วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คุณมีแผนชีวิตของคุณไว้แล้วหรือยัง ?

ใครบางคนกล่าวไว้
ถ้าเราไม่วางแผนชีวิตของตัวเอง
เราก็กำลังอยู่ในแผนชีวิตของใครบางคน
ซึ่งเขาคงไม่ได้แคร์เรา เท่าที่เขาแคร์ตัวเขาเอง
แม้จะไม่จริงทุกกรณี
(ซึ่งจริง ๆ โลกนี้ก็ไม่มีกรณีไหนจริงทุกกรณี)

แต่คำกล่าวนี้ น่าครุ่นคิดพิจารณา
เพื่อไม่ให้เราประมาทกับชีวิตเกินไป
เราอาจพิสูจน์ได้ว่าคำพูดนี้จริงหรือไม่จริง
ด้วยการเดินไปถามเจ้านายว่า
"เจ้านายมีแผนการสำหรับชีวิตผมอย่างไรบ้างครับ?"

เจ้านายน่าจะงง 555+
คำตอบที่ได้ อาจมีตั้งแต่สุดขั้วอย่าง "ผมไม่ได้มีแผนอะไรให้คุณเลย"
กับสุดขั้วอีกทาง คือ "ถ้าแผนบริษัทไปด้วยดี แผนชีวิตคุณก็ดีเองแหละ"
สองคำตอบนี้ต่างก็บอกไปในทางเดียวกันว่า
"เราต่างต้องมีแผนของตัวเอง"

เพราะถ้าบริษัทดี เราดีด้วย อันนั้นจริง
แต่ถ้าบริษัทไม่ดี เราไม่จำเป็นจะต้องไม่ดีตามไปด้วย
พูดแบบนี้ ไม่ได้เชียร์ให้ลาออก
หรือเชียร์ให้ไม่ตั้งใจทำงาน
หรือบอกว่าเจ้านายเอาเปรียบ บริษัทเอาเปรียบ

ใครคิดแบบนั้น แสดงว่าเป็นลูกจ้างชั้นต่ำที่เตรียมหาข้ออ้างอยู่แล้ว
ใจจริง หมายถึง "เราทุกคนต้องมีแผนชีวิตของเราเอง"
แปลว่าอะไร? แปลว่างานประจำ ทำให้เต็มที่
แต่นอกเวลางาน นอกจากพักผ่อนแล้ว
เราจะต้องจัดเวลามาวางแผนชีวิตเราเองด้วย
ไม่ใช่จะพึ่งพาแต่ยานแม่ รอเงินเดือนออกอย่างเดียว

ถ้าบริษัทปิดตัว เราจะไปทำงานอะไร?
ถ้าตกงานทันที เราอยู่ได้อีกกี่เดือน?
ถ้าเราพลาดพลั้งอุบัติเหตุ เจ็บป่วย เขาจะให้เราทำงานอีกหรือไม่?
ถ้าเราแก่ตัว เราจะยังทำงานนี้ได้หรือไม่?
ถ้ายุคไอทีโลกเปลี่ยนเร็ว เราจะตกยุคหรือไม่?

เรื่องแบบนี้ต้องคิดตั้งแต่วันที่ยังไม่จำเป็นต้องคิด
เพราะเมื่อวันที่จำเป็นต้องคิดมาถึง เราก็ไม่ต้องคิด
เพราะเราคิดเตรียมวางแผนไว้เสร็จสรรพแล้ว

คิดมาก เพ้อเจ้อ เครียดเปล่า ๆ
บางคนอ่านแล้วอาจคิดแบบนั้น
แต่จะบอกว่าวันที่ชีวิตไม่เป็นใจ
วันนั้นใครที่ไม่ได้เตรียมตัวไว้
คุณจะคิดมาก เพ้อเจ้อ และเครียดกว่านี้อีกหลายเท่า

ถ้าเราไม่วางแผนชีวิตของตัวเอง
เราก็กำลังอยู่ในแผนชีวิตของใครบางคน
ซึ่งเขาคงไม่ได้แคร์เรา เท่าที่เขาแคร์ตัวเขาเอง
คำพูดนี้ไม่ได้สอนให้ระแวงคน
แต่สอนให้ระวังตนมากกว่า

คุณมีแผนชีวิตของคุณไว้แล้วหรือยัง ?

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Google Logo : 26 พ.ค. 2558 Sally Ride's 64 birthday



Sally Ride นักบินอวกาศหญิงคนแรกของ NASA เสียชีวิตด้วยวัย 61 ปี

Sally Kristen Ride นักบินอวกาศหญิงคนแรกของ NASA ได้เสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 2012 ที่ผ่านมา ณ บ้านพักใน La Jolla รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รวมอายุ 61 ปี

Sally Ride เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 1951 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เธอจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาเอกฟิสิกส์และภาษาอังกฤษในปี 1973, ปริญญาโทสาขาฟิสิกส์ในปี 1975, และปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในปี 1978 ทั้งหมดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ในปี 1977 เธอเห็นโฆษณาประกาศรับสมัครนักบินอวกาศของ NASA และคิดว่าตัวเธอมีคุณสมบัติครบทุกประการ จึงได้ส่งใบสมัครไป ต่อมาในเดือนมกราคม 1978 เธอก็ถูกเรียกตัวเข้าไปฝึกที่ NASA พร้อมกับผู้สมัครอีก 35 คน

ในยุคนั้น ผู้หญิงเพิ่งจะได้รับสิทธิ์ในทางสังคมให้ขึ้นมายืนทัดเทียมกับผู้ชายโดยเฉพาะงานในสาขาวิทยาศาสตร์ซึ่งถูกมองว่าเป็นงานของผู้ชายมาโดยตลอด Sally Ride และเพื่อนนักบินอวกาศหญิงของเธอต้องทนแรงกดดันและการดูถูกจากเพื่อนนักบินด้วยกันและสังคมรอบข้างอย่างมากมาย

Sally Ride ได้ขึ้นบินสู่อวกาศครั้งแรกในภารกิจที่สองของกระสวยอวกาศ Challenger ในปี 1983 และได้ขึ้นบินอีกครั้งในปี 1984 แต่พอหลังจากโศกนาฏกรรมของกระสวยอวกาศ Challenger ในปี 1986 เธอก็ต้องหยุดการฝึกซ้อมเตรียมตัวขึ้นบินครั้งที่สามอย่างกะทันหัน เนื่องจากถูกแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการสอบสวนเหตุโศกนาฏกรรม Challenger (และในปี 2003 เธอก็ถูกเรียกตัวกลับมาให้มาช่วยเป็นคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุของกระสวยอวกาศ Columbia อีกครั้ง)

Sally Ride ถอนตัวจากการเป็นนักบินอวกาศของ NASA ในปี 1987 หลังจากนั้นเธอก็ได้เป็น science fellow ที่ Center for International Security and Arms Control ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ต่อมาในปี 1989 ก็ได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยซานดิเอโก้

ในปี 2001 เธอได้ก่อตั้งบริษัท Sally Ride Science เพื่อสร้างพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน รวมถึงการอบรมบุคลากรครูผู้สอนวิทยาศาสตร์

ด้านชีวิตส่วนตัว Sally Ride เคยแต่งงานกับ Steven Hawley ซึ่งเป็นนักบินอวกาศเหมือนกันในปี 1982 และหย่าในปี 1987

Sally Ride เสียชีวิตหลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อน 17 เดือน คนข้างเตียงที่อยู่ดูใจเธอ ได้แก่ Tam O’Shaughnessy สามีคนปัจจุบันที่อยู่กินกันมานานกว่า 27 ปี, Carol Joyce ผู้เป็นแม่, และ Karen Ride น้องสาว

By: terminus Writer on Tue, 24/07/2012 - 23:54 
Topics: AstronautNASASpace Shuttle

วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ปีที่ 1 ฉบับที่ 205 วันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เวิ้งฟ้ากว้างกลางนํ้าเรือลำน้อยล่องมา มาล่องมา เข้ามา เข้ามาหาแผ่นดิน
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-205-25-may-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 204 วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ภัณฑารักษ์ สื่อกลางระหว่างงานศิลป์ พิพิธภัณฑ์ และผู้ชม
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-204-22-may-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 203 วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ไปถึงไหน...เป็นอย่างไร
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-203-21-may-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 202 วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ป่วยได้ แต่จ่ายแพง
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-202-20-may-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 201 วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

หวย 80 บาท ราคานี้ไม่ได้บอกผ่าน
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-201-19-may-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 200 วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แสนสุขสม ชมความรู้สารพันวันพิพิธภัณฑ์สากล
International Museum Day 2015

อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-200-18-2558-1.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 199 วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อาชาและศิลปะทางเลือกพิเศษแห่งการบำบัด
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-199-15-may-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 198 วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จะทำอย่างไร? ให้ถนนเป็นของทุกคนและทุกคัน
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-volumes-198-14-may-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ไม่ยึดติดในทุกข์ ชีวิตก็สุขได้ไม่ยากเย็น

บางช่วงของเวลา ก็เป็นช่วงเวลาที่ดี
บางช่วงของเวลา ก็เป็นช่วงเวลาแย่ๆ

ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นบนโลกนี้
ไม่มีอะไรที่ดีๆ ได้ตลอดกาล
และไม่มีอะไรที่แย่ไปได้ตลอดเช่นกัน

ถ้าเราปล่อยและวาง เรื่องแย่ๆที่ผ่านเข้ามาได้
เราเองก็พร้อมที่จะเปิดรับเรื่องดีๆ
ที่กำลังจะมาถึงได้อย่างเต็มหัวใจ

แต่ถ้าเรามัวแต่ติดหล่ม ก้าวไม่พ้น
เก็บมานั่งคิด มานั่งบ่น มานั่งเศร้า
เท่ากับเราปิดประตูที่จะรับทุกสิ่งไปเรียบร้อยแล้ว

ยิ่งคิดเรื่องแย่ๆ ยิ่งนำพาเรื่องแย่ๆ อื่นๆตามมา
แค่เราปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ ให้มันเป็นแค่ทางผ่าน

ตัดโซ่เส้นนั้นทิ้งซะ
เพื่อออกไปพบชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม

แหล่งที่มา     Facebook : Narai Good Day

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สิ่งที่คุณสนใจ จะเป็นสิ่งที่กำหนด "ทุกข์" หรือ "สุข" ให้แก่ขีวิตของคุณเอง

ในหน้ากระดาษ ที่มีจุดสีดำอยู่เล็กๆ
ถ้าเทียบกับสีขาว แทบจะเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ

ซึ่งจุดนี้ สำหรับบางคน
อาจจะไม่มีความสำคัญอะไรเลยด้วยซ้าไป

แต่อีกหลายคน จุดเล็กๆ
นี้กลับทำให้เขาไม่มีความสุขเป็นอย่างมาก
จุดนี้ก็ยังวนเวียนเข้ามารบกวนจิตใจเขาอยู่ร่ำไป

สิ่งที่สองคนนี้ สนใจต่างกัน
ทำให้สองคนนี้ แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว

คนที่ไม่สนใจจุดเล็กๆ นั้น
และ ยังคงใช้พื้นที่สีขาวบนกระดาษอย่างเต็มที่
เขาไม่ได้กังวลอะไรเลยด้วยซ้ำไป
สิ่งที่ได้กลับมา คือ ความสุข ความสมหวัง ของชีวิต

แต่อึกคน สนใจแต่จุดสิดำ
จนไม่สามารถใช้พื้นที่ ที่เหลือของกระดาษได้เลย
เขาจะกังวัลแต่จุดสีดำ เศร้ากับจุดนั้น
นั่งบ่น นั่งท้อ ไม่เป็นทำอะไร

ทำไมกระดาษของฉันต้องมีสีดำด้วย
นั่นแหละ ที่มาของความทุกข์
ถ้าเราจับจ้องมองแต่รอยดำของชีวิต

เราจะไม่สามารถใช้พื้นที่สีขาว ที่เหลืออยู่มากมายได้เลย
แต่ถ้าเราเลิกสนใจ และเดินหน้าใช้พื้นที่กระดาษที่เหลือ
ชีวิตก็ยังคงเดิมหน้าต่อไป และยังเหลือพื้นที่มากพอ
ที่จะบันทึกสิ่งที่สวยงามเพิ่มเติมลงไปในกระดาษแห่งชีวิตได้

สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ถึงว่าเป็นจุดสีดำ
ที่เราย้อนกลับไปทำอะไรไม่ได้แล้ว
สิ่งที่เราทำได้คือ เดินหน้าสร้างสิ่งดีๆ
ในส่วนที่เหลือต่อไป

ความสุข ของคุณจะบังเกิดขึ้น
ในพื้นที่กระดาษที่ยังเหลืออยู่

แหล่งที่มา    Facebook : Narai Good Day

วันนี้ คุณล้มแล้วหรือยัง???

"เงินทองเหมือนแสงจากดวงอาทิตย์
มืดแล้วเดี๋ยวมันก็ส่องลงมาใหม่
ถ้าเราหมดเงิน อย่างมากก็ไปทำงานรับจ้าง
เขาก็ให้เงินมา เท่านี้เราก็มีเงินแล้ว
แต่เวลาต่างหากที่สำคัญกว่า ผ่านไปแล้วผ่านไปเลย ไม่กลับมา"

ประโยคคม ๆ ข้างบน
คนที่พูดคือคุณหมู ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์
เจ้าของ Ookbee ร้านหนังสือ ebook ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
เขาพูดไว้ในงานสัมมนาครั้งนึง   ประทับใจมาก

งานวันนั้นคุณหมูพูดเรื่องของการ "ล้มเร็ว Fail Fast"
ซึ่งถือเป็นหัวใจของคนทำธุรกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า Startup

เขาบอกว่าอยากลองทำอะไรให้ลองทำไปเลย
แล้วถ้ามันจะล้ม ก็ให้รีบล้ม เพื่อจะได้ลุก มาลองสิ่งใหม่ต่อไป
เพราะ "เวลา" ที่ผ่านไปนั้น สำคัญกว่า "เงินทุน" ที่เสียไป
พูดแบบนี้แล้วทำให้ย้อนนึกกลับไปในวันวาน
ผ่านการล้มมาไม่น้อย
เพราะชอบไปลองทำอะไรที่ก็ไม่รู้ว่ามันจะใช่เราหรือเปล่า
เราจะสำเร็จหรือเปล่า เราจะทำได้หรือเปล่า
แต่ก็ลองทำดู จะได้รู้กันไป

ลองไปเปิดร้านขายเครื่องประดับกับเพื่อน ๆ
ผลปรากฏว่าเจ๊งในไม่กี่เดือน

ลองไปทำธุรกิจเครือข่ายอยู่หลายปี
ผลปรากฏว่าเหนื่อยเกินไป

ลองไปสอบตัวแทนประกัน
ผลปรากฏว่าไม่ผ่าน  ไม่รู้เรื่องเลย

ลองทำซีดีเพลงออกมาขายที่บ้านเกิดต่างจังหวัด
ผลปรากฏว่าขายไม่ได้เลย

ลองทำอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง
กว่าจะมาเจอทางของตัวเองในวันนี้
และทุกวันนี้ก็ยังไม่หยุดลองอะไรใหม่ ๆ
ทั้งที่ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่ามันจะสำเร็จหรือไม่

หลายคนชอบมาถามกับว่า
จะรู้ได้อย่างไรว่าเราชอบอะไร ทำอะไรได้ดี?
ตอบว่าเราต้องลองทำไปก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้
อย่ารอให้ชอบก่อน ดีก่อน เก่งก่อน แล้วค่อยทำ
เพราะมันจะไม่เคยเกิดขึ้น

เราต้องทำก่อน แล้วมันจะค่อย ๆ ดีขึ้น เก่งขึ้น และรักมากขึ้นในที่สุด
"ล้มเร็ว" นั้นไม่ใช่ "ล้มเหลว"
หากเราได้เรียนรู้จากมันว่าเราล้มเพราะอะไร
และครั้งต่อไปเราจะล้มท่าไหนที่ไม่ซ้ำท่าเดิม
ทีนี้เราจะล้มยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะประสบการณ์มากขึ้น
แล้วชัยชนะก็จะเป็นของเรา

Fail Fast นั้นไม่ต้อง Furious และไม่ต้อง Serious
เพราะเงินทองนั้นหาได้ใหม่
แต่เวลาหมดไปทุกวินาที

หวังว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบ
คุณจะลองไปล้มมาสักตั้ง
แล้วมาเล่าให้ฟังบ้างนะ ว่าเรียนรู้อะไรมาบ้าง?
-บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ-

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

3 เทคนิคการซื้อประกัน

เวลา "วางแผนการเงิน" ถ้าถามว่า
เราควรลงทุนอะไรก่อนเป็นอย่างแรก
คิดว่าน่าจะเป็น "ประกัน" นะ

ทั้ง "ประกันชีวิต" และ "ประกันสุขภาพ" เลยนะ
เพราะไม่มีใครรู้ว่า
"พรุ่งนี้" หรือ "ชาติหน้า" มาก่อนกัน ฮ่าๆๆ
อย่างน้อยเป็นอะไรไปขึ้นมา ก็มีเงินทิ้งไว้ล่ะกัน
หรือคิดๆ ง่ายว่าถ้า "ประกัน" ไม่ดี
รัฐบาลไม่ให้ลดหย่อนหรอก
มันต้องมีอะไรแหละ เน๊าะะะะ

วันนี้มี "3 เทคนิคการซื้อประกัน"

1. แบบประกันยิ่งยาว ยิ่งดี
อย่างน้อยคือ 10 ปี ขึ้นไป
เพื่อให้ได้สิทธิลดหย่อน
แต่ส่วนใหญ่อยากได้แบบสั้นๆ
ไม่อยากจ่ายนานๆ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แบบสั้น
เมื่อมาเทียบผลประโยชน์แล้ว เทียบไม่ติดเลย
ยิ่งธนาคารเค้ารู้ว่า คนเราไม่ชอบแบบยาวๆ
เลยออกประกันแบบสั้นๆ เพื่อตอบสนอง
แต่รู้ไม่ว่า ถ้ามาดูผลประโยชน์แล้ว
(โคตร) ไม่คุ้มเลยนะ ขอบอกๆ

2. ถ้าเลือกได้ ต้องจ่าย "เบี้ยรายปี" เท่านั้น
การที่เราเลือกจ่ายเบี้ยรายเดือน หรือ 3 เดือน
หรือจะ 6 เดือน ก็ตาม มักจะมี "เบี้ยปรับ"
ซึ่งบางครั้งตัวแทนไม่ได้บอกเลย
เพราะการจ่ายเบี้ยประกันเป็นเดือน

ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า ...
เป็นภาระที่น้อยกว่าจ่ายเงินก้อน
ทำให้ปิดการขายได้ง่าย
แต่รู้มั้ยว่าเราเสียผลประโยชน์เต็มๆ

3. ถามให้ละเอียด แล้วทวนความเข้าใจทุกครั้ง
อย่ามักง่ายกับการซื้อประกันเด็ดขาดเลยน้าาา
แบบว่าเชื่อใจคนขาย จัดมาเลยๆ

แต่ไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งเวลา
ออกไปวางแผนการเงินให้ลูกค้า
ส่วนใหญ่จะมี "ประกัน" เป็นของตัวเองแล้ว
แต่ถามว่ามี สิทธิประโยชน์อะไรบ้าง
95.62% จำไม่ได้ !!

เวลาเราเลือกซื้อของ เช่น โทรศัพท์ บ้าน
รถ ข้าวสักมื้อ บางครั้งยังเทียบแล้ว เทียบอีก
แบบเอาคุ้มที่สุด

ถ้าทำแบบนี้ทำการเลือกซื้อ
"สินค้าทางการเงิน" บ้าง
รับรอง รวยกันทู้กโค้นนนนนนน ฮรี่ๆๆๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ปีที่ 1 ฉบับที่ 197 วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ปฏิบัติการ 4 ชาติลุ่มน้ำโขง (ภาคต่อ)
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-197-12-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 196 วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เปลี่ยนโฉม ประมงไทย ปลดใบเหลือง อียู
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-196-11-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 195 วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

3 ศาสตร์ และศิลป์แห่งการต่อสู้ที่ควรรู้จัก
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-195-8-2559.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 194 วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โรฮิงญา กลับไม่ได้ไปไม่ถึง
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-194-7-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 193 วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ครบรอบ 1 ปี เชียงราย กับ กระแสตื่นตัวแผ่นดินไหว
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-193-6-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 192 วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ล้างไพ่การศึกษาไทย ย่างก้าวใหม่ที่น่าจับตา
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-192-30-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 191 วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

ความสัมพันธ์ ไทย-อเมริกา มิตรแท้ หรือ เพื่อนเทียม
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-191-29-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 190 วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

ปรากฏการณ์น้ำใจไปเนปาล
#PrayForNepal

อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-190-28-2559.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 189 วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

“ทุ่งยางแดงโมเดล” การบูรณาการคน หน่วยงาน และเครื่องมือ...เพื่อลดปัญหาใต้?
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-189-27-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 188 วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อคนเมือง บ่มเพาะความรักในการ “ปลูกผัก”
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-188-24-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 187 วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

เมื่อโลกอ่านหนังสือในวันหนังสือโลก
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-187-23-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

...เด็กขัดรองเท้า...

15 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมลงทุนทำธุรกิจ
ผมต้องเดินทางไปดูงานที่เมืองหนึ่ง

หลังจากพูดคุยเรื่องธุรกิจเสร็จแล้ว 
ผมได้เข้าไปซื้อของขวัญในห้างสรรพสินค้า

ปกติ เวลาเดินห้างฯ ผมชอบพกเหรียญติดตัวไปด้วย 
เพราะแถวนั้นมักมีขอทานอยู่ ผมให้เงินเขาเหล่านั้น
ทีละเหรียญสองเหรียญ แค่นี้ผมก็รู้สึกเป็นสุขใจแล้ว

วันนี้ก็เหมือนกัน ในกระเป๋าของผมก็มีเศษเหรียญอยู่มากพอ
ที่จะให้ขอทานได้หลายๆ คน

หลังจากเดินดูของอยู่หลายร้านและ
ได้ของขวัญที่ถูกใจแล้ว 
ผมก็เดินออกจากห้าง

จู่ๆ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กชายคนหนึ่ง 
ในมือของแกถืออะไรสักอย่างและกำลังมองมาทางผมเช่นกัน 

สายตาของเด็กดึงผมให้เดินเข้าไปหา
เด็กคนนี้อายุน่าจะประมาณ 13-14ปี 
แกแต่งตัวดูสะอาดเรียบร้อย ผมเผ้าก็หวีเข้ารูปเข้าทรง 

แต่ที่แตกต่างจากเด็กอื่นๆ ก็คือ 
จากที่ในมือน่าจะถือไอศครีมแต่แกกลับถือป้ายแทน 
และป้ายที่แกถือนั้นวาดรูปเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังขัดรองเท้าอยู่ 
และมีข้อความเขียนว่า
“ผมอยากได้อุปกรณ์ขัดรองเท้า”

ในเมื่อยังพอมีเวลาอยู่ ผมก็เลยคุยกับเด็กชายคนนี้
“อุปกรณ์ขัดรองเท้าราคาเท่าไหร่เจ้าหนู?”
“125 เหรียญครับ”

เด็กชายมองมาด้วยแววตาแบบมีความหวัง
“ฉันว่ามันแพงเกินไป” พูดเสร็จผมก็ส่ายหน้า
“ไม่เลยครับ ผมสอบถามร้านค้าส่งในตลาดมา 4 รอบแล้ว 
ไม่มีร้านไหนขายถูกกว่านี้แล้วครับ ”

เด็กชายเล่าอย่างตั้งใจ
ผมเห็นความตั้งใจของแก 
และพิจารณาแล้ว เด็กคนนี้ไม่น่าจะตั้งใจ
หลอกผมเป็นแน่ ผมก็เลยถามแกว่า
“แล้วตอนนี้เธอมีเงินอยู่ในมือเท่าไร่?”

เด็กน้อยล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง
“35 เหรียญครับ ผมขาดเงินอยู่อีก 90 เหรียญ!”

ผมเปิดกระเป๋า แล้วหยิบเงินออกมา 90 เหรียญ แล้วก็บอกแกว่า
“เงิน 90 เหรียญนี้ฉันให้เธอ 
คิดซะว่าฉันร่วมลงทุนกับเธอก็แล้วกัน 
แต่ฉันมีข้อแม้อยู่ว่า เมื่อเธอเริ่มมีรายได้ 
เธอจะต้องหักออกมาคืนให้ฉัน 
ฉันจะอยู่ที่เมืองนี้อีก 5 วัน ภายใน 5 วันนี้

เธอต้องคืนเงินให้ฉันจนครบ และฉันขอดอกเบี้ยจากเธอ 1 เหรียญ
หากเธอตกลง เงิน 90 เหรียญนี้ก็จะเป็นของเธอ!”

เด็กชายร้อง “เย้!” จากนั้นก็โค้งคำนับและ
กล่าวตกลงพร้อมกับขอบคุณผมเป็นการใหญ่

เด็กชายเล่าให้ผมฟังว่า แกเรียนอยู่ชั้นประถม 6 
แต่ไปโรงเรียนเพียงแค่อาทิตย์ละ 3 วัน 
ส่วนวันอื่นๆ นั้นต้องช่วยแม่เลี้ยงวัว 

และทำงานในนา แต่การเรียนไม่เคยตกจากอันดับที่ 3 เลย 
แถมยังอวดว่าตนเองเป็นคนเก่งที่สุดอีกด้วย

ผมถามแกว่าทำไมต้องซื้ออุปกรณ์ขัดรองเท้า 
เด็กชายบอกผมว่า
“บ้านผมยากจน ช่วงนี้เป็นช่วงปิดเทอม 
ผมก็เลยขอแม่เข้ามาอยู่ในตลาด 
เพื่อหาเงินให้แม่และเป็นค่าเล่าเรียนของผม”

ผมมองแกด้วยสายตาสุดทึ่งในความคิด 
จากนั้นจึงเป็นเพื่อนแกไปซื้ออุปกรณ์ขัดรองเท้า
เด็กชายแบกกล่องอุปกรณ์ขัดรองเท้าออกจากร้านค้าส่ง 
เดินตรงไปที่ห้างฯที่แกยืนอยู่เมื่อครู่นี้
ผมเรียกแกไว้ และบอกกับแกว่า
“ในเมื่อตอนนี้เราร่วมธุรกิจกันแล้ว 
ฉันอยากเสนอแนะเธอว่า เธอไม่ควรอยู่หน้าห้าง 
เพราะในห้างมีบริการขัดรองเท้าฟรีอยู่แล้วซึ่งใครๆ ก็รู้”

“งั้นผมไปขัดแถวๆ หน้าโรงแรมดีไหมครับ?” เด็กชายเอ่ยถาม
“เข้าท่าดีเหมือนกันนะ เพราะแถวนั้นมีนักท่องเที่ยวและ
นักธุรกิจเข้ามาพักเยอะ เมื่อเขาเห็นเธอรับขัดรองเท้า 

พวกเขาคงไม่อยากขัดรองเท้าเองหรอก 
เธอนี่รู้ทำเลทำธุรกิจเหมือนกันนะเนี่ย” 
พูดเสร็จผมก็ยกนิ้วให้กับแก

เด็กชายเดินไปแถวๆ บริเวณใกล้โรงแรม 
จากนั้นก็วางเก้าอี้พลาสติกและคว่ำกล่องขัดรองเท้าลงกับพื้น

เมื่อจัดสถานที่ของตัวเองเสร็จแล้ว
 เด็กชายก็มองซ้ายทีขวาที จากนั้นก็มองมาที่ผม
“ทำไมคุณไม่ให้ผมจ่ายดอกเบี้ยให้คุณก่อนละครับ 
คุณก็รู้ว่าผมบริการดีเพียงใด?”

ผมได้ฟังก็หัวเราะออกมา
“เจ้าเด็กเอ๋ย เธอจะขัดรองเท้าให้ฉัน
เป็นการแลกกับดอกเบี้ย 1 เหรียญเนี่ยนะ?” 

ผมรู้สึกทึ่งกับความคิดของแกเป็นครั้งที่ 2 
ผมจึงนั่งลงที่เก้าอี้พลาสติก และ
ยกเท้าขึ้นเหยียบกล่องเพื่อให้แกขัดรองเท้า

“หากเธอขัดไม่มันวาว นั่นแปลว่าเธอโกหก 
และฉันกำลังลงทุนกับคนที่ไม่มีความซื่อสัตย์ 
นั่นแปลว่าฉันล้มเหลวกับการทำธุรกิจนี้”

เด็กชายก้มหัวลงขัดรองเท้าให้ผม 
พร้อมกับบอกว่า แกเป็นคนเก่งที่สุดแล้ว
“คุณรู้หรือเปล่า ผมฝึกขัดรองเท้าหนังที่บ้านมา
เป็นเวลา 1 เดือนแล้ว คุณก็รู้แถวบ้านนอกมีรองเท้าหนังไม่กี่คู่หรอก 
ผมไปขอเขาขัดมาหมดแล้ว” พูดไปพลางขัดรองเท้าไปพลาง

ผ่านไปไม่กี่นาที แกก็ขัดรองเท้าให้ผมเสร็จ 
แกขัดได้มันเงาสมคำอวด ผมรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง 
ผมหยิบพวงกุญแจรูปหมีแพนด้าออกมา
แล้วเขียนคำว่า “เก่งมาก” ส่งให้แก 
แกรับเอาไปด้วยความดีใจ

ครู่หนึ่ง ก็มีรถนักท่องเที่ยวเข้ามาจอดหน้าโรงแรม 
เด็กน้อยยกกล่องอุปกรณ์และเก้าอี้วิ่งเข้าไปหานักท่องเที่ยว
“ขัดรองเท้าไหมครับ ผมสามารถขัดรองเท้าของคุณ
ให้มันวาวเหมือนกระจกได้นะครับ ขัดรองเท้าไหมครับ..” 
และแล้วลูกค้าคนที่หนึ่งก็ยอมใช้บริการ

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมแวะมาเยี่ยมเด็กชายคนนี้ที่หน้าโรงแรม
เมื่อแกเห็นผมก็รีบเล่าด้วยอาการดีใจว่า
เมื่อวานแกขัดรองเท้าได้เงิน 50 เหรียญ 
แกหักไว้คืนให้ผม 18 เหรียญ 
ค่าอาหารของแก 3 เหรียญ 
แกจึงเหลือเงินอยู่ 29 เหรียญ

ผมตบบ่าแกเพื่อให้กำลังใจ และชมแกไปว่า “เก่งมาก”
แกบอกว่า เมื่อวานได้นอนห้องรวมในโรงแรม 
ไม่ได้นอนใต้สะพานแล้ว แต่ไม่ต้องจ่ายค่าห้อง 5 เหรียญ

ผมสงสัยว่าทำไมถึงไม่ต้องจ่ายค่าห้องพักรวม?
เด็กน้อยยิ้มอย่างพอใจและตอบว่า
“ผมช่วยขัดรองเท้าให้เจ้าของโรงแรมประมาณ 10 กว่าคู่ 
เย็นนี้ก็ได้นอนฟรีไม่ต้องจ่ายค่าห้องเหมือนเดิมครับ”

5 วันที่อยู่ที่นั่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และ
แล้วผมก็ต้องเดินทางกลับ 
เด็กชายคนนั้นคืนเงินให้ผมวันละ 18 เหรียญ
จนครบ 90 เหรียญในวันสุดท้าย

เมื่อเด็กชายรู้ว่าผมเป็นผู้จัดการบริษัทหนึ่งที่ปักกิ่ง
แกบอกกับผมว่า เมื่อแกจบปริญญาตรีเมื่อไหร่
จะไปหาผมที่ปักกิ่ง จากนั้นก็ยื่นมือดำๆ ของแก
มาขอจับมือผม ผมจับมือของเด็กไว้แน่นเช่นกัน
ผมทำงานที่บริษัทนี้ได้หลายปี ต่อมาก็ลาออกมาเปิดบริษัทเทรดดิ้ง

วันนี้ ผมหัวยุ่งแต่เช้า บริษัทประสบปัญหาเกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก
ผมบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ 
และขอกู้เงินจากหลายๆ ธนาคาร แต่ก็ไม่มีใครช่วยผมได้

ผมเพิ่งวางโทรศัพท์ เลขาก็เคาะประตูเข้ามารายงานว่า 
กลางวันนี้มีนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งขอนัดผมเพื่อทานกลางวัน 
ผมไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเธอและไม่ได้ถามว่านักธุรกิจหนุ่มคนนั้นเป็นใคร 

ได้แต่ก้มหน้าดูบัญชีรายจ่ายที่จะต้องหาทางแก้ไข 
เลขาได้หยิบเอาพวงกุญแจวางไว้ที่โต๊ะของผม 
ผมมองพวงกุญแจและตะลึงไปครู่หนึ่ง 
พวงกุญแจที่คุ้นตาและมีตัวอักษร
คำว่า “ผมเก่งมาก” อยู่บนตัวหมีแพนด้านั้น

ผมนึกออกแล้ว พวงกุญแจนี้ผมเป็นคนมอบให้เด็กชายขัดรองเท้า
เมื่อ 15 ปีก่อน แต่ตอนนั้นผมเขียนแค่ว่า “เก่งมาก” 
เขาคงเป็นคนเติมคำว่า “ผม” ในภายหลัง

เมื่อถึงช่วงกลางวัน ผมเดินเข้าไปที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง
โต๊ะที่ถูกจองไว้มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งสวมสูทลุกขึ้นยืนโค้งและยิ้มให้กับผม
จากรอยยิ้มและสายตาอันมุ่งมั่นของเด็กหนุ่ม 
ทำให้ผมเห็นภาพของเด็กชายที่ผมพบเจอเมื่อ 15 ปีที่แล้ว

เรารับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างถูกคอ 
หลังจากทานข้าวและดื่มชากันไปคนละแก้ว 
เขาหยิบเช็คเงินสดจำนวน 5 ล้านเหรียญออกมาและพูดว่า
“ผมอยากร่วมลงทุนกับคุณ และภายใน 5 ปี ผมขอทุนคืน ”
“5 ล้านเหรียญ” ผมอุทานขึ้นในใจ มันมากมายและมาทันเวลาพอดี

เด็กหนุ่มเล่าต่อว่า
“15 ปีก่อน คุณสอนให้ผมอยู่รอด 
จากนั้นผมก็มุ่งมั่นที่จะสร้างฐานะ 
ผมเฝ้าเก็บหอมรอมริบ 

ตอนนี้ผมมีบริษัทเป็นของตัวเอง 
ส่วนเงินจำนวน 5 ล้านเหรียญที่ผมร่วมลงทุนกับคุณนี้ 
ผมขอดอกเบี้ยจำนวนหนึ่ง”

ผมเงยหน้ามองเด็กหนุ่มแล้วถามว่าเท่าไหร่?
เด็กหนุ่มตอบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“1เหรียญครับ!”

ผมพิงพนักเก้าอี้ แล้วก็ยิ้มออกมา
90 เหรียญที่ผมลงทุนกับเด็กหนุ่มคนนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้วด้วยความไม่ตั้งใจ 
กลับมีผลตอบสนองในวันนี้ถึง 5 ล้านเหรียญ 

นี่คงเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนมหาศาลที่สุดในชีวิตของผมเป็นแน่
...เรื่องเล่าดีๆ ที่ให้ข้อคิดดีเยี่ยม...

แหล่งที่มา     Facebook : Wizard Kid

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ตอน 36 ลาก่อนพ่อสิงโต...พ่อหมาใจดี....

ตอน 36   อ่านตอนสามสิบห้า เรื่อง "พาเพลินหมาน้อยที่บ้าน" ได้ที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2558 วันแรม 5 ค่ำ เดือน 6 .... พ่อหมาใจดีได้จากเราไปแล้ว..... ลาก่อน

แม่หมาบ็อบบี้ได้จากไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน  2557 ผ่านมาเกือบปีเศษๆ พ่อโตก็ได้ตามแม่บ็อบบี้ไป ที่ผ่านมาพ่อโตแข็งแรง กินเก่ง อ้วน จนคิดว่าจะเดินไหวไหม ไม่คิดว่าจะมีวันนี้.... วันที่พ่อสิงโตของเราจากไป



เมื่อวานได้กลับถึงบ้านประมาณหกโมงเย็นเศษๆ เห็นพ่อสิงโตหมดแรง ลุกเดินไม่ไหว แต่ยังพงกหัวขึ้นได้ แต่เดินไม่ไหว ก็พยายามให้พ่อโตกินน้ำ นำน้ำมาวางไว้ด้านหน้าให้ แต่พ่อโตก็ไม่กิน ถึงเวลาให้อาหารเย็นช่วงทุ่มครึ่ง ก็เอาตับ ปลาทู ขย้ำให้พ่อโตกิน แต่ก็ไม่ยอมกิน ไม่สนใจ ไม่รับรู้ จนรู้สึกว่าเราควรจะพาพ่อสิงโตไปคลีนิคหน้าปากซอยที่บ้านดีกว่า เพราะร้านคลีนิคจะเปิดถึงสองทุ่ม เราก็ไม่มีรถจะพาพ่อโตไป จึงตัดสินใจเอาพ่อโตไปใส่ไว้ที่ตะกร้าหน้ารถจักรยาน พ่อโตก็โตใส่วางให้นอนไม่ได้ ได้ในท่านั่ง และหัวพ่อโตก็เอนมาทางแฮนหน้ารถจักรยาน ไปถึงคลีนิคก็ใกล้สองทุ่ม แต่ร้านหมอก็มีหมาไข้เยอะทีเดียว น่าจะถึงสามทุ่มกว่ากระมั่งกว่าจะหมดหมาไข้



พ่อสิงโตไปถึงก็หายใจแรงมาก ได้มาวางนอน นึกว่าพ่อโตน่าจะรีบรักษาก่อน แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเขาบอกว่าพ่อโตยังหายใจแรงเกินเดี๋ยวชัก ก็เลยรอตามคิว จนถึงสองทุ่มครึ่ง และหมอบอกว่าไม่ควรใส่ตะกร้าหน้ารถจักรยานเพราะหมาอาจจะแย่ได้ เราก็เลยกลับแท็กซี่พาหมามาที่บ้านก่อน แล้วค่อยรีบกลับไปเอารถจักรยานที่จอดหน้าปากซอย และเมื่อกลับไปถึงบ้าน ก็เรียกพ่อสิงโตซึ่งพ่อโตก็ไม่หายใจแล้ว.. ไม่รู้ว่าพ่อโตไม่หายใจตั้งแต่อยู่ที่ร้านหมอหรือเปล่า เพราะเราก็ไม่ได้เรียกสิงโต ก็รีบพากลับบ้าน

   

ตอนพ่อโตอยู่ที่คลีนิค รอการรักษาพ่อโตก็ยังจะพยายามลุกขึ้นเลย หรือเป็นเพราะถูกฉีดยาสองเข็ม ก็เลยทำให้พ่อโตไป เพราะตอนพลิกตัวพ่อโตเพื่อให้ฉีดยาเข็มที่สองก็รู้สึกพ่อโตไม่มีแรงแล้ว และหมอยังบอกให้พาสิงโตมาพรุ่งนี้อีก...

พรุ่งนี้...ไม่มีพ่อสิงโตแล้ว ไม่ต้องพาพ่อสิงโตไปหาหมอแล้ว ... หมดลมหายใจ... นับจากมาถึงบ้าน พ่อสิงโตคงรอให้เรากลับมาเพื่ออำลากัน ลาก่อน...



เราทำงานทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็จะห้าทุ่มแล้ว เราก็มาขุดหลุมฝังพ่อสิงโต ขุดจนมือพอง พ่อสิงโตตัวไม่โตใหญ่ แต่ก็ไม่เล็ก ก็ต้องขุดหลุมใหญ่ให้ครอบคลุมตัวใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็ฝังพ่อสิงโตเสร็จสิ้น ระหว่างฝั่งก็ร้องไห้.... และอธิฐานขอให้พ่อสิงโตมีชีวิตในชาติหน้าที่ดี สุขภาพแข็งแรง มีอายุยืนยาววววว

ลาก่อนพ่อสิงโต...พ่อหมาใจดี... พ่อโตอายุสิบกว่าปีแล้ว ระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมาพ่อโตแทบจะหาหมอน้อยมาก มีแต่ฉีดยารักษาเห็บ ไม่ค่อยได้พาหาหมอ ช่วงหลังๆ ก็ไม่ค่อยมีเห็บแล้ว ไม่คิดว่าช่วงหลังๆ พ่อโตก็จะไปหาหมอบ่อยขึ้น  ลาก่อน...พ้อสิงโตใจดี

ติดตามตอน  37   เรื่อง "..." ได้ที่นี่

เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่อทำอะไร?

ถ้าคุณไม่ใช่เศรษฐีเหลือกินเหลือใช้
วันทั้งวันที่คุณทำ ชีวิตทั้งชีวิตที่คุณใช้
ล้วนหมดไปกับ "การทำงาน"

แน่นอนเราทำงานเพื่อหาเงิน
คำถามก็คือ แล้วเราหาเงินไปทำไม?

แน่นอนเอาไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ขืนไม่ทำงาน ก็อดตายกันพอดี

คำถามต่อมาก็คือ
แล้วทำไมเราจึงกลัวอดตาย?
ทำไมเราจึงอยากมีชีวิตอยู่?
คำตอบน่าจะไม่ใช่
"ฉันอยากมีชีวิตอยู่ เพื่อที่จะได้ทำงาน"
เพราะไม่อย่างนั้นมันจะวนเป็นงูกินหาง

อยากอยู่เพื่อทำงาน ทำงานจะได้มีเงินซื้อข้าว
ซื้อข้าวกินเพื่อจะได้มีแรงกลับมาทำงานหาเงินอีกครั้ง
"ทำไมเราจึงอยากมีชีวิตอยู่?"
เป็นคำถามเชิงปรัชญาที่ถามกันมายาวนาน

มักจะถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่า
"เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่อทำอะไร?"

พอถามคำถามนี้กับตัวเองบ่อย ๆ
รับรองว่าเราจะไม่ได้คำตอบประเภทที่ว่า
"เกิดมาเพื่อทำงานหาเงิน"
เช้ายันค่ำ คืนยันรุ่ง

ถ้าชีวิตเอาเวลาไปแลกกับการหาเงินเพียงอย่างเดียว
ไม่น่าใช่ชีวิตที่คุ้มค่าแก่การเกิดมา
เราต้องเกิดมาเพื่อจุดประสงค์ที่ใหญ่กว่านั้น

ใครบางคนบอกไว้ว่า
"พระเจ้าไม่ว่างสร้างคนธรรมดา"
เห็นด้วย ทุกคนไม่ธรรมดาแน่ ๆ
ขอแค่รู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อทำอะไรบนโลกนี้

มั่นใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จทุกคน
วันทั้งวันเขาไม่ได้นอนเล่นชายหาด เที่ยวไปเรื่อย
เหมือนภาพฝันของใครหลายคน
แต่วันทั้งวันเขาหมกมุ่นอยู่กับการทำงาน
ไม่ใช่สิ เขาหมกมุ่นอยู่กับภารกิจที่เป็นคำตอบของคำถามที่ว่า
"เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่อทำอะไร?"

ถามตัวเองด้วยคำถามนี้บ่อย ๆ เถอะ
"เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่อทำอะไร?"

แม้วันนี้อาจจะตอบไม่ได้ หรือตอบได้ แต่ยังไม่ชอบในคำตอบ
ก็จงถามอีก ตอบอีก
เพราะเมื่อวันที่คุณได้พบกับคำตอบนั้น
ชีวิตคุณจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ถามตัวเองเลย
"เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่อทำอะไร?"

แหล่งที่    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เงินทอง...

ถ้าคุณเชื่อว่าเงินทองหายาก ต้องลำบากกว่าจะได้มา
ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ต้องเหนื่อยเอาอกเอาใจลูกค้า
คุณก็จะยากลำบากในการหาเงินทองจริง ๆ

ถ้าคุณเชื่อว่าเงินทองหาง่าย เงินมีมากมายจนล้นโลก
ขอแค่แก้ปัญหาให้ผู้คนได้ ขอแค่รู้จักวิธีทำเงิน
คุณก็จะง่ายในการหาเงินทองจริง ๆ

ประเด็นมันอยู่ที่คุณต้องคิดก่อนว่า
เงินทองนั้นไม่ได้หายาก
แต่ที่ตอนนี้เราหายาก เพราะเราหาผิดวิธี ไม่ปรับตัวให้ทันโลก
ความสามารถต่ำ หรือไม่ก็รับใช้ผู้คนจำนวนน้อยเกินไป
พูดแล้วเหมือนเล่นลิ้น แต่มันเรื่องจริง

ถ้าเป็นละอง ละมั่ง สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ แบบนี้สิหายากจริง
ถ้าเป็นนาฬิการุ่นผลิตจำกัด 100 เรือนในโลก แบบนี้สิหายากจริง
แต่เงินทองเป็นสิ่งสมมติที่คนผลิตออกมาเรื่อย ๆ แลกเปลี่ยนกันไปมา
จึงไม่เกินเลยที่จะบอกว่าเงินทองหาไม่ยาก เพราะมันมีมากจริง ๆ

แต่เราหาไม่เก่งเองต่างหาก
เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ผมว่าเราต้องปรับความคิดก่อนว่า
เงินทองในโลกนี้ไม่ได้ขาดแคลน ไม่ได้หายาก
แต่เงินทองบนโลกนี้มีมากมายเหลือเฟือ

มีคนที่มีเงินเหลือ ๆ ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
มีคนพร้อมจ่ายหนัก จ้างแพง ให้กับคนที่ตอบโจทย์เขาได้
อยู่ที่เรามีคุณค่าที่คู่ควรหรือเปล่า

คุณอาจไม่เชื่อ แต่ถ้าใครผ่านจุดนั้นมาแล้วจะรู้ว่า
วันที่ไม่เข้าใจวิธีหาเงิน
การจะหาเงินหมื่นนั้น
มันช่างยากและต้องใช้ความพยายามสูง
ในขณะที่วันที่เข้าใจวิธีหาเงิน

การจะหาเงินล้านนั้น
ง่ายและไม่ต้องใช้ความพยายาม
เท่ากับตอนหาเงินหมื่นเลย

เงินทองไม่ได้หายาก
เพียงแต่เราต้องปรับวิธีคิดใหม่ ๆ
ในการหาเงินเท่านั้นเอง

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

Google Logo : 4 พ.ค. 2558 ครบรอบวันเกิด 360 ปีของ Bartolomeo Cristofori



บาร์โธโลมีโอ คริสโตโฟรี ผู้คิดค้นเปียโนตัวแรกของโลก


บาร์โธโลมีโอ คริสโตโฟรี  เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นเปียโนตัวแรกของโลก ซึ่งวันที่ 4 พฤษภาคม 2558 นี้ จะเป็นวันครบรอบวันเกิด 360 ปีของเขา

เขาเกิดเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ปีค.ศ. 1655 ที่เมืองปาดัวร์ ประเทศอิตาลี ทำงานอยู่กับเจ้าชายเฟอดินานแห่งอิตาลี่ ในฐานะ "ผู้ดูแลเครื่องดนตรี" โดยเขาเป็นผู้เชียวชาญการทำ Harpsichord (ฮาร์ปซิคอร์ด เป็นเครื่องดนตรีตะวันตก ในยุคบาโรค ประเภทเครื่องดีด โดยมีการพัฒนามาจากเครื่องดนตรีประเภทพิณ และกีตาร์ กลไกการเกิดเสียงจะใช้การเกี่ยวดึงสายโลหะซึ่งมีขนาด และความยาวแตกต่างกันเพื่อให้ได้เสียงความถี่ต่างๆ การเล่นเครื่องดนตรีนี้จะใช้ คีย์บอร์ด (Keyboard) ในการสร้างกลไกในการดึงสาย)

แหล่งที่มา    เว็บไซต์  zcooby

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลงมือทำ

ถ้ารอให้พร้อมก็ไม่มีวันได้เริ่ม
เพราะฉะนั้นจงเริ่มมันเลย ตั้งแต่วันที่ยังไม่พร้อม

เป็นอย่างนี้เสมอมาทั้งชีวิต
เริ่มในวันที่ไม่พร้อม เริ่มในวันที่ทำไม่เป็น ไม่มั่นใจ
คล้ายชีวิตกำหนดมาให้เป็นแบบนั้นตลอด

แล้วในที่สุดสิ่งที่กลัว  ก็ทำได้ ไม่ตายเว้ยเฮ้ย

ถามว่ากลัวมั้ยตอนที่เริ่ม?  ตอบเลยว่ามาก
พร้อมมั้ยตอนที่เริ่ม?  ตอบเลยว่าไม่

ไม่พร้อมเลยสักนิด ไม่กล้าเลยสักนิด
แต่ก็ลงมือทำ
ใจเด็ดสินะ? เปล่าเลย
อาจจะโชคดีที่โชคร้าย
เพราะถูกถีบตกน้ำ สะพานไม่มีให้ถอยกลับ
เพราะฉะนั้นมีหน้าที่ลุยไปข้างหน้าอย่างเดียว
ไม่มีเวลามาคิดหรอกว่าพร้อมมั้ย กลัวมั้ย

ไม่มีเวลามานั่งใจเสาะ
ทำมันทั้ง ๆ ที่กลัวนี่แหละ 
ระหว่าง "กลัวความกลัว" กับ "กลัวอดตาย" 
กลัวอย่างหลังมากกว่า

ทางจะไม่ปรากฏ ถ้าเรายังไม่ก้าวออกเดิน
การอยู่กับที่ ไม่เคยทำให้ใครก้าวหน้า

อยากให้กลัว ให้ลงมือทำ
อยากพร้อม ให้ลงมือทำ
ลงมือทำคือบิดาของกฎทั้งปวง
อย่ารอให้พร้อมอยู่เลย

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คุณมี "มูลค่า" เท่าไหร่?

ผู้คนให้ "ราคา" ตัวคุณเท่าไหร่?
แล้วคุณคิดว่าจริง ๆ แล้วคุณมี "มูลค่า" เท่าไหร่?

ถ้าผู้คนให้ "ราคา" คุณต่ำกว่า "มูลค่า" ที่แท้จริงของคุณ
คุณอาจอยู่ผิดที่ หรือไม่ก็ทำตัวไร้ค่าเอง

เช่น คุณได้เงินเดือน 2 หมื่น แต่คุณรู้ว่ามูลค่าคุณมากกว่านั้น
คุณทำเงินให้บริษัทได้มากมาย และมีโอกาสอีกมากรออยู่
แบบนี้มีทางเลือก 2 ทาง
หนึ่ง เจรจากับบริษัทเดิม
สอง ไปหาที่ใหม่ที่เขาเห็นมูลค่าของคุณ

ถ้าผู้คนให้ "ราคา" คุณสูงกว่า "มูลค่า" ที่แท้จริงของคุณ
คุณกำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง เพราะเมื่อความจริงปรากฏ
ราคาจะลงมาเท่ากับมูลค่าในที่สุด

เช่น คุณได้เงินเดือน 5 หมื่น แต่จริง ๆ มูลค่าของคุณไม่ขนาดนั้น
คุณอาจจะพูดเก่ง หาช่องว่างของบริษัทได้ ไม่มีใครเห็นว่าคุณทำงานหรือไม่
แบบนี้มีทางเลือก 2 ทาง
หนึ่ง เนียน ๆ ต่อไปอย่าให้ความแตก
สอง พัฒนาตัวเองให้มูลค่าขึ้นมาเท่ากับราคาที่คุณได้

ผู้คนให้ "ราคา" ตัวคุณเท่าไหร่?
แล้วคุณคิดว่าจริง ๆ แล้วคุณมี "มูลค่า" เท่าไหร่?
เป็นคำถามที่คุณต้องหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอ
ไม่อย่างนั้นคุณจะไม่รู้ "ราคา" และ "มูลค่า" ของคุณเลย

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought