วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลิปน่ารัก ลูกไซบีเรียน ฮัสกี้ ฝึกหอน!!



"missy41204" เผยแพร่ความน่ารักของสัตว์เลี้ยงสุดน่ารักตัวล่าสุด ที่จะมาเรียกความนิยมจากโลกออนไลน์ ให้เราได้ดูกันผ่านเว็บไซต์ยูทูบ ซึ่งรับรองว่าคนรักสุนัขต้องชื่นชอบแน่นอน

"เดมอน" เจ้าลูกสุนัขหน้าตาน่ารัก วัย 3 สัปดาห์ครึ่ง พันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ ตัวนี้ ไม่ได้ร้องโหยหวนเพราะได้รับความเจ็บปวดแต่อย่างใด แต่เจ้าของบอกว่า เจ้าตูบกำลังเรียนรู้ที่จะ 'เห่าหอน' ได้อย่างเข้มแข็งเหมือนหมาตัวใหญ่ต่างหาก เดมอนพยายามอย่างสุดความสามารถในการเปล่งพลังเสียง แต่เสียงที่ออกมากลับฟังไม่น่าเกรงขามเลยสักนิด กลับดูน่ารักซะมากกว่า

ไม่เป็นไรน่ะ "เดมอน" ยังมีเวลาอีกมากในการฝึกฝน! ใครอยากให้กำลังใจเจ้าตูบเชิญคลิกเลย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555 เวลา 10:00 น.

คลิประทึก จระเข้กัดงวงช้างที่มากินน้ำ!!




การดำรงชีวิตให้อยู่รอดของสัตว์ที่เราได้เห็นตามสารคดี มักจะสร้างความรู้สึกระทึกขวัญ ให้เราได้ลุ้นเอาใจช่วยอยู่เสมอๆ คลิปต่อไปนี้ก็เช่นเดียวกันที่บันทึกธรรมชาติของสัตว์โลกไว้ แล้วเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบ โดย "HaruhiroHaruki"

มีช้างป่าอยู่ครอบครัวหนึ่งกำลังดื่มน้ำอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งไม่มีการเปิดเผยว่าเป็นที่ใด เหตุการณ์ดำเนินไปอย่างสงบเรียบร้อยปลอดภัย และดูเหมือนว่าไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น แต่แล้วจู่ๆ ก็มีจระเข้ตรงเข้ามากัดที่งวงของช้างตัวหนึ่ง ทำเอาบรรดาช้างวงแตกด้วยความตกใจ ส่วนคนดูก็ลุ้นเอาใจช่วยให้เจ้าช้างโชคร้ายเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ระทึกขวัญนี้ไปให้ได้ ซึ่งก็สมปรารถนาเพราะช้างที่ถูกกัดอาศัยพละกำลังที่มีมากกว่า สะบัดอย่างแรงจนหลุดจากคมเขี้ยวของจระเข้ และรอดพ้นอันตรายตรงหน้าได้อย่างฉิวเฉียด ส่วนจระเข้ก็ว่ายน้ำหนีหายไป

 เหตุการณ์นี้จบลงโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำ แต่จระเข้คงเสียหน้าไม่น้อย จากที่ตอนแรกคิดว่าอาจได้เหยื่อเป็นงูตัวใหญ่ กลับกลายเป็นงวงช้างไปซะได้ น่าเห็นใจจริงๆ

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์ วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม 2555 เวลา 19:23 น.

Google Logo : ครบรอบวันเกิด 142 ปีของ Maria Montessori 31 ส.ค. 2555



Maria Montessori’s 142 Birthday- วันนี้ (31 สิงหาคม 2555) เป็นวันครบรอบ 142 ปีของวันเกิดของ มาเรีย มอนเตสโซรี่  วันนี้เลยอยากจะขอนำประวัติของท่านผู้นี้มานำเสนอให้ทราบ หลายคนอาจจะสงสัยว่า  วันนี้ (31 สิงหาคม 2555) ทำไม logo goole จึงเปลี่ยนไป กลายเป็นภาพแปลกๆ อย่าได้สงสัยไปเลย แพทย์หญิง Maria Montessori ผู้ก่อตั้งหลักสูตร มอนเตสซอรี่ ซึ่่งมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนให้เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สามารถพัฒนาตัวเองได้ ด้วยการเรียนรู้ที่สนุกสนาน และ เพลิดเพลิน

ซึ่งต่อมา แนวคิดของเธอก็ได้นำเอามาใช้กับเด็กปกติทั่วไป จนกลายเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ได้แนวคิดมาใช้ในการดูแลเด็กในปกครองเพื่อให้เป็นบุคคลที่มีความพร้อมในสังคมโลก

ประวัติและข้อมูลของ มาเรียมอนเตสซอรี ( Maria Montessori)
มอนเตสซอรี (Montessori) เป็นชื่อของแพทย์หญิง มาเรีย มอนเตสซอรี แพทย์หญิงชาวอิตาลี เธอจบการศึกษาแพทยศาสตร์ และได้มาทำงานกับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี จากการที่ได้ทำงานกับเด็กเหล่านี้ เธอพบว่าเด็กดังกล่าวสามารถมีพัฒนาการที่ดีได้ หากเด็กเหล่านั้นได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกวิธี จากวิธีการแก้ปัญหาและช่วยเหลือเด็กโดยวิธีดังกล่าว ทำให้เธอได้รับการยกย่องจากวงการแพทย์และการศึกษา จากนั้นเธอจึงได้ริเริ่มพัฒนาระบบการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา คนหูหนวก และได้รับเด็กที่มีความบกพร่อง เพื่อให้เด็กเหล่านั้นได้มีโอกาสเข้าสอบรวมกับเด็กปกติของรัฐ และเมื่อเธอทำวีธีการเหล่นี่้ ก็พบว่า เด็กที่มีความบกพร่องเหล่านั้น สามารถสอบผ่านได้อย่างดีทุกคน ด้วยความทุุ่มเทของเธอ จึงทำให้เธอได้ตัดสินใจเข้าศึกษาปรัชญาและจิตวิทยา

ต่อมา ค.ศ. 1907 มาเรีย มอนเตสซอรี ได้รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองของบ้านเด็ก ซึ่งมีหน้าที่คอยดูแลเด็ก 3 – 7 ปี เธอจึงประยุกต์เอาวิธีการสอนเด็กบกพร่องทางสติปัญญามาใช้กับเด็กเหล่านี้ โดยให้เด็กจับต้องสื่อหรือเล่อุปกรณ์ต่างๆ ที่เธอประดิษฐ์ขึ้น โดยให้เด็กเลือกอุปกรณ์เอง แลทำให้เด็กเรียนรู้อย่างมีสมาธิและสร้างสรรค์ โดยวิธีการเหล่านี้ทำให้เด็กเหล่านี้สามารถปฎิบัติตามและเขียนหนังสือได้ ตั้งแต่อายุ  4 – 5 ปี โดยเด็กเหล่่นี้สามารถประสมคำ อ่านคำและฝึกเขียนหนังสือได้ด้วยตนเองตามความสนใจและสามารถทำได้ด้วยความสนุกสนานเพลิดเพลิน

ผลงานของ ดร. มาเรีย มอนเตสซอรี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น วงการศึกษา วงการแพทย์ และพ่อแม่ผู้ปกครองก็ได้แนวคิดมาใช้ในการดูแลเด็กในปกครองเพื่อพัฒนาให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นบุคคลทั่วไปที่สังคมยอมรับและสามารถใช้ชีวิตได้ในสังคมทั่วไป

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลิปน่ารัก พฤติกรรมของฝาแฝดวัย 11 เดือน เมื่อได้ยินเสียงกีตาร์จากคุณพ่อ



น้องฝาแฝดไม่ทราบชื่อจากในคลิปกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกออนไลน์ กับพฤติกรรมสุดน่ารักที่ใครเห็นก็ต้องชื่นชอบ

หนูน้อยฝาแฝดเพศหญิง วัย 11 เดือน หน้าตาน่ารัก 2 คนนี้ กำลังนั่งอยู่บนที่นั่งสำหรับเด็ก และรับประทานถั่วบนถาดอาหารพลาสติกอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีคุณแม่ของน้องคอยถ่ายคลิปวีดิโอ ทันทีที่เสียงกีตาร์จากฝีมือคุณพ่อดังขึ้น หนูน้อยทั้งคู่ก็หันหน้ายิ้มแป้นมองตาอย่างรู้ใจกัน ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป ว่าแล้วก็โยกย้ายส่ายศีรษะไปมาซ้ายทีขวาทีตามจังหวะเพลง พร้อมทั้งหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน

คลิปนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบโดย "Brovadere" ซึ่งน่าจะเป็นคุณพ่อของหนูน้อย แน่นอนว่าด้วยความน่ารักแบบสุดๆ ของฝาแฝดคู่นี้ ทำให้ยอดผู้คลิกเข้าไปชมมากเกิน 1.4 ล้านครั้งเข้าไปแล้ว ใครกำลังรู้สึกแย่ๆ อยู่ รับรองว่าหากได้ชมคลิปนี้แล้วต้องยิ้มออกแน่นอน

คลิปน่ารัก ลูกสุนัข6ตัวนอนเรียงแถวอย่างมีระเบียบ



มั่นใจว่าใครที่ได้เห็นคลิปวีดิโอต่อไปนี้แล้ว จะต้องอมยิ้มอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นแน่ กับความน่ารักของลูกสุนัขทั้งหก

ลูกสุนัขพันธุ์คอร์กี้ทั้ง 6 ตัวนี้ คาดว่าคงได้รับการฝึกให้เป็นสุนัขที่มีระเบียบมาอย่างหนัก เพราะขนาดท่านอนทุกตัวยังสามัคคีพร้อมเพรียงกันแบบนี้ หลังจากเล่นซนจนหมดวันก็ถึงเวลาพักผ่อนซะที เจ้าคอร์กี้เลยมานอนหลับอยู่กลางพื้นห้อง แต่ทั้งหกไม่ได้นอนสะเปะสะปะเหมือนสุนัขทั่วไป แต่กลับนอนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย มี 3 ตัวนอนคว่ำ ที่เหลือนอนหงาย และนอนรวมกลุ่มกันคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี 4 ตัวนอนเรียงเป็นแนวตั้งอยู่ด้านล่าง อีกสองตัวนอนขวางอยู่ด้านบน โดยมีเจ้านายคอยช่วยในการจัดแถว เมื่อท่านอนเรียบร้อยทั้งหมดก็หลับปุ๋ยไม่กระดุกกระดิก เห็นแล้วก็อยากเป็นเจ้าของสักตัว

คลิปนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ยูทูบโดย "SiroWan" ด้วยความน่ารักของลูกสุนัขทั้งหก ทำให้ขณะนี้มียอดผู้คลิกชมเกือบถึง 3 แสนครั้งแล้ว ใครอยากผ่อนคลายลองคลิก รับรองมีรอยยิ้มแน่นอน

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์ วันพุธที่ 29 สิงหาคม 2555 เวลา 16:00 น.

สุนัขจิ๋ว!! แรกคลอดตัวเท่าไข่ นั่งบนไอโฟนสบายๆ

เจ้ามินิ มีขนาดตัวแรกคลอดพอๆ กับไข่ และสามารถขึ้นไปอยู่บนไอโฟนสบายๆ 

ลูกสุนัขลืมตาดูโลกด้วยขนาดตัวที่เล็กมาก น้ำหนักแรกเกิดแค่ 37 กรัม เบื้องต้นเจ้าของวิตกว่ามันอาจไม่มีชีวิตรอด แต่เวลานี้เชื่อกันว่ามันน่าจะเป็นสุนัขที่ตัวเล็กที่สุดของสหราชอาณาจักรก็เป็นได้
     
เจ้ามินิ สุนัขเพศเมียพันธุ์ผสมชิวาวา ยอร์คเชีย มีน้ำหนักแรกคลอดแค่ 37 กรัมหรือพอๆกับไข่ใบหนึ่ง ขณะที่พี่น้องตัวอื่นๆของเจ้ามินิคลอดออกมามีขนาดใหญ่กว่มันถึง 3 เท่า

เอมมา วิลเลียมส์ ผู้เป็นเจ้าของเจ้ามินิ จากแซนแบงค์ เมืองดอร์เซต ของอังกฤษกังวลว่าลูกสุนัขตัวเล็กๆน่ารักตัวนี้อาจมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่วัน ดังนั้นเธอจึงให้นมปรุงแต่งสำหรับลูกสุนัขทุกๆ 2 ชั่วโมง เพิ่มเติมจากที่มันได้รับจากมารดาในความพยายามให้ร่างกายมันเติบโตและเพิ่มโอกาสมีชีวิตรอด

เวลานี้เจ้ามินิมีอายุครบ 1 สัปดาห์ โดยมันน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเป็น 55 กรัมและสามารถกลับไปวิ่งเล่นกับพี่ๆน้องๆของมันได้แล้ว ทั้งนี้น้ำหนักตัวเฉลี่ยตอนแรกคลอดของสุนัขสายพันธุ์นี้อยู่ที่ 127 กรัม และจะมีน้ำหนักตัวได้ถึงราวๆ 6 กิโลกรัม เมื่อโตเต็มวัย     

เอมมา วัย 29 ปี เผยว่า "มินิ เป็นลูกหมาตัวที่ 2 ที่คลอดออกมา ดังนั้นตอนแรกฉันคิดว่ามันก็มีขนาดปกติ ส่วนอีกตัวอาจมีขนาดใหญ่ผิดปกติ แต่จากนั้นพอตัวอื่นๆคลอดตามออกมา ฉันก็พบว่าเมื่อเทียบกันแล้วมันเล็กมาก ฉันแทบไม่อย่าเชื่อเลยว่าทำไมมันถึงตัวเล็กได้ขนาดนี้ ขณะตัวอื่นๆใหญ่กว่ามันกว่า 3 เท่า"

"มันน่าประหลาดใจมากเพราะ บอดีและเบลลา พ่อแม่ของมันก็ตัวไม่เล็ก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉันเพราะฉันไม่เคยเลี้ยงสุนัขที่คลอดลูกมาก่อน ฉันพาเจ้ามินิไปหาสัตว์แพทย์ พวกเขาบอกว่าไม่เคยเจอลูกสุนัขตัวเล็กเท่านี้ ดังนั้นฉันจึงไปค้นหาตามเว็บไซต์ต่างๆ แต่ก็ไม่เจอข้อมูลว่ามีลูกสุนัขตัวจิ๋วขนาดนี้หรือเปล่า" เธอกล่าว
     
ผู้เป็นเจ้าของเล่าต่อว่า "ทีแรกฉันก็ไม่มั่นใจว่ามันจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ เพราะมันมักถูกตัวอื่นผลักกระเด็นอยู่เสมอๆ แต่มันก็เป็นสุนัขตัวเล็กที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก เจ้ามินิดื่มนมแม่ แต่ฉันก็ให้นมดัดแปลงเพิ่มเติมทุกๆ 2 ชั่วโมงผ่านทางหลอดเล็กๆ เหมือนกับให้นมเด็กทารกนั่นแหละ"

"ผ่านไป 1 สัปดาห์ ตัวอื่นๆมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 227 กรัมหรือเฉลี่ยแล้วราว 32 กรัมต่อวัน แต่เจ้ามินิ โตขึ้นเพียงแค่ราว 2.7 กรัมต่อวันเท่านั้น" เธอกล่าว "ตอนนี้มันหนัก 55 กรัม และสุขภาพแข็งแรงดี แต่ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นสุนับตัวเล็กที่สุดในสหราชอาณาจักรหรือไม่ ขณะที่สัตว์แพทย์บอกว่าเมื่อโตเต็มวัย มันอาจมีน้ำหนักตัวแค่ 8 ขีดเท่านั้น"

แหล่งที่มา   เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2555 05:00 น.

ตลาดปัฐวิกรณ์

ใครที่นึกเบื่อตลาดติดแอร์ แต่ชื่นชอบตลาดเปิดท้ายรวมถึงของขายแบกกะดินราคาถูก หรือร้านขายตามล็อกหลากหลายแนว มาทอดน่องช็อปให้เพลินที่ "ตลาดปัฐวิกรณ์"

ตลาดแห่งนี้ก่อตั้งโดยบริษัท ปัฐวิกรณ์ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2530 หรือเมื่อ 25 ปีมาแล้ว อยู่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 49 ไร่ ภายในแบ่งเป็นล็อกขายของ มีทั้งล็อกในร่มและล็อกกลางแจ้ง จำหน่ายสินค้าหลากหลาย ไล่ตั้งแต่สินค้าเบ็ดเตล็ด ของกิฟต์ช็อป รองเท้า กระเป๋า ของใช้ในครัว ไปจนถึงของเก่าแต่งบ้าน

แต่ไฮไลต์อยู่ที่ตลาดกลางแจ้ง ที่มีทั้งเปิดท้ายขายไปจนถึงร้านแบกะดิน ที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้ามือสอง ส่วนราคานั้นก็แสนจะย่อมเยาว์มากๆ มีเงินเพียง 5 บาทก็สามารถซื้อของบางอย่างได้แล้ว

หากเดินช็อปจนเมื่อยตุ้มและรู้สึกหิว ที่นี่เขาก็มีทั้งร้านรถเข็นขายลูกชิ้นทอด ปิ้ง ขนมหวาน ไปจนถึง ก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ผัดไทย ราคาไม่แพง เป็นต้น

ตลาดปัฐวิกรณ์ การเดินทางสุดแสนสะดวก รถเมล์ผ่านหลายสาย อยู่ริมถนนนวมินทร์ (สุขาภิบาล 1) ถ้ามาจากแยกแฮปปี้แลนด์จะอยู่ฝั่งขวามือฝั่งเดียวกับเทสโก้ โลตัส ถ้ามาจากแยก กม.8 รามอินทรา อยู่ซ้ายมือฝั่งเดียวกับ รพ.ศรีสยาม เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่บ่ายโมง ไปจนถึง ประมาณ 2 ทุ่ม

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 30 ส.ค. 55 (217)

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลิป...ทำไมต้องใส่ Seat Belt



แหล่งที่มา    เว็บไซต์ Safety Health Environment

สวนรมณีนาถ

สวนรมณีนาถ หรือที่นิยมเรียกกันติดปากว่า "คุกเก่า" เป็นสวนสาธารณะที่จัดสร้างขึ้น เพื่อน้อมเกล้ากระหม่อมถวายแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมายุ 60 พรรษา พ.ศ. 2535

ได้รับพระราชทานนามว่า "รมณีนาถ" มีความหมายว่า "นางผู้เป็นที่พึ่ง" ตั้งอยู่บริเวณเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเดิม ถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร

นอกจากความร่มรื่นของหมู่มวลแมกไม้แล้ว ยังมีประติมากรรมสังข์สัมฤทธิ์  ตั้งอยู่กลางสระน้ำพุเฉลิมพระเกียรติเป็นรูปหอยสังข์และพานหล่อด้วยโลหะทำผิวสัมฤทธิ์ ภายในบรรจุแผ่นยันต์มหาโสฬสมงคลและสังข์องค์จริง

การออกแบบใช้หลักส่งน้ำในสระไหลจากปากสังข์ลงสู่สระ ปากสังข์หันสู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ น้ำที่ไหลออกจากสังข์ แสดงความหมายแทนน้ำพระทัยของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่บริสุทธิ์ดุจสีของน้ำ ขณะที่บ่อน้ำพุด้านล่างเทียบได้กับพสกนิกรที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณพร้อมใจกันสรรเสริญ

นอกจากนี้ ยังมีสวนสุขภาพ จัดอุปกรณ์ออกกำลังกายเป็นจุดพร้อมคำแนะนำ มีลานกีฬา เช่น สนามบาสเกตบอล และลานสเกต โดยจัดตำแหน่งไม่ให้เกิดการรบกวนระหว่างกิจกรรม พร้อมสนามเด็กเล่นที่จัดไว้อย่างครบครัน

เปิดบริการให้กับผู้สนใจ ตั้งแต่เช้าตรู่ ตี 5 จนถึง 3 ทุ่มทุกวัน

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพุธที่ 29 ส.ค. 55 (216)

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลิปน่าทึ่ง นกกระสาตกปลา!!!



"ตกปลา" เป็นกิจกรรมยามว่างยอดนิยมอย่างหนึ่งของมนุษย์ อุปกรณ์ที่ใช้ก็คือเบ็ดและเหยื่อ จากนั้นก็เฝ้ารอว่าเมื่อไรปลาจะมากินเหยื่อของเราจนติดเบ็ด

ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์ที่บริโภคปลาเป็นอาหารอย่าง "นกกระสา" ก็เรียนรู้วิธีหาปลาจากมนุษย์ด้วยเหมือนกัน อาจเพราะการย่ำน้ำหาปลาแล้วใช้จะงอยงับแบบทื่อๆ คงไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไร เจ้านกกระสาสีเขียวจากในคลิป จึงเลียนแบบการตกปลาของมนุษย์ โดยเริ่มแรกเจ้านกสุดฉลาดดึงดูดเป้าหมายด้วยเหยื่ออย่างเศษขนมปัง นกกระสาค่อยๆ คาบขนมปังชิ้นเล็กๆ ไปวางไว้บนผิวน้ำ ไม่นานนักก็มีปลามาตอดขนมปัง เจ้านกจึงคาบขนมปังขึ้นมาแล้วก็วางลงไปบนผิวน้ำให้ปลากินใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนขนมปังเกือบหมดชิ้น และคนดูคิดว่าเจ้านกกระสาคงจะเสียเหยื่อไปฟรีๆ ซะแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อนกกระสาวางเศษขนมปังคำสุดท้ายลงบนผิวน้ำ ก็ยังมีปลาหลงกลมากินเหยื่ออีก นกกระสาจึงใช้จะงอยปากงับปลาขนาดพอดีคำมาได้สำเร็จด้วยความว่องไว

จบภารกิจการตกปลาของนกกระสาที่ไม่ต้องอาศัยเบ็ดแต่อย่างใด จะน่าอัศจรรย์แค่ไหน ต้องดู!

พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์

อยากรู้วิถีคนคุกมาเดินชมให้เพลินที่ "พิพิธภัณฑ์ราชทัณฑ์" ตั้งอยู่ที่ ถนนมหาไชย เขตพระนคร หรือภายในสวนรมณีนาถ นั่นเอง

จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2482 รวบรวมวัตถุเกี่ยวกับการลงโทษและวัตถุโบราณจากเรือนจำต่างๆ ทั่วประเทศ และย้ายมาจัดแสดงที่สวนรมณีนาถ เมื่อ พ.ศ. 2542

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบด้วยอาคาร 4 หลัก

  1. ตึกศาลอาญา ที่จัดแสดงเครื่องมือลงทัณฑ์และวิธีประหารชีวิตสมัยโบราณ รวมทั้งแสดงการประหารชีวิตในปัจจุบัน
  2. อาคารรักษาการณ์ แสดงภาพประวัติและอุปกรณ์เครื่องใช้ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และเอกสารเกี่ยวกับประวัติราชทัณฑ์ในอดีต
  3. อาคารร้านค้ากรมราชทัณฑ์ จัดจำหน่ายสินค้าราชทัณฑ์และของที่ระลึก และ
  4. อาคารแดน 9 เป็นเรือนนอนผู้ต้องขังในอดีต แสดงสภาพการใช้ชีวิตประจำวันของนักโทษ ระบบการคุมขัง ลักษณะอาคารทั้งหมดเป็นแบบตะวันตก นับเป็นอาคารโบราณหาดูยาก จนได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่นจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ เมื่อ พ.ศ. 2540
เปิดให้เข้าชมฟรี วันอังคาร-เสาร์ ตั้งแต่ 08.30 - 16.30 น.

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันอังคารที่ 28 ส.ค. 55 (215)

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลิปเจ๋ง! วิธีแยกไข่แดงออกจากไข่ข่าว ง่ายๆ



แหล่งที่มา   เว็บไซต์ Mthai News

ตอน 29 ลีลาการละเล่นของแพนดา และ ทองแดง

ตอน 29    อ่านตอนยี่สิบแปด เรื่อง "สูง ยาว โย่ง" ได้ที่นี่

เมื่อวานได้เก็บภาพรูป "ลูกหมาที่บ้าน" เช่นเคย แต่วันนี้ลีลา ท่าทาง ส่วนใหญ่เป็นการเล่นกันทั้งหมด เล่นกันจนหอบ เหนือย ลิ้นห้อยกันไปทั้งคู่

ตอนนี้ลูกหมาที่บ้าน ไม่มีเห็บ หมัด ร่างกายสะอาดสะอ้าน ปราศจากโรคผิวหนังใดๆ ก็คอยดูแล ตรวจสอบอยู่เสมอๆ เพื่อมิให้มีปัญหา จะได้ไม่ต้องพาไปหาหมอ กินยา อย่างแม่บ็อบบี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีปัญหาโรคผิวหนัง แม้จะดีขึ้นมาบ้าง แต่โดยภาพรวมก็ยังไม่หาย ยังคัน ยังเป็นตุ่มแดง ผื่นแดง และที่หางขนก็เริ่มร่วง เมื่ออาบน้ำเสร็จในวันเสาร์จะเห็นว่าขนหางหายไปเยอะเลย อย่างไรก็ถือว่าดีขึ้น เพราะเมื่อก่อนจะเอาแต่นอน ใครไป ใครมา ก็ไม่ค่อยสนใจ แต่ช่วงนี้กลับบ้านแม่บ็อบบี้ก็จะเดินมารับได้ และดิกหาง ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เริ่มตอบสนองและมีปฏิกิริยาตอบโต้บ้าง

วันนี้นำอัลบัมรูปหมา....มาฝากเช่นเคย

จะเริ่มเล่นกันหรือยังพี่แพนดา....

พี่แพนดาเล่นจนเหนื่อย... ลิ้นห้อย

ว่าไงน้องทองแดง ซ่า....จริง

ผมเริ่มเหนื่อยบ้างแล้ว...

น้องทองแดง...อย่าซ่าให้มากนัก

เดี๋ยวเถอะ...ทองแดงอย่าซนให้มาก....

เอาล่ะ .... อย่าเล่นนะหรือ 

ผมไม่ยอมพี่แพนดาหรอก...

พี่แพนดา...หายไปไหน

น้องทองแดง...มัววิ่งเล่น เลยได้พักเหนื่อยบ้าง

ยังไม่ยอมเลิกเล่นอีกหนอ








ผม...แพนดา....ขอพักก่อนเถอะ

ติดตามตอน 30 เรื่อง "เล่าเรื่องสบายๆ เกี่ยวกับหมาที่บ้าน"

วัดหงส์รัตนาราม

เยื้องวัดอรุณาราชวรารามและกองทัพเรือ  เขตบางกอกใหญ่ มีพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหารอีกแห่งหนึ่ง  สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดเจ้าสัวหงส์ (เรียกตามชื่อเศรษฐีชาวจีนผู้สร้างวัด)

ต่อมา เมืองกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง วัดแห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา โดยในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้บูรณะใหม่และพระราชทานนามว่า วัดหงส์อาวาสวิหาร

จนมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้บูรณะปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมอีกครั้งแล้ว พระราชทานนามว่า วัดหงส์รัตนาราม พระราชทานนามคำสร้อยว่า รัตนาราม (แปลว่า วัดท่านแก้ว) เพื่อถวายเป็นพระอนุสรณ์แด่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ พระนามเดิมว่า แก้ว ผู้เป็นสมเด็จบรมราชอัยกี (ย่า)

ปัจจุบันภายในวัดประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระประธานหลวงพ่อแสนเนื้อสัมฤทธิ์นวโลหะ อัญเชิญมาจากเมืองเชียงแดง พระพุทธรูปทองคำโบราณ และสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ สมัยพระเจ้าตากสินมหาราช

ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมสีฝุ่นใส่กรอบกระจกเรื่อง รัตนพิมพวงศ์ (ตำนานพระแก้วมรกต) ซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ เนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อ พ.ศ. 2525

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 27 ส.ค. 55 (214)

ทำไมหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% หรือ 5%

การจ่ายเงินรายได้ไม่ครบถ้วน
ว่าจริงๆ แล้วเงินที่ทางผู้จ้างได้จ่ายให้ผู้รับจ้างไม่ครบนั้น เพราะว่าทางผู้จ้างได้หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ซึ่งในส่วนนี้คิดว่าทางผู้รับจ้างก็คงยังไม่ทราบว่าเป็นการหักภาษีไว้ จึงคิดว่า!!! นี่มันจ่ายเงินไม่ครบนี่ คิดจะโกงกันหรือไง

ดังนั้น จะขออนุญาตอธิบายและคุยถึงความหมายของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ว่ามันคืออะไร?

- ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย - 
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คือ จำนวนเงินที่กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินจะต้องหักออกจากเงินได้ก่อนจ่ายให้แก่ผู้รับทุกคราว หรือเป็นจำนวนเงินภาษีที่ผู้จ่ายเงินออกภาษีแทนผู้มีเงินได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่กฎหมายกำหนดและนำส่งแล้ว ซึ่งถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ผู้เสียภาษีได้รับ และเป็นเครดิตภาษีของผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายในการคำนวณภาษีที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีประจำปี

สรุปให้ฟังง่ายๆ ว่า  ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย  คือ ภาษีที่ทางกฏหมายกำหนดให้หักไว้ล่วงหน้าจากเงินได้ที่ได้รับ และสามารถนำไปขอเครดิตเพื่อหักจากยอดภาษีที่ต้องจ่ายจริงในทุกๆ ปี โดยที่ทางผู้จ่ายเงินได้จะมีหลักฐานที่เรียกว่าหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ไว้เป็นหลักฐาน


- ตัวอย่างของการเครดิตภาษี - 
ถ้าหากเรามีภาษีที่ต้องเสียทั้งหมดในปี จำนวน 15,000 บาท แต่เรามีภาษีหัก ณ ที่่จ่ายไว้แล้วจำนวน 10,000 บาท แปลว่าในปีนั้นเราจะต้องเสียภาษีเพิ่มเติมแค่เพียง 15,000 - 10,000 = 5,000 บาทเท่านั้นเอง

- ทำไมถึงจะต้องมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ด้วย - 
การหักภาษี ณ ทีจ่ายนั้น มีวัตถุประสงค์หลักๆ อยู่ 4 ข้อ ดังนี้
  1. บรรเทาภาระภาษี เนื่องจาก ภาษีเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับคนทุกคน ดังนั้นทางรัฐจึงต้องบรรเทาภาษีที่เราจะต้องจ่ายโดยการหักไว้ล่วงหน้า (ตอนที่เราได้รับเงิน) เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาในการชำระเงินครั้งละมากๆ ตอนสิ้นปี เพราะตอนนั้นเราอาจจะไม่มีเงินพอที่จะชำระนั่นเอง ลองคิดดูง่ายๆว่า ถ้าเราโดนนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายไปเดือนละ 1,000 บาท ทุกๆ เดือนกับเราต้องจ่ายภาษีทั้งจำนวน 12,000 บาท ในตอนสิ้นปีเลยทีเดียว แบบไหนจะโหดต่อเงินในกระเป๋ามากกว่ากัน :) 
  2. ให้รัฐมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ ข้อนี้น่าจะเป็นวัตถุประสงค์สำคัญที่สุดของภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เนื่องจากทางรัฐเองต้องการรายได้อย่าสม่ำเสมอมา เพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งการหักภาษี ณ ที่จ่ายก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งของการจัดเก็บภาษีของรัฐนั่นเอง
  3. สร้างความเป็นธรรมแก่ผู้มีเงินได้  บางคนบอกว่าเป็นธรรม บางคนก็อาจจะบ่นว่าไม่เป็นธรรม  
  4. ป้องกัน ปราบปราม การหลบเลี่ยงภาษี  เนื่องจากการหักภาษี ณ ที่จ่ายจะทำให้ทางรัฐมีกลไกใช้ตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่มีเงินได้จากการหัก ณ ที่จ่ายไว้ในระบบ และผู้จ้างส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นคนที่อยู่ในระบบการหัก ณ ที่จ่ายอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยนำส่งข้อมูลการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับรัฐอีกทางหนึ่ง 
 - การหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย โดยใช้คนอื่นเป็นผู้รับแทน - 
ทีนี้เราก็จะมาดูกันว่าที่ทางผู้รับจ้างได้นำชื่อคนอื่นมาเป็นผู้รับเงินแทนนั้น ผิดหรือไม่ผิดอย่างไรบ้าง ขอแยกออกเป็น 2 ประเด็น ระหว่าง การใช้ชื่อคนอื่นมาเป็นผู้รับเงินแทนนั้น มีผลกระทบอะไรบ้างสามารถทำได้หรือไม่

1. การใช้ชื่อคนอื่นมาเป็นผู้รับเงิน
สำหรับกรณีนี้จะมีผลกระทบหลักๆ ก็คือ ช่วยในการกระจายฐานรายได้ของผู้ที่มีเงินได้ เพื่อให้จ่ายภาษีลดลง

ลองสมมุติว่า น้องพอยมีเงินได้สุทธิทั้งปี (หลังหักค่าใช้จ่ายต่างและค่าลดหย่อนต่างๆ) เป็นจำนวน 5,000,000 บาท เมื่อมาดูอัตราภาษีที่น้องพอยจะต้องเสียแล้ว พบว่า


ถ้าคิดจากตารางการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แปลว่า น้องพอยจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงสุด คือ 37% ซึ่งเป็นอัตราภาษีแบบขั้นบันได (ยิ่งมีรายได้มาก ยิ่งเสียภาษีมาก) แต่ถ้าเกิดน้องพอย สามารถกระจายรายได้ให้กับคนอื่น อีกสัก 4 คน เช่น นายหมู นายเห็ด นายเป็ด นายไก่ ได้เท่าๆ กัน ก็แปลว่าทุกๆ คนจะมีเงินได้สุทธิคนละ 1,000,000 บาท ทำให้จากที่ต้องเสียภาษีในอัตราภาษี 37% เหลือเพียงแค่อัตราสูงสุดแค่ 20% เท่านั้น


เราลองมาดูตารางคำนวณเปรียบเทียบกันเลย จะเห็นได้ว่าถ้าเราสามารถกระจายรายได้ให้ผู้อื่นได้ ภาษีที่น้องพอยต้องชำระนั้น จะลดลงจาก 1,405,000 บาท เหลือเพียงแค่ 675,000 บาทเท่านั้น :)

2. การใช้ชื่อคนอื่นมาเป็นผู้รับเงินนั้น สามารถทำได้หรือไม่ 
คำตอบก็คือ สามารถทำได้ แต่ถ้าคำถามถามเพิ่มเติมว่าผิดกฎหมายหรือไม่ คำตอบก็คือผิดกฎหมายเพราะผู้ที่มีรายได้จริงๆ นั้นคือ น้องพอย ไม่ใช่ นายหมู นายเห็ด นายเป็ด นายไก่ ใช่ไหม ซึ่งการหลบเลี่ยงภาษี โดยเอาบัตรประชาชนคนอื่นมาหักภาษี ก็จะทำให้ทางสรรพากรไม่สามารถตรวจพบข้อมูลรายได้ของน้องพอยในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรได้นั้นเอง

 - อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ทำไมถึงแตกต่างกัน - 


โดยปกติแล้ว อัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของเงินได้แต่ละประเภทก็จะมีหลักเกณฑ์และวิธีที่แตกต่างกันไปหลายๆ รูปแบบ ซึ่งอัตราภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายจริงที่น้องพอยต้องถูกหักไว้ก็คือร้อยละ 5 ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 9 (2) ดังนี้

ข้อ 9 ให้บุคคล บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น

(2) นักแสดงสาธารณะ

“(ก) กรณีมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ตามอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เว้นแต่นักแสดงสาธารณะที่เป็น นักแสดงภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในต่างประเทศ เฉพาะกรณีที่มีการดำเนินการถ่ายทำ ภาพยนตร์หรือโทรทัศน์ในประเทศไทยโดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทยจากคณะอนุกรรมการพิจารณาคำขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ว่าด้วยการขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. 2544 หักภาษี ณ ที่จ่ายโดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 10.0”

(ข) กรณีนอกจาก (ก) หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 5.0

โดยคำว่า “นักแสดงสาธารณะ” หมายความว่า นักแสดงละคร ภาพยนตร์ วิทยุและโทรทัศน์ นักร้อง นักดนตรี นักกีฬาอาชีพหรือนักแสดงเพื่อความบันเทิงใดๆ”

โดยผลใช้ชื่อคนอื่นมารับเงินแทนนั้น ทำให้ทางผู้จ้างไม่สามารถหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ จึงต้องหักเป็นร้อยละ 3 ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป. 4/2528 ข้อ 8 (1) แทน

ข้อ 8 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน เฉพาะที่เป็นค่าจ้างทำของ ให้แก่ผู้รับซึ่งเป็น

(1) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เฉพาะค่าจ้างทำของที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (7) หรือ (8) แห่งประมวลรัษฎากร หักภาษี ณ ที่จ่าย โดยคำนวณหักไว้ในอัตราร้อยละ 3.0

อ้างอิงที่มาคำสั่งของกรมสรรพากรจากลิงค์นี้
http://www.rd.go.th/publish/3479.0.html

 - บทสรุป - 
ถ้าหากเหตุการณ์เป็นเรื่องจริง จะมีความผิดฐานเลี่ยงภาษีโดยใช้ชื่อผู้อื่นรับเงินแทน ซึ่งผู้รับจ้างต้องนำรายได้ในส่วนนี้มาถือเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีสิ้นปี

วิธีการดังกล่าว ถือว่าเป็นเทคนิคการวางแผนภาษีได้หรือไม่ หรือใครๆ ก็ทำกัน ถือว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมหรือเปล่า แล้วเราจะทำยังไงดี กรณีนี้น่าจะเป็นการเลี่ยงภาษี  ไม่ใช่การวางแผนภาษีที่ไม่ผิดกฎหมาย

ให้ลองอ่านความหมายของคำว่า การหนีภาษี การเลี่ยงภาษี การวางแผนภาษี ประกอบดูเพิ่มเติม คิดว่าน่าจะทำให้หลายๆ คนเข้าใจถึงความหมายของคำว่า การวางแผนภาษีได้ดียิ่งขึ้น

หนีภาษี VS เลี่ยงภาษี VS วางแผนภาษี
http://tax.bugnoms.com/tax/tax-evasion-planning-avoidance/

แหล่งที่มา   เว็บไซต์บล็อกภาษีข้างถนน 26 ส.ค. 2555

วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2555

คลิปน่ารัก ลูกสุนัขบูลด็อกขี้อ้อน



คลิปน่ารักลูกสุนัขบูลด็อกขี้อ้อน ยอดคลิกชมทะลุ 6 แสนครั้ง

คลิปนี้เอามาฝากสำหรับคนรักสุนัขโดยเฉพาะ กับเจ้าสัตว์เลี้ยงที่กำลังโด่งดังอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตเวลานี้ เพราะมีผู้คลิกเข้ามาชมทะลุ 6 แสนครั้ง ภายในเวลาไม่นาน

"เบนท์ลีย์" คือชื่อของลูกสุนัขพันธุ์บูลด็อก วัย 8 สัปดาห์ จากในคลิป นอกจากมีหน้าตาที่น่าเอ็นดูถูกใจคนรักสุนัขแล้ว เจ้านี่ยังขี้อ้อนและขี้โวยวายอีกด้วย ซึ่งความต้องการของตูบคืออะไรนั้น "BarhamGabe" ผู้อัพโหลดวีดิโอนี้ผ่านเว็บไซต์ยูทูบไม่ได้แจ้งไว้ แต่ที่เราได้เห็นคือเจ้าลูกสุนัขตัวเล็กน่ารักคำรามใส่เจ้าของ เหมือนอ้อนขอหรือบ่นอะไรสักอย่าง แม้เจ้านายให้เงียบ ตูบก็ยังไม่ยอมหยุด เมื่อเห็นว่าใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล ตูบเลยหันมาส่งเสียงครางเป็นการขอร้องแทน ก่อนที่ตอนท้ายคลิปเมื่อเบนท์ลีย์เห็นว่าคงอ้อนไม่สำเร็จ จึงงอนหันหลังเดินจากไป

ถ้าเครียดจากข่าวหนักๆ หันมาดูลูกสุนัขสุดน่ารักแบบนี้ รับรองมีรอยยิ้มแน่นอน

วันศุกร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ภาพน่ารักครอบครัวสัตว์โลก


ภาพพ่อแม่ลูก สัตว์สุดน่ารัก ยีราฟ แพนด้า แมว สุนัข




เดลีเมลเปิดเผยภาพสุดน่ารักของครอบครัวสัตว์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นยีราฟ หมีแพนด้า สิงโต หรือแมว



ด้านชาวเน็ตที่ชมภาพในเว็บไซต์ดังกล่าวต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภาพเหล่านี้สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับทุกคนที่ได้เห็นได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

แหล่งที่มา    เว็บไซต์โพสทูเดย์ 24 สิงหาคม 2555 เวลา 12:35 น.

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของโลก


หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของโลก First newspaper in World

Relation รีเลชั่น หรือชื่อเต็มว่า ” Relation aller Fürnemmen und gedenckwürdigen Historien” ถือว่าเป็น หนังสือพิมพ์ รายสัปดาห์ ที่ทำการตีพิมพ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่พิมพ์หยุดๆ ฉบับแรกของโลก ที่ใช้เทคโนโลยี่การพิมพ์จากแท่นพิมพ์ ได้ทำการจัดพิมพ์ที่เมือง Strassburg ประเทศเยอรมันนี (Germany) ในปี ค.ศ. 1605 จึงนับเป็นการตีพิมพ์ หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของโลก First newspaper in World

Acta Diurna คือจุดเริ่มต้น ของพัฒนาการของ หนังสือพิมพ์ ครั้งแรก ที่มีบันทึกพอจะสืบค้นได้ โดยเริ่มตั้งแต่ ก่อนคริสต์กาล 59 ปี ในยุคของพระเจ้าจูเรียสซีซาร์ (Julius Caesar) โดยใช้ชื่อที่เรียกว่า ” The Roman Acta Diurna” ใช้การเขียนข้อความลงบนกระดานขนาดใหญ่ นำไปตั้งไว้ในแหล่งชุมนุมชน ทำกันเป็นกิจลักษณะกันทีเดียว คือ มีข่าวสาร Update กันทุกวันทีเดียว เพื่อแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องราวของรัฐบาล โครงการณ์ด้านการทหาร การพิจารณาคดี และการลงโทษ ทรามาน ต่างๆ ให้แก่ชาวโรมัน ในกรุง โรม

หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของอังกฤษ เกิดขึ้นในปี 1665 ในชื่อหนังสือพิมพ์ ”Oxford Gazette” โดยมีลักษณะการพิมพ์เป็นแบบ 2 คอลัมน์ในช่วงแรก



หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของทวีปอเมริกา เกิดขึ้นในปี 1690 ในชื่อหนังสือพิมพ์ ”Boston“


หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นวันที่ 1 มีนาคม 1865 ในชื่อหนังสือพิมพ์ว่า หนังสือจดหมายเหตุฯ ( Bangkok Recorder )

โดยออกเป็นรายปักษ์ความหนาจำนวน 8 หน้า ด้วยยอดพิมพ์ 300 ฉบับ


แหล่งที่มา   เว็บไซต์ Mthai ทีนวาไรตี้ News August 23, 2012 at 16:50