วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

3 วิธีหักห้ามใจไม่ให้ช้อป


1. ใช้เวลาคิดก่อนซื้อ 5 วัน
2. ต้องทำงานกี่วัน จึงเท่่ากับราคาของ
3. คิดภาพตัวเองตอนแก่ และไม่มีเงิน

แหล่งที่มา   Facebook : KTB Care

5 เทรนด์เปลี่ยนโลกในทศวรรษหน้า

จอห์น แนสบิตต์ (John Naisbitt)
นักอนาคตศาสตร์และนักวิเคราะห์ชื่อดังชาวสหรัฐอเมริกา
กล่าวไว้ว่า
The Most Reliable Way to Forecast
The Future is To Try Understand The Present.
หรือพูดง่ายๆ คือ
วิธีที่จะคาดการณ์อนาคตอย่างแม่นยำ
คือ การพยายามเข้าใจปัจจุบันให้ได้

เขาได้นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์
ผู้บริหารระดับสูง 5 คนของ
Price Waterhouse Cooper (PwC)
บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับโลก
ซึ่งเผยแพร่ในรายงาน PwC Global Annual Review 2013
เกี่ยวกับวิสัยทัศน์และมุมมองของ Maga Trends
ที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษหน้ามาให้เผยแพร่เราได้ทราบกัน

แม้จะดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว
แต่หลายประเด็นเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงและ
เห็นผลกระทบบ้างแล้วในปัจจุบัน
นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพ
โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น
จะยกตัวอย่างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและ
ธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จาก
Mega Trends ดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย

เทรนด์ที่ 1: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร (Demographic Shifts)
หลังสิ้นสุดยุค Baby Boom ในช่วงปี 1965-1970
ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่
ที่พัฒนาขึ้นมาส่งผลให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม
ประกอบกับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
และข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจ

ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของครอบครัว
จากครอบครัวที่มีขนาดใหญ่
เปลี่ยนไปสู่ครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น
รวมถึงการแต่งงานมีครอบครัวและ
มีบุตรมีแนวโน้มลดลง
จึงทำให้สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ขณะเดียวกันสัดส่วนประชากร
วัยแรงงานก็ลดลงตามไปด้วย

ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างระบบเศรษฐกิจทั้งการผลิตและการบริโภค
ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2050 สัดส่วนประชากร
ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ของประชากรโลก
สูงกว่าปัจจุบันที่มีสัดส่วนราวร้อยละ 10 ของประชากรโลก

ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์
ได้แก่ บริการ ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาล อาหารเพื่อสุขภาพ /
อาหารสำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจออกแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
เครื่องจักร / หุ่นยนต์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนแรงงาน

เทรน์ที่ 2: การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก (Shift in Global Economic Power)
จากเดิมที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อน
โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะกลุ่ม G7
(สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร
ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดา)

แต่ขั้วอำนาจของเศรษฐกิจโลก
กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่
อาทิ กลุ่มประเทศ E7 (จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย
อินโดนีเซีย แม็กซิโก และตุรกี)

ซึ่งเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าว
ยังมีทรัพยากรสมบูรณ์และมีโอกาส
ในการพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกมาก
ทั้งการค้า การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ประกอบกับจำนวนประชากรมหาศาล
และมีระดับรายได้ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้า
และบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

ในปี 2009 GDP ของกลุ่มประเทศ E7
มีขนาดราวสองในสามของ GDP
ของกลุ่มประเทศ G7 แต่คาดว่าในปี 2050
GDP ของกลุ่มประเทศ E7 จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
จนมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของ GDP ของกลุ่ม G7
ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาด
เกิดใหม่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นฐานการผลิต
และแหล่งแรงงานราคาถูก ก้าวไปสู่การเป็น
ตลาดบริโภคแห่งใหม่ของโลก

ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์
ได้แก่ ธุรกิจส่งออกที่ปรับสินค้า
ให้สอดคล้องกับรสนิยมการบริโภค
ของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่ม E7 ซึ่งแต่ละประเทศมีรสนิยม
และวัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน
รวมถึงธุรกิจที่เติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
อาทิ สินค้าฟุ่มเฟือย บริการสุขภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

เทรนด์ที่ 3: การเติบโตของสังคมเมือง (Accelerating Urbanisation)
ปัจจุบันเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกอาศัยอยู่ในเมือง
แต่หากย้อนหลังไปในปี 1950 จะพบว่ามีเพียงร้อยละ 30
ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง
เนื่องด้วยพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ
ส่งผลให้วิถีชีวิตของประชากรในเมือง
มีความสะดวกสบายมากขึ้น อาทิ
ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค
อาหาร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย

ประชากรที่เคยอาศัยอยู่ในชนบท
ก็เริ่มย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองมากขึ้น
เพื่อแสวงหารายได้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ขณะเดียวกันนโยบายของหลายประเทศ
ที่มุ่งกระจายรายได้และการพัฒนาไปสู่ชนบทมากขึ้น
ช่วยยกระดับและพัฒนาสังคมชนบท
ไปสู่การเป็นสังคมเมือง

ทำให้คาดว่าในปี 2050 สัดส่วนประชากร
ที่อาศัยอยู่ในเมืองจะสูงถึงร้อยละ 72
โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือ
(Sub-Saharan Africa) และเอเชีย
ที่สังคมเมืองเริ่มมีแนวโน้มพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข้อสังเกต:
แต่ละประเทศมีนิยามของ “สังคมเมือง”
ที่แตกต่างกันออกไป (สามารถดูเพิ่มเติม
ได้จากรายงาน World Urbanization Prospects 2011 Revision, UN)

แต่ภาพรวมจะพิจารณาจากจำนวนประชากร
ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่
กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสิ่งอำนวย
ความสะดวกธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์:
ธุรกิจก่อสร้าง / วัสดุก่อสร้าง พลังงาน โทรคมนาคม /
อินเทอร์เน็ต อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า / เครื่องประดับ รถยนต์


เทรนด์ที่ 4: การลดลงของทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศ (Resource Scarcity and Climate Change)
การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก
ส่งผลให้การบริโภคทรัพยากรต่างๆ
เพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะการใช้พลังงาน
ทั้งจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
รวมถึงการบริโภคน้ำและอาหาร
ที่นับวันทรัพยากรดังกล่าวมีแต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การบริโภคทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ
มลภาวะที่เกิดจากการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
ขยะและของเหลือใช้ที่ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล
และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์จากรถยนต์

ทั้งนี้ การประเมินว่าหากรูปแบบ
การบริโภคทรัพยากรยังเป็นดังเช่นปัจจุบัน
จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของโลกและ
ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้ร 0.5-1.5 องศาเซลเซียส
ในอีก 20 ปี ข้างหน้า ตลอดจนยังส่งผล
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ
อาทิ ฝนแล้ง น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลง
ของระดับความเข้มข้นในน้ำทะเล
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการเกษตร
และการผลิตอาหารของโลก

ดังนั้น ทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญกับ
การดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
รวมถึงในภาคธุรกิจที่มีการปรับปรุง
กระบวนการผลิตหรือวัตถุดิบที่ใช้
ในการผลิตเพื่อลดหรือชะลอ
ผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์:
ธุรกิจสีเขียว (ธุรกิจที่ใช้วัสดุหรือมีกระบวนการผลิต
ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือควบคุม
การปล่อยมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม)
บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ พลังงานทางเลือก เกษตร /
อาหารอินทรีย์  รีไซเคิลขยะและของเสีย
ที่ปรึกษาและออกแบบการผลิตโรงงานที่คำนึง

เทรนด์ที่ 5: ความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี (Technological Breakthroughs)
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
เปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปอย่างมาก
จากในอดีตทั้งรูปแบบวิถีชีวิต
รวมถึงการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ
ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต
การตลาด และการบริหารจัดการภายในกิจการ

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยให้เกิดธุรกิจใหม่
ได้ง่ายในเพียงชั่วข้ามคืน อาทิ ธุรกิจออนไลน์
โดยอาศัยประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร
ที่ก่อให้เกิดสังคมเครือข่ายออนไลน์ (Social Network)
แพร่หลายดังเช่นในทุกวันนี้
ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของระยะทาง
ทำให้สามารถทำตลาดได้อย่างไร้ขอบเขต

ทั้งนี้ปัจจุบันประชากรโลกมีอุปกรณ์สื่อสารมากกว่า 1.84 เครื่องต่อคน
เพิ่มขึ้นจาก 0.08 เครื่องต่อคนต่อในปี 2003
และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.47 และ 6.58 เครื่องต่อคน
ในปี 2015 และปี 2020 ตามลำดับ

สะท้อนให้เห็นถึงการที่เทคโนโลยี
จะก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น
ธุรกิจในอนาคตจึงควรให้ความสำคัญกับ
การไขว่ค้วาโอกาสจากความสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าว
รวมถึงไม่พลาดที่จะติดตามทิศทางของเทคโนโลยีใหม่ๆ
ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการบริโภค
ผ่านเทคโนโลยีสื่อสารต่างๆ ที่นับวันจะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์:
ธุรกิจออนไลน์ (ธุรกิจที่ทำตลาดหรือให้บริการ
ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือสังคมออนไลน์)
โทรคมนาคม อุปกรณ์สื่อสาร
บริการคอนเท้นท์ออนไลน์ พัฒนาซอฟต์แวร์ / แอพพลิเคชั่น

แหล่งที่มา   Facebook : Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้ 
                      เรื่องโดย : คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ที่มา : วารสาร Marketeer ฉบับเดือนสิงหาคม 2557

วันนี้คุณนิยามตัวเองว่าอย่างไร?

เรื่องนี้ลึกซึ้ง และไม่แน่ใจว่าทุกคนจะเข้าใจ
แต่ถ้าเข้าใจ ชีวิตคุณจะมีแต่ "ขาขึ้น" ได้ไม่รู้จบ

คิดว่าชีวิตของเราจะเกิดใหม่ได้เรื่อย ๆ และไม่มีทางตัน
เมื่อเรารู้จัก "นิยามตัวเองใหม่ ๆ" อยู่เสมอ
ภาษาอังกฤษมีคำว่า Redefine
ถ้าเปิดคำแปลดู มันแปลว่า Define again or differently
แปลเป็นไทยว่า นิยามใหม่อีกครั้ง หรือนิยามให้แตกต่างออกไป

เอาเป็นว่าให้คุณลองนึกถึงวงดนตรีที่เล่นแนวเดิมมาตลอด
เล่นไปนาน ๆ ก็ย่อมตีบตัน น่าเบื่อทั้งคนเล่นและคนฟัง
วงดนตรีอย่าง U2 จึงเปลี่ยนแนวเพลงไปไม่รู้จบเพื่อจะกลับมาพบตัวเอง
หรืออย่างบ้านเรา Bodyslam ก็นิยามดนตรีของตัวเองใหม่ ๆ เสมอ
ไม่ว่าจะเป็นเชิญนักร้องหมอลำมาร่วมร้อง หรือการเพิ่มมือคีย์บอร์ด

กลับมาที่ตัวเรา
คนส่วนใหญ่นิยามตัวเอง "แคบ" และ "คงที่ตลอดกาล"
เช่น ฉันเรียนจบบัญชีมา ก็ต้องทำงานบัญชีเท่านั้น
หรือไม่ก็ ถ้าฉันทำอาชีพไหนแล้ว ฉันก็ต้องทำอาชีพนี้ไปทั้งชีวิต
ความเชื่อแบบนี้มันไม่จริงเลย
มันเป็นกรอบที่ไม่ยืดหยุ่น น่าอึดอัด และไม่สนุกเลย

เรียนจบวิศวะจุฬา
ถ้านิยามตัวเองว่างั้นก็ต้องทำงานวิศวะตามที่เรียนมา
ป่านนี้คงทำงานด้วยความทุกข์ เพราะไม่ชอบงานนี้เลย
จึงลุกขึ้นมานิยามตัวเองใหม่ว่า "งั้นเราเป็นอะไรได้บ้าง?"
คำตอบคือ "เพลง" อยากเป็นนักแต่งเพลง
แล้วก็ได้เป็นจริง ๆ กลายมาเป็นนักแต่งเพลงแกรมมี่ในที่สุด

ในเวลาต่อมา วงการเพลงอยู่ยาก ไม่มีใครซื้อเพลงฟัง
นักแต่งเพลงแทบเป็นอาชีพไม่ได้
ลุกขึ้นมานิยามตัวเองใหม่อีกครั้งว่า "งั้นเราเป็นอะไรได้อีก?"
คำตอบที่ให้นิยามตัวเองใหม่ ๆ
พาไปทำหลากหลายอาชีพ
คนเขียนบท พ่อค้า คนทำขายตรง บรรณาธิการ
ซึ่งในที่สุดก็กลายมาเป็นนักเขียนในวันนี้
และก็ไม่คิดว่านักเขียนจะเป็นอาชีพสุดท้ายในชีวิต

และต่อให้มันใช่ ก็ไม่คิดว่าจะเขียนเรื่องเดิม ๆ ไปทั้งชีวิต
เพราะสนุกกับการนิยามตัวเองว่า
"เราเป็นอะไรได้อีก?"

เมื่อมองจากมุมนี้
จึงคิดว่าคนเราเติบโตได้
ตามความสามารถในการ "นิยามตัวเองใหม่ ๆ"
เพราะนิยามใหม่หมายถึงการเปลี่ยนแปลง
และการเปลี่ยนแปลง หมายถึงการเติบโต

วันนี้คุณนิยามตัวเองว่าอย่างไร?
แคบไปมั้ย? ปิดกั้นตัวเองไปมั้ย? ถาวรเกินไปมั้ย?
คำถามเหล่านี้จะช่วยขัดเกลาให้คุณมองตัวเองในมุมใหม่
เพราะเราไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างเดิมทั้งชีวิต
ลองนิยามตัวเองใหม่ ๆ
แล้วคุณจะค้นพบตัวคุณมากมายที่ซ่อนอยู่ในตัวคุณ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

เจ๊งอีกกี่ครั้ง เราก็ยังไม่เลิก!

จะวิ่งได้..เราก็ต้องเดินมาก่อน
จะเดินได้ เราต้องเคยหัดล้มมาก่อน
.
.
ยังไม่เคยมีใครที่ก้าวไปถึงจุดหมายได้ในชีวิตได้
โดยไม่ผ่านความล้มเหลว … นอกจากฟลุ๊ค
.
.
ฟลุ๊คแปลว่าให้ทำซ้ำอีกทีคงจะยากที่จะสำเร็จอีกครั้ง
.
.
แต่ล้มเหลวหลายๆ ครั้ง ..
เมื่อมันสำเร็จ 1 ครั้ง หลังจากนั้นคุณจะรู้แล้วว่า
ทางแห่งความสำเร็จนั้น มันทำมายังไง
.
.
แล้วเมื่อจะ Copy & Paste อีกครั้งใหม่ ...
คุณก็จะทำมันได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ
.
.
อย่าไปกลัว
แล้วคุณจะภูมิใจว่า
เราเจ๊งจน "เจ๋ง" พูดเลย
.
แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 29/9/2014

ที่มาของ iPhone เครื่องแรก

ระหว่างที่บ้านเรา กำลังรอกำหนดการ
วันเปิดตัว iPhone 6 อย่างเป็นทางการ
มีเรื่องของ iPhone มาเล่าให้ฟังกันซักหน่อย

iPhone 2G เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2007
วันนั้นคนทั้งโลกตกตะลึงกับโทรศัพท์แบบใหม่
ที่มีหน้าจอระบบสัมผัส Multi Gesture รุ่นแรกของโลก

ไอเดียของ iPhone เกิดจากการที่ Steve job
มีไอเดียอยากทำอุปกรณ์ที่ทำงานได้เหมือนคอมพิวเตอร์
แต่ไม่จำเป็นต้องมีคียบอร์ด และเมาส์
ทุกอย่างสามารถใช้งานผ่านการสัมผัสหน้าจอได้เลย

ทีมวิศวกรของ Apple ใช้เวลา 6 เดือน
กลับมาพร้อมกับ Prototype ของ iPad
ที่มีการทำงานเหมือนกับที่ Job ต้องการ

Job เมื่อเห็นแล้ว
จึงสั่งให้พับ Project tablet ขึ้นหิ้งไว้ก่อน
แล้วสั่งให้ทีมงาน ไปพัฒนา Prototype นี้
ให้กลายเป็นโทรศัพท์แทนที่จะเป็น Tablet

เพราะโทรศัพท์มีโอกาสทางการตลาด
มากกว่า Tablet มหาศาล
นี่คือที่มาของ iPhone 2G
โทรศัพท์ที่เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือ
ของคนทั้งโลกมาจนถึงทุกวันนี้

Job กล้าตัดสินใจพักงานที่เสียเวลาคิดค้นมา 6 เดือน
และยอมอดทนรออีกเกือบปี
เพื่อให้เทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นโทรศัพท์
เพื่อโอกาสธุรกิจที่ใหญ่กว่า
เรียกว่า Job รู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวานอย่างแท้จริง

ในการทำธุรกิจ หลายครั้งที่เราต้องอดทน
รอโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่า
เพื่อการันตีความสำเร็จที่มากกว่า

อย่ารีบร้อนแนะนำตัวออกสู่ตลาด
แบบไม่ครบร้อยหรือออกแบบครึ่งๆ กลางๆ
เพราะเมื่อคุณออกมาแบบไม่สมบูรณ์
เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คู่แข่ง
มีทางลัดที่จะสอยคุณได้ด้วยสิ่งที่พร้อมกว่า
โดยอาศัยสิ่งที่คุณปูทางไว้แล้ว

อีกหนึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องนี้ก็คือ
ถ้าไม่ใช่เจ้าของธุรกิจเอง หรือธุรกิจขนาดเล็ก
เราไม่มีทางเห็นการตัดสินใจหักดิบแบบนี้เกิดขึ้นได้แน่นอน
เพราะองค์กรใหญ่ๆ มักจะเชื่องข้าและเต็มไปด้วย KPIs
และกฎเกณฑ์ที่แต่ละแผนกตั้งกันขึ้นมา

เพื่อ safe ตัวเองจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ตั้งกฏกันมากไปจนชีวิตไม่ต้องพัฒนาไปไหน
ไม่รู้จักตั้ง KPIs อะไรกันนักหนา

กรณีนี้ก็เช่นกัน แผนกวิศวกรของ Apple
คงโวยวายบ้านแตกถ้าทราบว่า
สิ่งที่ตนเองใช้เวลาพัฒนามา 6 เดือน
จะต้องถูกพักไว้ก่อน แล้วไปทำมาใหม่ (ทั้งๆที่มันใช้ได้ดี)

น่าคิดนะว่า ถ้า Job ตัดสินใจออก iPad
มาก่อน iPhone ในวันนั้น
Apple จะมาไกลถึงวันนี้รึเปล่า

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

กลัวไม่มี “ใจ” ในการดำรงตำแหน่ง

ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า....

“ไม่กลัวไม่มีตำแหน่ง
กลัวแต่ไม่มีความสามารถ
ในการดำรงตำแหน่ง”

สำหรับ...แล้ว
“ไม่กลัว คนไม่มีความสามารถในการดำรงตำแหน่ง
กลัวแต่คนไม่มี ***ใจ*** ในการดำรงตำแหน่ง”

ผู้จัดการบางท่านเติบโตเลื่อนขั้นมาเรื่อย ๆ
รู้ตัวอีกที ทำไมเรามาโผล่ที่นี่....
ที่กลางปิระมิดขององค์กร

หลายคนคิดว่างานงอก
ไม่คุ้มเงินงอก
หลายคนพอใจเงินงอก
แต่ไม่อยากให้งานงอก
และไม่อยากปวดหัวกับการมีลูกน้อง

ถ้าองค์กร มีเส้นทางสายอาชีพ (Career Path)
สำหรับผู้ชำนาญการ (Specialist) ที่ทำงานคนเดียว ไม่มีลูกน้อง
ก็ยังมีทางเลือกอยู่ในที่ ๆ ชอบ... ^__^

แต่ถ้าไม่มี...
แทนที่จะหาที่ ๆ ตัวเองชอบ....
กลับเลือกทนอยู่....ทั้งที่ไม่ชอบ

ถ้าไม่ชอบ แต่ยังมีจิตสำเหนียก...
พยายามทำ “ใจ” เปิดรับบทบาทใหม่ในฐานะ “ผู้นำ”
ไม่ต้องกลัวไม่มีความสามารถ เพราะ
>>> ความเป็นผู้นำ “ฝึกได้” <<<
>>> ความสามารถเพิ่มได้ ถ้ามี “ใจ” <<<

ถ้าไม่มี “ใจ” ....
ก็ทำให้องค์กรต้อง “ออกแรง”

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแรงจูงใจ
บันดาลใจ ชี้ให้เห็นประโยชน์
ให้ความรู้ ให้รางวัล
ให้ทรัพยากรสนับสนุนต่าง ๆ....

หลาย ๆ ครั้ง ถึงขั้นต้องบังคับให้ทำหน้าที่
จริง ๆ แล้ว...หัวหน้าแบบนี้...มีหรือไม่มี
ก็คงไม่ต่างกัน ^__^
___
พัชราภรณ์ ตู้วชิรกุล / iPattrainer
Inspiring People Co., Ltd.

แหล่งที่มา    Facebook : iPattrainer

เลือกหุ้น..เหมือนเลือกแฟน

เชื่อว่าหลายคนคงแปลกใจ
ที่สาวน้อยอายุไม่ถึง 20 ปี..
ทำไมมีโอกาสได้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์
ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

น้องคนนี้มีชื่อว่า นานิ นิธินวกร
มีหนังสือหุ้นออกมาขายแล้ว 2 เล่ม
คือ สร้างเงินล้านก่อนเรียนจบ
และสร้างเงินล้านด้วยงานออฟฟิต

เรื่องหุ้นอาจเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับหลายคน
แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้
เพราะการลงทุนเป็นการเพิ่มช่องทางของรายได้
ที่จะสร้างรายได้แบบ Passive Income
คือ รายได้ที่ไม่ต้องเอาแรงของเราเข้าแลก
และเป็นที่มาของอิสรภาพทางการเงิน

เชื่อว่า คนที่เข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากพอ
จะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านั้น..
ให้เป็นเรื่องง่าย ลองมาดูวิธีเลือกหุ้น
ที่น่าสนใจของน้องนานิดู ว่าเหมือนเลือกแฟนอย่างไร

1.หน้าตาดี
กำไรของบริษัท..ต้องหล่อขึ้นทุกๆ ปี

2.มีฐานะ
หนี้สินน้อย เงินสดเหลือพอใช้
(ไม่มากเกินส่วนของผู้ถือหุ้นนัก)
หนี้ที่มีเป็นหนี้ที่กู้มาขยายธุรกิจ (เพื่อสร้างเงินต่อๆไป)

ถ้าจะเริ่มเป็นแฟน ต้องดูความมั่นคง
เช่น ถ้าค้าขายกับต่างชาติ
หรือกู้เงินจากต่างชาติ
มีการประกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนไม๊

3.ใฝ่ดี มีอนาคต
วางแผนอนาคต
คิดนโยบายที่นำมาสู่ความก้าวหน้า
มีแผนการตลาดเชิงรุก
ไม่ใช่นั่งนอนบนความสำเร็จ
รับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง
และทะเยอทะยานหน่อย

4.ไม่ต้องสาวติดตรึม
คือคนยังไม่ไล่ตามซื้อ
จนราคาวิ่งขึ้นสูงเกินไป

สำหรับคนที่อยากหาใครซักคน
ที่จะอยู่กับเราไปนานๆ
และดูแลเราในอนาคต
(หุ้นที่คอยสร้างปันผลให้เราใช้ยามเกษียณ)

ถ้าเจอช่วงที่มีปัญหา
แล้วก็เลิกเลย (cut loss เลย)
แบบนี้เราจะไม่มีวันเจอ "คู่แท้"

เพราะถ้ารู้สึกว่าคนนี้ใช่แล้วล่ะก็
เวลาที่แย่ๆ เนี่ยแหละ
เราต้องยิ่งทุ่มเท
ยิ่งลุงทุนเพิ่ม อยู่กับเค้า
อย่าทิ้งเค้าไปยามลำบาก

แบบนี้เราถึงจะเจอหุ้นที่ดีที่สุด
ที่สามารถดูแลเราได้ในอนาคต
ไม่ธรรมดาเลยใช่ไม๊ล่ะ ..
ความคิดความอ่านของน้องนานิ!!!

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

"อ่อนแอ" หรือ "แน่จริง"?

ถ้าคุณเป็น "ไอ้อ่อนแอ"
เวลามีคนมาบอกคุณว่า คุณทำไม่ได้หรอก
คุณก็จะหงุดหงิด แต่สุดท้ายก็เชื่อตามเขา สงสัยจะพูดถูก
แล้วก็ลงเองด้วยการที่คุณทำไม่ได้จริง ๆ นั่นแหละ

แต่ถ้าคุณเป็นคน "แน่จริง"
เวลามีคนมาบอกคุณว่า คุณทำไม่ได้หรอก
คุณอาจจะหงุดหงิดบ้าง แต่คุณก็จะคิดในใจว่า
"คอยดู เดี๋ยวกูจะทำให้มึงเห็น"
แล้วที่สุด คุณก็จะทำได้จริง ๆ

คำสบประมาทนั้นเป็นได้ทั้งแรงผลักและแรงกด
คนอ่อนแอจะแพ้เพราะคำสบประมาท
แต่คนแน่จริงจะต้องยิ่งเอาชนะให้ได้
ทั้ง ๆ ที่มันก็คำสบประมาทคำเดียวกันนั่นแหละ

ลองถามตัวเองสิดูว่า
เรามันเป็น "ไอ้อ่อนแอ" หรือ "คนแน่จริง"
ถามตัวเองดูสิ!
"อ่อนแอ" หรือ "แน่จริง"?

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

หลงทาง

คนเคยหลงทาง
ย่อมรู้จักทางดีกว่า คนไม่เคยหลงทาง

อย่ากลัวการหลงทาง
เพราะหลงทางใช่จะแปลว่าเสียเวลาเสมอไป
หลงทางอาจแปลว่า "กำลังเรียนรู้" ก็เป็นได้

อย่างน้อยที่สุด
คนหลงทางก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ยอมออกจากบ้าน

เมื่อ "หลงทาง" จบลง
เราจะรู้จักตรอกซอกซอยดี
กว่าคนไม่เคยหลงทางแน่นอน

อย่างไรก็ตาม จงหลงทางอย่างพอดี
ในขอบเขตที่รับได้ ทั้งหมดใจเราจะตอบเอง

จงหลงทางเถิด จงหลงทาง
แล้วทางที่ถูก จะเปิดทางให้ท่านเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

7 ขั้นตอน สู่ความรวยซ้ำรวยซ้อน

1. ตั้งใจที่จะรวย
ก่อนอื่น คุณต้องตั้งใจให้ดี ..
ลองนึกภาพว่า อยู่ๆ มีเงินเข้ามาหาคุณ
ตามจำนวนที่คุณอยากได้ //

แล้วคุณจะนำมันไปทำอะไร ..
จะมอบให้คนที่คุณรัก /
ทำบุญให้คนที่ขาดแคลน/
หรือจะให้ตัวเอง ..

สิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน
คือ ภาพฝันในใจ ที่คุณต้องเห็นภาพให้ได้
ว่าคุณใช้ชีวิตอย่างไร หลังจากได้ความร่ำรวยนั้นมา //

การคิดถึงแต่จำนวนเงิน
ไม่ใช่ทางที่จะเกิดผล แต่คิดถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
จะเห็นภาพชัดเจนมาก //

อย่าลืมนะ ต้องตั้งใจรวย ..
เรื่องนี้ไม่มีฟลุ๊ค
.
.
2 หยุดคิด เรื่องลบ //
เรื่องลบดึงแต่สิ่งลบเข้ามาในชีวิต //
เคยได้ยินมั้ยว่าเกลียดอะไรมักจะเจออย่างนั้น
เพราะสมองเราไม่ได้แยกแยะว่า
สิ่งที่คุณชอบคิดถึงบ่อยๆ มันคือการเกลียด หรือ ชอบ …
รู้แต่นึกถึงเรื่องนี้ ก็จะทำให้เรามองสะดุดไปแต่เรื่องที่คิด ..
ดังนั้น … คิดแต่เรื่องดีๆ พูดดีๆ .
.
.
3 นำภาพฝันที่คิดไว้ในข้อแรกนั้น มาตั้งเป็นเป้าหมาย //
เป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน และมี timeline
คือบอกจุดสิ้นสุดว่า เป้าหมายนี้จะต้องบรรลุในวันไหน ช่วงไหน
.
.
4 แตกย่อยเป้าหมายใหญ่ต่างๆ นั้น
ให้เป็นประเด็นที่ย่อยง่าย เหมือนนำสูตรอาหาร
มาแตกออกเป็นส่วนๆว่าเราต้องเตรียมอะไร เท่าไหร่
.
.
5 เริ่มเดินหน้าลุยไปทีละขั้น ..
อย่าไปคิดถึงอุปสรรคมากนัก ..
เพราะทำใจเผื่อไว้เลย ว่ามันมาแน่
แต่ถ้าเราไม่เลิก มันจะเข้ามา ก็แล้วไงครับ .. ก็ไม่เลิกซะอย่าง ..
.
.
6 คิดเผื่อ การวางมือ ..
หากเราคิดจะโตในโลกธุรกิจ ..

จริงอยู่ว่า ถ้าเราทำแล้วมีความสุข
จะเลิกทำไม .. แต่ที่ให้คิดเผื่อ
เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจที่เราสร้าง
มันต้องสามารถปล่อยให้คนอื่นทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเรา …
เพราะนอกจากจะเป็นการลดความเสี่ยงเรื่อง key man แล้ว …
เรายังสามารถถอยออกมา เพื่อไปทำอย่างอื่นที่เรารักมากขึ้นไปได้อีก ..
นอกจากจะได้ทำสิ่งที่รักหลายๆ อย่างแล้ว
ธุรกิจก็ยังเดินต่อไปได้อีกด้วย จะมีอะไรดีไปกว่านี้
.
.
7 ข้อสุดท้าย ที่จริงๆ ควรจะเป็นข้อแรกๆ ด้วยซ้ำ
เพราะมันสำคัญมาก คือ คิดให้รอบคอบ
ปรึกษาคู่ชีวิต คนในครอบครัว ในสิ่งที่เรากำลังจะทำ
ว่าเราต้องการอะไรถึงทำสิ่งนี้
และมันเป็นเป้าหมายร่วมกันกับครอบครัวเราหรือไม่ …

หากเราเดินหน้าโดยคนที่เรารักไม่มีความสุข …
แล้วเราจะทำไปเพื่ออะไร …
ข้อนี้สำคัญจริงๆ ...//
และมันจะมีความสุขมากๆ และไปได้ไกลกว่า

ถ้าคนในครอบครัว คนที่เรารัก
ส่งเสริม สนับสนุน และให้กำลังใจ..
ในสิ่งที่เรากำลังจะเริ่มทำครับ
.
.
ทำในสิ่งที่รัก
ทำในสิ่งที่คนที่เรารัก รัก
ทำในสิ่งที่คนรอบข้าง มีความสุข
แค่นี้ก็ มีความสุขซ้ำซ้อนแล้วครับ
.
แหล่งที่มา    Facebook :  ‪#‎อาเสี่ย‬ 27/9/2014

เป็น Mass ใน Niche Market

ยุคนี้คำว่า Mass หรือ มหาชน เริ่มหายากขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่มีการทำอะไรสักอย่างแล้วจะตอบโจทย์คนทั้งหมดอีกต่อไป
แต่เรากำลังถูกซอยแบ่งย่อยไปตาม "ความชอบของแต่ละคน"

ขนาดแม็กกาซีนนับร้อยหัว ทีวีหลายร้อยช่อง คนก็ยังไม่สนใจ
เพราะฉันจะเสพแต่สิ่งที่ฉันชอบเท่านั้น

คำว่า Mass จึงแทบจะเป็นคำในอุดมคติไปแล้ว
คนดังชนิดที่รู้จักกันทั้งบ้านทั้งเมืองยังมีอยู่นะ
แต่น้อยมากและ "หมดอายุ" เร็วขึ้นทุกวัน
แต่ในมุมคิดว่านี่คือ "โอกาสทอง" ของคนตัวเล็ก ๆ อย่างเรา
เพราะยุคนี้ไม่จำเป็นต้อง "มหาชน" ครองใจคนมหาศาล
คุณก็มีที่ยืนได้ ขอแค่คุณเป็น Mass ใน Niche Market ก็พอ

พูดง่าย ๆ ขอแค่คุณดังในคนหมู่น้อย "ที่มีจำนวนมากพอ" นั่นก็พอแล้ว
แทนที่จะพยายามทำตัวให้เป็น Mass เพื่อครองใจคนทั้งหมด
คิดว่ายุคนี้การครองใจ "คนเฉพาะกลุ่ม" นั้นมีน้ำหนักมากกว่า

การหาลูกค้า 10,000 คน มาจ่ายเงินให้คุณเดือนละ 100 บาท
บางทีอาจจะยากกว่าการหาลูกค้า 100 คน
มาจ่ายให้คุณเดือนละ 10,000 บาท
ทั้งที่มันก็มียอดขาย 1,000,000 บาทเท่ากัน

ยุคนี้คุณไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนรู้จักคุณ
แต่คนที่ "ควรจะ" รู้จักคุณ เขาเหล่านั้น "ต้อง" รู้จักคุณ
ถ้าคุณทำได้แบบนี้ สำเร็จแน่!
นี่ล่ะ การเป็น Mass ใน Niche Market

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

อย่าลืมบอกรักคนสำคัญของคุณ‬

หลังแต่งงานมา 21 ปี ภรรยาของผมบอกให้ผมพาผู้หญิงอีกคนไปกินอาหารเย็น และ ดูหนัง เธอบอกผมว่า “ฉันรักคุณ แต่ฉันรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้ก็รักคุณ และ ต้องการเวลาอยู่กับคุณ"

ผู้หญิงคนนั้น คือ แม่ของผม ซึ่งเป็นหม้ายมาแล้ว 19 ปี แต่ด้วยหน้าที่การงาน และ ลูกๆทั้ง 3 ทำให้ผมมีโอกาสไปเยี่ยมแม่ได้แค่บางครั้งบางคราว

คืนนั้นผมโทรหาแม่เพื่อเชิญแม่ไปกินอาหารเย็น และ ดูหนังด้วยกัน “เกิดอะไรขึ้นลูกรัก ลูกไม่เป็นไรนะ”

แม่ของผมเป็นเป็นผู้หญิงประเภทที่ ถ้ามีโทรศัพท์มากลางดึก มักคิดว่าเป็นข่าวร้าย “ผมอยากชวนแม่มากินข้าวกับผมแค่ 2 คน” แม่คิดชั่วครู่ขณะ แล้วตอบรับคำชวน

วันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อถึงบ้าน ผมสังเกตว่า แม่ก็ตื่นเต้นเหมือนกัน แม่สวมเสื้อโค้ทยืนรอที่ประตู แม่ทำผมเป็นลอน และ สวมชุดที่แม่ใช้เมื่อวันฉลองครบรอบวันแต่งงานครั้งสุดท้าย รอยยิ้มของแม่ดูเหมือนนางฟ้า แม่พูดว่า “แม่บอกเพื่อนว่า แม่จะไปกินข้าวกับลูก เพื่อนๆชอบใจกันใหญ่ และ เฝ้ารอที่จะถามแม่ว่า ไปแล้วเป็นยังใงบ้าง"

เราไปภัตตาคารที่ดูไม่หรูหรามากนัก แต่ดี และ อบอุ่นมากๆ แม่ควงแขนผมเดินเข้าร้านเฉกเช่น สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมื่อเรานั่งลง ขณะที่ผมดูเมนูอาหารแทนแม่ เพราะตาแม่มองตัวหนังสือไม่ชัด ผมเหลือบตาขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองมาที่ผม แม่ยิ้มแล้วพูดว่า “เมื่อก่อนแม่เป็นคนอ่านเมนูเพื่อสั่งอาหารให้ลูกกิน แต่ตอนนี้ลูกกำลังทำแทนแม่” ผมยิ้มตอบ ระหว่างกินอาหาร เราพูดคุยกันหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่แต่ละคนได้เจอ เราคุยกันจนเลยเวลาดูหนัง ตอนที่ผมมาส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า “แม่จะไปเที่ยวกับลูกอีก แต่คราวนี้ให้แม่เป็นฝ่ายชวนลูกบ้างนะ” ผมตอบตกลง

“เป็นอย่างไรบ้างคะ ไปกินข้าวกับคุณแม่” ภรรยาผมถาม “ดีเยี่ยมเกินกว่าที่ผมคาดคิดไว้เสียอีก”

2-3 วันต่อมา แม่เสียชีวิตจากหัวใจวาย มันเกิดขึ้นรวดเร็วจนผมไม่มีโอกาสได้ทำอะไรเพื่อแม่เลย ผมได้รับซองจดหมายบัตรกำนัลรับประทานอาหารจากภัตตาคารที่ผมและแม่ไปกิน ในนั้นมีจดหมายเขียนว่า “แม่จ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับอาหารที่ร้านนี้ โดยที่แม่ไม่รู้ว่าแม่จะได้มากินอีกเมื่อไร แต่อย่างไรก็ดี เป็นบัตรกำนัลสำหรับ 2 คน คือ ลูก และ ภรรยาของลูก ลูกไม่รู้หรอกว่า คืนนั้นเป็นคืนที่แม่มีความสุขมากเพียงใด แม่รักลูกมากจ้ะ"

ขณะนั้น ผมเพิ่งเข้าใจความสำคัญของคำพูด “ฉันรักเธอ” และ ความสำคัญของการให้เวลากับคนที่คุณรัก ไม่มีอะไรในชีวิตที่สำคัญไปกว่าครอบครัวของเรา จงให้เวลากับพวกเขา เพราะพวกเขาสมควรได้รับ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกบอกว่า “เอาไว้ทีหลังนะ"

Cr. Learning Petals

แหล่งที่มา    Facebook : ชบาไพร บรรพต 

"คนเอาจริง" ผู้ชนะในทุกสนาม

บางทีคนเราก็แปลกดีนะ
ลงทุนเรียน 20 ปีเพื่อมารับเงินเดือนหมื่นกว่าบาท

แต่พอกับวิชาชีพนอกโรงเรียนหลังจบการศึกษาแล้ว
กลับไม่ยอมลงทุนเรียน หรือพอเรียนก็ไม่ตั้งใจ
หรือเรียนแล้ว ก็ไม่ตั้งใจเอาไปทำให้มันได้เงิน
ทั้งที่ถ้าทำดี ๆ มันชนะเงินเดือนแน่นอน

ในขณะที่มักถูกถามว่า "งานไม่ประจำมันทำเงินกว่าจริงเหรอ?"
ก็อยากถามกลับว่า "งานประจำมันทำเงินตรงไหนเหรอ?"
กอดเกาะแต่เงินเดือนเก่า รักความมั่นคง ทั้งที่เงินไม่พอใช้

ใจเย็นนะ  ไม่ได้ดูถูกคนทำงานประจำ
ทุกคนมีความเหมาะสมของแต่ละคน
แต่บางที ก็เบื่อที่งานไม่ประจำหรืองานฟรีแลนซ์
มักถูกผู้คนมองว่าเป็น "งานอดิเรก"
หรือบางคนพอมาทำงานฟรีแลนซ์ก็ทำเล่น ๆ
ทำขำ ๆ ทำเอาค่าขนม

ภาพลักษณ์คนทำงานไม่ประจำเลยดูแบบเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ
ไม่มีงานทำมั้ง เลยมาทำงานไม่ประจำ
ก็นั่นล่ะ ทำตัวแบบนั้นงานไม่ประจำถึงไม่ทำเงินไงล่ะ
คุณจะรู้มั้ยว่ามืออาชีพในวงการฟรีแลนซ์นั้นฝีมือระดับเทพ
เขาเอาจริงมากกว่าคนทำงานประจำหลายคนซะอีก

ถ้าคุณ "ตั้งใจ" ทำงานไม่ประจำจริง ๆ
แค่วันละไม่กี่ชั่วโมง แค่ไม่กี่วันต่อเดือน
เอาหัวเป็นประกันว่ามันทำเงินมากกว่างานประจำ
ที่ต้องนั่งหลังขดหลังแข็งทุกวันทั้งเดือนแน่นอน
เพียงแต่คนจำนวนมากรักความจนอย่างมั่นคง
มากกว่าที่จะลองเสี่ยงเพื่อความมั่งคั่งสักตั้ง
เสี่ยงมากที่สุดที่คนจำนวนมากเคยเสี่ยงก็คือ "ซื้อหวย"

เราชอบรอรับเงินเดือนตอนสิ้นเดือน
เพราะมันคือนิสัยที่ติดมาตั้งแต่เด็กที่พ่อแม่ให้ค่าขนม
เราเลยติดนิสัยว่าต้องมีใครมาดูแลรับผิดชอบชีวิตฉัน
ไม่เคยเข้ารับผิดชอบชีวิตตัวเองเสียที

ออกจากบ้านมาอยู่กรุงเทพตั้งแต่อายุ 17
ชีวิตจึงสั่งให้รับผิดชอบชีวิตตัวเองตั้งแต่นั้นมา

ถ้าคนทำงานประจำดูดี มีเกียรติ ได้รับการยกย่องจากสังคม
พ่อแม่ภูมิใจที่ลูกมีหลักมีฐาน การงานมั่นคง
ก็อยากให้งานไม่ประจำดูดี มีเกียรติแบบนั้นบ้าง
และนี่แหละที่จะเป็นหัวหอกมนุษย์ "งานไม่ประจำ"
ให้ทุกคนเห็นว่างานนี้มีเกียรติ มีอิสระ โคตรรวย
และไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่มือสมัครเล่นจะลงมาวิ่งเล่นขำ ๆ ก็ได้
เพราะ "คนเอาจริง" เท่านั้นที่คือผู้ชนะในทุกสนาม
ไม่ว่าจะเป็นงานประจำหรือไม่ประจำก็ตาม

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ฉันจน ... และคงไม่สามารถทำอะรให้สำเร็จได้!!

จำไม่ได้แล้ว ว่าไปอ่านเจอมาจากไหน
"ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณคิดถูกแล้ว
และถ้าคุณคิดว่าคุณทำไม่ได้...คุณก็คิดถูกอีกเช่นกัน"

ย้อนกลับไปดูประวัติของผู้ก่อตั้ง WhatsApp
"Jan Koum" เกิดในยูเครน

ครอบครัวหนีความยากจนโดยย้ายตามมารดามาอยู่อเมริกา
ประทังชีวิตให้รอดด้วย Food Stamp

งานแรกในอเมริกาคือ เป็นนักการ
หันมาศึกษา Code Program

ลองไปเรียนมหาลัย แล้วไม่ชอบ เลยลาออก (อันนี้ห้ามเลียนแบบนะ)
แล้วเข้าทำงานกับ Yahoo ตอนอายุ 21 ปี
ลาออกจาก Yahoo เมื่อ 9 ปีให้หลัง

แล้วมาก่อตั้ง WhatsApp ตอนอายุ 32 ปี
ปีนี้เพิ่งขายบริษัทให้ Facebook ไปด้วยมูลค่า $19 Billion
หรือคิดเป็นเงินไทย ก็ราวๆ 6 แสนล้านบาทไทย
จำนวนเงินเกือบ 1 ใน 3 ของ GDP ยูเครน ประเทศบ้านเกิดตัวเอง

ปล. โปรแกรม Chat ในโลก ณ บัดนาว
WhatsApp มีผู้ใช้เกิน 1 พันล้านคน
มากกว่า Line เกือบๆ 10 เท่านะจ๊ะ

แหล่งที่มา    Facebook : Sinthorn

ทางเลือก..ของการแข่งขัน

คนประสบความสำเร็จที่โดดเด่น
จะต้องมีแนวทางการทำธุรกิจที่แตกต่าง

ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
เราสามารถทำให้ธุรกิจเรามีความโดดเด่น
หรือมีจุดขายที่แตกต่างได้อย่างไร

หลายคนมีข้ออ้างว่า
ธุรกิจขนาดเล็กสู้ธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้
หรืออาจเป็นเพราะ
เราไปแข่งในเกมส์ที่คนอื่นกำหนด
ไม่ได้เลือกวิธีการแข่งเอง..
ให้คนอื่นมาแข่งในเกมส์ที่เราถนัด

วันนี้ขอยกตัวอย่าง
โรงแรมๆ หนึ่งซึ่งเสียเปรียบคู่แข่งโรงแรมดัง
ทั้งแบรนด์ ทำเลที่ตั้ง แต่โรงแรมแห่งนี้..
ก็ยังมีลูกค้าประจำเหนียวแน่น เค้าทำได้อย่างไร???

โรงแรมดังกล่าวชื่อว่า Ten Face
แค่ชื่อก็กินขาดแล้ว
ภายในโรงแรมบูทีคแห่งนี้
แต่งด้วยทศกัณฑ์ (ยักษ์ในรามเกียรติ์)
ที่ตั้งของโรงแรมแห่งนี้อยู่ในซอยร่วมฤดีซอย 2 (สุดซอย)
และอยู่ท่ามกลางโรงแรมใหญ่ๆอย่าง Novotel Conrad

แต่เค้าไม่ได้มองว่า
การอยู่ลึกเข้าไปในซอยเป็นปัญหา
โรงแรมจัดรถตุ๊กตุ๊กคอยรับส่งลูกค้า
ไปยังสถานีรถไฟฟ้า หรือร้านอาหารในซอยร่วมฤดี..

ซึ่งเป็นบริการที่ชาวต่างชาติชอบมาก
เพราะแขกที่มาพักส่วนมากไม่ได้เอารถส่วนตัวมา
ในส่วนของห้องพัก..มี Living Room
อีกห้อง วาง Day Bed

ทำให้ลูกค้าที่มาพักเป็นครอบครัว
สามารถแยกกิจกรรมที่ทำ
เช่น ดูทีวีคนละเครื่อง กินอาหารในห้องพัก..
แล้วไม่มีกลิ่นรบกวนในห้องนอน เป็นต้น

แต่ที่ผู้เขียนประทับใจสุดๆ คือ
เมนูอาหารเช้าที่สามารถสั่งเป็นอย่างๆ
เช่น ข้าวต้ม ข้าวผัด หรือ American Breakfast
ที่ทำใหม่(ร้อน)..ไม่ชืดหรืออุ่นเอาแบบ
ในบุฟเฟ่ต์มื้อเช้าตามโรงแรมใหญ่

เนื่องจากโรงแรมนี้มีลูกค้า 2 ตึก
อีกตึกหนึ่งเป็นลูกค้าที่พักรายเดือน
ซึ่งมีครัวอยู่ภายในห้องพัก

ครั้งหนึ่งที่ห้องพักเต็ม
ทางโรงแรมอัพเกรดห้องพักให้มาพักห้องรูปแบบนี้
สะดวกสบายมา เพราะมีไมโครเวฟสำหรับอุ่นอาหารเองได้ด้วย

และที่สำคัญคือ คุณสามารถรับการบริการเหล่านี้
ในราคาที่ประหยัดกว่าโรงแรม 5 ดาวมาก
เรียกว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปแน่นอน

ธุรกิจของคุณ..เป็นอย่างนี้หรือเปล่า
ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกวัน
คนที่จะอยู่รอดได้นั้น ต้องมีจุดขายที่แตกต่าง..
อันเกิดจากเห็นช่องว่างของตลาด
มีโอกาสลองใช้บริการ Ten Face ดูนะ

แหล่งที่มา   Facebook : Pop's Life

ตื่นเช้ามา... ทำไรดี ???

ตื่นเช้ามา... ทำไรดี ???
(ลองปรับเวลาซักนิด เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวิตขึ้นเป็นกอง จนคุณต้องประหลาดใจ)
.
.
สมัยก่อน หลังจากตื่นเช้ามา
ต้องเช็คemail //
ดู line หรือ social media บ้าง
ว่ามีข้อความถึงเราหรือไม่
.
.
และเมื่อมีข้อความบางอย่างถึงเรา
เราก็จะต้องตอบ
(อย่างน้อยก็เพราะ...มันขึ้น readทางนู้นไปแล้ว)
.
.
เมื่อเราตอบ เราก็จะคิดโยงไปเรื่องอื่น
แล้วเราก็ search เรื่องอื่นที่ว่านั้นต่อ
จากนั้น..ใจเราก็จะคิดไปยังเรื่องอื่นๆ...
ที่มันผ่านเข้ามาในสมอง
.
.
ไปเรื่อยๆ
.
.
.
ดูนาฬิกาอีกที หมดไปแล้ว 1-2 ชม.
ยังไม่ได้งานอะไรซักอย่าง..
.
.
ลองเปลี่ยนใหม่
04.30-05.00 ตื่นนอนตอนเช้า
05.00-05.20 พยายามนั่งสมาธิ 5-20 นาทีแล้วแต่วัน
.
.
05.20 - 07.00 อ่านหนังสือที่ list ไว้ในคิว 1 ชม. +
ใช้เวลากับงานเขียน (เขียนเพจ+ อ่านหนังสือเพิ่มถ้าเขียนเสร็จเร็ว)

07.00 - 07.30 วิ่ง (พยายามอยู่ เพราะสมัครวิ่งมาราธอนไว้ เดือนพย. ) 30-40นาที
.
.
ระหว่างวิ่งก็คิดเรื่องงานที่วางแผนไว้ในวันนี้
.
08.00 น. ออกกำลังกายเสร็จ อาบน้ำ เล่นกับลูก
.
.
09.00 น. เริ่มทำงานปกติตามตารางที่วางไว้
.
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของสมองทำงานช่วงหลังตื่นนอนจนถึง 10 โมงเช้า
เหมาะกับการทำอะไรใหม่ๆ เช่นคิดงานใหม่ๆ โปรเจคใหม่ๆ
.
หลัง 10.30 น.ไป ค่อย check email และ Social media ตามสมควร
(เรื่องด่วนๆ พยายามให้คนโทรเข้ามาแทน
อย่าปัดไปช่องทาง email/ online ทั้งหมด
เพราะเราไม่สามารถเข้าถึง email ได้ตลอดเวลา)
.
.
ชีวิตดีขึ้นมาก  .. ได้งานมากกว่าเดิมเกือบเท่า
.
.
ลองหาเวลา ของตัวเองดูนะ 3-4 ชม.
ไม่จำเป็นต้องตามแบบที่เขียนไว้//
บางคนอาจชอบช่วงกลางคืน อันนี้แล้วแต่ชอบ//
สำคัญที่ ปิดระบบ online ให้หมด
อยู่กับตัวเองซักช่วงเวลาหนึ่งก็ยังดี //
ชีวิตดีขึ้นจริงๆ
.
**
บังเอิญอ่านหนังสือของพี่รวิศเล่มใหม่ //
แล้วเจอบทหนึ่งพูดถึง Prime Time และ
การใช้เวลาให้เกิด efficiency ที่สุด //
มัน confirm สิ่งที่ทำอยู่จริงและได้ผลจริง //

พี่รวิศมาช่วย confirm อีกคน ..
ลองหาเวลา Prime time ของคุณเองดูนะ
แล้วจะพบว่า แค่การปรับอะไรนิดหน่อย
แต่เพิ่มประสิทธิภาพมหาศาล มันมีอยู่จริง

credit หนังสือ ‪#‎คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย‬ / Mission To The Moon
.
.
แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 25/9/2014

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

มัดใจเจนวาย ว้าย ‘นางเยอะ’

จากการวิจัยพบว่า...เด็ก (จาย) เวน เอ๊ย เด็กเจนวาย
ต้องการความยืดหยุ่น สมดุลชีวิต โอกาสแสดงความคิดเห็น
เน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ที่ทันใจ
ได้ร่วมกำหนดอนาคตบริษัทฯ อยากให้จัดไปเมืองนอก
ฟังความต้องการของนางแล้ว...มนุษย์ป้าได้แต่บ่นว่า
นี่เป็นช่วงชีวิตขาขึ้น (มาก่ายหน้าผาก) ของเราเสียจริง ๆ
ที่ฝันอยากจะให้สไตล์การทำงานร่วมกันไร้รอยต่อ ทอเต็มผืน หลับเต็มตื่น
ราบรื่นประดุจแพรไหม...เห็นทีจะเหลือแต่เพียงฝันร้ายเสียจริง ๆ นะตัวเธอ

จากผลวิจัย มีข้อเสนอแนะหลายประการตามภาพที่สรุปมาฝาก
และสิ่งที่มีความเห็นเพิ่มเติมคือ
ไหน ๆ เจนวาย นางก็ต้องการหลายสิ่งหลายประการ
ที่ดูแล้วต้องยอมรับว่า หลายเรื่องต้องใช้ ‘เวลา’ ปรับ ‘วิถี’ ในการทำงานร่วมกัน
ระหว่างคนรุ่นเก่า และผู้มาใหม่
ซึ่งกว่าจะมาถึงวัยนี้...แต่ละฝ่าย...
ก็ฝังรากลึกทางความคิด ความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรมไม่น้อย

ผู้บริหารหลายท่าน โดยเฉพาะเจ้าของ “รอ” ไม่ไหว
เพราะมันไม่ทันกับการแข่งขันทางธุรกิจ
ทางออกที่น่าจะเป็นชัยชนะของทุกฝ่ายน่าจะเป็น
การจ้างงานอย่างเป็นโครงการ (Project Based)
หรือสัญญาชั่วคราว (Contract)
ส่งงานแล้วก็จบกันเป็นงาน ๆ ไป

เพราะเจนวายเลือกสมดุลชีวิต มากกว่าค่าตอบแทน และตำแหน่งใหญ่โตโก้เก๋
เพราะเจนวายเชื่อว่าความสามารถวัดที่ผลงาน มากกว่าการนั่งนานๆ ในออฟฟิศ

คราวนี้แหละ ถ้าระดับฝีมือ ไม่เท่ากับระดับฝีปาก
ที่มีข้อเรียกร้องไม่สมฐานะ (ความสามารถ) แล้วล่ะก็
รับรองว่าจะต้องได้สติ คิดถึงงานประจำในบริษัทฯ
ที่การันตีรายได้ทุกเดือนแน่แท้

ส่วนคนเจ๋งจริง ก็ขึ้นลิฟท์สู่ดาดฟ้า
ไม่ต้องปีนบันไดให้เหนื่อยแรง สมใจดาวเด่นกันไปเลย
========
Cr. ขอบคุณข้อมูลจากงานวิจัยปี 2013ของ PwC
ร่วมกับ มหาวิทยาลัย Southern California และ
The London Business School สำรวจพนักงาน
Gen Y และ Gen อื่น ๆ 44,000 คน ใน 18 ประเทศทั่วโลก

แหล่งที่มา    Facebook : iPattrainer

วิธีตรวจสอบง่าย ๆ ว่าคุณกำลังคุยกับคนล้มเหลวหรือคนสำเร็จ

มี 5 ข้อดังนี้
1. เขาคุยเรื่องสิ่งที่ไม่ต้องการ หรือ คุยเรื่องสิ่งที่ต้องการ?
2. เขาคุยเรื่องอดีต หรือ คุยเรื่องอนาคต?
3. เขานินทาคนอื่น หรือ ชื่นชมคนอื่น?
4. เขาบ่นโทษคนอื่น หรือ เขาบอกว่าจะลงมือแก้ไขด้วยตัวเอง?
5. เขาเอาแต่พูดฝ่ายเดียว หรือ อยากฟังคุณพูดบ้าง?

ถ้าเขาเป็นอย่างแรก คือ
เอาแต่คุยเรื่องสิ่งที่เขาไม่ต้องการ พูดแต่เรื่องที่ผ่านไปแล้ว
นินทาคนอื่น โทษคนอื่น และเอาแต่พูดเรื่องของตัวเอง
แปลว่าเรากำลังคุยกับคนล้มเหลว
ให้ค่อย ๆ ทำตัวห่างออกมาเท่าที่ทำได้

ถ้าเขาเป็นอย่างหลัง คือ
คุยแต่สิ่งที่ต้องการ คุยเรื่องอนาคต
ชื่นชมคนอื่น พร้อมลงมือด้วยตนเอง 
และยังอยากฟังความคิดเห็นของเรา
แปลว่าเรากำลังคุยกับคนสำเร็จ
อย่าปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป จงใช้เวลาร่วมกับเขาให้มากที่สุด

วิธีตรวจสอบง่าย ๆ นี้ ยังใช้ตรวจสอบตัวเองได้อีกด้วย
ว่าเราเป็นคนแบบไหน

เปลี่ยนตัวเองให้คิด พูด ทำแบบคนสำเร็จ
แล้วเราจะแวดล้อมไปด้วยคนสำเร็จ
แล้วเราก็จะสำเร็จยิ่งขึ้น
นี่คือเรื่องจริง ที่ทำและได้ผลกับตัวเอง
เพียงทำสิ่งนี้ ผ่านไปแค่ 1 ปี 
ชีวิตก้าวกระโดดมากกว่า 20 ปีที่ผ่านมาเสียอีก

คุณเองก็ทำแบบนี้ได้
ลองดูสิ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

เป้าหมายชัดเจน...บนหลายทางเลือกที่จะไปถึง

ทางขึ้นภูเขามีหลายทาง
บางคนเลือกถนนลูกรังทิศเหนือ
ขณะที่อีกคนเลือกปีนขึ้นทางหน้าผาชันทิศใต้

เมื่อคนที่สอง มองลงไป
เขาพบว่า มีทางขึ้นอีกทางที่ทิศตะวันตก
ซึ่งง่ายกว่าทางที่เขาเลือก

แต่คนแรกกลับบอกว่า
ลองมาขึ้นทางทิศตะวันออกน่าจะสบายที่สุด

คนที่ยังไม่เคยขึ้นมาบนเขา แล้วเอาแต่เถียงกันที่ตีนเขา
ว่าทางที่เขากำลังขึ้น มันเป็นทางเดียวที่ขึ้นเขาได้

มันคงมีการวางมวยกันเกิดขึ้น
ไม่ต้องไปปีนมันละภูเขาเนี่ย

คนที่มีเป้าหมายชัดเจนในการปีนเขา
เขาจะเลือกทางที่เขาถนัด
ไม่ลังเลเมื่อคนอื่นมาทัก
แล้วตัดสินใจปีนจนถึงยอดดอยในที่สุด
และเมื่อถึงยอดดอย เขาจะรู้เอง ว่า
... ทางขึ้นสู่ยอดเขา มันไม่ได้มีแค่ทางเดียวหรอก
เลิกเถียงกัน แล้วเดินขึ้นเขากันเถอะ
จะเสียเวลากันทำไม เพื่อนเอ่ยยยย

แหล่งที่มา    Facebook : Sinthorn by Mr.Messenger

เอาไว้ก่อนดีกว่า ยังไม่พร้อม

มีกี่ครั้งที่เราต้องเสียโอกาสไปกับการที่เรา ไม่พร้อม //
หรือ คิดไปเองว่า “ยังไม่พร้อม”
.
.
Sir Richard Branson หนึ่งใน สุดยอด Entrepreneur
ผู้สรรสร้างธุรกิจมากมาย และยิ่งใหญ่ได้สุดๆ
เช่น Virgin Air/ Virgin galactic /
ได้เคยพูดไว้ประโยคหนึ่งว่า
.
.
เมื่อโอกาสถูกหยิบยื่นเข้ามาให้
และหลายๆ ครั้ง มันคือโอกาสที่เราก็รู้ว่า
มันไม่ได้มีมาบ่อยๆ "เราควรรีบรับมันไว้"
ถึงแม้ว่ายังไม่มั่นใจว่าจะทำมันยังไง
แต่เราจะหาวิธีทำมันสำเร็จให้ได้ในที่สุด
.
.
เพราะเมื่อชั่งใจดูแล้ว …
โอกาสที่มันผ่านเข้ามา นั้นหายากกว่า
และไม่รู้ว่าจะมีมาอีกหรือไม่ //
เขาจึงกระโดดเข้าไป
แล้วค่อยคิดอีกทีว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้มันให้ดีได้
.
และเพราะเขาเชื่อในคุณค่าของ
"โอกาส" มากกว่า "ความพร้อม"นั่นเอง
.
.
เรารออะไรอยู่ รอพร้อมก่อนหรือเปล่า
.
.
แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬

"กำจัด" ข้อจำกัด แล้วไปให้สุดฝัน

พอเจอคนรวยที่ประสบความสำเร็จ
ก็จะมีคนบอกว่าที่ไอ้คนพวกนี้ทำได้ เพราะบ้านมันรวย

พอเจอคนจนที่พลิกชีวิตกลายเป็นคนร่ำรวยได้
ก็จะมีคนบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้แบบนี้

สรุปคือจะสอนให้เจียมตน ว่างั้นเถอะ?
ถ้าเกิดมาจน ก็ควรจนต่อไป ว่างั้นเถอะ?
ถ้าจนแลัวกลายเป็นรวยได้ ก็แปลว่าฟลุ้ก ว่างั้นเถอะ?
! อยู่ห่าง ๆ คนแบบนี้ไว้บ้างก็ดี
ให้เค้าเจียมตนเป็นคนต่ำต้อยต่อไป

ชีวิตใครชีวิตมัน
เกิดมาแล้วทั้งที ถ้าเอาดีไม่ได้
มันเสียชาติเกิดเปล่า ๆ

ชีวิตไม่เคยมีข้อจำกัด
เราทั้งนั้นที่ไปจำกัดชีวิตมันเอง
"กำจัด" ข้อจำกัด แล้วไปให้สุดฝัน
ปล่อยคนมีข้ออ้างล้าหลังต่อไป
ไม่ยุ่งด้วยล่ะ คนแบบนี้

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

Gen Y 80% ครองบริษัทฯ

ผลวิจัยชี้ อีก 3 ปีข้างหน้า
Gen Y (เกิดปี พ.ศ. 2523 - 2538) 80% ครองบริษัทฯ

เมื่อในสายตาของพี่ป้าน้าอา
เด็กเจนวาย กลายเป็น...
เด็ก (จาย) เวน ที่ช่าง...แบบว่านะ
แตกต่างจากคนรุ่นก่อนเสียเหลือเกิน

ในทางกลับกัน
เจนวายก็แสนจะอึดอัดที่ต้องทำงาน
ร่วมกับมนุษย์ป้า บ้าอำนาจ
เชื่องช้า ล้าหลัง ไม่ฟังเด็กน้อย
คอยแต่ระลึกถึงความหลังครั้งยังรุ่งเรื่อง

>>> แถมยังต้องมาคอยรับฟังและทำตามสั่ง (Top-Down Approach)
>>> ขาดสมดุลชีวิต (Work - Life Balance)
>>> ที่คิดอยากจะทำงานด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่แสนจะสะดวกสบายในโลก

ยุคนี้ ที่ไหน เวลาไหนก็ได้
(Anytime, Anywhere, Any Device)

กลายเป็นต้องมารวมตัวกัน
ทุกวัน 8 โมงเช้า 5 โมงเย็น
เพื่อ...
จะให้อยู่โอฟรี เอ๊ย
โอทีเหรอ เชอะ..อย่าหวัง

ว่าแล้วก็สะบัดบ๊อบ
กลับบ้านตามเวลาไปแบบเก๋ ๆ

เจนวายคิดไปคิดมา...
เอาเงินมากองท่วมหัว
ไม่ยอมเสียเวลาของตัวให้กับใคร

ว่าแล้วก็เลยลาออก...
ย้ายงานแบบทำไร่เลื่อนลอย
จนกว่าจะได้เจอองค์กรแบบ
ที่พอจะใกล้เคียงกับที่หวังไว้บ้าง
หรือจนกว่าจะติดดอย
(เพราะเงินเดือนสูง ความสามารถตามทันบ้างไม่ทันบ้าง)

มนุษย์ป้าก็เงิบ...
เพราะสอนไว้หมดไส้หมดพุง
กะว่าอยากจะให้เป็นทายาทอสูรซะหน่อย
อกหักดังปัง...พังทลาย ^__^
แล้วจะทำยังไงดี
จะมาเล่าตอนต่อไปนะ
========
Cr. ขอบคุณข้อมูลจากงานวิจัยปี 2013
ของ PwC ร่วมกับ มหาวิทยาลัย
Southern California และ The London Business School
สำรวจพนักงาน Gen Y และ Gen อื่น ๆ
44,000 คน ใน 18 ประเทศทั่วโลก

แหล่งที่มา    Facebook : iPattrainer
คิดว่าไม่มีอะไรที่คนเราเรียนรู้ได้มากเท่ากับ
"การเรียนรู้จากคนด้วยกัน"

คนแต่ละคนคือหนังสือเล่มหนาที่เราอ่านได้ไม่รู้จบ
และเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตได้มากขึ้นก็คือ
การได้คบหาพูดคุยกับคนต่างวัย

คนวัยเดียวกันอาจคุยสนุกปาก
แต่ไม่ค่อยได้อะไรมากเรื่องความคิด
เพราะเรามักจะคิดคล้าย ๆ กัน
อยู่ในภาวะความคิดและอารมณ์เท่า ๆ กัน
หากเรามักจะมีเพื่อนที่อายุมากกว่า
ในขณะเดียวกัน ก็ได้พูดคุยกับเด็กรุ่นใหม่ ๆ เป็นประจำ

คนทั้งสองวัยล้วนให้มุมมองชีวิตที่น่าสนใจ
หลายครั้งพบว่า

เมื่อวัยรุ่น เราวุ่นหาอิสรภาพ
เมื่อวัยชรา เราไขว่คว้าความมั่นคง
วัยรุ่นสอนเรื่องพลังของความฝัน
"เป็นไปไม่ได้" ดูจะไม่มีในพจนานุกรมของพวกเขา
พวกเขาพลังเยอะ สดใหม่ ไอเดียกระฉูด จนต้องเอาอย่าง

ในขณะที่รุ่นใหญ่ สอนให้สุขุม
และให้เตรียมตัวรับมือกับอนาคตที่จะมาถึง
เพราะถ้าไม่ตายเสียก่อน เราได้แก่แน่ ๆ

เรื่องสุขภาพกับเรื่องการวางแผนเกษียณ
จึงเป็นสองเรื่องที่เอาไว้ก่อนไม่ได้จริง ๆ
เพราะคำว่า "ไม่ทัน" ในชีวิตจริงนั้น ไม่มีปุ่มรีสตาร์ท
ว่ากันอีกทีก็ชาติหน้า ถ้ามีจริง

เอาพลังของวัยรุ่นมาสร้างชีวิต
เอาความคิดสุขุมของรุ่นใหญ่มาสร้างบารมี
บินไปให้สุดฟ้า แต่เตรียมตั้งท่าตอนลงด้วย
เป็นส่วนผสมที่ลงตัว
ลองเอาไปปรับใข้กับตัวเองดูนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

เราแบ่งเวลาให้กับคนที่เรารัก กี่นาทีต่อวัน ?

ข้อความสั้นๆ เขียนว่า
พี่ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ดลบันดาล
ให้พี่มีงานเยอะๆ จะได้มีเงินเยอะๆ มาให้ลูก //

เมื่อลูกรู้ว่าพี่ขอแบบนั้น ...เธอเลยขอพรว่า.
หนูขอให้ คุณพ่อ มีงานน้อยๆ //
จะได้มีเวลาเยอะๆ มาให้กับตัวเค้าบ้าง
======
มีลูกเล็ก ที่ยังพูดได้ไม่กี่คำ
แต่เชื่อว่า ทั้งลูกและภรรยา
ก็คงจะคิดไม่ต่างจากเด็กน้อยคนนี้
.
.
หลายครั้งที่เราวาดภาพฝันในชีวิตเรา //
สิ่งหนึ่งที่เราบรรจุลงในภาพฝันนั้น คือ ครอบครัว //

ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวเดิม คือ พ่อแม่พี่น้อง //
หรือ ครอบครัวใหม่ คือ สามี ภรรยา ลูกๆ และ เพื่อนรัก
.
.
เราต่างฝันว่าอยากทำให้เขาเหล่านั้นมีความสุข
และโดยมากจะแปลมันออกมาในรูปตัวเงิน
และสิ่งของต่างๆ //

และทำให้เราต่าง
มีเป้าหมายที่เราต้องทำ
เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือสิ่งของนั้นๆ
.
.
และชอบย้ำเสมอถึงเรื่องนี้ว่า
เรามักจะลืมว่า "ความสุข"
ที่เราสามารถสร้างมันขึ้นมา
ได้เลย "ทันที" นั้น
คือการใช้เวลากับคนที่เรารัก
.
.
มันคงไม่สมบูรณ์แน่ๆ
.
หากวันที่เราสำเร็จในเป้าหมายด้านการเงิน //
มันไม่มี คนรอบๆ ข้างที่เรารัก และรักเรา //
เหลืออยู่แล้ว
.
.
เราลองคิดดูนะ ว่าทุกวันนี้
เราแบ่งเวลาให้กับคนที่เรารัก กี่นาทีต่อวัน ?

‪แหล่งที่มา     Facebook #‎อาเสี่ย‬ 22/9/2014

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

การหาหลักฐานความสำเร็จ

ท้อแท้และหมดแรงที่จะเดินต่อ ..
ทำไงดี ..
.
.
การเดินทางไกล /
ไม่มีใคร ไม่เหนื่อย และไม่ท้อ //
สิ่งที่เรารู้สึกนั้น ..
ใครก็เป็นกัน  ฉะนั้น ...อย่าไปกังวล
.
.
แต่เมื่อเรารู้สึกอย่างนั้นขึ้นมา //
พัก..สักนิด //
แล้วลองหาเชื้อเพลิงใหม่ๆ เข้ามาเติม
.
.
หนึ่งในวิธีที่ทำและ แนะนำเพื่อนๆ คือ
***การหาหลักฐานความสำเร็จ*** //
จะเป็นของเราเอง หรือ ของคนที่เราคิดว่าเขาคล้ายเราก็ได้
.
เช่น
หากเราท้อ หรือมีบางอารมณ์ที่คิดว่า
เรามันไม่เอาถ่าน เรามันไม่สำเร็จได้ง่ายๆ หรอก
;
สิ่งแรกคือ เลิกคิดลบ
ความคิดที่ผ่านเข้ามา ให้มันผ่านไป
.
.
แต่สิ่งที่เราต้องหาคือ
มองหาเรื่องที่เราเคยทำสำเร็จ //
นำมันมาแปะ หรือตั้งโชว์ไว้ //
ไม่ว่าจะเป็น ประกาศนียบัตรต่างๆ //
รางวัลจากการแข่งขัน //
หรือ แม้แต่ รูปที่เราขี่จักรยานได้ครั้งแรก /
เคี้ยวข้าวได้คำแรก / เดินได้ก้าวแรก
(ถ้ามีใครถ่ายเก็บไว้ให้) ...
.
.
ทุกๆ ชิ้น .. ก็ถือว่าเป็นหลักฐานความสำเร็จของเราได้เช่นกัน //
moment ที่เราเคยทำอะไรสำเร็จ
แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันเป็นแรงผลักดัน //
และเป็นหลักฐานยืนยัน ในความสำเร็จ อยู่เรื่อยๆของเรา
.
.
รวมไปถึงการตั้งเป้าหมาย ในกิจกรรมย่อยๆ
ก็ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ การหาหลักฐานความสำเร็จ //
เพราะมันจะทำให้เรา รู้สึกว่า” ทำเสร็จ” ในงานย่อยๆเหล่านั้น //
และความสุขเล็กๆ เหล่านั้น จะเป็นแรงเสริมให้เราทำสำเร็จ
 ในกิจกรรมที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
.
.
" ลองหาหลักฐาน "
บนความสำเร็จเล็กๆ ในชีวิตดูนะ  //
แล้วคุณจะพบว่า ทุกๆ ชิ้น มันประติดประต่อ
จนมาเป็นเราในวันนี้ //
มันกำลังนำความสำเร็จ ที่ยิ่งใหญ่
มาให้เราได้ในอนาคตเช่นกันครับ
.
แหล่งที่มา     Facebook #‎อาเสี่ย‬ 21/9/2014

7 พฤติกรรมควรหลีกเลี่ยง (หากอยากสำเร็จและร่ำรวย)

1 ไม่มีคำว่า Plan ในชีวิตประจำวัน
เราจะหมดเวลาไปกับการคิดว่า
จะทำอะไรต่อดี
และจะสับสนกับการย้อนกลับไปกลับมา

แล้วสุดท้ายเมื่อสิ้นวัน
มันจะไม่ค่อยได้งานอะไรเป็นก้อนๆ

คนประสบความสำเร็จ
ตั้งเป้าหมายกับทุกสิ่ง
แม้กระทั่งการหาที่จอดรถ
เขาก็ยังวางแผน (เพื่อไม่ให้เสียเวลา)
คิดแม้กระทั่ง หากเดินไปเข้าห้องน้ำ
ระหว่างทางเดินจะโทรหาใครเพื่อคุยงานให้เสร็จ
.
.
2 มองเงินเป็นเป้าหมายหลัก
การตั้งเป้าหมายเป็นเงินล้วนๆ
จะทำให้ขาดแรงบันดาลใจ
และสิ่งกระตุ้นสู่ความสำเร็จ //

กลับกัน เป้าหมายในชีวิต
ที่คนสำเร็จวางไว้คือ
ภาพชีวิตของตนเองและครอบครัว
ว่าจะมีชีวิตอย่างไร มี lifestyle แบบไหนน
แรงกระตุ้นชั้นดี ที่จะทำให้เรามีความสุขแรง
แรงบันดาลใจในการทำเป้าหมายของเราให้ลุล่วง
.
.
3. มัวแต่สนใจว่าคนจะมองอย่างไร หรือคิดว่าเราควรเป็นอะไร
คนที่ประสบความสำเร็จ
มักวาดภาพให้กับชีวิตของตนเองมากกว่า
ที่จะให้คนรอบข้างมากำหนดว่าเขาควรจะไปทางไหน ..

มีคำพูดหนึ่งที่ว่า
“ คำพูดของคนรอบข้างมันจะไม่มีความหมายเลย
ถ้าเราไม่ได้ไปยอมรับหรือตกลงว่าเราจะเป็นอย่างนั้น"
.
.
4. ลืม ...เติมความหวานให้กับชีวิต
การเดินทางยาวๆ มันจะเหนื่อยและหมดแรงไปเรื่อยๆ
หากเราไม่หาความสนุกเข้ามาสอดแทรกระหว่างทาง //

การดำเนินชีวิต หรือทำธุรกิจก็เช่นกัน
หากเราไม่แวะพักเพื่อเติมไฟกันบ้าง
เป้าหมายถึงอยู่ไม่ไกล แต่อาจจะไปไม่ถึงเพราะหมดสนุกไปซะก่อน
.
.
5. จมอยู่กับอดีต
หากเรายังเสียใจกับสิ่งที่เคยไปอยู่ ความคิดเชิงลบมักนำเราไปสู่ สิ่งที่แย่ลงเรื่อยๆ / หรือถ้าเราคิดอย่างเด็กเล็กๆ ที่ไม่เคยต้องสนใจว่า เมื่อวานเพิ่งหกล้มที่มุมเดิมตรงนี้ ก็ยังอยากที่จะลองทำอะไรที่อยากรู้ โดยไม่กลัวสิ่งที่เกิดขึ้น จนเขาสามารถทำมันได้
6. ไม่ชอบตื่นเช้า
บางคนอาจบอกว่า ตื่นสายแต่นอนดึกก็ได้เวลาทำงานเท่าๆกัน ..ผลวิจัยมียืนยันออกมาว่า สมองและร่างกายจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากหลังจากตื่น2-4ชั่วโมง // ลองตื่นมาออกกำลังกายสั้นๆ แล้วนั่งทำงานดูช่วงเช้า จะประหลาดใจว่า ทำได้รวดเร็วขึ้นมากครับ (แม้ว่ามันจะตื่นยากและง่วงมากในช่วงแรก) // และอีกเรื่องคือการทำธุรกรรม หรือประสานงานต่างๆ จะทำได้เร็วขึ้น หากเราติดต่อให้เสร็จตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะหลายๆครั้งช่วงบ่ายหรือเย็นก็จะได้คำตอบ (แล้วมันมีผลต่องานถัดๆไป) // ซึ่งต่างจากการตื่นสาย แล้วประสานงานช่วงบ่าย .. resultมักไม่ค่อยเกิดในวันเดียวกัน
.
.
7. ลืมคนที่เรารักและรักเรา (ที่เรามักชอบขอไว้ทีหลัง)
งานนั้นสำคัญ แต่ ชีวิตครอบครัวก็สำคัญมากเช่นกัน

หลายครั้งที่เรานำเรื่องงานมาเป็นเหตุผลให้
เราต้องเลื่อนนัดคนที่เรารักออกไปก่อน(เรื่อยๆ)
โดยลืมไปว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เพื่อความสำเร็จนั้น
ก็เพื่อคนที่เรารักด้วยเช่นกัน ..
สุขสันต์วันเสาร์

แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 20/9/2014

ชีวิตมีหลายตัวเลือก

เราให้ความสำคัญกับการสอบเข้ามหาลัย "มากเกินไป"
ย้ำว่ามากเกินไปนะ

ไม่ได้หมายถึงเราไม่ต้องให้ความสำคัญเลย
ดูเหมือนการสอบเข้ามหาลัยได้
(สมัยก่อนเรียนเอนท์ติด สมัยนี้ไม่รู้เรียกว่าอะไร)

จะถูกจัดวางให้เป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของชีวิต
ใครสอบเข้ามหาลัยดัง ๆ ได้ก็เหมือนชีวิตนี้ "รอดแล้วกู"
แต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือเปล่า ?

เราก็รู้อยู่ว่าคนจำนวนนึงจบมา ไม่มีงานทำ
หรือมีงานทำ ก็รับเงินเดือนแค่พอใช้เดือนชนเดือน
แบบนี้ไม่น่าจะเรียกว่ารอด เรียกว่าร่อแร่มากกว่า

เราน่าจะต้องตั้งคำถามเรื่องนี้ว่า
เราจริงจังกับการสอบเข้า มากเกินไป
โดยละทิ้งชีวิตหลังเรียนจบไปหรือเปล่า?

เราต้องช่วยกันมีคำตอบที่แตกต่างออกไปบ้าง
น้อง ๆ ที่ศึกษาอยู่จะได้รู้ว่าชีวิตมีหลายตัวเลือก

เมื่อก่อนอาจใช่ที่ชีวิตมีคำตอบเดียว
คือ ถ้าเอนท์ติดมหาลัยดัง คณะดี ก็มีงานดีเงินดีรออยู่
แต่นั่นเท่ากับชุดคำตอบมีชุดเดียวคือ
"จบแล้วจงมาเป็นลูกจ้างที่ดี"

ไม่ได้บอกว่าคนเป็นลูกจ้างไม่มีเกียรติ
แต่เราน่าจะบอกเยาวชนว่าชีวิตนี้มีทางเลือกอื่น ๆ อีกมากมาย
ไม่จำเป็นต้องจบมาเพื่อเอาวุฒิมาแย่งกันสมัครงาน
ตั้งแต่รับงานอิสระ เป็นผู้เชี่ยวชาญสักเรื่อง
หรือทำธุรกิจออนไลน์ด้วยตัวเอง

สิ่งที่คิดว่าเราต้องให้ความสำคัญเพิ่มเติม
นอกจากบ้าคลั่งการสอบเข้าราวกับอยู่ในสนามรบก็คือ
"ตอนอยู่ในรั้วมหาลัย ลูกหลานเราจะฝึกทักษะอะไรเอาไว้ติดตัวดี?"

ฝึกเล่นดนตรี ฝึกวาดรูป ฝึกลงทุนหุ้น
ฝึกขายของออนไลน์ ตลาดนัด
ฝึกเขียนโปรแกรม ฝึกเป็นลูกจ้างในร้านกาแฟ ฯลฯ

ประเด็นคือเด็กมหาลัยนั้นยังเข้าใจว่าเขามีหน้าที่เรียนเท่านั้น
พอเรียนเสร็จ แปลว่าว่าง ว่างแปลว่างั้นก็เที่ยวเล่นดูหนังฟังเพลง
ทั้งที่ช่วงวัยนี้เป็นรอยต่อของชีวิตที่สำคัญมาก ๆ
มันไม่ใช่ช่วงกิน เที่ยว เล่น ชีวิตใช้ซะ

แต่มันคือช่วงเวลาของการก่อร่างสร้างฝัน
คนที่นั่งโต๊ะติดกันในคาบนี้
คนที่อยู่ห้องเรียนเดียวกันในปีนี้

อีก 10-20 ปีข้างหน้า จะมีชีวิตที่แตกต่างกันสิ้นเชิง
และคนจำนวนไม่น้อยที่เห็นสำเร็จในชีวิตวันนี้
ในวัยเรียน เขาก็ทำอะไรบางอย่างที่มากกว่าการเรียน

อนาคต การเรียนในรั้วมหาลัยจะเป็นแค่มาตรฐานที่ใคร ๆ เค้าก็มีกัน
ไม่ได้เป็นแต้มต่อแต่อย่างใด
ความสำคัญจึงอยู่ที่ "เรามีทักษะอะไร ที่คนอื่นไม่มี?"

การมุ่งความสำคัญไปที่ต้องสอบเข้าให้ได้
ถ้าติดแล้วชีวิตรอดแล้วกู
จึงไม่ต่างอะไรกับนิทานเด็ก ๆ ที่บอกว่า
หลังจากนั้นเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็แต่งงานอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

ทั้งที่จริง ชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ใช่น้อง! ชีวิตจริงมันเพิ่งเริ่มเมื่อน้องเรียนจบ
ไม่เชื่อถามรุ่นพี่ที่เรียนจบมาแล้วสิ
สะบักสะบอมกันถ้วนหน้ากว่าจะมีวันนี้ 555+

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

เมื่อสาวสวย ต้องการหาผู้ชายรวยๆ

เจอเรื่องเล่าขำๆ แต่อ่านแล้วสตั๊นไป 10 วิ
ลองอ่านกันดู ทบทวนการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานวันละนิด จิตแจ่มใส ;P

***เมื่อสาวสวย ต้องการหาผู้ชายรวยๆ***

ก่อนอื่นดิฉันขอสาบานว่า
สิ่งที่ดิฉันพูดเป็นความจริงค่ะ
ดิฉันอายุ 25 ปีค่ะ
ความสูง 170 ซม. น้ำหนัก 50 กิโล
ส่วนสัด 34-24-36
ผมยาว หน้าตาจัดว่าสวยมาก
เซ็กซี่ มีรสนิยม

ดิฉันอยากจะแต่งงานกับผู้ชาย
รายได้สักสองแสนบาทอัพต่อเดือนสักคน

คุณอย่าเพิ่งมองฉันโลภนะคะ
รายได้ประมาณสองแสนเนี้ย
แค่ชนชั้นระดับกลางๆ ในห้องสินธร
หรือวงการตลาดหุ้นเอง

ฉันไม่ได้เรียกร้องมากไปใช่ไหมคะ
มีใครในพันทิพ ห้องสินธรนี้
ที่รายได้เกินสองแสนบ้างคะ
พวกคุณแต่งงานไปกันหมดหรือยัง
กรุณาช่วยตอบดิฉันทีค่ะ

คือดิฉันอยากแต่งงานกับคนรวยๆ อย่างพวกคุณ
พวกที่ดิฉันคบด้วยนี่มีแต่พวกธรรมดาๆ
รายได้อย่างมากไม่เกินสามหมื่นเอง

รายได้แค่นี้จะอุตริไปซื้อบ้านแถวสีลมเนี่ย
ยังได้แค่มองเลยใช่ไหมคะ

ดิฉันมีคำถามดังนี้ค่ะ กรุณาช่วยตอบด้วยนะคะ
1. หลังจากตลาดหุ้นปิด พวกคุณมักไปต่อที่ไหนกันคะ
( ชื่อร้าน, ผับ, fitness, ฯลฯ)

2. ถ้าจะแอบมองสาว คุณจะมองสาววัยไหนคะ

3. ทำไมคนที่แต่งงานกับคนรวยๆ
ถึงมีแต่พวกอาซิ่มเฉิ่มๆ รสนิยมห่วยๆ ล่ะคะ

4. คุณใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการเลือกคนที่คุณจะแต่งงานด้วยคะ

หลังจากนั้นไม่เกิน 30 นาที
ก็มีเมล จากชายหนุ่มคนนึงส่งมาถึงเจ้าหล่อนว่า
ถึงคุณสุดสวยครับ...

หัวข้อกระทู้ของคุณน่าสนใจมากครับ
และคงมีผู้หญิงหลายคนมีคำถามเดียวกันกับคุณ

ขออนุญาตตอบคำถาม
ในมุมมองของคนเล่นหุ้นแบบผมนะคับ

รายได้ของผมจากการเป็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์
และลงทุนในตลาดหุ้นมากว่า 10 ปี

อยู่ที่ประมาณห้าแสนบาท ต่อเดือนขาดเหลือนิดหน่อย
ซึ่งก็น่าจะผ่านเกณฑ์ของคุณ

ดังนั้นผมเชื่อว่าคำตอบของผม
น่าจะไม่ทำให้คุณเสียเวลาอ่านนะครับ

จากมุมมองของผมซึ่งเป็นนักธุรกิจ

การที่แต่งงานโดยเลือกเฉพาะที่ความสวยเพียงอย่างเดียวนั้น
ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

คำตอบนั้นง่ายมาก
อธิบายตามตรง จากข้อมูลที่คุณให้มา
คุณพยายามจะเน้นจุดแข็งของสินค้าคือ
'ความสวย' เพื่อแลกกับ 'เงิน'

เมื่อคุณมีความสวย และผมมีเงิน
แน่นอนว่ามัน Fair และน่าจะเป็นไปได้กับโอกาสทางธุรกิจ

ที่คุณเสนอแต่ก็ติดปัญหาที่ว่า
ความสวยของคุณนั้นจืดจางลงทุกวัน
ในขณะที่เงินของผมไม่ได้ไปไหน
ถ้าไม่มีปัญหาอะไร หรือในอีกนัยหนึ่ง
รายได้ของผมมีแต่จะเพิ่มทุกปี
และเงินของผมก็สามารถนำไปให้ก่อ
ให้เกิดผลตอบแทนงอกเงยขึ้นอย่างสม่ำเสมอ

ในขณะที่คุณไม่ได้สวยขึ้นเมื่อข้ามปี
และมีแนวโน้มที่จะลดลงๆ ในแต่ละปีที่ผ่านไปเช่นกัน

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์
คุณคือสินทรัพย์ที่เสื่อมค่า
'ไม่ได้เสื่อมธรรมดานะ เสื่อมแบบอัตราก้าวหน้า'

ดังนั้น ถ้าความสวยคือสิ่งเดียวที่คุณมี
ก็จงคิดต่อว่า 10 ปีข้างหน้าจะทำอย่างไร

นิยามที่เราใช้กันในตลาดหุ้น คือ
ทุกๆ การ Trade มี Position
การคบกับคุณก็ถือเป็น Position

แต่ถ้า Value ของมันลดลง
เราจะขายมันทิ้ง
ไม่ใช่ความคิดที่ดีที่จะดันทุรังเก็บมันไว้
ซึ่งหมายถึงการแต่งงานที่คุณต้องการ

อาจจะแทงใจดำ
ถ้าผมต้องบอกคุณตรงๆ อย่างจริงใจว่า
ถ้า Value ของ Asset ลดลงเรื่อยๆ
ถ้าเราไม่ขายทิ้ง เราจะ ใช้วิธีการ ' ให้เช่าซื้อ ' แทน

แน่นอนว่าคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทต่อเดือนฉลาดพอ
พวกเขาแค่คบคุณ แต่จะไม่แต่งงานกับคุณ

ดังนั้นจึงขอแนะนำคุณอย่างหวังดีว่า
คุณควรที่จะหยุดที่จะหาวิธีที่จะได้แต่งงานกับคนรวย
และคุณควรที่จะทำให้ตัวเอง
เป็นคนที่มีรายได้เกินสองแสนบาทแทนซะเอง

ซึ่งในทางเทคนิคแล้วน่าจะมีโอกาสมากกว่า
การหาคนรวยแต่โง่คนนึง
(รวยธรรมดาอย่างเดียวไม่พอ ต้องโง่พร้อมด้วย)

หวังว่าคำตอบนี้จะช่วยคุณได้บ้าง
อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณสนใจ option
ในบริการ ! ' เช่าซื้อ ' กรุณาติดต่อผม.....
เพื่อทำ Bid offer ในโอกาสต่อไป !!!

Credit : http://topicstock.pantip.com/woman/topicstock/2012/05/Q12169105/Q12169105.html

แหล่งที่มา    https://www.facebook.com/thestockmaster/posts/573811612746294Facebook : The Stock Master

ถ้าเบื่อสิ่งที่เป็นในวันนี้ จงอย่าปล่อยให้ชีวิตนี้ต้อง "ตกรุ่น"

Apple เพิ่งประกาศ Update
ระบบปฎิบัติการ IOS8 ใหม่

แน่นอนล่ะว่า..
หลายๆ คนต้องลอง "เปลี่ยนใหม่"
ระบบปฎิบัติการ IOS7 ที่ว่าดี
แต่ระบบปฎิบัติการใหม่ย่อมดีกว่า (มั้ง)
-----
เช่นเดียวกันกับชีวิต
การเปลี่ยนอะไรใหม่อาจจะไม่ง่าย
เหมือนการย้ายจาก IOS7 ไป IOS8

แน่นอนว่าต้องใช้เวลา
แถมยังต้องใช้ความพยายามอีกด้วย

แต่เชื่อเถอะว่า
การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อยนั้น
สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เสมอ

การเปลี่ยนตัวเองใหม่
เพื่อให้กลายเป็น "คนใหม่" ที่ดีกว่านั้น
ไม่ต้องรอให้ใครมาบอก
เพราะเราลงมือทำได้ในทุกๆ วัน
-----
แต่ถ้า "เคยชิน" กับการอยู่ที่เดิมๆ
เคยชินกับการใช้ชีวิตเดิมๆ
หรือแม้แต่ ชินชากับข้อเสียเดิมๆ ของตัวเอง

ถ้าหากเป็น SMARTPhone
อย่างมากก็โดนปล่อยให้ "ตกรุ่น"
หรือไม่ก็ "ลอยแพ" ไม่อัพเกรดระบบให้

แต่ถ้าเป็นชีวิต
การ "ตกรุ่น" อาจจะไม่ได้หมายถึงการถูก "ลอยแพ"

แต่มันหมายถึงชีวิตของเรา
อาจจะต้องอยู่แบบแย่ๆ
... ตลอดไป

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

เก่งไม่กลัว กลัวแต่คนที่เดิน "ไม่หยุด"

HARD WORK BEATS TALENT
WHEN TALENT DOESN’T WORK HARD
.
หลายครั้งที่เรามักคิดไปเองว่า
เรามีต้นทุนต่ำกว่าคนอื่น//

เราจะไปทำได้ยังไง หรือ
มักมองไปว่า คนที่ประสบความสำเร็จใดๆได้ //
มักจะมีอะไรบางอย่างที่เรา"ไม่มี"
.
.
แต่อาจลืมคิดไปว่า
สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จได้ //
จริงๆ แล้ว มาจาก .... "ความคิด"...
ว่าเราจะต้องสำเร็จให้ได้
.
.
... และ ...
.
"ความอึด"
.
.
ที่จะเดินไปเรื่อยๆ หายเหนื่อยก็วิ่ง เหนื่อยมากก็เดินช้าลง
แค่อย่าหยุดที่จะละสายตาจากเป้าหมาย เท่านั้นเอง
.
.
ทุกคนมีต้นทุนเดียวกัน
.
.
คือ "ใจ"
.
.
อรุณสวัสดิ์เช้าวันศุกร์

แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 19/9/2014

ขอ 3 คำ ที่มีความหมายในชีวิต

แนวทางให้การตัดสินใจกับเรื่องต่างๆ ในชีวิตของคน

ง่ายที่สุด! คือเราต้องตั้ง 3 คำ
ที่มีความสำคัญในชีวิตเรา
และต้องลำดับความสำคัญให้คำเหล่านี้ด้วย

ตัวอย่างของหนึ่ง
1. Family ครอบครัว
2. Dream ความฝัน
3. Self Esteem ความเคารพศรัทธาในตัวเอง

เช่น ถ้าเราตัดสินใจจะลาออกดี ไม่ลาออกดี

ของหนึ่งคือ งานที่เคยทำทำให้ไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว
เพราะทำงานต่างจังหวัด และต้องมีการอยู่กะ อยู่เวร
หนำซ้ำยังไม่สนับสนุนความฝันที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ

สำหรับการวัดผล 2 ข้อแรก
หนึ่งก็ต้องตัดสินใจเลือกที่จะลาออก
แต่งานประจำก็ทำให้มีความภูมิใจในตัวเอง
แรกๆ มาทำธุรกิจต้องเป็นฝ่ายเสนอ
ง้อลูกค้าก็เสียความมั่นใจเหมือนกัน

แต่สุดท้าย เราได้ให้น้ำหนักกับสองข้อแรกไปแล้ว
ข้อหลังเราก็สามารถสร้างได้ภายหลัง
ด้วยการทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

...ถ้าคุณมี 3 คำ ที่ให้ความสำคัญในชีวิต..
คุณจะเลิกลังเลใจ ในการตัดสินใจได้มากเลย ลองดู...

แหล่งที่มา    Facebook : Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้ 

5 เทรนด์เปลี่ยนโลกในทศวรรษหน้า

5 เทรนด์เปลี่ยนโลกในทศวรรษหน้า+ธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงค์

จอห์น แนสบิตต์ (John Naisbitt)
นักอนาคตศาสตร์และนักวิเคราะห์ชื่อดังชาวสหรัฐอเมริกา
กล่าวไว้ว่า The Most Reliable Way to Forecast
The Future is To Try Understand The Present.

หรือพูดง่ายๆ คือ
วิธีที่จะคาดการณ์อนาคตอย่างแม่นยำ
คือ การพยายามเข้าใจปัจจุบันให้ได้

เขาได้นำข้อมูลจากการสัมภาษณ์
ผู้บริหารระดับสูง 5 คนของ
Price Waterhouse Cooper (PwC)
บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำระดับโลก
ซึ่งเผยแพร่ในรายงาน PwC Global Annual Review 2013
เกี่ยวกับวิสัยทัศน์และมุมมองของ Maga Trends
ที่จะเกิดขึ้นในทศวรรษหน้ามาให้เผยแพร่เราได้ทราบกัน

แม้จะดูเหมือนเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว
แต่หลายประเด็นเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
และเห็นผลกระทบบ้างแล้วในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพ
โอกาสทางธุรกิจที่ชัดเจนขึ้น
ผมจะยกตัวอย่างธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง
และธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงค์จาก Mega Trends
ดังกล่าวเพิ่มเติมด้วย
++++++++++++
เทรนด์ที่ 1: การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร
หลังสิ้นสุดยุค Baby Boom ในช่วงปี 1965-1970
ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่
ที่พัฒนาขึ้นมาส่งผลให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม

ประกอบกับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
และข้อจำกัดทางด้านเศรษฐกิจส่งผล
ให้มีการเปลี่ยนแปลงขนาดของครอบครัว
จากครอบครัวที่มีขนาดใหญ่เปลี่ยนไปสู่ครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น

รวมถึงการแต่งงานมีครอบครัว
และมีบุตรมีแนวโน้มลดลง
จึงทำให้สัดส่วนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ขณะเดียวกันสัดส่วนประชากรวัยแรงงาน
ก็ลดลงตามไปด้วย
ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างระบบเศรษฐกิจทั้งการผลิตและการบริโภค

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2050
สัดส่วนประชากรที่มีอายุมากกว่า 60 ปี
จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 21 ของประชากรโลก
สูงกว่าปัจจุบันที่มีสัดส่วนราวร้อยละ 10 ของประชากรโลก

ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์
ได้แก่ บริการ ดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาล
อาหารเพื่อสุขภาพ /

อาหารสำหรับผู้สูงอายุ
ธุรกิจออกแบบที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เครื่องจักร /
หุ่นยนต์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนแรงงาน

เทรน์ที่ 2: การเปลี่ยนขั้วอำนาจเศรษฐกิจโลก
จากเดิมที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
โดยเฉพาะกลุ่ม G7
(สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร
ฝรั่งเศส อิตาลี และแคนาดา)

แต่ขั้วอำนาจของเศรษฐกิจโลก
กำลังจะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่อาทิ
กลุ่มประเทศ E7 (จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย
อินโดนีเซีย แม็กซิโก และตุรกี)

ซึ่งเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าว
ยังมีทรัพยากรสมบูรณ์
และมีโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจได้อีกมาก

ทั้งการค้า การลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ประกอบกับจำนวนประชากรมหาศาล
และมีระดับรายได้ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย

ในปี 2009 GDP ของกลุ่มประเทศ E7
มีขนาดราวสองในสามของ GDP ของกลุ่มประเทศ G7

แต่คาดว่าในปี 2050 GDP ของกลุ่มประเทศ E7
จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจนมีขนาดใหญ่
เป็นสองเท่าของ GDP ของกลุ่ม G7

ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่
เปลี่ยนไปจากเดิมที่เป็นฐานการผลิตและแหล่งแรงงานราคาถูก
ก้าวไปสู่การเป็นตลาดบริโภคแห่งใหม่ของโลก

ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์
ได้แก่ ธุรกิจส่งออกที่ปรับสินค้าให้สอดคล้อง
กับรสนิยมการบริโภคของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มากขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่ม E7 ซึ่งแต่ละประเทศมีรสนิยมและ
วัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างกัน
รวมถึงธุรกิจที่เติบโตตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ
อาทิ สินค้าฟุ่มเฟือย บริการสุขภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

เทรนด์ที่ 3: การเติบโตของสังคมเมือง
ปัจจุบันเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกอาศัยอยู่ในเมือง
แต่หากย้อนหลังไปในปี 1950
จะพบว่ามีเพียงร้อยละ 30 ของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง
เนื่องด้วยพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ
ส่งผลให้วิถีชีวิตของประชากรในเมืองมีความสะดวกสบายมากขึ้น
อาทิ ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบสาธารณูปโภค
อาหาร เสื้อผ้า และที่อยู่อาศัย

ประชากรที่เคยอาศัยอยู่ในชนบท
ก็เริ่มย้ายเข้ามาอาศัยในเมืองมากขึ้น
เพื่อแสวงหารายได้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

ขณะเดียวกันนโยบายของหลายประเทศ
ที่มุ่งกระจายรายได้และการพัฒนา
ไปสู่ชนบทมากขึ้น ช่วยยกระดับ
และพัฒนาสังคมชนบทไปสู่การเป็นสังคมเมือง

ทำให้คาดว่าในปี 2050
สัดส่วนประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองจะสูงถึงร้อยละ 72
โดยเฉพาะในภูมิภาคแอฟริกาตอนเหนือ (Sub-Saharan Africa)
และเอเชีย ที่สังคมเมืองเริ่มมีแนวโน้มพัฒนาเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข้อสังเกต: แต่ละประเทศมีนิยามของ “สังคมเมือง”
ที่แตกต่างกันออกไป (สามารถดูเพิ่มเติมได้จากรายงาน
World Urbanization Prospects 2011 Revision, UN)

แต่ภาพรวมจะพิจารณาจากจำนวนประชากร
ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่
กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสิ่งอำนวยความสะดวกธุรกิจ
ที่คาดว่าจะได้ประโยชน์: ธุรกิจก่อสร้าง / วัสดุก่อสร้าง
พลังงาน โทรคมนาคม / อินเทอร์เน็ต
อาหารสำเร็จรูป เสื้อผ้า / เครื่องประดับ รถยนต์

++++++++++++
เทรนด์ที่ 4: การลดลงของทรัพยากรและการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะอากาศ
การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรโลก
ส่งผลให้การบริโภคทรัพยากรต่างๆ
เพิ่มขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะการใช้พลังงาน
ทั้งจากถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

รวมถึงการบริโภคน้ำและอาหาร
ที่นับวันทรัพยากรดังกล่าวมีแต่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การบริโภคทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งทางตรงและทางอ้อม
อาทิ มลภาวะที่เกิดจากการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม
ขยะและของเหลือใช้ที่ไม่ได้ถูกนำไปรีไซเคิล
และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์จากรถยนต์

ทั้งนี้ การประเมินว่าหากรูปแบบการบริโภคทรัพยากร
ยังเป็นดังเช่นปัจจุบัน
จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศของโลกและ
ทำให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น 0.5-1.5 องศาเซลเซียสในอีก 20 ปี ข้างหน้า

ตลอดจนยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ของสภาวะอากาศ อาทิ ฝนแล้ง น้ำท่วม
และการเปลี่ยนแปลงของระดับความเข้มข้นในน้ำทะเล
ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคการเกษตร
และการผลิตอาหารของโลก

ดังนั้น ทั่วโลกจึงหันมาให้ความสำคัญ
กับการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
รวมถึงในภาคธุรกิจที่มีการปรับปรุงกระบวนการผลิต
หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อลดหรือชะลอผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม

ตัวอย่างธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์:
ธุรกิจสีเขียว (ธุรกิจที่ใช้วัสดุหรือมีกระบวนการผลิต
ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมหรือควบคุม
การปล่อยมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม)

บรรจุภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติ
พลังงานทางเลือก เกษตร /
อาหารอินทรีย์ รีไซเคิลขยะและของเสีย
ที่ปรึกษาและออกแบบการผลิตโรงงาน
ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
บริการวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม

เทรนด์ที่ 5: ความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยี
การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
เปลี่ยนโฉมหน้าของโลกไปอย่างมาก
จากในอดีตทั้งรูปแบบวิถีชีวิต

รวมถึงการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ
ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงในภาคธุรกิจด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ใน
กระบวนการผลิต การตลาด และการบริหารจัดการภายในกิจการ

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยให้เกิดธุรกิจใหม่
ได้ง่ายในเพียงชั่วข้ามคืน อาทิ ธุรกิจออนไลน์
โดยอาศัยประโยชน์จากการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร
ที่ก่อให้เกิดสังคมเครือข่ายออนไลน์ (Social Network)
แพร่หลายดังเช่นในทุกวันนี้
ซึ่งช่วยลดข้อจำกัดของระยะทาง
ทำให้สามารถทำตลาดได้อย่างไร้ขอบเขต

ทั้งนี้ ปัจจุบันประชากรโลกมีอุปกรณ์สื่อสารมากกว่า 1.84 เครื่องต่อคน
เพิ่มขึ้นจาก 0.08 เครื่องต่อคนต่อในปี 2003
และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.47 และ 6.58 เครื่องต่อคน
ในปี 2015 และปี 2020 ตามลำดับ

สะท้อนให้เห็นถึงการที่เทคโนโลยี
จะก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น
ธุรกิจในอนาคตจึงควรให้ความสำคัญ
กับการไขว่ค้วาโอกาสจากความสำคัญของเทคโนโลยีดังกล่าว

รวมถึงไม่พลาดที่จะติดตามทิศทางของเทคโนโลยีใหม่ๆ
ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการบริโภค
ผ่านเทคโนโลยีสื่อสารต่างๆ
ที่นับวันจะเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างธุรกิจที่คาดว่าจะได้ประโยชน์:
ธุรกิจออนไลน์ (ธุรกิจที่ทำตลาดหรือให้บริการ
ผ่านอินเตอร์เน็ตหรือสังคมออนไลน์)
โทรคมนาคม อุปกรณ์สื่อสาร บริการคอนเท้นท์ออนไลน์
ซอฟต์แวร์ / แอพพลิเคชั่น

ท่านใดที่มีความสนใจอัพเดทข้อมูลใหม่ๆ
หรืออ่านหนังสือด้านธุรกิจ
ห้องสมุดมารวย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
มีให้บริการทั้งหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษนะครับ
++++++++++++
เรื่องโดย : คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย
ที่มา : วารสาร Marketeer ฉบับเดือนสิงหาคม 2557

แหล่งที่มา    Facebook : SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ตีโจทย์ให้แตก

มักจะพูดเสมอๆ ว่า
เราต้องหาให้เจอว่า
เหตุผลของการดำรงอยู่ของธุรกิจของเราคืออะไร
แปลง่ายๆ ว่า ธุรกิจของคุณนั้น
เกิดขึ้นมาเพื่ออะไร เพื่อใคร

แปลง่ายขึ้นอีก คือ
ทำไมคนซื้อเค้าถึงจำเป็นต้องมีสินค้าของคุณ
เค้าหาที่อื่นไม่ได้เหรอ หรือว่า
หาได้เหมือนกันแต่ของๆ คุณดัน
มีอะไรอย่างอื่นซ่อนอยู่ในสินค้า
ที่ทำให้คนเค้าไปหาจากที่อื่นไม่ได้

จะไปให้ถึงจุดนั้น
คุณต้องกลับมาถามตัวเองให้ได้ว่า
ธุรกิจของคุณมีอะไรดีบ้าง

โดยใช้ 4 เหตุผลของการตัดลินใจซื้อของลูกค้าเป็นแนวทาง
โดยปกติ คนเราจะตัดสินใจซื้อ เมื่อสินค้า/บริการนั้นสามารถ

1 ทำให้เค้ามีความสุข
แน่นอนทีสุด
สินค้า/บริการนั้นๆ
สามารถทำให้ผู้ซื้อมีความสุขได้
ทีนี้คุณต้องไปตีโจทย์คำว่า
ความสุขของแต่ละคนออกมาให้ได้
ด้วย ว่าเป็นความสุขจากอะไร
เช่นความสุขจากการได้อยู่เฉยๆ
ได้เคลื่อนไหวไปไหนมาไหน
ได้ทานของอร่อย
สุขเพราะมีคนอื่นชมว่า
เราสวยหล่อ หรือได้ไปในที่ๆ คนเยอะๆ
สินค้าที่ขายความสุข
จะเรียก margin ได้สูงสุด
และเป็นตลาดที่คนแย่งกันมากที่สุด

2 ลืมความทุกข์
คนเราเกิดมาคู่กับความทุกข์
แต่แปลกมากตลาดที่ขายกับความทุกข์
ไม่ค่อยมีใครคิดถึง

หลายๆ ครั้งที่ตลาดของการขายความสุข
กับลืมความทุกข์มันจะซ้อนกันอยู่
คือคนไปหาความสุขเพื่อให้ลืมความทุกข์

แต่เมื่อพิจารณาดีๆ
ความทุกข์จะมีพลังมากกว่าความสุขเสมอ
คนจึงอยากออกจากความทุกข์มากกว่า
เรียกว่า ไม่สุขก็ได้แต่อย่าทุกข์
และนี่เป็นสาเหตุที่ทำไมวัด
สถานบันเทิง หนังสือแนวพัฒนาตนเอง
พัฒนาจิตใจถึงขายดีมากจนทุกวันนี้

3 แก้ปัญหาให้ได้
สินค้าที่สื่อสารยาก
เพราะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เข้านำ
รวมถึงเข้าใจและช่างสังเกตุ
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของการดำเนินชีวิตในแต่ละวันว่า
มันมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่บ้าง
แล้วนำจุดนั้นมาพัฒนาเป็นธุรกิจ

ปัญหาจุกจิกพวกนี้
ถ้ามองออกแล้วนำมาพัฒนาเป็นสินค้า
จะขายดีมากๆ คนญี่ปุ่นจะเก่งมากในเรื่องนี้

4 ทำให้รู้สึกอยากลอง
แม้พฤติกรรมผู้บริโภคปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว
ทุกคนมีอาการอยากลองของใหม่ก่อนใคร
เพื่อให้ตัวเองได้เท่ห์ก่อนคนอื่น

แต่ธุรกิจที่หากินกับความอยากลอง
ไม่จำเป็นต้องเป็นของใหม่เหมือนพวกแฟชั่นเสมอไป

ความอยากลองนั้น รวมไปถึงสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ
แล้วลองเป็นครั้งแรก หรือลองทำแล้ว
แต่คราวนี้จะทำให้หนักกว่าเดิม
เช่นพวกเล่นรถไฟเหาะ
หรือเล่นอะไรเสียวๆ ให้บีบหัวใจยิ่งกว่าเดิม
ก็เป็นประเภทหนึงของการลองเหมือนกัน

ธุรกิจที่เอาเรื่องความอยากลองเป็นจุดขาย
คุณต้องทำให้สุดๆ จริงๆ
ไม่งั้นคุณจะกลายเป็นของธรรมดาๆ ไปเลย
คุณตีโจทย์ของคุณแตกรึยัง
ว่าธุรกิจของคุณอยู่ตรงไหน

สุขสันต์วันศุกร์

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

อนาคต "ทีวี" จะเป็นทุกอย่างของบ้าน

วันก่อนไปซื้อทีวีเครื่องใหม่
หลังจากเอากลับมาลองเล่น ๆ ที่บ้าน ให้ความรู้สึกประหลาดมาก

มันเหมือนซื้อคอมพิวเตอร์กึ่งแท็บเล็ตมากกว่าซื้อทีวี
เพราะมันเข้าเว็บไซต์ได้ ลง app จาก playstore ได้
เล่นไปเล่นมา ก็สนุกดี

ซื้อทีวีเครื่องนี้มาเพื่อดูวิดีโอใน youtube ตอนวิ่งออกกำลังกาย
ตอนที่กำลังทำงานก็เปิดเพลงจาก youtube ฟังเพลงคลาสสิก
ที่ว่าแปลกอีกอย่างก็คือ

ในขณะที่ทีวีดีจิตอลกำลังงง ๆ ร่อแร่ว่าจะไปรอดหรือเปล่า
กลับซื้อทีวีเครื่องใหม่ แต่ไม่ได้สนใจ "รายการทีวี" เลยสักนิด
เพราะคอนเทนต์ในอินเทอร์เน็ตมีมากมาย จะดูตอนไหนก็ได้
นี่ล่ะคือโจทย์ที่หินของคนทำทีวี

ทั้งถูกแย่งคนดู ทั้งต้องกำหนดเวลาดูเองได้
ทั้งต้องไม่มีโฆษณาให้รำคาญใจด้วย
จากวันที่เราเคยนั่งดูทีวีขาวดำในตู้กล่องไม้ เปลี่ยนช่องก็ต้องบิด

วันนี้ทีวีไปไกลกว่าที่ใครจะกล้าจินตนาการ
ครั้งนึงเคยบอกว่าที่บ้านจะไม่มีคอมพิวเตอร์ PC อีกต่อไป
เหลือแต่ที่สำนักงานเท่านั้นที่ยังใช้ PC

มีคนไม่เชื่อ บอกว่ายังไงยังไงก็ยังต้องมี
แต่วันนี้ เราเห็นแล้วว่าโน้ตบุ๊กมาแทน PC
และตอนนี้แท็บเล็ตก็กำลังมาแทนโน้ตบุ๊ก
แถมถูกถล่มซ้ำด้วยทีวีที่ใช้งานไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์

ไม่นาน เราคงจะไม่ได้เห็น PC ตามบ้าน
เชื่อสิ อนาคต "ทีวี" จะเป็นทุกอย่างของบ้าน
หมายถึงเครื่องนะ ไม่ใช่รายการทีวี

โลกเปลี่ยนไปไวมาก ตั้งแต่มีอินเตอร์เน็ต
มันเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์
ใครตามไม่ทัน ก็ตกรถ

ธุรกิจใครไม่สอดคล้องกับอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี
จะต้องถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว

ร้านเช่าวิดีโอ ร้านขายซีดีเพลง คือตัวอย่างชั้นดีที่ถูกกลืนกิน
ลองถามตัวเองสิว่างานที่เราทำอยู่
มันต่อต้านหรือไปได้ดีกับอินเตอร์เน็ต

ปรับตัวให้ทันนะ ยุคนี้ต้องไว
ไม่งั้นคุณจะจมหายไปในทะเลโลกออนไลน์แน่นอน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ไม่มีใครเกิดมาหัวเราะก่อนร้องไห้

ไม่มีนักบอลคนไหน
ยิงประตูได้ก่อนโดนเตะร่วงคาสนาม

ไม่มีเซลส์แมนคนไหน
ปิดยอดขายร้อยล้านได้
ก่อนโดนตะเพิดออกนอกร้าน

ทุกประสบการณ์ร้าย
นำมาซึ่งความเจ็บปวด
เสียใจให้กับเราเสมอ

จดจำ แต่อย่าจดจ่อ
เรียนรู้ แต่อย่ารุ่มร้อน
กับความเจ็บปวดในอดีต

ว่ากันว่า ประสบการ์ด้านลบ
จะสร้างการเรียนรู้ให้กับมนุษย์
ได้มากกว่าเรื่องด้านดีเสมอ

เมื่อวันเวลาผ่านไป
ประสบการณ์เหล่านั้น
จะหลอมตัวเราให้เก่ง
และแกร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ยิ่งเจ็บเร็ว เจ็บเยอะ
สั่งสมความเจ็บไว้ตั้งแต่ยังเด็ก

เวลาผ่านไป
คุณยิ่งได้เปรียบ
คนที่ไม่เคยผ่านความเจ็บปวดอะไรมาเลย

เพราะเค้าแทบไม่มีภูมิต้านทานใดๆ
ที่จะช่วยประคองและเยียวยาจิตใจ
ในวันที่เค้าต้องพบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา

สิ่งที่ดีที่สุดจากทุกความเจ็บ
คือเมื่อตื่นขึ้นมาในวันใหม่

แล้วเรามองย้อนไปถึงเรื่องเมื่อวาน
เราก็จะบอกตัวเองได้ว่า
เราก็ผ่านมันมาได้เหมือนกันนะ

พร้อมกับความแข็งแกร่งในจิดใจที่เพิ่มขึ้น
ว่าแล้ว เรามาหาเรื่องเจ็บใส่ตัวกันวันละนิดก็ไม่เลวนะ
พรุ่งนี้จะได้แกร่งและเก่งขึ้นกว่าเดิมไง

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

หม่าหยุน...จากเด็กเกเรสู่เศรษฐี 4,000 ล้าน

หม่าหยุน 马云 หรือแจ๊ค หม่า
ผู้ก่อตั้งอลิบาบา เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซอันดับ 4 ของโลก

จากเด็กเกเรสู่เศรษฐี 4,000 ล้าน

ดูจากอดีตแล้ว
อาจไม่เชื่อว่าคนอย่างหม่าหยุนจะผงาด
ขึ้นเป็นเศรษฐีพันล้านได้

เพราะในช่วงต้นของยุค 80
เขายังเป็นวัยรุ่นที่มีผลการเรียนย่ำแย่และเกเรมาก

แต่โชคดีที่เขากลับตัว
หันมาเอาจริงเอาจังกับการเรียนภาษาอังกฤษ
และมุ่งมั่นกับการสอบเอนทรานซ์

ที่สุดท้ายก็สามารถเข้าเรียนในวิทยาลัยครูแห่งหนึ่งในเมืองหังโจวได้
และเป็นบัณฑิตเพียงคนเดียวในรุ่นที่กลายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

ในปี 1995 หม่าหยุนคนที่เชื่อกันว่าเป็นคนที่
‘มีภาษาอังกฤษดีที่สุดในหังโจว’
ก็ได้งานชิ้นหนึ่งที่ต้องเดินทางไปยังสหรัฐ
โดยตำแหน่งแล้วเขาคือตัวแทนเจรจา
แต่หน้าที่หลักคือการไปขอเงินจากบริษัทในสหรัฐ

หม่าหยุนรำลึกอดีตเล่าให้ฟังว่า
ในช่วงแรกที่รับงานนั้นรู้สึกว่าเป็นงานไม่ยาก
และได้รับการดูแลอย่างดีเมื่อถึงจุดหมาย

แต่ทว่าเมื่ออยู่ไปได้ระยะหนึ่ง
จึงตระหนักว่าตัวเองกำลังถูกควบคุมตัว
และพบว่าบริษัทดังกล่าวมีเบื้องหน้าเบื้องหลังกับแก๊งมาเฟีย

หลังจากนั้น
เขายังโดนโกหกว่าจะพากลับหังโจว
แต่ในที่สุดกลับถูกทิ้งให้อยู่ที่สนามบิน
โดยไม่มีสัมภาระใดๆ ติดตัวเลย

ยังดีที่หม่าหยุนยังพอมีโชคอยู่บ้าง
เพราะในกระเป๋ากางเกงของเขา
มีเงินจากการโยกสลอตแมชชีน
ที่ลาสเวกัสอยู่ 600 ดอลลาร์

จึงรีบใช้เงินนี้ซื้อตั๋วเครื่องบินไปหาเพื่อนที่ซีแอตเติล
และที่นี่เอง ที่หม่าหยุนได้พบกับอินเทอร์เน็ต
ซึ่งเป็นสิ่งที่แผ่นดินใหญ่น้อยคนนักจะรู้จักในตอนนั้น

ผมให้เพื่อนช่วยหาคำว่า ‘ประเทศจีน 中国’
ก็ไม่มีผลอะไรออกมา

ไหนจะคำว่า ‘เบียร์ 啤酒’
ก็มียี่ห้อต่างๆ ของทั้งสหรัฐฯ ของเยอรมนี
แต่ว่าไม่มียี่ห้อของจีน

ผมจึงรับรู้ได้ว่าจะต้องใช้อินเทอร์เน็ต
เป็นเครื่องมือช่วยทำให้แบรนด์ของจีนให้เป็นที่รับรู้ให้ได้”

เมื่อกลับมาถึงหังโจว
หม่าหยุนรีบเชิญเพื่อนๆ มาประชุมที่บ้าน
รวมสมาชิกวันนั้นได้ 24 คน

เขาประกาศในที่ประชุม 2 เรื่อง คือ
1. จะลาออกจากงาน และ
2. จะทำเว็บไซต์

โดยจะเริ่มต้นที่เว็บเยลโล เพจเจสของจีน
ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า
สมาชิกทั้ง 24 คนนั้นก็เห็นดีเห็นงามไปกับเขา
และเดินตามเขามาจนวันนี้เข้าปีที่ 10 แล้ว

ในวันแรกที่ธุรกิจของเขาเริ่มต้น
อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด
ก็คือสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้า
รู้ว่าเขาไม่ใช่คนหลอกลวง
ในโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตอยู่จริง

หลังจากนั้นในปี 1999
ที่หม่าหยุนมีอายุได้เพียง 34 ปี
เขาก็ได้ก่อตั้งเว็บไซต์อลิบาบาขึ้น

จนบัดนี้เว็บดังกล่าวก็มีอายุได้ 6 ปีแล้ว
นิตยสารฟอร์บส์เชื่อว่า
หม่าหยุนคนนี้มีแผนส่งออกผลิตภัณฑ์
เมดอินไชน่าผ่านเว็บไซต์อลิบาบาไปยังทั่วโลก

ปัจจุบัน อลิบาบาเป็นเว็บไซต์อีคอมเมิร์ชแห่งโลกไซเบอร์
ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างผู้ประกอบการกว่า 7 ล้านแห่งจาก 200 ประเทศ
กับผู้ประกอบการจีนอีก 2 ล้านรายทุกวัน
ร่วมกันดำเนินธุรกิจค้าขายกันบนโลกออนไลน์

จากการประเมินพบว่า
มูลค่าทางตลาดของอลิบาบา
หลังจากร่วมมือกับยาฮูแล้ว
ได้เพิ่มขึ้นเป็น 4,250 ล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งใกล้เคียงกับยักษ์ใหญ์เว็บไซต์ของจีนอีก 2 ราย
คือ shanda.com กับ netease.com

และเมื่อมีการจัดอันดับเศรษฐีแดนมังกรของหูรุ่นรีพอร์ท
ก็ได้ประเมินให้หม่าหยุน
เป็นผู้ที่มีสินทรัพย์ทั้งสิ้นมากกว่า 4,000 ล้านหยวน

เจรจาธุรกิจ 82 ล้านเหรียญในห้องน้ำ
หม่าหยุนเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดี
เขามีความสามารถทำให้คนที่ฟังเขาพูดเห็นดีเห็นงาม
ไปกับเหตุผลที่เขายกขึ้นมาประกอบ

ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่งก็คือ
เมื่อเขาพบกับไช่จงซิ่น
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน (CFO) คนก่อนของอลิบาบา
ที่มาเจรจาในฐานะของตัวแทนบริษัทร่วมลงทุน
แต่ในที่สุดกลับถูกชวนมาทำงานให้กับอลิบาบาแทนหรืออีกครั้ง

เมื่อปี 1999 ที่หม่าเพิ่งประกาศว่า
จะก่อตั้งบริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และมีน้อยคนนักที่เชื่อในคำพูดนี้

แต่ทว่าต้องยกเว้นมาซาโยชิ ซัน
นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่มีหุ้นใหญ่ในยาฮู
เพราะหม่าหยุนใช้เวลาเพียง 6 นาที
ก็โน้มน้าวให้ซันยินดีลงทุน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ
ให้กับอลิบาบาของเขาได้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หม่าหยุน
และทีมพบกับความสำเร็จในวันนี้
นั่นก็คือ พวกเขาเป็นกลุ่มกล้าฝันและทำให้ฝันนั้นเป็นจริง
นอกจากนั้น ยังเป็นคนรักษาคำพูด

ดังที่ในช่วงปี 2001
ธุรกิจเว็บไซต์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหา
ซันถึงกับออกปากกับหม่าว่า
ในบรรดาซีอีโอแต่ละบริษัทที่เขาเจอ
วาจาของแต่ละคนแตกต่าง
จากวันแรกที่เคยเชิญชวนให้ซันไปร่วมลงทุนด้วย
เหลือแต่เพียงหม่าเท่านั้นที่ยังพูดคำไหนคำนั้นเหมือนเดิม

ความเชื่อถือในตัวหม่าที่เกิดขึ้นในยามยากครั้งนั้นของซัน
มีผลต่อเนื่องมาจนถึงปี 2003
ที่หม่าหยุนมีความคิดจะตั้ง
เว็บไซต์ประมูลสิ่งของขึ้นมาแข่งกับอีเบย์

ซึ่งก็เป็นอีกครั้งที่มีคนบอกว่า
ความคิดของเขาเป็นไปไม่ได้
แต่ก็มีมาซาโยชิ ซันคนนี้ที่ยินดีลงเงิน 82 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับหม่า
และไม่น่าเชื่อว่าเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้
เขาสองคนกลับเจรจากันอย่างง่ายๆ ในห้องน้ำ

แล้วความจริงก็พิสูจน์ได้ว่า
เงินลงทุนของเศรษฐีญี่ปุ่นไม่ได้สูญเปล่าเลย
เมื่อหม่าหยุนตั้งเว็บไซต์เถาเป่า (taobao.com)
ให้ขึ้นมาเป็นคู่แข่งของอีเบย์ได้จริง

และสำหรับอลิบาบา ตอนนี้ก็ได้รับการยอมรับ
แล้วว่าเป็นเว็บอีคอมเมิร์ซใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก
รองจากยาฮู อะเมซอน และอีเบย์

หม่าหยุนยังบอกว่า
ในปีนี้ อลิบาบาจะมีสำนักงานย่อย
ในยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศ
ซึ่งก็ต้องจ้างพนักงานอีกหลายร้อยอัตรา

แต่อย่างไรก็ตาม
โครงการนี้ยังไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด
เพราะโครงการที่ต้องให้น้ำหนักมากที่สุดในอนาคต
คือการแสวงหารูปแบบใหม่ของการค้า
เพราะถึงวันนี้แล้ว
การจะเป็น ‘บริษัทที่ยิ่งใหญ่’
ของหม่าหยุนยังคงมีภาพไม่ชัดนัก

“ ตอนนี้เหมือนพวกเรากำลังสร้างตึกขึ้นมา 1 หลัง
วันนี้ติดตั้งก๊อกน้ำ
พรุ่งนี้ติดตั้งชักโครก
เรื่องทุกเรื่องปนเปกันไปหมด

นอกจากนั้นยังแก้ไปแก้มา
ตอนนี้เรามีแค่ภาพโครงร่างคร่าวๆ
ผมคิดว่าปี 2009
ทุกคนคงจะได้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของอลิบาบา”

ในทัศนะของหม่าหยุน
เขามองว่าเมื่อความคิดต่างๆ
เกี่ยวกับธุรกิจอีคอมเมิร์ซกลายเป็นจริง

เมื่อนั้นอลิบาบาก็จะไม่เป็นเพียงธุรกิจ
ของคนเพียงจำนวนหลักหมื่น
เขายังหวังว่าอีคอมเมิรซ์จะกลายเป็นสิ่งที่สะดวก
เหมือนกับน้ำประปา ‘แค่บิดก๊อกก็ได้ใช้’

ทั้งนี้ หม่าหยุนสรุปชีวิตการทำงานของตัวเองเป็น 3 ช่วง

ในช่วงแรก คือปี 1995
ที่เขายังเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ
ในวิทยาลัยคอมพิวเตอร์เมืองหังโจว
ที่คาดว่าจะมีอนาคตเป็นหัวหน้าภาควิชาภาษาต่างประเทศ

ช่วงที่ 2 คือปี 1995 ถึงปี 1999
หม่าหยุนเริ่มต้นทำเว็บไซต์เยลโล
เพจเจสร่วมกับการสื่อสารเมืองหังโจว
จากนั้นก็ได้ไปแสวงหาลู่ทางในปักกิ่ง
แต่แล้วในคืนหนึ่งของปี 1999
ที่มีหิมะโปรยปราย
เขาและเพื่อนที่ไปด้วยกัน
ก็เดินทางกลับมายังหังโจวด้วยความเศร้า

ช่วงที่ 3 คือ ปี 1999 ถึงปี 2004
หม่าหยุนประสบความสำเร็จในการทำเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ
แบบ Business-to-Business (B2B)
คือ การทำธุรกรรมระหว่างองค์กรธุรกิจด้วยกันเอง
เพื่อการค้าขาย การจัดการ การผลิตหรือวัตถุดิบ,
การจำหน่ายสินค้า, การจ่ายเงินออนไลน์
และในอีก 5 ปีข้างหน้า
เมื่อได้ร่วมมือกับยาฮูไชน่าแล้ว
แม้จะมองอนาคตไม่ได้ชัดเจนนัก
แต่หม่าหยุนบอกว่าจะต้องพยายามให้อลิบาบา
เป็นเว็บอีคอมเมิร์ซในฝันให้ได้

แหล่งที่มา     Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

พยายามมองหาข้อดี แม้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายก็ตาม

เมื่อปี 2554 ประเทศไทน เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่
.
ถึงแม้ว่าตำแหน่งโรงงาน
ไม่ได้ถูกน้ำท่วมแบบเต็มๆ ก็ตาม ...
แต่ยอดคำสั่งซื้อลดลงเป็น 0 // 

หายเกลี้ยง เพราะ supplychain ในอุตสาหกรรมรถยนต์ 
หากชิ้นส่วนชิ้นหนึ่งขาดไป ก็ต้องหยุดทั้งระบบ // 

ถึงน้ำไม่ท่วมโรงงาน แต่ถ้าโรงงานอื่นท่วม 
ก็ส่งให้โรงงานผลิตรถยนต์ผลิตเป็นคันไม่ได้อยู่ดี 
.
.
แต่พนักงาน 200 ชีวิต ยังต้องกินต้องใช้ // 
เงินเดือนทุกบาททุกสตางค์เราต้องจ่ายให้ครบ 
เพราะลำพังตัวเขาเองอาจไม่เท่าไหร่ // 
แต่คนที่พวกเขารักและต้องดูแลก็ยังต้องมีค่าใช้จ่าย 
ซึ่งเราจะละเลยไม่ได้เลย
.
.
ช่วงเวลาอันเลวร้าย กินเวลาเป็นไตรมาส
.
แต่เราปล่อยให้มันเป็นแบบนั้นไม่ได้
จัดกิจกรรมพัฒนาบุคคลากรขึ้นมา
ในระหว่างที่งานไม่มีจะทำนั้น // 

เราถือโอกาสปรับปรุงจุดที่เราเคยอยากจะทำ
แต่ยังทำไม่ได้เมื่อยามปกติ
.
.
แบ่งกลุ่มระดมความคิด 
ว่าแต่ละคนอยากเรียนรู้เรื่องอะไร // 
และสามารถแบ่งปันเรื่องไหนได้บ้าง // 
และมีใครอยากแชร์อะไรบ้าง
.
.
เรื่องไหนที่เราไม่รู้ 
เราก็เชิญวิทยากรเข้ามาบรรยายและทำกิจกรรมร่วมกัน // 
ทำกันใน line การผลิตนั่นแหละ

เพราะมันไม่มีงบไปจัดข้างนอก 
ระหว่างนั้นก็ถือโอกาสทำความสะอาด 
จัดระเบียบครั้งใหญ่ 

สลับกับการทำกิจกรรมสันทนาการแบบประหยัด “แต่ได้ใจ"
ทุกวิกฤติมันมีแสงสว่างเล็กๆ เสมอ 
แม้ว่าเราลำบาก แต่ลูกน้องเราลำบากไม่ได้ // 

เราต้องให้กำลังใจลูกน้องเราอย่างสุดความสามารถ 
เพื่อให้เขามั่นใจว่า อยู่กับเรา 
ยังไงก็ได้ดี ...ถึงแม้ในวันที่เราแทบล้มทั้งยืน
.
.
แต่เมื่อผ่านวันมรสุมนั้นมาได้ // 
"ฟ้าที่สดใส มันจะดูสดใสยิ่งกว่าวันใดๆที่คุณเคยเห็นมา" 
.
.
ในวันที่โหดร้ายใดๆ ก็ตาม 
เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้ / 

อยากให้ลองลองวาดภาพมองไปยังอนาคต 
และทำวันนี้ให้ดีที่สุด / 
เพื่อเราจะได้เดินไปยังภาพอนาคต ภาพนั้นได้อย่างมั่นคง
.
.
มาลองฝึกหาจุดแสงเล็กๆ ในความมืดกัน
แล้วเราจะพบว่า ในทุกๆ วันชีวิตของเรามีความสุขได้เสมอ 
และมันยังส่งผลให้เราก้าวไปข้างหน้า
เพื่อพิชิตเป้าหมายได้รวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 18/9/2014

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ปาฏิหาริย์...ราคาเท่าไหร่

เมื่อได้ยินคุณพ่อคุณแม่คุยกัน
เรื่อง แอนดรูว์น้องชายของ เทสส์ในวัย 8 ขวบ

ก็รับรู้ว่าแอนดรูว์กำลังป่วยมาก
และทั้งพ่อแม่ก็ไม่มีเงินเหลือติดตัวเลย
แถมเดือนหน้ายังจะต้องโดนย้ายไปอยู่อพาร์ทเม้นท์
เพราะพ่อหมดปัญญาที่จะหาเงินมาจ่ายค่าหมอและค่าเช่าบ้านนี้

หนทางเดียวที่จะช่วยชีวิตแอนดรูว์ได้ก็คือ
การผ่าตัดซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมาก
และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครจะมาหยิบยื่นอะไรให้แก่ครอบครัวนี้เลย

แต่เทสส์ก็แอบได้ยินพ่อกระซิบกับแม่ที่มีน้ำตานองว่า
”ในตอนนี้...คงมีเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วย แอนดรูว์ได้”

เทสส์จึงตรงไปยังห้องนอนของเธอ
และหยิบขวดโหลเจลลี่ที่ซ่อนเอาไว้ในตู้

แล้วแม่หนูก็เทเศษสตางค์ทั้งหมดลงบนพื้นห้อง
ค่อยๆ นับ...ถึง 3 ครั้ง
ก็ได้จำนวนเท่าเดิมแล้วบรรจงเก็บใส่
ขวดโหลและปิดฝาตามเดิม

เธอผลุนผลันวิ่งไปไกลถึง 6 บล็อก
เพื่อไปยังร้านขายยา
ที่มีสัญลักษณ์รูปหัวหน้าอินเดียนแดงติดอยู่บนประตูทาเข้า

เทสส์นั่งรอเภสัชกรอย่างอดทน
แต่เขาช่างดูยุ่งเสียเหลือเกิน

เธอจึงขยี้เท้าไปมาแต่เสียงนั้น
ก็ไม่ช่วยอะไรเธอเลย

ลองกระแอมดู แต่ก็ไร้ผลเช่นเคย
ในที่สุดเธอก็เอาเหรียญ 25 เซนต์
ออกมาจากขวดโหลแล้วเคาะกับเคาน์เตอร์กระจก

ได้การล่ะ.. เภสัชกรหันมาถามด้วยเสียงรำคาญๆ ว่า
”หนูจะเอาอะไรเหรอ
ฉันกำลังคุยกับน้องชายที่เพิ่งมาจากชิคาโก
เราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว”

เขาพูดต่อโดยมิทันที่จะรอคำตอบจากหนูน้อย
" ค่ะ.. หนูอยากจะคุยเรื่องน้องชายของหนู”

เทสส์ตอบด้วยเสียงเนือยพอกัน
“เขาป่วยหนักมากหนูเลยอยากจะมาขอซื้อปาฏิหาริย์”

“อะไรนะ” เภสัชกรถามขึ้น
”เขาชื่อแอนดรูว์ค่ะ
หนูรู้แต่ว่าเขามีอะไรก็ไม่รู้อยู่ในหัวใจ
ได้ยินพ่อพูดว่า
มีเพียงปฏิหาริย์เท่านั้นที่จะช่วยชีวิตเขาได้
เจ้าปาฏิหาริย์นี้ราคาเท่าไรค่ะ”

"หนู ..เราไม่ได้ขายปาฏิหาริย์หรอก
ขอโทษนะฉันช่วยเธอไม่ได้หรอก”
เภสัชกร คนเดิมตอบเสียงนุ่มขึ้น

”แต่หนูมีเงินจ่ายนะคะ ถึงมันจะไม่พอ
แต่หนูจะเอาที่เหลือมาให้อีก
เพียงแต่ช่วยบอกหนูหน่อยเถอะว่ า ราคาเท่าไร”

น้องชายของเภสัชกรผู้แต่งตัวภูมิฐาน
ที่นั่งฟังมาโดยตลอดก้มลง
ถามแม่หนูว่า
“น้องชายของหนูอยากได้ปาฏิหาริย์แบบไหนเหรอ”

”หนูไม่ทราบค่ะ” ถึงตอนนี้น้ำตาเธอเริ่มเอ่อแล้ว
”หนูรู้แต่ว่า เขาป่วยหนักมาก
แม่บอกว่า เขาต้องได้รับการผ่าตัด
แต่พ่อไม่มีเงินจ่ายค่าหมอ
หนูก็เลยอยากใช้เงินของหนูเองค่ะ”

”แล้วหนูมีอยู่เท่าไรล่ะ” ชายจากชิคาโกถามต่อ
"1 ดอลลาร์ กับ 11 เซนต์ค่ะ” เทสส ์ตอบอย่างไม่เต็มเสียง
”มันเป็น เงินเก็บทั้งหมดที่หนูมีอยู่..
แต่หนูจะหามาอีกถ้าเกิดจะต้องใช้มากกว่านั้น”

"อืมม.. ช่างบังเอิญแท้ๆ” ชายผู้นั้นยิ้ม
"1 ดอลลาร์ 11เซนต์
ช่างพอเหมาะพอเจาะกับราคาของปาฏิหาริย์เสียจริง"

เขากำเงินจำนวนนั้นในมือหนึ่ง
อีกมือหนึ่งฉวยถุงมือของแม่หนูพร้อมกับบอกว่า
“เอาละพาฉันไปที่บ้านหน่อย
ฉันอยากพบพ่อแม่ของหนู
เราจะมาดูกันว่าฉันจะมีปาฏิหาริย์อย่างที่หนูต้องการหรือเปล่า”

แท้ชายภูมิฐานผู้นั้นคือ
คุณหมอคาร์ลตัน อาร์มสตรอง
ศัลยประสาทแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การผ่าตัดเสร็จสมบูรณ์โดยไม่ได้ใช้เงินเลยสักแดง
แอนดรูว์สามารถกลับบ้านได้ภายในเวลาไม่นานนัก

ทั้งยังมีสุขภาพแข็งแรงดี
พ่อกับแม่ดูมีความสุขมาก
ที่ได้คุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

”การผ่าตัดนี้..
เป็นเหมือนดังปาฏิหาริย์
ฉันสงสัยจังว่ามันน่าจะต้องใช้เงิน สักเท่าไรนะ”
แม่พูดกับตัวเอง

เทสส์ยิ้ม เธอเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่า
ปาฏิหาริย์นี้มีมูลค่าเท่าไร
.. 1 ดอลลาร์ 11 เซนต์..
บวกกับความศรัทธา ของเด็กน้อยคนหนึ่ง

ปาฏิหาริย์มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้กฎธรรมชาติ
หากอยู่เหนือกฎธรรมชาติ

จาก FWD Mail

แหล่งที่มา    Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

สร้างความแตกต่าง..เพื่อความสำเร็จ

คุณอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จแตกต่างจากคนอื่นไม๊

เชื่อว่าทุกคนคงอยากมี..
แต่อาจไม่รู้วิธีการ

วันนี้มีวิธีที่คุณจะได้เงินเดือน
หรือทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จแตกต่างจากคนอื่นมาฝาก

ผลไม้อะไรก็ตามที่ถูกปลูกออกมาสู่ตลาด
ราคามักจะตกต่ำ

เปรียบเทียบได้กับวิธีการสร้างบัณฑิตของประเทศเรา
ซึ่งมีค่านิยมแบบอุตสาหกรรม
คือ ผลิตออกมาสู่ตลาดมากๆ
เพื่อออกมารับรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ
สาเหตุก็คือ ทุกคนมีทักษะที่เหมือนๆ กัน ทำให้รายได้ที่ได้รับเท่าๆ กัน

ผู้เขียนชอบสถาบันที่สอนคนให้เก่งเฉพาะด้าน
อย่างเช่น
ถ้าจะเรียนค้าปลีก..ก็ควรเรียนปัญญาภิวัฒน์ของ 7-11 หรือ
อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์..ควรเรียนโรงเรียน ปตท.ระยอง เป็นต้น

ที่นั่นจะทำให้คุณได้ลงสนามจริง
ทักษะที่ใช้มาตลอดชีวิตการทำงาน
ไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากการเรียนคณะวิศวะ
แต่เป็นวิธีคิดที่เป็นระบบที่ถูกสอนในคณะนี้
รวมกับทักษะการนำเสนอ
ซึ่งได้จากการเข้าไปเรียนรู้และ
ลงมือทำธุรกิจเครือข่ายอยู่ช่วงหนึ่ง
รวมถึงการคลุกคลีอยู่ในวงการค้าปลีก
(ซีเมนต์ไทยโฮมมาร์ท) อยู่เกือบ 10 ปี
ทำให้ได้ลองปรับรูปแบบของธุรกิจอยู่หลายครั้ง

ถ้าไม่มีประสบการด้านทำค้าปลีกมาก่อน..
ก็ยากจะทำร้านค้าปลีกได้ประสบความสำเร็จ

ไม่มีทักษะในการนำเสนองาน..
ก็ยากที่จะได้รับโอกาสดีๆ ในชีวิต

ไม่มีวิธีคิดที่เป็นระบบ..
ก็ยากที่จะสร้างระบบธุรกิจ
ที่เราไม่ต้องผูกตัวเองไว้กับธุรกิจตลอดเวลา

คำถามคือ
วันนี้คุณรู้ตัวเองหรือไม่ว่า
อนาคตคุณอยากประกอบอาชีพอะไร

แล้วคุณมีทักษะที่คุณต้องมีในการทำอาชีพในฝันของคุณ..
ใหัแตกต่างจากคนอื่นแล้วหรือยัง

อย่าลืมนะ
ไม่ว่าลูกค้า (กรณีที่คุณทำธุรกิจเอง)
หรือหัวหน้างาน (กรณีคุณทำงานประจำ)
เค้าจ่ายเงินให้คุณตามคุณค่าที่ได้รับ
ถ้าคุณทำได้ไม่แตกต่างกับคนอื่น
คุณก็จะมีราคาเหมือนผลไม้ที่ล้นตลาด
(การเปรียบเทียบอาจจะดูแรง แต่ถ้าไม่แรงก็คงไม่ทำให้คุณฉุกคิด)!!!

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

ค้นหา...พลังบวก

คนจำนวนมาก
ตื่นมาพร้อมกับการค้นหาว่า

ไหนดูสิ วันนี้มีข่าวอะไรร้าย ๆ ในทีวีบ้าง
ไหนดูสิ มีใครด่าใคร เรื่องอะไรบ้าง
ไหนดูสิ คนที่ฉันไม่ชอบ ไปแอบพูดอะไรถึงฉันบ้างมั้ย
ไหนดูสิ วันนี้ฉันจะด่าใครดี
และอีก "ไหนดูสิ" ตลอดทั้งวันที่เขาพยายามหาสิ่งที่เป็นลบ

อ่านแบบนี้ แล้วคุณคงสะใจ
แต่อย่าเอาแต่สะใจจนลืมถามตัวเองว่า 
"แล้วฉันเป็นแบบนี้บ้างหรือเปล่า ?"

วัน ๆ ส่องหาแต่ขี้ ขยะ อาจม 
แล้วเอาพลังลบไปแจกจ่ายให้คนรอบข้าง
แบบนี้มันใช้ไม่ได้จริง ๆ

ถ้าอยากได้สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้
คุณต้องทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ
นั่นก็คือตื่นมาพร้อมกับการค้นหาว่า

ไหนดูสิ วันนี้มีข่าวดีอะไรบ้าง
ไหนดูสิ วันนี้มีใครชมใครเรื่องอะไรบ้าง
ไหนดูสิ คนที่ฉันรัก เขาพูดเรื่องอะไรกันบ้าง
ไหนดูสิ วันนี้ฉันจะชื่นชมใครดี
และอีก "ไหนดูสิ" ตลอดทั้งวันที่เราจะค้นหาสิ่งที่ให้พลังบวก

เริ่มเลย  ลอยสูงจากกองขี้ขึ้นมาได้แล้ว

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

มองตัวเอง ผ่านคนรอบข้าง 360 องศา

สมัยเริ่มต้นทำงานช่วงแรก
ในฐานะเป็นวิศวกรในบริษัทแห่งหนึ่ง //
แอบสะอึกนิดนึงทันทีที่ได้รู้ว่า
พรุ่งนี้จะต้องถูกประเมินรอบด้าน
.
.
ซึ่งก็เป็นการส่งแบบสอบถาม ไปยังคนรอบตัวเรา
โดยพนักงานระดับ middle management
จะได้รับการประเมินในลักษณะนี้ทั้งสิ้น
โดยแบบสอบถามถูกส่งไปยัง
.
หัวหน้างานในแผนก
หัวหน้างาน แผนกอื่นที่เกี่ยวข้อง
เพื่อนร่วมงานในแผนก
เพื่อนร่วมงานแผนกอื่น
ลูกน้องในทีม
หน่วยงานสนับสนุน (เช่น ฝ่ายบุคคล)
.
เราเองก็เคยสัมผัสเพียงแค่
การประเมินผลจากหัวหน้างาน
ซึ่งระบบนี้ หลายๆ ที่ก็ใช้เป็นรูปแบบหลักในการประเมิน ...
เพียงแต่อาจจะไม่คุ้นซักเท่าไหร่
และสุดท้าย จะมีการสรุปจาก Third Party
ซึ่งก็เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านนอก เพื่อให้เรารู้ว่า
.
"คนรอบๆ เราคิดกับเราอย่างไร"
.
.
และแปลกมากๆ ที่แทบทุกคนจะต้องตกใจ
กับผลลัพธ์ตรงนั้น /
เพราะมันมีหลายมุม
ที่เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า
"คนรอบด้านเรา จะคิดแบบนี้ "
.
.
แต่ลึกๆ มันคือความจริง ...
" และมันก็เป็นประโยชน์มากๆ มากจนติดใจ"
.
.
เพราะเราสามารถนำเรื่องที่เราโดดเด่นในสายตาคนอื่น
มาตอกย้ำความสำเร็จเราได้
และสามารถนำมันมาเสริมแรงพัฒนาให้เราดียิ่งๆ ขึ้นไป
.
.
ส่วนมุมลบ
บางอย่างเราต้องรับรู้และเปลี่ยนแปลงได้
เช่น พฤติกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อการประสานงาน เป็นต้น //
แต่บางเรื่องเราต้องทำใจ
และอย่านำมันมาเป็นประเด็นในชีวิตให้ยิ่งเครียด
เพราะหลายคนจะรับไม่ได้เมื่อรู้ว่า
มีคนมองเราในแง่ลบ …

ซึ่งความเป็นจริง
ไม่มีใครในโลกที่จะสามารถทำให้ทุกคนพอใจได้เท่าๆ กันหมด ..
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...
เมื่อเราต้องมาอยู่ในสายงานบริหาร ..
"การห่วงว่าคนจะคิดกับเราอย่างไรมากๆ นั้น"
จะเป็นแรงฉุดรั้ง ที่เราจะกล้าทำอะไรออกไป /
ทั้งๆ ที่เราก็รู้ว่านั่นคือ
ทางแห่งความสำเร็จ ขององค์กร และต่อคนรอบข้างเราด้วย
.
.
ในชีวิตจริงก็เช่นกันที่เคยพูดเสมอว่า
เราควรโฟกัสเน้นหนักในจุดแข็งหรือข้อดีของเรา
.
.
แต่หากเราไม่รู้ว่าจุดแข็งของเราคืออะไร
(หรือบางครั้งเราคิดไปเอง )
เราลองฝึกการประเมินผล 360 องศาแบบนี้ในชีวิตจริงดูบ้าง
ก็สนุกดีนะ
.
.
เช่น ส่งแบบสอบถาม (แบบdesign เองในเรื่องที่คุณอยากรู้ )
ส่งให้ คุณพ่อ คุณแม่ เพื่อนสนิท
เพื่อนที่เพิ่งรู้จักกัน ภรรยา ลูก เพื่อนร่วมงาน //
แต่ก่อนอื่น ต้องทำใจยอมรับความจริงก่อนนะ//
ซึ่งส่วนใหญ่ คนรอบข้างโดยเฉลี่ย เรามักจะเขียนในแง่ดีอยู่แล้ว //
.
.
แต่ถ้ามีเรื่องลบมาซักเรื่อง
แสดงว่านั่นคือเรื่องใหญ่ในใจที่อยากบอกคุณ
ซึ่งมันดีนะ ที่เราจะได้รู้มันก่อน
(เช่น ลูกอาจจะบอกว่า
ทำไมแม่ทำแต่งาน ไม่ค่อยมีเวลาเหมือนก่อน
อย่างนี้เราก็จะต้องรีบแก้ไขชีวิตเช่นกัน ก่อนจะสายเกินไป)
.
.
แต่มั่นใจว่า คุณจะได้รับข้อคิดดีๆ จากคนรอบข้าง
ไปต่อเติมความสำเร็จของคุณได้อย่างแน่นอน
.
.
มาลองประเมินผล..... 360 องศา...กันดูนะ
(ทำมือหมุนๆ แบบรายการช่อง 3 ด้วย^^ )

แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 16/9/2014