วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

10 best Ways To Live Well

10 วิธีใช้ชีวิตให้สุขสุดๆ
ใครๆ ก็อยากมีความสุข แต่ในชีวิตจริงสำหรับบางคนแล้ว ดูเหมือนความสุขช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากเต็มที แล้วความสุขนั้นหลบไปอยู่ที่ไหน ทำไมผู้คนจึงวุ่นวาย ต่างวิ่งไล่ ไขว่คว้าค้นหาความสุขกันไม่หยุดหย่อน ต่อไปนี้เป็นหลักคิดง่ายๆ 10 วิธี สำหรับทำชีวิตให้มีความสุขสุดๆ

  1. คิดเป็น อันดับแรกของคนที่มีความสุขอยู่เสมอ หมายความว่า คนคนนั้นต้องคิดเป็น คิดเป็นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนช่างคิด แค่มีมุมมองต่อชีวิตในทางที่ถูก พูดง่ายๆ มองบวกคิดบวก อยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ถ้าหัวใจเราพร้อมสุข แต่ถ้าคิดทุกอย่างหรือทุกอย่างเป็นลบ อยู่ที่ไหนก็คงได้แต่ถอนใจเพราะมองแต่เรื่องไม่เป็นสุข คนที่คิดบวกอยู่เสมอจะเป็นคนที่มีความสุข แม้เมื่อเจอสถานการณ์ย่ำแย่ ก็ยังมองเห็นทางออก คิดหาหนทางคลี่คลายได้และสุขใจได้เสมอ

    เติมสุขกันสักนิด : ชื่นชมสิ่งเล็กๆ ที่ดีในแต่ละวัน เช่น เพื่อนเก่าโทรมา เพื่อนบ้านยิ้มทักทาย เห็นดอกไม้บานสวยงาม
  2. แก้ปัญหาให้เป็น เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ต้องรู้จักตั้งรับ หาทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หาวิธีหนีปัญหา แต่ควรประเมินสถานการณ์ ประเมินตัวเอง สอบถามผู้รู้ หรือขอคำแนะนำ ปัญหาบางอย่างแก้ได้ในคราวเดียว บางอย่างต้องคอยแก้ไขไปทีละเปลาะ แล้วทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลาย ตัวเราก็จะได้ฝึกรับมือกับปัญหาได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ หรือปัญหาที่เคยมีก็จะไม่กลายเป็นปัญหาอีกต่อไป ที่สำคัญต้องมีจิตใจเป็นนักสู้ ไม่ยอมแพ้กับปัญหา ถ้าคอยแต่จะหนีปัญหา ไม่หาหนทางแก้ปัญหา สุดท้ายก็ต้องจมมุมอยู่ดี แถมพ่วงด้วยปัญหาที่ซ้ำเติมหนักขึ้นไปอีก ปัญหาบางอย่างที่ว่าหนักหนาแก้ได้ง่ายนิดเดียว ด้วยการพลิกมุมมอง เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ด้วยการทำความเข้าใจ แล้วก็จะหมดปัญหาไปเอง

    เติมสุขกันสักนิด : เวลาเกิดปัญหาให้ใจเย็น คิดก่อนพูด อย่ามองปัญหาจากมุมมองของเราฝ่ายเดียว ทำใจให้สงบ เอาเวลาไปทำในสิ่งที่สบายใจ เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ไปเจอเพื่อนฝูง แล้วกลับมาทบทวนใหม่ จะมองเห็นทางออกได้ง่ายขึ้น
  3. ปล่อยวางให้เป็น เรื่องบางเรื่องไม่ควรเก็บเอามาเป็นขยะให้รกใจ โดยเฉพาะเรื่องความผิดพลาดที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขได้ ต้องรู้จักทำใจและปล่อยวางให้ได้ ในหนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง เราก็ต้องเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ สารพัด ถ้ามัวเก็บเรื่องโน้นเรื่องนี้มาคิด ก็คงจมปลักอยู่อย่างนั้นไม่ไปไหน เรื่องที่ไม่สร้างสรรค์ยิ่งไม่ต้องใส่ใจ บางคนทุกข์เพราะถูกนินทา ทุกข์เพราะคนที่รักไม่ได้ดั่งใจ ไม่เป็นอย่างที่คิด ถ้ารู้จักโยนทุกข์ที่แบกได้ทิ้งไป ชีวิตก็โล่ง โปร่ง เบา มีแต่เรื่องสุขๆ เข้ามาแทนที่

    เติมสุขกันสักนิด : การให้อภัยทำให้หัวใจเบาขึ้นอีกเยอะ ถ้ารู้จักให้อภัยไม่แบกความขุ่นมัวไว้ในใจ ก็เท่ากับเติมความสุขในใจให้รู้สึกได้ทันที
  4. เปิดใจให้กว้าง คนเราถ้าไม่รู้จักเปิดหัวใจให้กว้าง พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ ชีวิตก็จะคล้ายนิ่งขัง ที่รอวันจะกลายเป็นน้ำเน่า ไม่มีทางไหลออกไปไหน การยึดมั่นอยู่กับความคิดเดิมๆ มากเกินไป อาจกลายเป็นบั่นทอนสุขภาพจิตได้ ยกตัวอย่าง คนที่เพอร์เฟ็คชั่นนิสต์มากๆ ทุกอย่างต้องเพอร์เฟ็ค ต้องออกมาดี อะไรที่เป็นความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็จะทำให้หงุดหงิดหัวเสียหรือวิตกกังวลไปทั้งวันคงไม่ทำให้ใจสุขแน่ คนที่เปิดหัวใจออกกว้าง มองโลกในมุมใหม่ๆ เปิดรับความหลากหลาย ใช้ชีวิตอย่างคนใจกว้างและยืดหยุ่น จะทำให้ชีวิตเป็นสุขได้ง่ายกว่า ถ้าใจเราปิดไม่พอใจอะไรง่ายๆ สักอย่าง แล้วจะหาความสุขได้อย่างไร เพราะหันซ้ายหันขวาก็จะติดขัดไปหมด แถมยังทำให้คนอื่นๆ หมดความสุขไปด้วย ลองเปิดใจมองชีวิตในมุมใหม่ๆ พร้อมจะเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากจำเจ จะช่วยให้หัวใจเป็นสุข ชีวิตสดชื่นรื่นเริงยิ่งขึ้น

    เติมสุขกันสักนิด : เลิกทำตัวแบบซ้ำซากจำเจ หาอะไรแปลกใหม่ทำดูบ้าง เช่น วันหยุดสุดสัปดาห์ ลองลุกขึ้นมาทำกับข้าวเมนูใหม่ๆ แปลกๆ ให้ที่บ้านทาน ไปหัดร้องเพลง หรือเล่นกีฬาที่อยากจะลองเล่นดู หาอะไรใหม่ทำ เติมความกระชุ่มกระชวยในจิตใจ
  5. ทำงานเป็น งานเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต นอกจากเป็นที่มาของรายได้แล้ว ยังทำให้รู้สึกตัวเองมีคุณค่า ถ้างานราบรื่น ลงตัว ชีวิตก็ลอยลำพุ่งไปข้างหน้า ยิ่งเป็นงานที่รักด้วยแล้ว ก็เหมือนได้อยู่กับคนที่รัก ทำอะไรก็เป็นสุข ไม่ว่าจะเป็นอาชีพการงานอะไร ถ้ารู้จักการจัดการ รู้จักจัดลำดับก่อนหลัง รู้ถึงความยากง่ายของงาน แล้วทำไปตามขั้นตอน ที่สำคัญต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับทีมเวิร์ค ไม่ว่าลุยเดียวหรือทำงานเป็นทีม อีกอย่างเวลาต้องรู้จักเว้นที่ไว้ให้คนอื่นบ้าง ต้องรู้จักยกความดี ความชอบให้กับคนอื่นๆ ด้วย

    เติมสุขกันสักนิด : ลงมือทำงานทันที อย่ามัวแต่โอ้เอ้ ผัดวันประกันพรุ่ง ควรทำงานยากๆ ให้เสร็จก่อน จะช่วยให้จัดการงานได้ดีขึ้น การงานเข้าที่เข้าทาง มีประสิทธิภาพ ไม่คั่งค้าง ไปทำอะไรที่ไหนใจก็เป็นสุข ไม่ต้องคอยกังวล
  6. รู้จักรับและให้ ก็ชีวิตคนเราต้องมีการรับและการให้อยู่ตลอดเวลา การเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่ดี จะช่วยให้ชีวิตเปี่ยมสุขยิ่งขึ้น บางคนเคยชินแต่เป็นผู้ให้ ไม่รู้จักบทบาทของการเป็นผู้รับ ถึงเวลาต้องรับก็รับไม่เป็น ทำให้ชีวิตยุ่งยาก ไม่มีความสุขเท่าที่ควร เช่น บางคนเจ็บป่วยไม่ยอมรับให้ใครเข้ามาดูแล ก็ทำให้ลำบากใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย การยอมรับความช่วยเหลือจากคนอื่นบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ขณะที่บางคนก็เคยชินกับการรับจนเคยตัว เห็นเขาเคยให้ พอเขาไม่ให้ก็โกรธเคือง คาดหวังว่าคนอื่นจะให้คุณตลอดเวลา ไม่เคยลิ้มรสความสุขของการเป็นผู้ให้ หรือให้ก็ด้วยคาดหวังบางสิ่งบางอย่างกลับมาเสมอ ไม่ได้ให้ด้วยน้ำใสใจจริง ก็เหมือนให้ใครไม่เป็น ทางที่ดีต้องรู้จักจังหวะของการรับและการให้ ทำตัวเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ที่ดีจะช่วยเติมเต็มความสุขได้

    เติมสุขกันสักนิด : แค่รอยยิ้มก็เป็นการให้ที่สร้างความสุขใจได้ทั้งผู้ให้และผู้รับอย่างที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย
  7. ใช้จ่ายอย่างสมดุล หลักง่ายๆ อีกข้อหนึ่ง ที่จะทำให้มีชีวิตที่เป็นสุขได้ก็คือ ไม่ใช้มากกว่าที่หาได้ แต่ยุคนี้ดูเหมือนใครๆ ต่างพากันลืม หรือไม่ก็แกล้งลืมหลักคิดดีๆ ข้อนี้ไปเสีย มักจะหันมาเชื่อคำโฆษณาที่ชักชวนให้ควักกระเป๋าอยู่ทุุกวันว่า "ดาวน์ต่ำ ดอกถูก" "ผ่อนน้อย ผ่อนนาน" ถ้าเผลอตัวเผลอใจเมื่อไร หนี้สินก็พอกพูนพร้อมดอกเบี้ยอีกมากมาย แต่อย่างนี้ในใจจะหาความสุขแท้จริงได้จากไหน สิ้นเดือนทีก็ต้องคอยผ่อนดอกเบี้ย ผ่อนเงินต้น เรื่องเงินเรื่องทองเป็นเรื่องที่เรากำหนดความสุขให้ตัวเองได้ ต้องรู้จักวางแผนการใช้เงิน เผื่อขาดเผื่อเหลือ และเผื่อเก็บให้ดีๆ แล้วทำตามนั้นให้ได้ อะไรที่ฟุ่งเฟื่อยไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ไม่ต้องมี เพราะถ้าใช้แล้วมีหนี้ตามมา ความสุขในชีวิตก็คงลดน้อยลงเรื่อยๆ ทางที่ดีไม่ควรเพิ่มภาระหนี้สิน ผ่อนโน้นผ่อนนี่ตามสิ่งเร้าที่เข้ามากระตุ้นต่อมอยากโดยไม่จำเป็น

    เติมสุขกันสักนิด : หาเทคนิคประหยัดตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นไว้แต่ละเดือน สมทบเป็นยอดฝากเพิ่มเติมจากยอดประจำ แล้วจะดีใจทุกครั้งที่ได้เห็นยอดเงินในบัญชีทยอยเพิ่มขึ้น
  8. รู้จักใช้เวลา ที่มาของความสุขอีกทางหนึ่งก็คือ ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ รู้จักสร้างโอกาสให้กับตัวเองและผู้อื่น การได้ใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมที่ชอบจะทำให้มีความสุขและเพลิดเพลิน บางคนชอบจัดดอกไม้ ทำอาหาร เล่นดนตรี ถ้าเป็นสิ่งที่ชอบและอยากจะทำก็ทำไปเถอะ จะช่วยทำให้มีความสุขมากขึ้น บางคนก็ชอบไปช่วยเหลือคนที่ด้อยกว่า ไปเล่นดนตรีที่บ้านเด็กกำพร้า อ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม เช่น เดินทางไปปลูกป่า ไปช่วยสร้างบ้านดิน เป็นต้น ควรทำอะไรก็ได้ที่ใจรักหรือทำได้ดี เพราะถ้าทำออกมาไม่ดี ก็อาจนึกตำหนิตัวเอง ทำให้ความสุขลดลงได้ การได้ทำกิจกรรมที่ตนเองรักและถนัดจะทำให้มีความสุข แต่ถ้าไปฝืนทำกิจกรรมที่ตนไม่ชอบ แม้จะเป็นกระแสก็เถอะ จะทำให้เบื่อไม่อยากทำ สุดท้ายก็เลิกทำ หรือบางทีอาจทำให้รู้สึกแย่ได้

    เติมสุขกันสักนิด : สร้างสรรค์ผลงานชิ้นโปรด ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด งานปั้น เย็บปักถักร้อย จัดสวน ฯลฯ เป็นความภูมิใจเล็กๆ น้อยๆ ที่จะสร้างความสุขใจไปอีกนาน
  9. พอใจในสิ่งที่มี รู้จักใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ความพอใจในตัวเองเป็นพื้นฐานของความสุขในชีวิต คนเราถ้าไม่พอใจตัวเอง ก็คงไม่พอใจใครๆ หรืออะไรได้ง่ายๆ ควรพอใจในตัวเอง พอใจในสิ่งที่มี อย่าไปเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คนที่ชอบเปรียบเทียบอยู่เสมอโดยเฉพาะกับคนที่มีมากกว่า เก่งกว่า จะทำให้ไม่มีความสุข บางคนทั้งๆ ที่ตัวเองก็มีความสุขดีอยู่แล้ว แต่พอเริ่มเปรียบเทียบ ความสุขก็หายวับไปทันที อย่างบางคนรถที่ใช้อยู่ก็รู้สึกว่าหรูหราดีอยู่แล้ว แต่พอหันไปเห็นเพื่อนบ้านออกรถรุ่นใหม่ล่าสุดเท่านั้น ความสุขความพอใจในรถที่ใช้ก็หดหายไปในทันที อยากจะถอยป้ายแดงกับเขาบ้าง ก็เริ่มดิ้นรนขวนหวายใหม่ ถ้าไม่รู้จักตัดใจให้พอใจในสิ่งที่มีที่ได้ อย่างนี้จะมีความสุขยั่งยืนได้อย่างไร

    เติมสุขกันสักนิด : สระว่ายน้ำในบ้าน หรือรถยนต์รุ่นล่าสุดก็ไม่ใช่คำตอบของการเดินทางอยู่ดี เอาเวลาที่ต้องนั่งทำงานหนัก เพื่อจะมาซื้อมาผ่อนของแพงๆ ฟุ่มเฟื่อยเหล่านี้ มามีความสุขในครอบครัวและเพื่อนฝูงดีกว่า
  10. ยอมรับตัวเองและยอมรับผู้อื่น คนที่มีความนับถือตัวเอง ก็จะรู้จักยอมรับนับถือผู้อื่น และวางตัวได้อย่างเหมาะสม การวางตัวได้พอเหมาะพอดีเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างสบายใจ มีความสุขด้วยกันทุกฝ่าย เข้าที่ไหนก็ได้ หายไปคนก็คิดถึง อยู่ที่ไหนก็ใจสบายเป็นสุข รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา นึกถึงแต่ข้อดี มองข้ามข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ของผู้คน แล้วความสัมพันธ์จะราบรื่น ยืนยาว ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องสุขๆ

    เติมสุขกันสักนิด : รักและยอมรับคู่ครองของเราอย่างที่เขาเป็น ให้เกียรติกันและกัน ดูแลใส่ใจกันอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งข้อมูลจาก : วารสาร happines, ptt, Vol. 5 | Apr. - Jun. 2011

วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2554

ตากุ้งยิง (stye,hodeolum)

เมื่อวันพุธที่ 30 มีนาคม 2554 ช่วงดึกๆ กำลังนั่งทำงานที่โต๊ะคอมพิวเตอร์อยู่ ก็รู้สึกเจ็บตาๆ (แต่จริงๆ รู้สึกเจ็บตามาช่วงหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้สักสองสามวัน แต่อาการเจ็บตาก็หายไป เพิ่งกลับมาเป็นใหม่อีก) แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นอะไร คิดว่าน่าจะเป็นอาการที่เคยเจ็บตาบ้างหากเราใช้คอมพิวเตอร์นานๆ  (นานๆ จะเป็นสักครั้งหนึ่ง) และก็จะหายไปในที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม 2554 เริ่มรู้สึกเจ็บตามากขึ้นในช่วงเช้า และใกล้ๆ เที่ยงได้สังเกตว่าดวงตาขวาเริ่มมีอาการบวมที่เปลือกตาบนที่หัวตา จนสังเกตได้ว่าเป็นอาการกุ้งยิงและมีอาการเจ็บมาก ซึ่งมาปิดบังการมองเห็นตาข้างขวาอย่างรู้สึกได้ จนรู้สึกว่าปล่อยไว้แบบนี้ไม่ไหวแล้ว จึงได้ไปหาหมอในช่วงบ่ายที่โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน (สะพานควาย)

หมอบอกว่าจะต้องผ่าออกเพราะสุกแล้ว การผ่าออกจะทำให้หายได้เร็วกว่า แต่จะต้องทนเจ็บนิดหนึ่ง และเมื่อเจาะเอาหนองที่ตาออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ปิดตาข้างขวา ทำให้รู้สึกว่าการมองลำบากขึ้น จนต้องใช้มือจับตาข้างขวาไว้จะทำให้รู้สึกว่าการมองดีขึ้น และเมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่งก็เริ่มปรับตัวได้บ้างในการใช้สายตาข้างซ้ายเพียงข้างเดียว (แต่ก็ยังลำบากอยู่ดี)

วันนี้เริ่มลองมาค้นหาว่าทำไมจึงเป็นกุ้งยิงได้ ก็ได้ความรู้จากเว็บไซต์หลายแห่ง สรุปได้ดังนี้
  1. กุ้งยิงคืออะไร
  2. ประเภทของกุ้งยิง
  3. สาเหตุที่เป็นกุ้งยิง
  4. การป้องกันกุ้งยิง
  5. อาการกุ้งยิง
  6. วิธีการรักษากุ้งยิง
  7. โรคแทรกซ้อน
กุ้งยิงคืออะไร
กุ้งยิงเป็นการอักเสบของหนังตา หมายถึง ตุ่มฝีเล็กๆ ที่ขอบเปลือกตา ซึ่งอาจพบได้ที่เปลือกตาบนหรือล่าง

ประเภทของกุ้งยิง
กุ้งยิงแบ่งเป็น 2 ชนิด ดังนี้
  1. ชนิดหัวผุดนอก เป็นการอักเสบที่ขนตา(hair follicle) เรียก External Hordeolum  จะเกิดการอักเสบของต่อมขับไขมันบริเวณผิวหนังตรงโคนขนตา จะเป็นหัวฝีผุดให้เห็นชัดเจน ตรงบริเวณขอบตา มีลักษณะสีเหลือง ตรงกลางรอบๆ นูนแดง และกดเจ็บ
  2. ชนิดหัวหลบใน เป็นอักเสบที่ต่อมไขมันที่เปลือกตาเรียก Internal Hordeolum จะเกิดการอักเสบของต่อมขับไขมันบริเวณเยื่อบุเปลือกตา (เนื้อเยื่อสี ชมพูที่อยู่ลึกจากขอบตาเข้าไปต้องปลิ้นเปลือกตาจึงจะเห็น)

    หัวฝีจะหลบซ่อนอยู่ด้านในของเปลือกตา คนไข้จะรู้สึกปวดที่เปลือกตา เมื่อใช้นิ้วคลำกดดูจะพบตุ่มแข็งและเจ็บ เมื่อปลิ้นเปลือกตาจะเห็นหัวฝีมีลักษณะสีเหลืองๆ บางครั้งต่อมขับไขมันบริเวณเยื่อบุเปลือกตานี้ อาจมีการอุดตันของรูเปิดเล็กๆ ทำให้มีเนื้อเยื่อรวมตัวอยู่ภายในต่อม กลายเป็นตุ่มนูนแข็งๆ ไม่เจ็บปวดอะไร ภาษาหมอเรียกว่า"คาลาเซียน" (chalazion) ภาษาชาวบ้านเรียกว่า ตาเป็นซิสต์ บางครั้งอาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปทำให้เกิดการอักเสบ คล้ายกุ้งยิงชนิดหัวหลบในได้
     
สาเหตุที่เป็นกุ้งยิง
กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคที่เรีย (มักเป็นเชื้อ Staphylococcus aureus เป็นส่วนใหญ่) บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมบริเวณเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อซึ่งมีอยู่เป็นปกติในบริเวณนั้นตามมา สาเหตุที่ทำให้เกิดติดเชื้อได้ง่ายได้แก่
  • เปลือกตาไม่สะอาด มักเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ
  • ใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมดหรือล้างไม่สะอาด
  • ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือที่ไม่สะอาด
การป้องกันกุ้งยิง
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ พยายามรักษาความสะอาด ไม่เอามือสกปรกไปขยี้ตารักษาความสะอาดบริเวณใบหน้าและเส้นผม สระผมบ่อยๆ อย่าให้ผมแยงตา และเมื่อสงสัยหรือเริ่มมีอาการ ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

อาการกุ้งยิง
ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการปวดหนังตา กลอกตาหรือหลับตาจะทำให้ปวด บางคนมีอาการบวมที่เปลือกตา คลำได้ก้อนหรือเห็นเป็นก้อนที่เปลือกตา บางคนบวมมากจนตาปิด บางคนมีหนองไหลออกจากเปลือกตา หากหนองแตกในตาจะทำให้มีขี้ตาเป็นสีเขียว

วิธีการรักษากุ้งยิง
เมื่อสงสัยว่าเริ่มเป็นตากุ้งยิง ก็ควรรีบมาพบจักษุแพทย์โดยเร็ว เพราะในระยะแรกจะมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง ถ้าได้ใช้ยาทันท่วงที และใช้น้ำอุ่นประคบบริเวณที่เป็น จะทำให้ไม่เกิดการรวมตัวเป็นฝีขึ้น กุ้งยิงก็จะหายได้โดยการใช้ยาเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องผ่าฝี การใช้ยาควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตาป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย แต่ในรายที่เป็นฝีหรือตุ่มเป็นไตขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องทำการผ่าฝีและขูดบริเวณนั้นออกให้สะอาดจริง ๆ ร่วมกับการใช้ยาเพื่อรักษาให้หายขาดและไม่ให้เป็นซ้ำอีก ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองยังออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี
  • การผ่าตัดระบายหนอง
         จักษุแพทย์จะใช้ยาชาหยอดตาให้ชา และใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีด ดังนั้นขณะที่ทำคนไข้จะไม่เจ็บ
หลังการเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้นเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอลครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
  • การดูแลตนเองถ้าเป็นกุ้งยิง
          - ประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหรือไข่ต้มสุกห่อผ้าสะอาดบริเวณที่เป็นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที่ เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้
          - ล้างมือบ่อยๆ
          - งดทาเครื่องสำอาง
          - หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์
          - ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้น

โรคแทรกซ้อน
  • หากไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดแผลที่แก้วตา หรือความผิดปกติของหนังตา
  • ขนตางอกผิดปกติ หรืออาจจะเกิดรู