่งในวิธีที่ดีมาก ๆ ในการพัฒนาตัวเองก็คือ
หา "เพื่อน" ที่รักและหวังดีกับชีวิตตัวเอง
มาช่วยกันพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน

นอกจากเราจะมีเพื่อนที่คอยถามว่า
"เฮ้ย! เย็นนี้กินข้าวร้านไหนกันดีวะ?"

คิดว่าเราน่าจะมีเพื่อนอีกประเภท
เพื่อนที่คอยถามกระตุ้นเราว่า 
"เฮ้ย! พัฒนาตนเองไปถึงไหนแล้ววะ? ช่วงนี้เรียนรู้เรื่องอะไรอยู่วะ?"
ฟังดูอึดอัด แต่เชื่อสิ เพื่อนแบบนี้จะทำให้เราเติบโต

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

ข้ออ้าง

ถ้าข้ออ้างของคุณคือ
ที่ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉันไม่รู้จักคนสำเร็จ
ฉันไม่มีคนสำเร็จให้เรียนรู้

ถ้าอย่างนั้น ก็อยากจะบอกคุณว่า
ถ้าคุณไม่มีคนสำเร็จให้เรียนรู้
ก็จงเรียนรู้จากคนล้มเหลว
เพราะเขาจะให้บทเรียนสำคัญกับคุณไม่แพ้คนสำเร็จ
หรือเผลอ ๆ จะมากกว่าด้วยซ้ำ

สิ่งที่คุณจะเรียนรู้จากคนล้มเหลวได้ก็คือ
อย่าคิด พูด และทำ แบบพวกเขา
เพราะถ้าคุณเริ่มต้นด้วยพฤติกรรมแบบเดียวกับเขา
คุณจะได้รับผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน

ถ้าเขาเอาแต่คิดลบ
คิดร้าย คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาเอาแต่พูด
ไม่ลงมือทำ คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาเอาแต่บ่น
โทษคนอื่น คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาแก้ปัญหา
ด้วยการเมามาย คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาเอาแต่ดูถูกตัวเองว่าทำไม่ได้
คุณอย่าเป็นแบบเขา

ขอแค่ไม่ทำตัวแบบคนล้มเหลว
คุณก็จะค่อย ๆ เคลื่อนสู่ความสำเร็จเอง
คนฉลาดเรียนรู้จากความล้มเหลวของตัวเอง
แต่คนฉลาดกว่าต้องรู้จักเรียนรู้จากความล้มเหลวของคนอื่น

หวังว่าสิ่งนี้ จะทำให้คุณหมดข้ออ้างแห่งความไม่สำเร็จ
ถ้าคุณยังมีข้ออ้างอีก
จะได้เอาคุณเป็นตัวอย่าง
ตัวอย่างที่จะไม่มีวันทำตามเด็ดขาด

ประสบความสำเร็จได้แล้ว
รอปรบมือให้อยู่

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

เงินปันผลไม่ถึง 5 ล้านบาท ขอเครดิตภาษีเงินปันผลดีกว่า

สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินปันผล
เครดิตภาษีเงินปันผลเป็นอีกสิทธิประโยชน์นึง
ที่มักถูกมองข้ามอยู่เสมอ เพราะเรามักจะปล่อย
ให้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปโดยไม่สนใจจะ
นำไปยื่นภาษีเนื่องจากมองว่ามีกระบวนการคำนวณที่ยุ่งยาก

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเครดิตภาษีเงินปันผล
ได้ช่วยชีวิตผู้เสียภาษีอย่างเราให้ประหยัดภาษีมานักต่อนัก

สมมติว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา
คุณมีรายได้จากเงินปันผลแต่เพียงอย่างเดียว
เป็นเงิน 100,000 บาท คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10,000 บาท

1. ถ้าคุณปล่อยให้เงินปันผล 100,000 บาท
นั้นเลยตามเลยโดยไม่ยื่นภาษี

แม้คุณจะมีสิทธิทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
แต่นั่นหมายความว่าคุณยอมเสียภาษีถึง 10,000 บาท
สำหรับรายได้ก้อนนี้

2. แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณเลือกนำเงินปันผล 100,000 บาทนั้น
มายื่นภาษีแล้วใช้สิทธิหักเครดิตภาษีเงินปันผลภายในสิ้นเดือนนี้

นอกจากคุณจะไม่ต้องเสียภาษี 10,000 บาทแล้ว
คุณยังได้เงินคืนภาษีถึง 35,000 บาทเลยทีเดียว!

จะเห็นได้ว่าการใช้สิทธิเครดิตภาษี
เงินปันผลประหยัดภาษีเยอะกว่าเห็นๆ

แต่ก็มีคำถามอีกว่าแล้วต้องได้รับเงินปันผลเยอะแค่ไหน
ถึงควรจะปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ต้องใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล?

คำตอบคือ เมื่อมีคุณมีรายได้จากเงินปันผลมากกว่า 5,091,428.60 บาท!
หมายความว่าถ้าคุณยังมีรายได้จากเงินปันผลอย่างเดียวไม่ถึง 5 ล้านบาท
การขอเครดิตภาษีเงินปันผลเป็นทางเลือกที่ประหยัดภาษีมากกว่าเสมอ

แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมคำนวณภาษีของคุณอย่างละเอียดอีกครั้ง
เพราะตัวเลขอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยการคำนวณของแต่ละคน
เช่น มีรายได้ทางอื่นด้วยไหม หรือมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีกรึเปล่า

ถ้าคุณมีรายได้จากเงินปันผลแล้ว
ปีนี้ยังไม่ได้ยื่นภาษี ก็อย่าลืมลองคำนวณ
เพื่อเปรียบเทียบภาษีด้วย

แล้วถ้าปีนี้ยื่นภาษีไปแล้วแต่ลืมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลล่ะ?
ข่าวดี! คุณยังมีเวลายื่น ภ.ง.ด. 90 ใหม่
เพื่อแก้ไขแบบที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ได้อยู่จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558

แหล่งที่มา    Facebook : iTAX Thailand

อยากได้ความสุข...ปล่อยความทุกข์ อยากได้ความสำเร็จ...เปลี่ยนแปลงตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ผู้คนมากมาย ในวันนี้เฝ้าตามหา
อยากได้ อยากมีความสุข และ ความสำเร็จ

หลายคน อยากมีความสุข
แต่เฝ้าคิดและมอง แต่เรื่องทุกข์
ลืมตาตืนขึ้นมา เห็นอะไร ต่ออะไรเป็นสีเทาๆ ไปหมด

หลายคน อยากประสบความสำเร็จ
แต่ก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน
บ่นว่าชีวิตไม่ไปไหน แต่ก็ไม่ทำอะไร
ปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามเวลา

หลายคนอยาก มีสุขภาพที่ดี
แต่ก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ออกกำลังกาย
กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์
พอเป็นแบบบนี้ ความสุขที่อยากได้
ความสำเร็จที่อยากเจอ จึงมาไม่ค่อยจะถึง

สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะ
พลิกจาก ทุกข์ เป็น สุข
พลิกจาก ล้มเหลว ให้เป็น สำเร็จ
คือ การก้าวออกมาจากสิ่งเดิมๆ

ถ้าอยากได้ ความสุข
ก็ต้องเปลี่ยน มุมมองให้สุข

ถ้าอยากได้ ความสำเร็จ
ก็ต้องเปลี่ยน ตนเองให้เก่งขึ้นไป ดีขึ้นไป

ถ้าอยากได้ สุขภาพที่ดี
ก็ต้องเปลี่ยน มาออกกำลังกาย กินอาหารดีๆ

จงกล้า! ก้าวออกมาจากสิ่งเดิมๆ
ถ้ามันไม่ดีจะเก็บไว้ทำไม
ออกมาตามหาสิ่งที่อยากได้ อยากเป็น
ก้าวออกมาเถอะ ประโยชน์มิได้ตกอยู่ที่ใคร
คนที่ได้กลับไปเต็มๆ คือ ตัวของคุณเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Narai Good Day

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความสุขที่ยิ่งกว่าการให้

มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง
มีงานการที่มั่นคง มีอนาคตที่สดใส และ
มีสาวๆ มาชอบมากมาย เรียกว่า
ใครเห็นเป็นต้องอิจฉา

วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้
ยิ่งสุดยอดสมบูรณ์แบบมากขึ้น
เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต
ซื้อรถสปอร์ตคันงามเป็นของขวัญวันเกิดให้กับน้องชาย…
ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะดีใจแค่ไหน

รถสปอร์ตสุดหรูคันนี้
ชายหนุ่มฝันอยาก เป็นเจ้าของมานานแล้ว
เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่เขาคิดทำอย่างแรกคือ
ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวนไปตามที่ต่างๆ ให้สมอยาก
ใจหนึ่งต้องการทดสอบว่าจะรถจะแรงเต็มที่ขนาดไหน
อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยและ
แรงขนาดนี้คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดู
ตามลำพังที่โรงรถในบ้านแน่ หลังจากขับรถ
โฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็จอดพักชมวิวข้างทางเพื่อพักผ่อน

ระหว่างที่กำลังพักผ่อนอยู่นั้น
มีเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆ
รอบรถคันงามด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบ
รถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด

ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ
สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน
เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้น
ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ และภูมิใจตัวเองมาก
“ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย” เขาบอก

เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง
ก่อนจะพูดตอบ “รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ”
“แน่นอน” เขาตอบ
“พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่” เด็กถาม
“คนอื่นอาจต้องควักเงินซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง
เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้ เป็นของขวัญ”

“โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก….
” เด็กพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย

ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ
เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น
คงต้องการบอกว่า อิจฉาตัวเขาเอง
อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง…
มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ…
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด

“โอ้โห ดีจัง ผมอยาก….เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง”
เด็กคนนั้นพูด “ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง”

ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ในสังคมทุกวันนี้ที่ใครๆ
ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ
ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ …
เขาอยากเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ…

ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า
“อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม”
“ครับ อยากมากเลย” หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง
เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว
“พี่จะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร
เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถหรูกลับบ้าน
แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว …… “พี่จอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ”

เขาวิ่งขึ้นบันได จากนั้นสักครู่จึงกลับมา………
แต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆ ที่ขาพิการมาด้วย
และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ
“นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟังพี่ชายของเขา
ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เขาไม่ต้องเสียเงินเลย

สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง
น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตา
ของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง”

ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ
พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้
และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง

ชายหนุ่มรู้แล้วว่า“ความสุขที่ยิ่งกว่าการให้” หมายถึงอะไร
( จิตที่คิดจะให้ ย่อมสุขกว่าจิตที่คิดจะรับ )

แหล่งที่มา     Facebook : Wizard Kid

การเคลื่อนไหวร่างกาย

ชีวิตของคนยุคใหม่นั้น "ขยับตัว" น้อยเกินไป
เราส่วนใหญ่นั่งหน้าคอม จมจ่อมอยู่แบบนั้น

บ้างก็นั่งเฝ้าร้านทั้งวันทั้งคืน
วันทั้งวันไม่ได้เคลื่อนตัวไปไหนเลย

วิถีชีวิตแบบนี้
นอกจากเรื่อง "สุขภาพกาย" ที่เรารู้ดีอยู่แล้วว่าไม่ดีแน่ ๆ

สิ่งที่หลายคนไม่เคยคิดก็คือ
"สุขภาพใจ" ก็แย่ไม่แพ้กัน
เพราะเราอยู่กับ "อารมณ์เดียว" นานเกินไป
หรือจะเรียกว่า "ไร้อารมณ์" ก็พอได้

"ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั้นใช่ ใครก็รู้
แต่หลายครั้ง อยากจะบอกว่า
"กายก็เป็นนาย ใจก็เป็นบ่าว"
ร่างกายที่ไร้การเคลื่อนไหวในแต่ละวัน
นั่งอยู่ท่าเดิม ที่เดียว
ใจมันเลยห่อเหี่ยว เฉา ๆ มึน ๆ อึน ๆ ทั้งวัน

ไม่เชื่อลองสังเกตพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน
นอกจากจะล้าจนร่างแตก
จิตใจก็จะเศร้าหมองแปลก ๆ แบบหาสาเหตุไม่เจอ

การเคลื่อนไหวร่างกาย
จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้นมาทันที

ถ้ามีเวลา ให้ออกกำลังกาย
ถ้ามีเวลา แต่ขี้เกียจ อย่างน้อยให้ออกไปเดินเล่น
ถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ อย่างน้อยอย่านั่งนาน ให้เปลี่ยนอิริยาบถ

สิ่งนี้จะช่วยให้อารมณ์เราได้เคลื่อนไหวไปตามร่างกายที่เคลื่อนที่
แล้วชีวิตจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

นอกจากขยับจะเท่ากับออก "กำลังกาย" แล้ว
ขยับยังเท่ากับออก "กำลังใจ" ด้วย
ไม่เชื่อต้องลองดู

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

กรวดสองก้อน

เศรษฐีคนหนึ่ง ชอบใจลูกสาว ชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง
เขาเชิญชาวนากับลูกสาว ไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา
เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

เศรษฐีบอกชาวนาว่า
"ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง
แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า
จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้"
ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐี บอกว่า
"ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม
ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวด
ใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว
ให้ลูกสาวของท่าน หยิบก้อนกรวดจากถุงนี้
หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน
และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ
นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย"
ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อน ใส่ในถุงผ้า
หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่า กรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ
เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง
ก็ต้องแต่งงาน กับเศรษฐีขี้โกง

หากเธอเปิดโปงความจริง
เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้
แต่บิดาของเธอ ก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐี
ต่อไปอีกนาน

เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ
แต่ไม่ใช่ทุกปัญหา สามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำ เสมอไป

ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม
จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหา
มีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ
และการยืดหยุ่นพลิกแพลง
ไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง

บางครั้งในการแก้ปัญหา
เราอาจต้องสร้างเครื่องมือ
ในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่

โลกไม่ได้มีเพียงแค่สีขาวกับดำ
ลูกสาวชาวนา เอื้อมมือลงไปในถุงผ้า
หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวด
ในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาว ของสวนกรวด

เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า
"ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอ ปล่อยหินร่วงหล่น
แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำ
อย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้

... ดังนั้นเมื่อเรา เปิดถุงออก ดูสีกรวดก้อนที่เหลือ
ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไป
เมื่อครู่เป็นสีอะไร"

ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ
"ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตก ย่อมเป็นสีขาว"

ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้
และลูกสาวไม่ต้องแต่งงาน
กับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
"หากเราพยายามมากพอ ที่จะแก้ไขปัญหา
เราจะพบว่าทุกปัญหา ย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ"

แหล่งที่มา    Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

What's Our ONE Thing?

ประโยคนึงในหนังสือ The ONE Thing
หนังสือ New York Times Bestseller เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว

พูดไว้ว่า "Ignoring all the thing you could do
and doing what you should do."
แปลเป็นไทยว่า
เลิกสนใจว่าเรา "ทำอะไรได้"
แล้วใส่ใจในสิ่งที่เรา "ควรทำ"

สิ่งที่ชอบในประโยคนี้ก็คือ
มันแสดงให้เห็นถึงปัญหาของคนยุคนี้
ว่ากันว่ายุคนี้ ในหนึ่งวัน มีสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสมองให้ต้องคิด
มากกว่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งชีวิต
ของบรรพบุรุษเราเมื่อหลายร้อยปีก่อนเสียอีก

ยุคก่อน เราไม่มีอะไรดี ๆ จะกิน
ยุคนี้ เราไม่รู้จะกินอะไรดี
ยุคก่อน เราไม่ค่อยได้รู้ข่าวคราวของคนไกล
ยุคนี้ เรารู้ข่าวคราวของเพื่อนต่างแดนมากกว่าคนที่อยู่ใกล้ตัว

ทั้งหมดทั้งปวงทำให้เราสับสนในข้อมูลที่ทะลักราวเขื่อนแตก
แถมด้วยสังคมที่พยายามผลักหลังให้เรา "เก่งทุกด้าน"
ต้องเก่งงาน ต้องเก่งคน ต้องเก่งลงทุน
เห็นเงียบ ๆ ความสามารถต้องเพียบนะ

เราเลยพยายามทำนู่นนั่นนี่ให้ได้เต็มไปหมด
แต่ลืมถามตัวเองว่า "อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ?"

อีกประโยคที่ชอบมากในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า
บริษัทที่ประสบความสำเร็จ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเร็จระดับโลก
จะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า
"What's Our ONE Thing?"

อะไรคือ "หนึ่งเดียว" ของเรา?
อะไรคือ "ภารกิจหนึ่งเดียว" ของเรา?
อะไรคือ "สินค้าหรือบริการหนึ่งเดียว" ของเรา?

บริษัทสมัยก่อน มีสินค้าหลายสิบประเภทใต้แบรนด์เดียวกัน
แต่บริษัทยุคนี้ ต้องมีเพียง "สินค้าหนึ่งเดียว" ที่ผู้คนจดจำ
บริษัทแอปเปิ้ลคือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ไม่ใช่แต่เพียงบริษัท แต่คิดว่า "บุคคล" อย่างเรา
ก็สามารถถามตัวเองได้เช่นกันว่า
"What's Our ONE Thing?"
อะไรคือ "ความสามารถหนึ่งเดียว" ของเรา?
อย่างผมเอง ถึงแม้จะเคยทำมาหลากหลายอาชีพ

แต่เมื่อถอดรหัสดู จะพบว่าแทบทุกอาชีพ
ใช้ "ความสามารถด้านการเขียน"
แม้ทุกวันนี้จะมีงานพูดมากกว่างานเขียน
แต่ที่พูดได้ ก็เพราะ "เขียนบทพูด" ได้นั่นเอง

"ความสามารถด้านการเขียน"
จึงคือ The ONE Thing
ที่ผมยิ่งเขียน ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง ยิ่งง่าย

อะไรคือ The ONE Thing ของคุณ?
เลิกสนใจว่า "ทำอะไรได้บ้าง"
แล้วใส่ใจในสิ่งที่เรา "ควรทำ" และ "ทำมันได้ดี"

จอมยุทธทุกคนย่อมมีท่าไม้ตายหนึ่งท่วงท่า
ยอดมนุษย์ในหนังยังมีความสามารถพิเศษกันคนละหนึ่งอย่าง
หา The ONE Thing ของคุณให้เจอ
แล้วคุณจะเป็น The ONE and Only
เพราะโลกนี้มีคนแบบคุณ...แค่คนเดียว

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

เทคนิคการเลือกโบรกเกอร์

ปัญหาแรกๆ ของคนอยากเริ่มเล่นหุ้นเลย
คือเราจะเลือก โบรกเกอร์ ไหนดีล่ะ ?

เอ่อ โบรกเกอร์ คือ
คนที่เราจะไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นด้วยนะ

จะเลือกของที่ไหนเพราะมีเยอะเข้าขั้นมากเลย
ตัดประเด็นเรื่องบทวิเคราะห์ออกนะ
อ่านเพราะอันที่สนใจแค่นั้นเอง
ถ้าเราไม่ใช่รายใหญ่มาก
แต่กำลังอยากเป็นเม่าตัวน้อยๆ ละก็

ประเด็นเดียวที่สนใจเลยคือ
"ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ" มีมั้ย ?

บางโบรกเกอร์มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อวัน
เช่น ไม่ว่าวันนี้จะ ซื้อ/ขาย เท่าไหร่
ก็เสีย 50 บาทก่อน

ไม่ว่าจะเทรด 200 หรือ 500 ต้องเสีย 50 บาท
สมมติว่าทางโบรกเกอร์ คิดค่าธรรมเนียม 0.25%
เราซื้อ หุ้นไป 1,000 บาท
จริงๆ ควรเสียแค่ 2.50 บาท
แต่ถ้ามีขั้นต่ำเค้าจะคิดไปก่อนเลย 50 บาท

ดังนั้นถ้าเงินที่เราเล่นหุ้นยังไม่มาก
การเสียขั้นต่ำแบบนี้
ก็แพงใช่เล่นเลยนะ
ดังนั้นควรเลือกที่ "ไม่มีขั้นต่ำ"

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเข้าไป
ถ้ามี "เพื่อน" ทำงานอยู่ละก็
ง่ายมีเพื่อนเป็นมาร์เนี้ยแหละ
ไปเปิดกับเพื่อนเถอะ ช่วยๆ กัน
เพื่อนจะได้พอร์ตใหญ่ขึ้น
เราก็จะได้กล้าถามแบบไม่ต้องเกรงใจมากเนาะ
เผลอๆ ขอหุ้นเพื่อนได้ด้วยนะ ฮ่าๆๆๆๆ
นี่คือความคิดเห็นส่วนตัว

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

คุณนิยามตัวเองว่าอะไร

ถ้าคุณต้องนิยามตัวเองเพียงหนึ่งคำสั้น ๆ

คุณว่าคำนั้นคืออะไร?
มืออาชีพ น่าเชื่อถือ จริงใจ ซื่อสัตย์ ชอบเรียนรู้
ไม่ตรงต่อเวลา อ่อนแอ อารมณ์ร้อน เครียด หงุดหงิดง่าย
เอื้อเฟื้อ เพื่อสังคม นักธุรกิจ ศิลปิน รักสนุก ชอบความสงบ
เปลี่ยนใจบ่อย ไร้สาระ ขี้เกียจ ระวังตัวสูง ฯลฯ

คุณนิยามตัวเองว่าอะไร ?
อย่าคิดมาก อย่าคิดนาน
เอาคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวเลย

"คำนิยาม" ที่คุณให้กับตัวเอง
ก็คือสิ่งที่คุณมองเห็นตัวเอง
และหลายครั้งก็เป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นคุณแบบนั้นด้วย

ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนที่น่าเชื่อถือ
คุณก็จะทำตัวให้น่าเชื่อถือ เพราะคุณเห็นตัวเองเป็นแบบนั้น
พอคุณยิ่งทำตัวให้น่าเชื่อถือ คนอื่นก็เลยเห็นคุณน่าเชื่อถือตามไปด้วย

ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนที่ขี้เกียจ
คุณก็จะทำตัวขี้เกียจ เพราะคุณเห็นตัวเองเป็นแบบนั้น
พอคุณยิ่งทำตัวขี้เกียจ คนอื่นก็เลยเห็นว่าคุณขี้เกียจจริง ๆ ด้วย

โจทย์สำคัญของเรื่องนี้จึงคือ
คุณชอบ "คำนิยาม" ที่คุณมอบให้กับตัวเองหรือเปล่า?
ถ้าชอบ จงยิ่งทำให้มันเด่นชัด
ถ้าไม่ชอบ จงหาวิธีจัดการกับมัน
เรื่องนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ยิ่งคุณไม่ชอบตัวเองเท่าไหร่
โลกนี้ก็ยิ่งไม่ชอบตัวคุณมากเท่านั้น

สำหรับคนที่ไม่รักตัวเอง เห็นว่าตัวเองไม่มีค่า
วิธีจัดการกับเรื่องนี้ 
ไม่ใช่การพยายามไปหาคุณค่าเอามาใส่ในตัวเอง
เพราะการทำแบบนั้น ถมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม

แต่วิธีแก้ของปัญหานี้ ทำได้โดย
คุณต้อง "เพิ่มคุณค่า" ให้กับผู้อื่น 
ทั้ง ๆ ที่คุณยังรู้สึกว่าตัวคุณไม่มีคุณค่านี่แหละ

ไปบันทึกหนังสือเสียงให้คนตาบอด
ไปช่วยกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ชนบท
ไปทำความสะอาดชุมชน ไปปลูกป่า
ทำอาหารไปเลี้ยงมื้อกลางวันเด็กกำพร้า
เขียน blog แบ่งปันความรู้ที่คุณมี
สอนหนังสือให้กับเด็กที่ห่างไกลการศึกษา

ไปทำอะไรก็ได้ ที่เพิ่มคุณค่าให้กับผู้อื่น
แล้วคุณจะเริ่มเห็นว่า "ตัวคุณ" ก็มี "คุณค่า"
แล้ว "คำนิยาม" ที่มีต่อตัวคุณเอง 
จะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

คุณนิยามตัวเองว่าอะไร ?
อย่าคิดมาก อย่าคิดนาน
เอาคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวเลย
คำนั้นจะเป็นบรรทัดฐานให้คุณพัฒนาตัวเองต่อไป
คุณนิยามตัวเองว่าอะไร 

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า

ตอน 38 สมาชิกใหม่ วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 17.20 น. พี่แพนด้าได้จากไปแล้ว พี่แพนด้าเริ่มมีอาการการเดินที่มีปัญหา เหมือนแรงข...