วันพุธที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

29 กุมภา วันสาวขอหนุ่มแต่งงานของชาวตะวันตก

         ใครที่เหลือบดูปฎิทินวันนี้ คงจะรู้สึกว่าเป็นอีกหนึ่งวันที่พิเศษกว่าวันไหนๆ เพราะวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ใช่ว่าจะมีกันได้ทุกปีซะเมื่อไร หลายคนจึงถือโอกาสใช้วันนี้ให้เป็นวันพิเศษของชีวิต อย่างวันแต่งงาน วันขอสาวเป็นแฟน หรือวันออกเดทที่พิเศษสุด ก็ว่ากันไป ในขณะที่หลายๆ คนก็อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันสักเท่าไร เพราะแม้ว่าวันนี้จะมีแค่ 4 ปีครั้ง แต่มันก็เป็นแค่วันวันหนึ่งเท่านั้นแหละ

          แต่ในขณะที่วันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ ไม่ได้เป็นวันสำคัญอะไรสำหรับคนไทยนัก คุณๆ รู้หรือไม่ว่า สำหรับชาวต่างประเทศหลายประเทศนั้น วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญที่เฝ้ารอกันมานานเลยทีเดียวล่ะ โดยเฉพาะกับชาวตะวันตกที่มีเชื้อสายไอริช วันนี้จะถือว่าเป็นวันเดียวที่ผู้หญิงสามารถขอผู้ชายแต่งงานได้ แถมถ้าผู้ชายไม่ยอมตกลงก็ต้องให้สิ่งตอบแทนชดเชยความหน้าแตกกับผู้หญิงอีกแน่ะ โอ๊ะ เป็นประเพณีที่น่าสนใจจริงๆ

          ประเพณีนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมจึงเลือกเอาวันนี้ไม่รู้ แต่สำหรับชาวไอริชตั้งแต่สมัยโบราณมาจนถึงปัจจุบัน พวกเขาจะให้สิทธิ์ผู้หญิงในการคุกเข่าขอผู้ชายแต่งงานได้เฉพาะวันนี้วันเดียวเท่านั้น โดยในวันนี้ สาวๆ ที่พร้อมจะแต่งงานกับชายที่ตัวเองรัก จะเตรียมแหวนหรือสิ่งของแทนใจมอบให้ชายคนรัก พร้อมกับกล่าวขอชายหนุ่มแต่งงานด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าผู้ชายคนไหนตอบตกลงก็ถือว่าทั้งคู่ได้หมั้นกันไป แต่ถ้าหากฝ่ายชายไม่ยินยอม เกิดปฏิเสธแฟนสาวของตัวเองขึ้นมาเมื่อไร เขาก็จะต้องถูกลงโทษด้วยวิธีที่หลากหลาย ฐานทำให้แฟนสาวหน้าแตกและอับอาย ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าชดเชยให้กับแฟนสาว การซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับให้ หรือในบางสังคม ก็มีธรรมเนียมว่า ฝ่ายชายที่ปฎิเสธแต่งงานกับแฟนสาวในวันนี้ จะต้องรับผิดชอบด้วยการซื้อถุงมือ 12 คู่ ให้แฟนสาวสวมใส่ เพื่อปิดบังนิ้วนางที่ไร้แหวนหมั้นของเธอ หลังจากโดนปฏิเสธอย่างน่าอับอาย

          ทั้งนี้ สำหรับการอนุญาตให้ผู้หญิงขอแต่งงานผู้ชายได้ในวันนี้นั้น เชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นความเท่าเทียมทางประเพณีระหว่างชายกับหญิง ก็เมื่อปกติแล้ว ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายขอผู้หญิงแต่งงาน ก็ขอโอกาสให้ผู้หญิงได้ขอผู้ชายแต่งงานให้เท่าเทียมกันบ้างนั่นเอง

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าวันนี้จะถือว่าเป็นวันดีสำหรับชาวตะวันตก แต่ในบางพื้นที่ของสกอตแลนด์ กลับมีความเชื่อที่แตกต่างไป เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว วันที่ 29 กุมภาพันธ์ ถือเป็นวันสุดซวยเหมือนกับวันศุกร์ 13 ซึ่งถ้าเด็กคนไหนเกิดวันนี้ก็จะถือว่าซวยมากๆ ขณะที่ในกรีซก็เช่นกัน พวกเขาเชื่อว่าหนุ่มสาวที่แต่งงานกันวันนี้ หรือแต่งงานกันในปีที่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ชีวิตคู่จะมีแต่ความบาดหมาง และจะไม่พบเจอกับโชคดีใดๆ เลย

แหล่งที่มา  เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

อุกกาบาตชนโลกในปี 2040

          วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 เว็บไซต์สเปซดอทคอม รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาอุกกาบาตชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเข้ามาใกล้โลกและส่งผลกระทบต่อโลกในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า

          ทั้งนี้ อุกกาบาตนี้เรียกว่า 2011 AG5 มีขนาดกว้างกว่า 460 ฟุต หรือ 140 เมตร ซึ่งจะเดินทางมาใกล้โลกมากในปี 2040 จนทำให้นักวิจัยต่าง ๆ ได้เปิดหัวข้ออภิปรายเกี่ยวกับแนวทางที่จะหันเหทิศทางของอุกกาบาตลูกนี้ โดยมีการพูดถึงวัตถุอวกาศชนิดนี้ในการประชุมเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่จัดขึ้นในกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในงานที่ชื่อว่า The Scientific and Technical Subcommittee of the United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space (COPUOS) โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า อุกกาบาตชนิดนี้จะเคลื่อนที่เข้าใกล้โลก และมีความเป็นไปได้ว่า มันอาจจะพุ่งชนโลกในอีก 28 ปีข้างหน้านี้

          วัตถุอวกาศชนิดนี้ถูกค้นพบในเดือนมกราคม ปี 2011 ที่ Mount Lemmon Survey ในเมือง Tucson รัฐอริโซน่า สหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้กระทั่งจนบัดนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังกล่าวได้เพียงว่า อุกกาบาตตัวนี้มีขนาดใหญ่มากและยังไม่มีใครรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของอุกกาบาต

          นาย เดทเลฟ คอส์ชนี่ นักวิทยาศาสตร์จากประเทศเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า อุกกาบาต  2011 AG5 มีโอกาสที่จะพุ่งชนโลกในปี 2040 อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์เองก็เพิ่งได้สำรวจเพียงครึ่งวงโคจรของมันเท่านั้น ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์เองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่นักเกี่ยวกับการพุ่งชนโลกของอุกกาบาต นักวิทยาศาตร์ได้พูดคุยอภิปรายกันถึง 14 หัวข้อ ซึ่งเราสรุปได้ว่า อุกกาบาตชนิดนี้อาจไม่ได้เป็นภัยคุกคามโลกจริง ๆ ซึ่งการที่จะสรุปอย่างนี้ได้ เราก็ควรจะต้องมีการสำรวจวงโคจรเต็มวงของอุกกาบาต อย่างน้อย 1 หรือ 2 ครั้งเสียก่อน

          ทั้งนี้ นาย โดนัลด์ เยโอแมนส์ นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่า ชี้ว่าความเป็นไปได้ที่อุกกาบาต 2011 AG5 จะพุ่งชนโลกในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2040 อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 625 เท่านั้น

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

อั๊กกี้ ตูบเจ้าบทบาทอำลาวงการ ทิ้งทวนใน The Artist


          น้องหมาเลือดนักแสดง "อั๊กกี้" โบกมือบ๊ายบาย วงการภาพยนตร์ หลังฝากผลงานเรื่องสุดท้ายไว้กับภาพยนตร์ดีกรีออสการ์อย่าง ดิ อาร์ททิส เหตุเพราะอายุมากแล้ว


          เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 เว็บไซต์เดลิเมล ของอังกฤษ รายงานว่า เจ้ามะหมายอดศิลปินสายพันธุ์แจ็ค รัสเซล เทอเรียร์ อย่าง "อั๊กกี้" (Uggie) วัย 10 ปี ได้ประกาศอำลาวงการภาพยนตร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังฝากผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายไว้กับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี "ดิ อาร์ททิส" (The Artist) ที่คว้ารางวัลออสการ์ไปได้ถึง 5 รางวัล นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งสำหรับผู้ชมนับล้านที่หลงรักในความน่ารักน่าเอ็นดูของมัน

          ทางด้านนายโอมาร์ วอน มุลเลอร์ ครูฝึกสุนัขของอั๊กกี้ เผยว่า เหตุผลสำคัญที่อั๊กกี้จำใจต้องลาวงการจอภาพยนตร์ไป เนื่องจากมันอายุมากแล้ว (อายุ 10 ปีของสุนัข เทียบกับอายุคนจะอยู่ราว 70 ปี) และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของมันก็เริ่มช้าลง คงไม่เหมาะที่จะเล่นภาพยนตร์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการถ่ายทำนานนับเดือนอีกต่อไป และเขาเองก็ไม่ต้องการบังคับให้เล่นต่อ แม้ว่ามันจะยังคงมีความสุขกับการแสดงก็ตาม แต่หากว่าเป็นพวกงานประเภทหนังสั้นหรือโฆษณาทางทีวีมันก็ยังสามารถทำได้อยู่


           โอมาร์ ยังกล่าวเสริมว่า ถ้าหากใครคิดถึงผลงานของอั๊กกี้ และหวังจะได้ชื่นชมฝีมือการแสดงภาพยนตร์ของมันอีก อาจต้องไปหวังกับน้องชายของอั๊กกี้แทน ก็คือเจ้า "แดช" (Dash) ซึ่งเขาคิดว่า แดช น่าจะสามารถทำได้ดีไม่แพ้พี่ชายมันเลยทีเดียว

          สำหรับหลาย ๆ คนที่เพิ่งมีโอกาสได้รู้จักและยลโฉมของอั๊กกี้ จากงานออสการ์ไปนั้น ขอบอกว่า ก่อนที่จะร่วมแสดงใน The Artist มันเคยมีผลงานมาก่อนแล้วจากเรื่อง "Water for Elephants" ที่มีดาราอย่าง รีส วิสเทอร์สปูน และโรเบิร์ต แพททินสัน นำแสดง นอกจากนี้เมื่อปีที่แล้วมันยังชนะรางวัล "ปาล์ม ด็อค" (Palm Dog) ในสาขารางวัล นักแสดงยอดเยี่ยมมาแล้วด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

สุวรรณภูมิ เป็นสนามบินอันดับ 1 ของโลก

             ชาวมุสลิมถูกใจ สนามบินสุวรรณภูมิ ยกเป็นสนามบินดีเด่นอันดับ 1 ของโลก เผยชอบร้านอาหาร และห้องละหมาดที่มีบริการหลายจุด


             วันนี้ (29 กุมภาพันธ์ 2555) สถานบัน Concentrating  ได้ประกาศจัดผลอันดับ "Halal Friendly Airports" โดยในการจัดอันดับครั้งนี้ สนามบินสุวรรณภูมิ ติดอันดับ 1 สนามบินดีเด่น ในสนามบินประเภท  Non OIC หรือ ประเภทกลุ่มสนามบินประเทศที่ไม่เป็นมุสลิม ตามโครงการ Crescent Rating's Halal Friendly Travel



             ทั้งนี้ นายสมชัย สวัสดีผล ผู้อำนวยการสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ชาวมุสลิมได้เทแรงโหวตให้สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานที่ดีเยี่ยมของโลก ในหัวข้อ "TOP 10 Halal Friendly Airports" ซึ่งใช้เกณฑ์วัดจาก อาหาร เครื่องดื่ม ห้องละหมาด โดยห้องละหมาดของสุวรรณภูมิจะเป็นห้องละหมาดที่มีในส่วนของพื้นที่สาธารณะ และในเขตพื้นที่การบิน พร้อมทั้งมีป้ายบอกทางชัดเจน และยังมีร้านอาหารมุสลิมที่หลากหลายอีกด้วย

             
             ส่วนท่าอากาศที่ได้อันดับ 2 คือ ท่าอากาศยานชางงี ของสิงคโปร์ และอันดับ 3 คือ ท่าอากาศยานแทมโบ ประเทศแอฟริกาใต้

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

วัดบางยี่เรือนอก

จะหาวัดเก่าในแบบพระอารามหลวงเพื่อใหว้พระขอพรย่านฝั่งธนฯ มาที่ "วัดอินทารามวรวิหาร" หรือ วัดบางยี่เรือนอก เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร

วัดแห่งนี้อยู่ในย่านตลาดพลู มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่มามีความสำคัญสูงสุดในสมัยกรุงธนบุรี โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดแห่งนี้ใหม่ทั้งหมด หลังการสถาปนากรุงธนบุรี

พร้อมทั้งเสด็จฯ มาประกอบพระราชกุศลและปฏิบัติกรรมฐานอยู่เสมอๆ โดยยังมีพระราชอาสน์ที่พระองค์ประทับทรงศีลอยู่ภายในวัดด้วย

ภายในวัดมีพระอุโบสถหลังเก่า ภายในมีพระประธานซึ่งได้ฐานชุกชีนั้น บรรจุพระสรีรังคารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ไว้ด้วย

ส่วนเจดีย์สีทองสององค์ด้านหน้า บรรจุพระบรมอัฐิของพระองค์และพระอัครมเหสี ใกล้ๆ กันเป็นวิหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระบรมรูปของพระองค์อยู่หน้าวิหารอีกเช่นกัน เป็นพระบรมรูปทรงม้าคล้ายกับที่วงเวียนใหญ่

บริเวณเดียวกันจะพบพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายในประดิษฐานพระพุทธชินวร พระประธานสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย ด้านหน้าพระอุโบสถก็จะมีพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในท่าประทับนั่ง มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา โดยเปิดให้สักการะรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีในฐานะพระผู้กู้เอกราชได้ทุกวัน

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันพุธที่ 29 ก.พ. 55 (097)

Google Logo : 29 ก.พ. 2555 ครบรอบวันเกิด 220 ปี ของ Gioachino Rossini



Gioachino Rossini นักประพันธ์เพลง นักเขียน ชาวอิตาเลียน

 


Gioachino Antonio Rossini หรือ จิอะซิโน รอสชินี นักประพันธ์เพลง นักเขียน ผู้โด่งดังชาวอิตาเลียน เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1792 ที่เมืองเปซาโร (Pesaro) ประเทศอิตาลี
 
รอสชินี เริ่มเรียนดนตรีเป็นครั้งแรกกับพ่อและแม่ของเขา ซึ่งพ่อของ Gioachino Rossini เป็นนักดนตรี ส่วนแม่เป็นนักร้อง พูดได้ว่าเป็นครอบครัวนักดนตรีก็ว่าได้ ต่อมา รอสชินี จึงได้เรียนการประพันธ์ดนตรีแบบเคาน์เตอร์พอยท์ อย่างจริงจังกับ Tesei และ Mattei ที่เมืองโบโลญา (Bolongna) Gioachino Rossini เริ่มมีชื่อเสียงจากการประพันธ์โอเปร่า และอีกหลากหลายผู้งาน
ผลงานสร้างชื่อของ Gioachino Rossini
  • การ์ตูนล้อเลียนบนหน้าปกของ Le Hanneton
  • La Scala di Seta
  • La Gazza Ladra
  • La Cenerentola
  • Semiramide
  • The Baber of Seville
  • William Tell
นักประพันธ์เพลง William Tell Overture โดย Gioachino Rossini

 แหล่งที่มา   เว็บไซต์ MThaiGoogle doodle

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

10 อันดับมหาเศรษฐีแห่งวงการเทคโนโลยี

Forbes-ทางเว็บไซต์ฟอร์บส์ (Forbes) นิตยสารธุรกิจชั้นนำ ได้จัดอันดับ "400 มหาเศรษฐีรวยที่สุดในอเมริกา" ซึ่ง 3 อันดับแรก อันดับที่ 1 คงหนีไม่พ้น พ่อมดจาก Microsoft อย่าง Bill Gates  อันดับที่ 2 Warren Buffett เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และซีอีโอของบริษัทเบิร์กเชียร์ ฮาธาเวย์  ส่วนอันดับที่ 3 Larry Ellison เขาเป็น CEO ของบริษัท Oracle ซึ่งเป็นบริษัทซอฟแวร์ยักษ์ใหญ่ของโลก

เนื่องจากทางนิตยสาร Forbes ได้จัดอันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในอเมริกาถึง 400 อันดับ ดังนั้นทางทีมงาน Sanook! Hitech จึงขอจัดอันดับเศรษฐีวงการเทคโนโลยีแยกออกมามีดังนี้


1. Bill Gates ไมโครซอฟท์ 1.7 ล้านล้านบาท หรือที่รู้จักในชื่อ บิล เกตส์ เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันและเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ เขาเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ซึ่งหลายคนรู้จักกันดีี


2. Jeff Bezos อะเมซอน 5.7 แสนล้านบาท  นี่ถือว่าเป็นเจ้าพ่อแห่ง E-Commerce เลยก็ว่าได้ ร้านขายหนังสือออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon คงเป็นชื่อที่ทุกคนในวงการไอทีรู้จักกันเป็นอย่างดี Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสูงสุดของบริษัทได้เป็นแบบอย่างของคนที่ต้องการทำธุรกิจอินเตอร์เน็ต


3. Mark Zuckerberg เฟสบุ๊ก 5.2 แสนล้านบาท (อายุ 27 ปี) เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เขาร่วมก่อตั้งเฟสบุ๊กร่วมกับเพื่อนอีก 3 คน ขณะกำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด


4. Sergey Brin กูเกิล 5 แสนล้านบาท  ในขณะที่กำลังศึกษาระดับปริญญาเอกเขาก็เริ่มมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ หลังจากที่หาๆ ดูหลายเรื่อง สุดท้ายก็มาเจอเรื่อง World Wide Web และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้น ที่กลายเป็นไอเดียเปลี่ยนโลกบนอินเตอร์เน็ต จุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟท์แวร์ ก็เริ่มจากหัวข้อวิทยานิพนธ์ …


5. Larry Page กูเกิล 5 แสนล้านบาท เป็นนักวิทยาการคอมพิวเตอร์ นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิลคู่กับ Sergey Brin ( เซอร์เกย์ บริน) เขารับหน้าที่เป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทกูเกิล

6. Steve Ballmer ไมโครซอฟท์ 4.1 แสนล้านบาท Steve Ballmer (สตีฟ บอลเมอร์) อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนจากฮาร์วาร์ดของ Bill Gates ให้มาช่วยพวกเขาดำเนินกิจการของบริษัท ในปี ค.ศ. 1998 บิลล์เกตส์ได้เลื่อนตำแหน่งให้ Steve Ballmer(สตีฟ บอลเมอร์) เพื่อนผู้คบหากันมานาน ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง และดำรงตำแหน่ง หัวหน้าสถาปนิกซอฟต์แวร์ แทนเขาอีกด้วย


7. Steve Jobs แอปเปิล 2.1 แสนล้านบาท  เป็นผู้นำธุรกิจและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน อดีตประธานกรรมการบริหารของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ เขาร่วมก่อตั้งแอปเปิลคอมพิวเตอร์กับ สตีฟ วอซเนียก ใน ค.ศ. 1976 เป็นผู้มีส่วนช่วยทำให้แนวความคิดเรื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นที่นิยมขึ้นมา


8. Pierre Omidyar อีเบย์ 1.8 แสนล้านบาท นักธุรกิจชาวอเมริกันและนักสังคมสงเคราะห์ ผู้ที่ทำให้โลกรู้จักการประมูลออนไลน์อย่างแพร่หลาย ผู้ก่อตั้งและประธาน Ebay ทำให้ธุรกิจออนไลน์อีเบย์ เป็นธุรกิจออนไลน์ที่มีผู้ใช้มากที่สุดในโลก


9. Eric Schmidt กูเกิล 1.8 แสนล้านบาท หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนยอร์กทาวน์ไฮสคูล ในรัฐเวอร์จิเนีย ได้ศึกษาปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์  Eric Schmidt ยังเป็นผู้บริหารบริษัทกูเกิล และอดีตคณะกรรมการผู้บริหาร ของบริษัท Apple


10. Dustin Moskovitz เฟสบุ๊ก 1 แสนล้านบาท (อายุ 27 ปี) เืพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้ง Facebook.com กับ Mark Zuckerberg ในยุคเเรกๆ เริ่มขยายบริการเฟสบุ้กไปยังมหาวิทยาลัย เช่น สแตนฟอร์ด โคลัมเบีย และเยล ทำให้ Facebook นั้น เป็นที่รู้จักในนามบริการออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้แบ่งปันข้อมูลกับเพื่อนที่อยู่ในสังคมเดียวกันแบบรวดเร็วทันใจ


แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 27 ก.พ. 55 09.42 น

ตลาดน้ำ 5 แผ่นดิน ริมคลองภาษีเจริญ

ตลาดน้ำเมืองหลวงใช่มีแต่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม  ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำวัดสะพาน (ถนนกัลปพฤกษ์) ถ้าอยู่ใกล้ย่านภาษีเจริญ ก็มีตลาดน้ำวิถีชาวบ้านริมสองฝั่งคลองภาษีเจริญ  ให้เลือกชม-ชิม-ชิล-ช๊อป ได้เช่นกัน นั่นคือ ตลาดน้ำวัดนิมมานรดี หรือ ตลาดเก่า 5 แผ่นดิน ร.ศ. 102

วัดนิมมานรดี หรือ วัดบางแค สร้างในสมัยรัชกาลที่ 2 แต่มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตรงข้ามวัดนิมมานรดีจะมีตลาดน้ำอายุเก่าแก่กว่า 140 ปี คงสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างคนกับสายน้ำไว้อย่างสมบูรณ์ ไร้การแต่งเติม

จุดขายของตลาดแห่งนี้ มุ่งสร้างตลาดน้ำคู่กับการสตัฟฟ์ความเป็นท้องถิ่นเพื่อความยั่นยืน  เน้นเสนอวิถีชีวิตสามัญของคนในละแวกริมคลอง ร่วมกับอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด

เป็นตลาดน้ำน้องใหม่ เปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2553 แต่ในตลาดมีครบทั้งความอร่อยในตำรับโบราณคาว-หวาน มีอาหารแนะนำอย่างห่อหมกมะพร้าวอ่อน ขนมเบื้องญวน ข้าวเหนียวปิ้ง รวมถึงของชำแบบย้อนยุค ทั้งยังมีคลินิกแพทย์ไทย นวดสมุนไพร ตั้งเรียงรายเป็นเสน่ห์สื่อ ถึงภูมิปัญญาบรรพบุรุษที่ยังคงอบอวลอยู่ในยุคสมัยนี้

เปิดตลาดรับนักท่องเที่ยวเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ยันเย็น

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันอังคารที่ 28 ก.พ. 55 (096)

หวั่นดาวเคราะห์โหม่งโลก!! จ่อทดลองส่งกระสวยอวกาศพุ่งชน

ดูเป็นเรื่องไกลเกินจริงเมื่อมันปรากฎบนจอเงิน ทว่าเวลานี้คงไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว หลังองค์การอวกาศยุโรป กำลังวางแผนดำเนินภารกิจคล้ายกับเหตุการณ์ในภาพยนตร์ “อาร์มาเกดดอน” ซึ่ง บรูซ วิลลิสและทีมงานของเขาพยายามระเบิดดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่มุ่งหน้าสู่โลก แต่ในเวอร์ชันของจริง หากมีการเดินหน้าในปี 2015 คุณจะได้เห็นกระสวยอวกาศเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยเพื่อทดสอบดูว่ามันจะเปลี่ยนเส้นทางหรือไม่

เป้าหมายของภารกิจนี้ คือ การประเมินดูว่าวิธีดังกล่าวจะสามารถช่วยปกป้องชีวิตมนุษย์ได้หรือเปล่า หากพบว่าดาวเคราะห์น้อยดวงใดดวงหนึ่งกำลังพุ่งตรงมายังโลกของเรา ภารกิจขององค์การอวกาศยุโรปนี้เรียกว่า “Don Quijote” โดยจะเป็นการส่งกระสวยอวกาศ 2 ลำไปยังดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ใกล้โลกดวงหนึ่ง โดยกระสวยลำแรกจะพุ่งเข้าใส่ดาวเคราะห์น้อยลูกดังกล่าว ส่วนอีกลำคอยทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการทดลองนั้น

ผู้เชี่ยวชาญคาดหมายว่า สิ่งมีชีวิตอาจสูญสลายไปหากดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่พุ่งชนโลก พร้อมสันนิษฐานว่ามันคือสาเหตุแห่งการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน
      
อีกด้านหนึ่ง นาซาระบุว่ากำลังวางแผนดำเนินการบางอย่างที่น่าตื่นเต้นกว่านั้น โดยพวกเขาหวังส่งมนุษย์ขึ้นไปบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยให้ได้ภายใน 15 ปีข้างหน้า
      
อย่างไรก็ตาม นาซายอมรับว่าการส่งคนขึ้นไปไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยานจะกระเด็นกระดอนไม่สามารถลงจอดได้ ขณะเดียวกันแม้แต่มนุษย์อวกาศเองก็มิอาจลงเดินบนพื้นผิวเพราะตัวของพวกเขาจะลอยออกไป กระนั้นเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ นาซาหวังสร้างยานอวกาศที่มีฉมวกแหลมสำหรับทิ่มลงไปยึดติดกับพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย
      
นอกจากนี้ นาซายังกำลังพิจารณาถึงอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเครื่องไอพ่น เชือกล่ามและตาข่าย เพื่อให้มนุษย์อวกาศเกาะบนพื้นผิวระหว่างลงไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้น

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ RonMak.com

รัสเซียเผยแผนสร้างโรงแรมอวกาศ ออกทัวร์ปี 2016

ความหวังที่จะได้ไปเที่ยวนอกโลกเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นอีกก้าว เพราะล่าสุดตามรายงานจากเว็บไซต์เดลิเมล ระบุว่า รัสเซียได้ประกาศจะสร้างโรงแรมอวกาศสำหรับเศรษฐีกระเป๋าหนักที่ต้องการขึ้นไปเปิดโลกกว้าง บนอวกาศ โดยค่าใช้จ่ายเหนาะ ๆ เคาะมาโดยประมาณอยู่ที่หัวละ 500,000 ปอนด์ หรือราว 24,145,000 บาทต่อทริปเท่านั้นเอง

สำหรับโรงแรมอวกาศนี้รับผิดชอบออกแบบ และ สร้างโดยบริษัท ออบิทัล เทคโนโลยี (Obital Technologies) ของรัสเซีย ซึ่งจะล่องลอยอยู่ในพื้นที่เวิ้งว้างอันกว้างใหญ่

สำหรับการกินอยู่ในอวกาศนั้น นายเซอร์เก้ คอสเทนโก้ ซีอีโอของ ออบิทัล เทคโนโลยี กล่าวว่า โรงแรมอวกาศนี้จะสะดวกสบายมากกว่าที่พักแบบ สเปซ สเตชั่น ของเหล่านักบินอวกาศทั้งหลายแน่นอน โดยโรงแรมอวกาศนี้จะแบ่งออกเป็น 4 เคบิน ซึ่งมาสารถรองรับผู้เข้าพักได้ทั้งหมด 7 คน มีส่วนของห้องน้ำและที่พักชัดเจน พร้อมทั้งช่องเจาะขนาดใหญ่ที่ผนังให้ผู้เข้าพักได้ชมวิวโลกใบกลมๆ รวมทั้งบรรยากาศนอกโลกได้เพลินๆ

ทั้งนี้ในสภาพไร้แรงดึงดูด ผู้เข้าพักสามารถเลือกนอนในแนวราบเช่นเดียวกับกับเมื่ออยู่บนโลก หรือจะเลือกความแปลกใหม่ ลองนอนในแนวดิ่งดูก็ได้ ส่วนของห้องน้ำก็จะใช้ระบบการดูดด้วยอากาศเพื่อที่จะกำจัดของเสียแทนที่จะใช้น้ำ ในเรื่องของอากาศภายในที่พักก็จะหมุนเวียนใช้โดยจะถูกดึงกลับไปกำจัดแบคทีเรียและฟอกเอากลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ออกจนสะอาดเสียก่อน

และ ในส่วนของอาหาร ก็จะมีบริการแพ็คอาหารอย่างดีที่ปรุงเสร็จจากพื้นโลกขึ้นไปด้วย ถึงเวลาทานเมื่อไรก็เพียงนำออกมาอุ่นด้วยเตาไมโครเวฟที่มีพร้อมอยู่ในเคบินนั่นเอง ส่วนเครื่องดื่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำแร่ น้ำผลไม้ เขาก็มีพร้อมบริการ แต่แน่นอนว่าคงจะไม่มีบริการเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอันขาด
      
ทั้งนี้เจ้าของโรงแรมอวกาศที่ว่านี้มีกำหนดตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ รวมทั้งเปิดพักพร้อมท่องเที่ยวกลางอวกาศให้ได้ภายในปี 2016 นี้ โดยหนึ่งทริปจะกินระยะเวลาราว 5 วัน เริ่มจากออกเดินทางจากพื้นโลกไปยังตัวโรงแรมอวกาศที่ลอยครออยู่กลางอวกาศแล้ว โดยนักท่องเที่ยวจะโดยสารจรวดโซยุสขึ้นไป อันจะนำไปส่งต่อถึงยังที่พักกลางอวกาศ ซึ่งขาไปและกลับสู่พื้นโลกนั้นกินเวลาแต่ละเที่ยวราว 2 วัน ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณมีเวลาอยู่บนโรงแรมอวกาศนี้ประมาณหนึ่งวันกว่าๆ แต่ทว่านั่นก็คุ้มแล้วสำหรับการเดินทางเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์หลุดโลก ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษเช่่นนี้นี้ได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม โครงการโรงแรมอวกาศของรัสเซียนี้ ยังไม่ใช่โครงการบุกเบิก เพราะก่อนหน้านี้ในปี 2009 ได้มีบริษัทจากกรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ประกาศสร้างโรงแรมอวกาศไปแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็ดำเนินการสร้างจนใกล้ความจริงตามที่กำหนดว่าไว้ว่าจะแล้วเสร็จ รวมถึงเปิดจอง และออกทัวร์อวกาศได้ภายในปี 2012 ที่กำลังจะถึงนี้ด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ RonMak.com

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บอกความเป็นตัวคุณด้วยฤดูต่างๆ

บางคนชอบฤดูหนาว บางคนชอบฤดูร้อน บ้างก็ชอบฤดูฝน หลายคนต่างความคิดกันออกไป ลองมาดูกันสิว่าตัวคุณเองชอบฤดูไหนเพราะฤดูต่างๆ สามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวคุณได้เป็นอยางดี

ฤดูหนาว : แสดงว่าเป็นคนที่มีความมั่นอกมั่นใจในตัวเองไม่น้อย แม้ว่าบุคลิกอาจจะดูไม่ห้าวหาญนักก็ตาม จิตใจของคุณมีพลังเข้มแข็ง กล้าสู้ปัญหา กล้าเผชิญความเปลี่ยนแปลง แต่ก็กลับมีความอ่อนไหวสูงในทางอารมณ์และความรู้สึก

ฤดูใบไม้ร่วง : แสดงว่าเป็นคนที่ชอบความเป็นระบบระเบียบพอสมควร จิตใจของคุณแสวงหาความมั่นคงปลอดภัยให้กับชีวิต คุณเป็นคนช่างคิดช่างวางแผน รอบคอบ ไม่ชอบความโลดโผนตื่นเต้นมากนักและรักความเป็นส่วนตัวสูง

ฤดูร้อน : แสดงว่าเป็นคนที่รักอิสระ นิสัยใจคอเบิกบาน เริงร่าเหมือนเด็กๆ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ฟังใครเลยในบางครั้ง คุณเป็นคนประเภทสุขนิยม คือชอบแสวงหาความสุขและความรื่นรมย์ให้กับชีวิต มากกว่าจะชอบคิดมาก แต่ก็เป็นคนที่มีความกระตือรือร้นไม่น้อยกับชีวิต

ฤดูฝน : แสดงว่าเป็นคนช่างฝันช่างเพ้อ มักคิดถึงความรู้สึกของตัวเองมากเกินไปในบางครั้ง จึงเป็นคนเหงาง่าย เศร้าง่าย และก็มีความโรแมนติกสูง คุณไม่ใช่คนที่มีความกระตือรือร้นสูงนัก แต่ก็มีความละเอียดอ่อนและเข้าใจผู้อื่นได้ดี

ปลายฝนต้นหนาว : แสดงว่าเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยนไม่น้อย แต่ในด้านความคิดอ่านของคุณนั้นกลับค่อนข้างรุนแรง และชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความทะเยอทะยาน เป็นคนรักความก้าวหน้า ไม่ชอบความเงียบเหงา เบื่อง่าย และรักเพื่อนฝูง ยากนักที่จะมีใครได้เห็นคุณท้อถอยกับอะไรง่ายๆ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 27 ก.พ. 55 | 10.01 น.

9 นิสัยเสีย ที่ทำให้คุณไม่มีความสุขในการทำงาน

          รู้หรือไม่ว่าสาเหตุที่ใคร ๆ หลาย ๆ คนไม่มีความสุขในการทำงาน ไม่สามารถโทษแต่ที่ทำงานอย่างเดียวเสมอไป บางครั้งอาจเป็นตัวเราเองที่ทำให้ชีวิตทำงานไม่ความสุข การกระทำบางอย่างที่เราทำไปโดยไม่รู้ตัวอาจเป็นการบั่นทอนความสุขของตัวเองทีละนิดก็ได้  มาดูกันเถอะว่านิสัยเหล่านี้มีอะไรบ้าง อาจมีข้อไหนตรงกับตัวคุณบ้างก็ได้นะ

1. เช็คเมล และ เล่น facebook หรือ twitter ในเวลางาน
          บางคนอาจข้องใจว่ามันทำให้ไม่มีความสุขตรงไหน ในเมื่อหลาย ๆ คนก็ติดกันงอมแงม  แต่ในความเป็นจริง มันเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณไม่ความสุขในที่ทำงาน เพราะยิ่งคุณเล่นเว็บพวกนี้มากเท่าไร ใจคุณก็ยิ่งออกห่างงานมากเท่านั้น เวลาเห็นคนอัพรูปว่าไปเที่ยว ไปกินของอร่อย ๆ มีแต่จะทำให้คุณเปรียบเทียบกับงานที่ทำแล้วพาลไม่พอใจงานของตัวเองซะเปล่า ๆ แถมทำให้เสียสมาธิ ทำงานช้าลง ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าชอบเล่น ควรล็อคเอาท์แล้วปิดมันซะ
2. ส่งเมลโดยไม่ระมัดระวังคำพูด
          บางครั้งการที่เราส่งเมลไปเพียงสั้นๆ ห้วนๆ หรือใช้ภาษาที่ไม่แสดงความเคารพ อาจทำให้หลายๆ คนเข้าใจผิดได้ และก่อให้เกิดความไม่พอใจในที่สุด เพราะฉะนั้นควรอ่านสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ให้รอบคอบก่อนส่งทุกครั้ง นอกจากนี้เรื่องที่ละเอียดอ่อนก็ควรคุยทางโทรศัพท์หรือการพูดคุยกันซึ่ง ๆ หน้าแทน เพราะช่วยให้อธิบายให้เข้าใจกันได้ดีกว่า

3. ยึดมั่นในกฎระเบียบมากเกินไป
          ควรเรียนรู้จากคนอื่น รู้จักพลิกแพลง เสนอไอเดียใหม่ ๆ ลองทำอะไรที่แตกต่างบ้าง เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน เทคนิคการทำงานในอดีตจึงอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดที่จะใช้ในปัจจุบัน และถ้าคนเราไม่กล้าคิดกล้าลอง สิ่งใหม่ ๆ ก็คงไม่มีวันเกิดขึ้น

4. หมกมุ่นกับเรื่องซุบซิบนินทามากเกินไป
          เป็นเรื่องธรรมดาที่สาว ๆ ทุกคนจะต้องเม้าท์ แต่ถ้ามากจนเกินไป ผลเสียย่อมตกอยู่ที่ตัวคุณเอง เพราะคุณอาจทำให้ผู้ใหญ่หลายท่านคิดได้ว่า คุณเป็นคนไม่เอาการเอางาน หมกมุ่นกับการว่าร้ายนินทาคนอื่นไปวัน ๆ ฉะนั้นลองเพลา ๆ เรื่องกอสสิปบ้าง แล้วหันมาตั้งใจทำงานดีกว่า

5. ทำงานโดยไม่มีแบบแผน
          การทำงานแบบเฝ้ารอเวลาเลิกงานจะทำให้คุณทรมานยิ่งขึ้น เพราะมัวแต่หมกมุ่นอยู่ว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาเลิกงาน ทำให้เสียสมาธิในการทำงาน งานชิ้นใหญ่ ๆ ที่ควรจะตั้งใจทำให้เสร็จก็เลยไม่เสร็จสักที เพราะฉะนั้นเอาความสนใจของตัวเองมาไว้ที่เรื่องงานแทนจะดีกว่า

6. สายเป็นประจำ
          ส่งงานก็สาย เข้าประชุมก็สาย มาทำงานยังสายอีก ทำแบบนี้จะทำให้เพื่อนร่วมงานไม่เชื่อถือในตัวคุณ วิธีแก้อาการนี้ก็ไม่ยาก เพียงตั้งนาฬิกาของคุณใหเร็วขึ้นสัก 10 นาที แล้วดูเวลาตามนาฬิกาของคุณเท่านั้นก็พอ

7. จัดการธุระส่วนตัวในเวลางาน
          น้อยบริษัทนักที่จะชอบใจพนักงานที่เอาแต่คุยโทรศัพท์เรื่องส่วนตัวอยู่ทุกวัน และสนใจสังคมภายนอกจนลืมใส่ใจสังคมในที่ทำงาน เช่น การปฏิเสธคำชวนของเพื่อนร่วมงาน แต่ไปเที่ยวกับเพื่อนข้างนอกได้ทุกเวลา ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ เพื่อนร่วมงานคงเบื่อที่จะชวน และเมื่อนั้นคุณจะยิ่งเบื่อการทำงานมากขึ้น

8. ทำงานแม้แต่ตอนพักกลางวัน
          การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้คุณเบื่อมากขึ้น การที่คุณไม่ได้พักตลอดการทำงานจะทำให้คุณเครียดยิ่งขึ้น ควรออกไปนั่งพัก กินอาหารอร่อย ๆ ข้างนอกบ้าง ช่วยให้คุณได้พักสายตาและได้คลายเครียดด้วย

9. มองโลกในแง่ร้าย

          การที่คุณมองแต่สิ่งแย่ ๆ ที่เจอในเวลางานเป็นวิธีการทำร้ายตัวเองอย่างหนึ่ง เพราะยิ่งเราคิดว่าเราไม่มีความสุขเท่าไหร่ มันก็มีแต่จะยิ่งบั่นทอนกำลังใจในการทำงานเท่านั้น ลองมองสิ่งดี ๆ บ้าง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะทำให้มีความสุขมากกว่าการตอกย้ำตัวเองด้วยเรื่องแย่ๆ แน่นอน

          ถ้าใครอ่านแล้วมีข้อไหนตรงกับตัวเอง ลองพยายามลดพฤติกรรมที่ไม่น่ารักลงเพื่อความสุขในการทำงานมากขึ้น และเพื่อความก้าวหน้าของตัวเองด้วย เพราะคนที่มีความสุขย่อมมีกำลังใจในการทำงาน ทำให้ทำงานได้เต็มที่ และมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้นตามไปด้วย
แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

หุ่นยนต์ตรวจมะเร็ง-ทำลายเนื้อร้าย

 


มะเร็ง โรคร้ายที่ไม่มีใครอยากเป็น ส่วนคนที่ป่วยอยู่ก็ยิ่งอยากจะหาย ล่าสุด มีข่าวดีเกี่ยวกับการตรวจและทำลายมะเร็ง โดย เพอร์ฟินท์ เฮลท์แคร์ ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับนวัตกรรมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เปิดตัว 'แมกซิโอ' หุ่นยนต์ตรวจหาและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งในร่างกายผ่านกระบวนการแอบเลชั่น ใช้เข็มส่งความร้อนเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง 


หุ่นยนต์แมกซิโอ แบ่งการทำงานเป็น 2 ส่วน ในส่วนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ ใช้เพื่อการวางแผนและแสดงภาพจากผลการสแกน โดยจะเชื่อมต่อกับซีทีสแกนหรือเครื่องเอ็กซเรย์ เพื่อโชว์ภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ ให้แพทย์ใช้วางแผนรักษาว่าจะ วางเข็มลงตำแหน่งใด


อีกส่วนเป็นระบบหุ่นยนต์ชี้จุด จะทำการชี้จุดวางเข็มให้สอดคล้องกับภาพผลตรวจมะเร็ง และแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจวางเข็มเข้าไป จากนั้นจะปรากฏภาพให้เห็นทางจอคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์เปรียบเทียบภาพก่อนและหลังวางเข็มว่าตรงกันหรือไม่ เมื่อได้ตำแหน่งตรงกัน แพทย์จะสั่งเผาทำลายเนื้อเยื่อมะเร็ง

หลังผ่านการทำลายแล้ว แมกซิโอ จะทำการซีทีสแกนซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แพทย์เห็นภาพผลการรักษา เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ  

ปัจจุบัน หุ่นยนต์แมกซิโอ มีความสามารถตรวจและทำลายเนื้อเยื่อมะเร็งตับ ปอด และไต ในระยะที่ยังไม่แพร่กระจาย หรือก้อนเนื้อใหญ่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร ตัวเครื่องยังสามารถวางเข็มได้พร้อมกันหลายเล่ม ช่วยให้การทำลายเนื้อเยื่อในบริเวณที่ต้องการทำได้ภายในคราวเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนใช้แมกซิโอ แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่กับผู้ป่วย และในขั้นตอนการแอบเลชั่นด้วยหุ่นยนต์ตัวดังกล่าว แพทย์ก็ไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลผู้ป่วยด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์ออนไลน์ วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 00:00 น.

ถุงทรายนาโน...ใช้แทนกระสอบทรายได้

นักวิจัยไทยเจ๋งพัฒนากระสอบไฮโดรเจลกั้นน้ำ

วันนี้ ( 26 ก.พ. 2555) ศาสตราจารย์ นพ.สิริฤกษ์  ทรงวิไล  ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ(นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.)  เปิดเผยว่า จากปัญหาอุทกภัยใหญ่ปีที่ผ่านมา ทำให้ปีนี้นาโนเทค เร่งพัฒนางานวิจัยเพื่อรองรับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ล่าสุด ทีมวิจัยของนาโนเทคได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต้นแบบถุงเอ็น- แสค (n-Sack)   หรือกระสอบรุ่นใหม่ที่จะช่วยเสริมหรือทดแทนกระสอบทราย ที่มีปัญหาเรื่องของน้ำหนักทำให้ไม่สะดวกในการขนส่งและจัดเก็บรักษา


ทั้งนี้ถุงเอ็น- แสค ทำมาจากไฮโดรเจล  ที่มีการพัฒนาสูตรที่เหมาะสม  เมื่ออยู่ในสภาพปกติไม่โดนน้ำ ถุงนี้จะมีน้ำหนักเพียง  1 ขีด แต่เมื่อแช่น้ำ จะสามารถพองตัวได้ใน 1 ชั่วโมง และพองกว่า 100 เท่โดยมีน้ำหนักประมาณ 10-15 กิโลกรัม สามารถใช้วางเสริมหรือทดแทนกระสอบทรายป้องกันน้ำเข้าบ้านเรือนได้      นอกจากนี้ยังสะดวกในการจัดเก็บเพราะเมื่อทำให้น้ำระเหยออกไปถุงจะยุบตัวลงเท่าเดิม สามารถเก็บรักษาไว้ใช้ใหม่ได้  2-3 ครั้ง ซึ่งต่อไปทางนาโนเทคจะพัฒนาตัวถุงรวมถึงสารดังกล่าวให้สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติเมื่อหมดอายุการใช้งาน


ผู้อำนวยการนาโนเทค กล่าวอีกว่า  ปัจจุบันถุงเอ็น-แสค รองได้รับความสนใจจากภาคเอกชน คาดว่าจะสามารถนำไปผลิตได้ทัน หากเกิดปัญหาอุทกภัยอีกครั้งในปีนี้  นอกจากนี้นาโนเทคยังพัฒนางานวิจัยรองรับปัญหาอุทกภัยอีกหลายโครงการ อาทิ เครื่องกรองน้ำระดับชุมชนที่ไม่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าและกรองสารเคมีได้ และชุดตรวจสอบความสะอาดของบ้านหลังน้ำลด

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์

พระพุทธรูปนอนหงายปางแปลก...วัดราชคฤห์

ผู้ที่นิยมชมชอบการเข้าวัดไหว้พระ คงคุ้นชินกับพระพุทธรูปยอดนิยมปางต่างๆ อาทิ ปางสมาธิ ปางลีลา เป็นต้น แต่มีพระพุทธรูปอยู่ปางหนึ่ง อยากแนะนำให้ไปไหว้กัน คือ พระพุทธรูป "ปางนอนหงาย" ที่วัดราชคฤห์วรวิหาร หรือ วัดบางยี่เรือใน อยู่ฝั่งธนบุรี ริมคลองบางกอกใหญ่ แขวงบางยี่เรือนี่เอง

พระพุทธรูป "ปางนอนหงาย" มีลักษณะพระเศียรหนุนพระเขนย  พระกรทั้งสองข้างแนบพระองค์ หลับพระเนตร และมีพระมหากัสสปะนั่งพนมมืออยู่ที่พระบาท

พระปางแปลกที่ว่านี้ อย่าเพิ่งตกใจว่าใครอุตริไปสร้างพระปางใหม่ขึ้นมา จริงๆ แล้วเป็นพระพุทธรูป "ปางถวายพระเพลิง" ซึ่งตามพุทธประวัตินั้น เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ศิษยานุศิษย์ก็ได้นำพระสรีระของพระองค์มาถวายพระเพลิง
แต่พระสรีระของพระองค์ไม่ยอมติดไฟ เนื่องจากพระองค์ต้องการจะรอให้พระมหากัสสปะเดินทางมาถึงเสียก่อน
วัดนี้ไม่ได้มีดีเฉพาะพระพุทธรูปปางแปลกเท่านั้น แต่ยังมี "เขามอ" หรือ ภูเขาจำลองที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน ภายในมีพระพุทธบาทจำลองประดิษฐานอยู่เพื่อให้กราบไหว้ และยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่สมัยกรุงศรีอยุธยาและปูชนียวัตถุองค์อื่นๆ อีกมา

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 27 ก.พ. 55 (095)

ตอน 4 ลูกสุนัขอายุครบ 17 วัน

ตอน 4   อ่านตอนสาม เรื่อง "กรงหมาใหม่" ได้ที่นี่

ตอนนี้ลูกสุนัขที่บ้าน นับจากวันเกิด (วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ 2555) จนถึง วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 26 ก.พ. 2555) ก็ครบอายุ 17 วันพอดี

ได้ไปศึกษาค้นคว้าพัฒนาการลูกสุนัข

แรกเกิด - 20 วัน ระยะนี้สุนัขยังเล็กมาก จะยังต้องการความดูแลจากแม่สุนัขอยู่ พึ่งพาอาหารจากนมแม่ ในช่วงนี้จะยังคงมองเห็นไม่ชัด หูก็ยังได้ยินไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นช่วงนี้ ยังไม่ควรแยกลูกสุนัขออกจากแม่

ในระยะ 7 วันแรกนี้ ถ้าลูกสุนัขออกมาจำนวนไม่มาก และสมบูรณ์เท่ากันทุกตัว เจ้าของคงไม่ต้องดูและอะไรให้ยุ่งยาก เพราะเป็นหน้าที่ของแม่สุนัขที่คอยให้ลูกได้กินนม แต่ถ้าลุกสุนัขออกมาจำนวนมาก มีตัวใหญ่บ้าง ตัวเล็กบ้าง แข็งแรงไม่เท่ากัน เจ้าของต้องให้การดูแลเป้นสิ่งสำคัญ ลูสนัขที่ไม่แข็งแรง ตัวเล็กกว่า จะเสียงต่อการสูญเสีย ถ้าแม่สุนัขเลี้ยงลูกเก่ง เจ้าของก็เบาใจ แต่ถ้าแม่สุนัขเลี้ยงลูกไม่เป็น เจ้าของต้องมีหน้าที่คอยดูแลจับลูกสุนัขให้กินนมแม่ และคอยระวังไม่ให้แม่นอนทับลูก

อาหารช่วงแรกเกิดถึง 7 วัน คือนมจากแม่สุนัข ซึ่งมีประโยชน์สูงสุดมีคุณค่ามาก โดยเฉพาะ 2 - 3 วันแรก แม่สุนัขจะมีนมเหลือง ควรพยายามให้ลุกสุนัขได้กินนมเหลืองจากแม่สุนัข

เป็นช่วงเวลา 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด ระยะนี้เจ้าตูบน้อยของเราจะมีพฤติกรรมที่สำคัญ   คือ   กินและนอน โดยจะใช้เวลาเกินมากกว่า 30% และที่เหลือคือเวลานอน ซึ่งการนอนจะมีลักษณะจำเพาะคือมีการกระตุกของกล้ามเนื้อหรือมีการสั่นเป็นระยะๆ การขับถ่ายจะถูกกระตุ้นโดยการเลียจากแม่ และเค้ายังใช้ขาไม่ได้ จะคลานเป็นส่วนใหญ่

ลูกสุนัขย่างเข้าอายุ 8 วัน นับว่าพ้นระยะอันตรายมาได้ขั้นหนึ่งแล้ว แต่ก็มีสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกหลายอย่างดังนี้
  1. เมื่อลูกสุนัขอายุได้ 7 - 8 วัน ลูกสุนัขเริ่มมีเล็บคมและยาวออกมาพอควร ซึ่งในขณะที่ลูกสุนัขกำลังดูดนมแม่ ลูกสุนัขจะยันและตะกุยเต้านมแม่สุนัข ทำให้เต้านมโดนข่วนและเป็นแผล แม่สุนัขจะเจ็บและไม่อยากให้ลูกสุนัขดูดนมอีก เจ้าของต้องตัดปลายเล็บด้วยความระมัดระวัง เพราะลูกสุนัขจะดิ้นและเล็บยังนิดเดียว ไม่ตัดเข้าไปลึกมาก จะทำให้เลือดออกและเป็นแผลที่ปลายเล็บ ให้ตัดแค่ปลายเล็บประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น
  2. ลูกสุนัขเริ่มลืมตาในช่วงอายุนี้หรืออายุประมาณ 10 - 14 วัน แต่จะมองไม่เห็นชัด แต่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
  3. ลูกสุนัขเริ่มแข็งแรงมากขึ้น มีการตะเกียกตะกายคลานอยู่รอบพื้นที่นอนได้ ถ้ารั้วกั้นพื้นที่นอนต่ำไปก็ต้องเพิ่มความสูง ให้สูงขึ้นประมาณ 1 ฟุต ให้แม่สุนัขเข้าออกได้สะดวกเมื่อแม่สุนัขต้องการจะนอนพักภายนอกพื้นที่นอนของลูกสุนัขเป็นครั้งคราว
  4. ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ ลูกสุนัขกินนมมากขึ้นย่อมถ่ายเพิ่มขึ้นตลอดวัน ปรกติอุจจาระ แม่สุนัขจะเลียให้สะอาด ส่วนปัสสาวะจะก่อให้เกิดความสกปรกและหมักหมม ดังนั้นผ้าปูที่นอน ต้องนำออกมาทำความสะอาดผลัดเปลี่ยนทุกวัน ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่เป็นพิษต่อผิวหนัง ผสมน้ำเช็ดพื้นที่นอนทุกวัน หรือวันเว้นวัน แล้วแต่ว่าสกปรกมากหรือน้อย
  5. อาหารของลูกสุนัขในช่วงอายุนี่ คือ นมแม่ ลูกสุนัขจะกินแล้วก็นอน
จากการค้นคว้าข้อมูลข้างต้น และมาดูลูกหมาที่บ้าน พัฒนาการก็เป็นไปตามข้อมูลที่หามาเป็นส่วนใหญ่ ลูกสุนัขที่บ้านตั้งแต่แรกเกิด จน วันนี้ ดูดนมเก่งมากและนอน ยิ่งโตก็ยิ่งกินนมเก่งมากและนอน ก็จะมี 2 กิจกรรมคือ นอน กับ กิน

ตอนนี้ลูกหมาทั้งสองลืมตาแล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าได้ยินหรือไม่ เพราะเรียกหรือส่งเสียงก็ยังไม่ตอบสนองเลย คาดว่าน่าจะไม่ได้ยินเสียง อาจจะรออีกสักหนึ่งสัปดาห์น่าจะได้ยินเสียง ส่วนการเดินก็ยังไม่สามารถ ยังคลานผสมยืนแต่ก็ยังเอนโอนและล้มกลิ้งเป็นประจำ แต่ก็ก้าวเดินได้นะ เพราะต้องหานม และแม่ก็จะคอยเลียเมื่อลูกถ่ายเป็นประจำ และแม่หมาเลียอย่างเอาจริงเอาจังทีเดียว

แม่หมา และ ลูกหมา ก็ชินและคุ้นเคยกับกรงใหม่แล้วล่ะ เพราะแม่หมาก็จะเข้าบ้านเป็นประจำ แต่จะให้อยู่ในเวลากลางคืนเป็นหลัก ส่วนกลางวันก็แล้วแต่หากมีแดดหรือร้อน ก็จะพาออกมาไว้นอกกรง ให้นอนเล่น เลี้ยงลูกอยู่ข้างนอก ดูแล้วน่าจะคลายร้อน ยิ่งช่วงนี้อากาศร้อนมากจริงๆๆ บางทีร้อนจนแม่หมาต้องหายใจทางปากและดูเหนื่อย อย่างรู้สึกได้ เมื่อวานนี้ก็เลยเอาน้ำลูบหน้าแม่หมาให้คลายร้อนบ้าง

วันนี้นำรูปพัฒนาการของลูกหมามาฝาก พร้อมวิดีโอเล็กๆ