วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไฟฟ้าไทยมาจากไหน


กว่าร้อยละ 50 ของพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ไทยไม่ได้ผลิตขึ้นเอง แต่เป็นการซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติการผลิตพลังงานไฟฟ้า ประจำเดือนมกราคม 2555 ว่า ปัจจุบันไทยมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงาน 5 แนวทาง จากทั้งหมด 7 แนวทาง



ไฟฟ้าที่เข้าสู่ระบบการผลิตมากที่สุด
คือการซื้อพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน ครองสัดส่วนมากถึงร้อยละ 52.28 หรือ 6,798.99 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง



อันดับที่รองลงมา คือ การใช้พลังความร้อนร่วม
ร้อยละ 23.59 หรือผลิตได้ 3,068.87 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งแนวทางนี้ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีของโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ และพลังไอน้ำมาใช้งานร่วมกัน โดยนำเอาไอเสียจากโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซ ซึ่งมีความร้อนสูง ประมาณ 500 องศาเซลเซียส ไปผ่านหม้อน้ำและทำให้น้ำเดือดกลายเป็นไอ เพื่อขับกังหันไอน้ำสำหรับผลิตพลังงานไฟฟ้า




อันดับที่ 3 คือพลังความร้อน
ที่ได้จากเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ แนวทางนี้ผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 15.18 หรือ 1,974.34 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง


อันดับที่ 4 คือพลังน้ำ
ทั้งจากลำน้ำธรรมชาติและน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่าง ๆ แนวทางนี้ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ร้อยละ 8.74 หรือ 1,136.34 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง



ส่วนอันดับสุดท้ายคือ กังหันแก๊ส
ร้อยละ 0.21 หรือ 22.47 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งวิธีการทำงานคือ การเผาไหม้ของส่วนผสม ระหว่างก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันดีเซลกับอากาศ ที่ไปขับดันใบกังหัน ให้ไปขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า



แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 มี.ค. 55 09.17 น.

7 ชายหาดไทย ติด 10 อันดับ ทะเลน่าเที่ยวเอเชีย

          เว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ดอทคอม (tripadvisor.com) เว็บไซต์ข้อมูลท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ได้จัดอันดับชายหาดทะเล ที่น่าท่องเที่ยวที่สุดของเอเชีย 10 อันดับ ซึ่งหาดทะเลไทย ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติ และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกหลายชายหาด ติดถึง 7 แห่ง จาก 10 อันดับ  โดยจากการรวบรวมผลโหวตในประเภท บีช เดสทิเนชั่นส์ (Beach Destinations) ปรากฏว่า

           หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่  ได้รับการโหวตให้ได้อันดับ 2 ประเภทชายหาดน่าท่องเที่ยว ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นรองเพียงแค่ชายหาดโบราเคย์ ของฟิลิปปินส์ โดยเหตุผลที่ทำให้หมู่เกาะพีพี ได้รับการโหวตให้ได้อันดับ 2 นั้น เนื่องจากมีชายหาดที่สวยงาม และมีจุดดำน้ำลึก และน้ำตื้น ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว

หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่

           เกาะลันตา จ.กระบี่ (อันดับ 3)
เกาะลันตา จ.กระบี่

           เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 4)
เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี

           เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 5)
เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี

           หาดกะตะ จ.ภูเก็ต (อันดับ 6)
           หาดเฉวง จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 8)
           บ่อผุด จ.สุราษฎร์ธานี (อันดับ 10)

          สำหรับ 7 ชายหาดของประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับนั้น อยู่ในเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล อันดับต้น ๆ ของเมืองไทยและของโลก ซึ่งแต่ละปีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว จะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เดินทางมาท่องเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

มาบุญครอง

อย่าว่าแต่คนไทยต้องรู้จักห้างมาบุญครองเลย นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทุกคนก็รู้จัก และต้องแวะมาช๊อปปิ้งซื้อของฝากอย่างน้อยที่สุดต้องโฉบมาถ่ายรูปกับป้าย MBK ตรงสะพานเชื่อมระหว่างบีทีเอสสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ และสถานีสยามก่อนกลับ  ถือเป็นแลนด์มาร์กที่ใครๆ ต้องมาเยือน  มีทั้งชาวไทยเทศเดินช๊อปปิ้งมากพอๆ กัน เพราะจุดจุดนี้ คือ ใจกลางสยามสแควร์

ห้างมาบุญครอง จดทะเบียนตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 2517 แต่เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2528 ล่าสุดปี 2546 จดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) มาจนถึง ปัจจุบัน

ภายในเอ็มบีเคครอบคลุมพื้นที่ 8 ชั้น
  1. ชั้นแรก เป็นสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป ตั้งแต่จิวเวลรี่ เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แว่นตา จุดแลกเปลี่ยนอัตราเงิน
  2. ชั้น 2 เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เครื่องหนัง ร้านเพชรทอง
  3. ชั้น 3 เป็นศูนย์รวมน้ำหอม เครื่องสำอางราคาย่อมเยา เสื้อผ้าแฟชั่น เสื้อสกรีนลายไทย
  4. ชั้น 4 เป็นโซนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ ธนาคาร
  5. ชั้น 5 โซนอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ ฟู้ดคอร์ด
  6. ชั้น 6 รวมเอาของฝาก ของที่ระลึกที่เป็นเอกลักษณ์จากเมืองไทย
  7. ชั้น 7-8 โซนโรงภาพยนตร์ในเครื่อง SF และสำนักงานเอ็ม บี เค
นอกจากนี้ แต่ละสัปดาห์จะเปิดลานกิจกรรมหน้าห้างจัดแสดงอีเวนต์หลายรูปแบบ  ทั้ง
  • เวทีมวยไทย Fight Night  เอาใจต่างชาติ  
  • เวที K-pop Cover Dance   คอสเพลย์ เอาใจวัยรุ่นวัยใส
ติดตามกิจกรรมดีๆ จากมาบุญครองได้ที่ www.mbk-center.co.th หรือ โทร. 02-620-9000

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 30 มี.ค. 55 (118)

ตูบรอดปาฏิหาริย์...หมุนเลขฉุกเฉินกู้ชีวิต

สุดทึ่ง เมื่อสุนัขพันธุ์บาสเซตเฮาน์ ในแคว้นเวสต์ยอร์กเชียร์ของอังกฤษ หมุนหมายเลขฉุกเฉิน 999 เรียกหน่วยกู้ภัยมาช่วยกู้ชีวิตตัวเองได้อย่างเหลือเชื่อ ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า ก็คือ โทรศัพท์ที่สุนัขตัวนี้ใช้เป็นระบบหมุนหมายเลขแบบเก่าสุดไม่ใช่โทรศัพท์แบบกด  หรือโทรศัพท์มือถือที่กำหนดหมายเลขโทรด่วนแต่อย่างใด

เรื่องเกิดขึ้น เมื่อเจ้าจอร์จ สุนัขพันธุ์บาลเขตเฮาน์ ต้องอยู่ในบ้านตัวเดียวขณะที่เจ้านายของมันต้องออกไปทำธุระข้างนอก แต่ทำท่าไหนไม่ทราบ เจ้าจอร์จจึงถูกสายโทรศัพท์รุ่นเก่าพันคอจนหายใจไม่ออก ขณะที่กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดอยู่นั้น เท้าของมันบังเอิญไปหมุนหมายเลข 999 โดยบังเอิญ แถมยังส่งเสียงเหมือนกำลังหายใจขัดผ่านหูโทรศัพท์จนทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจคิดว่ามี "คน" ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน

หลังจากที่ตำรวจรุดมายังบ้านเกิดเหตุก็พยายามพังประตูเข้าไปด้วยความรีบร้อน โชคดีที่เพื่อนบ้านมีกุญแจที่ได้รับฝากไว้  จึงเปิดให้เข้าไปภายในบ้าน โดยตำรวจทั้ง 4 นายรีบเข้าไปตรวจสอบตามจุดต่างๆ ทั่วตัวบ้าน เพื่อค้นหาผู้เคราะห์ร้าย เพราะคิดว่าอาจมีผู้ถูกทำร้ายหรือป่วยหนักอยู่ในบ้าน  ขณะที่เพื่อนบ้านที่ชื่อ พอล วอล์เกอร์ เดินตรงเข้าไปในห้องรับแขก

ปรากฎว่าสิ่งที่วอล์เกอร์พบไม่ใช่ใครที่ไหน แต่กลับกลายเป็นเจ้าตูบจอร์จที่นอนตาเหลือก หายใจไม่ออก เพราะสายโทรศัพท์รัดคอไว้จนแน่น จึงรีบจัดการนำสายโทรศัพท์เจ้ากรรมออก ขณะที่เท้าของมันยังคาอยู่ที่แป้นหมุนหมายเลข ทำให้วอล์เกอร์เริ่มเดาออกแล้วว่า เจ้าจอห์นนี่เอง ที่เป็นตัวแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่กู้ภัยฉุกเฉิน

เมื่อตำรวจค้นทุกซอกทุกมุมในบ้านจนมาถึงห้องรับแขก ทันทีที่ได้รับรู้ความจริงถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะก๊ากใหญ่ บอกกับวอล์เกอร์ว่า คิดมาตลอดว่าคงมีใครสักคนในบ้านที่กำลังทรมานด้วยโรคหัวใจเพราะได้ยินเสียงหอบหนักๆ

หลังจากที่เจ้าของบ้านเดินทางกลับมาถึง ตำรวจได้กลับไปเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เจ้าจอร์จนั่งรอเจ้าของด้วยสายตาละห้อยเหมือนไม่มีอะไรที่เกิดขึ้น ทว่า ต่อมาได้ทราบความจริงถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ได้แต่อุทานว่าถ้าจอร์จไม่เผลอหมุน 999 ป่านนี้มันได้กลายเป็นอดีตหมาหน้าซื่อแน่นอน

"จริงๆ แล้วมันไม่ค่อยแสนรู้เท่าไหร่" เจ้าของบ้านเผย "หน้าตามันเหมือนสะลึมสะลือตลอดทั้งวัน แถมยังชอบเคี้ยวถุงเท้าอีกต่างหาก"

ได้ยินเจ้าของเปิดระดับมันสมองของเจ้าจอร์จขนาดนี้แล้ว คงต้องบอกว่าที่มันรอดมาได้ ไม่น่าจะเป็นเพราะความฉลาดล้ำ แต่เป็นเพราะเรื่องบังเอิญล้วนๆ

แต่เป็นเรื่องบังเอิญที่ช่วยต่อชีวิตให้กับมัน และ มองความขำท้องคัดท้องแข็งให้ใครอีกหลายคน


แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 30 มี.ค. 55 (118),  เว็บไซต์ The SUN

เกษียณสุขใจ มีบำนาญใช้ กับ กอช.


กระทรวงการคลัง ​เปิดตัวกองทุน​การออม​แห่งชาติ ​เตรียมรับสมัครสมาชิก 8 พฤษภาคม 2555 ​เป็นต้น​ไป ภาย​ใต้ส​โล​แกน “​เกษียณสุข​ใจ มีบำนาญ​ใช้กับ กอช.” มุ่งหวัง​ให้ประชาชน​เข้า​ถึงช่องทาง​การออม​เงินที่​เหมาะสม ​และสร้างหลักประกันทางสังคม​แก่ประชาชนอย่างทั่ว​ถึง ​

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กล่าวว่า ได้เร่งให้นายชัชพล กาญจนกุล รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ตัดสินใจว่าจะมารับตำแหน่งเลขาธิการ กอช. หรือไม่ หลังจากที่ได้รับการคัดเลือกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ยังไม่ยอมมาเซ็นสัญญาเข้าทำงาน หากตัดสินใจไม่มาทางคณะกรรมการได้เร่งการสรรหาเลขาธิการคนใหม่

“ตอนนี้ กอช. ต้องการเลขาธิการทำงานได้เต็มตัว เพราะมีเรื่องที่ต้องดำเนินการและสัญญาต่างๆ จำนวนมาก เพื่อให้การรับสมาชิกกองทุนได้ทันเดือน พ.ค.นี้ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้” ประธานกอช. กล่าว

นายอารีพงศ์ กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2555 กอช.ได้รับการจัดสรรเงินจำนวน 220 ล้านบาท ที่ขอไป 1,000 ล้านบาท เบื้องต้นเพียงพอกับการดำเนินงานของกองทุน ซึ่งหากเงินไม่พอ กองทุนของบประมาณเพิ่มเติมได้ทันที เพื่อไม่ให้กระทบกับแผนการดำเนินการ

สำหรับการเตรียมรับสมาชิก กอช. จะใช้ระบบของกองทุนประกันสังคม ซึ่งสามารถรองรับงานของกอช.ได้ จะทำให้ประหยัดต้นทุนไม่ต้องลงทุนระบบเป็นงบประมาณจำนวนมาก

ทั้งนี้ กอช.ตั้งขึ้นสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา เพื่อเป็นหลักประกันให้กับแรงงานนอกระบบที่มีอยู่ประมาณ 24 ล้านคน เป็นกองทุนภาคสมัครใจ ผู้ที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกสามารถจ่ายเงินสมทบได้ตั้งแต่ 50-1,100 บาท โดยรัฐบาลจะจ่ายสมทบให้ไม่เกิน 100 บาท หลังจากอายุ 60 ปี จะทำให้มีบำนาญเมื่อร่วมกับเบี้ยคนชราที่รัฐบาลจะจ่ายให้

สำนักน​โยบาย​การออม​และ​การลงทุน สำนักงาน​เศรษฐกิจ​การคลัง
​โทร. 02-273-9020 ต่อ 3688
​โทรสาร 02-618-9987

คลิกเพื่อดาวน์โหลด 20 คำถาม กับ กองทุนการออมแห่งชาติ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ okNation วันอังคาร ที่ 31 มกราคม 2555,  เว็บไซต์ศูนย์ข่าวเพื่อชุมชน วันจันทร์ที่ 16 มกราคม 2012 เวลา 12:01 น.เว็บไซต์สำนักน​โยบาย​การออม​และ​การลงทุน สำนักงาน​เศรษฐกิจ​การคลัง

วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2555

สุวรรณภูมิ ติดที่ 7 สนามบินดีเด่นของโลก


          ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ติดอันดับ 7  ท่าอากาศยานดีเด่นของโลก หลังผู้โดยสารพอใจในการให้บริการ

          ร.ท.ณรงค์ชัย ถนัดช่างแสง รองอำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทยจำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา สภาท่าอากาศยานสากล ได้แจ้งผลการจัดอันดับท่าอากาศยาน ประจำปี 2554 ในโครงการจัดอันดับคุณภาพท่าอากาศยาน ว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นท่าอากาศยานดีเด่นของโลก อันดับที่ 7 จากทั้งหมด 15 แห่ง ในกลุ่มท่าอากาศยานที่มีผู้โดยสารใช้บริการ 40 ล้านคนขึ้นไป  โดยอันดับ 1-3 คือ ท่าอากาศยานชางงี  สิงคโปร์ , ท่าอากาศยานปังกิ่ง  สาธารณรัฐประชาชนจีน , ท่าอากาศยานเช็กแล็ปก๊อก ฮ่องกง ตามลำดับ

          สำหรับการจัดอันดับในครั้งนี้ มาจากการสำรวจความพึงพอใจผู้โดยสาร ที่ใช้บริการท่าอากาศยานต่างๆ ทั่วโลก กว่า 260,000 คน ซึ่งจะมีการสอบถามเกี่ยวกับ การให้บริการด้านตรวจบัตรโดยสาร การรักษาความปลอดภัย บรรยากาศ และความสะอาดภายในท่าอากาศยาน ความมีน้ำใจการช่วยเหลือผู้โดยสาร การตรวจหนังสือเดินทาง การให้บริการร้านค้าและร้านอาหาร

          ทั้งนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีเป้าหมายในการพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการเปิดให้ผู้โดยสารใช้ Free WIFI เนื่องจาก ขณะนี้มีการจำกัดเวลาให้ใช้ WIFI ครั้งละ 15 นาที เท่านั้น การปรับการตรวจหนังสือเดินทางให้บริการรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยจะมีการนำช่องตรวจหนังสือเดินทางอัตโนมัติ (Auto Gate) มาให้บริการ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน


นอกเหนือจากอาหาร ดนตรี ประเพณีวัฒนธรรม แล้ว ดอกไม้ประจำชาติก็สามารถบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ความเป็นชาติและอ้างอิงถึงภูมิศาสตร์ของถิ่นฐานที่อยู่ของประเทศนั้นๆ ได้อีกด้วย การทำความรู้จักดอกไม้ประจำชาติของอาเซียนทำให้เราได้รู้จักเพื่อนบ้านอาเซียนดียิ่งขึ้น

1. ราชพฤกษ์ ดอกไม้ประจำชาติ ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)


มีสีเหลืองสด ในหนึ่งดอกประกอบด้วยกลีบดอก 5 กลีบ นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่เขตร้อนและกึ่งเขตร้อน เจริญเติบโตได้ดีในที่โล่งแจ้ง ส่วนประกอบต่าง ๆ สามารถนำมาเป็นยารักษาโรคได้

2. มะลิงาช้าง ดอกไม้ประจำชาติ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ (Republic of the Philippines)



มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก ปลายกลีบเรียว ออกดอกตลอดปี มีกลิ่นหอมอ่อนตลอดวัน ช่วงที่อากาศเย็นหรือมีแสงแดดอ่อน ส่งกลิ่นหอมมากกว่าช่วงที่อากาศร้อน

3. กล้วยไม้แวนด้า  ดอกไม้ประจำชาติ สาธารณรัฐสิงคโปร์  (The Republic of Singapore)


หนึ่งในพืชตระกูลกล้วยไม้ที่มีลำต้นแท้พบได้ในต้นไม้สูง บางชนิดอาจมีใบรีคล้ายรูปไข่ ทั้งยังสามารถปรับตัวได้ดีในที่แล้ง จะออกดอกให้ชมทุก 2-3 เดือน

4. ซิมปอร์ ดอกไม้ประจำชาติ บรูไนดารุสซาลาม (Brunei Darussalam)


มีกลีบดอกใหญ่สีเหลือง เมื่อบานเต็มที่กลีบดอกจะบานคล้ายร่ม มักอวดโฉมในงานศิลปะพื้นเมืองประจำชาติ และปรากฏอยู่บนธนบัตรของชาติด้วย

5. ชบาแดง (ดอกพู่ระหง) ดอกไม้ประจำชาติ มาเลเซีย (Malaysia)


มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน อินเดีย แล้วถูกนำเข้ามาใน มาเลเซีย ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นดอกไม้มงคล หากปลูกไว้ในบ้านจะช่วยส่งเสริมเกียรติยศและความสง่างามแก่ผู้อยู่อาศัย ชนพื้นเมืองบนเกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกก็ยังนิยมดอกชบามาเป็นเครื่องประดับตกแต่งร่างกาย

6. กล้วยไม้ราตรี ดอกไม้ประจำชาติ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย (Republic of Indonesia)


มีกลิ่นอายของยามค่ำคืนแฝงอยู่ ฟังดูมีเสน่ห์ในแบบลึกลับ เป็นกล้วยไม้ในสายพันธุ์ พบได้ทั่วไปในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเติบโตได้ในเขตแห้งแล้ง หรือหนาวเย็นตามฤดูกาล

7. จำปาลาว ดอกไม้ประจำชาติ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (The Lao People's Democratic Republic of Lao PDR)


มักปรากฏให้เห็นในพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ เช่น การใส่บาตร แต่ชาวไทยรู้จักกันดีในชื่อลีลาวดี หรือลั่นทม

8. ลำดวน ดอกไม้ประจำชาติ ราชอาณาจักรกัมพูชา (Kingdom of Cambodia)


มีกลีบดอก 6 กลีบ ซ้อนกันเป็นชั้น ปลายกลีบแหลม โคนกลีบดอกกว้าง ดอกมีขนาดเล็กสีเหลือง กล่นหอมเย็น ชาวไทยได้นำรูปทรงมาทำเป็นขนมเรียกว่า กลีบลำดวน

9. ดอกบัว ดอกไม้ประจำชาติ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (The Socialist Republic of Vietnam)


เป็นพืชมงคลตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่ว่า บัวซึ่งโผล่พ้นน้ำเปรียบเหมือนการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงรวมถึงความบริสุทธิ์ และความผูกพันดั่งสายใยของบัวนั่นเอง

10. ประดู่ เป็นดอกไม้แห่งเทศกาลสงกรานต์ประจำชาติ สหภาพพม่า (Union of Myanmar)


ช่อดอกประดู่สีเหลืองสดช่วยเติมสีสันให้กับชีวิตในช่วงต้นฤดูร้อน ในประเทศไทยดอกประดู่ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือ สัญลักษณ์ของจังหวัดระยอง และสถานศึกษาอีกหลายแห่ง

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียนหลายชนิดส่วนใหญ่จะเป็นดอกไม้ที่มีอยู่ในประเทศไทยเนื่องจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประเทศอาเซียนด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ NNT 12 กันยายน 2554

ขนมปังเว้ยเฮ้ย


ร้านปังเว้ย..เฮ้ย แค่ชื่อก็โดนแล้วสุดยอดกระชากใจวัยรุ่นน่าดูเลย

จากสูตรขนมปังรุ่นคุณพ่อ ที่เปิดขายมานานย่านห้างจัสโก้ ซอยเสนานิคมตั้งแต่ปี 2535 โดยไม่มีชื่อร้าน มาถึงจุดอิ่มตัว ทำให้ลูกชาย ทนงศักดิ์ รุ้งวราห์รัตน์ หรือแบงก์ ที่เติบโตมากับขนมปังสอดไส้ คิดสานต่อ หลังจากเรียนจบมาทางด้านนิติศาสตร์ ยึดอาชีพทนายไม่กี่ปี ก็รู้สึกว่างานด้านกฎหมายยังไม่ใช่งานที่ตนเองชอบ

ดังนั้นจึงได้รวบรวมเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันคือ วุฒิเลิศ มีประถม หรือ อ้น และ นรงฤทธิ์ สมงาม หรือ จ้อย ออกมาทำขนมปังขาย ซึ่งในช่วงแรกยอมรับว่าไม่เคยคิดที่จะยึดอาชีพนี้อย่างจริงจัง แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสการทำขนมปังอย่างจริงจังก็รู้สึกชอบ เพราะได้ลงมือบริหารธุรกิจด้วยตัวเองในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะด้านการผลิต การทำการตลาด การบริการลูกค้า และการได้คิดสูตรไส้ของขนมปังใหม่ๆ ออกมาให้กับลูกค้าได้ลิ้มลอง

 
เมื่อผมได้รวบรวมเพื่อนที่สนใจมาทำขนมปังด้วยกัน จึงเปิดสาขาแรกที่ย่านเกษตรนวมินทร์ ซอยมัยลาภ ตอม่อที่ 138 ซึ่งผลก็ตอบรับก็เป็นที่น่าพอใจ ลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อไปรับประทานเองและเป็นของฝาก ทำให้พวกเราขยายสาขาอีก โดยเน้นทำเลที่เป็นย่านคนขับรถผ่าน และจอดรถบริเวณหน้าร้านได้สะดวก ซึ่งถือเป็นลูกค้าเป้าหมายของเรา ทำให้ในปัจจุบันมีสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา คือ ห้าแยกวัชรพล, ทาวน์ อิน ทาวน์ เลียบทางด่วน รามอินทรา-เอกมัย และตรงข้ามอาคาร SCB PARK รัชโยธิน


สำหรับชื่อร้าน ปังเว้ย...เฮ้ย!!! ที่ใครเห็นแล้วต้องเหลียวมองว่าขายอะไรนั้น เกิดจากแนวความคิดของหุ้นส่วนที่เป็นผู้ชาย 3 คน ว่า ไม่ต้องการให้ชื่อแบรนด์สื่อถึงความเป็นขนมปัง หรือเบเกอรี่ จนเกินไปนัก และไม่ต้องการซ้ำกับใคร ซึ่งชื่อต้องสื่อถึงความเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นผู้ชาย สุดท้ายจึงมาลงตัวที่คำว่า เว้ย...เฮ้ย เนื่องจากเป็นคำอุทานที่ผู้ชายส่วนใหญ่มักใช้กัน และโดนใจหุ้นส่วนทั้ง 3 คน


ไส้ยอดฮิตสุดฤทธิ์คือ..มะพร้าวอ่อน..อร่อยมากมาย เนื้อมะพร้าวอ่อนห๊อม..หอม..ขนมปังก็นุ่มมากเข้ากันได้ดีทั้งไส้ทั้งขนมปังเลย ไม่ใช่แค่เมนูมะพร้าวอ่อนไส้เดียวนะ แต่เป็นเหมือนกันทุกไส้ เนื้อแน่นๆ ขนมปังนุ่มๆ ผสมผสานเข้ากันได้ดีจริงๆ


ขนมปังที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ ขนมปังไส้เบค่อน เรียกได้ว่าไม่กลัวขาดทุนกันเลยทีเดียวใส่เบค่อนเยอะมาก ทันทีที่กัดเบค่อนก็ทะลุทะลักออกมาและเป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกไส้นะ...ไม่ว่าจะเป็นขนมปังไส้หมูแดงเห็ดหอม ,ไส้กุ้งเห็ดหอม,ไส้สังขยาใบเตย ล้วนแล้วแต่น่ากินทั้งน้าน เรื่องราคาไม่ต้องถาม แค่ 20 บาทเท่านั้น!! ...ทุกหน้าและทุกไส้

***สนใจติดต่อ 08-1376-5050, 081-802-5341***

คลิกที่นี่เพื่อรับชมคลิปวิดีโอจาก SME ตีแตก - ขนมปังเว้ยเฮ้ย

แหล่งที่มา  เว็บไซต์ okNation วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม 2554,  เว็บไซต์ M2M 

แอสเบสตอส (แร่ใยหิน) ภัยใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง

          พูดถึงคำว่า "แอสเบสตอส" หรือ "แร่ใยหิน" เราอาจจะรู้สึกสงสัยว่า สิ่งเหล่านี้เป็นภัยที่อยู่ใกล้ตัวเราด้วยหรือ เพราะเราก็ไม่ได้ข้องเกี่ยวกับแวดวงอุตสาหกรรมเสียหน่อย แต่รู้ไหมว่า จริงๆ แล้ว "แอสเบสตอส" หรือ "แร่ใยหิน" อยู่ข้างๆ ตัวคุณอย่างคาดไม่ถึง ในรูปแบบของกระเบื้อง ฝ้าเพดาน ฯลฯ ที่คุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันทุกวันเลยนั่นเอง

          "แร่ใยหิน" หรือ "แอสเบสทอส" (Asbestos) เป็นแร่ธรรมชาติที่ปนอยู่ในเนื้อหิน ประกอบด้วยธาตุเหล็ก แมกนีเซียม ซิลิเกต และธาตุอื่นๆ มีลักษณะเป็นเส้นใยละเอียด แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
  1. แอมฟิโบล ซึ่งแบ่งย่อยออกได้อีก 5 ชนิด คือ ครอซิโดไลท์, อะโมไซท์, ทรีโมไบท์, แอนโธฟิลไลท์ และแอคทิโนไลท์
  2. เซอร์เพนไทน์ แบ่งออกได้อีก 2 ชนิด คือ ไครโซไทล์ และไวท์ แอสเบสทอส

คุณสมบัติของแร่ใยหิน

          คุณสมบัติเด่นของ "แร่ใยหิน" ก็คือ ทนไฟ ทนความร้อนตั้งแต่ 700-1,000 องศาเซลเซียสขึ้นไป ไม่นำความร้อนและไฟฟ้า ทนกรด ด่าง การทำลายของแมลง มีความแข็งเหนียว และยืดหยุ่น สามารถนำมาปั่นเป็นเส้นและทอเป็นผืนได้

          ด้วยคุณสมบัติข้างต้น ทำให้คนนิยมนำ "แร่ใยหิน" มาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้าง (กระเบื้องมุงหลังคา กระเบื้องแผ่นเรียบ ฝ้าเพดาน) ,อุตสาหกรรมการผลิตท่อน้ำซีเมนต์ ,กระเบื้องยางไวนิลปูพื้น ,ผ้าเบรก, ผ้าคลัตซ์, ฉนวนกันความร้อน ,อุตสาหกรรมกระดาษอัด และอุตสาหกรรมสิ่งทอ (เสื้อผจญเพลิง) เป็นต้น

          แน่นอนว่า สำหรับเรา ๆ แล้ว ผลิตภัณฑ์หลาย ๆ อย่างที่กล่าวมาล้วนอยู่ใกล้ตัวเราทั้งสิ้น โดยเฉพาะแผ่นใยกันความร้อนที่อยู่ใต้หลังคาบ้าน หรืออยู่ตามอาคารต่าง ๆ รวมทั้งกระเบื้องมุงหลังคา

แล้วแร่ใยหิน อันตรายอย่างไร?

          แม้ว่า "แร่ใยหิน" จะมีคุณสมบัติทำให้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ดีขึ้น แต่ก็มีข้อเสียสำคัญ คือ "เส้นใยแอสเบสตอส" จะส่งผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์หากสูดเอา "เส้นใยแอสเบสตอส" เข้าไปในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากแร่ใยหินจะไม่อันตราย หากผลิตภัณฑ์นั้นอยู่สภาพดี

          แต่หากผลิตภัณฑ์เหล่านั้นถูกทำให้แตกหัก ไม่ว่าจะถูกตัด ขัด เลื่อย ฯลฯ "เส้นใยแอสเบสตอส" จะถูกปล่อยออกมาลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ซึ่งการฟุ้งกระจายของแร่ใยหินเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะสามารถกระจายอยู่ได้ทุกที่ หากเราสูดดมเข้าไปสะสมจนสะสมในปริมาณที่มากและเป็นเวลานาน 15-30 ปี ก็จะทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับปอด ต่อไปนี้ได้
  1. โรคปอดอักเสบจากแอสเบสตอส (Asbestosis)หรือที่เรียกว่า โรคแอสเบสโตสิส (Asbestosis) เกิดจากการหายใจรับเส้นใยแอสเบสตอสสะสมเข้าไปเป็นเวลานาน 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลา และปริมาณที่เข้าสู่ปอด จนทำให้ปอดแข็งเป็นพังผืด และเป็นแผล อาจลามไปที่กระบังลมและเยื่อบุช่องท้อง เมื่อปอดแข็งเป็นพังผืดจะทำให้เหนื่อยง่าย ไอเรื้อรัง อ่อนเพลีย น้ำหนักลด หายใจลำบาก มีอาการเจ็บหน้าอกและตัวเขียว เนื่องจากขาดออกซิเจน

    ทั้งนี้ ผู้ป่วยจะไม่สามารถรักษาโรคแอสเบสโตสิสให้หายเป็นปกติได้ ทำได้แต่เพียงหลีกเลี่ยงไม่รับฝุ่นละอองแอสเบสตอสเพิ่ม เพื่อไม่ให้อาการของโรครุนแรงขึ้น
  2. โรคมะเร็งปอด (Lung cancer)ผู้ที่สัมผัสกับแอสเบสตอสมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดได้ ซึ่งเกิดจากเส้นใยแอสเบสตอส เข้าไปทำลายเซลล์ปอด และเกิดเป็นพังผืดอยู่เป็นเวลานานเป็น 10 ปี จนพัฒนาการเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด และหากใครสูบบุหรี่จะเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งปอดมากขึ้น โดยผู้ป่วยจะมีอาการไอ เจ็บหน้าอก มีเสมหะเป็นเลือด
  3. โรคมะเร็งเยื่อหุ้มปอด หรือ เมโสธีลิโอมา (Mesothelioma) เป็นเนื้องอก หรือมะเร็งชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อหุ้มปอด และเยื่อบุช่องท้อง มักจะเกิดกับผู้ที่สัมผัสแอสเบสตอสชนิดครอซิโดไลท์ และอะโมไซท์ โดยมะเร็งชนิดนี้อาจลุกลามไปยังบริเวณอื่น ๆ เช่น กระเพาะอาหาร คอหอย และรังไข่ได้ด้วย โดยผู้ที่ป่วยเป็นเมโสธีลิโอมาบริเวณเยื่อหุ้มปอด จะมีอาการหายใจติดขัด เจ็บหน้าอก หากเป็นบริเวณเยื่อบุช่องท้อง จะมีอาการปวดท้อง โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ภายใน 1-2 ปี
          ทั้งนี้ กลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากแร่ใยหินมากที่สุด ก็คือ กลุ่มคนที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมและโรงงานที่มีการใช้แร่ใยหิน รวมถึงผู้ที่ทำงานก่อสร้างและรื้ออาคาร ซึ่งมีโอกาสที่จะสูดดมฝุ่นละอองของแร่ใยหินที่ฟุ้งกระจาย หากไม่มีการป้องกันที่ดี โดยมีรายงานว่า แต่ละปีมีผู้ป่วยอย่างน้อย 90,000 คนทั่วโลกที่เสียชีวิตจากโรคปอดที่มีสาเหตุมาจากแร่ใยหิน และยังมีผู้ป่วยอีกหลายพันคนที่ไม่ได้สัมผัสแร่ใยหินโดยตรง แต่กลับป่วยด้วยโรคปอดที่มีสาเหตุมาจากแร่ใยหิน

ประเทศไทยกับอุตสาหกรรมแร่ใยหิน

          ความน่ากลัวของ "เส้นใยแอสเบสตอส" ทำให้หลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ประกาศห้ามนำเข้า และยกเลิกการใช้แร่ใยหินในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แล้ว ส่วนประเทศไทยเอง ยังมีการนำเข้าไครโซไทล์ และอะไมไซท์ เพื่อใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมอยู่ โดยจัดเป็นวัตถุอันตรายที่ 3 คือห้ามผลิต ส่งออก หากมีไว้ในครอบครองต้องแจ้งและขออนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อน และต้องมีองค์กรของรัฐเข้ามาควบคุมดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมในการทำงาน

          ส่วนแร่ใยหินชนิดครอซิโดไลท์ ถือเป็นแร่ใยหินที่อันตรายมาก ในประเทศไทยจัดแร่ใยหินชนิดครอซิโดไลท์ เป็นวัตถุอันตรายที่ 4  คือห้ามนำเข้า ห้ามผลิต ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองเด็ดขาด

          ขณะเดียวกัน ในประเทศไทยก็ได้ยกเลิกการใช้แร่ใยหินเป็นส่วนผสมของท่อซีเมนต์ ที่ใช้ส่งน้ำไปยังตามบ้านเรือนต่างๆ แล้ว โดยหันมาใช้ท่อพีวีซี หรือ พีบี แทน เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายตามมา นอกจากนี้ยังมีการคิดค้นผลิตสาร PVA ขึ้นมาใช้ทดแทนแร่ใยหิน แต่ในประเทศไทยยังมีใช้น้อยอยู่ เนื่องจากราคาแพง และการสั่งนำเข้าต้องเสียภาษี ต่างจากแร่ใยหินที่ไม่ต้องเสียภาษี

หลีกเลี่ยงและป้องกัน "แร่ใยหิน" อย่างไรดี

          แนวทางที่จะหลีกเลี่ยงและป้องกัน "แร่ใยหิน" ที่ดีที่สุดก็คือ การไม่ใช้แร่ใยหิน แต่ดูจะเป็นเรื่องที่ยังไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ เร่งผลักดันให้มีการติดป้ายฉลากบอกว่า สินค้าประเภทใดมีส่วนผสมของแร่ใยหิน เพื่อให้คนทั่วไปรู้ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องอันตรายของแร่ใยหินกับประชาชนทั่วไปด้วย

          สำหรับในโรงงานอุตสาหกรรม ควรจัดระบบระบายอากาศภายในโรงงานให้มีอากาศถ่ายเทที่ดี พนักงานใส่อุปกรณ์ป้องกันระบบหายใจ และควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพของคนงานทุกปี โดยเฉพาะให้มีการเอกซเรย์ปอด นอกจากนี้ ควรมีวิธีการป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย หากมีการรื้อถอนอาคารในเขตเมือง เพราะจะทำให้ "เส้นใยแอสเบสตอส" ฟุ้งกระจายไปในอากาศ แล้วผ่านเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของคนทั่วไปได้

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

21 ธันวาคม 2012 ...วันที่โลกถึงกาลอวสาน


ภูเขา ปี เดอ บูกาคาจ
            กลุ่มผู้เชื่อเรื่องลี้ลับกว่า 20,000 คน พร้อมใจกันรวมตัวชุมนุมที่ ภูเขา ปี เดอ บูกาคาจ (Pic de Bugarach) ในฝรั่งเศส เพราะเชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวจะมาช่วยพาพวกเขาไปสู่ดาวใหม่ก่อนโลกแตกในปี 2012 นี้

            โดยสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมนั้นเชื่อว่าวันที่ 21 ธันวาคม 2012 จะเป็นวันที่โลกถึงกาลอวสาน และทางรอดเดียวของมนุษยชาติคือการได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ต่างดาว ซึ่งจะมาช่วยรับตัวมนุษย์ไปสู่อารยธรรมใหม่ โดยยานของมนุษย์ต่างดาวจะมาคอยรับตัวมนุษย์ที่ภูเขาแห่งนี้ก่อนที่โลกจะแตก

            อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสรู้สึกกังวลกับการรวมตัวครั้งนี้ เพราะเกรงว่าผู้ชุมนุมกลุ่มนี้อาจจะก่ออัตวินิบาตกรรม หรือฆ่าตัวตายหมู่ที่นี่ได้ เพราะรัฐบาลได้รับรายงานว่า ที่นี่มีการประกอบพิธีกรรมแปลก ๆ มากมาย อย่างไรก็ดี  มีการคาดเดาว่าในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ น่าจะมีผู้คนจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ราว 1 แสนคน 

            ทั้งนี้ ภูเขา ปี เดอ บูกาคาจ นับเป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะภูเขากลับหัว เพราะตัวอย่างหินที่สามารถเก็บได้จากยอดเขานั้น มีอายุเก่าแก่กว่าที่ตีนเขา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากภูเขาในถิ่นอื่น ๆ และยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตรชื่อดัง เช่น Journey to the Center of the Earth อีกด้วย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ภ.ง.ด.91 ปีภาษี 2554 ผ่านเน็ต ให้ขยายเวลาถึง 10 เม.ย.2555



ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 และ ภ.ง.ด.91 สำหรับปีภาษี 2554 ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในกำหนดเวลาที่ได้รับอนุมัติให้ขยายออกไป กล่าวคือ ภายในวันที่ 10 เมษายน 2555 (วันที่ 8-9 เมษายน 2555 เป็นวันหยุดราชการ) โดยได้รับสิทธิผ่อนชำระ 3 งวด

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีแต่ละงวดภายในกำหนดเวลาดังนี้
  1. งวดที่หนึ่ง ต้องชำระภายในวันที่ 10 เมษายน 2555
  2. งวดที่สอง ต้องชำระภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555
  3. งวดที่สาม ต้องชำระภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2555
หากปรากฏว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีชำระงวดที่ 1 ภายในวันที่ 10 เมษายน 2555 แต่ไม่ชำระภาษีงวดที่สองภายในวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไป และต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับงวดที่สองและงวดที่สาม โดยคำนวณเงินเพิ่มตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2555 จนถึงวันชำระ
 

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กรมสรรพากร

เคล็ดลับ 9 ข้อ...เพื่อความสำเร็จ

ไม่ว่าจะยังทำงานอยู่ที่เก่าหรือย้ายไปทำงานที่ใหม่ หนุ่มๆ สาวๆ ก็สามารถทำงานแบบคนไฟแรงที่เทใจให้กับงานอันเป็นที่รักได้ทั้งนั้น 

มีทัศนคติบวก
แค่รู้จักมองโลกในแง่ดี ก็เหมือนกับว่า คุณได้รับชัยชนะไปแล้วกับทุกเรื่องในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักแค่ไหนก็ยังหน้ายิ้มได้
จำรายละเอียดเพื่อนร่วมงาน
มิตรภาพที่งดงามและยั่งยืน เริ่มต้นจากการเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน และอาจเพิ่มไปรายละเอียดพื้นฐานเกี่ยวกับตัวเขา เช่น ความชอบ/ไม่ชอบ ความสนใจส่วนตัว  งานอดิเรกไลฟ์สไตล์

กล้าที่จะแตกต่าง
เหมือนกับที่ สตีฟ จ๊อบส์ อุทิศชีวิตตนเองให้กับการคิดนอกกรอบ กล้าที่จะคิดและลงมือทำเป็นคนทำงานไฟแรงมากกว่าที่จะย้ำอยู่กับที่ หรือติดต่ออยู่กับระบบเดิมๆ

ใส่ใจในการแต่งตัว
เหตุผลที่ควรแต่งตัวให้ดูดีเสมอ นอกจากจะสะท้อนภาพลักษณ์ รสนิยม และความพิถีพิถันแล้ว ยังเพื่อนพร้อมในการพบปะลูกค้า หรือแขกคนสำคัญของบริษัทอีกด้วย

เลี่ยงเรื่องซุบซิบ
ไม่ว่าใครจะดราม่าใส่คุณ แฉเรื่องไม่ดีของเพื่อนร่วมงานให้ฟังมากแค่ไหน สิ่งที่คุณควรทำ คือ ฟังหูไว้หู และไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว



เน้นทีมสปิริต
งานแทบทุกอย่าง ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเพื่อนร่วมงาน ตั้งแต่ระดับที่เล็กที่สุดไป จนถึง ใหญ่ที่สุด รู้จักให้เกียรติ กล่าวชื่นชม หรือให้เครดิต ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ความคิดของคนอื่น


ไม่อายที่จะถามและขอความช่วยเหลือ
ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด และควรกล้าในเรื่องที่ควร ถามในสิ่งที่ไม่รู้ หรือขอความช่วยเหลือ ดีกว่าที่จะทำงานไปแบบผิดๆ มั่วๆ


ประหยัดทรัพยากร
ปิดแอร์ ปิดไฟ เมื่อเลิกใช้ หรือช่วยกันเป็นหูเป็นตา พบอุปกรณ์ชำรุดก็รีบไปแจ้งซ่อม คิดซะว่านอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วยเหลือบริษัทอีกด้วย


ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะกับงาน
ข้อเด่นของคนรุ่นใหม่คือ เติบโตมาในยุคเทคโนโลยี มีโปรแกรมเรื่องงานมากมาย ดังนั้น จงใช้ให้เป็นประโยชน์กับงาน



แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 29 มี.ค. 55 (117)

เดอะสีลม...แกลเลอเรีย

ประมาณปี 2538 เดอะ สีลม แกลเลอเรีย (The Silom Galleria) ตั้งขึ้นด้วยเงินลงทุนฝั่งธนาคารกรุงเทพ ช่อง 3 บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา และตระกูลโฮ

เน้นไปที่การส่งออกเพชรพลอย หลังจากเจอวิกฤตการส่งออก จึงลองปรับโฉมเป็นศูนย์รวมสินค้าชื่อดังจากเมืองนอก แต่ก็เจอวิกฤตเศรษฐกิจซบเซา  ปัจจุบัน สีลม แกลเลอเรีย เปลี่ยนหน้าบ้านใหม่กลายเป็นศูนย์กลางด้านงานศิลปะ (Art Center) เน้นโชว์วัตถุโบราณ งานศิลปะคุณภาพ

ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ อาคารจิวเวลรี่ เทรดเซ็นเตอร์ แบ่งเป็นส่วนจัดนิทรรศการขนาดใหญ่ (Exhibition Hall) ลานแสดงนิทรรศการ (Grand Hall) ห้องชมการแสดงขนาด 90 ที่นั่ง ส่วนพลาซ่าแบ่งเช่าโซนให้แก่ร้านค้าร่วมกันจำหน่ายผลงานศิลปะด้วยเช่นกัน

ที่นี่ นับเป็นแหล่งจัดแสดงภาพเขียน และ งานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  รวบรวมภาพเขียนฝีมือจิตรกรชื่อดัง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวบรวมไว้เฉพาะสำหรับนักรักนักสะสมภาพของจิตรกรในดวงใจ

ทั้งยังมีส่วนจัดแสดงงานออกแบบฝีมือนักเรียน นักศึกษา โดยทุกๆ เดือนจะมีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานศิลปะสลับหมุนเวียนไปเรื่อยๆ เปิดให้ชมฟรีทุกวัน 10.00 - 20.00 น.

ถ้าสนใจศิลปะปลายพู่กัน ของโทมัส ดิไอโก อาร์โมเนีย ครั้งแรกในเมืองไทย แนะนำให้ไปที่ Gossip Gallery ชั้น 3 ในธีมงาน Paris, je t'aime (ปารีส...ฉันรักเธอ) เปิดให้ชมฟรี วันจันทร์ - เสาร์ ไปจนถึง วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2555 เวลา 11.00 - 19.00 น.

แหล่งที่มา   นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 29 มี.ค. 55 (117)