วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทำไมดื่มนมแล้วท้องเสีย

เคยไหม เวลาดื่มนมแล้วรู้สึกว่าท้องเสีย อยากรู้ไหมว่าทำไมนมถึงทำให้เราท้องเสียได้  

ผู้ที่มีอาการปวดท้องหรือท้องเสียภายหลังจากการดื่มนม มีสาเหตุมาจากการขาดน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม (ขาดเอนไซม์ที่เรียกว่า บี-กาแลคโทซิเดส) อาการนี้ส่วนมากจะพบในผู้ใหญ่ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ดื่มนมสดมาตั้งแต่เด็ก ทำให้มีอาการปวดท้องเวลาดื่มนม ทางแก้ไขคือ ควรค่อยๆ ดื่มนมทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายเริ่มสร้างน้ำย่อยสำหรับย่อยน้ำตาลใน นม

สำหรับผู้ที่มีปัญหาจากการดื่มนม แนะนำให้เลือกดื่มนมเปรี้ยวแทน เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ในนมเปรี้ยวจะสร้างกรดแลคติกซึ่งจะช่วยย่อยน้ำตาล แลคโตสในนมได้ง่ายกว่าการบริโภคนมโดยตรง

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 พ.ค. 55 14.44 น.

กรมทรัพย์สินทางปัญญาคว้ารางวัลโลก

กรมทรัพยสินทางปัญญาคว้ารางวัลหน่วยงานภาครัฐด้านการต่อต้านละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระดับโลก

วันนี้ (30 พ.ค. 2555) นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2555 คณะกรรมการต่อต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโลก (Global Anti-Counterfeiting Group : GACG) ได้ประกาศให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ได้รับรางวัล Global Anti-Counterfeiting Awards ประจำปี 2555 ประเภทสาขาหน่วยงานภาครัฐ จากการเสนอชื่อจากบริษัท ลาคลอส์ จำกัด

รางวัล Global Anti-Counterfeiting Awards เป็นรางวัลที่ GACG คัดเลือกมอบให้แก่หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญเรื่องการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยได้เปิดให้หน่วยงานต่างๆ ทั่วโลกสามารถเสนอชื่อผู้เข้ารับรางวัลได้ โดย GACG ได้ดำเนินการแจ้งรางวัลในลักษณะนี้มาแล้ว 14 ปี และได้แบ่งการคัดเลือกในปีนี้ออกเป็น 4 ประเภทสาขา คือ สาขาหน่วยงานภาครัฐ สาขาสถาบันองค์กรนานาชาติ สาขาบริษัทเอกชน หรือสื่อสารมวลชน และสาขาสมาคมระหว่างประเทศ
GACG เป็นเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการขององค์กรที่ให้ความสำคัญด้านการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ 22 องค์กร มีเครือข่ายครอบคลุม 40 ประเทศ เช่น เบลเยียม อินเดีย ฝรั่งเศส สหรัฐฯ จีน เป็นต้น

ด้านนางปัจฉิมา ธนสันติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการปราบปรามการละเมิด และได้ปราบปรามสินค้าที่ละเมิดอย่างต่อเนื่อง โดยได้ประสานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และกรมศุลกากร เพื่อตั้งคณะทำงานระดับชาติ ขึ้นเพื่อปราบปรามสินค้าละเมิดอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการได้รับรางวัลดังกล่าว ถือเป็นความภาคภูมิใจ และความสำเร็จของกรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ร่วมกันปราบปรามการละเมิด จนเป็นที่ยอมรับจากองค์กรในระดับสากล ดังนั้น รางวัลนี้จะเป็นกำลังใจให้กรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งมั่น ป้องกัน และปราบปรามการละเมิดต่อไป

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 30 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:32 น.

เปิดโครงการ "รับตึ๊งบ้าน"

บตท.ไอเดียกระฉูด เล็งออกโครงการสินเชื่อบ้านผู้สูงอายุ ให้นำบ้านมาเปลี่ยนเป็น “เงิน” ไว้กินใช้ได้รายเดือนจนกว่าจะเสียชีวิต
นางพรนิภา หาชัยภูมิ กรรมการและผู้จัดการบรรษัทตลาดรองสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (บตท.) เปิดเผยภายหลังที่ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง ตรวจเยี่ยม บตท.ว่า บตท.ได้เสนอแนวทางการดำเนินงานในอนาคตที่สำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ โครงการจัดตั้ง Reverse Mortgage ซึ่งเป็นสินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

บตท.จะทำหน้าที่ในการหาสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อทำหน้าที่ผู้ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้สูงอายุที่นำบ้านของตนเองมาจำนองกับสถาบันการเงิน โดยจะจ่ายเงินกู้ให้ผู้กู้เป็นงวดๆ เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท ธนาคารจะพิจารณาปล่อยกู้ให้ 50% ของราคาหลักประกัน และทยอยจ่ายเงินกู้เป็นรายเดือนให้ผู้สูงอายุไว้เป็นค่าครองชีพไปเรื่อยๆ

ทั้งนี้ มีเงื่อนไขการจ่ายเงินกู้ว่า จะทยอยจ่ายไปเรื่อยๆ จนครบวงเงิน หรือจนกว่าผู้สูงอายุจะเสียชีวิต ซึ่งถ้ายังมีวงเงินกู้เหลือก็จะส่งเงินนี้ต่อให้ทายาทได้รับต่อไป หรือจนกว่าผู้สูงอายุจะย้ายออกจากบ้านเดิม หรือจนกว่าญาติหรือบุตรหลานจะขอไถ่ถอนหลักประกันคืน คาดว่าใช้เวลาศึกษาแล้วเสร็จภายในปี 2555 นี้

“โครงการนี้ทำมาแล้วในเกาหลีและฮ่องกง สอดรับกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเหมาะกับผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลานเลี้ยงดูตอนแก่ สามารถนำทรัพย์สินคือ บ้านที่ผ่อนกับธนาคารครบแล้ว นำหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ จะได้มีเงินไว้ใช้ตอนแก่จนกว่าจะเสียชีวิต และเมื่อเสียชีวิตแล้วจะได้ไม่มีภาระในการมอบทรัพย์สินนี้ตกเป็นของสัมคมอีก หรือกรณีที่มีลูกหลานและอาจเก็บบ้านนี้ไว้ก็สามารถขอไถ่ถอนหลักประกันได้” นางพรนิภา กล่าว

นางพรนิภา กล่าวอีกว่า บตท.ได้ศึกษาเรื่องโครงการจัดตั้งบริษัท สินเชื่อเคหะการ หรือ Mortgage Company ร่วมกับกลุ่มนันแบงก์และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดย บตท.จะทำหน้าที่ให้การหาสภาพคล่อง เพื่อมารับซื้อสินเชื่อจากกลุ่มนันแบงก์และกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่อไปในอนาคตจะเป็นกลุ่มที่สามารถปล่อยกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน ในช่วงที่สถาบันการเงินมีการปรับนโยบายชะลอการปล่อยสินเชื่อ

พร้อมกันนี้ยังได้เสนอโครงการ Mortgage Insurance (MI) ซึ่ง บตท.จะค้ำประกันความเสี่ยงด้านเครดิตสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัยให้กับสถาบันการเงิน ทำให้ประชาชนขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในปี 2556 นี้

แหล่งที่มา    เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:05 น.

ไทยจุดหมายอันดับ 1 โลก

ไทยขึ้นแท่นยอดนิยมครองใจหนุ่มสาวต่างชาติย้ายมาทำงาน

ธนาคารเอชเอสบีซี เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่นอกประเทศ (เอ็กซ์แพท) ประจำปี 2554 เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2555  ปรากฏว่าประเทศไทยเป็นจุดหมายที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลกสำหรับชาวต่างชาติที่อายุน้อยและไม่มีบุตร แซงหน้าเพื่อนบ้านในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ และฮ่องกง หรือกระทั่งสวิตเซอร์แลนด์

ปัจจัยที่ผลักดันให้ไทยเป็นประเทศยอดนิยมได้ เนื่องจากชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล และสามารถหาที่พักอาศัยที่มีขนาดใหญ่และน่าอยู่ในไทยได้ง่ายกว่า

อีกทั้งไทยยังมีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการทำงาน และมีความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตและการทำงานที่ดีเยี่ยม

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังคงเป็นประเทศยอดนิยมที่สุดของผู้อพยพชาวต่างชาติ หากพิจารณาถึงปัจจัยด้านรายได้และการเงิน

แหล่งที่มา    เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:25 น.

เว้นภาษีให้แก่ผู้ก่อตั้งทรัสต์และทรัสต์

กรมสรรพากรสนับสนุนตลาดทุน ยกเว้นภาษีให้แก่ผู้ก่อตั้งทรัสต์และทรัสต์

นายรังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ทรัสต์เป็นเครื่องมือสำหรับธุรกรรมในตลาดทุนที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ในปี 2550 และตามกฎหมายเดิมก่อให้เกิดภาระภาษีที่ซ้ำซ้อน กรมสรรพากรจึงได้ออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนให้การทำธุรกรรมในตลาดทุนผ่านทรัสต์มีภาระภาษีที่เท่าเทียมกับการลงทุนในตลาดทุนผ่านเครื่องมืออื่นๆ โดยออกพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 533 เพื่อยกเว้นภาษีให้ธุรกรรมดังกล่าวทั้งระบบ ดังนี้
  1. ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่ผู้ก่อตั้งทรัสต์และทรัสตีสำหรับการที่ผู้ก่อตั้งทรัสต์โอนทรัพย์สินให้ทรัสตีไปบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของผู้รับประโยชน์ และเมื่อทรัสตีโอนทรัพย์สินกลับคืนให้แก่ผู้ก่อตั้งทรัสต์ ก็ได้รับยกเว้นภาษีเช่นกัน
  2. เมื่อทรัสตีถือทรัพย์สินของกองทรัสต์และได้รับเงินปันผลเพื่อจ่ายต่อให้แก่ผู้รับประโยชน์ ทรัสตีจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากเงินปันผลที่ได้รับเพื่อจ่ายต่อนั้น แต่หากทรัสตีได้รับค่าธรรมเนียมหรือประโยชน์อื่นใดจากการให้บริการ ก็ต้องเสียภาษีตามปกติ
  3. เมื่อทรัสตีจ่ายเงินปันผลที่ได้รับต่อให้ผู้รับประโยชน์ ผู้ได้รับผลประโยชน์สามารถเลือกให้ทรัสตีหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 10% ได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีตอนปลายปีได้ เช่นเดียวกับกรณีเงินปันผลทั่วไป
  4. หากทรัสตีได้รับเงินปันผลในระหว่างการบริหารทรัพย์สินและได้จ่ายคืนให้แก่ผู้ก่อตั้งทรัสต์ ผู้ก่อตั้งทรัสต์ก็อาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลหากผู้ก่อตั้งทรัสต์เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเป็นบริษัทที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 25% ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง แต่หากไม่ใช่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และถือหุ้นในบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลไม่ถึง 25% ก็จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพียงกึ่งหนึ่ง เช่นเดียวกับการได้รับเงินปันผลจากบริษัทผู้จ่ายเงินปันผลโดยตรง
แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:32 น.

เว้นภาษีศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพ

สรรพากรออกมาตรการภาษีเพื่อการสนับสนุนการประกอบกิจการของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

นายทนุศักดิ์  เล็กอุทัย รมช.คลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2555 ได้เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อการสนับสนุนการประกอบกิจการของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) โดยกำหนดให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าและการให้บริการของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ  ซึ่งได้กระทำตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2546 เป็นต้นไป เพื่อลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสมาชิกศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและชาวบ้าน รวมทั้งลดภาระการดำเนินงานของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าว จะสนับสนุน ให้มีการประกอบอาชีพผสมผสานเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านตามโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ  ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และส่งเสริมสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ

นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า “มาตรการภาษีดังกล่าวเป็นการบรรเทาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับสมาชิกศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและชาวบ้านที่มาใช้พื้นที่ของศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และการดำเนินการรับฝากจำหน่ายสินค้าของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นช่องทางหนึ่งในการกระจายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน อันจะส่งผลต่อยอดการจำหน่ายสินค้าและรายได้ของประชาชน ซึ่งในปัจจุบันรายได้ต่อเดือนจากการจำหน่ายสินค้าของชาวบ้านและประชาชนดังกล่าวค่อนข้างน้อย ส่งผลต่อการดำรงชีวิตการสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองและครอบครัว

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 17:44 น.

คลิปฮา เหมียวเล่นซ่อนแอบ


สมัยเด็กๆ คุณผู้อ่านเคยเล่นซ่อนแอบกันหรือเปล่า? รู้ไหมว่าไม่ใช่แต่เฉพาะเด็กๆ เท่านั้นนะที่ชอบการละเล่นประเภทนี้ สัตว์เลี้ยงอย่างแมวก็ชอบเหมือนกัน

"Olivia Forni" เป็นผู้อัพโหลดคลิปนี้ลงยูทูบ และน่าจะเป็นเจ้าของแมวทั้ง 2 ตัวที่มีชื่อสุดเก๋ว่า "มานูเช่" และ "คาชู" จากคลิปจะเห็นได้ว่าทั้งคู่กำลังเล่นซ่อนแอบกันอยู่ โดยเจ้าแมวสีน้ำตาลซุ่มอยู่หลังกำแพงรอที่จะ "จ๊ะเอ๋" เจ้าแมวสีดำ แต่เจ้าตัวแรกกลับโดนเพื่อนเหมียวหักหลัง ด้วยการย่องมาอีกด้านแทนซะนี่ เมื่อรอเท่าไรแมวสีดำก็ไม่มาสักที เหมียวน้ำตาลก็เลยโผล่ออกไปดู เหตุการณ์หลังจากนี้จึงฮาสุดๆ เพราะเจ้าแมวสีดำรีบวิ่งไปด้านหลังของเพื่อนก่อนที่จะใช้ขาหน้าผลักจนแมวสีน้ำตาลสะดุ้งสุดตัวเลยทีเดียว

แม้จะเพิ่งอัพโหลดเมื่อ 26 พ.ค. 2555 ที่ผ่านมา แต่มีผู้สนใจเข้าชมเหมียวขี้เล่นทั้ง 2 ตัวนี้ เกือบ 1.5 แสนครั้งเข้าไปแล้ว ฮาขนาดไหน เชิญคลิกตัดสินด้วยตัวเอง

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์  วันพฤหัสบดีที่ 31 พฤษภาคม 2555 เวลา 16:00 น.

1 มิ.ย. 2555 ดีเดย์แท็กซี่ ไม่มีใบอนุญาต-นุ่งยีนส์

ออกกฎใหม่โดยกรมการขนส่งทางบกจัดระเบียบคนขับแท็กซี่ ห้ามใส่กางเกงยีนขับรถ ต้องสวมเครื่องแบบตามกำหนด ฝ่าฝืนเจอปรับข้อหาละ 1,000 บาท

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ตั้งเป้าผู้ขับขี่รถแท็กซี่ต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ แท็กซี่รายใดไม่มีใบอนุญาตถือว่ามีความผิดต้องโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท งานนี้ผู้ประกอบการรถแท็กซี่ก็ถูกคาดโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท หากไม่จัดทำประวัติคนขับแท็กซี่ ถูกปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ทั้งนี้ นอกจากกฎระเบียบเรื่องการแต่งกายแล้ว ยังระบุด้วยว่า ได้มีการออกกฎระเบียบลงโทษคนขับแท็กซี่ที่ทำผิดกฎ เช่น ปฏิเสธผู้โดยสารขณะเปิดไฟว่าง รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ซึ่งผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับข้อหาละ 1,000 บาท

สำหรับผู้โดยสาร หรือใครที่พบเห็นคนขับแท็กซี่ทำผิดกฎระเบียบดังกล่าว สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์คุ้มครองผู้โดยสาร 1584

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

อนันด์รักษาแชมป์โลกหมากรุกสากลไว้ได้

วิศวานาธาน อนันด์ เซียนโขกชาวอินเดีย แชมป์โลกหมากรุกสากลคนปัจจุบัน สามารถรักษาแชมป์เอาไว้ได้ ด้วยการเอาชนะผู้ท้าชิง บอริส เกลฟานด์ จากอิสราเอล จากการแข่งขันที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย

วันนี้ (30 พ.ค. 2555) การแข่งขันหมากรุกสากลชิงแชมป์โลก ของสหพันธ์หมากรุกโลก (เอฟไอดีอี) ที่พิพิธภัณฑ์เทรตยาคอฟ แกลเลอรี ในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย วันนี้ถึงจุดลงเอย เมื่อแชมป์เก่าชาวอินเดีย วิศวานาธาน อนันด์ สามารถเอาชนะผู้ท้าชิง บอริส เกลฟานด์ จากอิสราเอลได้ 2.5 ต่อ 1.5 คะแนน ในการแข่งขันแบบเกมเร็ว ซึ่งคู่แข่งขันมีเวลาคิดและเดินหมากไม่เกิน 25 นาที และเกมเป็นไปอย่างตึงเครียดสุดขีดกินเวลา 4 ชั่วโมงครึ่ง ก่อนที่อนันด์จะเป็นฝ่ายชนะ

 การแข่งขันซึ่งผู้จัดตั้งชื่อว่า “ศึกอาร์มาเกดดอน” ช่วงแรกซึ่งเป็นแบบเวลาปกติ 12 เกม ทั้งสองยันเสมอกัน 6 – 6 กระดาน ทำให้ต้องตัดสินกันแบบเกมเร็ว ปรากฏว่าอนันด์เอาชนะได้ในกระดานที่ 2 และ 4 ส่วนที่เหลือเสมอกัน ระบบการให้คะแนนผู้ชนะจะได้เกมละ 1 เสมอได้ฝ่ายละครึ่งคะแนน ส่วนแพ้ไม่ได้คะแนน ผู้ชนะรายการนี้จะได้รับเงินรางวัล 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 46.5 ล้านบาท) ส่วนผู้แพ้ได้ 1 ล้านดอลลาร์ หรือ 31 ล้านบาท

อนันด์ป้องกันแชมป์โลกหมากรุกสากล ครั้งก่อนนี้ได้เมื่อปี 2553 ด้วยการเอาชนะ เวเซลิน โตปาลอฟ ยอดนักโขกชาวบัลแกเรีย

แหล่งที่มา   เว็บไซต์เดลินิวส์ วันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555 เวลา 20:11 น.

แพทย์ศิริราชเจ๋งผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินเลือดผู้ป่วยเบาหวาน

คณะแพทย์ ศัลยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เจ๋งคิดค้นนวัตกรรมใหม่ ในวงการแพทย์หลอดเลือด สำเร็จเป็นครั้งแรกโดยการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินระบบไหลเวียนโลหิต ในผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันแผลติดเชื้อและถูกตัดขา

วันนี้ ( 30 พ.ค. 2555) ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ศ.นพ.ศุภกร  โรจนนินทร์  หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ ศ.นพ.ประมุข  มุทิรางกูร หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์หลอดเลือด ภาควิชาศัลยศาสตร์ พร้อมคณะแพทย์สาขาวิชาศัลยศาสตร์ ศิริราช พยาบาล แถลงถึงความสำเร็จ ในการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณเท้าให้แก่ นางอรุณี เตมีพัฒนพงษา ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพื่อป้องกันการถูกตัดขาสำเร็จเป็นรายแรกของโรค โดย ศ.นพ.ศุภกร  กล่าวว่า  โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุข เนื่องจากผู้ป่วยจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคทางระบบประสาท หลอดเลือด โดยเฉพาะเท้า ซึ่งเป็นอวัยวะที่ถูกใช้งานอย่างหนัก แต่มักถูกมองข้าม  และไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร   แผลขาดเลือดที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน  จะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยถูกตัดขา ทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพ และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ผู้ป่วยเบาหวานอาจสูญเสียประสาทรับความรู้สึก  กล้ามเนื้อเท้าอ่อนแรง และผิดรูป มีอาการชาที่เท้าและติดเชื้อลุกลามจนเนื้อเน่าตาย ซึ่งถ้าหากรุนแรงอาจถึงขั้นต้องถูกตัดเท้าหรือขาทิ้งเช่นกัน ด้วยภาวะนี้ในแต่ละปีมีผู้ป่วยที่ต้องสูญเสียเท้าอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ 

ศ.นพ.ศุภกร กล่าวต่อว่า สาขาวิชาศัลยศาสตร์หลอดเลือด ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  จึงคิดค้นนวัตกรรมการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินระบบไหลเวียนโลหิตบริเวณเท้าในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ป้องกันการถูกตัดขาขึ้น จนประสบความสำเร็จเป็นคารั้งแรกในโลก  ซึ่งเดิมแพทย์จะใช้การรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนทางเดินหลอดเลือดแดงหรือบายพาส รวมถึงการขยายหลอดเลือดแดงด้วยบอลลูนหรือใส่ขดลวดค้ำยัน  ซึ่งหากหลอดเลือดแดงที่อยู่ส่วนปลายท่อเกิดอุดตัน การรักษาทั้ง 2 วิธีดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จ และผู้ป่วยโรคเบาหวานจะสูญเสียขาในที่สุด   

ดังนั้นคณะศัลยแพทย์จึงได้คิดค้นวิจัยการรักษาดังกล่าวขึ้นในโดยการรักษาเริ่มจากการประเมินสภาพผู้ป่วย  ซึ่งต้องมีสภาพหัวใจและปอดแข็งแรง มีสภาพหลอดเลือดดำบริเวณข้อเท้าที่เหมาะสม  สำหรับการผ่าตัดวิธีใหม่นี้ จะมีหลักการโดยใช้หลอดเลือดดำบริเวณข้อเท้าเป็นทางนำเลือดแดงจากหลอดเลือดแดงบริเวณต้นขาเข้าไปในระบบหลอดเลือดดำของเท้าโดยตรง  ช่วยให้ปริมาณอาหารและออกซิเจนมาหล่อเลี้ยงเท้าได้อย่างเพียงพอ จนแผลเบาหวานหายเป็นปกติ ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อีกครั้ง ใช้เวลาผ่าตัด 4 ชั่วโมง และพักฟื้นต่ออีกประมาณ 4-6 สัปดาห์  สามารถแก้ไขภาวะการอุดตันของหลอดเลือดแดงบริเวณขาอย่างรุนแรงจากการพอกของแผ่นไขมันและเกลือแคลเซียม หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องควบคุมโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ภาวะไขมันในเลือดสูง และรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด และห้ามสูบบุหรี่โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้โอกาสการตีบซ้ำของหลอดเลือดแดงสูง  ผู้ประสงค์ที่จะรักษาด้วยวิธีนี้ สามารถติดต่อที่หน่วยตรวจโรคศัลยศาสตร์ ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 3  รพ.ศิริราช หรือสอบถามที่ www.sirirajonline.net

สำหรับการรักษาด้วยวิธีการดังกล่าวได้มีการเสนอผลงานต่อที่ประชุมวิชาการแพทย์ศัลยศาสตร์ ณ กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2552  ถึงปัจจุบัน และได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ในวงการแพทย์จนได้รับการตีพิมพ์ใน“Vascular”  ซึ่งเป็นวารสารทางการของสมาคมศัลยแพทย์หลอดเลือดนานาชาติ ความสำเร็จในครั้งนี้   ถือเป็นการต่อยอดของการรักษา   ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลขาดเลือดขั้นรุนแรง  ในอนาคตอันใกล้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะถ่ายทอดองค์ความรู้ในการรักษานี้ให้แพร่หลาย  โดยเปิดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ศัลยแพทย์ทั่วประเทศให้เกิดความชำนาญในการรักษาเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ป่วยต่อไป



แหล่งที่มา
   เว็บไซต์เดลินิวส์ วันพุธที่ 30 พฤษภาคม 2555 เวลา 10:27 น.

กินเค้กอย่างไร...ไม่อ้วน!!

ผู้หญิงกับเค้กเป็นของคู่กัน ไม่ว่าจะมาล่อใจช่วงเวลาไหนรับรองสาวๆ ก็ควบคุมความอยากของตัวเองไม่ได้

พูดถึงการกินเค้กอย่างไรไม่ให้อ้วน สิ่งแรกที่สาวๆ ควรรู้ไว้เลยว่าต้องกินให้ "ถูกเวลา" ซึ่งช่วงเวลาที่หมาะสมกับการกินเค้กนั้นคือ "ช่วงเช้า" อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอาหารเช้ามีความสำคัญต่อร่างกาย ตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานมากที่สุด เมื่อเรากินอาหารเข้าไปทำให้สามารถนำอาหารที่เรากินไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ดังนั้นสาวๆ ที่ชอบกินเค้ก ให้นำมาเป็นอาหารที่ให้พลังงานในมื้อเช้า เพราะในช่วงเช้าระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ ไม่ว่าใครก็ตามที่ตื่นนอนใหม่ๆ สมองจะไม่สามารถทำงานได้คล่องแคล่วในช่วงเวลานี้ เพราะจะมีการตอบสนองที่ไวต่อน้ำตาลในเลือดต่ำเป็นพิเศษ และน้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานหลักของร่างกาย

ถ้าเรากินเค้กในมื้อสาย หรือคิดง่ายๆ ว่าเป็นของว่างระหว่างมื้อในตอนกลางวัน จะทำให้ร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานที่ได้จากการกินเค้กหมดไป ร่างกายของจะสามารถใช้พลังงานให้หมดไปด้วยการทำกิจกรรมใน 1 วัน โดยการเคลื่อนไหว ยิ่งเคลื่อนไหวมากร่างกายจะดึงพลังงานจากเค้ก 1 ชิ้นให้หมดไปในช่วงก่อนเที่ยงได้ ... แค่ปรับเวลาการกินเค้กมาอยู่ในช่วงเช้า สาวสวยอย่างเราก็ไม่ต้องกลัวอ้วนอีกต่อไป

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ THAIZA

โรงภาพยนตร์ลอยน้ำ เกาะกูดู ประเทศไทย

“ภาพที่เราเห็นไม่ได้สั่น เราต่างหากที่ไหวเอน” คำเตือนสำหรับคนที่มีโอกาสใช้บริการนวัตกรรมล้ำ โรงภาพยนตร์ลอยน้ำ กลางเกาะกูดู ประเทศไทย โครงสร้างลานลอยน้ำทำจากวัสดุรีไซเคิล จุผู้ชมได้ 60 ที่นั่ง พร้อมจอขนาดยักษ์ปรากฏอยู่ตรงหน้า ลานบันเทิงแห่งนี้สร้างสรรค์ประสบการณ์การชมภาพยนตร์อันตื่นเต้นแก่นักท่องเที่ยว ด้วยการปล่อย “ลอยล่อง ส่องหนัง” ท่ามกลางความมืดมิดของท้องฟ้า จะว่าไปแล้วให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังกลางแปลงอยู่ไม่น้อย ดีไซน์อาจเรียบง่าย แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือบรรยากาศที่ยากจะได้สัมผัส…







แหล่งที่มา   เว็บไซต์ MTHAI

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

อย.เตือนกินยาแก้ปวดมากอาจไตวาย

คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตือน คนไทย ใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ ระวัง ใช้มากเกินไป ทำไตวายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

น.พ.พงศ์พันธ์ วงศ์มณี รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากข้อมูลการใช้ยาแก้ปวดของคนไทย โดยเฉพาะ พาราเซตามอล เมื่อมีอาการปวด พบมีการใช้ในปริมาณมากและเกินความจำเป็นจนเข้าขั้นอันตรายต่อการดื้อยาและส่งผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในร่างกาย จึงขอประชาชนเพิ่มความระมัดระวังการใช้ยาแก้ปวดให้มากขึ้นควรรับคำปรึกษาจากแพทย์มากกว่าหาซื้อมารับประทานเอง ทั้งนี้ยาแก้ปวดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
  1. ยาแก้ปวดที่ใช้ระงับปวดรุนแรงถึงรุนแรงมากที่สุด แต่ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ เช่น มอร์ฟีน และ
  2. ทรามาดอล ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง มีอาการข้างเคียงสูง โดยเฉพาะ ทรามาดอล ทำให้มีอาการคลื่นไส้ มึนงง อาเจียน กดระบบหายใจ อีกทั้งยังอาจมีอาการทางจิตประสาท และหากได้รับยาเกินขนาด จะเกิดภาวะอื่นตามมา เช่น ระบบหัวใจและหลอดเลือดล้มเหลว ชักและระบบหายใจทำงานช้าจนถึงขั้นหยุดหายใจ

ส่วนยาแก้ปวดอีกกลุ่ม คือ กลุ่มยาแก้ปวดที่ใช้สำหรับอาการปวดไม่รุนแรง เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ และต้านการอักเสบ แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันนาน ๆ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เนื่องจากจะมีผลต่อระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ทั้งระบบทางเดินอาหาร หากใช้ยาเกินปริมาณจะเป็นพิษต่อตับ จนเกิดภาวะตับวาย และเสียชีวิตในที่สุด

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม 30 พ.ค. 55 09.53 น.

เกณฑ์ใช้น้ำมันทอดซ้ำ คุณภาพต่ำ...ปรับขั้นต่ำ 5 หมื่น

ครม.เคาะใช้น้ำมันทอดซ้ำใช้คุณภาพต่ำเกณฑ์ ถูกปรับ 5 หมื่น

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบมาตรการความปลอดภัยทางอาหารเกี่ยวกับการจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ ตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเสนอ โดยกำหนดปริมาณสารโพลาร์ในอาหารมีได้ไม่เกิน 25% ของน้ำหนัก ผู้ใดฝ่าฝืนผิดตามมาตรา 25 ของ พ.ร.บ.อาหาร ระวางโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท
ทั้งนี้ มติ ครม.ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมเห็นชอบให้นำมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 เรื่องความปลอดภัยทางอาหาร : การจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพ เสนอให้ ครม.พิจารณา

ประกอบด้วย 1.ให้เสนอ ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ 2.ให้กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดนโยบาย กฎหมาย และจัดทำยุทธศาสตร์แก้ปัญหาภายใน 1 ปี 3.ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในพื้นที่ 4.ให้กระทรวงพลังงานกำหนดทิศทางการจัดการน้ำมันทอดซ้ำเสื่อมสภาพเป็นพลังงานทดแทน

สำหรับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ระบุว่า คนไทยบริโภคน้ำมันพืชปีละกว่า 8 แสนตัน และมีแนวโน้มมากขึ้นทุกปี โดยข้อเท็จจริงพบว่าการทอดอาหารของผู้ประกอบการทุกระดับล้วนแต่ใช้น้ำมันทอดซ้ำทั้งสิ้น นอกจากนี้การทอดอาหารจะมีสารพิษเกิดขึ้นในน้ำมันทอดซ้ำที่เสื่อมสภาพ ได้แก่ สารโพลาร์ ซึ่งทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และสารโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน ซึ่งก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

พร้อมกันนี้ เมื่อทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์พบว่าน้ำมันเสื่อมสภาพที่มีค่าสารโพลาร์สูงมีผลทำให้อัตราการรอดชีวิตของเซลล์ลดลง และแสดงผลต่อความผิดปกติของเซลล์อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผู้ที่บริโภคอาหารที่ทอดจากน้ำมันทอดซ้ำจะเสี่ยงเป็นโรคร้ายสูงขึ้นด้วย

ด้าน นพ.อําพล จินดาวัฒนะ เลขา ธิการ สช. กล่าวว่า เมื่อ ครม.เห็นชอบเรื่องน้ำมันทอดซ้ำแล้ว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะจัดส่งมติดังกล่าวไปยังหน่วยงานในกำกับเพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามที่สมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้จัดทำข้อเสนอไว้ให้ว่าหน่วยงานใดควรทำหน้าที่ใด

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากภาครัฐเพิ่มเติม เพราะมติ ครม.มีผลบังคับใช้ในตัวเองอยู่แล้ว

แหล่งที่มา   เว็บไซต์โพสทูเดย์ 30 พฤษภาคม 2555 เวลา 11:24 น.

ทำเล็บให้น้องหมา เทรนด์นี้มาแรงใช่เล่น



โอ๊ะ โอ... ใช่ว่าคนเท่านั้นนะจ๊ะที่ชอบเพ้นท์เล็บ ลองมาดูเหล่ามะหมาตัวน้อยเพ้นท์เล็บสีจี๊ดจ๊าดกันบ้างปะไร แหม เจ้าของก็ช่างคิดนะ ตัวเองนั่งทาเล็บอยู่ดี ๆ คงเหลือบไปเห็นน้องหมานั่งว่างอยู่ งานนี้ไอเดียจึงบรรเจิด จับน้องหมามานั่งสปาเล็บด้วยกันซะเลย ลายที่วาดก็มีหลากหลาย มีตั้งแต่แบบง่าย ๆ ไปจนถึงขั้นซับซ้อนกันทีเดียวเชียว แต่น้องหมาก็ว่าง่าย นั่งให้ทาซะเสร็จสรรพ งานนี้จากมะหมาธรรมดาก็กลายเป็นเซเลบฯ (ตูบ)เบา ๆ เลยนะเนี่ย แถมนั่งหน้าแบ๊วให้เจ้าของถ่ายรูปเล็บสวย ๆ ซะด้วยสิ

อย่างนี้ต้องไปดูหน่อยซะแล้วว่าน้องหมาทั้งหลายจะมีเล็บงาม ๆ เข้ากับหน้าน่ารัก ๆ ของมันยังไงกันบ้าง ไปดูกันโลดดดด




แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

เมืองไทยเป็นเมืองแห่งการเกษตร ที่เต็มไปด้วยพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ สวนผลไม้ คืออีกหนึ่งผลิตผลจากความอุดมสมบูรณ์ที่ออกดอกออกผลให้ได้เชยชม และลิ้มรสความอร่อยกันตามฤดูกาล และเมื่อเข้าหน้าฝนเช่นนี้แล้ว บรรดาผลไม้ก็ถึงเวลาผลิดอกออกผลให้เราได้กินกัน ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง สละ หรืออื่นๆ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงรวบรวมข้อมูลของสวนผลไม้ที่น่าสนใจมาฝากกัน เผื่อเพื่อนๆ คนไหน อยากไปชิม ไปกินกันถึงสวน จะได้ลุยกันเลยค่า
สวนผลไม้ระยอง

1. สวนผลไม้สุภัทราแลนด์


สวนผลไม้ที่โด่งดังของจังหวัดระยอง การันตีด้วย "รางวัลกินรี" แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรยอดเยี่ยมในภาคตะวันออก ประจำปี 2553 สุภัทราแลนด์แห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวางถึง 800 ไร่ ปลูกผลไม้ในพื้นที่หลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ส้มโอ องุ่น ชมพู่ แก้วมังกร สละ มะพร้าว ขนุน ลำไย ลองกอง เป็นต้น จุดเด่นของที่นี่คือสามารถแวะเข้าเที่ยวชมได้ตลอดทั้งปี เพราะเขามีผลไม้เมืองร้อนกว่า 25 ชนิด ปลูกไว้รองรับนักท่องเที่ยว เรียกได้ว่าแม้จะไม่ใช่ฤดูกาลแต่สวนแห่งนี้ก็ยังมีผลไม้รอต้อนรับคุณอยู่เสมอ แถมยังมีขบวนรถไฟชมสวนพร้อมผู้บรรยายคอยให้ความรู้ และสามารถเลือกชิมผลไม้ต่างๆ ในสวนได้ตามสบาย แบบไม่จำกัดระยะเวลาในการอยู่ในสวนอีกด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 70 หมู่ 10 บนทางหลวงหมายเลข 3143 ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 038-892-048-9, 086-998-6075
เว็บไซต์ : http://suphattraland.surprisethailand.com/
ราคาโดยประมาณ : 250-400 บาท

2. สวนผลไม้ลุงทองใบ


สวนผลไม้รูปแบบครอบครัวตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง บนพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ที่ให้ความอบอุ่นเป็นกันเอง เหมือนแวะไปเที่ยวสวนผลไม้ของญาติยังไงอย่างนั้น แม้จะเป็นส่วนขนาดไม่ใหญ่โตมากนัก แต่สวนลุงทองใบก็ทำให้นักท่องเที่ยวอิ่มท้องและอิ่มใจได้กับบุฟเฟต์ผลไม้หลายชนิด ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง มะม่วง มะปราง หรือแม้แต่ผลไม้แปรรูปอย่าง ทุเรียนกวน ทุเรียนทอด ที่นี่เขาก็มีเช่นกัน นอกจากผลไม้ชนิดต่างๆ แล้ว สวนลุงทองใบยังปลูกสมุนไพรหลากชนิดไว้เพื่อศึกษาให้ลึกซึ้งถึงสรรพคุณและค้นคว้าวิวัฒนาการใหม่ๆ เช่น หนุมานประสานกาย, ฟ้าทะลายโจร, กระวาน, ทองพันชั่ง เป็นต้น เรียกได้ว่ามีครบทั้งความอบอุ่น ความสนุกสนาน ความอร่อย และยังได้ความรู้อีกด้วย

ที่ตั้ง : ไม่ไกลจากวัดเขายายดา เลขที่ 96/1 ม.11 ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 083-769-6172, 089-810-6411
เว็บไซต์ : http://suanlungtongbai.com
วัน-เวลาเข้าชม : 09.00 - 18.00 น. ทุกวัน (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และ เดือนเมษายน-พฤษภาคม)
ราคาโดยประมาณ : 100-150 บาท
หมายเหตุ : เดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เปิดให้ชมสวนฟรี! (ดูดอกทุเรียนบาน มะปรางสุก ให้อาหารปลา ฯลฯ)


3. สวนยายดา


สวนผลไม้ชื่อเดียวกับชื่อหมู่บ้าน ที่มีป้าชื่นเป็นเจ้าของสวน มีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ปลูกผลไม้อย่างทุเรียน มังคุด เงาะ พร้อมทั้งผลไม้แปรรูปหลายชนิด โดยที่สวนยายดาแห่งนี้มีพื้นที่สำหรับกางเต็นท์ และห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย นอกจากนี้ ยังมีกะปิระยองแท้ๆ เป็นของดีที่หลายคนนิยมซื้อติดไม้ติดมือเป็นของฝากกลับบ้านอีกด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 30 หมู่ 3 ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 089-099-1297, 089-043-1330
เว็บไซต์ : http://www.suanyaida.net/
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 150 บาท
หมายเหตุ : ค่ากางเต็นท์ 100 บาท, ค่าห้องพัก 400 บาท รวมผลไม้ สำหรับท่านที่ต้องการพักค้างคืน

4. สวนปาหนัน
สวนผลไม้แบบโฮมสเตย์ขนาดย่อมเยาบนพื้นที่ 12 ไร่ ที่มีโฮมสเตย์ 4 หลังรองรับ พร้อมบุฟเฟต์ผลไม้นานาชนิด ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง มีอาหารอร่อยๆ เป็นกันเอง รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ เช่น ไหว้พระทำบุญ ขี่จักรยานชมเกษตรพื้นบ้าน เดินป่าชมฝายแม้ว เป็นต้น

ที่ตั้ง : เลขที่ 60 หมู่ 3 ตำบลตะพง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 081-300-9518, 081-681-6927
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 150 บาท


5. สวนคุณไพบูลย์


สวนผลไม้บนพื้นที่ 200 ไร่ ที่มีทุเรียนหลากหลายพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์หายากอย่างพันธุ์กระจิบ อีกทั้งยังมีผลไม้ชนิดอื่นอย่าง เงาะ มังคุด มะยงชิด และไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม อีกด้วย โดยที่นี่เขามีบุฟเฟต์ผลไม้ในราคาย่อมเยา ให้นักท่องเที่ยวรับประทานแบบสดๆ กันอย่างเต็มที่

ที่ตั้ง : เลขที่ 21 ม.4 ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 082-210-0188, 081-567-6368, 086-149-1772, 089-535-7008
เว็บไซต์ : http://www.paiboonrayong.com/
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 18.00 น. เดือนเมษายน-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 140 บาท

6. สวนผู้ใหญ่สมควร


สวนผลไม้บนพื้นที่ 100 ไร่ ถูกแบ่งให้เข้าชม 8 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วยผลไม้ขึ้นชื่อนานาชนิด ทั้งทุเรียน มังคุด, เงาะ, ลองกอง, ลางสาด, กระท้อน, สละ, ระกำ, ลิ้นจี่, มะปราง, ชมพู่มะเหมี่ยว, มะไฟ, ขนุน เป็นต้น ซึ่งเขาการันตีว่าผลไม้ที่นี่ปลอดสารพิษและได้รับการรับรองมารตฐาน GMP ด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 57 หมู่ 3 ตำบลบ้านแลง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 081-761-9497, 081-991-3233
เว็บไซต์ : http://suanpuyaisomkuan.guiderayong.com/
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 150 บาท

7. สวนประสมทรัพย์


สวนผลไม้ที่มีชื่อเสียงในเรื่องมะยงชิดรสดี ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลไปที่สวนแห่งนี้เพื่อลองลิ้มชิมรสของดีขึ้นชื่อ แต่นอกจากมะยงชิดแล้วที่นี่เขาก็มีผลไม้อีกหลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง สละ กระท้อน รวมทั้งผลไม้แปรรูปสารพัดอย่าง บุฟเฟต์ผลไม้ก็ราคาไม่แพง ใครอยากทานอาหารด้วยก็มีบุฟเฟต์ผลไม้พร้อมอาหารด้วยนะ

ที่ตั้ง : เลขที่ 108/7 หมู่ 5 ตำบลบางบุตร อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 081-377-3056, 081-481-6598
เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก สวนประสมทรัพย์
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 139 บาท (บุฟเฟต์ผลไม้) หรือ 200 บาท (บุฟเฟต์ผลไม้รวมอาหาร)

8. สวนคุณพิชัย


สวนผลไม้แห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่อง สละสุมาลี ที่รสชาติอร่อย หอมหวาน นอกจากนี้ยังมีผลไม้ตามฤดูกาลอื่น ๆ ด้วย โดยมีการเปิดให้เข้าชมและชิมผลไม้แบบบุฟเฟต์ได้ รวมทั้งมีผลไม้แปรรูปให้ซื้อหากลับบ้านกันอีกด้วย


ที่ตั้ง : เลี้ยวขวาไป 9 กิโลเมตร จากสี่แยกไฟแดงอำเภอแกลง (ถนนสุขุมวิท) ทางเข้าเดียวกับวัดบุนนาค จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 081-782-4645, 087-686-0418
เว็บไซต์ : suankunpichai.igetweb.com
ราคาโดยประมาณ : 99 บาท

9. สวนกำนันพงษ์
สวนผลไม้ที่ยืนยันว่าปลอดภัยไร้สารพิษ สามารถชิมผลไม้สดๆ จากต้นได้ตามใจ มีทั้งทุเรียน ลองกอง มังคุด สละ เป็นต้น เหมาะสำหรับคนรักผลไม้อย่างแท้จริง

ที่ตั้ง : เลขที่ 1 หมู่ 4 ตำบลพลงตาเอี่ยม อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง
เบอร์โทร : 089-939-1564, 089-019-7423
ราคาโดยประมาณ : 99 บาท
สวนผลไม้จันทบุรี

10. สวนสะเด็ดยาด
สวนที่มีชื่อเสียงโด่งดังในจังหวัดจันทบุรี มีเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ ชื่อเสียงเสียงนามของสวนก็มาจากคอลัมนิสต์คนดัง ยิ่งยง สะเด็ดยาด โดยมีห้องพักรองรับ พร้อมทั้งผลไม้นานาชนิดให้เลือก เช่น เงาะ มังคุด ทุเรียน ขนุน พร้อมทั้งแจกถุงให้เด็ดผลไม้กันเองอย่างเต็มที่

ที่ตั้ง : เลขที่ 183/13 อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี (ใกล้วัดเขาสุกิม)
ราคาโดยประมาณ : 40-50 บาท

11.  สวนกุลพัฒน์
สวนผลไม้ที่มีบุฟเฟต์ผลไม้จากต้นให้ได้ลองลิ้มชิมความอร่อยกันแบบสดๆ อีกหนึ่งแห่ง ในจังหวัดจันทบุรี ที่มีผลไม้ให้เลือกหลากชนิด เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย เป็นต้น

ที่ตั้ง : กิโลเมตรที่ 298 ถ.สุขุมวิท อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี
เบอร์โทร : 086-155-0222, 081-809-0366
วัน-เวลาเข้าชม : 09.00 – 18.00 น. เดือนเมษายน-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 60 บาท

12. สวนโถทอง
 รวมของดีความอร่อยของผลไม้ไว้ที่สวนโถทองแห่งนี้ ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด และอื่นๆ ซึ่งสามารถชิมผลไม้ได้ตามสบาย มีการกวนและทอดทุเรียนให้ชมและชิมฟรีอีกด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 18 หมู่10 ตำบลคมบาง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี
เบอร์โทร : 039-459-339
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 60 บาท

13. ท่าใหม่ฟาร์ม โฮมสเตย์
ที่พักแบบโฮมสเตย์ ที่มีกิจกรรมมากมายให้ทำ รวมทั้งแวะชมสวนผลไม้และชิมผลไม้อร่อยๆ จากต้น โดยมีห้องพักให้เลือกพักหลายขนาด รองรับหมู่คณะได้

ที่ตั้ง : เลขที่ 131/11 ถนนเทศบาลสาย 4 ตำบลท่าใหม่ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี
เบอร์โทร : 081-436-4934, 086-300-5334, 086-332-7871
เว็บไซต์ : http://www.thamaifarm.com/
วัน-เวลาเข้าชม : 09.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-กรกฎาคม
ราคาโดยประมาณ : 1,500 ต่อหลังขึ้นไป (2 ห้องนอนพักได้ 4 ท่าน) รวมบุฟเฟต์ผลไม้

สวนผลไม้ตราด

14. สวนผลอำไพ


สวนผลไม้จังหวัดตราดที่มีผลไม้หลากชนิด อาทิเช่น เงาะ มังคุด ลองกอง และทุเรียน โดยใช้วิธีการปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ที่นางงามจักรวาลอย่างปุ๋ย ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก เคยไปเยือนมาแล้ว

ที่ตั้ง : เลขที่ 205 หมู่ 8 ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
เบอร์โทร : 083-953-7300
เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ponumpai
วัน-เวลาเข้าชม : 09.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-กรกฎาคม
ราคาโดยประมาณ : 100 บาท

15. บ้านสวนแสนรักษ์ โฮมสเตย์
 ที่พักแบบโฮมสเตย์ที่เปิดห้องพักให้เข้าพัก พร้อมชมและชิมผลไม้นานาชนิด ทั้งเงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง เป็นต้น ให้คนรักธรรมชาติได้สัมผัสกับบรรยากาศความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง

ที่ตั้ง : เลขที่ 106 หมู่ 1 ซอยศรีทับทิม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด (ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอเขาสมิง)
เบอร์โทร : 085-999-7457, 084-362-4019
วัน-เวลาเข้าชม : 09.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-กรกฎาคม
ราคาโดยประมาณ : 100 บาท


16. สวนตาหงิม


สวนผลไม้ที่ผลิตและจำหน่ายเห็ดเปาฮื้อไปด้วย แม้คุณตาหงิมจะเพิ่งจากไป แต่สวนแห่งนี้ก็ยังคงเปิดให้บริการให้ได้เข้าชมและเก็บผลไม้กันให้อิ่มใจ อยู่เหมือนเดิม

ที่ตั้ง : เลขที่ 175 หมู่ 7 ซอยห้วงพัฒนา ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
เบอร์โทร : 085-832-7499
เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ตาหงิม
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-กรกฎาคม
ราคาโดยประมาณ : 100 บาท

17. สวนสวรรค์ตะวันออก
 แหล่งเข้าชมผลิตภัณฑ์ OTOP ของดีส่งออกของเมืองตราด ที่มีทั้งแปลงผักผลไม้แบบออแกนิก และการแปรรูปผลไม้ส่งออก เรียกว่าเป็นแหล่งความรู้อีกที่ที่น่าแวะไปเยือน

ที่ตั้ง : เลขที่ 87 หมู่ 5 ถนนสุขุมวิท ตำบลเขาสมิง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด
เบอร์โทร : 039-537-300, 085-982-7770
วัน-เวลาเข้าชม : 08.00 – 17.00 น. เดือนเมษายน-กรกฎาคม
ราคาโดยประมาณ : ไม่เสียค่าเข้าชม

สวนผลไม้นครนายก

18. บ้านสวนสายสมร


สวนผลไม้ตลอดปีของเมืองนครนายก ที่เปิดเป็นที่พักและมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้ง เงาะ ส้มโอ ทุเรียน มังคุด กะท้อน ลองกอง กล้วย ขนุน มะยงชิด เป็นต้น แม้จะไม่ใช่สวนผลไม้ขนาดใหญ่โต แต่ที่นี่ก็มีผลไม้ให้ลองชิมแบบสด ๆ เช่นกัน

ที่ตั้ง : เลขที่ 11/2 หมู่ 6 ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
เบอร์โทร : 087-030-1824, 080-566-1901
เว็บไซต์ : www.saisamorn.com
วัน-เวลาเข้าชม : ทุกวันตลอดปี
ราคาโดยประมาณ : 1,200 บาทขึ้นไป

19. ท่าด่านโฮมสเตย์


ที่พักแบบโฮมสเตย์ ที่อยู่ท่ามกลางสวนผลไม้ และมีกิจกรรมต่าง ๆ ให้เลือกทำมากมาย รวมทั้งชมและชิมผลไม้สด ๆ จากต้นตามฤดูกาล สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 54/2 หมู่ 3 ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
เบอร์โทร : 037-385-015, 083-738-5015, 081-804-4503
วัน-เวลาเข้าชม : ทุกวันตลอดทั้งปี
ราคาโดยประมาณ : 100 บาท

20. สวนละอองฟ้า


สวนทุเรียนกว่า 50 สายพันธุ์ บนพื้นที่ 60 ไร่ ที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ทุเรียนหายาก เหมาะสำหรับคนรักทุเรียนตัวจริง สามารถเข้าชมและชิมทุเรียนโบราณรสชาติดีได้ด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 111/2 หมู่ 8  ตำบลเขาพระ อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
&เบอร์โทร : 038-216-035-6, 089-248-6401, 089-246-4271
วัน-เวลาเข้าชม : 09.00 - 17.00 น. เดือนเมษายน-มิถุนายน
ราคาโดยประมาณ : 100 บาท

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

ซูโดอีเฟดรีน กับการรักษาหวัดด้วยตัวเอง

ยาซูโดอีเฟดรีนตกเป็นข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ และโทรทัศน์หลายช่อง หลังจากมีการพบว่า มีคนนำยาซูโดอีเฟดรีนไปเป็นสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท

ล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555 ให้สารซูโดอีเฟดรีน (pseudoephedrine) และยาสูตรตำรับที่มีซูโดเอฟีดรีนเป็นส่วนประกอบของวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 มีผลตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

เกิดอะไรขึ้นกับ "ซูโดอีเฟดรีน" ผู้ป่วยสามารถใช้ยาชนิดใดแทนซูโดอีเฟดรีนได้ เมื่อเกิดอาการหวัดภูมิแพ้ และถ้ามีอาการหวัดจากเชื้อไวรัส สามารถใช้ยาชนิดใด และ/หรือการดูแลตนเองจากอาการหวัดได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา ไปติดตามกัน

1.ซูโดอีเฟดรีนคือยาอะไร
  • ยาซูโดอีเฟดรีนใช้บรรเทาอาการคัดจมูกที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ และใช้หวัด
  • ยาชนิดนี้ต้องกินตามแพทย์สั่งเท่านั้น
  • ผลข้างเคียงจากการใช้ยาซูโดอีเฟดรีน คือ ใจสั่น นอนไม่หลับ วิงเวียน มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ตื่นเต้น กระสับกระส่าย หงุดหงิด ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูง
  • ยาซูโดอีเฟดรีน มีสรรพคุณบรรเทาอาการคัดจมูกเท่านั้น เพราะผู้ที่มีอาการหวัดภูมิแพ้มักจะทำให้เยื่อบุจมูกบวมแดง จึงนิยมกินยาซูโดอีเฟดรีนสูตรผสมที่มียาต้านฮิสตามีน
  • ยานี้ตัวมันเองไม่ทำให้เสพติด แต่เป็นสารตั้งต้นผลิตเป็นยาบ้า (แอมเฟตามีน) ทำให้เสพติดได้
ดังนั้น ต้องเข้าใจ "หวัดภูมิแพ้" และหวัดจากเชื้อไวรัส จะได้เลือกใช้ยาที่เหมาะสมกับอาการ

2.หวัดภูมิแพ้คืออะไร
บางครั้งเรียกหวัดจากอาการแพ้โรคแพ้อากาศ จมูกอักเสบจากภูมิแพ้

หวัดภูมิแพ้ หมายถึง เยื่อจมูกอักเสบที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ของร่างกาย จัดเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น หืด ลมพิษ ผื่นคัน น้ำมูกมีลักษณะใส ๆ คันในจมูก อาการมักเกิดเวลาถูกอากาศเย็น ควัน ฝุ่นละออง สารก่อภูมิแพ้ หรือสิ่งกระตุ้นอื่น ๆ

โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ไม่ค่อยหายขาด ถ้าอาการมากพอทนได้ก็ไม่จำเป็นต้องกินยาอะไรทั้งสิ้น ถ้าจำเป็นต้องกินยา เบื้องต้นให้กินยาแก้แพ้ คือ ยาคลอร์เฟนิรามีน (chlorpheniramine)

สิ่งสำคัญคือ การหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อภูมิแพ้ (เช่น ไรฝุ่นบ้าน เชื้อรา สัตว์เลี้ยง ละอองเกสร) และหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ อาจช่วยให้โรคทุเลาลงได้โดยไม่ต้องพึ่งยา

3.หวัดจากเชื้อไวรัส
ไข้หวัด เป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุด ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ บางคนอาจเป็นปีละหลายครั้ง โดยเฉพาะในเด็กเล็กและเด็กที่เพิ่งเข้าโรงเรียนในปีแรก ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดมีอยู่มากกว่า 200 ชนิด
อาการไข้หวัดที่พบคือ มีไข้เป็นพัก ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกใส จาม ไอ มีเสมหะเล็กน้อย

เนื่องจากไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่รักษาไปตามอาการที่พบเท่านั้น
ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้รักษาและป้องกันไข้หวัดอย่างได้ผล การรักษาอยู่ที่การพักผ่อนและการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ยาที่ใช้ก็เป็นเพียงยาที่รักษาตามอาการเท่านั้น

การรักษาที่สำคัญอยู่ที่ตัวผู้ป่วยเป็นสำคัญ โดยทั่วไปอาการตัวร้อนมักจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วัน ถ้าเป็นเกิน 4 วัน มักจะแสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรืออาจเกิดจากโรคอื่น ๆ

ผู้ป่วยบางรายถึงแม้จะหายตัวร้อนแล้ว แต่ก็อาจมีน้ำมูกและไอต่อไปได้ บางรายอาจไอโครก ๆ อยู่เรื่อย อาจนานถึง 7-8 สัปดาห์ เนื่องจากเยื่อบุทางเดินหายใจถูกทำลายชั่วคราว ทำให้ไวต่อสิ่งระคายเคือง (เช่น ฝุ่น ควัน) มักจะเป็นลักษณะไอแห้ง ๆ หรือมีเสมหะเล็กน้อยเป็นสีขาว ถ้าพบว่าผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วยก็ไม่ต้องให้ยาอะไรทั้งสิ้น ให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ (ควรงดดื่มน้ำเย็น)

ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะแก่ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดทุกราย ยกเว้นรายที่สงสัยจะมีภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น

ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ควรปฏิบัติตัว ดังนี้
  • พักผ่อนมาก ๆ ห้ามตรากตรำงานหนัก หรือออกกำลังกายมากเกินไป
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝน หรือถูกอากาศเย็นจัด และอย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยลดไข้ และทดแทนน้ำที่เสียไปเนื่องจากไข้สูง
  • ควรกินอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อน ๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัด หรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง

การใช้ยารักษาตามอาการ ดังนี้

1.สำหรับผู้ใหญ่และเด็กโต (อายุมากกว่า 5 ขวบ)
ถ้ามีไข้สูง ให้พาราเซตามอล (ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงได้) ควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเฉพาะเวลามีไข้สูง ถ้ามีไข้ต่ำ ๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกิน

ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากจนสร้างความรำคาญ ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรหยุดยา หรือกรณีที่มีอาการไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยานี้

ถ้ามีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมาก ๆ หรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าไอมากลักษณะไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ ให้ยาระงับการไอ

2.สำหรับเด็กเล็กและทารก
ถ้ามีไข้ให้พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม

ถ้ามีน้ำมูกมาก ให้ใช้ลูกยางเบอร์ 2 ดูดน้ำมูกออกบ่อย ๆ (ถ้าน้ำมูกข้นเหนียว ควรใช้น้ำเกลือหยอดในจมูกก่อน) หรือใช้กระดาษทิชชูพันเป็นแท่งสอดเข้าไปเช็ดน้ำมูก (ถ้าน้ำมูกข้นเหนียว ควรชุบน้ำสุกหรือน้ำเกลือพอชุ่มก่อน)

ถ้ามีอาการไอ ให้จิบน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้ามีอาการอาเจียนเวลาไอ ไม่จำเป็นต้องให้ยาแก้อาเจียน ควรแนะนำให้ป้อนนมและอาหารทีละน้อย แต่บ่อยครั้งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจะเข้านอน

3.ยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องให้
เพราะไม่ได้ผลต่อการฆ่าเชื้อหวัด ซึ่งเป็นไวรัส (อาการที่สังเกตได้คือ มีน้ำมูกใส ๆ หรือสีขาว) ยกเว้นในรายที่สงสัยว่าจะมีอาการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม เช่น มีไข้ทุกวันติดต่อกันเกิน 4 วัน มีน้ำมูก หรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือปวดหู หูอื้อ

4.ถ้าไอมีเสมหะเหนียว
ให้งดยาแก้แพ้ และยาระงับการไอ และให้ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ วันละ 10-15 แก้ว

5.ถ้ามีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าปกติ
เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2เดือนถึง 1 ขวบ หายใจมากกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที หรือมีไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวะรุนแรงอื่น ๆ ได้ อาจต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ เป็นต้น

"ซูโดเอฟีดรีน" ไม่ใช่ยาแก้หวัดจากการติดเชื้อไวรัส การดูแลและป้องกันตนเอง คือการรักษา "หวัด" ดีที่สุด

แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม

สถาปัตยกรรมโบราณบนยอดเขาสุดตระการตา


สถาปัตยกรรมโบราณเก่าแก่ในแต่ละประเทศ ล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนกันไปชมอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งสถาปัตยกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่แฝงไปด้วยความเชื่อของคนในสมัยก่อนแล้ว แต่ยังเห็นถึงความรู้และวิทยาการที่มีความก้าวหน้าในการสร้างสิ่งก่อสร้างบนยอดเขาอันสูงชันได้อย่างไม่น่าเชื่อ และในวันนี้เราก็ขอรวบรวมสถาปัตยกรรมโบราณบนยอดเขาอันน่าทึ่ง ที่เห็นแล้วแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า คนสมัยก่อนเขาสร้างได้อย่างไรกันนะ ?!!?....

วัดศักดิ์สิทธิ์ริมชะง่อนผา เขาหัวซาน ประเทศจีน 


สำหรับวัดจีนที่ตั้งบนชะง่อนผาแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเขาหัวซาน เป็นยอดเขาหินแกรนิตสูง 2,200 เมตร หนึ่งในยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของจีนในมณฑลส่านซี ห่างจากเมืองซีอานมาทางตะวันออกราว 120 กิโลเมตร โดยผู้ที่จะขึ้นมาสักการะวัดนี้ต้องถือว่าต้องมีความศรัทธาจริง ๆ เนื่องจากเป็นวัดที่เข้าถึงได้ยากมาก และที่สำคัญเขาหัวซานขึ้นชื่อเรื่องความสูงชัน มีทางขึ้นยอดเขา

ทั้งนี้ เขาหัวซาน ถือเป็นที่ตั้งของวัดลัทธิเต๋าที่ทรงอิทธิพลหลายแห่งของจีน ซึ่งจักรพรรดิจีนในยุคอดีตจะเดินทางมาสักการะ และทำให้เขาดังกล่าวเปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับลัทธิเต๋า





วัดทักซัง (Taktshang Monastery) เมืองพาโร ประเทศภูฏาน
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัดรังเสือ (Tiger's Nest) ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงในประเทศภูฏาน โดยวัดแห่งนี้ถือเป็นวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 700 เมตรจากพื้นล่างในหุบเขาปาโร และมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,120 เมตร สำหรับฉายาว่า "รังเสือ" ของวัดนี้ ได้มาจากตำนานเก่าที่เล่าว่า พระรินโปเช (Padmasambhava - Guru Rinpoche) ซึ่งเป็นผู้เผยแพร่นิกายมหายานในภูฏาน ได้เหาะมาที่นี่บนหลังเสือ และได้เข้าไปนั่งวิปัสสนากรรมฐานอยู่ในถ้ำเป็นเวลาถึง 3 เดือน หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2227 จึงเริ่มมีการสร้างวัดขึ้น โดย Gyelse Tenzin Rabgye พระอาจารย์ใหญ่ผู้นำทางศาสนา รุ่นที่ 4 ของภูฏาน โดยวัดแห่งนี้มีโบสถ์วิหารทั้งหมด 7 หลัง และถึงแม้จะได้รับความเสียหายจากไฟไหม้หลายครั้ง โดยเฉพาะล่าสุดปี พ.ศ.

สำหรับการเดินทางขึ้นไปเยือน นอกจากเดินเท้าแล้ว ยังสามารถขี่ล่อขึ้นไปได้ด้วย แต่ด้วยความสูงชันของเส้นทาง ก็ทำให้นักเดินทางส่วนหนึ่งที่ยอมแพ้ ต้องกลับลงมาก่อนที่จะขึ้นถึง แม้ระหว่างทางจะมีศาลาน้ำชาให้นักเดินทางนั่งพักเหนื่อยแล้วก็ตาม





อารามแห่งเมเทออรา ประเทศกรีซ
อารามแห่งเมเทออรา ตั้งอยู่บนยอดเขาเมเทออรา (Meteora Rocks) เมืองคาลัมบาก้า บนที่ราบเธสซาลี ที่มีความสูงประมาณ 245 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นอารามของศาสนจักรนิกายออร์ทอดอกซ์ (Orthodox Church) หรือที่นักท่องเที่ยวหลายคนเรียกอารามนี้ว่า อารามลอยฟ้า หรือวิหารลอยฟ้าบ้าง โดยภายในอารามเมเทออรานั้นประกอบไปด้วยอารามหลายแห่งที่มีความพิเศษแตกต่างกัน โดยมีอารามที่ใหญ่ที่สุดในอารามทั้งหมด คือ อารามเมกาโล เมเทออรอน (Megalo Meteoron) อารามขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการสร้างนานถึง 3 ศตวรรษ






อาราม Sumela แทรบซอน ประเทศตุรกี
สำหรับอาราม Sumela แห่งนี้ เป็นอารามของศาสนจักรนิกายออร์ทอดอกซ์ บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้ของทะเลดำ โดยมีความสูง 1,200 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.386 ในสมัยของจักรพรรดิธีโอโดซิอุสที่ 1 หลังจากที่มีพระของศาสนาคริสต์ค้นพบรูปปั้นของ เวอร์จิ้น แมรี่ ภายในถ้ำของเทือกเขาแห่งนี้





แหล่งที่มา   เว็บไซต์กระปุกดอทคอม