วันศุกร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คุณค่าของเราอยู่ไหน

วันหนึ่งเณรน้อยเจ้าปัญญา มาหาพระอาจารย์ ....

เณรน้อย : “พระอาจารย์ คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร ”
พระอาจารย์ : “ไปสวนหลังบ้านเก็บก้อนหินก้อนใหญ่มา 1 ก้อน เอาไปวางขายที่ตลาด ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบ แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา อาจารย์จะบอกเองว่า คุณค่าในตัวของเจ้าคืออะไร”
วันรุ่งขึ้น เณรน้อยอุ้มหินไปวางขายที่ตลาด คนจ่ายตลาดเดินผ่านไปผ่านมา ต่างแปลกใจ มีแม่บ้านเดินมาถาม
“ก้อนหินขายเท่าไหร ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“2 เหรียญ”
เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 20 ก็ได้ จะได้เอาไปทับผักกาดดอง”
เณรน้อยคิดในใจ
“แม่เจ้าโว๊ย หินไร้ค่านี้ขายได้ตั้ง 20 เหรียญ บนเขาวัดข้ามีเยอะแยะเณรน้อยก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ

เณรน้อย : “อาจารย์ วันนี้มีแม่บ้านคนหนึ่งให้ราคา 20 เหรียญจะซื้อหินของข้า อาจารย์บอกได้หรือยังว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”
อาจารย์ : “ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ เอาไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบพูด แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา แล้วมาคุยกันใหม่”

วันต่อมา ใน พิพิธภัณฑ์ มีจีนมุงล้อมวง คุยกันเองว่า
“หินธรรมดาก้อนหนึ่ง มีค่าอะไรมาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์”
มาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้ มันก็ต้องมีคุณค่าของมัน แต่เราอาจจะไม่รู้ตอนนี้ มีคนโผล่มา ตะโกนถามเณรน้อยว่า
“เณรน้อย หินก้อนนี้เท่าไหร่ขาย ”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“200 เหรียญ”
เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 2000 แล้วกัน กำลังหาหินไปแกะสลักพระพุทธรูป”

เณรน้อยตกใจ มากกว่าเมื่อวานอีก ก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก ไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ
“อาจารย์ วันนี้มีคนให้ราคา 2000 เหรียญจะซื้อหินของข้า วันนี้อาจารย์ต้องบอกข้าแล้วนะว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร”
อาจารย์หัวเราะชอบใจ “พรุ่งนี้เอาไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ เหมือนเดิม แล้วเอากลับมา ครั้งนี้ อาจารย์บอกคำตอบเธอแน่ ๆ “

วันต่อมา เณรน้อยเอาหินไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ ก็ยังมีคนมามุงดู มีคนพูดว่า นี่มันหินอะไรว่ะ มาจากถิ่นไหน ของราชวงศ์ไหน ใช้ทำอะไร
สุดท้ายมีคนมาถามราคา
“ เณรน้อย หินก้อนนี้เท่าไหร่ขาย ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว
“20,000 เหรียญ”
เณรน้อยตกใจอ้าปากค้าง อุทานเสียงดัง “หา” คนนั้นนึกว่าตัวเองให้ราคาต่ำไป ทำให้เณรน้อยรมณ์เสีย แก้ไขทันทีว่า
“ไม่ ๆ ๆ ข้าพูดผิดแล้ว ข้าจะให้เจ้า 200,000”

เณรน้อยได้ยินดังนั้น อุ้มหินวิ่งหนีกลับไปบนเขาหาพระอาจารย์ทันที พูดกับอาจารย์แบบกระหืดกระหอบว่า
“อาจารย์ครั้งนี้เรารวยแล้ว มีโยมจะให้ราคาเรา 2 แสนเพื่อซื้อหินก้อนนี้ อาจารย์บอกได้หรือยังว่า คุณค่าในตัวของข้าคืออะไรกันแน่ ?”

อาจารย์ลูบหัวเณรน้อย พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า
“เจ้าหนูน้อย คุณค่าในตัวเจ้าก็เหมือนหินก้อนนี้
ถ้าวางตัวเองในตลาดสด เจ้าก็มีค่า 20
ถ้าเอาตัวเจ้าไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ เจ้าก็มีค่า 2000
ถ้าไปอยู่ในร้านขายวัตถุโบราณ เจ้าก็มีค่า 2 แสน
เวทีชีวิตต่างกัน ตำแหน่งวางตัวต่างกัน คุณค่าของคนก็เปลี่ยนไป”

แหล่งที่มา      Facebook : Wizard Kid

แล้วมันเกี่ยวกับเขายังไง?

ผู้คนไม่ได้สนใจหรอกว่าคุณ "เก่ง" แค่ไหน
แต่พวกเขาสนใจว่าสิ่งที่คุณทำ
มัน "เกี่ยว" กับเขาแค่ไหน?

ในโลกของความวุ่นวายสับสน
เต็มไปด้วยตัวเลือกมากมาย
ทีวีเป็นร้อยๆ ช่อง สบู่ยาสีฟันเป็นสิบๆ ยี่ห้อ
หนังสือนับพันหมื่น ผู้เชี่ยวชาญเต็มบ้านเต็มเมือง
เรามีแนวโน้มที่จะ "คัดออก" มากกว่า "เอาเข้า"

เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเรากำลัง "ขาย" อะไรบางอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ
ขายของ หรือขายตัวเอง
สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญกับมันมากๆ
ไม่ใช่แค่ความเก่ง ความเจ๋ง ความสุดยอดของเราหรือสินค้า
แต่คือคำถามเรียบง่ายที่ว่า
"แล้วมันเกี่ยวกับเขายังไง?”

ถ้าความเก่งของเราไม่ได้ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น
ไม่ได้เกี่ยวกับเขาเลย
หรือเกี่ยวกับเขา แต่เขานึกไม่ออกว่าแล้วมันเกี่ยวยังไง
ผู้คนก็จะไม่ใส่ใจในความเก่งของเรา
เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมนึกถึงตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

แทนที่จะมัวไปแข่งกัน "เก่ง" อย่างเดียว
แข่งกัน "เกี่ยว" ต่างหากที่ตอบโจทย์มหาชน
สินค้าที่เราจะขาย มันเกี่ยวกับเขายังไง?
ความเชี่ยวชาญของเรา มันเกี่ยวกับเขายังไง?
ความฝันที่เราจะขาย มันเกี่ยวกับเขายังไง?
ความเชื่อที่เราจะขาย มันเกี่ยวกับเขายังไง?

แน่นอน ถ้าเกี่ยวกับเขา แล้วของไม่เจ๋ง หรือเราเก่งไม่จริง
แบบนี้ก็จะไม่มีใครกลับมาใช้บริการซ้ำ
แต่ถ้าเกี่ยวกับเขาด้วย แล้วเราเก่ง ของเราเจ๋งจริงด้วย
บอกได้คำเดียวว่าไปโลดจนฉุดไม่อยู่

ฝึก "เจาะ" เข้าไปในใจผู้คน
ว่าอะไรคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเขา
แล้วเราจะรับใช้ผู้คนได้มากมายมหาศาลกว่าคนที่เก่งกว่าเราอีก
และยิ่งเรารับผู้คนได้มากเท่าไหร่
ผลตอบแทนไม่ว่าจะทางเงินหรือทางใจ
ก็จะตอบกลับมาเป็นร้อยเท่าพันเท่า

อย่าลืมนะ
เก่งหรือไม่เก่ง
ถ้ามันไม่เกี่ยว
ไม่มีใครสนหรอก

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เคล็ดลับสำหรับคนอยากเป็นเศรษฐี

"ลี กาชิง" มหาเศรษฐีวัย 85 ปีแห่งฮ่องกง
สอนเคล็ดลับสำหรับคนอยากเป็นเศรษฐีไว้หลายข้อ
หนึ่งในข้อที่ประทับใจมากๆ ก็คือ

"เมื่อคุณยากจน
จงใช้เวลาอยู่ที่บ้านให้น้อยกว่าอยู่ข้างนอกบ้าน

เมื่อคุณร่ำรวย
จงอยู่ที่บ้านให้มากขึ้น อยู่ข้างนอกให้น้อยลง
นี่ล่ะคือศิลปะการใช้ชีวิต"

มันคมมากและเห็นด้วยแบบ 100%
หลายคนอาจไม่เคยเอะใจมาก่อนว่า
"โชคดีของเรามาจากการพบผู้คน"
เพราะผู้คนจะนำพาโอกาสดีๆ มาให้
จากโอกาสนึงจะเชื่อมโยงไปสู่อีกโอกาส
และนำความโชคดีมาให้เราอย่างไม่รู้จบ
โอกาสดีๆ จึงไม่เคยนอนรอเราอยู่ที่บ้าน

คน "งานไม่ประจำ ทำที่บ้าน"
รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ดี
ในแต่ละสัปดาห์ จึงจัดเวลาออกจากบ้านเพื่อพบปะผู้คน
เพื่อสร้างโชคดีให้ตัวเอง (และสร้างโชคดีให้กับผู้อื่นด้วย)
มันไม่ใช่การคบหาเพื่อผลประโยชน์
แต่ต่างฝ่ายต่างสร้างประโยชน์ซึ่งกันและกัน

โอกาสดีๆ งานดีๆ ไม่ค่อยอยู่ตามหน้าประกาศรับสมัครงาน
แต่อยู่ตามคอนเน็คชั่นที่เราเชื่อมต่อกับผู้คน
ผู้คนที่นึกถึงเรา
จะว่าไปแล้วการทำงานนับสิบๆ ปี
ไม่เคยหางานตามประกาศรับสมัครงานเลย
ทุกงานที่ทำตั้งแต่อายุ 17 มาจนถึงวันนี้
ล้วนเกิดจากการ "แนะนำ บอกต่อ นึกถึง" ทั้งสิ้น

ซึ่งแน่นอน เราเองก็ต้องเตรียมความสามารถให้พร้อม
ในวันที่โชคดีมาถึง
โชคร้ายไม่ใช่คนที่ไม่เคยมีโอกาส
แต่คือคนที่โอกาสมาถึง แต่ความสามารถของเขาไม่พร้อม

ในวัยหนุ่มสาว
ลี กาชิง จึงบอกให้เราออกไปสร้างเนื้อสร้างตัว
อย่ากลัวความเหน็ดเหนื่อย แต่ให้กลัวความยากจน
จำไว้ว่าโชคดีไม่เคยหล่นลงมาทับคนที่นอนเล่นอยู่กับบ้าน

ต่อเมื่อสร้างตัวเองเสร็จแล้ว
นั่นจึงถือเป็นเวลาสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ไม่ใช่การออกไปเริงร่าแสงสี ใช้เงินให้คุ้มกับที่หามา
แต่มันคือเวลาที่ควรอยู่ครอบครัว อยู่กับตัวเอง
และคืนกลับให้กับสังคม

"โชคดีมาจากคนที่เราพบเจอ"
ขอให้วันนี้ทุกท่านพบเจอแต่คนดีๆ สิ่งดีๆ โอกาสดีๆ
รวมทั้งขอให้ทุกท่านมอบสิ่งดีๆ โอกาสดีๆ
ให้กับผู้คนที่พบเจอด้วย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันนี้เราอ่านหนังสืออะไร...ทำให้ชีวิตที่ดีขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้า

"จิม โรห์น" ปรมาจารย์ด้านพัฒนาตัวเอง
เล่าให้ฟังในคอร์สสัมมนาของเขาว่า

สมัยหนุ่มๆ อาจารย์ที่เขานับถือถามเขาว่า
"อีก 5 ปีต่อจากนี้ เธออยากมีชีวิตที่ดีขึ้นใช่มั้ย?"
เขาตอบว่า "ใช่ครับ"
แล้วอาจารย์ก็ปล่อยประโยคเด็ดที่ทำให้เขาไม่ลืมไปจนตาย
อาจารย์ถามสั้นๆ ว่า
"แล้วเธออ่านหนังสืออะไร
ที่จะช่วยทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าบ้างล่ะ?"

โอ้โห! โดน!
ใช่! วันนี้เราอ่านอะไรบ้าง?
ข่าวดารา? ข่าวการเมือง? ข่าวหมีแพนด้า?

ตัวหนังสือเหล่านี้ไม่ทำให้ชีวิตเราก้าวไปข้างหน้าเลย
"วันนี้เราอ่านหนังสืออะไร
ที่จะช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าบ้าง?"
คิดว่านี่เป็นคำถามที่เรียบง่าย
แต่เปลี่ยนชีวิตเราได้เลย

เพราะหนังสือคือจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้
และมนุษยชาติใช้หนังสือส่งผ่านความรู้ซึ่งกันและกัน
ถ้าไม่มีเวลาเป็นชั่วโมงเพื่ออ่านหนังสือ
พกหนังสือติดมือ โหลดแอพอ่านหนังสือไว้ในมือถือ
แล้วหาเศษเวลาเล็กๆ อ่านทีละนิด
เช่น ตอนรอลิฟต์ ตอนกินกาแฟบ่าย ตอนรอรถกลับบ้าน
ตอนนั่งรถกลับบ้าน ตอนก่อนเข้านอน

เวลาพวกนี้ รวมๆ แล้วได้เป็นชั่วโมง
"วันนี้เราอ่านหนังสืออะไร
ที่จะช่วยทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าบ้าง?"
อ่านเถอะครับ อย่าลังเล
หนังสือเปลี่ยนชีวิตผู้คนมามากมายจนไม่ต้องการข้อพิสูจน์แล้ว

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

คุณมี "ความเชื่อ" มั้ย?

หลายปีก่อน ซึ่งคร่ำหวอดในวงการงานขาย ถามว่า
"รู้มั้ยทำไมพนักงานสองคนที่เข้าอบรมเหมือนกันทุกครั้ง
มีความรู้ในผลิตภัณฑ์เหมือนๆ กัน
มีทักษะการขายเหมือนๆ กัน
แต่ทำไมสุดท้ายแล้วสองคนนี้สำเร็จต่างกัน?"

ตอบไม่ได้ ก่อนจะเฉลยว่า
"ความเชื่อไง เพราะสองคนนี้มีความเชื่อที่ไม่เท่ากัน
เขาต้องมีความเชื่อในสิ่งที่ทำก่อน
แล้วเรื่องความรู้กับทักษะต่างๆ จึงค่อยตามมา

คนที่มีความเชื่อน้อย ก็สำเร็จน้อย
คนที่มีความเขื่อมาก ก็สำเร็จมาก
เพราะเมื่อเราเชื่อมากพอ ก็จะมีคนที่เชื่อเหมือนกันกับเรา"
พยักหน้าเห็นด้วย จริงของมันว่ะ

TED talks เป็นเวทีที่เปิดให้คนเก่งทั่วโลกมาพูดแชร์ความรู้ให้ฟัง
โดยมีกำหนดเวลาให้ไม่เกิน 18 นาที

(หาดูได้ใน youtube)
นักเขียนชื่อดังอย่าง Simon Sinek พูดเรื่องนี้ไว้ตรงกันเป๊ะ!
เขาบอกว่า
คนส่วนใหญ่เริ่มต้นจาก What แล้วไป How

เช่น ฉันขายมือถือ มือถือฉันมีคุณสมบัติดังนี้...
แต่น้อยคนที่จะตอบได้ว่า Why?
แล้วฉันทำสิ่งนี้ทำไม?
แต่ Steve Jobs ตอบได้
เพราะ Steve Jobs ตอบได้ว่าเขาเชื่อในความแตกต่าง
เขาเชื่อในความคิดสร้างสรรค์
เขาเชื่อในความเรียบง่าย
และ iPhone ก็ตอบสนองความเชื่อของเขาได้
Apple จึงกลายเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์เพียงบริษัทเดียว
ที่ขายโทรศัพท์มือถือได้ถล่มทลาย
เพราะมีคน "เชื่อในสิ่งเขาเชื่อ"

Simon Sinek สรุปได้อย่างคมคายว่า
"ผู้คนไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากเรา
ด้วยเหตุผลที่ว่าเราขายอะไร?

แต่ด้วยเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงทำสิ่งนั้นออกมา?
เราเชื่อในอะไร?
และถ้ามันน่าเชื่อพอ จะมีคนเชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ"

จากเวที TED talks
ใจลอยไปนึกถึงบางประโยคของคุณบัณฑิต อึ้งรังษี
วาทยากรและนักเขียนสร้างแรงบันดาลใจ
"ถ้าเราเชื่อในสิ่งที่ทำอยู่
ถ้าเรารู้ว่างานที่เราทำอยู่มันมีคุณค่าแค่ไหน
เราจะไม่อยากทำงานที่มันได้แค่เงินเฉยๆ อีกเลย"

"เชื่อในสิ่งที่ทำ"
"มันคือเรื่องจริง!"
เราไม่มีวันประสบความสำเร็จในชีวิตได้เลย
ถ้าเราไม่เชื่อในสิ่งที่กำลังทำอยู่
เราไม่มีวันพบกับความสุขในชีวิตได้เลย
ถ้าเราทำงานเพียงแค่แลกกับเงิน
เพราะที่สุดของมนุษย์นั้น เงินซื้อไม่ได้

ถ้าเราตอบไม่ได้ว่า "เราทำสิ่งนี้ไปทำไม?"
ทุกวันก็จะกลายเป็นแค่ชีวิตที่ซ้ำซาก
แต่ถ้าเราตอบได้ว่า "เราทำสิ่งนี้ไปทำไม?"
ทุกวันมันจะกลายเป็นย่างก้าวของความเชื่อ
ความเชื่อที่มีคนเดินตามเราในสิ่งที่เขาเชื่อเหมือนเรา

ความเชื่อก็คือ
โลกนี้ไม่มีคนขี้เกียจ
มีแต่คนที่ยังไม่รู้ว่าเป้าหมายของเขาคืออะไร
และก็เชื่อว่าเกิดมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
ให้ทุกคนค้นพบเป้าหมายของตัวเอง

แล้วคุณล่ะ เชื่อในอะไร?
คุณทำสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไปทำไม?
ตอบให้ได้ แล้วจะมีคนเชื่อเหมือนๆ คุณ
แล้วคุณจะเปลี่ยนโลกใบนี้
ด้วยความเชื่อของคุณ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วิธีประหยัดเงินง่ายๆ

เริ่มต้นจากการวางแผนใช้จ่ายในแต่ละวัน

สมมุติว่า ...
วันนี้จะใช้เงินไม่เกิน 200 บาท
ก็ให้มีเงินติดกระเป๋าแค่ 200 บาท

โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามกด ห้ามรูด ห้ามยืม
หรือจะเอาโหดกว่านั้นก็ "หักดิบ" มันซะ
โยนบัตรเอทีเอ็ม บัตรเครดิตทิ้งไปซะเลย
แล้วพกแค่บัตรประชาชน กับเงินในกระเป๋า

วิธีนี้จะใช้ได้ผลมาก
หากเราสามารถกำหนดชีวิตของตัวเองได้

แต่ความเป็นจริงแล้ว
เราไม่สามารถรู้ได้หรอกว่า
วันนี้เราจะใช้เงินกี่บาท
หรือจะมีเหตุฉุกเฉินให้ต้องใช้เงินหรือไม่
และถ้าหากมีเรื่องจำเป็นเกิดขึ้นมาจริงๆ
เงินที่เราคิดว่าจะประหยัด อาจจะกลายเป็นเสียมากกว่าแทน
----
เพราะความเป็นจริงแล้ว...
วิธีประหยัดเงินที่ง่ายที่สุด คือ การควบคุมจิตใจของเราเอง
อืม... คิดไปคิดมาแล้ว
วิธีแรกอาจจะง่ายกว่านะเนี่ย... ^^

แหล่งที่มา      Facebook : TaxBugnoms

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สนใจ "คนรอบตัว" > "คนใกล้ตัว"

ทุกวันนี้..
เราให้ความสนใจกับ "คนส่วนน้อย" แค่ไหน?
คนส่วนน้อยที่เราพบเจอ
อาจไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่เราพบเห็น
เพราะคนส่วนน้อยที่ว่ามานั้น
เป็น "คนในครอบครัว" ของเราเอง
---
ทุกวันนี้..
เราให้ความสนใจกับ "คนรอบตัว"
มากกว่า "คนใกล้ตัว" หรือไม่?
เราพร้อมจะออกไปช่วยเหลือมิตรสหาย

แต่ไม่เคยแม้แต่ชายตามองผู้ให้กำเนิด
เราเรียกคนอื่นว่า "พี่น้อง" ได้เต็มปาก
แต่กลับกระดากที่จะบอกรักคนในครอบครัว

เรามองเห็นคนสวยคนหล่อนอกบ้าน
แต่เอือมระอา คนเมื่อวันวานที่เคยบอกว่ารัก
เราเห็นเด็กคนอื่นดูน่ารัก
แต่กลับชักสีหน้าเมื่อลูกบอกว่าสอบตก
---
ทุกวันนี้
เราให้ความสนใจกับคนที่อยู่ "ข้างนอก" มากมาย
จนคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเราลืมไปแล้วว่า
... เราอยู่บ้านหลังเดียวกับใคร?

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

มีงานวิจัยพบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก

หนังสือ Time Magazine บอกว่า ที่อเมริกา มีงานวิจัยพบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก คือพระในพุทธศาสนา

โดยทดสอบด้วยการสแกนสมองพระที่ทำสมาธิ และได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นจริง

+ หลักความเชื่อของศาสนาพุทธคือ เหตุที่ทำให้เกิดความสุขนั้น ก็คืออยู่กับปัจจุบัน ขณะปล่อยวางได้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด

+ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และใช้หลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มีจิตใจเมตตา กรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น

+ อริยสัจ 4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบอกไว้ด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แท้จริงแล้วก็คือทางเดินไปหาคำว่า "ความสุข" เพราะถ้าเมื่อไรเรากำจัด "ความทุกข์" ได้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้น

+ อุปสรรคของความสุขก็คือแรงปรารถนาและตัณหา คนเราจะมีความสุขไม่ขึ้นอยู่กับว่า"มีเท่าไร"
แต่ขึ้นอยู่ที่ว่า เรา "พอเมื่อไร" ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนสิ่งของที่เรามี หรือเราได้...

+ ดังนั้นวิธีจะมีความสุข อันดับแรกต้อง "หยุดให้เป็น และ พอใจให้ได้" ถ้าเราไม่หยุดความอยากของเราแล้วละก็ เราก็จะต้องวิ่งไล่ตามหลายสิ่งที่เรา "อยากได้" แล้วนั่นมันเหนื่อย และความทุกข์ก็จะตามมา...

+ ข้อต่อมาที่ทำให้เราเป็นสุขคือ การมองทุกอย่างในแง่บวก ชีวิตแต่ละวัน แน่นอนเราต้องเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องเริ่มด้วยการมองแต่สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อใจเราจะได้เป็นบวก คิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ

+ ข้อต่อมาคือการให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือเงิน เรียกว่าบริจาค และการให้ความเมตตากรุณาต่อกัน

ให้อภัยทั้งตัวเองและคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความสุข....

+ การปล่อยวางให้ได้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงและเศร้าโศกเพียงใด จำไว้ว่ามันจะโดนเวลาพัดพามันไปจากเรา ไม่ช้าก็เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้....และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที้เราไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่าผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ทุกคนต้องได้ผ่านบททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร...

+ ทำตนเองให้สดใส ด้วยการยิ้มให้ตนเอง ทำคนอื่นให้สดใสได้ ด้วยการยิ้มให้เขา การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่สร้างความสดใสได้มาก ทำให้เราเป็นสุขอยู่เสมอ เพราะความสุขมันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ใจของเรานี่เอง

แหล่งที่มา     Facebook : Sinthorn

สุขสันต์เช้าวันจันทร์

ดีใจกับเย็นวันศุกร์
สนุกกับวันเสาร์
เริ่มเศร้าเย็นวันอาทิตย์
ไม่อยากจะคิดถึงเช้าวันจันทร์

เราจะเป็นแบบนี้กันอีกนานมั้ย?
ไม่ได้หมายความว่า โอเค! งั้นเรามาลาออกกันเถอะ!

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การลาออกหรือการยังทำงานประจำอยู่
แต่มันอยู่ที่ "เราชอบสิ่งที่ทำอยู่มากแค่ไหน?" ต่างหาก

เด้งออกจากเตียงเพราะเสียงนาฬิกาปลุก
กับเด้งออกจากเตียงเพราะเสียงหัวใจมันเรียกร้อง
พลังมันต่างกัน

ถ้าไม่ชอบ เราต้องเปลี่ยน
ถ้ายังไม่รู้ว่าชอบอะไร เราต้องค้นหาต่อไป อย่าหยุด
แต่ถ้ายังเปลี่ยนไม่ได้ อย่าอยู่อย่างทนอยู่
แนะนำว่าให้หาข้อดีของมันให้เจอ

หลายคนอาจจะอึดอัดกับงานประจำ
จนมองเห็นแต่ข้อเสียของมัน
แล้วเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น
ในเวลาต่อมา เพิ่งรู้ว่า เข้าใจผิด
ต้องโฟกัสไปยังสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้ว

สิ่งดีๆ สิ่งอื่นถึงจะเข้ามาหา
เริ่มขอบคุณงานประจำที่ทำอยู่
มันเป็นงานที่ดี ให้รายได้ ให้อิสระพอสมควร
และก็โชคดีกว่าคนอีกมากที่ไม่มีงานทำ
เพียงแต่กับที่นี่อาจจะไม่เข้ากันเท่านั้นเอง

ได้ผล! หลังจากนั้นเหมือนโลกข้างนอกเปลี่ยนตามโลกข้างใน
สิ่งดีๆ เรื่องดีๆ คนดีๆ ถาโถมเข้ามาหา
แทบรับเรื่องดีๆ ไม่ทัน
ว่ากันว่าความรู้สึกที่เรามีต่อเช้าวันจันทร์
จะกำหนดอารมณ์ของทั้งสัปดาห์

ลองมองหาสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในงานของเราสิ
แม้เราอาจจะไม่ชอบมัน แต่มันก็มีข้อดีแน่ๆ ถ้าเราจะมองหา

==================
วันนี้ มันก็เป็นแค่เพียงเช้าวันจันทร์
เป็นเช้าวันธรรมดา ไม่พิเศษ
ถนนก็ยังวุ่นวายเหมือนทุกวัน
แต่ฉันก็ยังอารมณ์แฮปปี้ดี

วันนี้ อันที่จริงก็แค่เช้าวันจันทร์
เป็นเช้าที่ใครต่อใครไม่ชอบเลย
แต่ฉันเฝ้ารอวันนี้มากมากเลย
ก็ฉันนั้นจะได้พบเธอ
เธอทำให้ฉันเพ้อทุกวัน
จนไม่เป็นอันทำอะไรแล้ว

เสาร์อาทิตย์ ไม่ได้เห็นเธอสองวัน
รู้ไหมว่าคิดถึงแทบขาดใจ
ก็แบบว่าเป็นเอามาก แต่เธอคงไม่รู้
แค่เพียงได้ยืนใกล้ใกล้เธอก็ใจสั่น
สบตาบ้างอะไรบ้าง ก็ดีใจมากแล้ว
Oh Oh Oh I Love Monday
================
! ลองหาแง่งามของเช้าวันจันทร์ดู
สิ่งใดที่เรามองหา เราจะมองเห็น
แล้วมันจะชวนพลพรรคเรื่องดีๆ มากันอีกเพียบเลย

สุขสันต์เช้าวันจันทร์อันสดใสของเดือนที่สั้นที่สุด
อีกไม่กี่วันเงินเดือนก็ออกแล้ว เย่!

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ใช้เวลาเป็น = ใช้ชีวิตเป็น

ลองแกะรอยการใช้เวลาในแต่ละวันของเราสิ
แล้วคุณจะพบสาเหตุแห่งความล้มเหลวหรือความสำเร็จ

สมมติว่าเราทำงานวัน 8 ชั่วโมง (ไม่รวมเดินทาง)
และนอนวันละ 6 ชั่วโมง
เราก็จะใช้เวลาไปแล้ว 14 ชั่วโมง/วัน
เหลืออีก 10 ชั่วโมงที่แต่ละคนจะใช้ต่างๆ กันไป

แน่นอนการทำงานกับการนอนไม่เคยเปลี่ยนชีวิตใคร
โจทย์จึงคือการจัดการกับ "10 ชั่วโมง" ที่ว่านั่นเอง
แต่เมื่อแกะรอยเวลา คุณอาจจะตกใจที่พบว่า
เราใช้เวลากินข้าว วันละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง (รวมเดินทาง+คุย)
เราใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัว วันละไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง
เราใช้เวลาดูข่าว ดูละคร ดูทีวี วันละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง
เราใช้เวลาเดินทาง วันละไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงโดยเปล่าประโยชน์

สรุปก็คือ
เราไม่ได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่พัฒนาอนาคตของตัวเองเท่าไหร่เลย

ประเด็นที่อยากแชร์ก็คือ
มี 2 อย่างที่เราทำได้กับเวลา "10 ชั่วโมงทอง" นั้น

หนึ่ง ลดเวลาไร้สาระลงบ้าง 
เช่น ลดเวลาดูทีวี เอามาอ่านหนังสือที่ช่วยพัฒนาความรู้ในสายงานที่เราทำอยู่ หรืออ่านหนังสือพัฒนาตนเอง

กินข้าวเสร็จแล้วไม่ต้องคุยเยอะ กลับไปทำงานต่อให้เสร็จ

สอง ถ้าลดเวลาไม่ได้ ก็ทำสองอย่างควบคู่กันไปในเวลาเดียวกัน
นี่เป็นเคล็ดลับที่พบว่าคนสำเร็จทุกคนทำแบบนี้
เขาถึงมีเวลามากกว่าวันละ 24 ชั่วโมง

เช่น ฟังซีดีที่ให้ความรู้ตอนขับรถ
เปลี่ยนมาเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแล้วอ่านหนังสือตอนเดินทาง
ฟังธรรมะตอนอาบน้ำแต่งตัว
ออกกำลังกายไปด้วย ดูทีวีไปด้วย

เอาไว้อ่านหนังสือทุกครั้งที่มีเศษเวลาเหลือๆ
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำด้วยความเครียดนะ
แต่ทำมันด้วยความสนุกและเห็นคุณค่าของเวลา
ที่ไม่ว่าจะรวยหรือจน ล้วนมีเวลาเท่ากัน

คนธรรมดามองเวลาเป็นบล็อคๆ บล็อคละชั่วโมง
ในขณะที่คนสำเร็จนั้นมองเวลาเป็นบล็อคๆ บล็อคละเป็นนาที
คุณภาพเวลาของคนสองประเภทนี้จึงต่างกัน
เพราะความละเอียดของเวลา
ทั้งที่มีวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน
"ใช้เวลาเป็น = ใช้ชีวิตเป็น"
เวลาเป็นของมีค่า
อย่าฆ่ามันทิ้ง  เสียดาย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

อย่าตัดสินใคร...แค่มุมมองเดียว

คุณเคยรู้จักหรือพบเห็นคนแบบนี้บ้างไหม ...

คนที่ Status ในโลกออนไลน์เป็นคนเกรี้ยวกราด โมโหร้าย
แต่ชีวิตจริงกลับเป็นคนที่ชอบส่งยิ้มอายๆให้เราเสมอ

คนที่ Chat เก่ง พูดจาน่ารัก ดูเป็นคนคุยเก่งผ่านทางตัวอักษร
แต่ตัวจริงกลับดูง่วงนอน ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

มีเพื่อนหลายคนเป็นแบบนั้น
และมันมักจะทำให้สงสัยว่า "ตัวจริง" นั้น
เค้าเป็นคนแบบไหนกันแน่น้อออ
---
โลกแห่งความเป็นจริงนั้น..
คนทุกคนมีทุกแบบทุกอารมณ์ ปะปนกันไป

วันไหนอารมณ์ดี วันนี้อารมณ์เสีย
บางวันก็เหมือนเพลียๆเป็นคนละคน...

โลกแห่งตัวอักษร หรือโลกออนไลน์ทั้งหลาย
ทำให้เราสามารถ "ปกปิด" ความรู้สึกลึกๆ ภายในใจ
และในขณะเดียวกัน
มันทำให้เราสามารถแสดงสันดานที่แท้จริง
---
เคยเล่าแนวคิดนี้ให้คนคนหนึ่งฟัง
เค้าตอบด้วยคำสอนว่า..
หนอมเอ้ย...
จงอย่าไปตัดสินใครเพียงแค่มุมมองเดียว
เพราะคนเรามันอาจจะมีหลายแบบหลายมุมก็ได้

ยิ้มแล้วถามเค้าไปว่า
...แล้วทำไมถึงมาตัดสินว่าเป็นคนแบบนั้น

เขาเงียบไปสักพัก..
แล้วเราก็หัวเราะขึ้นมาพร้อมๆ กัน

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

วันเสาร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

นาฬิกาที่หายไป

ชาวนาคนหนึ่ง หลังจากไปทำความสะอาดคอกม้า
ออกมาก็พบว่านาฬิกาพกของตน ได้หล่นหายไปเสียแล้ว

นาฬิกาพกเรือนนี้มีความหมายต่อเขามาก
ด้วยเป็นของขวัญที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้

เขารีบวิ่งไปที่คอกม้ารื้อหาจนทั่วบริเวณแทบพลิกแผ่นดิน
แต่ก็หาไม่พบเขาเดินออกมาจากคอกม้าด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว
มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่แถวนั้น
เขาจึงได้คิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้ว
หูตาฝ้าฟางทำให้หาไม่เจอ

แต่เด็กๆ หูตายังแหลมคมน่าจะหาเจอก็เป็นได้
เขาจึงเรียกเด็กๆมาแล้วบอกว่า
" เด็กๆ ถ้าใครหานาฬิกาพกของลุงเจอ ลุงจะให้เงินคนนั้นหนึ่งเหรียญ "

เด็กๆ พากันวิ่งกรูเข้าไปในคอกม้า จนเวลาผ่านไปนานโข
ตอนที่เด็กๆ เดินกลับออกมาจากคอกม้าทีละคนต่างก็มีสีหน้าผิดหวัง
ที่หานาฬิกาพกไม่เจอ ขณะที่ชาวนากำลังถอดใจคิดจะเลิกหานั่นเอง
ก็มีเด็กคนหนึ่งมากระซิบกระซาบบอกกับเขาว่า
"ผมจะลองเข้าไปหาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปคนเดียวเท่านั้น"

ชาวนามองตามหลังเด็กชายไปอย่างไม่มั่นใจ
คิดในใจว่า...พวกเราแทบจะพลิกคอกม้าหายังไม่เจอ...
แล้วลำพังเด็กคนเดียว จะหาเจอได้อย่างไร...

เด็กคนนั้นเข้าไปตั้งนานก็ยังไม่กลับออกมา
ชาวนาเริ่มสิ้นหวังในขณะที่ชาวนาคิดจะเลิกรอ และจากไป

นั่นเอง เด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาจากคอกม้าในมือของเขาถือนาฬิกาพกเรือนหนึ่ง
ชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า "เจ้าหาเจอได้อย่างไร"
เด็กชายบอกว่า
"พอเข้าไปข้างใน ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย
พียงแต่นั่งเงียบๆ อยู่ที่พื้นไม่นานผมก็ได้ยินเสียง ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก
จากนั้นผมก็เดินตามเสียงไปแล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้ "

ขณะที่เรากำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับชีวิตหรือหน้าที่การงานบางครั้ง
ก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำใจให้สงบ เพื่อมาคิดตรึกตรองดูว่า
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ถูกต้อง และเหมาะสมดีแล้วหรือเปล่าและ
นี่ก็อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำโบราณที่ว่า

” บนเส้นทางของชีวิต..บางครั้งก็ควรจริงจัง
 บางครั้งก็ควรผ่อนคลาย..ความสงบสยบความเคลื่อนไหวยุ่งเหยิงทั้งปวงได้เด็ดขาด ”


แหล่งที่มา   Facebook : Wizard Kid

"คุณค่าแห่งชีวิตที่เราหลงลืม"...ชีวิตนี้ฉันเกิดมาเพื่อทำอะไร?

มีสองคำถามยอดฮิตที่คุณอาจจะเคยถูกถามมาก่อน
แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกถามติดๆ กันแบบนี้
ลองอ่านแล้วตอบดู

คำถามแรก 
ถ้าวันนี้จู่ๆ คุณก็ได้รับมรดกเป็นเงินสดหนึ่งร้อยล้านบาท
แถมยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วย

คำถามก็คือ คุณจะยังทำสิ่งที่ทำอยู่ทุกวันนี้หรือไม่?
ถ้าไม่ทำ คุณอยากจะทำอะไร?

คำถามที่สอง
ถ้าในวันต่อมา หลังจากที่คุณได้รับมรดกร้อยล้าน
คุณถูกตรวจพบว่าคุณเป็นโรคร้ายแรง มีชีวิตอยู่ได้แค่ 1 ปี

คุณจะทำอะไร? ใช้ชีวิตอยู่กับใคร? ที่ไหน?
ลองคุยกับตัวเองเงียบๆ แล้วตอบสองคำถามนี้ดู

มันเป็นคำถามที่ "เจาะลึก" ลงในใจได้ดี
ตอบเลย
ตอบได้แล้วค่อยอ่านต่อ

หลายครั้งที่ชีวิตเราไหลไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย
ได้แต่ทำตามความต้องการของคนอื่น
โดยไม่เคยถามตัวเองสักครั้งว่า
"แล้วตัวฉันเองล่ะ ชีวิตนี้ต้องการอะไร?"

หลายเช้าที่เราตื่นขึ้นมาแบบงงๆ ว่าเราอยู่ไปเพื่ออะไร?
ตื่น เดินทาง ทำงาน กลับบ้าน นอน เท่านั้นหรือ?

บางคืนหลังจากละครจบ ถ้าเรายังไม่ง่วงซะก่อน
เราอาจจะมีคำถามกับตัวเองว่า ฉันเกิดมาเพื่ออะไร?
แต่แล้วเราก็ลืมมันไปเมื่อตื่นเช้ามาอีกวัน

อย่างไรก็ตาม
พบว่าเมื่อเรา "ขยายเงินที่มีอยู่" และ "หดเวลาที่เหลืออยู่"
ในที่สุด เราจะพบคุณค่าที่ตัวเราเองหลงลืมไป
ถ้าไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง
ทุกคนย่อมใช้เวลาหมดไปกับการทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ

แต่ถ้าเราเล่นเกมคำถาม "ขยายเงิน"
แบบที่สมมติว่าเราได้มรดกร้อยล้าน
ปัญหาเรื่องทำงานหาเงินมาเลี้ยงชีพจะหมดไป

ทีนี้ล่ะ ที่เราจะได้โอกาสลองคิดในมุมอื่นดูบ้างว่า
"จริงๆ แล้วที่เราเกิดมาชีวิตนึงนั้น เราต้องการทำอะไรกันแน่?"

เรียกคำถามแรกนี้ว่า
คำถามที่ชวนให้คิด "พุ่ง" ออกไปข้างนอก

เชื่อว่าคำตอบของคนส่วนใหญ่ในข้อนี้
จะเป็นเรื่องของการสนองทางวัตถุและไลฟ์สไตล์
จะไปเที่ยวรอบโลก จะถอยรถสปอร์ต จะสร้างบ้านหลังโต
คำตอบคงออกมาในแนวๆ นี้

แต่พอเจอเกมคำถามที่สอง "หดเวลาที่เหลืออยู่"
แบบที่สมมติว่าเรามีชีวิตอยู่ได้แค่ 1 ปี

ทีนี้ล่ะ ที่เราจะถูกบังคับให้ "โฟกัส" การใช้เวลา
เป็นโอกาสน้อยครั้งที่เราจะได้ถามตัวเองว่า
"ฉันอยากทำอะไร? อยู่กับใคร? ที่ไหน?"
"ฉันหลงลืมใครบางคนไว้ระหว่างทางหรือเปล่า?"
และถ้าเรายังเหลือเวลามากพอ

หลังจากจัดการกับเรื่องส่วนตัวเสร็จแล้ว
เขื่อว่าจะมีบางคนที่ถามตัวเองต่อว่า
"ฉันอยากจะฝากอะไรไว้ให้โลกนี้บ้าง"

เรียกคำถามที่สองนี้ว่า
คำถามที่ชวนให้คิด "ย้อน" กลับมาภายในใจตน
และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า
"คุณค่าแห่งชีวิตที่เราหลงลืม"

หลายคนใช้ชีวิตเหมือนจะอยู่ชั่วนิรันดร์
แต่กลับเรียนรู้เหมือนจะอยู่แค่วันนี้
ทั้งที่จริงแล้ว เราควรเรียนรู้เหมือนจะอยู่ชั่วนิรันดร์
แต่ใช้ชีวิตราวกับเหลือเวลาแค่วันนี้วันเดียว

วันเวลาดีๆ อาจไม่อยู่กับเรานาน
หาเวลานั่งลงเงียบๆ ถามตัวเองอีกสักครั้งสิ
บางทีเราอาจจะรู้จักตัวเองมากขึ้นว่า
"ชีวิตนี้ฉันเกิดมาเพื่อทำอะไร?"

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

5 ข้ออ้างยอดฮิต

ที่คนชอบใช้ปลอบใจตัวเองว่า
ทำไมฉันถึงไม่จำเป็นต้องร่ำรวย
ทำไมฉันถึงยังไม่ประสบความสำเร็จ

1. ต้นทุนคนเราไม่เท่ากัน
เอิ่ม..แล้วต้นทุนคนเรามันเคยเท่ากันด้วยเหรอ?
หรือกำลังจะบอกว่าคนต้นทุนน้อยจะไม่มีวันรวยได้เลย

คุณคิดว่าสิ่งนี้จริงมั้ย? ไม่จริงแน่นอน
เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี วันนี้มีทรัพย์หลายแสนล้านบาท
ทั้งที่อดีตพ่อขายหอยทอด ส่วนตัวเองเข็นรถส่งของในตลาด
แบบนี้เจ้าสัวต้นทุนเท่ากับเรามั้ย?

ไม่เท่าแน่นอน แย่กว่าเราอีก แต่เขาทำได้

2. ฉันไม่อยากรวย เพราะคนรวยเป็นคนเลว
เอิ่ม..แล้วคนรวยที่เป็นคนดีมีมั้ย ?
มีแน่นอน แล้วทำไมไม่เอาอย่างคนรวยแบบนี้ล่ะ ?

กองทุนของบิล เกตส์ กับ วอร์เรน บัฟเฟตต์
บริจาคเงินหนึ่งล้านล้านบาทเพื่อช่วยเหลือสังคม
นี่ไง คนรวยที่น่าเอาอย่าง

อย่าให้หนังฮอลลีวู้ดและนิยายหลอกเราว่าคนรวยคือคนเลว
มันก็แค่พล็อตที่ขายดี เพราะทำให้เรารู้สึกสบายใจ
เราจะได้ไม่อยากเป็นคนรวย เพราะคนรวยมันเลว
คนจะดีเลวไม่เกี่ยวกับความจนรวย

3. ฉันไม่อยากรวย เพราะคนรวยไม่มีความสุข ครอบครัวแตกแยก
เอิ่ม..แล้วคนรวยที่ครอบครัวมีความสุขมีมั้ย ?
มีแน่นอน แล้วทำไมไม่เอาอย่างคนรวยแบบนี้ล่ะ ?

ครอบครัวคนรวยหลายท่านที่รู้จัก
มีความสุขในการใช้ชีวิตมาก กินข้าวพร้อมหน้ากัน
เที่ยวเมืองนอก ลูกเรียนโรงเรียนดีๆ บ้านหลังใหญ่
มีเวลาออกกำลังกาย สุขบ้างทุกบ้างตามวิสัยมนุษย์
แต่โดยรวมถือเป็นครอบครัวที่มีความสุขมากๆๆๆ

4. ฉันไม่พร้อม คนอื่นเขามีโอกาสดีๆ ทั้งนั้น
เอิ่ม..ชีวิตเราไม่เคยเริ่มต้นตอนพร้อมสักครั้งอยู่แล้วนะ
ตอนแม่ให้เข้าอนุบาล พร้อมมั้ย ? ไม่พร้อม
ตอนจบมาทำงานวันแรก พร้อมมั้ย ? ไม่พร้อม

ตัน ภาสกรนที เริ่มธุรกิจของตัวเองวันแรก
หนังสือที่หอบหิ้วเอามาขายทีชลบุรีก็เปียกน้ำจนพังหมด
แต่เขาก็ฝ่าฝันมาเรื่อย จนวันนี้มีธุรกิจหลายพันล้าน
อย่ารอให้มีโอกาสก่อน อย่ารอให้พร้อมก่อน
เพราะวันนั้นไม่เคยมาถึง

5. ฉันพอเพียง ขอมีความสุขก็พอ เงินไม่สำคัญ
เอิ่ม..บางทีอาจต้องถามคนที่บ้าน ลูก เมีย พ่อแม่ด้วยว่า
เราพอเพียง แต่พวกเขาน่ะพอใช้มั้ย?

เงินสำคัญนะ โดยเฉพาะในยามคับขันของชีวิต เงินสำคัญที่สุด
หาโอกาสไปโรงพยาบาลดีๆ ที่รักษาได้แทบทุกโรค
แล้วคุณจะรู้เลยว่าเงินสำคัญมาก

คนที่บอกว่าเงินไม่สำคัญมีสองแบบคือ
มีเงินเยอะมาก กับ ไม่ค่อยมีเงิน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแบบหลัง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

จดหมายฉบับสุดท้าย

ให้ทุกคนเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงคนที่เรารัก
ว่าถ้าเราจะต้องตาย เราจะเขียนอะไรบ้าง?
ให้ทายว่า
"อะไรคือเป้าหมายยอดฮิตของคนใน พ.ศ. นี้?"
"เป้าหมายของฉันคือมีอิสรภาพทางการเงิน"
ใช่! อิสรภาพทางการเงินกลายเป็น default ของความฝันไปแล้ว

มันกลายเป็นค่าเริ่มต้นของความฝันที่ใครๆ ก็อยากมี
คนยุคนี้ไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่
ทุกคนอยากหลุดจากวงจรนี้ เพื่อไปทำอย่างอื่น
อยากเที่ยว อยากใช้เวลากับครอบครัว

อีกครั้ง ให้ทายว่า
"คนส่วนใหญ่เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายว่าอะไร?"
"ฉันน่าจะมีเวลาดีๆ ร่วมกันกับเธอมากกว่านี้ ฉันขอโทษ"
ใช่! คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาให้คนที่เขารัก
ไม่มีเวลาให้พ่อแม่ ไม่มีเวลาให้คนรัก ไม่มีเวลาเล่นกับลูก

ว่าแต่ "จดหมายฉบับสุดท้าย" กับ "เป้าหมายชีวิต"
มันเกี่ยวกันยังไง?
เกี่ยวสุดๆ เลย
ถ้าไปถอดรหัสดู จะพบว่าทั้งหมดที่คนเราต้องการก็คือ
"อยากใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่รักและคนที่รัก"
อิสรภาพทางการเงินจึงเป็นสิ่งที่คนใฝ่ฝันกันในยุคนี้
เพราะมันเจาะเข้าไปใจกลางความต้องการของมนุษย์

อย่างไรก็ตาม  คิดว่าปัญหาก็คือ
มันมักจะบอกให้เราเอาความสุขไปฝากไว้ที่ปลายทาง
ต้องมีอิสรภาพทางการเงินก่อนเท่านั้น
ฉันถึงจะได้ไปทำสิ่งที่รัก ได้อยู่กับคนที่รัก
แต่จะดีกว่ามั้ย ถ้าเรามีความสุขระหว่างทางด้วย

ซึ่งถ้าอยากได้แบบสุขระหว่างทางด้วย
มี 3 ขั้นตอนมาฝาก

ขั้นแรก ประเมินค่าใช้จ่ายต่อเดือนบวกกับเงินออม
สมมติว่าออกมาเท่ากับ 100,000 บาท

ขั้นที่สอง หางานที่ทำแล้วใช้เวลาน้อยที่สุด
เพื่อให้ได้เงิน 100,000 บาทนั้น
เช่น เป็นวิทยากรค่าตัววันละ 1 หมื่น ก็ทำงานแค่ 10 วัน
เท่านี้เราก็เหลือเวลาว่างอีกตั้ง 20 วัน/เดือน

ขั้นที่สาม เอาเงินเก็บในขั้นแรกไปลงทุน
จนผลตอบแทนเริ่มมาช่วยจ่ายค่าใช้จ่ายได้บางส่วน
ซึ่งก็แปลว่าเราจะใช้เวลาทำงานน้อยลงไปอีก

บอกได้เลย เมื่อชีวิตมีเวลาเหลือ
เราจะคิดไอเดียอะไรดีๆ ได้เยอะเลย
แต่ถ้ายังต้องคิดเรื่องทำมาหากินทุกวัน
สมองมันจะตื้อ คิดอะไรก็ไม่ออก

เคล็ดลับมันอยู่ที่ขั้นที่สอง
ที่ทำให้เรามีเวลากับคนที่เรารักตั้งแต่ยังไม่มีอิสรภาพทางการเงิน
เพราะเราเริ่มมีอิสรภาพทางเวลาบ้างแล้ว

ไม่ได้บอกว่ามันง่ายที่จะหางานที่ทำน้อยวัน แต่มากเงิน
แต่นั่นล่ะ คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เป็นกัน
คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทำงานนานเกินไป
แต่กลับได้ค่าตอบแทนน้อยเกินไป

อีกครั้ง  ไม่ได้บอกว่ามันง่าย
แต่ถ้ามันเป็นเป้าหมายของชีวิตเรา
และเราไม่อยากเขียนจดหมายฉบับสุดท้ายในชีวิตว่า
"ฉันน่าจะมีเวลาดีๆ ร่วมกันกับเธอมากกว่านี้ ฉันขอโทษ"
เราก็ต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างได้แล้ว
เริ่มวันนี้เลยดีมั้ย ?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

มีทางเลือกมากมายที่จะหาคำตอบ

เขียนคำถามประลองปัญญาทางคณิตศาสตร์เอาไว้
คำถามถามว่า ....
7+4 = 622
5+3 = 416
9+5 = 828
8+1 = 1418
แล้ว 6+2 คือเท่าไร
-----
คำตอบคือ "816"
ตัวแรก...มาจากตัวหน้าลบกันคูณสอง
ส่วนตัวหลัง... มาจากสองตัวหลังบวกกันคูณสอง
ตัวอย่างเช่น
7-4 = 3x2 > 6
7+4 = 11x2 > 22
เมื่อรวมกันคือ "622"

ส่วนตัว กลับคิดไปอีกแบบ
กลายเป็น "1016"
ตัวแรก...
มาจากถ้าตัวแรกเป็นเลขคี่ให้ลบ 1
แตถ้าเป็นเลขคู่ให้ลบ 1 แล้วคูณ 2
ส่วนตัวหลัง... มาจากสองตัวบวกกันแล้วคูณ 2
ตัวอย่างเช่น
7-1 = 6
7+4 = 11x2 > 22
เมื่อรวมกันคือ "622"
และ..
8-1 = 7x2 > 14
8+1 = 9x2 > 16
เมื่อรวมกันคือ "1416"

ส่วนบางท่านบอกว่า
6+2 = 8 ข้างบนมันบวกเลขผิด
อย่าไปโง่ตามมัน!!
-----
คำถาม 1 คำถาม
สามารถมีได้หลายคำตอบ
... อยู่ที่ประสบการณ์และความคิดของแต่ละคน
เรื่องนี้ทำให้นึกถึง..
คำถามจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
ที่ถามในหนังเรื่อง "ประชาธิปไท" เอาไว้ว่า?
มีเงิน 10 บาท ซื้อของ 3 บาท แม่ค้าทอนมากี่บาท
2 บาท เพราะเรามี เหรียญ 5 บาทอยู่ 2 เหรียญ
7 บาท เพราะเรามีเหรียญ 10 บาทอยู่ 1 เหรียญ
1 บาท เพราะเรามีเหรียญ 2 บาทอยู่ 5 เหรียญ
ไม่ทอน เพราะเรามีเหรียญบาททั้งหมด
ฯลฯ
-----
การใช้ชีวิตทุกวันนี้
มีทางเลือกมากมายที่จะหาคำตอบ
คำตอบของคนหนึ่งที่ว่าถูก
อาจจะเป็นคำตอบที่ผิดของอีกคน
แต่เราไม่มีสิทธิไปบอกว่า
คำตอบของใคร "ผิด" หรือ "ถูก"
-----
บางทีแล้ว
อาจจะเหมือนกับที่ประโยคสุดท้าย
ในกระดาษที่เขียนคำถามนี้เอาไว้
กำลังถามเราว่า...
หรือสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง
...จะต้องไม่สวยงามด้วย

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำคม : 18 ก.พ. 2557

เพราะเราไม่ได้ยืน
มาตั้งแต่เกิด
มันคงไม่แปลก
ถ้าเราจะล้มลงอีก
ขอแค่ การล้มอีกครั้ง
มันทำให้เรา
ยืนได้ก็พอ
ว.วชิรเมธี

ต่างคน ต่างคิด
ต่างจิต ต่างใจ!!
จะพูด จะทำยังไง
จะแสดงอะไร
คิดถึงจิตใจ
"คนอื่นบ้างก็ดี"

+ วิธีคิดให้ ชีวิตน่าอยู่ +
ยอมรับอดีตว่ามันเคยเกิดขึ้นและจบไปแล้ว
ใครจะคิดยังไงกับเรา มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
เวลาเยียวยาทุกอย่าง จงให้เวลา กับเวลา
อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น คนเรามีข้อดีข้อเสียต่างกัน
อย่าคิดมาก บางเรื่องปล่อยๆ มันไปบ้าง ก็ไม่เป็นไรนะ
จงยิ้มเข้าไว้ ปัญหาทุกอย่างในโลก ไม่ใช่ของเราคนเดียวสักหน่อย!

+ ปรุงแต่งที่ใจ จำไว้นะโยม +
ข้าวจะหอม หรือไม่หอม
ก็กินอิ่ม
     เสื้อจะถูกหรือจะแพง
     ใส่ก็อุ่น
          หมอนจะนิ่มหรือจะแข็ง
          ก็แค่หนุน
               บ้านจะเล็กหรือจะใหญ่
               ก็มีหลังคา
                    ผิวจะขาวหรือว่าดี
                    ก็สังขาร
                         คนจะงามหรือขี้เหร่
                         ก็แค่เห็น
โลกภายนอกอย่ายึดติด ไม่จำเป็น
ที่จำเป็นใช่ตาเห็น...อยู่ข้างใน (ใจ)

"ไม่ใช่ความทุกข์
ที่ทำให้เรา คิดมาก
แต่เป็นเพราะ
เราคิดมาก
ทำให้มีความทุกข์"

แหล่งที่มา   Facebook : A Thing Books

ถ้าเรา"เชื่อมั่น" ก็ไม่มีสิ่งใดที่เราทำไม่ได้

แหล่งที่มา   Facebook : CIMB Thai 

จบอัสสัม เรียนบริหาร กับการขับวิน คนอื่นจะมองยังไง

ประมาณหนึ่งสัปดาห์มาแล้ว
"จบอัสสัม เรียนบริหาร กับการขับวิน คนอื่นจะมองยังไง"

"พี่ไม่คิดอะไรมากหรอก พ่อพี่เป็นพ่อค้าตลาดนัด วันนึงก็ขายตลาดนี้ อีกวันก็ขายอีกตลาดนึง เราโตมาเพราะเป็นเด็กตลาด เรียนเสร็จ ก็ไปขายของที่ตลาด เก็บร้านเสร็จก็สี่ทุ่มห้าทุ่ม แล้วเรามาขับวิน น่าอายตรงไหน สุจริตไม่ขอใครกิน โอกาสของคนเรามันไม่เท่ากันหรอก"

"มีคนบอกว่า เนี่ย เสียเกียรติอัสสัม"

"เกียรติ อัสสัมคือ อะไร?

พี่ถามเรากลับ เกียรติ อัสสัม คือ อะไร?"
"ความเป็นสุภาพบุรุษ ซื่อสัตย์
มีจิตสาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
มีวินัย ใฝ่รู้ เป็นคนดี"

"นั่นซิ แล้วเสียยังไงล่ะ"

แหล่งที่มา    Facebook : กองบรรณาธิการอัสสัมชัญ กับ Thanakorn Jaturawarnit

พัฒนาตัวเองเดี๋ยวนี้...

อยากรวยไม่ใช่เรื่องผิด
แต่อยากรวย "ด้วยวิธีการเดียวกับคนอื่น"
บางทีความอยากรวยแบบนั้นล่ะที่ผิด
เพราะอาจนำเราไปสู่ความผิดพลาดจนหมดตัว

หลายปีก่อน พยายามถึงขั้นเรียกว่ากระเสือกกระสน
อยากรวยมาก อยากรวยเร็วๆ
พยายามหาเครื่องมือหรือเรียกง่ายๆ ว่าอาชีพที่จะทำให้รวย
อาชีพอะไรหนอที่จะทำให้ฉันรวยได้เสียที
จัดมา! อยากพ้นจากความจนจะแย่แล้ว

ศึกษาเรื่องหุ้น โฆษณาออนไลน์
ธุรกิจเครือข่าย สมัครสอบตัวแทนขายประกัน
ไปนั่งลงเรียนอสังหารืมทรัพย์ เที่ยวไปดูคอนโด
เปิดร้านขายของ ลงเรียนอาชีพเสริม
ลองเปลี่ยนไปทำอาชีพนู่นนั่นนี่
ก็ไม่ประสบความสำเร็จเสียที

ทำไมมันยากอย่างนี้วะ?
นาทีนั้น คิดลบ
หรือ ถูกสาปให้ไม่มีทางร่ำรวยไปชั่วชีวิต?

เมื่อผ่านเหตุการณ์นั้นมาแล้วหลายปี
มองย้อนกลับไป จึงเพิ่งเข้าใจว่า
ความร่ำรวยไม่ได้เริ่มต้นจากการค้นหาอาชีพหรือเครื่องมือ
แต่มันต้องเริ่มจาก "พัฒนาตัวเรา" จากข้างในก่อน
เราต้องเป็นคนที่คู่ควรกับรายได้ที่เราปรารถนาก่อน
แล้วเงินมันจะไหลมาหาเอง แบบจะไม่รับก็ไม่ได้
เพราะมันไหลมาไม่หยุด

เราต้องพัฒนาตัวเองจนความสามารถวิ่งไปดักรอข้างหน้า
แล้ววันนึงรายได้จะวิ่งมาหาความสามารถนั้นเอง

แต่คนส่วนใหญ่ทำกลับกันคือ
ให้รายได้ฉันก่อนสิ แล้วฉันจะพัฒนาความสามารถ
ค่อยๆ พัฒนาทักษะการเขียน การพูดบนเวที
การเจรจาต่อรอง การพูดโน้มน้าว ทักษะภาษาอังกฤษ
การขาย การตลาด การทำธุรกิจ โซเชียลมีเดีย
และอีกมากมาย

พัฒนาสิ่งเหล่านี้อย่างไม่รู้ตัว
ไม่รู้เลยว่าทุกความล้มเหลวที่ผลัก ล้มลง
มันค่อยๆ ปลูกทักษะเหล่านี้
จนวันนึง"สะสมแต้มความสามารถ" ครบ

เครื่องมือหรืออาชีพที่ถูกต้องเหมาะสมก็ถูกส่งลงมาเอง
แล้วมันก็ตอบแทนอย่างสาสม
รายได้เพิ่มขึ้นสิบเท่า ทั้งที่ทำงานน้อยลง
อย่างนี้นี่เอง! มัวไปหลงใช้เครื่องมือสร้างความร่ำรวยแบบคนอื่น
โดยไม่คิดพัฒนาตัวเองก่อน มันก็เลยไม่ไปไหนมาไหน
แถมยังไม่ถนัดที่จะใช้เครื่องมือที่ไม่เหมาะกับเราด้วย

ฉันรวยมั้ย?
ถ้าเทียบกับคนอื่น ยังเลย ยังห่างไกลมากกกก
ยังขับโตโยต้าเก่าๆ ยังอยู่บ้านชานเมือง
แต่ถ้าเทียบกับตัวเองเมื่อก่อน
มีเยอะขึ้น ทั้งตัวเงินและความสุข
ไม่ได้รวยล้น แต่รวยแบบรื่นรมย์
ไม่รีบร้อนร่ำรวย  แค่ทำงานที่หลงใหล
ไม่รวยในแบบคนอื่น
แต่รวยในแบบของฉันเอง

ตืนเช้า อากาศดี รดน้ำต้นไม้ ออกกำลังกาย
ทำงานที่ชอบ ได้อยู่กับคนที่รัก
มีเวลาอยู่กับตัวเอง ได้ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
อา...จะว่าไป

ในมุมนี้ ก็คือเศรษฐีดีๆ นี่เอง
ทุกคนมีหนทางร่ำรวยในแบบของตัวเอง
แต่เครื่องมือหรืออาชีพนั้น
จะถูกส่งลงมาเมื่อความสามารถของเราคู่ควรกับมัน

รำไม่ดีอย่าเพิ่งโทษปี่โทษกลอง
ยังไม่รวยอย่าเพิ่งโทษอาชีพหรือเครื่องมือ
เริ่มที่ตัวเราเองก่อน พัฒนาตัวเองให้เก่งในด้านที่เราต้องใช้
แล้วเราจะร่ำรวยในแบบของเราเอง

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"การสลับร่างสร้างรัก"...พ่อแม่ vs ลูกๆๆ

คิดว่าปัญหาคลาสสิคตลอดกาล
ที่เคยมี มีอยู่ และจะยังมีต่อไปก็คือ
"ความขัดแย้งระหว่างพ่อแม่กับลูก"

ใครบางคนเขียนไว้
ด้วยการล้อเพลง "เรือเล็กควรออกจากฝั่ง" ของ Bodyslam ว่า
"จะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือนว่าป๊ากับม้าไม่เข้าใจ"

อ่านแล้วทั้งฮาทั้งเจ็บ เพราะมันคือเรื่องจริง
ดูเหมือนว่าช่องว่างระหว่างสองวัย
จะไม่มีวันถูกถมให้เต็มได้ง่ายๆ
เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีชุดข้อมูลคนละยุคกัน

บางคนเป็นเด็กเรียนเก่ง ที่หนึ่งของโรงเรียน
จบวิศวะจุฬาทั้งตรีและโท
แน่นอนว่าพ่อแม่ที่ไหนก็ต้องอยากให้ลูกทำงานวิศวะ
แต่กลับไม่เคยทำงานวิศวะเลยแม้แต่วันเดียว

ไม่เคยลืมนาทีที่โทรไปบอกแม่ว่า
ถ้าจบโทแล้ว จะไม่ทำงานวิศวะ
แต่จะมาเป็นนักแต่งเพลงที่...
หัวอกแม่วันนั้นคงปวดใจ เป็นห่วงว่าลูกจะรอดมั้ย
เพราะสุดท้ายแล้วเรือเล็กที่ออกจากฝั่งก็ไม่รอด

วงการเพลงอยู่ยาก เปลี่ยนอาชีพไปหลายอาชีพ
กว่าจะเจอเกาะให้พักได้ ก็เล่นเอาเหนื่อย
วันนี้เป็นพ่อคนแล้ว เมื่อมองกลับไปในวันนั้น
วันนี้คิดว่า เข้าใจหัวอกพ่อแม่ และหัวอกลูกด้วย

ในมุมลูก เราก็ต้องเข้าใจพ่อแม่บ้าง
พ่อแม่รักเรา ทุกอย่างที่ท่านแนะนำ มาจากความหวังดีทั้งนั้น
และต่อให้เราจะบอกว่าชีวิตเป็นของเรา ฉันเลือกเอง
เราก็ควรจะให้เกียรติคนที่เลี้ยงเรามาเป็นสิบปี

คนที่ทิ้งฝันของตัวเอง แล้วเอาชีวิตทั้งชีวิตมาส่งไม้ต่อให้เรา
ไม่ว่าเราจะตัดสินใจอะไรก็ตาม
ควรปรึกษาหรือให้ท่านรับรู้บ้าง

จริงอยู่ท่านอาจจะแก่ อาจจะล้าสมัย
แต่สักวันเราก็ต้องแก่และล้าสมัยอย่างท่าน
ก่อนที่จะบ่นว่าทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจ
เราก็น่าจะถามตัวเองว่าแล้วเราเข้าใจพ่อแม่เรามั้ย?

ในมุมพ่อแม่ คิดว่าเราก็ต้องเข้าใจลูกบ้าง
ถึงเราจะเลี้ยงเขามาอย่างดีแค่ไหน
ถึงเราจะหวังดีกับเขาแต่ไหน
วันนึงเขาก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง
ถึงอย่างไรลูกก็ไม่ใช่สมบัติของเรา

บางทีคนเป็นพ่อแม่ก็ต้องยอมรับว่า
ประสบการณ์ของเราเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
มันอาจจะใช้กับลูกเราในวันนี้ไม่ได้
เราต้องปล่อยให้เขาไปลองล้มในแบบเขาเอง

ไบรอัน เทรซี่ กูรูด้านความสำเร็จในทุกด้านของชีวิต
ให้คำแนะนำเรื่องนี้ไว้ได้ดี
เขาบอกว่าหน้าที่ของพ่อแม่ก็คือ
ส่งเสริมให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง
ให้เขามีความเชื่อมันในตัวเองว่าเขาทำอะไรมากมายในโลกนี้ได้
และวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้พ่อแม่ลูกเข้าใจกันได้ดีก็คือ
"การสลับร่างสร้างรัก"

สำหรับลูก ลองสวมวิญญาณเป็นพ่อแม่ดูบ้าง
แล้วหันกลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นลูกที่ดีมั้ย?
มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงบ้าง?

สำหรับพ่อแม่ ลองสวมวิญญาณเป็นลูกดูบ้าง
แล้วหันกลับมาดูตัวเองว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ดีมั้ย?
มีอะไรที่เราต้องปรับปรุงบ้าง?
เพราะเราคือครอบครัว

งานนี้จึงไม่มีใครผิดหรือถูก
มีแต่ความรักที่อาจเข้าใจไม่ตรงกันเท่านั้นเอง
เป็นกำลังใจให้พ่อแม่ลูกทุกครอบครัวนะ

ไม่ว่าจะเห็นไม่ตรงกันเรื่องไหน
ขอให้จำไว้เสมอว่ายังไงเราก็คือครอบครัวเดียวกัน
และครอบครัวสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ทุกคน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

"คุณภาพ" vs "คุณค่า"

อยากรู้ว่า...
คุณจินตนาการชีวิตที่มี "คุณภาพ" ไว้อย่างไร?

หน้าตาดี มีรถขับ โทรศัพท์ถ่ายรูปได้
เงินทองมากมี หน้าที่ก้าวหน้า ดาราตกหลุมรัก
รวยความสุข ทุกข์ไม่เจอ เรอแล้วเจอเงิน
เพลินกับธรรมะ ชนะทุกเป้าหมาย แอมฟายแต้งกริ้ววว

ชีวิตที่มีคุณภาพนั้น ...
ย่อมแตกต่างกันไปตามความต้องการ

แต่สำหรับ...
ชีวิตที่มี "คุณภาพ" อาจไม่เท่าชีวิตที่มี "คุณค่า"

เพราะ "คุณค่า" ที่มีนั้น
ย่อมแปลว่า "คุณภาพ" ของเรา
ได้ถูกแบ่งปันให้คนอื่นด้วย

"คุณภาพ" ที่ดี อาจจะประเมินได้ด้วยสายตา
แต่ "คุณค่า" นั้น เราวัดได้จากความสุข
... ของคนรอบข้าง

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

ชีวิตคนเราคือหนังเรื่องยาว....ท้าทาย

ชีวิตคนเราคือหนังเรื่องยาว
อย่าเพิ่งรีบลุกออกจากโรง

สำหรับคนที่ไม่ได้เรียนเรื่องการเขียนบทละครมา
อาจจะไม่รู้ว่าโครงสร้างของบทหนัง ละคร นิยาย
มันมีสูตรสำเร็จซึ่งแบ่งเป็นสามช่วง
ช่วงแรก ตัวเอกดำเนินชีวิตไปตามปกติ
จนกระทั่งเจอเหตุอะไรบางอย่าง ที่ชีวิตต้องมาเกิดปัญหา

จึงเข้าสู่ช่วงที่สอง ซึ่งตัวเอกจะต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ได้
ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย จนได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง
และสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ

จนเข้าสู่ช่วงที่สาม ซึ่งตัวเอกบรรลุธรรม ชีวิตคลี่คลาย
และจบลงด้วยดีในที่สุด

ชีวิตคนเราก็เป็นแบบนั้นเป๊ะเลย
เราอยู่ของเราดีๆ ก็จะมีปัญหาอะไรบางอย่างเกิดกับชีวิต
ให้ต้องมาลำบากฝ่าฟัน ให้เหนื่อยเล่นซะงั้น
แต่เมื่อผ่านพ้นไปได้ เมื่อฟ้าสว่างสดใส
วันนั้นเราก็ได้ชื่นชมความสำเร็จ

แต่ปัญหาก็คือเราหลายคนชอบลุกออกไปก่อนตอนหนังยังไม่จบ
แล้วก็เอาแต่บ่นว่าหนังเรื่องนี้มันโหดร้ายจริงๆ

อยากรู้จริงๆ ว่าหนังเรื่องนี้มันจะจบลงยังไง
และแล้วก็เหมือนที่ใครสักคนบอกไว้ว่า
ในคืนที่ฟ้ามืดมิด เราจะเห็นดาวชัดเจน

แล้วก็ผ่านมันมาจนได้
อดทน ตั้งใจทำงาน เชื่อมั่นว่ามีสิ่งดีๆ รออยู่
มองโลกแง่บวก ขอบคุณสิ่งที่มีอยู่
เลิกบ่น เลิกโทษคนอื่น
นั่นคือสิ่งที่ตัวละครอย่างบรรลุธรรมจนเข้าสู่ช่วงที่สาม
ชีวิตคลี่คลายในที่สุด

คุยกับคนสำเร็จหลายๆ คนทุกคนพูดคล้ายๆ กันคือ
จะมีช่วงนึงที่ฟ้าเหมือนจะทดสอบอะไรเราบางอย่าง
ด้วยการส่งอุปสรรคปัญหามาเพียบ
ดูซิว่าเราจะเอาอยู่มั้ย ถ้าผ่านไปได้ รุ่งทุกคน

โมเมนต์นั้นหลายคนปล่อยมือ
แต่น้อยคนที่อดทนสู้ ไม่สูญเสียซึ่งความหวัง
แล้วเขาเหล่านั้นก็ผ่านมันมาได้

วันนี้ใครที่กำลังอยู่ในช่วงที่สองของบทละครชีวิต
กำลังเจอกับขวากหนาม
กำลังรู้สึกว่าทำไมชีวิตมันยากจังวะ

ขอให้เชื่อ
อย่าเพิ่งลุกออกจากโรง
หนังยังไม่จบ ฉากดีๆ ซึ้งๆ แค่ยังมาไม่ถึง แต่มาแน่ๆ

ชีวิตคือหนังที่ต้องดูกันยาวๆ
อย่าดูแค่ว่าตอนนี้ชีวิตเป็นทุกข์
แล้วสรุปว่าหนังเรื่องนี้มันเศร้า
ชีวิตคือหนังอบอุ่น ซาบซึ้ง จบประทับใจ
เพียงแต่มันก็ต้องมีออกแอ็คชั่นกลางเรื่องกันหน่อย
มันจะได้ตื่นเต้นไง

ไม่งั้นคงเป็นหนังที่น่าเบื่อพิลึก
ชีวิตคนเราคือหนังเรื่องยาว
อย่าเพิ่งรีบลุกออกจากโรงนะ

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

แว่นตาความเชื่อ

คนล้มเหลวคิดถึงแต่คนที่เกลียด
นึกถึงแต่สิ่งที่ไม่ชอบ
พูดบ่นแต่สิ่งที่แย่ๆ
มองเห็นปัญหาในทุกโอกาส

พูดง่ายๆ เขา "โฟกัสผิด"
เขามอง พูด คิด แบบที่ไม่ทำให้ชีวิตดีขึ้น
โลกก็เลยยิ่งเลวร้ายเหมือนอย่างที่เค้าอยากจะเห็น
แล้วมันก็เลยยิ่งตอกย้ำความเชื่อของเขาว่า
โลกนี้มันเลวร้ายจริงๆ ด้วย
นี่ล่ะโว้ยคือโลกจริง!

รู้ไว้ซะ! ไอ้พวกโลกสวย หยุดหลอกตัวเองได้แล้ว
หารู้ไม่ว่าทุกคนล้วนมองโลกผ่านแว่นตาของตัวเอง
และเราทุกคนก็หลอกตัวเองทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เราหลอกตัวเองโดยการทำให้เราเชื่อว่าจริงๆ โลกนี้เป็นแบบไหน

แต่โลกนี้ไม่มีโลกจริง
มีแต่โลกที่เราอยากจะเชื่อว่ามันเป็นแบบนั้นแบบนี้
โจทย์จึงอยู่ที่ว่า เราอยากจะเลือกใช้ความเชื่อแบบไหน

ความเชื่อแบบไหนที่จะส่งผลดีกับตัวเราเอง
คนสำเร็จจึงคิดถึงแต่คนที่เขารัก
นึกถึงแต่สิ่งที่เขาชอบ
พูดแต่เรื่องดีๆ
มองเห็นโอกาสในทุกปัญหา

พูดง่ายๆ เขา "โฟกัสถูก"
เชิญเลือก "แว่นตาความเชื่อ" ได้เลย
ว่าอยากจะมองเห็นโลกแบบไหน
ตาดีได้ ตาร้ายเสีย
เชิญเลือกได้เลย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ความยิ่งใหญ่ของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

"ความยิ่งใหญ่ของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!!!"
! ประโยคข้างบน พูดแล้วมันน่าหมั่นไส้มาก

แต่คิดว่ามันคือ mindset ที่เราควรปลูกฝังให้ตัวเอง
เพราะมันคือการบังคับทิศทางให้เราเห็นภาพอนาคตที่สดใส
และสร้างกำลังใจให้ตัวเอง

ไม่เข้าใจคนอยู่สองประเภทคือ
ประเภทแรก 
คนที่เห็นอนาคตตัวเองมืดมน

กลัวจะมีเรื่องร้ายๆ เกิดขึ้น ไม่กล้าฝันสูง กลัวตกมาเจ็บ
ชอบคิดแต่ "แล้วถ้าฝันไม่เป็นจริงล่ะ?"
"แล้วถ้าไม่ได้อย่างฝันล่ะ?"
ความฝันก็เลยแคระแกร็น ไม่ตาย แต่ก็เลี้ยงไม่โต
เพราะไม่มีอะไรมาเร้าใจให้พุ่งไปข้างหน้า

ประเภทที่สอง 
คนที่เอาแต่หมั่นไส้คนอื่นเวลาที่เห็นใครคิดการใหญ่
แต่ไม่เคยลงมือจัดการกับชีวิตของตัวเอง

กับคนประเภทแรก
ในเมื่อชีวิตเป็นของเรา
อย่าแค่อยู่ที่พื้น เพราะมันยืนมั่นคงดี
ดอกไม้งามล้วนอยู่บนยอดผา
ขึ้นไปคว้า ถ้าตกมาเจ็บ ก็แค่เก็บเป็นประสบการณ์
ไม่เห็นจะเป็นไร

กับคนประเภทที่สอง
ในเมื่ออนาคตเป็นของเรา
ถ้าเราไม่ได้ไปฝันอยู่บนหัวใคร
เราย่อมมีสิทธิ์ฝันใหญ่

ให้คุณพูดประโยคนี้ทุกวัน
"ความยิ่งใหญ่ของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!!!"
แล้วคุณจะรู้สึกราวกับพลังทั้งจักรวาล
มาอยู่ในตัวและหัวใจของคุณ

พูดสิ  พูดเลย
"ความยิ่งใหญ่ของฉันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!!!"

ใช่! ความยิ่งใหญ่ของคุณเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น!!!
ชื่อในตัวคุณ
แล้วคุณล่ะ เชื่อในตัวเองมั้ย?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

8 ชั่วโมงที่ทำงานในออฟฟิศ

8 ชั่วโมงที่ทำงานในออฟฟิศ
ทำให้เราอยู่รอดไปได้หนึ่งเดือน

แต่เวลาหลังจากเลิกงานที่แต่ละคนเอาไปใช้
นั่นคือเวลาที่ใช้เปลี่ยนชีวิตเรา
ด้วยความเคารพในทุกอาชีพ
แต่มันคือความจริงที่อาจจี้ใจดำ

งานประจำเปลี่ยนชีวิตได้ยาก
เพราะมันถูกออกแบบมาให้มั่นคงเกินไป
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจึงหายไปหมด

อีกอย่าง ถ้าไม่หลอกตัวเอง
เพดานงานประจำมันจำกัด
ไม่วันใดก็วันนึง
ทุกคนอยากเป็นเจ้าของอะไรบางอย่าง

ลองถามคนที่ชีวิตเปลี่ยนดู
ร้อยละ 99% ล้วนชีวิตเปลี่ยน
เพราะทำอะไรบางอย่างหลังเลิกงาน

รับงานนอก ทำของขาย ทำเครือข่าย ขายประกัน
ลงทุนตลาดทุน ศึกษาภาษา พัฒนาตัวเอง ขายของออนไลน์
อื่นๆ อีกมากมาย

ไม่ใช่ชวนลาออก
ไม่ได้บอกงานประจำไม่ดี
แต่เราน่าจะทำอะไรเพิ่มหลังจากที่งานเลี้ยงชีวิตจบครบ 8 ชั่วโมง
เพราะเวลาหลังจากเลิกงานที่แต่ละคนเอาไปใช้
คือเวลาที่ใช้เปลี่ยนชีวิตเรา

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

คุณเหมาะกับตำแหน่งอะไร?

ถ้าอยากรู้ว่าผู้สมัครงานเหมาะกับตำแหน่งใดในองค์กร ให้ลองทดสอบดังนี้

1. เอาไข่ไก่400 ฟองไปไว้ในห้อง
2. พาผู้สมัครเข้าไปในห้องๆ นั้น แล้วปิดประตูและหน้าต่าง
3. ปล่อยผู้สมัครไว้อย่างนั้น 2 ชั่วโมง
4. จากนั้นเปิดห้องเข้าไปดู หากผลเป็นดังต่อไปนี้

ถ้านั่งนับไข่ไก่ยังไม่เสร็จ ให้เอาไปทำงานฝ่ายบัญชี (Accounting Department)
ถ้านับไข่ไก่เสร็จและกำลังนับซ้ำ ให้เอาไปไว้ฝ่ายตรวจสอบและประกันคุณภาพ (Quality Assurance)

ถ้าทำไข่ไก่แตกเละเทะเต็มห้อง ให้เอาไปไว้ฝ่ายวิศวกรรม (Engineering)
ถ้าเอาไข่ไก่มาวางเรียงแปลกๆ ดูไม่รู้เรื่อง ให้เอาไปทำงานฝ่ายวางแผนกลยุทธองค์กร (Corporate Strategic Planning)

ถ้ากำลังหลับ ให้เอาไปทำงานกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย (Corporate Security)
ถ้ายังนั่งก่งก๊งคุยกันว่าเขาให้เข้ามาทำอะไรหว่า ให้เอาไปไว้ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources)

ถ้าบอกว่ากำลังคิดถึงวิธีการเรียงไข่ไก่ใหม่ๆ และต้องการไข่ไก่เพิ่ม แต่ไข่ไก่ยังกองอยู่แบบเดิมให้เอาไปเป็นฝ่ายขาย (Sales)
ถ้าคิดแต่จะออกไปนอกห้อง ให้เอาไปทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด (Public Relations & Marketing)

แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย มัวแต่คุยกันเรื่องอื่น ขอแสดงความยินดีด้วย...
คนที่คุณได้คือ Senior executive director (^^)
(credit : unknown)

แหล่งที่มา   Facebook : Marketing Hub,  The Youngblood Way ( Stock Investor ) 

โลกนี้ไม่มีคนหาเงินเก่ง

โลกนี้มีคนอยู่สองประเภท
คนใช้เงินเก่ง กับ คนเก็บเงินเก่ง
แต่ไม่มี.. คนหาเงินเก่ง

สมมุติว่า...

นายเห่ามีรายได้ 100,000 บาทต่อเดือน
แต่ใช้จ่ายหมดจนไม่มีเงินเก็บ

แต่นายป่านมีรายได้ 30,000 บาทต่อเดือน
แต่เหลือเงินเก็บเดือนละ 10,000 บาท

นายเห่าเป็นคนใช้เงินเก่ง
ส่วนนายป่านเป็นคนเก็บเงินเก่ง

ความสามารถในการหารายได้
เป็นเพียงความสามารถเพียงชั่วคราว
แต่ความสามารถในการสร้างสินทรัพย์
เป็นสิ่งที่จะหารายได้ให้เรา...ตลอดไป

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

"อาหารมื้อละ 50 บาท ผมยังว่าแพงเลย"

"อาหารมื้อละ 50 บาท  ผมยังว่าแพงเลย"
ถ้าประโยคนี้หล่นบนโต๊ะพนักงานเงินเดือนหมื่นเดียว
คงไม่แปลก

แต่คำพูดนี้ออกมาจากปากของชายที่กำลังบังคับพวงมาลัยเบนซ์คันโต
เขาเป็นเจ้าของรถคันนี้
นอกจากรถหรูคันนี้แล้ว
เขายังเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้าน
รายได้สุทธิต่อปีไม่ต้องพูดถึง
พนักงานธรรมดาหาทั้งชีวิตก็ไม่มีเท่าเขา
ประโยค "อาหารมื้อละ 50 บาท ผมยังว่าแพงเลย"
ไม่ได้แปลว่าเขาเป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว
แต่เศรษฐีทุกคนใช้เงินเป็น

บทจะแพงก็ไม่ควรถูก บทจะถูกก็ไม่ควรแพง
โดยเฉพาะเศรษฐีที่สร้างฐานะขึ้นมาเอง ไม่ได้รับมรดกจากพ่อแม่
เขาเป็นลูกชาวนาจนๆ ในจังหวัดบุรีรัมย์

จังหวัดที่เมื่อหลายสิบปีก่อน อาทิตย์นึงจะเห็นรถยนต์วิ่งสักคัน
เขาขี่ควายทุกวัน
"ผมเพิ่งซื้อที่ดินไป 250 ล้านบาท
ทุกวันนี้ผมยังเห็นเจ้าของที่ดินใส่กางเกงขาสั้นเดินไปเดินมาในซอย
ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นเศรษฐีร้อยล้าน"
เขาเล่าอย่างอารมณ์ดี

"คนอวดไม่มี คนมีไม่อวด
คนเล็กทำตัวใหญ่ คนใหญ่ทำตัวเล็ก"
นึกถึงประโยคอะไรทำนองนี้

วันนั้นได้ข้อสรุปสั้นๆ จาก Self-Made Millionaire คนนี้ว่า
ความจนไม่ใช่คำสาป แต่เป็นทางเลือกที่เราไม่เลือกก็ได้
พูดง่ายๆ ว่าถ้าเกิดมาจน ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องจนไปตลอดชีวิต

แต่ถ้าเกิดมาจน แล้วยังจนต่อไป
อย่าโทษคนอื่น ตัวเรานั่นแหละที่เลือกที่จะจนต่อไป

ซอยในสุขุมวิทรถติด
เดินผ่านร้านอาหาร
เห็นกลุ่มพนักงานที่เพิ่งเลิกงาน ต่อคิวหน้าร้านเป็นแถวยาว
เดินผ่านร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนม
เห็นหลายคนเลือกซื้อเสื้อผ้ากันคึกคัก
นึกถึงชายผู้บอกว่า "อาหารมื้อละ 50 บาท ผมยังว่าแพงเลย"
และเจ้าของที่ดินที่ใส่ขาสั้นเดินไปเดินมาในซอย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฝันทั้งที เอาให้ใหญ่

*ฝันใหญ่ คนธรรมดาไม่เข้าใจ*

นี่เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมใจไว้เลย
ถ้าคิดจะประกาศฝันของเราให้โลกรู้
เพราะเราจะได้ยินคำห้ามปราม คำสบประมาท หมั่นไส้
คำทักท้วงที่เต็มไปด้วยความหวังดีว่า
"อย่าเลย ทำไม่ได้หรอก"

แต่ขอให้จำสองประโยคนี้ไว้ให้ขึ้นใจว่า
หนึ่ง ฝันใหญ่ คนธรรมดาไม่เข้าใจ
สอง ที่เขาบอกว่า "อย่าเลย ทำไม่ได้"
เขาไม่ได้บอกเรา
แต่เขากำลังบอกกับตัวเขาเองว่าเขาทำไม่ได้หรอก
เพราะฉะนั้นคนอื่นก็น่าจะทำไม่ได้เหมือนกัน

ถ้าพี่น้องตระกูลไรท์เชื่อคำที่คนอื่นบอกว่า "คนเราบินไม่ได้"
สงสัยวันนี้เรายังต้องนั่งเรือข้ามทวีปกันอยู่เลย

ถ้าคุณบัณฑิต อึ้งรังษีเชื่อว่าคนไทยเป็นที่หนึ่งในวงการเพลงคลาสสิกไม่ได้
เราคงไม่ได้เห็นคนไทยยืนคุมวงฝรั่ง ขึ้นปกนิตยสารระดับโลก

โลกนี้มันเริ่มจากความเชื่อว่าฝันของเราเป็นจริงได้
แล้วเราถึงลงมือทำ
จนมันกลายมาเป็นความจริง...ความจริงที่ยิ่งกว่าฝัน

ฝันทั้งที เอาให้ใหญ่
เอาให้มันสั่นสะเทือนโมเลกุลหัวใจ
ให้อยากลุกขึ้นไปทำตามฝันทุกเช้า
และเฝ้าคิดถึงมันก่อนเข้านอน

เมื่อรู้ว่าฝันหรือเป้าหมายในชีวิตคือ
"ทำให้ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต"

เรารู้เลยว่าตัวเองเปลี่ยนไปมาก
มีความตั้งใจกับชีวิตมากขึ้นว่า
ทำอย่างไรถึงจะช่วยผู้คนได้มากที่สุด
ด้วยความรู้และแรงบันดาลใจที่มี

หลายคนไปสับสนว่าฝันใหญ่คือโลภมาก คือโอ้อวด
ก็เลยฝันแบบเจียมตัว คนอย่างเราเท่านี้ก็ดีแล้ว
แต่จริงๆ มันตรงข้ามเลย
โลภแปลว่าอยากได้ของคนอื่น
โอ้อวดคือเห็นตัวเองดี แต่คนอื่นต่ำกว่า

แต่ถ้าเราฝันใหญ่แล้วไม่เดือดร้อนใคร
จะฝันเล็กไปทำไม ฝันใหญ่ไปเลย
ฝันใหญ่ คนธรรมดาไม่เข้าใจ
แต่คนไม่ธรรมดาอย่างพวกเราทุกคน เข้าใจอยู่แล้ว
เป็นกำลังใจให้กับนักสร้างฝัน+นักลงมือทำ ทุกท่าน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

6 ข้อคิดของการใช้ชีวิตจากเศรษฐี

6 ข้อคิดของการใช้ชีวิตจากเศรษฐีระดับต้นๆ ของโลก ที่เราควรนำมาปรับใช้

แน่นอนว่าหลายคนคงจะอยากที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงเงินทอง และมีชีวิตหรูหราเหมือนมหาเศรษฐีที่เรามักจะได้เห็นกันในสื่อหรือจอภาพยนตร์ แต่ความจริงเศรษฐีระดับโลกอาจจะมีวิถีชีวิตที่ต่างๆไปจากนั้นก็ได้….

1. พวกเขาอยู่บ้านธรรมดาๆ
Carlos Slim ซึ่งเคยติดอันดับเป็นเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก เปิดเผยว่า เขาอยู่บ้านหลังเดิมมาตลอด 40 ปี และไม่ได้เป็นบ้านที่ไฮโซหรูหราแบบที่ทุกคนคิดเลย และมันไม่ได้มีความจำเป็นที่บ้านเขาจะต้องหรูสุดๆด้วย

2. พวกเขายังใช้บริการสาธารณะ
ตัวอย่างของ Chuck Feeney ยังคงชอบที่จะเดิน ปั่นจักรยาน หรือใช้บริการขนส่งมวลชนสาธารณะ เวลาว่างพวกเขาก็ชอบออกกำลังกายในสวนสาธารณะมากกว่าฟิตเนสราคาแพง ถึงแม้พวกเขาจะสามารถมีเงินซื้อเครื่องบินส่วนตัวก็ตาม

3. พวกเขาไม่ฟุ่มเฟือยกับแฟชั่น
ถึงแม้จะมีมหาเศรษฐีหลายคนในวงการแฟชั่น แต่รู้หรือไม่ว่าเศรษฐีระดับโลกหลายๆคนอย่าง Mark Zuckerberg หรืออย่าง Steve Jobs พวกเขามักจะใส่เสื้อผ้าง่ายๆสบายๆ อย่างเสื้อยืดกางเกงยีนส์ และหลีกเลี่ยงเครื่องแต่งกายแฟชั่น

4. พวกเขาตัดผมเอง
อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่หลายๆคนก็เลือกประหยัดเงินได้ทุกทาง แม้แต่เศรษฐีเจ้าของธุรกิจมือถืออย่าง John Caudwell บอกว่าชอบที่จะตัดผมด้วยตนเอง โดยไม่ออกไปเสียเงินให้กับร้านแฟชั่นแพงๆ

5. พวกเขายังขับรถธรรมดา
เราอาจจะคิดว่าพวกเขาจะต้องขับเฟอร์รารี่ หรือลัมโบกินี่ราคาหลายสิบล้าน แต่บางคนอย่างเช่น Jim Walton เจ้าของร้านวอลมาร์ท หรือ Azim Premji เศรษฐีชาวอินเดีย ยังคงขับรถเก่าอายุนับสิบปี

6. พวกเขาหลีกเลี่ยงของหรูหรา
คงจะเห็นมหาเศรษฐีหลายคนชอบสะสมรถหรู เรือยอร์ชหรู หรือเครื่องประดับ แต่สำหรับระดับต้นๆของโลกอย่าง Warren Buffet แล้ว เขาบอกว่าของฟุ่มเฟือยทั้งหลายนั้นมันดูไร้สาระ และเปลืองเงินโดยใช้เหตุ

แนวคิดทั้ง 6 ของเหล่ามหาเศรษฐีระดับต้นๆของโลกนี้ เราอาจจะนำมาปรับใช้กับชีวิตตนเอง อาจจะไม่ต้องสุดโต่งถึงขั้นตัดผมด้วยตนเอง แต่การประหยัด รู้จักใช้เงิน จะช่วยให้เราสามารถมีชีวิตที่ดีได้อย่างแน่นอนเลยล่ะ…..
ที่มา: eduzones

แหล่งที่มา     Facebook : Investor Room, The Youngblood Way ( Stock Investor )

ตั้งเป้าหมายปี 2557 ???

ประธานเครือนำทองของ AIA บอกประโยคทองประโยคนึงว่า
"สิ่งสำคัญคือต้องเขียนเป้าหมายลงไป
คนทั่วไปวาดฝันไว้ในอากาศ
ในขณะที่คนสำเร็จเขียนเป้าหมายไว้ในกระดาษ"

ว่าแล้วก็ควักเอากระดาษที่เขียนเป้าหมายออกมา
โอโห! ถึงกับพกติดตัวเลย
ถึงว่าล่ะ ถึงสำเร็จสุดๆ ชนิดที่ว่าเป็นตำนานไปแล้ว

แล้วเราล่ะ ตั้งเป้าหมายอะไรกันบ้าง
เขียนลงไปมั้ย?

ปี 2557 ผ่านไป 1 เดือนกว่าๆ แล้ว
ลืมเป้าหมายที่ตั้งไว้ตอนปีใหม่รึยัง?

เป้าหมายรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ผ่าน!
เป้าหมายเงินออม เงินลงทุนต่อเดือน ผ่าน!
เป้าหมายจำนวนงานวิทยากรต่อเดือน  ผ่าน!
เป้าหมายจำนวนหนังสือที่อ่านต่อเดือน  ผ่าน!
เป้าหมายการออกกำลังกายต่อเดือน  ผ่าน!

นอกจากนี้เหลือเป้าหมายที่ยังไม่บรรลุ
เพราะต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนถึงจะรู้ผล
เช่น ควบคุมน้ำหนัก ตรวจสุขภาพประจำปี ภาษาอังกฤษ
จำนวนหนังสือ bestseller ที่เขียน
เวลาทำงานต่อปีที่ต้องน้อยลง
เวลาอยู่กับครอบครัวที่ต้องมากขึ้น จำนวนครั้งการท่องเที่ยว ฯลฯ

มันเป็นความรู้สึกที่แฮปปี้สุดๆ
ยิ่งเราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้มากเท่าไหร่
เราก็จะยิ่งนับถือตัวเองเท่านั้น

ใครยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายปี 2557 ยังทัน
ใครตั้งแล้วลืม ขุดมันขึ้นมาเขียนใหม่
เขียนแล้วแปะไว้ข้างฝา ให้เห็นบ่อยๆ
แล้วลงมือทำให้ดีที่สุด

อย่ามองข้ามขั้นตอนง่ายๆ อย่างการเขียนลงไป
เพราะการเขียนจะทำให้สิ่งที่เคยอยู่แต่ในความคิด
ได้ออกมาสู่โลกจริง แม้จะเป็นแค่ตัวหนังสือบนกระดาษก็ตาม
มันทรงพลังกว่าที่คุณคิด

ลองมากับตัวเอง และสำเร็จตามเป้าหมายที่เขียนไว้ทุกครั้ง
สดๆ ร้อนๆ เมื่อคืนนี้ รื้อหนังสือเก่ามาอ่านใหม่
มันเป็นหนังสือที่อ่านเมื่อหลายปีก่อน
แล้วเขียนเป้าหมายลงไปในหนังสือ
ลืมไปแล้ว วันนี้กลับมาเปิดอ่านอีกที
ตกใจมาก มันเป็นจริงแทบทุกข้อเลย

รายได้ ไลฟ์สไตล์ ชื่อเสียง สุขภาพ ครบหมด!!!
เขียนเป้าหมายลงไป ตั้งใจทำมันให้เกิดขึ้น
แล้วจักรวาลจะรวมตัวกันช่วยเราให้สำเร็จอย่างง่ายดาย

มาตั้งเป้าหมายปี 2557 กัน ยังไม่สาย
แล้วปลายปีเราจะได้มาเล่าสู่กันฟังว่า
ใครบรรลุเป้าหมายเรื่องอะไรบ้าง
โอเคตามนี้นะ?
ใครลืม เราไม่ลืมนะ จะบอกให้

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เราทุกคนคือลูกหลานของบรรยากาศ

"ถ้าคุณอยู่ในร้านตัดผมนานพอ
ไม่ช้าก็เร็ว คุณจะอยากตัดผมบ้าง
แม้ว่าคุณจะหัวล้านก็ตาม"
อ่านประโยคตลกร้ายนี้จากที่ไหนสักที่
จำไม่ได้แล้วว่าใครพูด

แต่มันแสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมนั้นมีอิทธิพลต่อเราแค่ไหน
ว่ากันว่า "เราทุกคนคือลูกหลานของบรรยากาศ"
เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีบรรยากาศแบบไหน
เราก็จะเป็นคนแบบนั้น

บางคนบอกให้เห็นภาพชัดเจนกว่านั้นอีกว่า
เราคือ "ค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราคบ"
เรื่องนี้จริงมาก


3-4 ปีที่ผ่านมา ได้รู้จักเศรษฐีมากมาย
ได้รู้จักคนที่สำเร็จในชีวิตมากมาย
ทั้งทางโลกและทางธรรม
ได้สมาคมกับคนระดับประเทศ

เมื่อกลับไปทบทวน
พบว่าชีวิตพัฒนาขึ้นกว่าหลายๆ ปีก่อนหน้านั้นมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทักษะที่เพิ่มขึ้น
รวมทั้งความคิดแบบที่คนสำเร็จเหล่านั้นมี
ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

นั่นจึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า
คนเราเหมือนฟองน้ำที่ซึมซับบรรยากาศและคนที่เราคบได้จริงๆ
จากที่เจอแต่คนชอบขุดคุ้ยเรื่องอดีต บ่นกับปัจจุบัน
ไม่เคยฝันถึงอนาคต

ก็ได้เจอกับคนกลุ่มนี้ที่ไม่เคยบ่น
พวกเขาพูดถึงแต่อนาคตที่สดใส
แน่นอนเขาเคยมีอดีตที่ย่ำแย่เหมือนเราหลายคน
แต่เขาเปลี่ยนมันเป็นแรงผลัก
ไม่ใช่แรงฉุดแบบเรา

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงค้านในใจว่า
แล้วฉันจะไปคนเก่งๆ ที่ไหนคบ?
ไม่ยากเลยครับ
เข้าสัมมนาดีๆ คุณได้เจอศูนย์รวมคนเก่งแน่ๆ
อ่านหนังสือดีๆ คุณได้เจอเคล็ดลับดีๆ ที่คนเก่งแบ่งปันแน่ๆ
และเมื่อพัฒนาตัวเองมากพอจนถึงระดับนึง
เราจะเริ่มดึงดูดคนเก่งๆ คนเจ๋งๆ คนดีๆ เข้ามาในชีวิต

ทำนองว่าคลื่นเราเข้มข้นถึงระดับแล้วนั่นล่ะ
รู้ตัวอีกทีเราก็เข้าไปอยู่ในหมู่คนเก่งนั้นแล้ว
อยากเปลี่ยนชีวิต ต้องเปลี่ยนบรรยากาศ
อย่าเอาแต่บ่นว่ารอบข้างไม่มีใครอยากสำเร็จอย่างเรา
แล้วเราจะสำเร็จได้ยังไง

ทำไมเราไม่เปลี่ยนมันเองเลยล่ะ?
ไม่ต้องถึงกับเลิกคบเพื่อนเก่า แต่เพิ่มเพื่อนที่คบใหม่ๆ เจ๋งๆ
ไม่ต้องถึงกับเลิกอ่านนิตยสารดาราที่ชอบ
แต่เพิ่มหนังสือดีๆ เข้าไปด้วย แล้วอ่านทุกวัน
ไม่ต้องถึงกับเลิกดูหนังฟังเพลง
แต่เพิ่มการเข้าสัมมนาดีๆ เข้าไปด้วย

เราคือลูกหลานของบรรยากาศ
เราคือค่าเฉลี่ยของคนที่เราคบ หนังสือที่เราอ่าน
เปลี่ยนมันซะ
แล้วชีวิตจะเปลี่ยนไปจนคุณจำไม่ได้

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำแนะนำ 6 ประการ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้ลูกหลาน

รักหนู...สอนหนูรู้จักใช้เงิน
คำแนะนำ 6 ประการ เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้ลูกหลาน
  1. บอกหนู
    เงินมาจากการทำงาน
    - ไม่ได้มาจากตู้เอทีเอ็ม
  2. สอนหนู...สิ่งไหนจำเป็น สิ่งไหนต้องการ
    -จำเป็น คือขาดไม่ได้
      ต้องการ คือ ไม่มี ก็ไม่เป็นไร
  3. ให้หนู...
    ออมเงินในกระปุกใส
    - กระตุ้นหนูให้ออมเพิ่ม
  4. ฝึกหนู...ตัดสินใจ
    - จะทำอย่างไรกับเงินรางวัล
    หรือเงินของขวัญที่หนูได้
  5. เตือนหนู...
    ของเล่นแพงๆ บางอย่างเล่นแป๊บเดียวก็เบื่อ
    - สุดท้ายกลายเป็นขยะ...เสียดายเงิน
  6. หัดหนู...ใช้เงินเอง
    - ให้เงินก่อนไปเที่ยว
    ฝึกให้หนูแบ่งเงินด้วยตัวเอง
แหล่งที่มา   Facebook : ศคง. 1213

ใช้ชีวิต...อยู่ในวงกลมของเราเอง

อย่าเป็นวงกลมที่อยู่ในวงกลมของคนอื่น

ถ้าคนหนึ่งคน เปรียบเหมือนวงกลมหนึ่งวง
ทุกคนก็เหมือนวงกลมที่เดินสวนกันไปมา

บางคนวงกลมเล็ก บางคนวงกลมใหญ่
เมื่อผ่านมารู้จัก ทักทาย สนิทสนม
วงกลมของเราก็เริ่มมีบางส่วนที่ทับซ้อนกัน
แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

ปัญหาก็คือ บางคนกลับทำตัวเล็กลีบ
เข้าไปเป็นวงกลมเล็กๆ ในวงกลมของอีกคน
ให้วงกลมของคนอื่น ครอบคลุมวงกลมของเราทั้งหมด
ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

บางคนอาจจะนึกไม่ออกว่าผมกำลังพูดถึงอะไร?
บริษัทที่ฝากอนาคตไว้กับผู้บริหารเพียงคนเดียว
พนักงานที่ฝากชีวิตทั้งชีวิตไว้กับบริษัท
บริษัทที่มีลูกค้ารายใหญ่รายเดียว
หรือแม่บ้านที่ฝากชีวิตไว้กับสามีที่ทำงานคนเดียว
เหล่านี้คือตัวอย่างของการเอาวงกลมของเรา
เข้าไปอยู่ในวงกลมคนอื่นทั้งวง

อันความสัมพันธ์นั้น
มันมีได้ทั้งแบบ "ต่างฝ่ายต่างพึ่งพา"
และแบบ "พึ่งพิงอีกฝ่ายเพียงฝ่ายเดียวจนแทบจะล้มทับ"

แบบแรกคือวงกลมสองวงที่มาซ้อนกัน
ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซึ่งกัน ต่างพึ่งซึ่งกัน

แบบที่สองคือวงกลมเล็กที่อยู่ในวงกลมใหญ่
วงกลมเล็กอาจอุ่นใจ แต่ก็เสี่ยงแบบไม่รู้ตัว
ส่วนวงกลมใหญ่เอาเข้าจริงก็อาจจะอึดอัด
ที่ต้องเป็นที่พึ่งของวงกลมเล็กตลอดเวลา

ส่วนตัว คิดว่าความสัมพันธ์ที่จะยืนยาวได้นั้น
ระดับของสองฝ่ายต้องเท่าๆ กัน
นั่นคือต้องไม่มีใครรู้สึกว่าถูกพึ่งพิงมากจนเกินไป
ไม่อย่างนั้นเพียงไม่นาน ความสัมพันธ์อาจล้มพังพาบได้

อย่าเป็นวงกลมที่อยู่ในวงกลมของใคร
แต่จงเป็นวงกลมที่ซ้อนทับกันบางส่วน

อย่าทำตัวเป็นวงกลมเล็กลีบ
แต่จงขยายวงกลมของเราออกไป
เพื่อพบกับวงกลมวงใหม่ๆ
ที่จะมาซ้อนทับกันกับเราอีกบางส่วน

แล้วเราจะรู้สึกควบคุมชีวิตได้
แล้วเราจะไม่เอาชีวิตไปอยู่บนความเสี่ยง
แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าฝากชีวิตไว้ที่ใคร
เพราะชีวิตของเรา
มันย่อมอยู่ในวงกลมของเราเอง

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สิทธิประกันสังคมกับการรักษาโรคมะเร็ง 7 ชนิด




แหล่งที่มา   Facebook : SSO Savings Club
ขอขอบคุณ K-Expert ที่ช่วยทำ graphic สวยๆ ให้ ... อ้างอิงข้อมูลจาก website ของสำนักงานประกันสังคม

เศรษฐีเงินล้าน

ถ้าอยากเป็นเศรษฐีเงินล้าน
สิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่การขวนขวายหาเงินล้านให้ได้เหมือนเศรษฐีเหล่านั้น

แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือ
พัฒนาตัวเองให้มีคุณสมบัติเหมือนเศรษฐีเหล่านั้น
แล้วเงินล้านจะตามมาเอง

คิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้
ทุกคนต่างที่มา แต่ล้วนประสบความสำเร็จเหมือนๆ กัน
บางคนเป็นถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาล
บางคนเป็นนักลงทุนพอร์ตร้อยล้าน
บางคนเป็นเจ้าของคอนโดหลายโครงการมูลค่าเป็นพันล้าน
บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจเครือข่ายที่มีรายได้หลายล้านต่อเดือน

แต่เวลาที่ทุกคนขึ้นมาพูดบนเวทีคนละไม่กี่นาที
ทุกคนพูดถึงหลักการที่เค้าประสบความสำเร็จเหมือนกันทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมาย การทำสิ่งที่รัก การทำเพื่อคนอื่น
ยิ่งให้ยิ่งได้ แล้วสิ่งที่ต้องการจะตามมาเอง

พูดง่ายๆ ว่า คนสำเร็จทำสิ่งที่คนสำเร็จทำ
เค้าก็เลยสำเร็จขึ้นเรื่อยๆ
ส่วนคนไม่สำเร็จ ก็ยังยืนยันจะทำสิ่งที่คนไม่สำเร็จทำ
โดยไม่คิดจะถามสักคำว่าคนสำเร็จเค้าทำอะไรบ้าง
ก็เลยไม่สำเร็จอยู่อย่างนั้น

ความสำเร็จทิ้งร่องรอยไว้ให้เราเดินตามเสมอ
เพียงแต่เราสนใจจะแกะรอยมันหรือเปล่าเท่านั้นเอง
เดินเข้าไปถามคนสำเร็จสิ
ว่าเขาทำอะไร ถึงสำเร็จขนาดนี้

อย่าไปคิดเอง เออเอง ว่าทำแบบนี้มั้งถึงจะสำเร็จ
ชีวิตเราไม่ได้ยืนยาวขนาดนั้น
ที่จะมานั่งลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง

หลายคนเข้าใจผิด ไปมุ่งที่จำนวนเงินที่อยากได้
โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เราต้องทำคือ
"พัฒนาตัวเองให้เหมือนคนสำเร็จ"
ไม่ใช่ตัวเงิน

โลกนี้ยุติธรรมเสมอ
ถ้าคิดและลงมือทำแบบคนสำเร็จ
เราย่อมสำเร็จ
มันเป็นเหตุเป็นผลโดยไม่มีข้อยกเว้น
อย่าไปเลียนแบบจำนวนเงินในธนาคารของเศรษฐี

แต่จงเลียนแบบวิธีคิดของพวกเขา
แล้วไม่นาน จำนวนเงินในบัญชีเรา
จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างที่เราคิดไม่ถึง

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คนเราคือ "ว่าวที่มีรู"

ช่วงนี้ค่อนข้างครุ่นคิดกับชีวิตว่า
ที่สุดแล้วชีวิตคนเรามันก็คือการเคลื่อนจากจุด A ไปจุด B
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง การงาน สุขภาพ หรือความรัก

เราอยากเคลื่อนที่ไปสู่จุดที่สูงขึ้น จุดที่ดีขึ้นทั้งนั้น
และพาหนะที่จะพาเราจากจุด A (จุดที่อยู่)
ไปจุด B (จุดที่อยากไป) ได้ ก็มีแค่อย่างเดียว
นั่นคือ "การพัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับจุด B"

เพราะพอเราคู่ควรปุ๊บ หันมาอีกที
เราก็ถึงจุด B เรียบร้อยแล้ว
พูดง่ายๆ โจทย์ชีวิตของเราก็คือ
การอุด "รูรั่ว" นั่นเอง

เราทุกคนล้วนมี "รูรั่ว"
มีจุดอ่อน มีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวทั้งนั้น
แต่นั่นล่ะที่คิดว่าคือความสนุก
มันไม่ใช่ปัญหา แต่มันคือโจทย์ที่แสนจะท้าทายว่า
"แสดงว่าเรายังพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะ"

ความสนุกของชีวิตมนุษย์ที่ค้นพบก็คือ
ไม่ว่าวันนี้เราจะ "แย่ที่สุดในจุดที่ยืน" สักแค่ไหน
แต่มนุษย์ "ทุกคน" สามารถไปสู่ "จุดที่ดีที่สุดที่อยากไป" ได้เสมอ

ว้าว! แค่คิดก็มันส์แล้ว
ย้ำอีกทีว่า ความสนุกมันอยู่ที่ "ทุกคน" ทำได้
ไม่มีใครหน้าไหนจะมาตีตราว่า
"เฮ้ย! ไอ้นี่ไม่ผ่าน มันจนตั้งแต่เกิด ไม่มีวันรวยได้แน่นอน"
"เฮ้ย! ไอ้นี่มันอ้วนมานานมาก มันไม่มีวันผอมได้แน่นอน"

สิ่งเหล่านี้ไม่จริงเลย ไม่มีใครตีตราเราได้ทั้งนั้น
เว้นแต่เราจะตีตราเราเองว่าเราทำไม่ได้
มนุษย์ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้
มนุษย์ทุกคนสามารถอุดรูรั่วของตัวเองได้
มนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้

ช่วงนี้เลยสนุกกับชีวิตมากๆ
เพราะกำลังอยู่ในช่วง "อุดรูรั่ว" ของตัวเอง
ว่ามีความสามารถอะไรที่ยังขาดไป
แล้วถ้าไม่พัฒนาความสามารถนั้น
คงไปถึงจุด B ได้ยาก

ลองก้มมองดูตัวเองสิว่า
อะไรคือสิ่งบกพร่องที่เรารู้แก่ใจว่ามันทำให้เราไม่ไปถึงไหน
อยากรวย แต่ไม่พัฒนาความสามารถให้โดดเด่น
อยากผอม แต่ไม่เคยดูแลอาหาร ไม่ออกกำลัง
อยากเขียนหนังสือ แต่ไม่เคยลงมือเขียน
อยากเก่งภาษาอังกฤษ แต่วันๆ ดูละครไทย อ่านหนังสือไทย
แบบนี้เข้าข่ายรูเบ้อเร่อ แต่กลับไม่อุด

เวลาลมดีๆ มา ว่าวก็บินไม่ขึ้น เพราะมันรั่ว เลยไม่ต้านลม
เวลาโอกาสดีๆ มา แต่ความสามารถเราไม่พร้อม
ก็ต้องเสียโอกาสไปฟรีๆ
มาอุดรูรั่วนั้นกันมั้ย

ยิ่งเราอุดรูรั่วได้มากเท่าไหร่
ยิ่งว่าวของเรามีรูรั่วน้อยเท่าไหร่
ว่าวก็จะยิ่งต้านลม ลอยสูงขึ้น
แล้วโบกบินไปสู่จุดที่ดีที่สุดที่เราอยากไปถึงนั่นเอง

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ไหนว่า...คนเกิดมา...ค่าเท่ากัน

ไหนว่า...คนเกิดมา...ค่าเท่ากัน
เมื่อคุณยังมี อวัยวะครบ 32 ประการอยู่
จงสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะปัญหาต่างๆ ที่
เคยเกิดขึ้นมาเเล้ว คุณยังผ่านมาได้เลย
เเล้วจะนับประสาอะไรกับปัญหา
ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้
ถ้ามีเเรงใจ มีกำลังใจ มีสติปัญญา
เชื่อเเน่ว่าต้องผ่านมันไปได้อีกเเน่นอน

คนพิการเขายังสู้ เเล้วคุณละจะสู่้ไหม
!!! จงพอใจในสิ่งที่ตนมี !!!
เพราะอยู่ไม่นานก็ตายเเล้ว ทำความดีให้มากๆ
เพื่อเป็นทุนในชาติหน้า

ในขณะที่บางคน
ดิ้นรนเพื่อจะเรียนในที่ดีๆ
แต่เด็กพวกนี้กลับคิดเพียงว่า
ขอให้มีโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ

หลายคน ดิ้นรน ขอแค่ได้กิน
ไม่นึกถึง ทรัพย์สิน สูงท่วมหัว
หาเช้า กินค่ำ พอได้เลี้ยงตัว
เราอย่ามัว เห็นแก่ตัว ไม่ปล่อยวาง

ไหนว่าคน เกิดมา ค่าเท่ากัน
ความเท่ากัน นั้นมันเป็น เช่นไฉน
บางคนสุข ล้นเหลือ เหนือกว่าใคร
บางคนไร้ แม้ข้าวกิน สิ้นที่นอน

เคล็ดลับง่ายๆ อย่างหนึ่ง
ของการมีชีวิตอย่างมีความสุขคือ
คิดถึงเรื่องราวทำให้เรามีความสุข
อย่ามัวแต่คิดถึงเรื่องที่ทำให้ทุกข์อยู่เลย
เพราะจะทำให้ชีวิตเราหมดความสุข
ไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ^^

CR: ฅนบ้านนอก FB

แหล่งที่มา    Facebook : Wizard Kid

มหาวิทยาลัยชีวิต

เพียงแต่นั่นคือข้อสังเกตว่า
"ทำไมคนเรียนเก่งไม่กล้าออกนอกกรอบ?"

วันนั้นแชร์ไอเดียไปว่า
"เพราะคนเรียนเก่งจบมาได้งานดี เงินดี มั่นคง
ก็เลยยากที่จะยอมเปลี่ยนไปทำอะไรใหม่ๆ
อารมณ์ประมาณเสียดาย เพราะของที่ทำอยู่ก็ดีอยู่แล้ว"

"คนเรียนเก่งไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าคิดนอกกรอบ
ส่วนคนเรียนไม่เก่ง ไม่มีอะไรจะเสีย เลยกล้าคิดอะไรใหม่ๆ"
เขียนมาอย่างนี้ไม่ได้จะชวนให้ทุกคน
"เฮ้ย งั้นอย่าเก่งเลย อย่าตั้งใจเรียน เดี๋ยวจะอดเป็นเจ้าของกิจการ"
เพราะคนไม่เก่งที่ล้มเหลวก็มีถมเถไป

ประเด็นอยู่ที่
"ทำอย่างไรคนเรียนเก่งจะกล้าคิดนอกกรอบ?"
และ "ถ้าเราเรียนไม่เก่ง เราจะเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็งอย่างไร?"
เพราะถ้าทำได้แบบนั้น มันจะเหมือนจรวดติดเทอร์โบ

ถ้าวันนี้เรียนไม่เก่ง
มันย่อมไม่ใช่ข้ออ้างว่าจะทำให้คุณไม่สำเร็จในชีวิต

ถ้าวันนี้คุณเรียนเก่ง
ก็ย่อมไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่กล้าออกมาทำอะไรใหม่ๆ ในชีวิต

อย่าให้กรอบของการศึกษามาครอบความคิดเรา
เพราะเมื่อเรียนจบแล้ว เราต้องทิ้งแทบทุกอย่าง
แล้วเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง ในมหาวิทยาลัยที่ชื่อว่า
"มหาวิทยาลัยชีวิต"
ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ
แต่ทุกคนต้องเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought 

วันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

โลกนี้คือข้อสอบอัตนัย

อยากเสนอให้โรงเรียนยกเลิกข้อสอบที่มีตัวเลือกทิ้งซะ
ให้เหลือแต่เติมคำ บรรยาย
เด็กที่จะต้องโตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า
จะได้รู้ซะทีว่า
ชีวิตมันไม่ได้มีช้อยส์ให้เลือกชัดเจนแบบนั้น

โลกนี้มันไม่ได้มีแค่ถ้าไม่ถูก ก็แปลว่าต้องผิด
โลกจริงมันไม่ใช่ถ้าไม่ซ้าย ก็ต้องแปลว่าขวา
มันไม่ได้มีแค่ 4 ช้อยส์ ก. ข. ค. ง.
หรือถ้ามี บางทีมันก็ถูกทุกข้อ
และบางทีมันก็ไม่มีข้อไหนถูกเลย

บางทีเราก็คิดแบบวิทยาศาสตร์กันมากเกินไป
คิดว่าทุกอย่างชั่ง ตวง วัดได้
ทั้งที่โลกนี้มันคือ "ความรู้สึก" ล้วนๆ
แล้วเราจะไปชั่งตวงวัดกันยังไง?

โลกนี้คือข้อสอบอัตนัย
คำตอบของมันต้องการการเขียนอธิบาย
ไม่ใช่การถามว่าตกลงจะกาข้อไหน
เพราะหลายๆ คำตอบที่เราอยากตอบ
มันก็ไม่มีอยู่ในช้อยส์นั้นเลย

และที่สำคัญ
โลกนี้ไม่มีกระดาษคำตอบที่ครูเจาะรูไว้ตรวจข้อสอบ
เพราะคำตอบที่ถูกต้องของแต่ละคน
ไม่มีทางเหมือนกัน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ทนรวยไม่ได้ ก็ต้องทนจนต่อไป

"ถ้าทนรวยไม่ได้ ก็ต้องทนจนต่อไป"

มันแปลกมั้ย
ถ้าจะบอกว่าเราหลายคนล้วนเป็นคนที่ "ทนรวย" ไม่ได้

บางคนคงสงสัย
"มีด้วยรึ...ทนรวยไม่ได้? ชั้นจนจะแย่อยู่แล้ว"
แค่วันที่เรารับเงินเดือนเดือนแรก
เราก็รวยกว่าวันที่เรายังเรียนอยู่แล้ว

และยิ่งทำงานนานๆ เข้า รายได้เราก็เพิ่มขึ้น
เพราะฉะนั้นเรากำลังรวยขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแต่เราแค่ "ทนรวยไม่ได้" เท่านั้นเอง
เราถึงยังไม่รวยซะที

เมื่อรายได้เพิ่ม สิ่งขยับตามมาและแซงหน้าเสมอก็คือ "รายจ่าย"
พอรายได้เพิ่ม เราจะเริ่มกินข้าวข้างทางไม่ได้
มันต้องกินในห้างสิ คนรวยอย่างเรา

กาแฟลุงหน้าปากซอยก็ดูเหมือนจะไม่อร่อยขึ้นมาทันที
มันต้องแก้วละร้อยกว่าบาทสิ ถึงจะเหมาะกับคนอย่างเรา
เราเริ่ม "ทนรวยไม่ได้"

อยากจะพูดถึงหนึ่งในการ "ทนรวยไม่ได้" ที่อันตรายที่สุด
มันคือหลุมพรางที่หลายคนตกลงไป
เวลาที่เรามีเงินเยอะขึ้น รายได้เยอะขึ้น
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำก็คือ "ซื้อรถใหม่"

พูดถึงเรื่อง "ค่าเสื่อมราคา" ของรถยนต์
ไม่ว่าจะเป็นรถที่ราคาถูกหรือแพง
ราคา "รถ" จะ "ลด" ลง 1% ทุกเดือนโดยประมาณ
เช่น ถ้ารถราคา 1 ล้านบาท
ทุกเดือน รถคันนี้จะลดค่าลง 1% ของ 1 ล้านบาท
ซึ่งก็คือ 1 หมื่นบาท

แปลว่าโดยประมาณ 4-5 ปี
ราคารถคันนั้นจะลดเหลือแค่ครึ่งเดียว
 
"คนที่จะซื้อรถ จึงต้องถามตัวเองว่าจะทนทำใจได้มั้ย
กับราคารถที่ลดลงทุกเดือน เดือนละ 1%
มันคือเงินที่จะหายไปกับอากาศเลย"

โอโห! ทึ่งมาก เพราะไม่เคยคิดในมุมนี้เลย
ถ้าเราซื้อรถคันละล้าน
ก็แปลว่าเราโยนเงินทิ้งไปเดือนละหมื่น
มันเห็นภาพชัดเจนมากว่า
เงินหมื่นก้อนนั้นจะเปลี่ยนเป็นค่าเสื่อมราคา
หรือเราจะเอามันไปลงทุนทำอะไรดี?

"ซื้อรถ" ไม่ผิดหรอก
ถ้ามันจำเป็นต้องใช้ และเรามีเงินจ่ายสบายๆ
แต่ถ้าแค่อยากมีไว้แค่อวดคนอื่น แล้วเราต้องมาแบก
อันนั้นเข้าข่าย "ทนรวยไม่ได้"

ถ้าทนรวยได้ เราจะรวยอย่างยั่งยืน
แต่ถ้าทนรวยไม่ได้ เราก็ต้องทนจนต่อไป
เรื่องมันก็ง่ายๆ แค่นี้แหละ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought