Vintage Barber Shops
เทรนด์คนชอบตัดผมย้อนยุค
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new…/e-book-new108-218-12-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ปีที่ 1 ฉบับที่ 217 วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ละครเรื่อง “ทีวีดิจิตอล”
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-217-11-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-217-11-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
ปีที่ 1 ฉบับที่ 216 วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ล้อม สถาบันศึกษาเอาไว้หมดแล้ว!?
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-216-10-june-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-216-10-june-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
ปีที่ 1 ฉบับที่ 215 วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558
หายใจเข้าก็..เฮ้อ.. MERS
หายใจออกก็..เฮ้อ.. MERS
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new1…/e-book-new108-215-9-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
หายใจออกก็..เฮ้อ.. MERS
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new1…/e-book-new108-215-9-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
ปีที่ 1 ฉบับที่ 214 วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ทะเลไทย ใกล้วิกฤติ? World Oceans Day
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-214-8-june-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-214-8-june-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
ปีที่ 1 ฉบับที่ 213 วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เปลี่ยนหลังคาให้เป็น “สีเขียว”
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-213-5-june-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-213-5-june-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
อยู่เงียบ ๆ คนเดียว นิ่ง ๆ
มีแต่คนทุกข์เท่านั้น
ที่ไม่สามารถทนอยู่กับความเงียบได้
มีแต่คนทุกข์เท่านั้น
ที่ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้
มีแต่คนทุกข์เท่านั้น
ที่ไม่สามารถอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ ได้
เขาต้องเปิดเพลงคลอ
เขาต้องเปิดทีวีเป็นเพื่อน
เขาต้องเปิดมือถือดู
เขาต้องหาคนคุยด้วย
เขาต้องหาอะไรทำสักอย่าง
เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์
หารู้ไม่ว่า
ถ้าเขาเพียงแต่อยู่กับความเงียบ
คนเดียวลำพัง
อยู่อย่างนิ่ง ๆ เฉย ๆ
เมื่อนั้นเขาจะพบกับความสุขสงบ
ขอเพียงอยู่กับปัจจุบัน
แล้วใครเล่าในโลกนี้ทำได้กี่มากน้อย?
เอาแต่วิ่งวนหาคนยอมรับ
ไม่เคยสดับฟังเสียงตัวเอง
หาอะไรทำได้ทั้งวัน ตั้งแต่หลับยันตื่น
บ้างเมามายจนหลับไป
บ้างดูทีวี จนทีวีดูเรา
อยู่เงียบ ๆ คนเดียว นิ่ง ๆ
เมื่อสมาธิเกิด
ปัญญาจะปรากฏตรงหน้าเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ที่ไม่สามารถทนอยู่กับความเงียบได้
มีแต่คนทุกข์เท่านั้น
ที่ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้
มีแต่คนทุกข์เท่านั้น
ที่ไม่สามารถอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ ได้
เขาต้องเปิดเพลงคลอ
เขาต้องเปิดทีวีเป็นเพื่อน
เขาต้องเปิดมือถือดู
เขาต้องหาคนคุยด้วย
เขาต้องหาอะไรทำสักอย่าง
เพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์
หารู้ไม่ว่า
ถ้าเขาเพียงแต่อยู่กับความเงียบ
คนเดียวลำพัง
อยู่อย่างนิ่ง ๆ เฉย ๆ
เมื่อนั้นเขาจะพบกับความสุขสงบ
ขอเพียงอยู่กับปัจจุบัน
แล้วใครเล่าในโลกนี้ทำได้กี่มากน้อย?
เอาแต่วิ่งวนหาคนยอมรับ
ไม่เคยสดับฟังเสียงตัวเอง
หาอะไรทำได้ทั้งวัน ตั้งแต่หลับยันตื่น
บ้างเมามายจนหลับไป
บ้างดูทีวี จนทีวีดูเรา
อยู่เงียบ ๆ คนเดียว นิ่ง ๆ
เมื่อสมาธิเกิด
ปัญญาจะปรากฏตรงหน้าเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ทุกคนแค่เก่งไม่เหมือนกัน
ไม่มีใครเก่งกว่าเรา
เราก็ไม่ได้เก่งกว่าใคร
ทุกคนแค่เก่งไม่เหมือนกัน
อย่าทำให้ตัวเองด้อยกว่าคนอื่น
ด้วยการเปรียบเทียบเรากับคนที่เหนือกว่า
อย่าทำให้ตัวเองเกิดอัตตา
ด้วยการเปรียบเทียบเรากับคนที่ด้อยกว่า
ไม่มีใครดีกว่าเรา
เราก็ไม่ได้ดีกว่าใคร
ทุกคนต่างดีในแบบของตัวเอง
อย่าเอาลูกเราไปเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่น
อย่าเอาพ่อแม่เราไปเปรียบเทียบกับพ่อแม่บ้านอื่น
อย่าเอาสามีเราไปเปรียบเทียบกับสามีคนอื่น
อย่าเอาภรรยาเราไปเปรียบเทียบกับภรรยาคนอื่น
เปรียบเทียบ เท่ากับ เป็นทุกข์
ทุกคนแค่เก่งไม่เหมือนกัน
ทุกคนต่างดีในแบบของตัวเอง
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558
เคล็ดลับของการบริหารเวลา
ที่หนังสือหลาย ๆ เล่มพูดตรงกันก็คือ
"ยิ่งเราสามารถทำงานชิ้นนึงได้อย่างต่อเนื่องนานเท่าไหร่
เราก็ยิ่งประหยัดเวลาได้เท่านั้น
เพราะไม่ต้องเสียเวลามาตั้งสมาธิเริ่มใหม่"
แต่ฟังแล้วเหมือนตลกร้าย
ถ้าจะบอกว่า
สถานที่ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยที่สุด
สถานที่นั้นก็คือ "ที่ทำงาน"
! ที่ออฟฟิศนี่แหละให้ประสิทธิภาพงานต่ำสุด
ถามว่าทำไม?
ข้อแรก เมื่อเราจับคนมารวมกันเยอะ ๆ
ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สาระหรอก คนเรารักสนุก เฮฮาปาจิงโกะ
ถามจริง ๆ เถอะ วันนึงคุณคุยเรื่องงานในที่ทำงานกี่ชั่วโมงกัน?
ข้อสอง ต่อให้เรามีสมาธิ ก็ไม่ได้หมายว่าเพื่อนร่วมงานจะมีสมาธิตามไปด้วย
เขาอาจจะเดินมาชวนคุยเรื่อยเปื่อย เสียงโทรศัพท์โต๊ะอื่นอาจจะดัง
ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ทำให้แม้แต่คนที่ตั้งใจทำงาน ก็ยากที่จะมีสมาธิ
ข้อสาม จะว่าไปชั่วโมงการทำงานของเราถูกออกแบบมาอย่างพิลึก
ทำงานแป๊บเดียว พักเที่ยงอีกแล้ว
กินกลางวันขึ้นมาก็ท้องอิ่ม บ่าย ๆ คิดอะไรไม่ออก
มึน ๆ งงๆ เลยลงไปซื้อกาแฟ ซื้อผลไม้รวมมากินเล่น
สักพักก็นัดประชุม กว่าจะรวมตัวกันครบก็เลท
แล้วคุณก็รู้นี่ครับ ความคิดดี ๆ ไม่เคยเกิดขึ้นตอนประชุมกับคนเยอะ ๆ
สุดท้ายเราก็ประชุมกันว่าจะประชุมอะไรในครั้งหน้าดี
แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ข้อสี่ สมองคนเราทำงานตั้งแต่ตื่น
แต่จะมาหยุดทำงานเมื่อมาถึงที่งาน
ฟังดูเสียดสี แต่บ่อยครั้งก็เป็นอย่างนั้น
กว่าจะตื่น กว่าจะเดินทางฝ่าฟันการจราจร
เราก็พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับสมองไปแล้ว
นั่นคือ "2 ชั่วโมงแรก" ของวัน
เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า
ในอนาคต บริษัทที่จะทรงประสิทธิภาพ
อาจต้องปล่อยให้พนักงานมีอิสระในการทำงาน
ทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้
ขออย่างเดียว "ให้งานเสร็จตามกำหนด"
ผู้คนจะไม่ถูกวัดด้วย Time-Based อีกต่อไป
แต่จะถูกวัดด้วย Mission Based แทน
แน่นอน ไม่ใช่ทุกตำแหน่งงานที่ทำแบบนี้ได้
แต่เชื่อว่าหลายตำแหน่งงานของบริษัทในอนาคตจะต้องเป็นแบบนี้
วัดกันที่เนื้องาน ไม่ใช่วัดกันที่ใครอยู่ออฟฟิศมากกว่ากัน
ที่ทำงาน ไม่เคยเวิร์ค
และมันจะยังคงไม่เวิร์คต่อไป
ส่วนคนที่ทำงานอิสระอยู่แล้ว
สิ่งที่คุณต้องระวังก็คือ
การถูกรบกวนด้วย Social Media ทั้งหลาย
วันนึงคุณจับมือถือขึ้นมาดูกี่ครั้ง? เยอะมาก
ทำงานแป๊บนึง ก็มีเสียงเด้งเตือน
เปิด FB ดูหน่อย อ่าน LINE รูดจอดู IG
พวกนี้คือ "ตัวขโมยเวลา" และทำให้เราไม่มีสมาธิสุด ๆ
วิธีแก้คือ ปิดเสียงเตือน เปิดดูวันละ 2-3 ครั้งก็พอแล้ว
"ยิ่งเราสามารถทำงานชิ้นนึงได้อย่างต่อเนื่องนานเท่าไหร่
เราก็ยิ่งประหยัดเวลาได้เท่านั้น
เพราะไม่ต้องเสียเวลามาตั้งสมาธิเริ่มใหม่"
เป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ในการบริหารเวลา
เพราะเวลาคือชีวิต
เพราะชีวิตคือเวลา
ใช้มันให้คุ้มค่า
อย่าให้เราขโมยเวลาเราไปเองนะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
"ยิ่งเราสามารถทำงานชิ้นนึงได้อย่างต่อเนื่องนานเท่าไหร่
เราก็ยิ่งประหยัดเวลาได้เท่านั้น
เพราะไม่ต้องเสียเวลามาตั้งสมาธิเริ่มใหม่"
แต่ฟังแล้วเหมือนตลกร้าย
ถ้าจะบอกว่า
สถานที่ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยที่สุด
สถานที่นั้นก็คือ "ที่ทำงาน"
! ที่ออฟฟิศนี่แหละให้ประสิทธิภาพงานต่ำสุด
ถามว่าทำไม?
ข้อแรก เมื่อเราจับคนมารวมกันเยอะ ๆ
ส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้สาระหรอก คนเรารักสนุก เฮฮาปาจิงโกะ
ถามจริง ๆ เถอะ วันนึงคุณคุยเรื่องงานในที่ทำงานกี่ชั่วโมงกัน?
ข้อสอง ต่อให้เรามีสมาธิ ก็ไม่ได้หมายว่าเพื่อนร่วมงานจะมีสมาธิตามไปด้วย
เขาอาจจะเดินมาชวนคุยเรื่อยเปื่อย เสียงโทรศัพท์โต๊ะอื่นอาจจะดัง
ต่าง ๆ นานาเหล่านี้ทำให้แม้แต่คนที่ตั้งใจทำงาน ก็ยากที่จะมีสมาธิ
ข้อสาม จะว่าไปชั่วโมงการทำงานของเราถูกออกแบบมาอย่างพิลึก
ทำงานแป๊บเดียว พักเที่ยงอีกแล้ว
กินกลางวันขึ้นมาก็ท้องอิ่ม บ่าย ๆ คิดอะไรไม่ออก
มึน ๆ งงๆ เลยลงไปซื้อกาแฟ ซื้อผลไม้รวมมากินเล่น
สักพักก็นัดประชุม กว่าจะรวมตัวกันครบก็เลท
แล้วคุณก็รู้นี่ครับ ความคิดดี ๆ ไม่เคยเกิดขึ้นตอนประชุมกับคนเยอะ ๆ
สุดท้ายเราก็ประชุมกันว่าจะประชุมอะไรในครั้งหน้าดี
แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ข้อสี่ สมองคนเราทำงานตั้งแต่ตื่น
แต่จะมาหยุดทำงานเมื่อมาถึงที่งาน
ฟังดูเสียดสี แต่บ่อยครั้งก็เป็นอย่างนั้น
กว่าจะตื่น กว่าจะเดินทางฝ่าฟันการจราจร
เราก็พลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับสมองไปแล้ว
นั่นคือ "2 ชั่วโมงแรก" ของวัน
เล่ามาทั้งหมดเพื่อจะบอกว่า
ในอนาคต บริษัทที่จะทรงประสิทธิภาพ
อาจต้องปล่อยให้พนักงานมีอิสระในการทำงาน
ทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้
ขออย่างเดียว "ให้งานเสร็จตามกำหนด"
ผู้คนจะไม่ถูกวัดด้วย Time-Based อีกต่อไป
แต่จะถูกวัดด้วย Mission Based แทน
แน่นอน ไม่ใช่ทุกตำแหน่งงานที่ทำแบบนี้ได้
แต่เชื่อว่าหลายตำแหน่งงานของบริษัทในอนาคตจะต้องเป็นแบบนี้
วัดกันที่เนื้องาน ไม่ใช่วัดกันที่ใครอยู่ออฟฟิศมากกว่ากัน
ที่ทำงาน ไม่เคยเวิร์ค
และมันจะยังคงไม่เวิร์คต่อไป
ส่วนคนที่ทำงานอิสระอยู่แล้ว
สิ่งที่คุณต้องระวังก็คือ
การถูกรบกวนด้วย Social Media ทั้งหลาย
วันนึงคุณจับมือถือขึ้นมาดูกี่ครั้ง? เยอะมาก
ทำงานแป๊บนึง ก็มีเสียงเด้งเตือน
เปิด FB ดูหน่อย อ่าน LINE รูดจอดู IG
พวกนี้คือ "ตัวขโมยเวลา" และทำให้เราไม่มีสมาธิสุด ๆ
วิธีแก้คือ ปิดเสียงเตือน เปิดดูวันละ 2-3 ครั้งก็พอแล้ว
"ยิ่งเราสามารถทำงานชิ้นนึงได้อย่างต่อเนื่องนานเท่าไหร่
เราก็ยิ่งประหยัดเวลาได้เท่านั้น
เพราะไม่ต้องเสียเวลามาตั้งสมาธิเริ่มใหม่"
เป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ในการบริหารเวลา
เพราะเวลาคือชีวิต
เพราะชีวิตคือเวลา
ใช้มันให้คุ้มค่า
อย่าให้เราขโมยเวลาเราไปเองนะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558
บนนี้ไม่มีอะไรเลย
คนนึงเดินขึ้นเขา
บุกบ่าฝ่าฟันจนถึงยอด
แล้วเปล่งวาจาออกมาว่า
"บนนี้ไม่มีอะไรเลย"
ได้ยินถึงคนข้างล่าง
คนข้างล่างจึงบอกกันว่า
"เห็นมั้ย บนนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องขึ้นไปหรอก"
น่าแปลกที่คำว่า "ไม่มีอะไรเลย"
ของคนข้างบนกับคนข้างล่าง
แตกต่างกันสิ้นเชิง
คนข้างบนเห็นมามาก
จึงพบว่าไม่มีอะไรเลย
คนข้างล่างไม่เคยเห็นอะไรเลย
จึงบอกว่าไม่มีอะไรเลย
แต่เราจะเข้าใจความ
"ไม่มีอะไรเลย" ได้อย่างไร
ถ้าเรายังไม่เคย "มีอะไรเลย"
จึงเป็นเรื่องแปลกของชีวิต
ที่สุดท้ายเราก็ต้องเดินขึ้นเขาไปอยู่ดี
เพื่อที่จะพบด้วยตัวเองว่า
"บนนี้ไม่มีอะไรเลย" จริง ๆ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
บุกบ่าฝ่าฟันจนถึงยอด
แล้วเปล่งวาจาออกมาว่า
"บนนี้ไม่มีอะไรเลย"
ได้ยินถึงคนข้างล่าง
คนข้างล่างจึงบอกกันว่า
"เห็นมั้ย บนนั้นไม่มีอะไรเลย ไม่ต้องขึ้นไปหรอก"
น่าแปลกที่คำว่า "ไม่มีอะไรเลย"
ของคนข้างบนกับคนข้างล่าง
แตกต่างกันสิ้นเชิง
คนข้างบนเห็นมามาก
จึงพบว่าไม่มีอะไรเลย
คนข้างล่างไม่เคยเห็นอะไรเลย
จึงบอกว่าไม่มีอะไรเลย
แต่เราจะเข้าใจความ
"ไม่มีอะไรเลย" ได้อย่างไร
ถ้าเรายังไม่เคย "มีอะไรเลย"
จึงเป็นเรื่องแปลกของชีวิต
ที่สุดท้ายเราก็ต้องเดินขึ้นเขาไปอยู่ดี
เพื่อที่จะพบด้วยตัวเองว่า
"บนนี้ไม่มีอะไรเลย" จริง ๆ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2558
พอใจในสุขที่มี...ดีกว่าทุกข์ใจในสิ่งที่ไม่มี
หลายคนวิ่งแข่งเพื่อตามหา
สิ่งที่่ยังไม่ได้มาครอบครอง
ไม่เคยพอใจ กับสิ่งที่มีอยู่
มั่วแต่ตามหาสิ่งที่สูญเสียไปในอดีต
และยังไม่ได้มาในอนาคต
ทำให้เวลาที่มีค่าที่สุด คือ ปัจจุบัน
เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่สุขเสียที
เฝ้ามองแต่จุดทุกข์ ไม่เคยพอใจกับจุดสุข
หากเรานั่งนิ่งๆมองดู และพอใจในสิ่งที่มีในปัจจุบัน
มองหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ แล้วไม่ไปทุกข์
กับสิ่งที่เสียไป และ ยังไม่ได้มา
เรายังเชื่อว่า เวลาของคุณในปัจจุบันที่มีค่าที่สุด
จะเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุข หามีความทุกข์ไม่
แหล่งที่มา Facebook : Narai Good Day
สิ่งที่่ยังไม่ได้มาครอบครอง
ไม่เคยพอใจ กับสิ่งที่มีอยู่
มั่วแต่ตามหาสิ่งที่สูญเสียไปในอดีต
และยังไม่ได้มาในอนาคต
ทำให้เวลาที่มีค่าที่สุด คือ ปัจจุบัน
เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่สุขเสียที
เฝ้ามองแต่จุดทุกข์ ไม่เคยพอใจกับจุดสุข
หากเรานั่งนิ่งๆมองดู และพอใจในสิ่งที่มีในปัจจุบัน
มองหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ แล้วไม่ไปทุกข์
กับสิ่งที่เสียไป และ ยังไม่ได้มา
เรายังเชื่อว่า เวลาของคุณในปัจจุบันที่มีค่าที่สุด
จะเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความสุข หามีความทุกข์ไม่
แหล่งที่มา Facebook : Narai Good Day
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...





