วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

โรงเกลือ...เหลือเชื่อมีของแต่งบ้าน

เป็นที่เลื่องลือว่า “ตลาดโรงเกลือ” อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว อุดมไปด้วยเสื้อผ้ามือสองสารพันรูปแบบซึ่งมีที่มาจากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น กัมพูชา หรือเวียดนาม บรรดาแม่ค้าเสื้อผ้ามือสองทั่วไทยต่างพากันมาเลือกซื้อเพื่อไปขายต่อมากเป็นอันดับต้นๆ ทว่าที่นี่ก็ไม่ได้มีแค่สินค้ามือสองเท่านั้น สินค้ามือหนึ่งทั้งรองเท้า เสื้อผ้า หมวก กางเกงยีน ชุดเดินป่า ชุดทหาร กระเป๋า เครื่องไฟฟ้า เครื่องเคลือบ เครื่องทองเหลือง ฯลฯ ก็มีให้เลือกซื้อเลือกหาเช่นกัน แต่สิ่งที่เรามาตามหาในครั้งนี้ไม่ใช่ที่กล่าวมาข้างต้น เป้าหมายของเราคือของแต่งบ้านต่างหาก จากที่เคยได้ยินว่าที่ตลาดแห่งนี้ก็มีขายด้วย เมื่อเรามาสำรวจก็ได้พบร้านขายของแต่งบ้านจริงๆ เลยอยากนำมาบอกต่อ



จุดที่หนึ่ง แมนๆ แบบทหาร
ร้านนี้เหมาะสำหรับคุณผู้ชายที่รักการผจญภัยอยู่ในสายเลือด เพราะเป็นร้านขายอุปกรณ์เดินป่า ข้าวของในร้านมีเยอะมากจนไม่รู้ว่าจะแนะนำอะไรก่อนหลังดี เอาเป็นว่าถ้าใครมาเที่ยวตลาดโรงเกลือ ให้สังเกตป้ายใหญ่ๆ หน้าร้านเขียนไว้ชัดเจนว่า “อุปกรณ์เดินป่า US CAMPING” ก็แปลว่าคุณมาถูกที่ นอกจากชุดอุปกณ์เดินป่าซึ่งเป็นของใหม่เอี่ยมแล้ว ยังมีอุปกรณ์ใช้งานในป่าซึ่งเป็นสินค้ามือสอง อุปกรณ์เก็บของของทหาร เราว่าข้าวของเหล่านี้สามารถนำไปประยุกต์เป็นของแต่งบ้านที่ให้อารมณ์ดิบๆ เท่ๆ ได้ ใครสนใจข้าวของสไตล์นี้ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08-9801-6395 (คุณหนุ่ม)

จุดที่สอง เซรามิกญี่ปุ๊น...ญี่ปุ่น
ร้านขายสินค้ามือสองจากญี่ปุ่น (โทรศัพท์ 08-3117-5123) ร้านนี้อยู่ใกล้กับร้านขายอุปกรณ์เดินป่า ในร้านมีสินค้าหลายประเภท ทั้งเตียงไม้ โต๊ะรับประทานอาหารพร้อมเก้าอี้ขายยกเซต ตู้เก็บของ และตู้เสื้อผ้า เจ้าของร้านเล่าว่ามีสินค้าใหม่ๆ จากแดนปลาดิบเข้ามาเกือบทุกวัน แต่ที่เราสนใจเป็นพิเศษ คือ งานเซรามิกพวกจาน ชาม และแจกันที่มีสไตล์เฉพาะตัวของญี่ปุ่น  คือ มีดีเทลกุ๊กกิ๊กและใช้โทนสีไม่จัดจ้าอย่างครีมน้ำตาลหรือน้ำเงินเข้ม บางชิ้นมีรูปฟอร์มแปลกๆ ส่วนใหญ่ขายแบบชั่งกิโล ราคากิโลกรัมละ 150 บาท 200 บาท และ 250 บาท ตามเทคนิคพิเศษของชิ้นงาน

จุดที่สาม ผ้านวมแอบสวย
ร้านนี้ไม่มีชื่อร้าน ทราบแต่ชื่อเจ้าของร้านคือ “เจ๊หมอน” (โทรศัพท์ 08-1207-8183) วันที่เราไปสำรวจร้านทีมงานได้ผ้านวมลายสวยมา 3 ผืน เจ้าของร้านเล่าว่าผ้านวม ผ้าห่ม ปลอกผ้านวมมือสองเหล่านี้ ส่วนใหญ่รับมาจากประเทศเกาหลีใต้ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 60 - 150 บาท ไล่ไปจนถึงพันกว่าบาทก็มีแล้วแต่สภาพและเนื้อผ้า สำหรับบางท่านที่ไม่กล้าใช้ห่มนอนเพราะเป็นของมือสอง แนะนำให้ประยุกต์ใช้เป็นอย่างอื่นแทน เช่น ผ้าคลุมโต๊ะ หรือผ้าปูพื้นนุ่มๆ เฉพาะจุดสำหรับหน้าหนาวนี้ บางคนอาจนำไปตัดต่อลายทำเป็นปลอกหมอนอิงลายแพตช์เวิร์คก็เวิร์ค

รู้ไว้ก่อนไป… 

ตลาดโรงเกลือ มีชื่อใหม่อีกชื่อที่ฟังดูอินเตอร์ขึ้นคือ Golden Gate Plaza พื้นที่ของตลาดแบ่งเป็น 5 ส่วน ดังนี้
  1. ตลาดเดชไทย ตลาดขายรองเท้าทั้งใหม่และเก่าราคาขายปลีกและส่ง มีทั้งรองเท้าทหาร รองเท้าแฟชั่น และรองเท้าผ้าใบ รวมถึงมีร้านรับซ่อมด้วย
  2. ตลาดโกลเด้นเกต ตลาดนี้จะคึกคักที่สุด ขายเสื้อผ้า กระเป๋าทั้งมือหนึ่งและมือสองคละกันไป มีร้านขายจักรยานบ้างเล็กน้อย
  3. ตลาดโรงเกลือเก่า ขายสินค้ามือสองหลากหลายชนิด เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า และขายผ้าม่านมือหนึ่งด้วย
  4. ตลาดเบญจวรรณ เน้นขายสินค้ามือหนึ่ง ราคาส่งจากโรงงาน เช่น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า สินค้าส่วนใหญ่ผลิตจากโรงงานในไทย บ้างก็มาจากเวียดนาม หรืออาจเป็นโรงงานจากทางฝั่งเขมรก็มี
  5. ตลาดโรงเกลือใหม่ ตลาดใหม่เอี่ยม เน้นสินค้าแฟชั่นหลากหลาย อาทิ กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า และแว่นตา

แมวเสริมมงคล

แมวสีดำ ท่านว่า ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้าน เพราะเป็นแมวคราวมีผีสิง ให้เร่งเอาไปปล่อยตามวัดวาอารามเสีย เพราะจะทำให้เจ้าของและครอบครัวบริวาร มีความเจ็บไข้ได้ป่วยไม่ดีแล

แมวสีทอง ท่านว่า เป็นแมวจ้าวสำราญ เลี้ยงไว้ในบ้านจะมีเสน่ห์ แต่ขาดลาภ แมวเองก็เกียจคร้าน ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเลย

แมวสีทองแดง ท่านว่า เป็นแมวจ้าวเสน่ห์ ไม่ควรเลี้ยงไว้เกิน 2 ตัว ในเรือนเดียวกัน เพราะนอกจากจะไม่ให้คุณแล้วยังให้โทษแก่เจ้าของมันเอง ในการพนันขันต่อด้วย

แมวสีเทา ท่านว่า เป็นแมวนักปราชญ์ ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเรือนจะทำให้ลูกหลานเรียนวิชาการก้าวหน้า เป็นบัญฑิตวิชาการท่านว่าดีนักแล

แมวสีขาวด่างเหลืองหรือดำ ท่านว่า เป็นแมวเจ้าชู้ ไม่ชอบทำการงานไม่จับหนู เอาแต่เที่ยว ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเรือน จะทำให้เจ้าของเกียจคร้านและอับโชค ไม่ดีเลย

แมวปากมอมข้อเท้าดำ ท่านว่า เป็นแมวขโมย ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านจะทำให้เจ้าของเสียทรัพย์สินเงินทองของรัก ไม่ค้ำคูณเลย

แมวสีขาวปลอด ท่านว่า เป็นแมวเทพเจ้า ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเรือนจะค้ำคูณเจ้าของและจะนำลาภมาให้ ดีนักแล

แมวสีสวาท
ท่านว่า เป็นแมวมหาเศรษฐี ควรเลี้ยงไว้ในบ้านจะทำให้เจ้าของประสบโชคมีลาภ และค้าขายหรือทำกิจการใดๆ เจริญก้าวหน้าหาโรคาพยาธิไม่ได้เลยดีนักแล

แมวสีเก้าแต้ม ท่านว่า จะมีสีอะไรก็ตาม แต่มีแต้มตามร่างกายครบ 9 แห่ง ท่านว่า เป็นแมวเก้าชีวิต จะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาให้เจ้าของดีนักแล

แมวหางขอดและสั้น ท่านว่า เป็นแมวหาเช้ากินค่ำ ไม่ควรเลี้ยงเลย เพราะจะทำให้เจ้าของอาภัพทรัพย์สินและเสียลาภผล

แมวหางขอดแต่มีหางยาว ท่านว่า เป็นแมวมหาอำนาจ เจ้าของจะได้เป็นใหญ่กว่าใครๆ จะมีวาสนาชะตาดี บริวารมากดีนักแล

แมวหูดำตาดำ สันหลังดำ ท่านว่า เป็นแมวยมทูต ไม่ควรเลี้ยงไว้ในบ้านเกินกว่า 2 ตัว ถ้ามีตัวเดียวดี ถ้ามีมากท่านว่าจะทำให้เจ้าของมีแต่ความทุกข์ยากลำบากใจ ไม่สู้ดีเลย

แมวสีเทานัยน์ตาหรี่เล็ก
ท่านว่า เป็นแมวปัญจมหาเศรษฐี เวลากลางวันจะออกทำมาหากิน จะไม่ยอมเงยหน้า เว้นแต่เวลาจับอาหารในเวลากลางคืน จะมีขี้ตาอยู่สมอๆ ท่านกล่าวว่า เป็นแมวมีนัยน์ตาเป็นแก้วค่าควรเมือง หรือที่เรียกว่า คดตาแมว หากมันจ้องมองจิ้งจก หรือนกบนที่สูง สัตว์ที่มันมองอาจตกลงมาให้มันกิน ใครมีไว้ในบ้านเรือนพึงทะนุถนอมเลี้ยงไว้เถิด มีแต่ให้คุณอย่างเดียว พันหรือหมื่นตัวจะมีปรากฎมาสักตัวหนึ่ง หาค่ามิได้เลย ดีที่สุดแล

แมวด่าง ท่านว่า เป็นแมวให้คุณ ต้องด่างและดูสะอาดตา ไม่ด่างเปรอะเปื้อนไปทั่วตัวจึงจะดี

แมวลายเสือ ท่านว่า เลี้ยงไว้จะปราบนกหนูงูเงี้ยวภายในบ้านดีนัก

อย่างไรก็ดี แมวเสริมดวงทรัพย์สินเงินทอง ได้แก่ แมววิเชียรมาศ แมวนิลรัตน์ แมววิลาศ แมวนิลจักร และแมวเก้าแต้ม เชื่อว่าหากใครได้เลี้ยงแมวในกลุ่มนี้จะช่วยเสริมดวงด้านการเงินและโชคลาภ ทำให้ทรัพย์สมบัติเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ปราศจากอันตรายทั้งปวง หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าเพียงแค่แมวเพียงตัวเดียวที่เลี้ยงไว้ก็อาจจะทำให้คุณมีโอกาสที่จะได้เป็นเจ้าคนนายคน และถ้าเป็นพ่อค้าแม่ขายก็จะทำมาค้าขึ้น เงินทองไหลมาเทมาอย่างคาดไม่ถึง

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 ม.ค. 55 | 11.12 น.

9 เม.ย.เป็นวันหยุดราชการ

ครม.มีมติให้ 9 เม.ย.เป็นวันหยุดราชการงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพเจ้าฟ้าเพชรรัตน์ 8-10 เม.ย.ลดธงครึ่งเสา

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตามที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอการกำหนดวันหยุดและการไว้ทุกข์งานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตน์ราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ดังนี้ ให้วันที่ 9 เมษายน 2555 เป็นวันหยุดราชการ และในวันที่ 8-10 เมษายน 2555 ขอความร่วมมือประชาชนไว้ทุกข์โดยทั่วกัน ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา นอกจากนี้ ขอความร่วมมือสถานที่ต่างๆ ให้งดหรือลดการแสดงเพื่อความบันเทิง พร้อมกับขอความร่วมมือสถานีวิทยุและโทรทัศน์ ควบคุมดูแลรายการที่ออกอากาศให้เหมาะสม

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 มกราคม 2555 เวลา 12:52 น

ญี่ปุ่นสร้างรถไฟฟ้าทะลุตึก

วิศวกรญี่ปุ่น ปิ๊งไอเดียสุดเก๋! สร้างรถไฟฟ้าทะลุตึก หวังประหยัดพื้นที่

วิศวกรชาวญี่ปุ่นไม่อยากทุบตึกที่ขวางเส้นทางรถไฟ  เนื่องจากประเทศมีพื้นที่กำจัด  จึงคิดไอเดียสุดเก๋  ตัดสินใจสร้างรางรถไฟฟ้าทะลุอาคาร เพื่อตอบโจทย์ "จะสร้างอย่างไรให้กินพื้นที่น้อยที่สุด โดยไม่ต้องทุบทำลายอาคารบนท้องถนน"

ทั้งนี้ ตัวรถไฟนั้นจะวิ่งผ่านอาคาร "Gate Building Tower" ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่อาศัย 16 ชั้น โดยจะผ่านระหว่างชั้นที่ 5-7 โดยผู้ที่อยู่อาศัยในตัวอาคารนั้น  จะไม่ถูกรบกวนจากเสียงดัง  หรือแรงสั่นสะเทือน  เพราะทางทีมวิศวกรได้สร้างอุโมงค์ยักษ์ครอบตัวรางรถไฟเอาไว้   ดังนั้น จึงไม่สามารถมองเห็นรางรถไฟฟ้าจากภายในอาคารได้เลย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 มกราคม 2555 เวลา 10:02 น.

10 อันดับประธานาธิบดีสหรัฐที่รวยที่สุด

          เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2555  นิตยสารฟอร์บส์ ได้เปิดเผยผลการจัดอันดับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่รวยที่สุดขณะดำรงตำแหน่ง ผลปรากฎว่า ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ครองตำแหน่งประธานาธิบดีที่รวยที่สุดในสหรัฐ ขณะที่ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ และแฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ ติดโผ 1 ใน 10

          รายงานระบุว่า ประธานาธิบดีจอร์จ วอชิงตัน ครองอันดับ 1 ประธานาธิบดีที่รวยที่สุด จากทรัพย์สินที่ดินกว่า 60,000 เอเคอร์ที่ครอบครองอยู่ในขณะนั้น อีกทั้งยังมีข้าทาสบริวารกว่า 300 คน ในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่งเมื่อปี 1789-1797 ส่วนอันดับประธานาธิบดีสหรัฐที่รวยที่สุด เป็นดังนี้

          1. จอร์จ วอชิงตัน  (ค.ศ.1789-1797)
          2. เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (ค.ศ.1929-1933)



          3. โธมัส เจฟเฟอร์สัน (ค.ศ.1801-1809)
          4. จอห์น เอฟ เคเนดี้ (ค.ศ.1961-1963)



          5. แอนดรูว์ แจ็คสัน (ค.ศ.1828-1837)
          6. ธีโอดอร์ รูสเวลท์ (ค.ศ.1901-1909)    

    
          7. แซคคารี เทย์เลอร์ (ค.ศ.1849-1850)
          8. แฟรงคลิน ดี รูสเวลท์ (ค.ศ.1933-1945)


          9. ลินดอน บี จอห์นสัน (ค.ศ.1963-1969)
          10. เจมส์ เมดิสัน (ค.ศ.1809-1817)

          นอกจากนี้ นิตยสารฟอร์บส์ ยังได้เอ่ยถึงนายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐจากพรรครีพับรีกันว่า ถ้าหากนายมิตต์ รอมนีย์ ได้รับชัยชนะ ครองตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในสมัยหน้านี้ เขาจะทำให้ประธานาธิบดีเจมส์ เมดิสัน หลุดอันดับ 1 ใน 10 ไป เพราะเขาจะได้ขึ้นครองตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐที่รวยเป็นอันดับที่ 4 เลยทีเดียว

          ทั้งนี้ รายงานระบุว่า ปัจจุบันรอมนีย์มีทรัพย์สินโดยรวมราว ๆ 190-250 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราวๆ 5,870-7,750 ล้านบาท

แหล่งที่มา  เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

เชอร์รี่ ผลไม้ช่วยเนรมิตอารมณ์ดีให้สาว ๆ

จากผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผล จะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีในเชอร์รี่ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ทำให้คนกินมีความสุข ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียกเชอร์รี่ ว่า เป็นแอสไพรินธรรมชาติ

แหล่งที่มา  เว็บไซต์สนุกดอทคอม

พิพิธภัณฑ์รัชกาลที่ 7

ใครมีโอกาสแวะผ่านตรงแยกถนนราชดำเนิน  ใกล้กับเชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ คงได้สะดุดตากับอาคารทรงยุโรปสมัยนีโอคลาสสิก พร้อมโดมและลวดลายสมัยกรีก-โรมัน  ตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่า ที่กล่าวถึงคือ "พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว"

สร้างขึ้นเมื่อปี 2449 ปลายรัชกาลที่ 5 แต่เดิมถูกให้เช่าเป็นที่ตั้ง ห้างยอนแซมสัน ธุรกิจขายผ้าฝรั่งและตัดชุดสูทสากล ต่อมาเปลี่ยนเป็น ห้างสุธาดิลก ขายวัสดุก่อสร้างและเครื่องสุขภัณฑ์

กระทั่งปี 2476 กรมโยธาเทศบาลหรือกรมโยธาธิการและผังเมืองในชื่อใหม่ จึงขอเช่าเป็นที่ทำการ ปัจจุบันจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 7 ที่หาดูได้ยาก

ภายในจัดแบ่งห้องแสดงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้แก่ การสืบราชสันตติวงศ์ พระราชประวัติก่อนเสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชกรณียกิจ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง การพระราชทานรัฐธรรมนูญ เครื่องราชภัณฑ์ และพระราชนิยมส่วนพระองค์

รวมทั้งพระราชประวัติหลังสละราชสมบัติและเสด็จสวรรคต ณ ประเทศอังกฤษ พิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชมวันอังคาร - วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 9 โมงเข้าถึง 4 โมงเย็น ค่าเข้าชม 20 บาท

แหล่งที่มา  นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 30 ม.ค. 55 (075)

ตำนานรัก...สู่สะพานสารสิน จุดชมวิวภูเก็ต

สะพานสารสิน .. สถานที่ชมวิวแห่งใหม่ของภูเก็ต
สะพานสารสิน … เป็นสะพานที่มีชื่อเสียงคู่กับเมืองภูเก็ตมาช้านาน ด้วยเป็นเส้นทางที่สร้างข้ามช่องปากพระเพื่อเชื่อมระหว่างเกาะภูเก็ตตรงบริเวณท่าฉัตรไชยกับท่านุ่น จังหวัดพังงา มีความยาวทั้งหมด 660 เมตร กรมทางหลวงเป็นผู้รับผิดชอบการก่อสร้าง เปิดใช้เมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2510 โดยชื่อของสะพานตั้งตามชื่อสกุล ของ นายพจน์ สารสิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติในขณะนั้น

แม้สะพานแห่งนี้จะเป็นเส้นทางที่สำคัญในการคมนาคมมายาวนาน แต่เชื่อว่า ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักสะพานสารสินผ่านทางตำนานรักของหนุ่มสาวต่างฐานะ ต่างชนชั้น ที่ตัดสินใจจบชีวิตของทั้งคู่ลงที่สะพานแห่งนี้มากกว่าเรื่องราวอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับสะพานแห่งนี้

หลังจากสะพานสารสินได้รับใช้ผู้คนมาเกือบ 50 ปี ได้มีการปรับปรุงใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อเร็วๆนี้เอง … ด้วยการยกตัวสะพานเดิมให้มีความสูงเท่ากับสะพานสารสิน 2 และสะพานท้าวเทพกระษัตรี รวมทั้งการสร้างอาคารจุดชมวิว 8 เหลี่ยมสไตล์ชิโนโปรตุกีส ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ทางด้านสถาปัตยกรรมของจังหวัดภูเก็ตให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของภูเก็ตเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง

วันที่ฉันไปเยือนสะพานสารสิน มีผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติไปหยุดชมวิวและสะพานแห่งนี้ รวมถึงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเป็นจำนวนมาก … และจากการพูดคุยกับคนท้องถิ่น ทำให้รู้ว่านักท่องเที่ยวนิยมมาชมพระอาทิตย์อัสดง ซึ่งสวยงามไม่แพ้พระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพเลยทีเดียว

อาคารชมวิวที่เป็นเอกลักษณ์ … หากคุณยืนอยู่ด้านล่างของอาคารแล้วมองขึ้นไปยังชั้นบนและหลังคาโปร่ง จะเห็นเส้นสายของโครงสร้างหลังคาที่ลวดลายแปลกตา

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า หลังจากที่มีการสร้างศูนย์ประชุมนานาชาติซึ่งอยู่ใกล้กับสะพานสารสิน จะทำให้จุดชมวิวที่บริเวณสะพานสารสินกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดภูเก็ตอีกแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน

ทิวทัศน์มองจากสะพานสารสิน … ฉันไม่คุ้นกับสถานที่นัก แต่เชื่อว่าคงจะเป็นหาดทรายแก้ว แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของท่าฉัตรชัย ที่ทั้งคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในวันสบายๆ

ขอนำเสนอ...  ตำนานรักสะพานสารสิน เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่ภูเก็ต โศกนาฏกรรมความรักของ ชายหนุ่มหญิงสาวที่แตกต่างกัน ด้วยชาติตระกูลและฐานะทางสังคม ฝ่ายหญิงชื่อ “อิ๋ว” เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครู (ในขณะนั้น) ส่วนฝ่ายชายชื่อ “ดำ” เป็นเพียงคนขับรถโพถ้อง (รถสองแถวภูเก็ต) และรับจ้างกรีดยาง

พ่อของสาวเจ้าได้เลี้ยงดูอิ๋วแบบเข้มงวด และต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกสาว จึงไม่เห็นด้วยในความรักครั้งนี้ และได้เข้ามาขัดขวางความรักของทั้งคู่ทั้งสองคนพยายามต่อสู้ฝ่าฟันกับอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้รักของเธอและเขาสมหวัง หลังจากที่พยายามทุกวิถีทางเพื่อที่จะพิสูจน์ ให้ผู้เป็นพ่อได้เห็นถึงความตั้งใจและความรักที่ทั้ง 2 มีให้แก่กัน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่เป็นผล เมื่อผู้เป็นพ่อของฝ่ายหญิงไม่ยอมเปิดใจรับ หลายครั้งที่อิ๋วถูกผู้เป็นพ่อทุบตี เพียงเพราะแอบมาพบเจอกับดำ

ในที่สุดเมื่อความรักของทั้งคู่มาถึงทางตันหมดสิ้นหนทางที่จะอยู่ด้วยกัน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2516 ดำและอิ๋ว จึงได้ตัดสินใจใช้ผ้าขาวม้าผูกมัดตัวของทั้งคู่ติดกัน แล้วกระโดดจากกลางสะพานลงสู่พื้นน้ำ เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป แม้ความตายก็ไม่อาจมาพรากความรักของทั้งสองได้ ทิ้งเรื่องราวความรักที่เป็นอมตะให้ผู้คนได้กล่าวขานจนถึงปัจจุบัน

แหล่งที่มา  รายการทีวี ณ วันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555 จาก TNNThailand.com,  เว็บไซต์ OK Nation  วันพุธ ที่ 16 พฤศจิกายน 2554  

โบสถ์กาลหว่าร์คู่ท่าน้ำสี่พระยา

ท่าน้ำสี่พระยาเป็นจุดข้ามฟากระหว่างเขตบางรัก-คลองสาน  ที่มีผู้ใช้บริการแน่นขนัดตลอดวัน นอกจากเห็นวิวโรงแรมรอยัลออร์คิด เชอราตัน โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน ฝั่งคลองสานแล้ว  ชาวกรุงที่ใช้เรือข้ามฟากจะต้องเห็นสถาปัตยกรรมสไตล์คาทอลิกที่โดดเด่นติดกับท่าน้ำสี่พระยา นั่นคือ "โบสถ์กาลหว่าร์"

กาลหว่าร์เป็นวัดคาทอลิกเก่าแก่มาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกค่ายแม่พระลูกประคำ โดยเมื่อครั้งอยุธยา คริสตังชาวโปรตุเกสกลุ่มที่หลบหนีทหารพม่าและไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส ได้พากันอพยพลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา และตั้งถิ่นฐานบริเวณปัจจุบัน  ขณะเดียวกันได้นำรูปปั้นแม่พระลูกประคำและรูปพระศพของพระเยซูเจ้าลงมาด้วย  และตั้งชื่อโบสถ์ว่า กาลหว่าร์ ตามชื่อรูปพระตายที่นำมาจากอยุธยา (คำว่ากาลหว่าร์ หมายถึง เนินเขาที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์บนกางเขน)

ในทุกๆ ปี ชาวโบสถ์จะนำรูปแม่พระลูกประคำแห่ในโอกาสฉลองวัด ส่วนรูปพระศพพระเยซูเจ้าจะใช้แห่ในวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันโบสถ์ดังกล่าวสร้างขึ้นเป็นหลังที่ 3 วางผังเป็นแบบกางเขนโรมันและละติน ก่อสร้างแบบศิลปกรรมนีโอโกธิค โดยหันหน้าโบสถ์ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระทางด้านทิศตะวันตก ภายในโบสถ์รวบรวมจิตรกรรมภาพกระจกสีที่สวยสดงดงาม ทุกภาพบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์สำคัญตามคริตคัมภีร์และจารึกรูปนักบุญชื่อดังไว้ด้วย

สำหรับผู้สนใจ การเดินทางสะดวก ใกล้กับท่าน้ำสี่พระยา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 02-266-4849 และ 02-236-2727

แหล่งที่มา  นสพ. M2F วันอังคารที่ 31 ม.ค. 55 (076)

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

เผย 10 อันดับ รถจักรยานยนต์ ยอดนิยมในเมืองไทยปี 2011

เผย 10 อันดับรถจักรยานยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยปี 2011 จากยอดจดทะเบียนรวม 2,007,080 คัน ค่ายฮอนด้ายังครองความเป็นผู้นำตลาดด้วยการคว้าไป 5 รุ่น

โดย Honda Wave ครองแชมป์ประเภทรถแบบครอบครัว ด้วยยอดจดทะเบียนที่ 774,539 คัน ส่งผลให้อัตราครองส่วนแบ่งตลาดรถครอบครัวของฮอนด้าสูงถึง 83%

ขณะที่ Honda Scoopy i ครองแชมป์ประเภทรถ เอ.ที. ด้วยยอดจดทะเบียนสูงที่สุดถึง 330,008 คัน

สำหรับรายงานตัวเลขยอดจดทะเบียนแบ่งตามรุ่นรถ 10 อันดับแรกประจำปี 2554 มีดังนี้
 (1) Honda Wave i 774,539 คัน
 (2) Honda Scoopy i 330,008 คัน
 (3) Yamaha Fino 241,345 คัน
 (4) Honda Click i 192,316 คัน
 (5) Yamaha Mio 97,109 คัน
 (6) Yamaha Spark 84,087 คัน
 (7) Suzuki Smash 59,333 คัน
 (8) Yamaha Fiore 37,786 คัน
 (9) Honda PCX 20,763 คัน
 (10) Honda Dream i 16,960 คัน

ด้านรายงานตัวเลขตลาดรวมรถจักรยานยนต์ทุกประเภทประจำปี 2554 มียอดจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 2,007,080 คัน แบ่งเป็นรถแบบ เอ.ที. 974,179 คัน คิดเป็นอัตราส่วน 49% รถแบบครอบครัว 962,674 คัน คิดเป็นอัตราส่วน 48% รถแบบออฟโรด 27,641 คัน คิดเป็นอัตราส่วน 1% รถแบบสปอร์ต 24,619 คัน คิดเป็นอัตราส่วน 1% รถแบบครอบครัวกึ่งสปอร์ต 9,926 คัน และรถแบบอื่นๆ 8,041 คัน รวมกันคิดเป็นอัตราส่วน 1%

เมื่อแบ่งแยกตามกลุ่มผู้ผลิตพบว่ารถจักรยานยนต์ฮอนด้า ครองความเป็นอันดับ 1 ด้วยยอดจดทะเบียนทั้งสิ้น 1,385,069 คัน ครองตลาด 69% ตามด้วย ยามาฮ่า 482,140 คัน สัดส่วนครองตลาด 24%, ซูซูกิ 78,977 คัน สัดส่วนครองตลาด 4% และคาวาซากิ 30,810 คัน สัดส่วนครองตลาด 2%, ไทเกอร์ 1,993 คัน, และอื่นๆ อีก 28,091 คัน

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ MTHAI วันจันทร์ที่ 30 มกราคม 2555

อาการชา...บอกอะไรได้บ้าง

         เคยเป็นกันไหม? จู่ ๆ มือไม้ขาแข้งก็เกิดอาการชาขึ้นมาดื้อ ๆ ลองไปตรวจสอบอาการชาต่อไปนี้กัน เผื่อว่าคุณกำลังเป็นโรคอะไรอยู่

อาการชาที่นิ้วชี้ กลาง และนาง
          เพราะใช้หรือออกแรงมือมาก จนเกิดพังผืดข้อมือทับเส้นประสาท พบมากในผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์บ่อย คนที่เล่นกีฬาประเภทกอล์ฟ เทนนิส และแบดมินตัน

อาการชาที่นิ้วก้อย
          เกิดจากเส้นประสาทบริเวณรักแร้ที่ยาวไปถึงนิ้วก้อย สาเหตุจากงอและเกร็งข้อศอกเพื่อถือหูโทรศัพท์เป็นเวลานาน
อาการชาที่ต้นขาและรู้สึกปวดแสบปวดร้อน

          เป็นเพราะมีน้ำหนักตัวมาก หรือไม่ก็ชอบรัดเข็มขัดแน่นจนเกินพอดี ส่งผลให้เส้นประสาททำงานลำบาก เนื่องจากถูกอัดแน่นติดกับไขมัน

อาการชาที่ขาและข้อพับ
          จากการนั่งพับเพียบหรือนั่งไขว้ขวานาน ทำให้เท้าตก ยกเท้าไม่ขึ้น เพราะเส้นประสาทถูกกดทับไว้กับพื้นและเข่า ชาที่ต้นขาและไปที่เข่า จะเกิดกับผู้หญิงที่สวมรองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ทำให้ปลายเท้าและปลายนิ้วถูกกดทับจนเส้นประสาทอักเสบ

อาการชาที่เริ่มเกิดขึ้นจากปลายเท้า ฝ่าเท้า ปลายนิ้ว ลามขึ้นไปที่ข้อเท้า เข่า และลำตัว
          เป็นอาการที่เกิดกับนักดื่มคอทองแดง เนื่องจากฤทธิ์แอลกอฮอล์จะเข้าไปทำลายเส้นประสาทให้เสียหายหลายเส้น

          เพราะฉะนั้นหากไม่อยากให้ร่างกายเกิดอาการชา จนกระทบการใช้ชีวิตก็ควรหลีกเลี่ยงท่าทางที่ เป็นต้นเหตุเหล่านี้เสีย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

6 สุดยอดเครื่องดื่มสลายหน้าท้อง

          "น้ำ" ที่ทำให้หน้าท้องของเราแบนเรียบใช่ว่าจะต้องมีรสชาติไม่น่าอภิรมย์เสมอไปลองกินน้ำเหล่านี้ดูแล้วคุณจะติดใจ!

น้ำเปล่าเสริมรส
          การทำให้ร่างกายชุ่มชื้นอยู่เสมอ มีความสำคัญมากหากคุณต้องการจะลดน้ำหนัก การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ที่เป็นสาเหตุให้ท้องอืดป่องขึ้นมา) และแถมยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่ม จึงกินน้อยลง แต่ถ้าคุณไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า ลองใส่สมุนไพรสด มะนาว ผลไม้ (หรือแม้แต่แตงกวาฝานก็ช่วยได้) เพื่อช่วยให้คุณดื่มน้ำมากขึ้น

 สมูธตี้แตงโม          ตราบใดที่คุณไม่ตักน้ำตาลเพิ่มลงในสมูธตี้ เครื่องดื่มชนิดนี้จะช่วยให้ร่างกายคุณชุ่มชื้นได้อย่างดี โดยเฉพาะสมูธตี้แตงโมที่มีแคลอรีต่ำเพียง 56 แคลอรีต่อแก้ว ไม่เพียงแต่แตงโมจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก มันยังมีสารอาหารมากมายรวมถึงไลโซพีน ที่ช่วยต้านมะเร็ง รวมถึงกรดอะมิโนชื่อว่า อาร์จินีน ซึ่งการศึกษาตีพิมพ์ใน Nutrition ชี้ว่ามันช่วยสร้างมวลกล้ามเนื้อเรียว จึงช่วยให้หน้าท้องของคุณแฟ่บลงหน่อยนั่นเอง


 ชามินต์ใส่น้ำแข็ง
          รสเย็นของมินต์จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก มินต์ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราย่อยสลายไขมัน แม้แต่อาหารไขมันสูงอย่างเบอร์เกอร์หรือสเต็กก็จะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว และลดอาการท้องอืดได้ด้วย

 เฟลปเป้สับปะรด
          สัปปะรดมีสารที่เรียกว่า โบรมีเลน ซึ่งเป็นเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีน ทำให้การย่อยอาหารง่ายขึ้น ช่วยลดอาการท้องอืด นอกจากนี้ การใส่น้ำมันเมล็ดแฟล็กซ์ซึ่งมีไขมันโมเลกุลเดี่ยวไม่อิ่มตัวก็จะช่วยให้หน้าท้องแบนราบได้ด้วย


 ชาเขียว
          นอกจากลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งและโรคหัวใจแล้ว ชาเขียวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระสุดยอดตัวหนึ่งชื่อว่า คาเทชิน ซึ่งช่วยลดไขมันบริเวณหน้าท้อง ถ้าคุณจิบชาเขียวก่อนออกกำลังกาย มันจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญในระหว่างออกกำลังกาย

 ดาร์กช็อกโกแลตเชค
          ขัดกับความเชื่อที่ว่ากันว่า ช็อกโกแลตผสมกับนมจะนำมาซึ่งความอ้วน เพราะดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยให้คุณผอมได้โดยการลดความอยากอาหารอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่แก้วหนึ่งอาจมีถึง 400 แคลอรี คุณอาจจะต้องเตือนใจไว้ว่าช็อกโกแลตเชคถือเป็นมื้ออาหารมากกว่าที่จะเป็นของว่าง ในวันที่คุณรีบ มันจึงเป็นอาหารเช้าที่ดีเชียวล่ะ!

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

เคล็ด (ไม่) ลับ มือนุ่มน่าสัมผัส

         ใครก็ต้องอยากสัมผัสมือนุ่มๆ ของคุณแน่นอน เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้มือแห้งเหี่ยวและแห้งกร้าน เรามาเริ่มบำรุงมือของเราให้นุ่มชุ่มชื่นดีกว่า
  1. ล้างมือด้วยน้ำอุ่น ต้องอุ่นจริง ๆนะ ไม่ใช่น้ำร้อนที่เพิ่งลงจากเตา อย่างนั้นไม่เอานะ ล้างแล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้ง
  2. บำรุงด้วยครีมบำรุงมือโดยเฉพาะ หรือครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์เข้มข้น หลังล้างมือทุกครั้ง ช่วยให้มือนุ่มนิ่ม
  3. ขัดขจัดเซลล์ที่เสียให้หลุดไป อย่างน้อยคุณควรขัดหลังมืออาทิตย์ละครั้ง เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับขัดผิว ขัดเพื่อให้ผิวหนังได้ผลัดเซลล์ ทำให้ผิวไม่หยาบกร้านอีกต่อไป
แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

คำถามคาใจเรื่อง ฟ.ฟัน

          คงต้องยอมรับว่า ปาก เป็นอวัยวะที่สำคัญต่อทุกชีวิต และฟันจัดเป็นอวัยวะที่แข็งแรงและมีความสำคัญต่อคนเรามากที่สุด ตั้งแต่เริ่มเป็นฟันน้ำนมที่สองซี่เล็กๆ น่ารักๆ จวบจนเป็นฟันแท้ที่จะอยู่คู่กับกับเราไปจนกระทั่งถึงวัยชรา

"ฟันน้ำนม" มีไว้ทำอะไร

          อย่างที่เราเห็นง่ายๆ ว่า เจ้าฟันน้ำนมมีหน้าที่ก็คือการบดเคี้ยว เด็กจะเจริญเติบโตได้จะต้องมีอาหารเข้าไปเลี้ยงร่างกายโดยอาหารจะต้องผ่านช่องปากก่อนเป็นอันดับแรกเหมือนวลีที่เราได้ยินบ่อยๆ นั่น ว่า "ช่องปากเป็นประตูของสุขภาพ"

          นอกจากนี้ เจ้าฟันน้ำนมน่ารักๆ ของลูก ยังช่วยในด้านความสวยงามอีกด้วย ถ้าเด็กหน้าตาสวยแต่ยิ้มออกมาฟันหลอ หรือไม่มีฟันเลยก็คงไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่นัก และฟันน้ำนมยังช่วยกระตุ้นการเจริญของการเจริญของขากรรไกร ได้ทั้งขากรรไกรบนและขากรรไกรล่าง ซึ่งเป็นหลักตามธรรมชาติที่ว่า สิ่งที่มีการใช้งานก็ย่อมมีการเจริญและพัฒนาขึ้นไป

          ฟันน้ำนมยังมีความสำคัญอีกคือในเรื่องของการออกเสียง ถ้าฟันหน้าหลอ การพูด การออกเสียงต่างๆ ก็จะผิดเพี้ยนไป ดังนั้น หน้าที่หลักกว้างๆ ของฟันน้ำนมก็คือช่วยในการบดเคี้ยว, ช่วยในด้านความสวยงาม, ช่วยกระตุ้นการเจริญของขากรรไกร และช่วยในการออกเสียง

ฟันขึ้นช้า อย่างไรผิดปกติ
          ปกติจะต้องบวกลบให้ได้ถึง 1 ปี หมายความว่าปกติฟันน้ำนมซี่แรกของเด็กจะขึ้นประมาณ 6 เดือน แต่บางคนอาจจะ 8 เดือน 10 เดือน หรือให้ได้ถึง 1 ปี ถ้าอยู่ในวิสัยตรงนี้ และลูกสามารถเจริญเติบโตได้เป็นปกติ คุณแม่ก็ไม่ต้องทำอะไร ยกเว้นในกรณีที่ฟันของเด็กบางคนขึ้นช้ามากๆ เช่น 2-3 ปี แล้วฟันยังไม่ขึ้นจะต้องดูว่ามีอะไรแฝงเร้นอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะโรคของต่อมไร้ท่อ ซึ่งต้องพาไปพบคุณหมอ

          หรืออย่างบางกรณีที่พบว่า เด็กเกิดมาแล้วมีฟันขึ้นมาเลย ถ้าดูแล้วพบว่าฟันที่ขึ้นมาอาจทำให้คุณแม่เจ็บปวดเวลาให้นม หรือมีปัญหาอื่นตามมา เราสามารถถอนฟันนี้ออกได้ เพราะเป็นฟันที่เกินออกมา

ฟันขึ้นช้าดีกว่าขึ้นเร็ว เพราะผุช้า
          โดยเหตุและผลแล้ว อะไรที่เป็นไปตามธรรมชาติสิ่งนั้น จะดีที่สุด การที่ฟันผุหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยดูแลฟันของลูกน้อยให้ดี แต่ถ้าพูดว่า ถ้าฟันขึ้นช้าก็จะผุช้านั้นแสดงว่าตั้งหน้าตั้งตารอคอยให้ลูกฟันผุมากกว่า

ฟันจะเก เพราะลูกดูดขวดนม
          เป็นไปได้ หมายความว่าต้องเป็นในระยะยาวต่อไปมากๆ เพราะการดูดนมขวดในลักษณะที่ผิดวิธี เช่น การนอนดูดขวดนม น้ำนมจะเข้าคอ ดังนั้น ธรรมชาติเองเด็กก็จะต้องเอาลิ้นมาดันบริเวณจุกนมและฟันหน้าบน ซึ่งทำให้มีการกลืนผิดปกติ

          เมื่อถามเรื่องนมขวดคุณแม่อาจจะสงสัยว่า จะเจาะรูเพื่อให้น้ำนมไหลอย่างไรให้พอเหมาะนั้น สังเกตได้ง่ายๆ ว่าถ้าเจาะรูนั้นแล้วคว่ำขวดลงและมีน้ำนมไหลเป็นสายออกมาเลย จะมากเกินไป แต่ถ้าคว่ำขวดแล้วน้ำนมเริ่มหยดไปทีละหยดก็น้อยเกินไป ทางที่ดีควรดูขนาดที่พอเหมาะโดยให้สังเกตว่าเมื่อคว่ำขวดลงแล้วน้ำนมไหลเป็นสายสักประมาณ 1-2 วินาที และจะเริ่มหยดทีละหยดนั้นถึงจะเรียกว่า กำลังพอเหมาะ

ดูแลช่องปาก...ควรเริ่มตั้งแต่เด็ก
          คุณแม่บางท่านอาจจะคิดว่า ลูกเพิ่งเกิดมาใหม่ๆ ยังไม่มีฟันขึ้นก็คงยังไม่จำเป็นต้องดูแล แต่รอจนเริ่มมีฟันขึ้นก่อนแล้วค่อยให้การดูแลนั้นเป็นการเข้าใจผิด เพราะถ้ารอจนเด็กมีฟันขึ้นแล้วจึงเริ่มฝึกการแปรงฟัน เด็กอาจไม่คุ้นกับการที่มีอะไรเข้าไปอยู่ในช่องปาก ดังนั้น ในระยะแรกๆ แม้เด็กยังไม่มีฟันน้ำนมในช่องปาก คุณแม่ควรจะต้องทำความสะอาดคราบนม คราบสกปรกที่ติดค้างอยู่ในช่องปากตามเหงือก หรือกระพุ้งแก้ม โดยวิธีการทำความสะอาดคือใช้ผ้านุ่มๆ ชุบน้ำให้หมาดๆ โดยอาจใช้น้ำต้มสุกธรรมดาแล้วเช็ดภายในช่องปากให้ทั่วๆ

ลูกอายุ 8 เดือน มีฟันขึ้น 4 ซี่ ใช้แปรงสีฟันได้หรือยัง
          คุณแม่สามารถใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงที่อ่อนนุ่ม ซึ่งทำขึ้นมาเพื่อเด็กอ่อนโดยเฉพาะ แปรงเบาๆ ให้ลูก โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาสีฟันควรแปรงด้วยความนุ่มนวล เพื่อไม่ให้ลูกน้อยรู้สึกเจ็บและรู้สึกไม่ดีกับการแปรงฟัน หากลูกไม่ยอมให้แปรงแต่โดยดี ก็สามารถกลับไปใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดทำความสะอาดฟันและช่องปากของลูก ถือว่าไม่ผิดกติกา
"ฟลูออไรด์" ให้ได้เมื่อไหร่

          เจ้าฟลูออไรด์สามารถเริ่มให้ลูกน้อยหม่ำได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน ในขนาด 0.25 มิลลิกรัมต่อวัน จนถึงอายุ 3 ปี โดยให้หม่ำพร้อมข้าวหรือน้ำผลไม้ก็ได้ แต่ห้ามหม่ำพร้อมกับนม เพราะจะทำให้ฟลูออไรด์ไม่ถูกดูดซึม เมื่ออายุ 3-6 ปี ให้เพิ่มปริมาณเป็น 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน โดยให้หม่ำวันละ 1 มิลลิกรัมได้ ตั้งแต่อายุ 6 ปีขึ้นไป และสามารถกินได้จนอายุ 16 ปี สำหรับยาเม็ดหรือยาน้ำฟลูออไรด์สามารถซื้อได้ทั่วไป แต่เพื่อความปลอดภัยควรให้คุณหมอเป็นผู้สั่งให้จะดีกว่า

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ปาริชาตต้นไม้สวรรค์

ปาริฉัตต์ หรือ ปาริชาต หรือที่เราเรียกว่า ดอกทองหลาง นั่นเอง

เชื่อหรือไม่ว่ามันคือดอกไม้ที่อยู่บนสรวงสรรค์ หรือเป็นดอกไม้ของเหล่าเทวดา มันคือหนึ่งในห้าของดอกไม้สวรรค์ที่มีอยู่บนชั้นดาวดึงส์ อันประกอบด้วย (ปาริชาต) กัลปพฤกษ์ มณฑารพ หริจันทน์ และสันตาน

ปาริชาตเมื่อบานเต็มที่แล้ว เทวดาชั้นดาวดึงส์ต่างพากันเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ 5 บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะ 5 เดือนทิพย์ ณ ใต้ต้นปาริชาต โดยทุกๆ 100 ปี ดอกจึงจะบาน ซึ่งเมื่อดอกบานเต็มที่แล้วกลิ่นหอมจะแผ่ไปได้ 50 โยชน์ในบริเวณรอบๆ ตราบนานเท่านาน และจะส่งกลิ่นหอมไปตามลมได้ไกลถึง 100 โยชน์

ต้นปาริชาตจะอยู่นอกเมืองดาวดึงส์ออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ในอุทยานใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ปุณฑริกวัน ซึ่งมีกำแพงล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน โดยต้นปาริชาตจะตั้งตระหง่านอยู่กลางสวน

กล่าวกันว่า ยามที่ดอกปาริชาตบานจะมีเหล่าเทพบุตรเทพธิดามาเล่นสนุกสนานบริเวณใต้ต้นปาริชาตเป็นจำนวนมาก หากกลิ่นปาริชาตที่โชยโรยรินมาต้องเทพบุตรเทพธิดาองค์ใดจะช่วยทำให้เทพบุตรเทพธิดาองค์นั้นระลึกชาติได้อย่างอัศจรรย์ แต่ถ้าเทพบุตรเทพธิดาองค์ใดต้องการดอกปาริชาตมาทัดหู เพียงแต่เข้าไปอยู่ภายใต้ต้นและยื่นมือออกไปดอกก็จะลงมาถึงมือเองราวกับรู้ใจ

หากว่าไม่สามารถรับทันดอกปาริชาตนั้นได้ดอกนั้นก็จะลอยละล่องอยู่บนอากาศ มิได้ตกถึงพื้นจนกว่าจะมีเทวดาผู้ต้องการยื่นมือมารับ

และภายใต้ร่มปาริชาต จะมีแท่นศิลาอันหนึ่งชื่อว่า บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ มีสีแดงดังดอกชบาและอ่อนนุ่มดังฟูกทิพย์ ขณะที่พระอินทร์นั่งบนแผ่นศิลานี้จะอ่อนยุบลงเหมือนนั่งบนปุยนุ่น

ปาริชาตนั้นไม่ใช่ดอกไม้ธรรมดา แต่มีความงามที่อัศจรรย์ ถึงขนาดพระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบกับพุทธสาวกของพระองค์เลยทีเดียว โดยพระพุทธองค์ตรัสว่า

“สมัยใด อริยสาวกคิดออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยนั้นอริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ มีใบเหลือง
สมัยใด อริยสาวกปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยนั้นอริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลัดใบใหม่

สมัยใด อริยสาวกสงัดจากกามและอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลิดอกออกใบ

สมัยใด อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกออกใบ

สมัยใด อริยสาวกมีอุเบกขา สติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เป็นดอกตูม
สมัยใด อริยสาวกบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุขเพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ เสียได้ มีอุเบกขา สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เริ่มแย้ม

สมัยใด อริยสาวกทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่สมัยนั้นอริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตต์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่...”

เดือน ม.ค.นี้ถือเป็นเดือนที่ปาริชาตเริ่มออกดอกแล้ว ว่าแต่ใครก็อย่าไปรอดมกลิ่นเพื่อหวังจะระลึกชาติได้เลยเพราะจะระลึกชาติได้ก็แต่เทวดาเท่านั้น

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ โดย..อ.ตุ้ย วรธรรม 29 มกราคม 2555 เวลา 10:50 น.

อังกฤษเล็งขายรถเล็กสุดในโลก

บริษัทในอังกฤษเตรียมฟื้น "พีล คาร์" รถเล็กสุดคลาสสิกเพื่อผลิตออกจำหน่ายอีกครั้ง

เชื่อได้เลยว่า ไม่ว่าใครที่ได้เห็นเจ้า “พีล คาร์” หรือเจ้ารถยนต์ไซส์มินิ ซึ่งได้ชื่อว่ารถยนต์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลกของบริษัท พีลเอ็นจิเนียริง เป็นต้องอยากวิ่งเข้าไปจับจองซื้อมาไว้เป็นเจ้าของกันทุกคนอย่างเป็นแน่
เพราะนอกจากความ “เล็กกระจิ๋วหลิว” ที่เล็กขนาดสามารถขับผ่านทางจักรยานเพื่อหลบหลีกรถติดบนถนนใหญ่ เข้าไปซื้อของในห้าง จอดในที่ว่างระหว่างรถยนต์คันอื่นแล้ว เจ้ารถคันนี้ยังสามารถขับผ่านเข้าไปในลิฟต์เพื่อนำไปจอดไว้ข้างโต๊ะทำงานบนตึกสูงได้อีกด้วย

แม้ว่าเจ้าพีล คาร์ จะไม่ใช่ไอเดียรถยนต์เล็กใหม่แกะกล่องมาจากไหน เพราะเป็นเพียงการนำรถยนต์อังกฤษรุ่นคลาสสิกแบบเดียวกันเป๊ะ ซึ่งเคยผลิตบนเกาะแมนของอังกฤษในปี 2505-2508 นำมาปัดฝุ่นผลิตใหม่อีกครั้งในเร็วๆ นี้

และแม้ว่าแรงขับเคลื่อนของเจ้ารถยนต์จิ๋วจะมีเพียง 49 ซีซี ที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 38 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยที่น้ำมัน 1 แกลลอน สามารถวิ่งได้ 120 ไมล์ ทว่าการกลับมาอีกครั้งของเจ้าพีล คาร์ สร้างความตื่นเต้นให้ชาวอังกฤษได้อย่างมากเลยทีเดียว


สำหรับใครที่กำลังเล็งจับจองมาไว้เป็นเจ้าของสักคัน อย่าลืมคิดคำนวณกันให้ดีเสียก่อน เพราะราคาของเจ้าพีล คาร์ ไม่ได้น่ารักมินิเหมือนไซส์ เพราะมีราคาสูงถึง 1.5 หมื่นปอนด์ หรือ 7.2 แสนบาท หรือสามารถซื้อรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นคันโตคันหนึ่งได้สบายๆ เลยทีเดียว

เพราะต้องไม่ลืมว่ารถคันนี้จะเล็กกิ๊บเก๋มีสไตล์แค่ไหน แต่สิ่งที่ได้กลับมาอาจไม่ต่างอะไรกับการได้สกูตเตอร์แบบมีหลังคามาครอบครองนั่นเอง

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 30 มกราคม 2555 เวลา 07:18 น.

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2555

ไทย ติดโผประเทศน่าฮันนีมูนอันดับ 3 ในเอเชียและแปซิฟิกใต้

นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลางและอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  เปิดเผยว่า นิตยสาร ไบรดัล ไกด์ ซึ่งเป็นนิตยสารรายเดือนที่นำเสนอเนื้อหาสำหรับกลุ่มผู้สนใจเกี่ยวกับเรื่องการแต่งงาน และฮันนีมูน รายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา มียอดพิมพ์สูงถึง 165,878 ฉบับต่อเดือน  ทำการจัดอันดับประเทศแหล่งท่องเที่ยว ในทวีปเอเชียและแปซิฟิกใต้ ที่เหมาะสำหรับการฮันนีมูน ของคู่รักหลังจากการแต่งงาน โดยประเทศไทยติดอันดับที่ 3 ด้วยคะแนนโหวตร้อยละ 29.6

โดยอันดับที่ 1 และ 2 ได้แก่ หมู่เกาะตาเฮติ ร้อยละ 49.6 และหมู่เกาะฟิจิ ร้อยละ 46.1

ซึ่งการจัดอันดับดังกล่าว คาดว่า จะเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยไปสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันในการตัดสินใจเดินทางมาไทยมากขึ้น โดยททท.สำนักงานนิวยอร์ก และสำนักงานลอสแองเจลิส รุกแผนการตลาด เช่น ร่วมเทรดโชว์และโรดโชว์ เชิญบริษัทนำเที่ยว สื่อมวลชนจากสหรัฐอเมริกามาสำรวจความพร้อมของแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อให้รับรู้ความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว สินค้าและบริการที่เป็นจุดขาย รวมทั้งภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยไปยังชาวอเมริกันในการตัดสินใจมาเที่ยวไทยมากขึ้น

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ MTHAI วันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2555

แบตเตอรี่กระดาษ สลายได้ในธรรมชาติ

สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้อาจจะไม่ได้เป็นแบตเตอรี่ที่เราจะได้ใช้งานโดยทั่วไป เพราะแบตเตอรี่ชนิดนี้ เราเรียกว่า แบตเตอรี่กระดาษ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เลี้ยงกระแสไฟสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กินไฟต่ำ เช่น ระบบ RFID ในสมาร์ตการ์ดให้มีกำลังส่งคลื่นที่สูงขึ้น มีอายุใช้งานนานถึง 2 ปี ไม่สามารถนำกลับมารีไซเคิลได้ แต่เจ๋งตรงที่สลายได้เองตามธรรมชาติในเวลาอันรวดเร็ว

แบตเตอรี่ที่ว่านี้ผลิตโดย บริษัท รอคเค็ท อิเล็กทริค ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถ่านไฟฉายจากประเทศเกาหลี เพิ่งเปิดตัวแบตเตอรี่กระดาษ (Paper Battery) ในงานบีโอไอแฟร์ที่ผ่านมา

แบตเตอรี่กระดาษเป็นการนำถ่านแมงกานีสมาพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีเดียวกับการทำฟิล์มในการแปรสภาพ จึงทำให้ตัวแบตเตอรี่กระดาษมีลักษณะอ่อนโค้งและบางเพียง 0.6 มิลลิเมตร ให้กระแสไฟ 1.5 โวลต์ แต่มีความจุต่ำ เหมาะสำหรับนำไปใช้กับอุตสาหกรรมอย่างสมาร์ตการ์ดหรือเมโลดีการ์ด

ดังนั้น สิ่งที่เราจะคาดเดาได้คร่าวๆ หลังจากแบตเตอรี่กระดาษออกสู่ท้องตลาดอย่างเป็นทางการก็คือ สตีฟ จ็อบส์ ที่อยู่บนสวรรค์คงดีใจหลายๆ เพราะไอโฟนรุ่นใหม่ๆ จะต้องบางและเบาลงกว่าเดิมสมใจเทพแกดเจ็ตอย่างแน่นอน รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ก็จะได้อานิสงส์นี้ด้วยเช่นกัน ระวังอย่างเดียวก็คือตรุษจีนปีหน้า อย่าเผาแบตเตอรี่กระดาษรวมไปในกงเต๊กก็แล้วกัน เพราะอย่างไรขึ้นชื่อว่าเป็นแบตเตอรี่ก็ควรถูกกำจัดอย่างถูกวิธี
 
แหล่งที่มา  เว็บไซต์โพสทูเดย์ โดย..โยโมทาโร่  27 มกราคม 2555 เวลา 13:03 น.

แบตเตอรี่ใช้ให้คุ้ม แยกก่อนทิ้ง

แบตเตอรี่เป็นแหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และมีอายุการใช้งานต่ำ

แบตเตอรี่เป็นแหล่งเก็บพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และมีอายุการใช้งานต่ำ เราจึงมีขยะจำพวกแบตเตอรี่ถูกทิ้งให้กลายเป็นมลพิษต่อสภาวะแวดล้อม สารโลหะหนักจำพวกตะกั่ว แคดเมียม ปรอทซึมลงดิน ทำให้พื้นที่ดินนั้นไม่สามารถทำการเกษตรต่อไปได้ หากคุณมีพฤติกรรมการใช้แบตเตอรี่อัลคาไลน์ที่ใช้แล้วทิ้ง สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุด ก็คือการหาถุงพลาสติกอย่างดีใส่เป็นขยะแยกไว้รอรีไซเคิล ไม่ควรโยนทิ้งถังขยะไปเปล่าๆ เพราะจะกลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

หากคุณคัดแยกแบตเตอรี่ออกมาแล้วนำไปทิ้งในจุดรับทิ้งแบตเตอรี่เก่า หรือขายให้ศูนย์รับซื้อของเก่า ก็เท่ากับว่าคุณได้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดเราควรหันมาใช้แบตเตอรี่ชนิดชาร์จไฟ จะได้แบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าและคุ้มค่ากว่าในระยะยาว

แหล่งที่มา  เว็บไซต์โพสทูเดย์ โดย...โยโมทาโร่ 27 มกราคม 2555 เวลา 13:14 น

อาบน้ำเป็นช่วยชะลอวัย

วิธีการอาบน้ำเพื่อชะลอวัยคือ เริ่มต้นให้คุณใช้น้ำร้อนอาบน้ำสัก 3 นาที เสร็จแล้วตามด้วยน้ำเย็น 30 วินาที ทำแบบนี้กลับไปกลับมา 3 รอบ จบลงด้วยการอาบน้ำเย็น 30 วินาที

แหล่งที่มา  เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ทางเลือก ศีลธรรมในใจกับสังคมภายนอก

คู่ชีวิตสามีภรรยาร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาเนิ่นนาน แต่แล้วโชคชะตาก็มาเยี่ยมเยือน

ภรรยาล้มป่วย และตรวจพบว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย กระนั้นโชคชะตาก็ไม่เลวร้ายเสียทีเดียวเนื่องเพราะมะเร็งนี้ยังมีหนทางรักษา แต่ค่ายาที่รักษานี้ราคาแพงมาก สมมติราคาอยู่ที่ 6 แสนบาท สามีพยายามทำทุกวิถีทาง ขายบ้าน ขายทรัพย์สิน หยิบยืมเงินทอง ขอความช่วยเหลือก็รวบรวมมาได้ราว 4 แสนบาท สามีนำเงินค่ารักษามาให้โรงพยาบาล พร้อมกับคาดหวังว่าทางโรงพยาบาลจะเห็นใจยอมลดหย่อนค่ารักษาหรือยอมให้ผ่อนชำระ แต่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ช่วยเหลือ ไม่ได้มีความกรุณาดังที่คาดหมาย สามีดิ้นรนทุกทาง ขณะที่อาการของภรรยาก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ ต่อมาชายหนุ่มมาทราบว่าต้นทุนการรักษาพยาบาลก็ไม่ถึง 3 แสนบาท แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะต่อรองค่ารักษาพยาบาล ทางรอดสุดท้ายที่คิดออก คือ สามีอาจต้องทุจริตทรัพย์สินของบริษัทที่ทำงาน หรืออาจต้องใช้เช็คปลอมเพื่อหลอกลวงกับทางโรงพยาบาล ขโมยยา แต่ทุกทางก็เป็นการทำผิดศีลธรรมทั้งสิ้น

สมมติว่าสามีคนนี้มาขอคำปรึกษากับเราในฐานะที่พึ่งสุดท้าย เราจะให้คำแนะนำอะไร อย่างไร นี่คือตัวอย่างเรื่องราวความขัดแย้งที่นักจิตวิทยาการศึกษาท่านหนึ่งได้ใช้เป็นประเด็นศึกษาและทำความเข้าใจในเรื่องการเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ที่มีต่อเรื่องศีลธรรม ลอเรน คอลเบิร์ก อธิบายว่า สำหรับเด็กเล็ก มุมมองต่อเรื่องศีลธรรมเป็นอะไรที่ง่าย ตรงไปตรงมา สิ่งที่เด็กเล็กเรียนรู้คือ การเชื่อฟังและความหวั่นเกรงต่อการถูกลงโทษ เด็กเล็กบางคนมองว่าไม่ควรขโมยเพราะมันผิดศีลธรรม แต่เด็กเล็กบางคนก็อาจเห็นด้วยกับการขโมย สำหรับเด็กเล็กแล้วเรื่องของศีลธรรมเป็นอะไรที่ควรเชื่อฟัง และหากไม่เชื่อฟังก็เป็นเพราะเหตุผลอะไรบางอย่างที่ง่าย ไม่ซับซ้อน

ขณะที่เด็กโต วัยรุ่นที่เริ่มมีการรู้คิด รู้อ่าน พวกเขาเริ่มเรียนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลกอีกต่อไป พวกเขามีคนอื่นเกี่ยวข้องด้วย ความประพฤติของพวกเขา หลักศีลธรรมที่ยึดถือนั้น สัมพันธ์กับการยอมรับของหมู่คณะที่เด็กโตเหล่านั้นสังกัดอยู่ ความประพฤติหรือการมีศีลธรรมในระดับช่วงวัยนี้จึงขึ้นกับค่านิยมของหมู่คณะ แรงจูงใจทางศีลธรรมในขั้นนี้เริ่มมีความซับซ้อนเพราะหมู่คณะมีอิทธิพลต่อการคิดนึกและปฏิบัติของช่วงวัยนี้ ความนึกคิดทางศีลธรรมในช่วงขั้นตอนเปลี่ยนผ่านนี้ ยึดโยงกับการยอมรับ และความมุ่งหวังเพื่อเป็นที่รักของคนพิเศษ เช่น พ่อแม่ คนที่มีความหมายกับชีวิต เติบโตก้าวขึ้น คือ พัฒนาศีลธรรมในลักษณะขยาย คือ มองเห็นประเด็นศีลธรรมในลักษณะเชื่อมโยงกับมิติของหมู่คณะ ผลลัพธ์การตัดสินใจจึงอาจคล้ายคลึงกับเด็กเล็ก แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ มิติความซับซ้อนในเชิงเหตุผลที่มากขึ้น

ก้าวขึ้นสู่พัฒนาการของวัยผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ในฐานะผู้มีวุฒิภาวะ มีมิติการคิดนึกกว้างไกลและลึกซึ้งมากขึ้น ผู้ใหญ่วัยนี้มองศีลธรรมในแง่ข้อตกลงสัญญาประชาคมและสิทธิขั้นพื้นฐาน เหตุผลการคิดนึกต่อเรื่องศีลธรรมไม่ได้มาจากใครคนหนึ่งเป็นผู้กำหนด แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีสิทธิมีเสียงที่จะบอกเล่า หรือมีส่วนร่วมต่อคำถามที่มีต่อสังคม เช่น “สังคมที่ดี เกิดขึ้นได้อย่างไร” มีมุมมองที่ให้ความสำคัญกับคุณค่า สิทธิ และหน้าที่ที่พึงมี พึงยึดถือ หลักศีลธรรมหรือจริยธรรมของสังคมจึงยึดโยงกับความเป็นประชาธิปไตย

กระนั้นเสียงของมติคนส่วนใหญ่หรือการถือหลักประชาธิปไตยก็อาจไม่ใช่คำตอบถูกต้องสำเร็จรูป เพราะความถูกต้องของคนส่วนใหญ่กลุ่มหนึ่งอาจหมายถึงการทำร้ายคนส่วนใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง เช่น การบริโภคที่เกินความพอดีย่อมหมายถึงการเบียดเบียนทรัพยากรของสังคมโลกโดยรวม มิติศีลธรรมจึงต้องเป็นเรื่องของหลักการสากล : ความเมตตากรุณา ความรัก สันติวิธี การไม่เบียดเบียน หลักกฎหมายจึงต้องตอบสนองหลักการศีลธรรมสากลผ่านระบบความยุติธรรม ความเสมอภาค การให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพในความคิดและการแสดงออก

แล้วปัญหาของเรื่องนี้อยู่ที่ไหน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงปัญหาความรุนแรงต่างๆ ก็มากขึ้นทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยจากแนวคิดการเมือง ผลประโยชน์ ความเชื่อที่ขัดแย้งและไม่ประสานกัน กับดักสำคัญที่ทำให้เรื่องราวเช่นนี้รุนแรง ก็คือ ความเชื่อที่ว่า “เราถูก คนอื่นต่างหากที่ผิด” ความเชื่อนี้จึงเป็นแรงผลักที่ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้ ไม่เกิดการรับฟัง ข้อสังเกตจากคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ใหญ่สำคัญของสังคมไทยตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “คนไทยจำนวนหนึ่ง ‘ฟังไม่เป็น คิดไม่ออก พูดไม่จริง และทำไม่ถูก’” เราแต่ละคนจึงมีความเป็นไปได้อย่างมากทีเดียวที่อาจตกอยู่กับกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่คุณอานันท์หมายถึงก็ได้ และเช่นนั้นก็หมายถึงว่าเรามีส่วนร่วมในการทำร้ายคนอื่น ทำร้ายสังคม

ศีลธรรมในฐานะหลักความประพฤติที่มีอยู่ในใจเรา จึงต้องมีการทบทวนเรียนรู้ และตรวจสอบเสมอ เพราะเป็นไปได้อย่างมากที่เราอาจเผลอตกอยู่ในกับดักและใช้ศีลธรรมในระดับต่ำกว่าวุฒิภาวะที่พึงเป็น และนั่นคือเรื่องน่ากลัวของทุกคนในสังคม
 
แหล่งที่มา  เว็บไซต์โพสทูเดย์  29 มกราคม 2555 เวลา 10:52 น.

หลงกลิ่นเวลา

ทุกคนมีเวลาเท่ากัน แต่ก็มักบอกตัวเองและคนอื่นว่า ไม่มีเวลา ทุกแห่งหนคงมีคำกล่าวทำนองนี้ให้ได้ยินบ่อยๆ จนเสมือนทุกที่มักมีใครบางคนคอยขโมยเวลา

เขาเป็นคนหนึ่งที่มักวุ่นทั้งวัน ประชุมโน่นประชุมนี่จนบอกใครต่อใครว่า ไม่มีเวลา เมื่อเป็นบ่อยเข้า จึงรู้สึกหวงแหนเวลา ทุกครั้งที่มีโอกาสจึงมักจะใช้เวลาอยู่กับตัวเอง คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อยเปื่อย

ชักสงสัยเหมือนกันว่าใครเป็นคนขโมยเวลาใครกันแน่...หรือตัวเราขโมยเวลาตัวเอง

มักบอกคนอื่นเสมอๆ เราเป็นคนหนุ่ม...ต้องใช้วัยของเราให้คุ้ม อาชีพเรามันต้องหนุ่มตลอดเวลา...ซึ่งความจริงก็ควรจะเป็นอย่างนั้น

“ความฝันผมคือการได้เสพโคเคนสักครั้งในชีวิต...มันต้องสุดยอดแน่ๆ”

ชายหนุ่มผ่านเลยตัวเลข 25 หมาดๆ เล่าความฝัน บางคนในวงสนทนาถึงกับรีบสวนในทันที “ไม่มีฝันที่ดีกว่านี้แล้วเหรอวะ” ไม่ผิดทั้งคู่ แต่ก็น่าคิด ใครจะฝันแทนกันได้ ใครจะฝันเหมือนกันทุกคน

...หนุ่มคนนี้ร่ำรวยฝันมากมาย เขามักตั้งคำถามพร้อมวาดฝันแปลกๆ แหวกๆ ให้คนอื่นฟังอยู่เสมอๆ
“ถ้าผมวัยเท่าพี่ผมจะไม่ขับรถรุ่นนี้”
“ผมว่าพี่ไม่ควรใส่รองเท้ายี่ห้อนี้ ใครๆ เขาก็ซื้อใส่กันได้”
“เราต้องล้ำสิ...จะมีเท่าคนอื่นได้ยังไง เราต้องล้ำในทุกเรื่อง”
“ผมซื้อบ้านแล้ว ผมจะซื้อรถ”
“ผมเพิ่งถอยแทกฮอยเออร์มา มือสอง ราคา 2 หมื่นนะ”
“แหวนอีกวง”
“ผมจะรวย...ถ้าผมรวย ผมจะทำให้พี่ล้ำด้วย เราจะอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอก”

ฝันเขาไม่หยุด ถึงขั้นอยากเลี้ยงโสเภณีเซื่องๆ ที่ซื่อสัตย์ไว้สักคน คอยปรนเปรอความใคร่ ก็เมืองนี้มันเหงา...ว่าเข้าไป
วางแผนสานฝันด้วยการจะเปิดร้านเพชร ตั้งเป้าโกยรายได้ปีละ 10 ล้านบาท บินไปขายฝรั่งที่ภูเก็ต ขึ้นลงกรุงเทพฯ สัปดาห์ละครั้ง นัดเพื่อนจัดปาร์ตี้ให้สาใจ ชีวิตสุขสุดๆ แบบนี้หาไม่ได้แล้ว...ไม่มีอะไรที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์

“ถ้าอยู่ไปอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อไหร่จะรวยวะพี่”
“ดูพ่อผมสิ หนี้บัตรเครดิตบาน จะเกษียณ บ้านยังไม่มีปัญญาซื้อ”
“เราต้องรวยเท่านั้น”

เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ... “โลกทุนนิยมมันมีไว้สำหรับคนรวยเท่านั้น”
“ใช่ๆ” ???

เสียงปรบมือดังเกรียว ทันทีที่หนุ่มตี๋ร้องเพลงจบลง จะด้วยความไพเราะของบทเพลงหรือเพราะหน้าตามัน...ไม่รู้ แต่ลานกลางเค วิลเลจ คึกคักขึ้นทันตา

“น้องขออีกแก้ว” เขาสั่ง

เพื่อนผู้มาไกลจากเมืองไข่มุกแห่งอันดามันวาดฝันเดินทางมาเยือนเมืองหลวงปีละครั้ง เที่ยวคราวเดียวห้าหมื่นบาท แล้วฉีกกระเป๋าทิ้ง พกพาความฝันหรูหราไม่ต่างจากเพื่อน
“ผมเริ่มเห็นด้วยกับพี่”
“ใช่...จริงๆ พี่...ถูกต้องเลย” หนุ่มน้อยยิ้มตาหยีพร้อมยกนิ้วโป้งประกอบคำพูด
“เอ็งใส่รองเท้าคู่ละหมื่นกว่าที่ถอยมา ไปจีบสาวเชียร์เบียร์ได้ป่าววะ”
“นั่นสิพี่ มันไม่มองแน่ เด็กเสิร์ฟผู้ชายมันยังไม่เดินเฉี่ยวมาบริการเราแถวนี้เลย”
“ใครจะเชื่อว่าเอ็งใส่โรเล็กซ์เรือนละแสนสอง ของเก๊ชัวร์...ว่ามั้ย”
“นั่นน่ะสิพี่”

ราตรีเริ่มโรยรา...เพื่อนที่น่ารักรูดบัตรเครดิตจ่ายค่าละเลียดเบียร์ฮูการ์เด้นแพงระยับ ...ขยับยกขบวนตระเวนหาข้าวต้มกินต่อ
หนุ่มนักท่องเที่ยวเล่าแผนการ ต้องตื่นเช้าไปซื้อดอกไม้ให้หญิงสาวรับปริญญาโท บ่ายไปงานแต่งเพื่อนที่ จ.ระยอง เข้ากรุงเทพฯ ผลาญเงินเล่นให้หมด...กลับไปทำงานโรงแรมหรูที่ภูเก็ต...เก็บเงิน...ปีหน้าเจอกันใหม่

“บินขึ้นบินลงกี่เที่ยวก็ไป...ถ้าได้เที่ยว” เธอบอกเป้าหมายชีวิต
“ตอนเรียนไม่ค่อยได้เที่ยว แม่ให้เรียนอย่างเดียว ดีนะที่ไม่ติดคณะบัญชี”
“นี่เพิ่งกลับจากเชียงใหม่” เธอเล่าพลางบอกแผนการทริปต่อไป
“หนูจะไปมันทุกที่ที่มีโอกาส”
“คนเรามีเวลาเท่ากันใช่มั้ยพี่”
“ก็ใช่”
“หนูว่าความสุขของชีวิตไม่มีอะไรสนุกมากไปกว่าการได้เดินทาง ได้ใช้เวลาเหยียบโลกเล่นให้ทั่ว”
“เวลามีเท่ากัน แต่ชีวิตยาวไม่เท่ากัน”...เธอช่างคิด
“หนูจะหางานที่ต้องได้เดินทางเท่านั้น”
“ฝันไปเถอะ...เรียนจบให้ไปช่วยทำธุรกิจที่บ้าน น่าเบื่อจะตาย”
“พี่ว่า...คนเราเกิดมาแล้วไม่ได้เที่ยวไหนเลย มันจะเกิดมาทำไม” เธอแสร้งโยนคำถาม...แต่เหมือนไม่อยากจะฟังคำตอบ
“อีก 20 ปี พี่ก็เกษียณ...พี่ไม่เที่ยวบ้างล่ะ”
“ก็เที่ยวอยู่”
“หนูไม่เห็นพี่ค่อยได้ไปไหน”
“ทำงานก็ได้เที่ยวทางความคิด”
“เราต่างถูกขโมยเวลาด้วยหน้าที่การงาน”
“บางคนลงทุนซื้อรถเอสยูวีราคาแพง เพียงแค่เติมช่องฝันให้เต็ม ฝันจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดเดือนละครั้ง...แต่เอาเข้าจริงทั้งปีรถเอสยูวีได้ย่ำอยู่แค่ชานเมืองกับใจกลางกรุงเทพฯ”
“เชื่อเถอะ...บางทีตัวหนังสือก็พาเราท่องโลกได้เหมือนกัน โลกมันกว้างนะ”
“ไม่เถียงค่ะ...แต่เหยียบโลกผ่านหนังสืออย่างเดียวมันไม่ได้สัมผัสกลิ่นเวลานะ”
“อาจจะใช่”
“รวยแล้วคงได้เที่ยวมั้ง”
“ชาติไหนพี่” เธอย้อนพร้อมเสียงหัวเราะร่วน
“ชาติหน้า”...เขายิ้มกับตัวเองในค่ำคืนอันยาวนาน

แหล่งที่มา  เว็บไซต์โพสทูเดย์  โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์ 29 มกราคม 2555 เวลา 08:03 น.

พระอาจารย์ประคองมือขวาพระราชรัตนรังษี

คงเป็นที่ทราบโดยทั่วกันแล้วว่า มหาเถรสมาคมมีมติให้พระราชรัตนรังษี (วีรยุทธ์ วีรยุทโธ) เป็นเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาอินเดีย และเป็นหัวหน้าพระธรรมทูตไทยประจำอินเดียเนปาล แต่ท่านเจ้าคุณมีวัดในอินเดียและเนปาลต้องดูแลหลายวัด จึงต้องหาพระที่ไว้ใจได้มาทำหน้าที่แทนที่วัดไทยพุทธคยา อันเป็นวัดแห่งแรกที่รัฐบาลไทยสร้างในต่างประเทศ เมื่อ 55 ปีมาแล้ว พระที่ได้รับความไว้วางใจรูปนั้นคือพระประคอง ปริปุณโณ อายุ 47 ปี พรรษา 27 ที่อยู่ที่ประเทศอินเดียมา 20 ปี

ผู้เขียนพบกับท่านครั้งแรกเมื่อแวะไปเยี่ยมวัดไทยพุทธคยา ก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2554 เมื่อแนะนำตัวก็พูดคุยกันหลายเรื่อง

ก่อนมาอยู่วัดไทยพุทธคยา เป็นหูเป็นตาแทนเจ้าอาวาสรูปใหม่ ท่านอยู่ที่วัดไทยสารนาถ เมืองพาราณสี 19 ปี สำนักเดิมที่เมืองไทย ได้แก่ วัดมหาธาตุ

ท่านเล่าว่ามาอยู่วัดไทยพุทธคยา รับผิดชอบทั้งวัด รวมทั้งคอยระวังภัย ไม่ให้โจรมาปล้น เวลากลางคืนท่านจึงอยู่บนดาดฟ้าของตึกภูริปาโลคลีนิคที่อยู่หน้าวัดโดยมีไฟฉาย และไม้ตีเบสบอล 1 อัน เพราะกลางดึกวันที่ 4 ธ.ค. 2554 โจรอินเดียประมาณ 16 คน ปล้นวัดเมตตาพุทธาราม วัดไทยที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง ห่างจากวัดไทยพุทธคยาไปประมาณ 600 เมตร ได้เงินวัดและจากญาติโยมผู้แสวงบุญที่พำนักที่วัดไปประมาณ 1 ล้านรูปี

อาศัยยามของวัดบางทีก็ไว้ใจไม่ค่อยได้ ยามบางคนหลับยาม ส่วนท่านก็ไม่ไม่ประมาท บางคืนนอนน้อย ต้องระวังตลอดเวลา แต่กระนั้นก็มั่นใจจากคาถาอาคมที่ร่ำเรียนจากเสือใบ สะอาดดี เสือดังเมืองสุพรรณ เมื่อ 20 ปีที่แล้วหลังจากพบกันโดยบังเอิญ ที่วัดมหาธาตุ

อย่างไรก็ตาม ท่านยังอยากพบเสือใบที่เป็นมัคนายกอยู่วัดพันตำลึง อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เพราะเสือใบเคยพูดว่ามีของพิเศษจะมอบให้ท่าน แต่เวลาล่วงเลยมา 20 ปีแล้ว เสือใบอายุ 91 ปี ในปัจจุบันไม่รู้ว่ายังจะจำท่านได้หรือไม่ จึงบอกว่าจะหาโอกาสไปพบเมื่อมาเมืองไทย

พบเสือใบ
เมื่อมาเมืองไทยช่วงนี้ ขณะที่คอยต่อวีซ่าเข้าอินเดีย ได้เดินทางไปพบเสือใบ สะอาดดี ที่บ้านพันตำลึง เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2555
ในการพบกันนั้น เสือใบที่อยู่ในวัย 91 ปี ได้ให้การต้อนรับในบ้านที่ใหญ่โต ด้วยความยินดี หลังจากทราบว่าเป็นใครมาจากไหน ทั้งนี้เสือใบนั้น หลังจากพ้นโทษ ทำมาหากินตามปกติชนคนดีมีสัมมาอาชีวะ และเข้าวัดปฏิบัติธรรม ที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ มานาน โดยพูดด้วยความภูมิใจว่าท่านเป็นศิษย์พระพิมลธรรม (อาจ) ซึ่งต่อมาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ และปฏิบัติธรรมกับเจ้าคุณโชดก (พระธรรมธีราชมหามุนี ป.ธ. 9) วัดมหาธาตุ

ชีวิตบั้นปลายอยู่กับภรรยา อายุ 72 ปี มีบุตรสาวคอยดูแลด้านอาหารการกิน บางครั้งได้รับเชิญไปเป็นประธานในงานการกุศล เช่น ทอดผ้าป่าบ้าง ไปแต่ละแห่งจะมีคนมาขอให้เป่ากระหม่อมให้เสมอ

ก่อนลากลับเสือใบถวายพระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุให้พระอาจารย์ประคอง 1 องค์ และบอกว่าทำบุญทุกครั้งอธิษฐานว่าหากเลือกเกิดได้ขอเกิดเป็นตำรวจ ไม่ขอเกิดเป็นเสืออีกต่อไป

พระอาจารย์ประคองบอกผู้เขียนว่ากลับมาเมืองไทยครั้งนี้พบเสือใบสมใจนึกเพราะปรารถนาไว้ 20 ปีแล้ว

ดูแลวัดไทยพุทธคยา
ส่วนความรับผิดชอบที่วัดไทยพุทธคยา ท่านเล่าว่า ทำทุกอย่าง ตั้งแต่ดูแลการสูบส้วม จนกระทั่งการบริหารระดับบน หรือบางครั้งต้องเป็นวิทยากรบรรยายให้คณะทัวร์ระดับ VIP ตามคำเรียกร้อง

ด้านความสะอาดในวัดไทยพุทธคยาเห็นชัดเจนสะอาดเป็นระเบียบ ว่าไม่มีขี้นกพิราบรอบๆ โบสถ์ เพราะท่านจะให้รางวัล คนกวาด 100 รูปีเมื่อกวาดขี้นกได้ 1 กระสอบ (กระสอบปุ๋ย) ในการับผิดชอบต่อท่านเจ้าอาวาสพระราชรัตนรังษี ซึ่งพระอาจารย์ประคองเรียกด้วยความเคารพว่าหลวงพ่อนั้น ท่านจะให้ความสำคัญทุกอย่างรวมถึงอาหารที่ฉันในแต่ละมื้อว่าจะไม่สารพิษเจือปน จึงต้องทำหน้าที่ชิมอาหารทุกจานก่อนถวายหลวงพ่อ

ก่อนบวชมีฐานะเป็นพ่อเลี้ยง
ก่อนบวชนั้น เป็นคนมีประสบการณ์ในการทำงานสร้างตัวเองเป็นระดับพ่อเลี้ยงตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ทั้งๆ ที่พอเกิดมาเป็นพ่อเลี้ยงน้อยอยู่ก่อน เพราะพ่อแม่เป็นพ่อเลี้ยงเมืองพะเยา

ชื่อเดิมประคอง นามสกุลปงกา เกิดวันที่ 26 ก.ย. 2506 ที่ อ.พะเยา จ.เชียงราย ปัจจุบัน คือ จ.พะเยา


บวชเมื่ออายุ 20 ปี กะว่าจะบวชสัก 7 วัน แล้วลาสิกขาไปแต่งงานกับเจ้าสาวที่หมั้นไว้ จาก 7 วันกลายเป็น 27 พรรษาไปแล้วในปีนี้

เมื่อบวชแล้วได้ร่ำเรียนวิชาการต่างๆ จนได้ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ แต่ไม่ได้เป็นมหาเปรียญ นอกจากมีเพื่อนเป็นมหาและเป็นเจ้าคุณหลายรูป เมื่อไปอยู่อินเดีย พ.ศ. 2535 โดยประจำที่วัดไทยสารนาถ ได้เรียนปริญญาโทจบด้านรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยพาราณสี

ความภูมิใจ
เมื่ออยู่วัดไทยสารนาถ ภูมิใจที่ได้สานต่อเจตนารมณ์ พระครูประกาศสมาธิคุณ พระอาจารย์ที่บุกเบิกวัด เพราะรู้สึกศรัทธาเลื่อมใสเมื่อได้อ่านประวัติและเจตนารมณ์ในการตั้งวัดไทยสารนาถ เพื่อพุทธบริษัท 4 โดยไม่สนใจนิกาย ซึ่งเจตนารมณ์นี้โดนใจมาก เพราะท่านเองก็คิดว่าเมื่อมาอินเดียควรมีเพียงนิกายเดียวคือ พุทธนิกาย เท่านั้น

อาจารย์ จำได้
เมื่อมีประสบการณ์ในอินเดีย 20 ปี ย่อมรู้ย่อมเห็นเรื่องต่างๆ ทั้งของนักแสวงบุญชาวไทยและคนอินเดียที่เป็นคนท้องถิ่น ท่านจึงเล่าเรื่องต่างๆ ได้อย่างมีอรรถรส เพราะรู้อะไรรู้ลึก พร้อมเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ทำให้คนฟังเพลิดเพลิน

เช่นเรื่องแขกอินเดียที่พุทธคยา เมื่อพบคนไทยหรือพระไทย จะทักทายที่ทำเอาคนฟังแปลกใจไปตามๆ กัน โดยแขกทักว่า อาจารย์ อาจารย์ จำได้ จำได้ (คนไทยสอนไว้)

ท่านจึงหยิบยกเอามาแต่งเป็นเพลงให้วง จี วัน แบนด์ วงดนตรีเพื่อธรรมนำไปขับร้อง

คำร้องที่ท่านแต่งว่า ฉันมาพุทธคยา ครั้งแรก ก็ไม่แปลกไม่เหงา มีแขกมาทักเราว่าจำได้ จำได้

พระอาจารย์ประคองเล่าความเป็นมาของเพลงว่า แขกมันมั่ว ทั้งๆ ที่เรามาพุทธคยาครั้งแรก ไม่เคยรู้จักและเห็นหน้ามาก่อน แต่แขกจะทักทายว่าอาจารย์ จำได้ อาจารย์ จำได้ เป็นการหากินแบบมั่วๆ เพื่อจะมาตีสนิท และเชิญชวนไปซื้อของ หรือให้ไปใช้บริการ

เมื่อได้ยินแขกทัก โดยมารยาทก็ตอบไปบ้าง แต่อย่าไปหลงกล ให้ถือคติว่าไม่ตลอด คือไม่สบตา ไม่มองหน้า ไม่เจรจา ไม่เสวนา มิเช่นนั้นจะเสียเวลา ทำให้ขบวนนำเที่ยวล่าช้าหากไปกันหลายคน เพราะแขกจะชวนแลกสตางค์หรือซื้อของ ทั้งนี้เพราะคณะทัวร์อินเดีย มักทำ 34 อย่างในเวลาเดียวกัน คือพระก็จะไหว้ สตางค์ก็จะแลก ของแปลกก็จะซื้อ

สำหรับเพลงจำได้ๆ นี้อยู่ในชุดสังเวชนียสถาน ของวง จี วัน แบนด์ เป็นเพลงเกี่ยวกับสังเวชนียสถาน 4 ตำบล รวม 14 เพลง ยังอยู่ในขั้นตอนการผลิต

ทัวร์หลายแบบ
พระอาจารย์ประคองเผยถึงพฤติกรรมของบริษัททัวร์ที่ไปอินเดียว่ามีต่างๆ กันหลายประเภท ทั้งที่น่าชื่นชมยกย่อง และน่าเห็นใจ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับจำนวนเงิน ที่บริษัททัวร์เรียกเก็บ หากเก็บในราคาสูง ลูกทัวร์ก็จะมีความสุขในการเดินทาง ทั้งที่พัก และอาหารการกิน หากจ่ายน้อย ก็ได้ตามราคา คือเหนื่อยและลำบาก บางคณะต้องสมาทานศีล 8 เพราะไม่มีอาหารค่ำให้รับประทาน

ท่านแบ่งเกรดบริษัททัวร์เป็นระดับวีไอพี ทัวร์ ตะลอน ทัวร์ ชะโงกทัวร์ และทุลักทุเล ทัวร์

วีไอพี จัดทัวร์ให้ลูกทัวร์สบาย แต่ต้องจ่ายในราคาสูง 67 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป

ตะลอนทัวร์ ชื่อก็บอกแล้วว่าวิ่งไปวิ่งมาอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีโปรแกรมชัดเจน กินข้าววัด นอนวัด แต่ไม่ยอมทำบุญใช้หนี้สงฆ์ ซึ่งผู้จัดทัวร์แบบนี้งกมาก และมีความอดทน อดกลั้นสูง ลูกทัวร์จะบ่นจะด่าอย่างไรก็ยิ้ม

ทุลักทุเลทัวร์ไปถึงที่หมายก็มืด อาศัยว่าเป็นชาวพุทธขอพักวัด หากวัดเต็มก็ขอกางมุ้งกางเต็นท์นอน แต่พระก็หนักใจ ประเภทนี้เก็บถูกเพียง 2.9 หมื่นบาท นั่งเครื่องบินลงที่กัลกัตตา นั่งรถบัส 10 ชั่วโมง มาพุทธคยา ถึง 6-7 โมงเช้า แวะวัดล้างหน้าล้างตา กินข้าววัดมื้อหนึ่ง จากนั้นไหว้พระที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์แล้วไปนาลันทา ไปไหนแบบทุลักทุเลและมั่วตลอด เดินทางกว่าจะถึงวัดเป้าหมายบางครั้งเลยเพล พระที่เดินทางไปด้วยอดอาหาร เพราะไม่ได้เตรียมอาหารเพลไปด้วย ทัวร์แบบนี้มีลักษณะแกมบังคับลูกทัวร์ให้สมาทานศีล 8 เพราะไม่มีอาหารเย็นให้รับประทาน

ทัวร์หน้าร้าน ประเภทนี้ค่ำไหนนอนนั่น ไปมั่วและขอพักวัดในฐานะคนไทย พระเห็นใจว่าคนไทยด้วยกัน มักไม่ปฏิเสธ

ชะโงกทัวร์ ในสมัยที่ต่างชาติต้องจ่ายค่าเข้าสังเวชนียสถานในราคาหัวละ 100 รูปีนั้น บริษัททัวร์บางแห่งหาวิธีหลีกเลี่ยงไม่ต้องเสียเงิน 100 รูปี โดยพยายามพาไปสังเวชนียสถาน ตอนค่ำ เมื่อสถานที่นั้นปิดลงแล้ว และออกเดินทางต่อไปในเวลาเช้ามืด ซึ่งยังไม่เปิดทำการ ลูกทัวร์จึงได้แค่ชะโงกทัวร์เท่านั้น

ที่หลีกเลี่ยงเพราะไม่ต้องการจ่ายค่าเข้าคนละ 100 รูปี 30 คนก็ 3,000 รูปี แต่ปัจจุบันเสียเพียง 5 รูปี เท่ากับชาวอินเดีย เพราะนักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยพาราณสีไปเจรจาให้รัฐบาลอินเดียผ่อนปรน

เมื่อถามว่าบริษัทจัดทัวร์ไทยไปอินเดียในปัจจุบันมีมากแค่ไหน ท่านอาจารย์ประคองเล่าว่ามีประมาณ 2030 บริษัทด้วยกัน เช่นธรรมาพาเที่ยว NC Tour, NC Holiday, ธรรมจารี, ธรรมหรรษา มายด์เวเคชั่น,ศรัทธา ทัวร์, ปทุมทัวร์, ดร.สังคม อดีตพระศิริธรรมาภรณ์ อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และบริษัทเล็ก บริษัทน้อยอีกมาก

ท่านจึงแนะนำผู้ที่จะไปสังเวชนีสถานให้ศึกษาก่อน ดูโปรแกรมที่เขาจัดให้ จ่ายมาก อยู่สบาย จ่ายน้อยก็ลำบากหน่อย
ท่านยังเตือนเศรษฐินี ที่ทำตัวเป็นมหาราณี ว่าอาจตกที่นั่งลำบากเมื่อฝืนคำแนะนำแจกเงินแขกขอทานไม่เลือกที่ เพราะคุณหญิงท่านหนึ่งเกือบเอาตัวไม่รอดถ้าลูกน้องและตัวท่านไม่กางแขนปกป้องไว้ โดยตัวท่านควักเงินรูปีที่มีโปรยไปด้านหลังเบนความสนใจแขก จากนั้นจึงพาคุณหญิงขึ้นรถได้อย่างปลอดภัย

ท่านตั้งข้อสังเกตว่าคนที่มาพุทธคยามี 23 ประเภท มาแบบพระโพธิสัตว์ มาใช้เวรใช้กรรม หรือมาสร้างเวร สร้างกรรม
บางเรื่องจะโทษแขกอินเดีย ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะคนไทยบางคนไปส่งเสริมให้แขกอินเดียเป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะหญิงไทย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ โดย...สมาน สุดโต 29 มกราคม 2555 เวลา 08:00 น. 

เมืองสองแควจัดสมโภชพระพุทธชินราช

เมืองสองแควจัดงานสมโภชพระพุทธชินราชยิ่งใหญ่ เปิดวิหารให้ประชาชนกราบสักการะขอพรถึง 24.00 น.

นายปรีชา  เรืองจันทร์ ผู้ว่าฯ พิษณุโลก เป็นประธานเปิดงานสมโภชพระพุทธชินราช ประจำปี 2555 ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง 29 ม.ค. - 4 ก.พ. 2555 รวม 7 วัน 7 คืน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมืองพิษณุโลก  ซึ่งถือเป็นงานประจำปีของชาวพิษณุโลกจัดต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลา78ปี ท่ามกลางข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมพิธีเปิดงานกันอย่างเนืองแน่น รวมทั้งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศต่างเดินทางมาชื่นชมความงดงามของพระพุทธชินราช

พระพุทธชินราช นับได้ว่ามีพุทธลักษณะงดงามที่สุดในโลก ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 1900 รวมระยะเวลา 655 ปี และเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดพิษณุโลก และชาวไทยทั่วประเทศ ซึ่งตลอดการจัดงานได้เปิดวิหารฯ เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน และนักท่องเที่ยวได้กราบสักการะขอพรพระพุทธชินราช เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และครอบครัวไปจนถึงเวลา 24.00 น.

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 29 มกราคม 2555 เวลา 16:55 น.

ดาวขนาดรถบัสพุ่งเฉียดโลก

ศูนย์ศึกษาดาวเคราะห์ในสหรัฐเผยดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่ารถบัสพุ่งเฉียดโลกแค่ 6 หมื่นกิโลเมตรยันไม่เป็นอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศูนย์ศึกษาดาวเคราะห์ขนาดเล็กในสหรัฐ ได้เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐ ได้มี ดาวเคราะห์น้อยชื่อ 2012 BX34 ขนาด 6 คูณ 19 เมตร หรือขนาดประมาณรถบัสได้โคจรผ่านโลกไปแบบเฉียดฉิว ด้วยความห่างเพียง 60,000 กม.

ทั้งนี้ดาวเคราะห์ดังกล่าวได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้โลกโดยไม่มีใครทราบล่วงหน้ามาก่อน กระทั่งสังเกตเห็นด้วยกล้องโทรทรรศน์ในรัฐแอริโซนาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยดาวเคราะห์นี้นับว่าเป็น 1 ใน 20 ดวงที่พุ่งเข้าใกล้โลกมากที่สุด  

แกเรธ วิลเลียมส์ รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาดาวเคราะห์ขนาดเล็กในสหรัฐ ระบุว่า หลังจากตรวจวิถีโคจรแล้ว พบว่า ดาวดวงนี้จะไม่พุ่งชนโลกอย่างแน่นอน และถึงแม้จะพุ่งชนก็เชื่อว่าดาวจะแตกสลายเมื่อเข้าสู่ชั้นบรรยากาศจนเหลือเพียงเศษขนาดเท่าลูกฟุตบอลหรือกำปั้นเท่านั้นที่ตกสู่พื้นโลก ซึ่งไม่เป็นอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 29 มกราคม 2555 เวลา 08:29 น.

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

กาแฟมีประโยชน์กว่าที่คิด

เครื่องดื่มแก้วโปรดที่คนทำงานโหวตให้เป็นอันดับ 1 คงไม่พ้น "กาแฟ" กลิ่นหอมๆ รสชาติเข้มข้น ซึ่งนอกเหนือไปจากเป็นตัวช่วยให้หายจากอาการง่วงเหงาหาวนอนในเวลาทำงานแล้ว กาแฟยังมีประโยชน์มากมายเกินกว่าที่ใครหลายคนคิด

  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยลดอาการหงุดหงิด ซึมเศร้า ช่วยลดความเครียด และช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้นได้
  • กาแฟมีส่วนผสมของกาเฟอีนและมีกลิ่นหอม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัว ทำให้ประมวลผลข้อมูลและช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น
  • ช่วยบรรเทาอาการปวด โดยเฉพาะอาการปวดหัวจากไมเกรน
  • ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน เนื่องจากกาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง แถมยังมีสารประกอบที่เรียกว่า ควินิน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น
  • กาแฟลดอัตราคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด จึงป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัวได้
  • การดื่มกาแฟจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งได้ดีขึ้น หากได้ดื่มกาแฟหลังรับประทานอาหารจะช่วยให้น้ำย่อยในกระเพาะและตับอ่อนมีปริมาณเพิ่มขึ้น ไขมันถูกเผาผลาญได้มากขึ้น
  • ลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์
  • ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่และมะเร็งต่อมลูกหมาก
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ ประมาณวันละ 1 - 2 แก้วเท่านั้น เพราะจะช่วยให้คุณได้มีความสุขไปกับการดื่ม แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและไม่ทำให้เสพติดกาเฟอีนอีกด้วย

แหล่งที่มา  นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 26 ม.ค. 55 (073)