การเลือกคบคนสำคัญมาก
อิทธิพลในชีวิต กับคนข้างเคียง
จะมีส่วนชี้วัดได้เลย
ว่าเราจิตใจแบบไหน
และฝักใฝ่แบบใด
คบคนดีมีแต่ได้กำไรในชีวิต
คบคนสิ้นคิดชีวิตมีแต่ขาดทุน
เลือกคบคนดี
จะมีแต่สิ่งดีๆ ชักนำกันไป
แต่ถ้าคบแต่คนแย่ๆ
ก็จะมีแต่เรื่องแย่ๆ
และมีเรื่องเดือดร้อน
มาให้รับรู้อยู่เสมอ
ชีวิตเรา เราเลือกเอง
ทางเลือกที่มี
ไม่เคยมีใครมาบีบบังคับ
สำคัญที่มุมมอง
ที่อยากจะก้าวไปในทิศทางใด
และให้ความสำคัญ
กับสิ่งรอบตัวเสมอ
แหล่งที่มา Facebook : สมองไหล Bychix
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ฝึกทำให้คนชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
ผู้คนต้องชอบคุณก่อน เขาถึงจะฟังคุณ
ถ้าผู้คนชอบคุณแล้ว
คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก
เขาก็พร้อมแล้วที่จะเชื่อคุณทุกอย่าง
บางคนมีความรู้มาก แต่คนกลับไม่อยากฟัง
ทำอย่างไรก็ไม่ดังสักที
เขาได้แต่สงสัยว่าทำไม? ทำไม?
และทำไม?
เฉลย : ผู้คนไม่ได้ไม่ชอบความรู้ของคุณ
แต่เขาไม่ชอบคุณ
สิ่งที่คุณมองข้ามไปก็คือ
เขาลืมถามตัวเองว่า "ผู้คนชอบฉันหรือยัง?"
ถ้าคำตอบคือ "ยัง" "ไม่รู้" "ไม่แน่ใจ"
ก็เตรียมพร้อมที่ผู้คนจะไม่สนใจคุณได้เลย
ฝึกทำให้คนชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
จริงใจ อ่อนน้อม เป็นมิตรกับผู้ฟัง ไม่กระโชกโฮกฮาก
พูดเรื่องที่ควรพูด ไม่พูดเรื่องที่ไม่ควรพูด
เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
มีสิ่งดี ๆ มามอบให้เสมอ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ไม่โอ้อวดตัวเอง ไม่พูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย
ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี ช่วยเหลือผู้อื่น
เหล่านี้คือสิ่งเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้คน "ชอบ" คุณ
เรื่องที่พูดนั้นสำคัญ
แต่วิธีพูดนั้นสำคัญกว่า
วิธีพูดนั้นสำคัญ
แต่คนที่พูดนั้นสำคัญกว่า
เราอยากรู้เสมอว่าคนที่พูดนั้น "เราชอบเขาหรือไม่?"
ฝึกนะ ฝึกทำให้คนชอบเรา
เพราะทักษะนี้มีผลกับเราตลอดชีวิต
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ถ้าผู้คนชอบคุณแล้ว
คุณไม่ต้องพูดอะไรหรอก
เขาก็พร้อมแล้วที่จะเชื่อคุณทุกอย่าง
บางคนมีความรู้มาก แต่คนกลับไม่อยากฟัง
ทำอย่างไรก็ไม่ดังสักที
เขาได้แต่สงสัยว่าทำไม? ทำไม?
และทำไม?
เฉลย : ผู้คนไม่ได้ไม่ชอบความรู้ของคุณ
แต่เขาไม่ชอบคุณ
สิ่งที่คุณมองข้ามไปก็คือ
เขาลืมถามตัวเองว่า "ผู้คนชอบฉันหรือยัง?"
ถ้าคำตอบคือ "ยัง" "ไม่รู้" "ไม่แน่ใจ"
ก็เตรียมพร้อมที่ผู้คนจะไม่สนใจคุณได้เลย
ฝึกทำให้คนชอบ จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
จริงใจ อ่อนน้อม เป็นมิตรกับผู้ฟัง ไม่กระโชกโฮกฮาก
พูดเรื่องที่ควรพูด ไม่พูดเรื่องที่ไม่ควรพูด
เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
มีสิ่งดี ๆ มามอบให้เสมอ
เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ไม่โอ้อวดตัวเอง ไม่พูดถึงคนอื่นในแง่ร้าย
ยิ้มแย้ม อารมณ์ดี ช่วยเหลือผู้อื่น
เหล่านี้คือสิ่งเบื้องต้นที่จะทำให้ผู้คน "ชอบ" คุณ
เรื่องที่พูดนั้นสำคัญ
แต่วิธีพูดนั้นสำคัญกว่า
วิธีพูดนั้นสำคัญ
แต่คนที่พูดนั้นสำคัญกว่า
เราอยากรู้เสมอว่าคนที่พูดนั้น "เราชอบเขาหรือไม่?"
ฝึกนะ ฝึกทำให้คนชอบเรา
เพราะทักษะนี้มีผลกับเราตลอดชีวิต
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2558
Google Logo : 26 ส.ค. 2558 ครบรอบ 70 ปี งานเทศกาล "ลา โทมาทินา"
สีสันเทศกาลประจำปีของสเปนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก
กับสงครามมะเขือเทศกว่า 100 ตันบนถนนเมืองบูโยล
ที่สเปน ช่วงถนนสั้นๆแห่งหนึ่งในเมืองบูโยล
ใกล้กับบาเลนเซีย ต้องเจิ่งนองและกลายเป็น
พื้นที่สีแดงอีกครั้ง เมื่อ 'เทศกาลปามะเขือเทศ'
( La Tomatina) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กลับมาให้บรรดาชายหญิงสุดคะนอง
ได้สนุกสนานไปกับการปามะเขือเทศใส่กัน
ว่ากันว่ากิจกรรมรื่นเริงนี้มีส่วนคล้ายกับ
เทศกาลสงกรานต์ของไทยไม่น้อย จะผิดกันคงตรง
ที่ชาว กระทิงดุ จะใช้มะเขือเทศปาใส่กันแทนน้ำนั่นเอง
ทั้งนี้เทศกาลจะถูกจัดขึ้นเฉพาะในเมืองนี้แห่งเดียว
และจำกัดพื้นที่เพียงช่วงสั้นๆบนถนนแคบๆ
ระหว่างตึกในเมืองเท่านั้น
โดยงานนี้จะจัดขึ้นในช่วงท้ายเดือนสิงหาคมทุกปี
ช่วงเช้าก่อนเริ่มงานวันแรก แฮม หรือ หมูรมควัน
ที่ถูกนำไปวางไว้บนเสาลื่นน้ำมันก็จะถูก
คนรุมแย่งปีนขึ้นไปคว้า แต่กว่าจะได้ผู้ชนะเรียก
ได้ว่าแทบสำลัก เพราะนอกจากต้องทุลักทุเลกับความลื่นแล้ว
ยังมีเสียงโห่ร้องเพลงด้านล่างเป็นอุปสรรค
พร้อมกับการฉุดกระชากลากถูลงมาอีก
สุดท้ายทุกคนจะเปล่งเสียงยกย่องผู้พิชิตหมูชิ้นนั้น
ต่อมาเมื่อมีน้ำเริ่มฉีดจนผู้ร่วมงานตัวเปียก
เป็นอันว่าเวลาของการทำสงครามมะเขือเทศเริ่มขึ้นแล้ว
โดยรถบรรทุกหลายคันจะขนมะเขือเทศเข้ามาเป็น 100ตัน
แล้วคนก็จะเริ่มวิ่งกรูเข้ามาแย่งเอามะเขือเทศมาปาใส่กันอย่างสนุกสนาน
แหล่งที่มา เว็บไซต์เด็กดี
วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ชื่อเสียงก็เหมือนดาวบนฟ้า ที่ผู้คนจะมองขึันมา เพื่อชื่นชมความงามของดาว
ทำไม่ได้ จงอย่าสัญญา
เพราะธุรกิจจะถูกตีค่า...จากราคาที่คุย
ได้ก็ให้บอกว่าได้
ไม่ได้ก็ก็ต้องบอกว่าไม่ได้
การทำการค้าคำพูดนั้นสำคัญมากๆ
การเชื่อถือและการยอมรับนั้น
จะถูกตัดสินจากสิ่งที่ออกจากปาก
และผลของการกระทำจากคำพูด
จะเป็นสิ่งที่ตัดสินตัวตนของธุรกิจเรา
อยากขายของเพราะอยากได้เงิน
จึงทำให้เกิดอารมณ์การปิดการขาย
เพื่อทำทุกวิถีทางให้ขายของได้
ในคำพูดของเราจึงเกิดอุบายมากมาย
ที่ชักแม่น้ำทั้ง 5 ขึ้นมา เพื่อการหว่านล้อมกัน
เมื่อจิตใจถูกความโลภเข้าครอบงำ
จรรยาบรรณที่ดีมักจะหายไป
สำคัญอยู่ที่ว่าจะมองแค่เงินอยู่ตรงหน้า
หรือมองธุรกิจให้เติบโต
ขายไม่ได้ในวันนี้
อาจเป็นเพราะเราไม่มีในสิ่งที่ลุกค้าต้องการ
แต่ความตรงไปตรงมา จะทำให้เกิดความชัดเจน
และลูกค้าจะสัมผัสได้ ถึงความจริงใจ
ถึงวันนี้ขายไม่ได้ วันนึงเมื่อเค้าอยากได้ในสิ่งที่เรามี
แล้วสักวันลูกค้าจะกลับมา
ถ้าเราไม่มีในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้
แต่สามารถเรียกรับเงินลูกค้าไว้
เมื่อผลงานที่ทำหรือสินค้าที่จัดหามาได้ไม่ดี
และขายของหมกเม็ดคุณภาพต่ำๆ ไว้
นั่นคือการทำลายทั้งตัวเองและลูกค้าอย่างร้ายแรง
เพราะลูกค้าจะให้โอกาสเราแค่ครั้งเดียว
ถ้าทำไม่ดีจะไม่มีวันกลับมาซื้อซ้ำเป็นลูกค้าประจำ
แต่ถ้าทำได้ดีลูกค้าเกิดความประทับใจ
โอกาสในการขายครั้งต่อๆ ไปจะมีให้เก็บกินไปอีกนาน
และความหนักแน่นในจุดยืนที่ดีนี่แหล่ะ
จะเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ ที่จะได้มาครอบครอง
ก็คือคำว่า "ชื่อเสียง" ที่ผู้คนยอมรับ
คำๆ นี้ เหมือนดาวบนท้องฟ้า
วันนึงถ้าคว้าดาวมาได้ แล้วมองลงมาจากฟ้า
แล้วเราจะเห็นผู้คนมากมาย
ที่กำลังชะเง้อมองเราอยู่
และวันนั้นธุรกิจจะอยู่ในจุดเติบโตที่ดี
ที่มีลูกค้าพร้อมใจ จะจ่ายเงินให้ด้วยความยินดี
แบบที่เราอาจจะไม่ต้องพูดอะไร ออกมาจากปากอีกเลย ^^
แหล่งที่มา Facebook : สมองไหล Bychix
เพราะธุรกิจจะถูกตีค่า...จากราคาที่คุย
ได้ก็ให้บอกว่าได้
ไม่ได้ก็ก็ต้องบอกว่าไม่ได้
การทำการค้าคำพูดนั้นสำคัญมากๆ
การเชื่อถือและการยอมรับนั้น
จะถูกตัดสินจากสิ่งที่ออกจากปาก
และผลของการกระทำจากคำพูด
จะเป็นสิ่งที่ตัดสินตัวตนของธุรกิจเรา
อยากขายของเพราะอยากได้เงิน
จึงทำให้เกิดอารมณ์การปิดการขาย
เพื่อทำทุกวิถีทางให้ขายของได้
ในคำพูดของเราจึงเกิดอุบายมากมาย
ที่ชักแม่น้ำทั้ง 5 ขึ้นมา เพื่อการหว่านล้อมกัน
เมื่อจิตใจถูกความโลภเข้าครอบงำ
จรรยาบรรณที่ดีมักจะหายไป
สำคัญอยู่ที่ว่าจะมองแค่เงินอยู่ตรงหน้า
หรือมองธุรกิจให้เติบโต
ขายไม่ได้ในวันนี้
อาจเป็นเพราะเราไม่มีในสิ่งที่ลุกค้าต้องการ
แต่ความตรงไปตรงมา จะทำให้เกิดความชัดเจน
และลูกค้าจะสัมผัสได้ ถึงความจริงใจ
ถึงวันนี้ขายไม่ได้ วันนึงเมื่อเค้าอยากได้ในสิ่งที่เรามี
แล้วสักวันลูกค้าจะกลับมา
ถ้าเราไม่มีในสิ่งที่ลูกค้าอยากได้
แต่สามารถเรียกรับเงินลูกค้าไว้
เมื่อผลงานที่ทำหรือสินค้าที่จัดหามาได้ไม่ดี
และขายของหมกเม็ดคุณภาพต่ำๆ ไว้
นั่นคือการทำลายทั้งตัวเองและลูกค้าอย่างร้ายแรง
เพราะลูกค้าจะให้โอกาสเราแค่ครั้งเดียว
ถ้าทำไม่ดีจะไม่มีวันกลับมาซื้อซ้ำเป็นลูกค้าประจำ
แต่ถ้าทำได้ดีลูกค้าเกิดความประทับใจ
โอกาสในการขายครั้งต่อๆ ไปจะมีให้เก็บกินไปอีกนาน
และความหนักแน่นในจุดยืนที่ดีนี่แหล่ะ
จะเป็นรางวัลอันยิ่งใหญ่ ที่จะได้มาครอบครอง
ก็คือคำว่า "ชื่อเสียง" ที่ผู้คนยอมรับ
คำๆ นี้ เหมือนดาวบนท้องฟ้า
วันนึงถ้าคว้าดาวมาได้ แล้วมองลงมาจากฟ้า
แล้วเราจะเห็นผู้คนมากมาย
ที่กำลังชะเง้อมองเราอยู่
และวันนั้นธุรกิจจะอยู่ในจุดเติบโตที่ดี
ที่มีลูกค้าพร้อมใจ จะจ่ายเงินให้ด้วยความยินดี
แบบที่เราอาจจะไม่ต้องพูดอะไร ออกมาจากปากอีกเลย ^^
แหล่งที่มา Facebook : สมองไหล Bychix
วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2558
Google Logo : 24 ส.ค. 2558 วันครบรอบวันเกิด 125 ปี ดู้ก คาฮานาโมกุ
เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ เมืองฮาวาย อเมริกัน
มีเชื่อเสียงทั้งในการแข่งขันกีฬาระดับโอลิมปิก
และการแสดง และอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่ได้รับความนิยม
และเผยแพร่จากดู้ก คาฮานาโมกุคือ การเล่นกระดานโต้คลื่น
โดยที่เมืองฮาวายเป็นที่นิยมกันอย่างมาก
คนในเมืองนี้จะรู้จักเขาเป็นอย่างดี
ดู้ก สร้างชื่อเสียงให้ชาติมากมายในด้านกีฬา
โดยการได้มาถึงเหรียญทอง 5 ครั้งในกีฬาระดับโลก
อย่างโอลิมปิกแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขา
นอกจากนั้นแล้ว ดู้ก คาฮานาโมกุยังเป็นนายอำเภอ
และนักธุรกิจอีกด้วย แต่ดู้ก คาฮานาโมกุได้เสียชีวิต
ด้วยอาการหัวใจวาย ในปี 1968 รวมอายุได้ 77 ปี
แหล่งที่มา Facebook : เว็บไซต์ entoyou.com
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558
เงินสำคัญ
มีคนสองประเภทที่จะคอยบอกเราว่า "เงินไม่สำคัญ"
คนไม่มีเงิน กับ คนมีเงิน
ซึ่งไม่มีประโยชน์กับเราทั้งคู่
คนไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงิน หาไม่ได้ จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
คนมีเงิน เมื่อมีเงินแล้ว หาได้แล้ว จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
ทั้งที่จริง เงินนั้นสำคัญ
แต่การฟังคนสองกลุ่มนี้จะทำให้เราหลงคิดไปว่า
เงินไม่สำคัญ
พอพูดแบบนี้ ก็จะมีคนรีบแย้งมาอีกว่า
เงินสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด
ซึ่งก็จะแปลกใจทุกครั้งว่า
แล้วพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ ก็รีบออกตัวซะแล้ว
เงินนั้นเป็นเรื่องแปลก เราต้องทำมาหากินทุกวัน ทั้งชีวิต
แต่กลับพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
เรากระดากใจที่หาเงินได้น้อยกว่าที่เราควรจะหาได้
ก็เลยพยายามกลบเกลื่อนใส่ร้ายป้ายสีให้เงินเป็นสิ่งชั่วร้าย
ใครพูดเรื่องเงิน คือคนโลภ
(เหมือนที่โพสต์นี้มีสิทธิ์โดนดราม่าสูงมาก)
แปลกใจที่ทำไมเราไม่เคยพยายามทำความเข้าใจว่า
เราจะหาเงิน รักษาเงิน และเพิ่มพูนเงินอย่างไร
ทั้งที่เงินนั้นสำคัญมาก
..ยัง ไม่ได้พูดว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ
อย่าเพิ่งร้อนตัว 555+
อยากจะเป็นคนมีเงินที่บอกว่า "เงินสำคัญ"
วันที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ชีวิตจะคิดอะไรออกอีกเยอะเลย
วันที่เราไม่ต้องทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว งานนั้นจะมีพลังมาก ๆ
วันที่เราช่วยเหลือตัวเองรอดแล้ว เราจึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้
เงินสำคัญ แต่บางทีการเอาแต่หาเงิน มันก็ทำให้ชีวิตวุ่นวายไปหน่อย
เพราะฉะนั้นต้องรีบทำให้มันจบ ๆ ให้พ้นจากความยากจน
ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ตลอดชีวิตไปเลยยิ่งดี
ซึ่งทั้งหมดไม่ได้แปลว่าต้องรวยล้นฟ้านะ
แต่แค่เรามองออกว่า ชีวิตที่เหลืออยู่เราจะทำมาหากินอะไร
อย่างมีความสุข และพอกินพอใช้
ไม่ต้องกระเสือกกระสนจนวันตาย
เพราะเงินนั้นสำคัญมาก
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
คนไม่มีเงิน กับ คนมีเงิน
ซึ่งไม่มีประโยชน์กับเราทั้งคู่
คนไม่มีเงิน เมื่อไม่มีเงิน หาไม่ได้ จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
คนมีเงิน เมื่อมีเงินแล้ว หาได้แล้ว จึงบอกว่าเงินไม่สำคัญ
ทั้งที่จริง เงินนั้นสำคัญ
แต่การฟังคนสองกลุ่มนี้จะทำให้เราหลงคิดไปว่า
เงินไม่สำคัญ
พอพูดแบบนี้ ก็จะมีคนรีบแย้งมาอีกว่า
เงินสำคัญ แต่ไม่สำคัญที่สุด
ซึ่งก็จะแปลกใจทุกครั้งว่า
แล้วพูดตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ ก็รีบออกตัวซะแล้ว
เงินนั้นเป็นเรื่องแปลก เราต้องทำมาหากินทุกวัน ทั้งชีวิต
แต่กลับพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงมัน
เรากระดากใจที่หาเงินได้น้อยกว่าที่เราควรจะหาได้
ก็เลยพยายามกลบเกลื่อนใส่ร้ายป้ายสีให้เงินเป็นสิ่งชั่วร้าย
ใครพูดเรื่องเงิน คือคนโลภ
(เหมือนที่โพสต์นี้มีสิทธิ์โดนดราม่าสูงมาก)
แปลกใจที่ทำไมเราไม่เคยพยายามทำความเข้าใจว่า
เราจะหาเงิน รักษาเงิน และเพิ่มพูนเงินอย่างไร
ทั้งที่เงินนั้นสำคัญมาก
..ยัง ไม่ได้พูดว่าเงินสำคัญที่สุด
แค่บอกว่าเงินสำคัญ
อย่าเพิ่งร้อนตัว 555+
อยากจะเป็นคนมีเงินที่บอกว่า "เงินสำคัญ"
วันที่ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน ชีวิตจะคิดอะไรออกอีกเยอะเลย
วันที่เราไม่ต้องทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว งานนั้นจะมีพลังมาก ๆ
วันที่เราช่วยเหลือตัวเองรอดแล้ว เราจึงจะช่วยเหลือคนอื่นได้
เงินสำคัญ แต่บางทีการเอาแต่หาเงิน มันก็ทำให้ชีวิตวุ่นวายไปหน่อย
เพราะฉะนั้นต้องรีบทำให้มันจบ ๆ ให้พ้นจากความยากจน
ให้ไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ตลอดชีวิตไปเลยยิ่งดี
ซึ่งทั้งหมดไม่ได้แปลว่าต้องรวยล้นฟ้านะ
แต่แค่เรามองออกว่า ชีวิตที่เหลืออยู่เราจะทำมาหากินอะไร
อย่างมีความสุข และพอกินพอใช้
ไม่ต้องกระเสือกกระสนจนวันตาย
เพราะเงินนั้นสำคัญมาก
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2558
การวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณ
ความแก่มีจริง อาการหมดไฟมีจริง
ความเจ็บป่วยก็มีจริง อาการหมดแรงมีจริง
และอาการหมดตังค์ ตอนหมดแรงก็มีจริง
เมื่อมาถึงจุดนึงของชีวิต
เราจะเริ่มเห็นคนที่เดินมาก่อนหน้าเรา
ไปถึงจุดที่อีกหน่อยเราก็จะต้องไปถึง
คำถามจึงอยู่ที่ เราอยากไปถึงจุดนั้นแบบไหน?
เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันบ่ายคล้อย ใกล้ตะวันตกดิน
ยุคนี้เรื่องของการวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณ
เป็นเรื่องที่ฮอตฮิตมาก ฮิตจนหลายคนเลยต่อต้านซะงั้น
พูดกันไปว่าเดี๋ยวก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว คนสมัยก่อนยังอยู่มาได้
เรื่องวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณมันเป็นเรื่องกังวลเกินกว่าเหตุ
คนที่พูดเรื่องนี้ อยากจะขายประกัน ขายกองทุนล่ะสิท่า บางคนก็ว่าไปแบบนั้น
เรื่องนี้ก็พูดยาก เอาที่สบายใจก็แล้วกัน
เพียงแต่อยากจะเล่าให้ฟังว่า
คงเดินทางมาถึงจุดที่รุ่นพี่หลาย ๆ คนเริ่มเป็นรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณ
พวกเขาไม่ได้อยู่ในโมงยามของรุ่งอรุณอีกต่อไปแล้ว
ไม่ได้คึกคักเต็มไปด้วยพลัง ไม่ได้พร้อมจะเริ่มอะไรใหม่
เขาอยากจะหาที่ร่อนลง แต่ยังไม่รู้ว่าตรงไหน?
บ้างทำงานมาจนล้า บ่นว่าเหนื่อย แต่หยุดไม่ได้
บ้างปรับตัวไม่ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ
บ้างเพิ่งตรวจสอบสินทรัพย์ตัวเอง เพื่อที่จะพบว่าแทบไม่มีเงินเก็บเลย
บ้างเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้ขุดบ่อน้ำไว้ ตั้งแต่วันที่ยังไม่กระหายน้ำ
อ่านแล้วเครียดเนอะ
แต่มันจะเครียดกว่า ถ้าเป็นชีวิตเราจริง ๆ
ไม่ใช่ตัวหนังสือที่อ่านแล้วรูดปรื้ด ๆ แบบนี้
สิ่งที่พยายามจะบอกก็คือ
ถ้าไม่ตายซะก่อน เราได้แก่ชราแน่ ๆ
และเราอาจจะได้เจ็บป่วย อาจได้พบกับมรสุมชีวิตที่ไม่คาดคิด
อาจหมดไฟ หมดแรง หมดตังค์
ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
อย่าโลกสวย จนลืมกางตาข่าย ปูฟูกไว้เผื่อตอนล้มด้วย
การวางแผนการเงิน
ไม่ต่างจากการฝึกภาษา ลดน้ำหนัก หรือการปลูกต้นไม้
นั่นคือ มันต้องใช้เวลา และไม่เห็นผลกระทบในวันเดียว
มันคือสิ่งที่เหมือนจะไม่จำเป็น จนกระทั่งมันจำเป็น นั่นล่ะเราถึงรู้ซึ้งว่าจำเป็น
หนึ่งในคำพูดที่เศร้าที่สุดก็คือคำว่า "ไม่ทันแล้ว"
และเรื่องการวางแผนทางการเงิน ก็คือหนึ่งในเรื่องที่ถ้าเราบอกว่า "ไม่ทันแล้ว"
มันจะเจ็บปวดเหลือเกิน
ถ้าเราวางแผนเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ เราจะเครียดน้อย เพราะมีเวลาเยอะ
ถ้าเราวางแผนช้า เราจะเครียดเยอะ เพราะมีเวลาน้อย
เมื่อวานผ่านไปแล้ว วันนี้เริ่มถึงจะสาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร
ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไรนั้น
หนังสือ ยูทูบ สัมมนา มหาศาลความรู้
ทั้งฟรีและเสียเงิน รอให้เราทำความเข้าใจอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากทำจริง ๆ หรือเปล่าเท่านั้นเอง
ความแก่มีจริง อาการหมดไฟมีจริง
ความเจ็บป่วยก็มีจริง อาการหมดแรงมีจริง
และอาการหมดตังค์ ตอนหมดแรงก็มีจริง
วางแผนการเงินไว้ตั้งแต่วันที่ยังมีแรง วันที่ยังเป็นหนุ่มสาว
วันที่ยังหาเงินได้ วันที่ยังไม่จำเป็นต้องวางแผน
วันที่ยังไม่หิวน้ำ วันที่ยังไม่ต้องการร่มเงา
เมื่อวันที่ต้องใช้งานขึ้นมาจริง ๆ
เมื่อนั้นจะได้ไม่ต้องมีคำว่า "ไม่ทันแล้ว"
ยังไงล่ะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
ความเจ็บป่วยก็มีจริง อาการหมดแรงมีจริง
และอาการหมดตังค์ ตอนหมดแรงก็มีจริง
เมื่อมาถึงจุดนึงของชีวิต
เราจะเริ่มเห็นคนที่เดินมาก่อนหน้าเรา
ไปถึงจุดที่อีกหน่อยเราก็จะต้องไปถึง
คำถามจึงอยู่ที่ เราอยากไปถึงจุดนั้นแบบไหน?
เราอยากมีชีวิตแบบไหนในวันบ่ายคล้อย ใกล้ตะวันตกดิน
ยุคนี้เรื่องของการวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณ
เป็นเรื่องที่ฮอตฮิตมาก ฮิตจนหลายคนเลยต่อต้านซะงั้น
พูดกันไปว่าเดี๋ยวก็เอาตัวรอดได้อยู่แล้ว คนสมัยก่อนยังอยู่มาได้
เรื่องวางแผนการเงิน วางแผนเกษียณมันเป็นเรื่องกังวลเกินกว่าเหตุ
คนที่พูดเรื่องนี้ อยากจะขายประกัน ขายกองทุนล่ะสิท่า บางคนก็ว่าไปแบบนั้น
เรื่องนี้ก็พูดยาก เอาที่สบายใจก็แล้วกัน
เพียงแต่อยากจะเล่าให้ฟังว่า
คงเดินทางมาถึงจุดที่รุ่นพี่หลาย ๆ คนเริ่มเป็นรุ่นใหญ่วัยใกล้เกษียณ
พวกเขาไม่ได้อยู่ในโมงยามของรุ่งอรุณอีกต่อไปแล้ว
ไม่ได้คึกคักเต็มไปด้วยพลัง ไม่ได้พร้อมจะเริ่มอะไรใหม่
เขาอยากจะหาที่ร่อนลง แต่ยังไม่รู้ว่าตรงไหน?
บ้างทำงานมาจนล้า บ่นว่าเหนื่อย แต่หยุดไม่ได้
บ้างปรับตัวไม่ทันกับกระแสความเปลี่ยนแปลง ไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ
บ้างเพิ่งตรวจสอบสินทรัพย์ตัวเอง เพื่อที่จะพบว่าแทบไม่มีเงินเก็บเลย
บ้างเพิ่งรู้ตัวว่าไม่ได้ขุดบ่อน้ำไว้ ตั้งแต่วันที่ยังไม่กระหายน้ำ
อ่านแล้วเครียดเนอะ
แต่มันจะเครียดกว่า ถ้าเป็นชีวิตเราจริง ๆ
ไม่ใช่ตัวหนังสือที่อ่านแล้วรูดปรื้ด ๆ แบบนี้
สิ่งที่พยายามจะบอกก็คือ
ถ้าไม่ตายซะก่อน เราได้แก่ชราแน่ ๆ
และเราอาจจะได้เจ็บป่วย อาจได้พบกับมรสุมชีวิตที่ไม่คาดคิด
อาจหมดไฟ หมดแรง หมดตังค์
ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
อย่าโลกสวย จนลืมกางตาข่าย ปูฟูกไว้เผื่อตอนล้มด้วย
การวางแผนการเงิน
ไม่ต่างจากการฝึกภาษา ลดน้ำหนัก หรือการปลูกต้นไม้
นั่นคือ มันต้องใช้เวลา และไม่เห็นผลกระทบในวันเดียว
มันคือสิ่งที่เหมือนจะไม่จำเป็น จนกระทั่งมันจำเป็น นั่นล่ะเราถึงรู้ซึ้งว่าจำเป็น
หนึ่งในคำพูดที่เศร้าที่สุดก็คือคำว่า "ไม่ทันแล้ว"
และเรื่องการวางแผนทางการเงิน ก็คือหนึ่งในเรื่องที่ถ้าเราบอกว่า "ไม่ทันแล้ว"
มันจะเจ็บปวดเหลือเกิน
ถ้าเราวางแผนเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ เราจะเครียดน้อย เพราะมีเวลาเยอะ
ถ้าเราวางแผนช้า เราจะเครียดเยอะ เพราะมีเวลาน้อย
เมื่อวานผ่านไปแล้ว วันนี้เริ่มถึงจะสาย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร
ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไรนั้น
หนังสือ ยูทูบ สัมมนา มหาศาลความรู้
ทั้งฟรีและเสียเงิน รอให้เราทำความเข้าใจอยู่แล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากทำจริง ๆ หรือเปล่าเท่านั้นเอง
ความแก่มีจริง อาการหมดไฟมีจริง
ความเจ็บป่วยก็มีจริง อาการหมดแรงมีจริง
และอาการหมดตังค์ ตอนหมดแรงก็มีจริง
วางแผนการเงินไว้ตั้งแต่วันที่ยังมีแรง วันที่ยังเป็นหนุ่มสาว
วันที่ยังหาเงินได้ วันที่ยังไม่จำเป็นต้องวางแผน
วันที่ยังไม่หิวน้ำ วันที่ยังไม่ต้องการร่มเงา
เมื่อวันที่ต้องใช้งานขึ้นมาจริง ๆ
เมื่อนั้นจะได้ไม่ต้องมีคำว่า "ไม่ทันแล้ว"
ยังไงล่ะ
แหล่งที่มา Facebook : Boy's Thought
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558
ปีที่ 2 ฉบับที่ 261 วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558
คุณจะเรียกเขาว่าหนุ่มเซอร์ หนุ่มหล่อ หรือเด็กแนว หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่แน่นอนก็คือ "โทนี่ รากแก่น" มีตัวตนและสไตล์ที่ชัดเจนจนโดดเด่นบนเส้นทางบันเทิงอยู่ในขณะนี้
new)108 ฉบับวันจันทร์บันเทิง เราพาไปรู้จักตัวตนของหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้น พร้อมเรื่องราวผลงานที่กำลังจะออกฉายและธุรกิจที่กำลังไปได้สวย
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/new108-261-17-2558-1.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
new)108 ฉบับวันจันทร์บันเทิง เราพาไปรู้จักตัวตนของหนุ่มคนนี้ให้มากขึ้น พร้อมเรื่องราวผลงานที่กำลังจะออกฉายและธุรกิจที่กำลังไปได้สวย
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/new108-261-17-2558-1.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558
คุณพ่อคุณแม่...อย่ารักลูกเกินเหตุ จนเป็นทาสรักนะ
ยุคสมัยนี้ รู้สึกว่า พ่อแม่ไทย (จำนวนมาก)
กำลังให้ความรักกับลูก สูงเว่อร์เกินไปมาก
จริงอยู่ ความรักของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก มันมากมาย หาที่สุดไม่ได้
แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ดีว่า พ่อแม่ควรจะบำเพ็ญทุกรกิริยา(ทำร้ายตัวเอง)
เพื่อเอาทุกอย่างไปทุ่มให้ลูก
พ่อแม่ยอมขึ้นรถเมล์… แต่บอกให้ลูกขึ้น TAXI
พ่อแม่กินกาแฟโบราณ...แต่ให้ลูกกินกาแฟหรู
พ่อแม่ใช้มือถือจีน...แต่ให้ลูกใช้ไอโฟนหน้าใหญ่
นี่มันใช่เหรอ ?
ยังไม่นับสารพัดงานบ้าน กวาดถูบ้าน ล้างจาน เทขยะ ...
พ่อแม่ก็ยังไปแย่งทำเองหมด ด้วยหวังว่า
อยากให้ลูกอ่านหนังสือเต็มที่ งานบ้านมันกระจอก ปล่อยพ่อแม่ทำเอง
นี่มันใช่เหรอ ?
กล้าฟันธงว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งอ่านหนังสือตลอดเวลาหรอก...
ตอนคุณหิ้วขยะออกไปเท ลองชำเลืองมองลูกดู...
ถ้าไม่นั่งดูทีวี เล่นเน็ท ก็กำลังแชทไลน์กับเพื่อน
พ่อแม่อย่าไปทำงานบ้านแทนเขาทั้งหมด ...
หากคุณไม่มอบหมายให้ทำงานบ้านอะไรเลย
ลูกจะมีโอกาสกลายร่างเป็น “เด็กที่เป็นศูนย์กลางระบบสุริยจักรวาล”
...ทุกสรรพสิ่งล้วนหมุนรอบตัวกรู
เขาจะยุ่งอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง
ต้องทำการบ้าน ต้องทำงานฝีมือ ต้องหาข้อมูล ฯลฯ
เรื่องของกรูสำคัญที่สุดในสามโลก
หนักเข้า ก็เอาแต่อยู่แต่ในห้องตัวเอง
จนพ่อแม่แทบจะต้องส่งข้าว ส่งน้ำ
คุยกันโดยส่ง LINE ในบ้าน
ถ้าพ่อแม่ยอม ก็คือการบอกลูกทางอ้อมว่า
ลูกเป็นคนพิเศษ พ่อแม่พร้อมจะเป็นทาสรัก ...
ยอมทำงานบ้าน ทำงานหาเงิน และจะประหยัด
เพื่อส่งมอบทรัพยากรทั้งหมด พร้อมความรักไปที่ลูก
อย่าไปสอนเขาว่า
เขาอยู่เหนืองานบ้าน งานกระจอกที่น่าเบื่อหน่าย ...จงปล่อยให้แม่ทำ
เขาอยู่เหนือการประหยัด มัธยัสต์ทั้งปวง... จงปล่อยพ่ออด
เพราะนั่นคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้แตกต่าง
จากความเป็นจริงนอกบ้าน มันคือโลกเสมือน ที่มีเฉพาะในบ้านคุณเท่านั้น
ถ้าพ่อแม่ไม่สอนเขา ...โลกจริงจะสอนเขาเอง
แหล่งที่มา Facebook : นิ้วโป้ง Fundamental VI
กำลังให้ความรักกับลูก สูงเว่อร์เกินไปมาก
จริงอยู่ ความรักของพ่อแม่ ที่มีต่อลูก มันมากมาย หาที่สุดไม่ได้
แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ดีว่า พ่อแม่ควรจะบำเพ็ญทุกรกิริยา(ทำร้ายตัวเอง)
เพื่อเอาทุกอย่างไปทุ่มให้ลูก
พ่อแม่ยอมขึ้นรถเมล์… แต่บอกให้ลูกขึ้น TAXI
พ่อแม่กินกาแฟโบราณ...แต่ให้ลูกกินกาแฟหรู
พ่อแม่ใช้มือถือจีน...แต่ให้ลูกใช้ไอโฟนหน้าใหญ่
นี่มันใช่เหรอ ?
ยังไม่นับสารพัดงานบ้าน กวาดถูบ้าน ล้างจาน เทขยะ ...
พ่อแม่ก็ยังไปแย่งทำเองหมด ด้วยหวังว่า
อยากให้ลูกอ่านหนังสือเต็มที่ งานบ้านมันกระจอก ปล่อยพ่อแม่ทำเอง
นี่มันใช่เหรอ ?
กล้าฟันธงว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งอ่านหนังสือตลอดเวลาหรอก...
ตอนคุณหิ้วขยะออกไปเท ลองชำเลืองมองลูกดู...
ถ้าไม่นั่งดูทีวี เล่นเน็ท ก็กำลังแชทไลน์กับเพื่อน
พ่อแม่อย่าไปทำงานบ้านแทนเขาทั้งหมด ...
หากคุณไม่มอบหมายให้ทำงานบ้านอะไรเลย
ลูกจะมีโอกาสกลายร่างเป็น “เด็กที่เป็นศูนย์กลางระบบสุริยจักรวาล”
...ทุกสรรพสิ่งล้วนหมุนรอบตัวกรู
เขาจะยุ่งอยู่แต่กับเรื่องของตัวเอง
ต้องทำการบ้าน ต้องทำงานฝีมือ ต้องหาข้อมูล ฯลฯ
เรื่องของกรูสำคัญที่สุดในสามโลก
หนักเข้า ก็เอาแต่อยู่แต่ในห้องตัวเอง
จนพ่อแม่แทบจะต้องส่งข้าว ส่งน้ำ
คุยกันโดยส่ง LINE ในบ้าน
ถ้าพ่อแม่ยอม ก็คือการบอกลูกทางอ้อมว่า
ลูกเป็นคนพิเศษ พ่อแม่พร้อมจะเป็นทาสรัก ...
ยอมทำงานบ้าน ทำงานหาเงิน และจะประหยัด
เพื่อส่งมอบทรัพยากรทั้งหมด พร้อมความรักไปที่ลูก
อย่าไปสอนเขาว่า
เขาอยู่เหนืองานบ้าน งานกระจอกที่น่าเบื่อหน่าย ...จงปล่อยให้แม่ทำ
เขาอยู่เหนือการประหยัด มัธยัสต์ทั้งปวง... จงปล่อยพ่ออด
เพราะนั่นคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมในบ้านให้แตกต่าง
จากความเป็นจริงนอกบ้าน มันคือโลกเสมือน ที่มีเฉพาะในบ้านคุณเท่านั้น
ถ้าพ่อแม่ไม่สอนเขา ...โลกจริงจะสอนเขาเอง
แหล่งที่มา Facebook : นิ้วโป้ง Fundamental VI
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558
การคุ้มครองวงเงินฝาก
ในอดีตผู้ฝากเงินในบัญชีเงินฝากจะได้รับการคุ้มครองวงเงินฝากที่จะได้คืนหากสถาบันการเงินไม่สามารถจ่ายเงินได้เป็นจำนวน 50 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงดังนี้
ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ส.ค. 59 คุ้มครองวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาท และ
ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 59 เป็นต้นไปจะคุ้มครองวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท
(มาตรา 53 และ 54 พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551, มาตรา 3(3)
และ (4) พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555)
แหล่งที่มา เว็บไซต์ www.matralaw.com, Facebook : Matra Law
ตั้งแต่วันนี้ถึง 10 ส.ค. 59 คุ้มครองวงเงินไม่เกิน 25 ล้านบาท และ
ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. 59 เป็นต้นไปจะคุ้มครองวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท
(มาตรา 53 และ 54 พ.ร.บ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551, มาตรา 3(3)
และ (4) พระราชกฤษฎีกากำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555)
แหล่งที่มา เว็บไซต์ www.matralaw.com, Facebook : Matra Law
ปีที่ 2 ฉบับที่ 260 วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2558
30 ปีที่แล้ว ผู้ชายคนหนึ่งลุกขึ้นมาถามหา "แดนศิวิไลซ์" และใครหลายคนได้ร่วมเดินทางสายดนตรีไปค้นหาดินแดนในอุดมคติพร้อมกับเจ้าของเพลงนั้น ผลงานชุดต่อๆ มา ของหนุ่มคนเดียวกันแฝงไว้ด้วยเนื้อหาเชิงปรัชญาเช่นเคย แต่มีแนวทางที่หันเข้าหาผลตอบแทนเชิงพาณิชย์มากขึ้น ก่อนจะผันตัวเองไปเป็นเจ้าของค่ายในที่สุด
หลังจากห่างหายไปนานกว่า 10 ปี วันนี้ "ธเนศ วรากุลนุเคราะห์" กลับมายืนแถวหน้าในฐานะ "คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต" อีกครั้ง new)108 จึงไม่พลาดโอกาสที่จะนำเสนอมุมมองของหนุ่มใหญ่ที่มีส่วนในการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ให้กับวงการดนตรีไทยคนนี้
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-260-14-aug-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
หลังจากห่างหายไปนานกว่า 10 ปี วันนี้ "ธเนศ วรากุลนุเคราะห์" กลับมายืนแถวหน้าในฐานะ "คนเขียนเพลง บรรเลงชีวิต" อีกครั้ง new)108 จึงไม่พลาดโอกาสที่จะนำเสนอมุมมองของหนุ่มใหญ่ที่มีส่วนในการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ให้กับวงการดนตรีไทยคนนี้
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-260-14-aug-2558.html
แหล่งที่มา Facebook : New)108
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
40 สมาชิกใหม่ 1 ธ.ต.2568
ตอน 39 บ๊ายบายแพนด้า ครอบครัวหมาใกล้บ้าน (บ้านน้าเฮีย) เขาได้นำหมาอายุ 4 เดือนมาเลี้ยง เป็นเพศเมีย ชื่อฟักทอง จนผ่านมา 2- 3 เดือน เริ่มผสมพั...
-
ผู้ประกันตน มาตรา 39 คือ ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ...
-
การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซ...



