วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้ในอดีต : 31 ก.ค.

พ.ศ. 2410 -  หม่อมราโชทัย หรือ ม.ร.ว.กระต่าย  อิศรางกูร ณ อยุธยา บุคคลสำคัญของไทย ถึงแก่อสัญกรรม

พ.ศ. 2484 -  แฮร์มันน์ เกอริ่งสั่งการให้พลเอกไรนาร์ด เฮย์ดริช แห่งเอสเอส จัดการ "มาตรการสุดท้ายต่อปัญหาชาวยิว" โดยได้รับคำสั่งจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์อีกทอดหนึ่ง

พ.ศ. 2535 - เครื่องบินแอร์บัส เอ 310-300 ของการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 311 ชนกับเทือกเขาหิมาลัย ด้านเหนือของกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 113 คน

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 10 วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คนรวยเล่น..เกมส์เศรษฐี

ทำงานหนัก..เมื่อไหร่รวยสักที?
อยากจะร่ำรวย..ทำอย่างไรดี?

มีคำตอบ..อยากรวยก็ศึกษาชีวิตคนรวยสิ

ใครเคยเล่นเกมส์เศรษฐีบ้าง..ยกมือขึ้น???
ใช่แล้ว คนที่ร่ำรวยมหาศาล หรือที่เราชอบเรียกกันว่า รวยไม่รู้เรื่องนั้น แทบทั้งหมดเค้าเล่นเกมส์เศรษฐี

ในชีวิตจริง!!!

เกมส์เศรษฐีในชีวิตจริง คืออะไร
คนที่ร่ำรวยจะนำเงินที่ได้จากงานประจำ หรือธุรกิจ--->ไปซื้อสินทรัพย์

แล้วซื้อสินทรัพย์..ทำไมถึงรวย ก็เพราะสินทรัพย์มีจำกัด
แต่เงินถูกพิมพ์ออกมามากขึ้นๆ ทุกวัน สินทรัพย์จึงมีราคาแพงขึ้นตามกาลเวลา

สินทรัพย์เช่นอะไร? หุ้น ที่ดิน ทองคำ เป็นต้น

คนทำธุรกิจ..ไม่ว่าธุรกิจจะมีผลตอบแทนดีอย่างไร
ก็ยากที่ผลตอบแทนจะเท่ากับมูลค่าของสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้น เมื่อเราดูตารางจัดอันดับเศรษฐี
จึงพบว่า เจ้าของอันดับมหาเศรษฐี
ไม่ว่าจะเป็นบิล เกตต์ (ก็รวยด้วยหุ้นไมโครซอฟท์)
วอร์เรน บัฟเฟตต์ (ก็รวยด้วยหุ้น Berkshire Hathaway)
โดนันด์ ทรัมป์ (อสังหาริมทรัพย์-ที่ดิน)

ก็จะพบว่าล้วนรวยด้วยการถือครองสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่า
เมื่อคุณพบคำตอบแล้ว
ยังมีอีกสิ่งที่น่าเสียดายคือ คนหวังที่จะถูกล็อตเตอรี่ แต่ไม่เคยซื้อ

ไม่ได้บอกคุณให้นำเงินที่มีอยู่..มาซื้อสินทรัพย์เลยนะ
เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง และ
การลดความเสี่ยง คือการหาความรู้เกี่ยวกับการลงทุน

ขอให้ทุกคนโชคดี และได้คำตอบเกี่ยวกับคำถามที่เกริ่นมาตอนต้นกันนะ

(ข้อควรระวัง!!!-อย่าฝากเงินของคุณที่คุณหามาทั้งชีวิตกับคนอื่น เงินเรา..เราต้องดูแลเอง ไม่ว่าเราจะหาข้อมูลการลงทุนเอง หรือผ่านที่ปรึกษา เช่น โบรกเกอร์ นายหน้า แต่สุดท้าย..ขอให้การตัดสินใจลงทุนขึ้นอยู่ที่เรา)

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

สำนวนเกี่ยวกับมือ

Give me a hand สำนวนเกี่ยวกับมือที่เจอบ่อยๆ
ประโยคนี้ใช้อย่างไร มีความหมายว่าอย่างไร
ตามมาทบทวนกับครูคริส จาก Click กันเลยจ้า

Can you give me a hand?
ขอแรงช่วยหน่อยได้ไหม

I will give you a hand.
ผมจะช่วยคุณเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Mahidol Channel

ในที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้แล้ว

"...ในที่สุดเราก็ผ่านมันมาได้แล้ว"

นึกถึงประโยคนี้ขึ้นมาได้
ยังจำภาพเหล่านั้นได้ เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน...

ภาพเพื่อนๆ ที่เรียนจบมาด้วยกัน มาเที่ยวหาที่บ้าน
แต่ละคนขับรถคันละเป็นล้าน
ส่วนเรามีจักรยานแค่คันเดียว

ภาพหิ้วสินค้าไปขายตามบ้านเพื่อน
อิจฉาปนไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนถึงร่ำรวย
อยู่บ้านราคาหลายล้าน
ทั้งที่ตอนสมัยเรียนมันก็เกเร ไม่เห็นตั้งใจเรียนด้วยซ้ำ
ในขณะที่เด็กเรียนดี กำลังล่มจมในอาชีพ

ภาพตะโกนใส่แม่ ผ่านหูโทรศัพท์
"รู้มั้ยว่าที่ทำงานหนักน่ะ ก็เพราะไม่มีเงินแล้ว! เข้าใจกันบ้างสิ!"

..วันนี้ ผ่านมันมาได้แล้ว

เงินทองมีให้ใช้สบายๆ ประสบความสำเร็จในอาชีพ
มีบ้าน มีรถขับ มีคนนับหน้าถือตา

ช่วงหลุมดำของชีวิตในวันนั้น สีมันซีดจางลงไปหมดแล้ว
นานๆ นึกได้ที ก็ยังเหลือเชื่อว่า ข้ามผ่านมันมาได้อย่างไร

แต่ถ้าจะให้คิดย้อนกลับไป ว่าผ่านมันมาได้อย่างไร
เผื่อคนที่กำลังอยู่ในหลุมดำ จะได้เอาไปปรับใช้
คิดว่ามีอยู่ 2 ทัศนคติ ที่ทำให้กลับขึ้นมาได้

ข้อแรก "จงมองเห็นและขอบคุณสิ่งที่มี"
คนที่กำลังเผชิญกับปัญหาชีวิต มักจะมองเห็นแต่สิ่งที่ไม่มี
ช่วงนั้นก็เป็นแบบนั้น เฝ้ามองความสำเร็จของเพื่อน
ไฟอิจฉาร้อนในอก คิดว่าโลกไม่ยุติธรรม ทำไมต้องเป็นกู

ข้อสอง "ชีวิตคือหนังเรื่องยาว ดูกันยาวๆ"
ถ้าวันนี้ฝนตก ก็ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้ฝนจะต้องตกตลอดไป
ถ้าวันนั้น ยอมแพ้ไปก่อน
โลกนี้อาจจะได้พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวรถเข็นธรรมดาๆ คนนึง
แทนที่จะได้นักเขียนที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน
เพราะช่วงนั้น  ท้อแท้ในอาชีพจนอยากไปขายก๋วยเตี๋ยว

วันนี้อาจยังไม่ใช่วันของเรา
สิ่งที่ต้องทำก็คือต้องอดทน พัฒนาฝึกฝนตัวเองต่อไป
แล้ววันของเราก็จะมาถึงในที่สุด

สรุปก็คือ
มองเห็นค่าในสิ่งที่มีอยู่ ขอบคุณทุกวัน
อย่าเปรียบเทียบ จงยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น

จากนั้น สู้ต่อไป ขอแค่อย่ายอมแพ้ไปก่อนก็พอ
แล้วในที่สุด คุณก็จะผ่านมันไปได้เหมือนเช่นกัน
เป็นกำลังใจให้หัวใจนักสู้ทุกดวง

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"จ่ายแพง".....ผลรวมของเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน

เคยกินก๋วยเตี๋ยวเรือมั้ย?

ก๋วยเตี๋ยวเรือชามเล็กๆ ราคาถูก
แต่ทุกครั้งที่กินเสร็จ เช็คบิล
จะพบว่าเรา "จ่ายแพง" กว่าเวลากินก๋วยเตี๋ยวทั่วๆ ไปเยอะเลย

เหตุก็เพราะมันดูชามละไม่กี่บาท
เผลอแป๊บเดียว กินไปไม่รู้กี่ชาม

ไม่ใช่แต่เพียงก๋วยเตี๋ยว
เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับชีวิตเราอยู่บ่อยๆ
ว่ากันตั้งแต่เรื่องค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่เราไม่ค่อยสนใจ
ลองขยันจดให้ละเอียดแล้วเอามารวมสิ
คุณจะหนาวว่าที่เห็นว่าจ่ายเล็กๆ น้อยๆ นู่นนั่นนี่
รวมไปมาแล้วเป็น "ค่าใช้จ่ายที่แพง" เอาเรื่อง

หรืออย่างเรื่องสุขภาพ
กินน้ำอัดลมนิดๆ หน่อยๆ จะเป็นไร
กินขนมหวาน ขนมกรุบกรอบ นิดๆ หน่อยๆ จะเป็นไร

ก็เพราะนิดๆ หน่อยๆ แบบนี้นี่ล่ะ
รู้ตัวอีกที เราก็ "จ่ายแพง" เรื่องสุขภาพซะแล้ว

หรืออย่างเรื่องความสัมพันธ์
เชื่อว่าความหมางเมิน ไม่เข้าใจกัน
ระหว่างสามีภรรยา หรือระหว่างพ่อแม่กับลูก
ไม่มีทางเกิดขึ้นในวันเดียว

แต่เพราะเราค่อยๆ ละเลยหลงลืมกันไปวันละเล็กวันละน้อย
รู้ตัวอีกที เราก็ไกลกันออกไปทุกที จนไม่รู้จะคุยกันเรื่องอะไร
เป็นอีกครั้งที่เรา "จ่ายแพง" เรื่องความสัมพันธ์

จะว่าไป ชีวิตของคนคนนึง
ก็ไม่ค่อยจะมีเรื่องใหญ่ๆ เกิดขึ้นได้บ่อยๆ หรอก
คิดว่าบางทีชีวิตอาจจะเป็นผลรวมของเรื่องเล็กๆ ที่เกิดขึ้นทุกวัน
จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในที่สุด

ในมุมที่ดี ความพยายามวันละเล็กวันละน้อย
สร้างความสำเร็จให้กับผู้คนมามากมาย

แต่ในมุมที่ไม่ดี การละเลยในบางสิ่งเพราะเห็นว่าเล็กน้อย
ก็สร้างความฉิบหายวายป่วงให้กับชีวิตมาไม่น้อย

อย่าประมาทก๋วยเตี๋ยวเรือชามเล็กๆ ที่ค่อยๆ กองสูงขึ้น
เพียงเพราะเห็นว่ามันชามละไม่กี่บาทเอง
ฉันจ่ายได้ ฉันเอาอยู่
ระวังตอนเช็คบิล จะตกใจ
เพราะราคามันแพงเหลือเกิน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

A Body of Idiom

เรียนรู้สำนวนจากศัพท์อวัยวะต่างๆในร่างกาย

สำนวนนี้กล่าวผิด
We have to use the mouth to mouth technique.
เราต้องใช้เทคนิค "ปากต่อปาก"

ที่ถูกต้องคือ
word of mouth
บอกปากต่อปาก

He was born with a silver spoon in his mouth.
เขาคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด (เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย)

big mouth
ปากโป้ง

bad mouth
ปากเสีย (ปากสุนัข)

loudmouth
ปากโป้ง, พูดเสียงดัง

You put your foot in your mouth.
คุณพูดจาไม่เข้าหูคนอื่น

Watch your mouth!
ระวังปาก

Hold your tongue!
=
Shut up!
หุบปาก

Somchai has a sharp tongue.
สมชายเป็นคนปากคอเราะร้าย

He has a sweet tooth.
I hvae a sweet tooth.
ผมเป็นคนชอบกินของหวาน

sweet mouth
ไม่ใช่แปลกว่า ปากหวาน

sweet talk
ปากหวาน
He is a sweet talker.
เขาเป็นคนปากหวาน

แหล่งที่มา     Facebook : Mahidol Channel

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

4 เทคนิคทางเลือกเกี่ยวการจัดการกับเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละวัน

ถ้าหากคุณๆ ที่ทำงานออฟฟิศ ปัญหาหลักๆ ของคุณคือเวลาการทำงานมักหมดไปกับการเข้าประชุม ทำให้มีปัญหาว่าทำงานไม่ทัน หรือทำงานสำเร็จได้ไม่ทันงานใหม่ที่เข้ามาและอยากเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง และใช้เวลาให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน เรามีเทคนิคมาแนะนำตามนี้
  1. นอนเร็วขึ้นและตื่นเช้าขึ้น 1 ชม. การนอนหลับเร็วจะช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และการตื่นเร็วขึ้น 1 ชม.ทำให้คุณสามารถเดินทางออกจากบ้านไปยังที่ทำงานได้เร็วกว่า ใช้เวลาบนถนนน้อยกว่า และสามารถนั่งเตรียมตัวแผนงานที่จะทำในแต่ละวันได้มากกว่าคนที่ไปถึงที่ทำงานแบบเฉียดฉิว และถ้าคุณสามารถมีเวลานั่งทำงานช่วง ตี 5 - 6 โมงเช้า นั่นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากกับการวางแผนงาน เพราะเป็่นช่วงเวลาที่สงบที่สุด ไม่มีใครโทร/ line มารบกวน (ละครก็ไม่ต้องดูทุกเรื่องก็ได้นะ อย่าลืมว่าบริษัทประเมินผลงานคุณจากงานที่สำเร็จ ไม่ใช่จากจำนวนละครที่คุณดู)
  2. ปรับเวลาทานอาหารกลางวัน อาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนลงไปทานอาหาร นั่งเคลียร์งานและสรุปผลงานที่สำเร็จในช่วงเช้า ลองสลับลงไปทานเวลา ก่อนหรือหลังเที่ยงตรงซักครึ่งชม. คุณจะใช้เวลาในการทานอาหารน้อยลงมาก ไม่ต้องรอและได้ความเป็นส่วนตัวด้วย
  3. เลิกงานให้ช้าลง 1-2 ชม. อาศัยช่วงที่ทุกคนกลับบ้านแล้ว สะสางงานที่ค้างอยู่ในแต่ละวันให้มากที่สุด อย่าทิ้งงานข้ามวัน หรือเปิดอ่านเมล์รับงานใหม่พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน (แนะนำให้เลือกเอาระหว่างข้อ 1 กับ 3 คนเราควรทำงานให้พอดี วันนึงไม่ควรเกิน 9 ชม อย่าปล่อยให้งานไหลมาเอาเวลาส่วนตัวเราไป เราต้องตั้งกฏเหล็กกับตัวเองว่า เรามีสิทธิทำงานได้แค่วันละ 8-9 ชม. ดังนั้นเราตึงต้องรีดประสิทธิภาพของเราออกมาให้มากที่สุดจากเวลา 8-9 ชม.นี้)
  4. อ่านและตอบเมล์ระหว่างเดินทาง จะช่วยให้ได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ดีกว่าไปเอาเวลาไปเล่นเกม พยายามใช้ flag/alert/reminder function เพื่อช่วยติดตามงานของตัวเอง
แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade


วันนี้ในอดีต : 29 ก.ค.

พ.ศ. 2524 - เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ มกุฎราชกุมารแห่งเวลส์เข้าร่วมพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับ ไดอานา สเปนเซอร์ มีแขกได้รับเชิญจำนวนกว่า 3,500 คน และมีการถ่ายทอดสดงานแต่งงานแห่งศตวรรษนี้ไปทั่วโลก  หลังจากนั้น เลดี้ไดอานาได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเป็น "เจ้าหญิงไดอานา มกุฎราชกุมารีแห่งเวลส์"

พ.ศ. 2433 - ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ศิลปินเอกของโลกชาวดัตซืยิงตัวตาย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2433 รวมสิริอายุ 57 ปี เหลือไว้ซึ่งผลงานทรงคุณค่ามากมาย อาทิ ภาพ Sunflowers, Starry Night, Bedroom at Aries, Wheat Field with Crows ฯลฯ

พ.ศ. 2426 - วันเกิดของเบนิโต มุสโสลินี ผู้สถาปนาลัทธิ ฟาสซิสม์ อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำจอมเผด็จการของอิตาลี

พ.ศ. 2490 - อีนิแอก คอมพิวเตอร์ดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์อเนกประสงค์เครื่องแรกของโลก เปิดใช้งานเป็นครั้งแรกและต่อเนื่องมาจนถึง พ.ศ. 2498

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 8 วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความมั่งคงอยู่ที่ไหน?

ความมั่นคงอยู่ที่ตัวเรา
หาใช่บริษัทไม่

เป็นคนฝีมือห่วย ที่แอบซ่อนอยู่ในบริษัทใหญ่
ไม่นานเมื่อความจริงปรากฏ
เมื่อนั้น ก็เตรียมตัวแตกสลายได้เลย

เป็นคนฝีมือดี โดดเด่นอยู่ในบริษัทใหญ่
แต่เมื่อเกิดวิกฤตจากภายนอก บริษัทโซซัดโซเซ
เมื่อถึงคราวจำเป็น เขาอาจต้องเอาเราออก
ทั้งที่เราไม่ผิดอะไร

ความมั่นคงนั้นจึงอยู่ที่เรา
ที่ขุดบ่อหาน้ำไว้ตั้งแต่ยังไม่กระหายน้ำ
สร้างท่อต่อตรงส่งน้ำมาลงตุ่มที่บ้านเอง
ไม่ใช่คิดแค่รับจ้างทำงานทั้งเดือน
เพื่อสิ้นเดือนรอรับน้ำไม่กี่ขัน
ดื่มกินอาบหมดแล้วเดือนหน้าก็หาใหม่
แล้วบอกว่าไม่เป็นไร ที่บริษัทมีอ่างเก็บน้ำใหญ่
คงพอให้เราใช้ไปตลอดชีวิต

ไม่ใช่งานประจำไม่ดี ทุกงานทุกอาชีพมีคุณค่า
และไม่ได้จะบอกให้คุณไม่ตั้งใจทำงานประจำ
แต่เรากำลังพูดถึง "ความมั่นคง"

ซึ่งสิ่งเดียวที่จะทำให้เรามั่นคงได้ก็คือ
"เราต้องเข้าควบคุมชะตาชีวิตตัวเอง"
"เป็นมืออาชีพ แล้วบริษัทจะไม่เลย์ออฟ"

คำพูดนี้เกือบจริง
แต่ถ้าคุณรู้จักพนักงานบริษัทที่เจอวิกฤตต้มยำกุ้ง
เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
พวกเค้าคงจะบอกคุณได้ดีว่ามันไม่จริงเสมอไป

บริษัทใหญ่มั่นคงนั้นอาจใช่
แต่ไม่ได้หมายถึงเราที่จะมั่นคงตามไปด้วย
ความมั่นคงต้องลงมือสร้างด้วยตัวเอง

สร้างความสามารถในการหารายได้ขึ้นมาเอง
สร้างงานขึ้นมาเอง หาลูกค้าเอง
สร้างแบรนด์ของตัวเอง

เป็นเจ้านายตัวเอง แม้ในวันที่คุณยังเป็นลูกน้องคนอื่นอยู่
นั่นล่ะคือทักษะของการสร้างความมั่นคงให้ตัวเราเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

10 นิสัย ที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ฉลาดขึ้น

1. คิด 10 ไอเดียใหม่ๆ ทุกวัน
ไอเดียใหม่ๆไม่จำเป็นต้องเจ๋งเสมอไป คุณอาจจะคิดไอเดียแปลกๆอย่างพิซซ่าหน้าใหม่ๆ หรืออะไรก็ได้ เพราะมันจะทำให้สมองคุณได้ออกกำลังกาย

2. อ่านหนังสือพิมพ์
เพราะสิ่งที่หนังสือพิมพ์เสนอเป็นสิ่งที่ใหม่ ดังนั้นจงติดตามข่าวใหม่ๆเสมอ เวลาไปเข้าสังคมจะได้มีเรื่องคุยกับเพื่อนๆ

3. สร้างความเห็นต่าง
พยายามคิดอะไรที่นอกกรอบ สร้างคิดเห็นอื่นๆ เพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์ นอกจากนี้ก็ต้องยอมรับความคิดเห็นของคนอื่นด้วย

4. อ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 1 บท
จะเป็นนิยายหรือไม่ใช่นิยายก็ได้ ขอแค่อ่านวันละบทก็พอ อย่างน้อยมันก็จะเพิ่มความรู้วันละนิดๆ สะสมไปเรื่อยๆ

5. ศึกษาเรื่องที่สนใจ
คิดอยู่เสมอว่าตอนนี้เรากำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ แล้วก็ทำการค้นคว้าอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเปิด Youtube ดูหรือหาหนังสือมาอ่าน

6. หาบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจสักคน
อาจจะเป็นบุคคลที่มีหรือไม่มีชื่อเสียงก็ได้ ขอให้เป็นคนที่น่าสนใจ มีวีถีการดำรงชีวิตที่เจ๋ง ถ้าหาไม่เจอก็ก็ลองหาตามเพจในเฟซบุ้คก็ได้

7. บอกเล่าเรื่องที่คุณรู้สู่ผู้อื่น
เพราะมันจะทำให้คุณดูเป็นคนที่ฉลาด แถมยังเป็นการทบทวนความรู้ไปในตัวอีกด้วย

8. บันทึกสิ่งที่เรียนรู้
อยากจะทำเป็น blog ในเน็ต หรือจดในสมุดบันทึก การทำแบบนี้จะทำให้คุณเป็นคนที่มีความรับผิดชอบอีกด้วย

9. คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
เมื่อเราคบคนฉลาด คนเหล่านั้นจะพาเราไปสู่สิ่งดีๆ จะสอนเราในสิ่งที่เรายังไม่รู้

10. เอาชนะความกลัว
อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง จงเอาชนะความขี้เกียจของคุณ เมื่อมีปีศาจมากระซิบข้างหูว่า “พรุ่งนี้ค่อยทำ” เราจงกำจัดมันทิ้งไปซะ

แหล่งที่มา   Facebook : CatDumb.com สำนักข่าวแมวเหมียว ที่มา viralnova 

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลงทุนกับการเรียนรู้

เดือนนี้คุณจ่ายค่าเล่าเรียนไปเท่าไหร่?

คนที่เรียนจบมานานแล้ว
เจอคำถามนี้เข้าไป เกิดอาการงงแน่นอน
เพราะเราคิดว่าการเรียนมันเป็นเรื่องของเด็ก
ผู้ใหญ่ทำงานแล้ว จะต้องไปเรียนอะไรกันอีก
ซึ่งนั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์!

เดือนนี้จ่ายค่าเรียนคอร์สออนไลน์ของเมืองนอกไปสองหมื่นกว่าบาท
ค่าหนังสืออีกเท่าไหร่ไม่ได้นับ
และยังเห็นคนรอบๆ ตัวที่รู้จัก "เรียน" กันแบบไม่มีเหนื่อย

บางคนราวกับกินหนังสือเป็นอาหาร สั่งซื้อจากเมืองนอกมาเป็นตั้งๆ
บางคนข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนคอร์สแพงๆ
คนเหล่านี้คือคนที่ทำรายได้มากกว่าคนทั่วไปสิบเท่าหรือมากกว่า
รู้ บางคนคิดแบบนี้

ใช่สิ คนพวกนี้รายได้เยอะไง ก็เลยจ่ายค่าเรียนพวกนี้ได้
ส่วนฉันเงินเดือนยังแทบไม่พอใช้
แล้วจะให้ไปจ่ายค่าหนังสือ ค่าสัมมนาเนี่ยนะ?
ไม่อยากจะบอกว่า ก็นั่นล่ะ

ที่เงินเดือนไม่พอใช้ เพราะเราไม่ยอมลงทุนให้ความรู้กับตัวเอง
ถามว่าเดือนนึงหาเงินมาได้ เราจ่ายค่าอะไรบ้าง?
ซื้อเสื้อผ้า ดูหนัง ซื้อป๊อปคอร์น กินข้าวในห้าง เก็บตังค์ไว้เที่ยว
แล้วตรงไหนเอ่ยคือค่าเรียน?
อยู่ดีๆ คนเราฉลาดขึ้นมาไม่ได้หรอกครับ
เราต้องเรียน
ตอนเด็กๆ พ่อแม่จ่ายค่าเล่าเรียนให้
วันนี้ เราต้องจ่ายเองแล้วล่ะครับ
ถ้าไม่มีตังค์ซื้อหนังสือ ก็ไปยืนอ่านตามร้าน อ่านในห้องสมุด
ไม่มีเงินลงเรียน ก็ดูคลิปดีๆ ฟรี ใน youtube
มีหนทางมากมาย สำคัญคือคุณต้องเรียน
ถ้าไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องจ่ายเป็น "เวลา" ที่จะสนใจเรียน
แต่ถ้ามีตังค์ จงจ่ายเพื่อลงทุนในตัวเอง
ยังไม่ต้องทำเท่ไปลงทุนในหุ้น ในคอนโด ในทองคำ
หรือในอะไรที่คุณจะได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุน
ลงทุนให้ความรู้กับตัวเองเป็นอันดับแรก
นี่คือสิ่งที่ดีที่สุด

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความรักที่ "เริ่มต้น" ใหม่ อาจจะกลายเป็นความรักที่มีคุณค่า ... มากกว่าครั้งไหนๆ

เรื่องราวของ "เธอ" ผู้หญิงคนหนึ่ง
ที่ผิดหวังจากแฟนที่กลายเป็นนักร้องดัง
ทั้งที่สร้างสรรค์ผลงานมาด้วยกัน
ส่วน "เขา" หนุ่มใหญ่โปรดิวเซอร์ตกอับ
ที่ชีวิตพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เขาติดเหล้า เลิกกับภรรยา และลูกสาวหมางเมิน
แต่เมื่อ "เขา" ได้ยินเสียงเพลงของ "เธอ"
ช่วงเวลามหัศจรรย์จึงเริ่มต้นขึ้น ...
-----
เรื่องย่อ
อาจจะทำให้เราคิดว่าเป็นหนังรัก
แต่สำหรับ...
มันเป็นหนังที่บอกว่า
เราควร "เริ่มต้นใหม่" กับ ความรัก "อีกครั้ง" หนึ่ง
-----
ถ้า "Begin" คือ การ "เริ่มต้นใหม่"
เริ่มต้น... แต่งเพลงใหม่
เริ่มต้น... ทำเพลงใหม่
เริ่มต้น... ขายเพลงในรูปแบบใหม่
หรือแม้แต่...
เริ่มต้น... ชีวิตใหม่

ส่วน "Again" คือ "อีกครั้ง"
แต่เป็นอีกครั้งกับ.. การเริ่มต้น
และอีกครั้ง...
กับการที่ถามตัวเอง
ว่าเราต้องการ "อะไร"
-----
(สปอย)
สุดท้ายแล้ว..
"เขา" ได้กลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่
พร้อมกับ... ภรรยาและลูกสาว

ส่วน "เธอ"
ไม่ได้กลับไปหาคนที่เธอรัก
เธออาจจะรู้ตัวว่า
แสงไฟที่ทำให้คนรักส่องสว่างที่สุด
คือแสงไฟที่ไม่มีเธออยู่ด้วย

ถ้าคนรักอยู่ท่ามกลางแสงสว่าง
เงาของเธออาจจะทำให้แสงไฟจางลง
และที่สำคัญ
มันคงไร้ประโยชน์มากๆ
ที่เธอจะกลับไปเจ็บช้ำแบบนั้นอีกครั้ง
เพราะคนรักของเธอ
.... ไม่ใช่คนเดิมที่เธอรู้จัก
-----
ความรักที่เริ่มต้นใหม่
ไม่จำเป็นต้องเป็นความรักครั้งใหม่
มันอาจจะเป็นได้ทั้งความรักเดิม
ที่เริ่มต้นมองเห็นผ่านสายตาของตัวเอง
... ที่เป็น "คนใหม่"

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms กับ Arunee Wannasrikaew และ Oak Little Eye

จะทำให้ยาก..มันก็ยาก จะทำให้ง่าย..มันก็...ง๊ายง่าย

หลายๆ ครั้งที่เราอยากเริ่มต้นธุรกิจใหม่ๆ ...
เรามักจะเริ่มต้นที่ การหาอะไรที่แปลก แตกต่าง
สุดยอด innovative products
เพื่อหาช่องว่างให้เราแทรกตัวเข้าไปยืนบนสังเวียนธุรกิจได้
.
แต่ในบางครั้ง ธุรกิจเกิดใหม่ที่ success ก็เป็นเรื่องง่ายๆ
ที่อยู่ข้างๆ เรานี่เอง เพียงแต่เขาเอามาทำให้ดีกว่าเดิม
ด้วยความคิดสร้างสรรค์นี่เอง และมันเป็นการสร้างสรรค์ที่โดน insight ของลูกค้า
.
อย่างเช่น Uber – taxi
ด้วยบริการให้ดีกว่า รถใหม่สะอาด คนขับสุภาพ
เรียกไปไหนก็ไปทุกที่ ไม่มีส่งรถหรือ gas หมด
ลองนั่งหลายครั้งแล้ว  ถูกใจจริงๆ
.
.
ลองมองหาอะไรใกล้ๆ ตัว
ที่ตอบโจทย์ตลาด...
แล้วเติมคำว่า creativity / story / design ลงไป ..
เราอาจจะได้productใหม่ๆ ที่โดนใจใครหลายๆคนได้นะครับ
.
.
แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 27/7/2557

7 ขั้นตอน..สู่ความสำเร็จ

เคยถามตัวเองไม๊ว่า..
ชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จเค้าองค์ประกอบมีอะไรที่เราไม่มี
หรือ ทำไมตัวเราจึงห่างไกลจากความสำเร็จ?

ได้พบคำเฉลยของคำตอบที่ถาม..
จาก อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ในวารสารซีเครท (ฉบับล่าสุด)
ซึ่ง อ.ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจ
และขออนุญาติหยิบยกคำพูดของ อ.มาเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกคน

"สังคมไทยเนี่ย เวลาเห็นคนประสบความสำเร็จในชีวิต ชอบอ้างว่าเป็นพรสวรรค์"
อ.ท่านกล่าวต่ออีกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเฉลิมชัยไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ การเขียนรูปเก่งเกิดจากการแสวงหามาตั้งแต่เด็ก

"กูสำเร็จได้ เพราะกูคิดต่างจากมึง
กูจินตนาการมากกว่ามึง
กูฝึกบริหารชีวิต
ฝึกวางแผนการทำงานของกูอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระบบ
กูมีความขยันหมั่นเพียร
กูมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน
กูมีกระบวนการจัดการตั้งแต่การสร้างงานศิลปะ

ไปถึงทำยังไงให้ขายรูปแล้วรวย
กูมีกระบวนการคิดหมด ไม่ใช่พรสวรรค์ อย่าเพ้อเจ้อ"

จากบทเรียนชีวิตของ อ.เฉลิมชัย เป็นบทสรุปที่ว่า
คนเราจะประสบความสำเร็จได้..ไม่มีคำว่าฟลุ๊ก แต่ทุกอย่างเกิดจาก
  1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน-อยากเป็นคนยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จ ต้องเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ไปเรียนรู้ตอน 30 มันไม่ทันแล้ว
  2. มุ่งมั่นและชัดเจนต่อเป้าหมาย-เราต้องพยายามแสวงหาในสิ่งที่ตนเองอยากทำ..จนกลายมาเป็นอาชีพของตัวเอง(เด็กไทยยังขาดตรงนี้)
  3. พุ่งชนทันที-ลองดูประวัติบุคคลที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดในโลก คนพวกนี้ล้วนมีความกล้าในการตัดสินใจ..โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ไม่มีสิ่งใดมาเบี่ยงเบนเป้าหมายของพวกเขาได้
  4. ทำด้วยหัวใจ-คนวาดรูปเหมือนกัน แต่คนหนึ่งวาดด้วยหัวใจ ทุ่มเทด้วยชีวิต การวาดรูปคือเป้าหมายสูงสุดของเขา ในขณะที่อีกคนหนึ่งแม้เก่งกว่า แต่ไม่มีความรัก ไม่อุทิศชีวิต ผลย่อมต่างกัน
  5. วางแผนสู่เป้าหมาย-วิเคราะห์และแยกแยะออกมาเป็นองค์ประกอบว่า ถ้าต้องการเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วจะต้องทำอย่างไร ควรปรับปรุงตัวอย่างไร ควรปรับปรุงการทำงานอย่างไร
  6. เชื่อมั่นในศักยภาพของตน-การถ่อมตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิต

    "ไม่มีใครเก่งกว่ากู ไม่มีศิลปินคนไหนในโลกเก่งกว่ากู กูคือคนที่เก่งที่สุดในโลก"

    ดังนั้นกูต้องฝึกตัวเองเพื่อเปลี่ยนร่างให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง
  7. ไม่มีคำว่า"ท้อ"-ตอนไปทำงานที่วัดพุทธปทีป ลอนดอน 4 ปี เรารู้ล่วงหน้าว่าลำบากแน่ ต้องพบปัญหาสารพัด เราเลยให้คะแนนความวิบัติที่อาจจะเกิดล่วงหน้าไว้ 100 ดังนั้นพอเจอจริง ปัญหาไม่เคยเกิน 100 สักที อย่างเก่งก็ 85 คะแนน
ไม่ทราบว่า จากบทสรุปของ อ.ตอบคำถามข้างต้นที่เกริ่นไว้หรือยัง???

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life

"ความรู้ = ความสนุก"

ในความคิด
สิ่งที่ผู้เป็นครูต้องทำมากกว่าให้ความรู้

"เรียน = สนุก" ไม่ใช่ "เรียน = น่าเบื่อ"
นี่เป็นประเด็นที่คิดว่าเราอาจจะละเลย
มัวไปให้ค่าความรู้ว่ามันสูงส่ง ต้องยกย่อง ขึ้นหิ้ง
ต้องท่องจำ ต้องมีแบบแผน ต้องเคร่งครัด ต้องเคารพ
ซึ่งอะไรก็ตามที่มีคุณลักษณะแบบนี้ มันสนุกไม่ออก

ตั้งแต่เด็ก เราทุกคนเลยแทบไม่มีใครชอบเรียน
และฝังใจว่าการเรียน คือ ความน่าเบื่อ
จบมาจึงอย่าหวังว่าฉันจะเรียนอีก ชาตินี้ลาขาด
ถ้าไม่จำเป็น ถ้าไม่ต้องเอาไว้อัพค่าตัว ไม่มีทางเรียน

จนกระทั่งมาค้นพบด้วยตัวเองว่า
ความรู้ที่มีสาระและสนุกด้วยนั้น มีอยู่จริง
คนสอนที่ให้ทั้งความรู้และความสนุกด้วยนั้น ก็มีอยู่จริง
ที่พูดมาทั้งหมด ไม่ใช่ไม่เคารพครูบาอาจารย์
อ่านออกเขียนได้ มีวันนี้ก็เพราะมีครูที่ดีคอยสั่งสอน

แต่อยากจะฝากถึงผู้เป็นครูว่า
อย่าลืมเพิ่ม "ความสนุก" เข้าไปใน "ความรู้" ด้วย
เพราะถ้านักเรียนรู้สึกว่า "ความรู้ = ความสนุก"
เมื่อนั้นเขาจะออกขวนขวายค้นคว้าหาความรู้ด้วยตัวเอง
และนั่นล่ะคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ครูจะมอบให้นักเรียนได้

เหมือนที่ใครบางคนบอกไว้ว่า
"คนทั่วไปจบความรู้ไว้ที่โรงเรียน
ส่วนคนสำเร็จเรียนรู้ตลอดชีวิต"
ขอให้สนุกกับการเรียนรู้ในทุกวันนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

สมุดพก...

ยังจำกันได้ไหม ..ตอนเด็กๆ เราต้องคอยลุ้นกันว่า //
เมื่อหมดเทอม คุณครูจะ comment เกี่ยวกับตัวเราลงไปในสมุดพกยังไง
.
และลุ้นที่ 2 คือการแอบเล็งคุณพ่อคุณแม่ว่า..
จะมีอาการหน้าเปลี่ยนสีหรือไม่ ..หลังเห็นผลงานเราในสมุดเล่มนั้น
.
แต่พอหลังจากเรียนจบ..เรากลับทิ้งสมุดพกไปจากชีวิตของเรา //
ทั้งๆ ที่ความจำเป็นของมัน...."เพิ่งเริ่มต้น"
.
.
สมุดพก เคยรายงานว่าเราเป็นอย่างไรเทียบกับเป้าหมายในวันนั้น
และเราควรต้องทำตัวยังไงเพื่อให้ดีขึ้นกว่าเทอมก่อนๆ..
.
ชีวิตหลังเรียนจบ ก็ไม่ต่างกัน..และจริงๆ มันสำคัญกว่าด้วยซ้ำไป
.
" สมุดพกชีวิต".. มีความจำเป็นมากๆ..
ที่เป็นเหมือนอุปกรณ์เตือนใจ ว่าเรามีเป้าหมายอะไร
และตอนนี้เราอยู่ ณ จุดไหนแล้ว หรือ กำลังออกนอกเส้นทางอยู่
.
และสิ่งไหนที่เราควรทำ เพื่อกลับเข้าลู่ และวิ่งให้เข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้ในสมุดพก
.
.
และคุณครูคนที่จะให้คำ comment ได้ดีที่สุดก็คือ...ตัวเราเอง
ที่จะคอยรีวิวว่าควรปรับปรุงวันนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร
.
.
เราลองหยิบสมุดพก ขึ้นมาใช้กันใหม่ดูไหมครับ
.
.
‪แหล่งที่มา     Facebook #‎อาเสี่ย‬ 27/7/2557

จะทำอาชีพอะไรก็รวยได้ ขอแค่เราต้องเป็น Top ของอาชีพนั้นๆ

เป็นคน Top 5% ของคนเก็บขยะขาย
ก็ยังร่ำรวยกว่าคน Bottom 5% ของคนเก็งกำไรทอง

จะทำอาชีพอะไรก็รวยได้
ขอแค่เราต้องเป็น Top ของอาชีพนั้นๆ
(และอาชีพนั้นต้องตอบโจทย์คนจำนวนมาก)

ถ้า "เจ๋งจริง" ไม่ต้องกลัว "ยากจน"
เพราะเรา "จนยาก" แน่นอน

ถ้าทำอาชีพไหนแล้วไม่รวย
ขอให้โทษตัวเองว่า
เรามัน "อ่อน" เอง ไม่ใช่อาชีพนั้นไม่ดีพอ

ถามต่อว่า แล้วทำไงถึงจะเจ๋งจริง?
ว่าคำตอบนี้มันง่ายนะ ทุกคนรู้อยู่ว่าทำไงถึงจะเก่ง

เรียนเพิ่ม ลงมือทำ ปรับปรุง คบคนเก่ง
หลักๆ มันก็มีอยู่เท่านี้เอง
แต่ที่คนจำนวนมากไปไม่ถึง Top
เพราะเขาไม่เคยตั้งเป้าจะเป็นที่หนึ่งในสายอาชีพ

พูดง่ายๆ คือคนส่วนใหญ่อยากเป็นแค่คนธรรมดาของอาชีพนั้น
ทำงานไปวันๆ สิ้นเดือนมีเงินใช้ก็พอแล้ว

คนขวางโลกอาจถามต่อว่า
ถ้าทุกคนเป็น Top ของสายอาชีพกันหมด
แล้วใครจะมาเป็น Bottom ล่ะ?

ตอบเร็วว่านี่เป็นคำถามงี่เง่า
เพราะไม่มีทางที่ "ทุกคน" จะเป็น Top ได้
แต่ "ทุกคน" ที่ตั้งใจ ใฝ่รู้ ลงมือทำ เดินตามคนสำเร็จ
คนแบบนี้สำเร็จ "ทุกคน"
เข้าใจตรงกันนะ?

ไหนๆ เราก็จะต้องทำงานเกือบทั้งชีวิตอยู่แล้ว
ทำไมไม่ตั้งเป้าเป็น Top 5% ของอาชีพนั้นไปเลยล่ะ?

ยินดีต้อนรับ Top5% ของทุกอาชีพ
ที่ตรงนี้ยังว่างอีกเพียบ ขึ้นมาเลย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Though

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้ในอดีต : 25 ก.ค.


พ.ศ. 2521 - หลุยส์ บราวน์ เด็กหลอดแก้ว (Test-Tube Baby) คนแรกของโลกถือกำเนิดขึ้น ที่โรงพยาบาลโรยัลโอลด์แฮม  โดยฝีมือของแพทย์สองคนได้แก่ โรเบิร์ด เอ็ดเวิร์ดส์ และ แพทริค สเต็ปโทจากมหาวิทยาลัยเคนบริดจ์ ประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2437 - สงครามจีน-ญี่ปุ่น ครั้งแรก (First Sina-Japanese War) เริ่มเปิดฉากขึ้นเมื่อเรืลาดตระเวนของจักรวรรดิญี่ปุ่นยิงปืนใส่เรือรบของจีน สงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งแรกเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2437 - 17 เมษายน 2438 เป็นการสู้รบกันระหว่างราชวงศ์ชิงของจีน กับ จักรพรรดิเมจิแห่งญี่ปุ่น เพื่อครอบครองคาบสมุทรเกาหลี

พ.ศ. 849 - จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช ได้รับการประกาศให้เป็นจักรพรรดิโรมันโดยทหารของเขาเอง หลังจักรพรรดิคอนสแตนติอัส คลอรัสเสด็จสวรรคต

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 6 วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เปลี่ยนมันเถอะ

If you don't like something, change it.
If you can't change it, " change your attitude " .... - Maya Angelou -
.
.
ชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าที่เราจะควรไปเสียเวลาอยู่กับอะไรที่เราไม่รัก
ถ้าคุณไม่ชอบสิ่งใดในชีวิตคุณแล้วละก็ ... เปลี่ยนมันเถอะ
.
เปลี่ยนเรื่องเรียน / เปลี่ยนงาน / เปลี่ยนการเป็นลูกน้องมาเป็นเจ้านาย
เปลี่ยนจากงานประจำ เป็น งานของเราเอง
หรือเปลี่ยนจากเจ้าของธุรกิจ มาทำงานประจำ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
.
แต่ถ้าลองเปลี่ยนมันดูมาหลายครั้ง
แล้วก็ยังรู้สึกว่า มันไม่ใช่ อย่างที่ใจเราคิด
มาลองเปลี่ยนแปลง ทัศนคติและมุมมองต่อสิ่งต่างๆ ดูก่อนไหม
.
.
เรื่องเก่าๆ ที่หลายๆ คนได้ยินกันมานาน ว่าทัศนคติคือสิ่งที่จะช่วยเราผ่านอุปสรรคไปได้.. แต่หลายคนที่เคยได้ยิน ก็ยังไม่เคยทำ หรือ ไม่รู้จะเริ่มมันอย่างไร
.
.
มาลองทำกันไหม .. ง่ายๆ เพียง..
.
“หาข้อดี ในสิ่งที่เกิดขึ้น (ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันจะเป็นเรื่องที่ดูแย่ก็ตาม)”
.
เช่น รถติดจังไปไม่ทันแน่ๆ ( คิดใหม่ว่า... เรามีเวลาช่วงที่รถติดนั่ง chat กับเพื่อนๆ ที่เราลืมเขาไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน เผื่อได้นัดทานข้าวกันได้) //
.
.
โดนเจ้านายด่าเรื่องเดิมๆ น่าเบื่อจริงๆ (เปลี่ยนไปคิดว่า การโดนด่า ก็เหมือนมี commentator ส่วนตัวมาช่วยดูให้ว่าเราต้องแก้อะไร // .. เราชอบฟังคำติชมจาก commentator ตามรายการ reality ... และหลายๆครั้งเราก็ชอบเป็น commentator เองซะด้วย) //... .... แต่ในชีวิตจริง เราพยายามจะวิ่งหนีคนที่มาติเรา คิดในแง่ที่ดี เขาก็ต้องหาเวลามาช่วย take comment ให้เรา ..จริงๆ ต้องขอบคุณเขาด้วย^^ // เรามาลองวิ่งเข้าใส่ดูก่อนอาจจะมีอะไรแปลกๆสนุกๆ เกิดขึ้นก็ได้
.
.
ที่สำคัญที่ขาดไม่ได้ในการปรับทัศนคติ คือความต่อเนื่อง … (หรือวินัยนั่นเอง )
.
.
พยายามฝึกมองหาสิ่งดีๆ // บางทีดูเหมือนจะไม่ได้อะไร ... แต่ความสุขเล็กๆ ทางใจ // ก็สามารถทำให้เราก้าวเข้าใกล้ ความสุขใหญ่ๆ ที่ฝันเอาไว้..อีกก้าวหนึ่ง
.
.
อรุณสวัสดิ์วันสุขแห่งชาติครับ
‪#‎อาเสี่ย‬
25/7/2557

พนักงาน VS เจ้าของธุรกิจ

“เป็นพนักงานที่ดีก่อน แล้วจึงลาออกมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดีได้”
“จริง” แค่ครึ่งเดียว!!!

พนักงานที่ดี ก็คือ พนักงานที่ดี คนละเรื่องกัน

เคยอ่านประวัติของผู้ประกอบการมหาเศรษฐีมั้ยล่ะ เรียนไม่จบกันทั้งนั้น ตอนเรียน เพื่อนๆ ก็คงว่าเขาเป็นนักเรียนที่ไม่ดี

แต่พอเขาประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ทุกคนก็ต้องยอมรับในความฉลาดของเขา

นี่คือหัวใจของผู้ประกอบการ คือ
“เลือกทำในสิ่งที่หัวใจเรียกร้อง"

คนที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจที่ดีได้
  1. ต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง ไม่ยอมคล้อยตามความคิดของคนส่วนใหญ่ 
  2. หัวใจเด็ก มองเห็นโอกาสมากกว่าอุปสรรค 
  3. ต้องรู้จักเลือกว่า “จะทำ” หรือ “ไม่ทำ” ไม่ใช่ว่าทำไปซะทุกเรื่อง มันไม่เวิร์คหรอกค่ะ ทำได้ดีซะทุกเรื่อง มันคือนิสัยของพนักงานที่ดี
แหล่งที่มา    Facebook : Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้ในอดีต : 24 ก.ค.

พ.ศ. 2508 - อาภัสรา  หงสกุล ได้รับเลือกเป็นนางงามจักรวาลคนที่ 14 ในการประกวดที่ไมอามี่ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา นับเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้
พ.ศ. 2454 - ฮิแรม บิงแฮม นักโบราณคดีชาวอเมริกัน ค้นพบ "มาชู ปิกชู" (Macha Picchu) นครโบราณของชาวอินคา (Inca) ที่หายสาบสูญไปนับศตวรรษ
พ.ศ. 2440 - วันเกิดของเอมิเลีย เอียร์ฮาร์ท นักบินเดี่ยวผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยว ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้สำเร็จ ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพร้อมเครื่องบิน Lockheed L-10E Electra บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2480

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 5 วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

5 ทักษะ การเป็นผู้ตามที่ดี

(พื้นฐานสู่การเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต)
.
.
1. เมื่อเกิดปัญหา... ควรมาพร้อม solution! / สิ่งแรกที่ต้องทำ “ไม่ใช่การรายงานปัญหา” // ต้องฝึกคิด.วิธีการแก้ไขปัญหา พร้อมเสนอทางเลือก // "เราไม่ใช่ messenger .. แต่เราคือ manager to be"
.
.
2. เรียนรู้การเมือง ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เมื่อคนรวมตัวกันมากกว่า 2 คนขึ้นไป คงหนีไม่พ้นการเมือง // หนึ่งในปัญหาหลักของผู้นำองค์กรคือการบริหาร “ความไม่ลงรอยกัน” ... เมื่อเรายังต้องอยู่ในฐานะผู้ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาการจัดการ “การแบ่งพรรคแบ่งพวก” ของคนในองค์กร // เพราะเมื่อถึงเวลาที่เราต้องขึ้นมาจัดการ อาจจะไปไม่เป็น!
.
.
3.(พยายาม) อย่านินทาเจ้านาย // ควรมองหาจุดดี (ถึงแม้ว่าเราอาจจะรู้สึกว่ามันหายากในบางครั้งใช่ไหม^^) // การคิดบวกและมองหาข้อดีในสิ่งต่างๆ จะช่วยทำให้คุณทำงานได้อย่างมีความสุข และหลายๆครั้ง เราจะพบว่า สิ่งที่หัวหน้าเราทำลงไป มันมีเหตุผลที่จำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมายองค์กร //และลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเป็นเราเอง จะทำอย่างนี้หรือไม่ (คิดบวกๆๆๆ >< ทำ(ใจ)ยากและต้องฝึกครับ)
.
.
4. ฝึกการทำงานเป็นทีม (เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนมากๆ) // เราต้องเรียนรู้ทั้งวิธีการจัดการตัวเอง และการจัดการคนอื่นเพื่อให้งานเดินได้รวดเร็ว // หากเราทำแต่ส่วนของเราอย่างเดียวโดยไม่สนใคร .. เมื่อเติบโตขึ้นไป สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่..มักจะแจกจ่ายงานให้คนอื่นไม่เป็น // และมองไม่ออกว่าใครเหมาะสมกับงานด้านไหน // การฝึกรับงานprojectนอกจากงานroutineมาทำ จะเพิ่มทักษะด้านการบริหารคนและงานไปพร้อมๆกันได้มากทีเดียวครับ
.
.
5. Be informative.. พยายามทำงานให้หัวหน้าเราอยู่ในloop ไม่ต้องรอให้ถาม / เพราะprogressของเราคือสิ่งที่หัวหน้าต้องการ และหลายครั้งจะเป็นตัวช่วยในการลดปัญหาความขัดแย้งได้อีกด้วย ... // ** เคล็ดไม่ลับ** หากเราดึงหัวหน้ามาอยู่ใน loopได้ ก็เป็นการฝึก ”บริหารจัดการหัวหน้า” ไปในตัว .. การเป็นลูกน้อง--ไม่ใช่จะจัดการหัวหน้าไม่ได้นะ // ใช้หัวหน้าให้เป็นประโยชน์ได้เลย win-win ทุกฝ่าย // ถ้าเป็นหัวหน้าที่เข้าใจจริง - การถูกลูกน้องจัดการ เขาจะยิ่งมีความสุข เพราะมีส่วนช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น
.
.
การจะก้าวขึ้นไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีได้นั้น คงจะทำได้ยากหากเราไม่เคยฝึกเป็นผู้ตามที่ดีก่อน // และเมื่อโอกาสมาถึง เราจะไม่มีความลังเลเลย ที่จะขึ้นมาเป็น... " Leader ” อย่างเต็มสูบ
.
.
แหล่งที่มา    Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 24/7/2557

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

The Dream Boss เจ้านายในฝัน

การเป็นเจ้านายนั้นใครๆก็เป็นได้ แต่การเป็นเจ้านายที่สามารถชนะใจคนทั้งองค์กร สามารถนำพาลูกทีมและองค์กรมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จนั้น ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารรอบด้านทั้งศาสตร์และศิลป์ และความสามารถนั้นเองล้วนเกิดมาจาก "ความเชื่อและวิสัยทัศน์" ของแต่ละคน

ความเชื่อหลักที่ต่างกัน จะเป็นตัวบอกเองว่าคนๆนั้นสมควรจะเป็น "Dream Boss" หรือไม่ หรือเป็นได้แค่เพียง "So-So Boss"

ลองมาดูกันว่า Dream Boss เค้าเชื่อในเรื่องอะไรบ้าง

1. Dream Boss มีความเชื่อว่า องค์กรคือสังคมของการอยู่ร่วมกันเหมือนระบบนิเวศน์ ไม่ใช่สนามรบ ทุกคนทุกแผนกที่มาอยู่ร่วมกัน แม้จะมีที่มาและหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนจะต้องปรับตัวเข้าหากันให้ได้ เหมือนกับธรรมชาติที่อนุญาตให้บรรดาต้นไม้นับหมื่นแสนสายพันธ์ สามารถอยู๋ร่วมกันได้โดยไม่ทำร้ายกัน

So-So Boss จะเชื่อว่าต้องบริหารภายในองค์กรให้เกิดการแข่งขันสูงๆเพื่อให้ทุกคนเค้นเอาประสิทธิภาพของแผนกตนออกมา จึงเป็นสาเหตุให้เกิดการแบ่งข้าง แบ่งฝ่ายภายในองค์กร แต่ละแผนกมองฝ่ายอื่นเหมือนข้าศึกที่ต้องเอาชนะ ฝ่ายขายแย่งลูกค้ากันเอง บัญชีการเงินไม่มีการผ่อนปรนกฏเกณฑ์ในกรณีจำเป็นเพื่อให้ขายได้มากขึ้น การตลาดมองการเงินว่าเป็นตัวถ่วงของความสร้างสรรค์

2. Dream Boss มีความเชื่อว่า องค์กรคือสังคมของมนุษย์ ไม่ใช่ระบบการทำงานแบบเครื่องจักร พนักงานทุกคนเข้ามาใช้ชีวิตที่นี่ด้วยความหวังและมีความฝัน ซึ่งทุกคนมีเป้าหมายคือการมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุข และมีทัศนคติของการเป็นผู้ให้

เจ้านายในฝันคือคนที่ปลูกฝังและให้แรงบันดาลใจกับพนักงานในการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกันและกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน และชื่นชมยินดีในความสำเร็จร่วมกัน ทุกAcheivement เล็กๆจากแต่ละคน จะรวมกันเป็นของแผนก และความสำเร็จจากทุกแผนก จะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็นความสำเร็จขององค์กรในที่สุด

So-So Boss คือคนที่ไม่ยี่หร่ะกับชีวิตและจิตวิญญาณของคนในองค์กร ไม่สนใจว่าทีมงานจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร มองคนเสมือนเครื่องจักรที่มีหน้าที่ผลิตงานออกมาตามเป้าหมาย ภายใต้กฏ ข้อบังคับ หรือระบบที่ถูกกำหนดไว้โดยคู่มือการทำงาน เจ้านายลักษณะนี้ จะได้ output แค่ตามคู่มือเท่านั้น และจะไม่มีโอกาสได้อะไรมากไปกว่านั้น

3. Dream Boss จะเชื่อว่าการเป็นผู้บริหารคืองานบริการ ไม่ใช่การควบคุม

เค้าจะตั้งเป้าหมายร่วมกับทีมงานและให้การสนับสนุนทุกโอกาสที่จะช่วยให้ทุกคนก้าวไปถึงจุดหมาย การบริหารจะไม่ใช่ Top-Down และเป็น Bottom-Up อนุญาตให้ทีมงานคิด สร้างสรรค์วิธีการทำงานเองเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมาย

So-So Boss จะเป็นพวกที่ชอบควบคุมทีมงานให้ทำตามคำสั่ง เป็นพวกขี้ระแวง กังวลและไม่ยอมให้โอกาสใคร ความเชื่อแบบนี้จะสร้างบรรยากาศของการ "รอนายสั่งแล้วค่อยทำ" ขึ้นในองค์กรในที่สุด

4. Dream Boss เชื่อว่า พลังในการทำงานจะเกิดจากการมองเห็นโอกาส ไม่ใช่ความกลัว เจ้านายในฝันคือคนที่ inpsire ทีมงานให้เห็นโอกาสและอนาคตที่รุ่งเรือง ซึ่งหนทางสู่อนาคตที่รุ่งเรืองนั้นล้วนเกิดจากการทำงานอย่างทุ่มเท และใส่ใจมากขึ้น

So-So Boss จะใช้คำขู่ บทลงโทษต่างๆ และเครื่องมือเชิงลบในการกระตุ้นให้ทีมงานทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ลูกน้องไม่กล้าคิด กลัวการตัดสินใจเพราะเดี๋ยวพลาดและตัวเองจะต้องรับโทษ

5. Dream Boss มองการเปลี่ยนแปลงคือ โอกาส ไม่ใช่ความเสี่ยง

จะเข้าใจและเชื่อมั่นในสัจธรรมว่า ไม่มีสิ่งใดในโลกไม่เปลี่ยนแปลง แม้ในบางกรณ๊ตนเองอาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นๆก็ตาม แต่ก็ยังยินดีให้เกิดขึ้น เพื่ออนาคตที่ดีกว่า

So-So Boss คือพวกที่มองการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นภาระ เสี่ยงและมีโอกาสเสียมากกว่าได้ ทำให้องค์กรขาดแรงขับเคลื่อนที่จะก้าวไปข้างหน้า ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และทั้งองค์กรตกอยู๋ในสภาวะ comfort zone

ความเชื่อทั้ง 5 ข้อนี้ นอกจากจะใช้ในการบริหารองค์กรแล้ว ที่จริงยังสามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้อีกด้วย ผมอยากให้ทุกท่านลองสร้างความเชื่อทั้ง 5 ข้อนี้ให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่เป็น Boss แล้วชีวิตของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

เพราะว่า You are what you believe นั่นเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

ความรัก

สิ่งหนึ่งที่จะสามารถพาเราข้ามไปสู่
ดินแดนแห่งความสุขและความสำเร็จ ได้ก็คือ
.
.
"ความรัก"
.
.
รัก ในสิ่งที่เราทำ : จะทำให้เราอยากทำและทำมันได้ดี
รัก ครอบครัว : จะเป็น drive ชั้นเยี่ยมที่พาเราไปสู่จุดมุ่งหมาย
รัก คนรอบข้าง : จะเป็นเพื่อนร่วมทางที่ดีที่คอยประคับประคองกันไป
.
.
รัก ...
รัก ตัวเราเอง : ทุกอย่าง...คงเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราไม่เคารพตัวเราเอง
.
.
เริ่มต้นวันใหม่ดีๆ แบบนี้..อย่าลืมส่งมอบรอยยิ้มและความรักให้กันนะ
อรุณสวัสดิ์
.
.
แหล่งที่มา    Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 23/7/2557

ผู้จัดการ..สันดานเสมียน


ใครบ้างที่ ฝากงานพนักงาน..แล้วชอบเข้าไปล้วงลูก???

ถ้าใครเรียนบริหารมาจะทราบว่า
หน้าที่ของผู้บริหารก็คือ
"How to get the work done to the other people"

ฉะนั้นผู้บริหารที่ดีจะต้องเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน
และจะต้องเก่งคิด วางวิสัยทัศน์ หรือทิศทางองค์กรให้ชัดเจน
เพื่อให้ทีมงานเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ในขณะที่ผู้จัดการแต่ละส่วนงาน ก็จะต้องมีการวางแผนงาน
และวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตามที่ผู้บริหารต้องการ ต้องเก่งคน
รู้ว่างานไหนสำคัญพลาดไม่ได้ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
งานไหนเร่งด่วนต้องควบคุมให้เสร็จตามกำหนดเวลา

แต่ถึงอย่างไรก็มีผู้บริหาร หรือผู้จัดการจำนวนมากที่ทำงานผิดหน้าที่
เพราะรู้สึกไม่มั่นใจในทีมงานว่า
งานที่มอบหมายจะทำได้ดีพอหรือไม่
หรือมีมาตรฐานสูงซะจน
ต้องเข้าไปกำกับดูแลเองเพื่อให้ได้อย่างที่ต้องการทุกอย่าง
ขอเรียกผู้บริหาร หรือผู้จัดการประเภทนี้ว่า
ผู้จัดการสันดานเสมียน
ซึ่งถ้าเรามีลักษณะอย่างนี้ ยิ่งขยายงาน..
เราจะยิ่งเหนื่อยขึ้นตลอดเวลา

คำแนะนำก็คือ ถ้าคุณเป็นผู้บริหารแล้วมีผู้จัดการแผนกใดที่รับผิดชอบงานได้ดี
ลองฝึกให้เค้าคิดแบบผู้ประกอบการในส่วนงานของเค้า
เพื่ออนาคตเราจะสามารถผลักดันเค้าขึ้นมาเป็นผู้บริหารแทนเราได้

แต่ก่อนจะถึงขั้นตอนนั้น
เราอาจต้องโยกย้ายให้เค้าได้เรียนรู้งานในหลายแผนกก่อน
เพราะผู้บริหารที่ดี..จะต้องรู้งานในทุกแผนก

เลิกซะเถอะครับ นิสัย "ผู้จัดการสันดานเสมียน"
ทำงานให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง
มิฉะนั้นในองค์กรคุณอาจจะมีแต่พนักงานอาวุโสเต็มไปหมด
เพราะคุณไม่เคยมอบความรับผิดชอบให้เค้าตัดสินใจด้วยตัวเองเลย

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

วันนี้ในอดีต : 23 ก.ค.

พ.ศ. 2457 - พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตราพระราชกฤษฎีกาตั้ง "วรรณคดีสโมสร" ขึ้นเพื่อสนับสนุนวิชาแต่งหนังสือไทยให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ครบรอบ 100 ปี ในวันนี้ 23 ก.ค. 2557
พ.ศ. 2527 - วาเนสซา วิลเลียมส์ กลายเป็นนางงามอเมริกาคนแรกที่ลาออกจากตำแหน่ง หลังเกิดกรณีอื้อฉาวไปถ่ายภาพเปลื่อยให้นิตยสารเพนท์เฮาส์
พ.ศ. 2538 - ดางหางเฮล-บอปป์ ถูกค้นพบโดยนักสังเกตอิสระสองคน อลัน เฮล และโทมัน บอปป์

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เวลาเป็นของมีค่าที่สุดในโลก

เวลาเป็นของมีค่าที่สุดในโลก
ใครยังไม่เคยเสียดายเวลา
อย่าเพิ่งมาพูดเรื่องร่ำรวยหรือประสบความสำเร็จ
เพราะยังห่างชั้นมากนัก

ส่วนใครที่เริ่มเสียดายเวลา
นั่นล่ะ คุณเริ่มเข้าใกล้นิสัยคนสำเร็จ

และบรรทัดต่อไปนี้คือ "ตัวขโมยเวลา" ที่คุณต้องระวังให้ดี
ถ้าเผลอใจให้มัน วันคืนของคุณจะหมดไปอย่างรวดเร็ว

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี
จากปีสู่ปีก็คือหนึ่งชีวิตของคุณที่หมดไป
โดยยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย

**7 ตัวขโมยเวลาที่ต้องระวังมันกัดกินเวลาเราไปหมด**
  1. การนั่งรอโดยเปล่าประโยชน์ เช่น รอรถ รอคิว (ให้หาหนังสือมาอ่านซะ)
  2. การรับสายโทรศัพท์ที่คุยเรื่อยเปื่อย (ให้หาทางตัดบทให้เร็วที่สุด)
  3. การจับกลุ่มนินทาเรื่องชาวบ้าน (ให้หันมาสนใจชีวิตตัวเองจะดีกว่า)
  4. การเล่น social media ทั้งวัน ส่องเฟสคนนั้นคนนี้ (ให้ใช้แต่พองาม)
  5. การคิดกังวลถึงปัญหาที่ยังไม่เกิดขึ้น (จงอยู่กับปัจจุบัน)
  6. การจมอยู่กับปัญหาที่ผ่านไปแล้ว เอาหนังแย่ๆ มาฉายซ้ำๆ (จงอยู่กับปัจจุบัน!) 
  7. การไม่มีเป้าหมายในชีวิต ก็เลยไม่รู้ว่าต้องทำอะไรที่สำคัญ (จงหาเป้าหมายซะ)
แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"เจ๋งจริง" หรือเปล่า?

โลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว เผื่อใครยังไม่รู้
โลกยุคนี้เป็นโลกของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดา
เพิ่งไปดูหนังเรื่อง Begin Again มา
เห็นคนเค้าซาบซึ้งกับความรัก ความเหงา
แต่สงสัยจะแก่เกินแกง เฉยมาก 555+
ดันได้ประเด็นเรื่องการตลาดยุคนี้มาซะงั้น

ไม่เคยมียุคไหนที่โอกาสเปิดกว้างเท่ายุคนี้
เพราะคนธรรมดาๆ สามารถมีหนทางแห่งความสำเร็จของตัวเองได้
อยู่ที่เรา "เจ๋งจริง" หรือเปล่า?

"เกร็ตต้า" นางเอกของเรื่องคือศิลปินนักแต่งเพลงตัวเล็กๆ
มาพบกับ "แดน" โปรดิวเซอร์ตกอับ
สิ่งที่คนตัวเล็กๆ สองคนนี้ลงมือทำอัลบั้ม ทั้งที่ไม่มีแต้มต่อก็คือ

หนึ่ง ในเมื่อไม่มีค่าห้องอัด
งั้นก็เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการบันทึกเสียงในย่านต่างๆ กลางเมืองซะเลย
แค่นี้ก็ทำให้เพลงชุดนี้มี "เรื่องเล่า" ในการบันทึกเสียง มากกว่าแค่เข้าห้องอัดหรูๆ

สอง ในเมื่อไม่มีเงินจ้างนักดนตรี
งั้นก็จ่ายเป็นค่าส่วนแบ่งเมื่อวันที่ขายเพลงได้ซะเลย
เรียกว่าทำงานให้ก่อน แล้วผ่อนจ่ายเป็น Profit Sharing ทีหลัง

สาม ในเมื่อต่อรองกับค่ายดนตรีลำบาก
งั้นก็ขายมันเองซะเลย ในเมื่อช่องทางโปรโมทหรือจำหน่ายทำได้ในโลกออนไลน์

สรุปว่านี่คือยุคของยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่
ขอเพียงมี "เรื่องเล่า" ให้กับสินค้า
ถ้าไม่มีเงิน ก็หาคนที่จะรับรายได้แบบส่วนแบ่ง
จากนั้นหาช่องทางจัดจำหน่ายเอง
นี่ล่ะ  หนทางของคนตัวเล็กๆ ที่ไม่ธรรมดาในยุคนี้

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันนี้ในอดีต : 22 ก.ค.

ค.ศ. 1943 - สงครามโลกครั้งที่สอง กองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเมืองปาร์แลร์โม  ในอิตาลี
ค.ศ. 1977 - เติ้ง เสี่ยว ผิง กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำในรัฐบาลจีนอีกครั้ง หลังสิ้นสุดยุคปฏิวัติวัฒนธรรม
ค.ศ. 2011 - ประเทศนอร์เลย์ ตกเป็นเหยื่อของเหตุก่อการร้ายสองครั้งซ้อน ทั้งระเบิดที่มีเป้าหมายเป็นทำเนียบรัฐบาลในกรุงออสไล  และเหตุการณ์รุนแรงในค่ายเยาวชนบนเกาะอูโทยา ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 69 คน

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ตั้งเป้าหมายนิ่งๆ แล้วพุ่งชนดีกว่า

ไดร์ฟชีวิตด้วยการเลือก!!!

มีเป้าหมายในชีวิตอยู่แล้ว...
เลือกรับข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

เลือกคบคนที่เกี่ยวข้อง
เลือกทำงานที่เกี่ยวข้อง

ยังไง...ชาตินี้คุณก็ถึงเป้าหมายแน่ๆ
เลือกเอาสิ่งไม่เกี่ยวข้องออกจากทางบ้าง จะได้ไม่เกะกะ วิ่งไปเลย แป๊บเดียวถึง

คุณอย่าคิดว่าการเถลไถลออกนอกเส้นทางบ้างไม่เป็นไรนะ
ตัวหนึ่งเอง ถ้ารับทุนไปเรียนต่อเสียเวลา 10 ปี

ตัดสินใจทำงานไม่ตรงกับเป้าหมาย เสียเวลาเรียน 4 ปี + ทำงาน 5 ปี = 9 ปี

เคยเจอคนที่เรียนมาตรงเป้าหมายชีวิต ทำงาน 2-3 ปี หาเงินได้เดือนเป็นล้าน ก็เพราะว่า...เค้ามาสายตรง !!!

แหล่งที่มา    Facebook : Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้

โอกาสไม่เคยรอ...ให้คุณพร้อม แต่คุณเองที่ต้องพร้อม...เพื่อรอโอกาส

ใครเคยดูรายการ180 IQ โดยบริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย สมัย 20 ปีที่แล้วบ้าง
.
Published on Oct 13, 2012
คลิ๊ปรวมการคิดเลขเร็วในรายการ iq 180 ซึ่งไม่มีการตัดต่อเทป จะเห็นว่านักเรียนคิดเลขได้เร็วจริง ๆ
รายการ iq 180 นี้ เป็นรายการ quick show รายการแรก ๆ ของเประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันไม่สามารถหาชมได้แล้ว สนับดดยเครือซิเมนต์ไทย


เป็นรายการแข่งบวกเลข หรือ ผสมตัวเลขด้วยวิธีบวกลบคูณหาร ให้ได้คำตอบที่พิธีกรต้องการ (ดำเนินรายการโดยท่านอาจารย์ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย)
(เล่าแล้วก็แอบเขินนะครับ เพราะรายการมันเก่ามากๆ)
.
.
เชื่อไหม ว่าได้เป็นตัวแทนโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้สมัยตอนเรียน ม.1 (ตอนนั้นก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน)
.
.
เป็นคนชอบบวกเลขเล่นๆ ในใจ ระหว่างนั่งรถไปเรียน/ ก็จะมองเลขทะเบียนเพื่อรวมดูเล่นๆ ..แล้วชอบแข่งกับคุณพ่อว่าใครบวกได้เร็วกว่า
.
.
ไปๆ มาๆ กลายเป็นคนที่รวมเลขได้เร็วสุดในโรงเรียน (ณ เวลานั้น) / จะให้แข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิก คงทำไม่ได้ เพราะทำได้แค่ผสมเลขบวกเลขเร็ว..แค่นั้นจริงๆ
.
.
และเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ทำให้สนใจคณิตศาสตร์มากขึ้น และเป็นประโยชน์มากๆ ต่องานที่ทำอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งทำให้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และจุดเริ่มก็มาจาก "สิ่งที่เราชอบ" นั่นเอง
.
.
บางอย่าง เราอาจยังไม่รู้แน่ชัดว่า เราจะเรียนรู้มันเพื่อนำไปใช้ตอนไหน รู้แต่ว่าเราชอบ อยากรู้ และ สนใจสุดๆ ..ก็แค่นั้น ... ถ้ามันเป็นสิ่งที่เราทำได้ดีกว่าคนอื่น...มันต้องมีคุณค่าแน่นอน รอเพียงแค่โอกาส..
.
.
แล้ววันหนึ่ง เมื่อโอกาสผ่านเข้ามา
เราจะรู้เองว่า เราจะงัด อะไรออกมาโชว์ได้ทันเวลา
เพื่อให้"โอกาส" หันหน้ามาสนใจเรา แล้วเรียกเราขึ้นรถไปด้วยกัน
.
แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 22/7/2557

10 จุดหมายน่าเที่ยวทั่้วโลก "ที่เหมาะจะลุยเดี่ยว"

การแบกเป้เที่ยวตามลำพัง กลายเป็นกระแสที่นิยมไปทั่วโลก และแม้แต่ชาวไทยเองก็เริ่มลุยแบบไม่พึ่งไกด์กันมากขึ้น เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวเอง

ซึ่งวันนี้ จะพามาดู 10 จุดหมายน่าเที่ยวทั่วโลกที่เว็บไซต์ Lifehack นำเสนอว่าเหมาะจะไปตามลำพัง ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลย


1.Melbourne, Australia
กรุงเมลเบิร์นถือเป็นอีกหนึ่งสุดยอดจุดหมายสำหรับนักท่องเที่ยวหลายคน เพราะที่นี่มีเมืองที่งดงามตระการตา อีกทั้งมีชายหาดงดงามจับใจ นอกจากนี้คนที่นี่ยังใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร คุยกันง่ายสุดๆ

2.Thailand
เดี๋ยวจะหาว่าเหมียวกวนโอ้ย แต่นี่คือสิ่งที่คนต่างชาติมองว่า “ไทยน่ะเหมาะจะไปลุยคนเดียวมาก” เพราะประเทศของเรารวมสิ่งสวยงามต่างๆไว้มากมาย อีกทั้งยังมีแหล่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้พบปะกัน เรียกได้ว่ามาลุยเดี่ยวไม่กลัวหลงเลยล่ะ

3.Bhutan
ที่นี่ถือเป็นดินแดนที่อัดแน่นไปด้วยวัฒนธรรมอันดับต้นๆของโลก อีกทั้งยังมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย แบบติดดิน ซึ่งใครอยากสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่รับรองไม่ผิดหวัง

4. Costa Rica
ใครรักการผจญภัยเช่น โต้คลื่น รึตะลุยภูเขาไฟ แถมยังจะได้พบกับชาวพื้นถิ่นที่เป็นมิตรสุดๆ ขอบอกเลยว่าที่นี่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ยิ่งถ้ามาคนเดียวรับรองว่ามันสุดขีด เพราะมีความสนุกรอคุณอยู่เพียบ

5. Hong Kong, China
แม้นี่จะเป็นเมืองใหญ่ แต่การมาตามลำพังก็ยังทำให้คุณมีโอกาสให้ได้พบกับ “ศาสตร์แห่งเซน” เพราะที่นี่มีสวนและคลาสสอนไท่จี๋เพียบ แถมยังเป็นเมืองที่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสื่อสาร เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคนพูดภาษาอังกฤษพอสมควร อีกทั้งเป็นเมืองที่มีการรักษาความปลอดภัยในระดับเยี่ยม

6. Cusco, Peru
หากคุณอยากย้อนอดีตและซึมซับวัฒนธรรมตามลำพัง สถานที่แห่งนี้ก็ถือสุดยอดแห่งจุดหมายเลยก็ว่าได้ เพราะมันคือเมืองที่มีชื่อเสียงของชนเผ่าอินคา อีกทั้งยังมีแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่น่าสนใจ ฉะนั้นใครอยากเรียนรู้ประวัติศาสตร์รับรองเต็มอิ่มแน่

7. Alaska
ผลสำรวจเผยว่า คนที่มาเที่ยวอลาสก้าราว 20% ล้วนมาตามลำพัง เพราะทุกคนล้วนอยากสัมผัสธรรมชาติและความเหน็บหนาว โดยไม่มีผู้อื่นรบกวน อีกทั้งยังหายากที่จะมีใครสักคนร่วมทนหนาวกับคุณ เพื่อมาเยือนดินแดนแห่งนี้

8. Aran Islands
ที่นี่เป็นหนึ่งในเกาะอันงดงามของประเทศไอร์แลนด์ ซึ่งหากใครอยากสัมผัสประสบการณ์สไตล์ไอริช ขอบอกเลยว่านี่แหละใช่ นอกจากนี้ยังมีจุดให้่คนรักปั่นจักรยานได้ลุยเดี่ยวสมใจอีกด้วย และยังอุดมด้วยโบราณสถานอีกเพียบ

9. Malaysia
มาเลเซียถือเป็นหนึ่งในจุดหมายลำดับต้นๆในเอเชีย ที่ผู้คนนิยมเดินทางมาที่นี่ตามลำพัง แถมที่นี่ยังมีเทศกาลมากมายและมีความทันสมัย ที่ทำให้คนมาคนเดียวไม่รู้สึกเหงาเลยสักนิด

10. Bali, Indonesia
เกาะบาหลีถือเป็นดินแดนแสนสงบ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในธรรมชาติให้เข้ามาเยือนนับไม่ถ้วน อีกทั้งที่นี่ผู้คนยังมักนิยมมาคนเดียว เพราะอยากจะเต็มอิ่มกับธรรมชาติโดยไร้ผู้คนรบกวน ส่วนเรื่องเหงามั้ยไม่ต้องกลัว เพราะที่นี่มีนักเดินทางแบบลุยเดี่ยวเพียบ

แหล่งที่มา     เว็บไซต์สำนักข่าวแมวเมียว ที่มา: lifehack

ฝันให้สูง ไปให้ถึง

หลายปีก่อน
เหมือนจรวดที่อยากจะทะลุชั้นบรรยากาศ
แต่มีผู้หวังดีบอกว่า
ระวังพลาดแล้วจะตกลงมาเจ็บ

หลายปีถัดมา
ผู้หวังดียังมีชีวิตอยู่ที่บนโลกใบเดิม
ส่วนฉันลอยพ้นชั้นบรรยากาศไปยังดาวดวงใหม่
ดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมาใช้ได้สำเร็จ

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ความหวังดีนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
แต่เขาอาจหมายถึงตัวเขาเองต่างหากที่ทำไม่ได้
ไม่ได้หมายถึงเรา

เพราะคำแนะนำนั้นย่อมมาจากโลกทรรศน์ของผู้แนะนำ
ถ้าอยากไปดาวดวงใหม่ เราต้องไม่ถามคนไม่เคยไป
เพราะเขาย่อมตอบว่า
"ทำไม่ได้หรอก ไปไม่ได้หรอก"

จงถามคนที่เคยไปถึงดาวดวงใหม่แล้ว
เขาจะสร้างความเชื่อมั่นให้เรา
ว่าอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
อีกทีนะ จะได้ไม่ลืม

"ความหวังดีนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
แต่เขาอาจหมายถึงตัวเขาเองต่างหากที่ทำไม่ได้
ไม่ได้หมายถึงเรา"

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มองโลกในแง่ที่เราอยากคิดว่ามันจริง

โลกของคุณเป็นโลกที่ขาดแคลน หรือ มีมากมายเหลือเฟือ?
โลกของคุณแก่งแย่ง หรือ แบ่งปัน?
โลกของคุณพื้นฐานจิตใจคนพร้อมทำชั่ว หรือ พร้อมทำความดี?

ไม่ว่าโลกของคุณจะเป็นแบบไหน ก็ถูกต้องทั้งนั้น
เพราะเราทุกคนต่างมีโลกของตัวเอง
เรามีโลกในความคิดเป็นโลกของเราเอง
เราจะเห็นแต่ในสิ่งที่เราอยากเห็น
แล้วเอาสิ่งที่เห็นนั้นมาสนับสนุน "ความเชื่อ" ของเรา
ว่ามันคือ "ความจริง"

มองโลกในแง่จริงนั้นไม่มี
มีแต่มองโลกในแง่ที่เราอยากคิดว่ามันจริง
ถ้าคุณคิดว่าโลกนี้มีแต่การแก่งแย่งชิงดี โลกนี้มันขาดแคลน
โลกนี้ผู้คนพร้อมทำชั่วและเหยียบหัวกันขึ้นมา
คุณก็จะเจอแต่ผู้คนแบบนั้น โลกแบบนั้น
และคุณก็จะยิ่งเชื่อใหญ่ว่า "นี่ไง เห็นมั้ยโลกนี้มันสกปรกโสมม"

ถ้าคุณคิดว่าโลกนี้คือการแบ่งปัน โลกนี้มีแต่ความสมบูรณ์เหลือเฟือ
โลกนี้ผู้คนพร้อมจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
คุณก็จะเจอแต่ผู้คนแบบนี้ โลกแบบนี้
และคุณก็จะยิ่งเชื่อใหญ่ว่า "นี่ไง เห็นมั้ยโลกนี้มันช่างสวยงาม"

เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน
แต่เรามีโลกกันคนละใบ
อยู่ที่ใครจะเห็นแบบไหนเท่านั้นเอง
เลือกโลกในแบบที่จะทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นก็พอ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

Muse Pass บัตรเดียว เที่ยวฟรี 20 พิพิธภัณฑ์

หากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองหนังสือโลกได้ ราชธานีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ก็มีศักยภาพพอที่จะเป็นนครหลวงแห่งพิพิธภัณฑ์ได้เช่นกัน

มิวเซียมสยาม และสถาบันการเรียนรู้แห่งชาติ ส่งเสริมให้ผู้เสพงานศิลป์ "เที่ยวให้รู้ ดูให้คุ้ม" ในราคาพิเศษ ด้วยบัตร MUSE PASS จ่ายครั้งเดียว 199 บาท เที่ยวได้เพลินที่พิพิธภัณฑ์ 20 แห่ง ไล่ตั้งแต่มิวเซียมสยาม  นิทรรศรัตนโกสินทร์ บ้านสัตว์ประหลาดสยาม ไปจนถึงพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอก  ไปรสนียาคาร พระราชวังพญาไท  โดยมีรายละเอียดเวลาทำการ เส้นทางเดินรถสาธารณะ พร้อมทั้งนิทรรศการและกิจกรรมแนะนำของแต่ละแห่ง

หลายคนอาจจะเป็นเจ้าของ MUSE PASS กันไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับที่เพิ่งทราบข่าว หาซื้อบัตรผ่านใบนี้ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธ.ค. 2557 ที่พิพิธภัณฑ์ที่ร่วมโครงการ และใช้ได้จนถึง 31 มี.ค. 2558

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2225-2777 ต่อ 123 หรือ www.museumsiam.org/museumsiamprivilege/musepass


แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้ในอดีต : 18 ก.ค.

ค.ศ. 1798 - กษัตริย์นโปเลียน โบนาปาร์ค มีชัยในการรบที่อียิปต์
ค.ศ. 1831 - เบลเยี่ยมได้รับเอกสารจากเนเธอร์แลนด์ พระเจ้าเลโอโพสต์ ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์
ค.ศ. 1940 - สหภาพโซเวียตผนวกเอสโตเนีย ลัตเวีย และลิธัวเนียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ
ค.ศ. 1947 - อินโดนีเซียเริ่มให้มีการเลือกตั้งทางการเมืองครั้งแรก
ค.ศ. 1969 - เชื่อกันว่า นิล อาร์มสตรอง ได้ประทับรอยเท้าลงบนดวงจันทร์ เวลา 2.56.15 ตามเวลากรีนนิช
ค.ศ. 1980 - ฌอง-คลอด โดรเย ปืนหอไอเฟลสำเร็จในเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาที
ค.ศ. 1990 - มีการเล่นเพลง "WallW ของพิงค์ฟลอยด์ ณ จุดที่เคยเป็นที่ตั้งของกำแพงเบอร์ลิน
ค.ศ. 1994 - โทนี แบลร์ ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรคแรงงาน ก่อนที่จะก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษในปี 1997
ค.ศ. 2007 - หนังสือชุดแฮร์รี่ พ็อตเตอร์เล่นสุดท้าย Harry Potter and the Dealthly Hallows ออกวางจำหน่ายเป็นวันแรก

แหล่งที่มา   หนังสือพิมพ์นิวร้อยแปด ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

5 เรื่องที่คนรวยคิดต่าง

(1) คนทั่วไปเน้นการออม แต่คนรวยเน้นสร้างรายได้ -- ในปี 2012 คนอเมริกันโดยเฉลี่ยมีรายได้ปีละ $38,000 ถ้าออมได้ 10% สิ้นปีเราก็จะมีเงินเหลือ $3,800 แต่เราจะไม่รวยขึ้นจริง ๆ จัง ๆ ขึ้นมาจากการทำแบบนั้น เราต้องหารายได้ให้มากขึ้น ... ความจริงแล้วคนรวยก็ออม แต่เขาเน้นที่การสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้นก่อน ซึ่งสัดส่วนของเงินออมจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะถ้าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่น้อยลง

(2) คนทั่วไปมองการเริ่มธุรกิจส่วนตัวว่าเป็นความเสี่ยง แต่คนรวย (และคนที่มีโอกาสรวย) จะมองเป็นเส้นทางสู่ฐานะที่มั่งคั่ง – คนทั่วไปมองเงินมองด้วยสมการเส้นตรง เช่น สมมติทำงานได้ชั่วโมงละ $X ถ้ายอมทำงานเยอะขึ้น ก็จะได้เงินมากขึ้น แม้แต่ผู้ที่มีการศึกษาดี ก็คิดว่าการเรียน MBA จะช่วยให้ได้เงินมากขึ้น (ซึ่งก็จริง แต่ก็เป็นการมองแบบเส้นตรงเช่นกัน คือให้เวลากับการเรียน เพื่อสุดท้ายจะเอาวุฒิไปต่อรองรายได้ให้มากขึ้น) ... ส่วนคนรวยจะมองที่ไอเดีย โดยเฉพาะไอเดียที่จะช่วยแก้ปัญหา (และตอบโจทย์ความต้องการ) ของผู้คนได้ และทำเงินจากเรื่องเหล่านี้ ... ถึงกระนั้น คนรวยก็ไม่ได้กระโดดเข้าใส่ไอเดียอย่างไม่ลืมหูลืมหา แต่จะศึกษาความเสี่ยงอย่างดีก่อนที่จะลงมือทำ

(3) คนทั่วไปมองเงินทองด้วยอารมณ์ แต่คนรวยจะมองด้วยเหตุผล – คนทั่วไปมักจะกลัวที่จะขาดทุน/เสียเงิน เมื่อจะทำอะไรใหม่ ๆ แต่คนรวย (และที่มีโอกาสรวย) จะมองเงินว่าเป็นเครื่องมือที่นำมาซึ่งทางเลือกและโอกาส

(4) คนทั่วไปตั้งเป้าหมายอย่างเลื่อนลอย แถมยังผัดวันประกันพรุ่ง แต่คนรวยจะตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและยืดมั่นจริงจังกับเส้นตาย – คนทั่วไปอาจลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างแบบสะเปะสะปะ แต่คนรวยจะจดจ่อจริงจังอยู่กับธุรกิจเพียงอย่างเดียวที่กำลังปลุกปั้นอยู่ในตอนนั้น และทำทุก ๆ ทาง (ขอให้เป็นทางที่ชอบธรรม) เพื่อให้สำเร็จตามเวลาที่ตั้งใจไว้ (ถ้าทำงานแรกไม่สำเร็จซะที ยอมผัดไปเรื่อย ๆ ก็จะไม่สามารถเริ่มงานต่อไปได้)

(5) คนทั่วไปใช้ชีวิตเกินฐานะที่แท้จริง แต่คนรวยใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะ – ถึงจะมีคนรวยมาก ๆ บางราย ที่แสดงการใช้ชีวิตอย่างสุดหรู ... แต่คนรวยโดยทั่วไป ใช้ชีวิตต่ำกว่าฐานะที่แท้จริง ... และคนรวยส่วนใหญ่ จะไม่ไหลไปตามกระแสวูบวาบ พวกเขาต้องการอิสระทางการเงิน และจะไม่เป็นทาสของสิ่งต่าง ๆ หรือใคร ๆ (To be fair, ในความเป็นจริง ที่เราเห็นคนรวยบางคนที่ใช้เงินสุดป๋า จริง ๆ แล้วนั่นอาจจะต่ำกว่าฐานะจริง ๆ ของเขามากก็ได้ เช่น มีเงินพันล้านเหรียญ แต่ยังทนนั่งเฟิร์สคลาส ซึ่งก็หรูมากแล้วสำหรับคนทั่วไป ส่วนอีกคนมีร้อยล้านเหรียญ กลับมี private jet ซะแล้ว)

• เนื้อหานี้แปลมาจากบทความ “5 Ways Rich People Think Differently From the Rest of Us” ของ Michele Lerner http://goo.gl/RHdg67 ซึ่งเป็นการสรุปต่อมาอีกที จากหนังสือ “How Rich People Think” ของ Steve Siebold
• ภาพจาก forbes.com http://goo.gl/ZNpOs
‪#‎TIF_Rerun‬

แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Investment Forum

ยิ่งออม ยิ่งมีความสุข จริงหรือ?

ผลการสำรวจของ Ally Bank ในรัฐยูท่า สหรัฐฯ น่าสนใจดี
จากตัวอย่างสำรวจ พบว่า ....
  1. 85% บอกว่า รู้สึกดีที่มีเงินเก็บ
  2. แต่มีเพียง 53% เท่านั้น ที่บอกว่า มีการวางแผนการเงิน


โดยวัตถุประสงค์ของคนที่วางแผนการเงิน
  1. รองรับเหตุไม่คาดฝัน
  2. ภูมิใจที่หาเลี้ยงตัวเองได้
  3. รู้สึกเป็นอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น
  4. ตระหนักถึงเป้าหมายในชีวิตตัวเอง
เสร็จแล้ว ก็ไปดูหน่อยสิว่า 85% ที่บอกว่ารู้สึกดีที่มีเงินเก็บเนี่ย แต่ละคน มีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่ ... เราก็พบคำตอบที่น่าสนใจ ก็คือ

"The more you save, the happier you will be"

อย่างไรเสีย ก็ต้องให้ชีวิตสมดุลนะ ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินกันจนเครียด มันต้องให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบางน้อออ ^^

แหล่งที่มา      Facebook : Sinthorn Mr.Messenger  Credit : Infographic by Ally Bank 

5 ลักษณะ ที่ควรเปลี่ยนแปลง เมื่อต้องขึ้น มาเป็นนาย

ผู้บริหารทุกระดับชั้น หรือ การเป็นเจ้าของกิจการ
.
1. มองภาพรวมไม่ออก: ผู้ริหารทุกระดับชั้น ต้องเข้าใจในvision/ missionของบริษัท ว่ามีเป้าหมายมุ่งไปทางไหน และ หน่วยงานที่เรารับผิดชอบ มีส่วนร่วมอย่างไรที่จะนำบริษัทบรรลุในเป้าหมายนั้น // และตัวเราเองจะต้องกำกับดูแลทีมงาน ในประเด็นอะไรบ้างเพื่อความสอดคล้องกัน // หากกัปตันไม่รู้ว่าจะมุ่งไปทางไหน เราจะสั่งการหางเสือได้อย่างไร
.
2. ลำเอียง : การรู้สึกพอใจคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง เป็นเรื่องปกติที่ทุกคนอาจเป็นได้// แต่การบริหารคนในทีม จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องพยายามตัดความbias ออกจากการประเมินผล // และทุกๆครั้งที่ต้องประเมินใคร เราต้องหนักแน่นในมาตรการ / ไม่อย่างนั้น ทีมปั่นป่วนแน่ เพราะเราเองจะไม่สามารถอธิบายได้ในผลการประเมินแต่ละประเด็น
.
3. เจ้าอารมณ์ และ ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ : การคุมคน ไม่ควรใช้อารมณ์มาก่อนเหตุผล // หากบางครั้งทนต่อเหตุการณ์ไม่ได้จริงๆ ควรแยกตัวออกมาจากจุดนั้น เพื่อใช้เวลาทบทวนก่อนจะเข้าไปตัดสินใจ // เพราะเมื่อเราตอกตะปูลงบนใจใครแล้ว แม้จะถอนออกมา มันยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนใจเขาอยู่
.
4. ไม่เห็นความสำคัญของเวลา : ไม่ต้องอธิบายครับ จบข่าว
.
5. ทำทุกอย่างเอง : หลายคนไม่สามารถมอบหมายงาน ออกไปสู่ทีมได้ เนื่องจากความไม่วางใจ หรือ ความไม่กล้าสั่งงาน // อะไรที่ทำเองได้จะเก็บไว้หมด // ซึ่งนอกจากงานจะเดินช้าแล้ว ตัวเราเองที่จะload และไม่มีเวลาถอยมามองภาพรวม
.
การเป็นเจ้านาย สิ่งสำคัญที่สุด คือความสามารถในการควบคุมดูแลคนในทีม ให้มีผลงานทิศทางไปด้วยกัน และที่สำคัญการเดินทางไปด้วยกันพึงถนอมน้ำใจกัน แล้วจะไปได้ไกลครับ.
.
.
แหล่งที่มา     Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 20/7/2557

วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีการที่จะก้าวไปสู่อันดับที่ 1

วิธีการที่จะก้าวไปสู่อันดับที่ 1ได้ คือ
.
.
1 คุณต้องกำจัดคนที่อยู่อันดับก่อนหน้า เพื่อให้ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งแทน (แต่ความสามารถเรายังเท่าเดิม)
.
.
2 พัฒนาตัวเราเองให้ดีกว่าตัวเราเมื่อวาน เพื่อให้เรา
ค่อยๆ เจ๋งขึ้นไปเรื่อยๆ ... อันนี้คือแข่งกันที่ ใครจะทำตัวดีกว่าเมื่อวาน ในอัตราเร่งที่เร็วกว่ากัน
.
.
อย่างไหน มันส์กว่าและยืนยาวกว่า
..
แหล่งที่มา    Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 18/7/2557

ขยันผิดที่ ทำกี่ปีก็ไม่รวย

ความเข้าใจผิดๆ บางประการ
ของประโยคที่ว่า "ขยันผิดที่ ทำกี่ปีก็ไม่รวย"
.
หลายๆคนเคยพูดกันว่า
" อยากลาออกจัง เพราะรู้สึกว่าขยันผิดที่ ทำกี่ปีก็ไม่รวย "
.
.
บางทีเขาอาจจะเข้าใจอะไรบางอย่างผิด
เข้าใจว่า ผิดที่ หมายถึง สถานที่ (บริษัท)
เข้าใจว่า ต้องออกมาทำธุรกิจส่วนตัว ถึงจะเรียกว่าถูกที่
หรือเข้าใจว่า ต้องลาออก - ย้ายงานใหม่ถึงจะwork
.
.
แต่ลืมไปว่า ขยันผิดที่ อาจหมายถึง " เรายังfocusในงานเราเอง ไม่ถูกจุด " หรือบางครั้ง "อาจยังไม่มีความสามารถเพียงพอ ที่จะรับผิดชอบมากขึ้นได้"
.
.
การทำงานประจำ หากเราfocusในสิ่งที่เราทำ และแสดงความสามารถ deliverงานได้เหนือความคาดหมายขององค์กร
.
.
เมื่อเราพัฒนาตัวเราเอง ให้ถูกที่ ถูกจุด
"เป็นไปได้ยากมาก ที่เราจะไม่สำเร็จ "
.
.
ขยันถูกที่ ...อยู่ที่เดิมนี่..ก็รวยได้นะ
.
.
แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 19/7/2557

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Google Logo : Nelson Rolihlahla Mandela (1918-2013)



เนลสัน โรลิฮฺลาฮฺลา มันเดลา (อังกฤษ: Nelson Rolihlahla Mandela; สำเนียงภาษาคโฮซา: [xoˈliɬaɬa manˈdeːla]) เกิดวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2461 ที่เมืองทรานส์คีย์ ประเทศแอฟริกาใต้

ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในช่วงปี พ.ศ. 2537-2542 และเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการทางประชาธิปไตยอย่างถูกต้อง

ก่อนหน้าการดำรงตำแหน่งนี้นี้ เขาได้เป็นที่รู้จักกันทั้งในและนอกประเทศในฐานะที่เคยเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยงเพื่อต่อต้านนโยบายแยกคนต่างผิวออกจากกันในแอฟริกาใต้ จากที่แรกเริ่มเป็นผู้เคลื่อนไหวในทางสันติ ได้กลายมาเป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังติดอาวุธของพรรคสมัชชาแห่งชาติแอฟริกา และได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่อต้านใต้ดินโดยใช้อาวุธ เช่น การก่อวินาศกรรม ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้นำต่างชาติที่นิยมนโยบายแยกคนต่างผิวออกจากกันในแอฟริกาใต้ เช่น มากาเรท เท็ตเชอร์ และโรนัลด์ เรแกน ได้ประณามกิจกรรมเหล่านี้ว่าเป็นการก่อการร้าย

เขาถูกจำคุกเป็นเวลาทั้งสิ้น 27 ปี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นการถูกคุมขังในห้องขังเล็กๆ บนเกาะร็อบเบิน การถูกคุมขังนี้ได้กลายมาเป็นกรณีตัวอย่างของความอยุติธรรมของนโยบายแยกคนต่างผิวที่ถูกกล่าวถึงไปทั่ว เมื่อเขาได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2533 นโยบายประสานไมตรีที่เนลสันได้นำมาใช้ทำให้แอฟริกาใต้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งประชาธิปไตย ในขณะนี้ เนลสัน มันเดลา มีอายุกว่า 90 ปีแล้ว เป็นที่ยกย่องอย่างสูงภายในประเทศแอฟริกาใต้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ชาวแอฟริกันจะขนานนามสมาชิกชายอาวุโสของตระกูลมันเดลาอย่างให้เกียรติว่า มาดิบา แต่มักเจาะจงหมายถึงเนลสัน มันเดลาเท่านั้น
เนลสัน มันเดลา ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากกว่า 250 รางวัลตลอดช่วงเวลา 4 ทศวรรษ รางวัลที่สำคัญที่สุดคือ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี พ.ศ. 2536

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สนุกดอทคอม

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แขก 3 คน

เมื่อหลายปีก่อน
.
ยังเป็นเหตการณ์ที่จำได้ไม่มีวันลืม
กับความอุตสาหะ ของ ชาวบังกลาเทศในต่างแดน
.
.
มีโอกาสไปเยือนกรุงโรม ประเทศอิตาลี
ตามประสานักท่องเที่ยว
เราก็ต้องถ่ายรูปคู่ Colosseum ในshot บังคับ
.
.
นึกภาพตามนะ
.
รอบๆ บริเวณจุดท่องเที่ยวสำคัญ
โดยมากจะหนีไม่พ้น คนขายของเร่
ซึ่งในบริเวณนั้น จะเป็นแขกชาวบังกลาเทศ
.
.
" ช่วงเช้า " แวะไปถ่ายรูป
พบกับ แขกคนที่ 1 เขานำแว่นกันแดดมาขาย ซึ่งคนแถวๆ นั้นก็มีซื้อบ้าง
และเขาก็พยายามจะวิ่งเข้าหาทุกคนในบริเวณนั้น อย่างไม่ลดละ
.
.
" ช่วงบ่าย " บังเอิญผ่านกลับไปที่จุดเดิม เพื่อไปร้านอาหารตามคำแนะนำจากเพื่อน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บริเวณเดิมนั้น
.
แล้วก็พบกับ แขกคนที่ 2 (ช่วงนั้นฝนตกพอดี) เขาควักร่มพับได้ออกมาขายได้ทันสถานการณ์สุดๆ // ด้วยภาคบังคับ ผมจึงต้องเสียเงินซื้อร่มไปเพราะกลัวกล้องเปียก
..
.
" ช่วงกลางคืน " ผมขอกลับไปทานอาหารร้านเดิมซ้ำ เพราะติดใจและมันไม่ไกลจากที่พัก .... ทำให้ผมผ่านไปที่จุดเดิม และดันอยากถ่ายภาพช่วงดึกเพราะจัดไฟสวย
.
.
ใช่ครับ ผมพบกับแขกคนที่ 3
.
.
แต่ผมนึกไม่ถึงเลยว่า .. ครั้งนี้ เขาจะนำขาตั้งกล้องมาเสนอ..แต่ก็ถูกของเขา.. เพราะหลายคนที่ผ่านมาต้องการถ่ายรูป ส่วนใหญ่ไม่มีใครพกขาตั้งกล้องจิ๋วๆมา และแสงแถวนั้นมันน้อยมาก ถ่ายไป..ภาพก็จะเบลอๆ.. แต่พี่ท่านนี้เขามีขายครับ และไม่แพงด้วย
.
.
.
ประเด็นมันอยู่ตรงนี้
แขกที่ว่ามาทั้ง3คน “เป็นคนเดียวกัน”
.
.
พี่เจ๋งมาก!
.
.
สามารถเปลี่ยน products ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใน1วันได้อย่างรวดเร็ว
และพร้อมเสมอที่จะนำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการลูกค้า ณ ขณะนั้น
โดยใช้ช่องทางเดียว
.
.
เรื่องมันดูเล็กๆ ...แต่เราสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้หลายอย่างทีเดียว
.
บางครั้ง เราจำกัดตัวเอง อยู่กับ โจทย์เดิมที่ใช้วิธีแก้แบบเดิมๆ // คำตอบมันก็จะออกมาแบบเดิมๆ
.
.
ลองเปลี่ยนวิธีคิด
เปลี่ยนทั้งการตั้งโจทย์ + เปลี่ยนทั้งวิธีแก้
บางทีเราอาจจะมีอะไรแปลกใหม่นำเสนอลูกค้าได้
ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเพิ่งโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้นนั่นเองครับ
.
.
นับถือพี่มาก
.
.
แหล่งที่มา     Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 17/7/2557

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พลังบวก

ระยะ 2-3 ปีมานี้ เราคงได้ยินคำว่า พลังบวก ในการใช้ชีวิตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคิดบวก เสพสื่อที่เป็นบวก และเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นบวก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะเป็นตัวนำพาเราไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นและมีความสุขอย่างยึ่งยืน

ในการทำธุรกิจก็เช่นกัน

คุณต้องหาพลังบวกเข้ามาในธุรกิจควบคู่ไปกับการกำจัดพวกพลังลบออกไปจากธุรกิจของคุณให้ไวที่สุด
นอกเหนือจากความคิดอ่านและทัศนคติของตัวเองผู้เป็นเจ้าของแล้ว (คือถ้าคนเป็นเจ้าของ วันๆ เอาแต่คิดลบ หรือหาเรื่องลบใส่หัว เรื่องอื่นคงไม่ต้องคุยต่อนะ) ยังมีอีก 4 อยากในธุรกิจที่เราต้องรีบจัดการ เพราะเรื่องแบบนี้ยิ่งนาน ยิ่งบั่นทอนสุขภาพจิตอยางยิ่ง และธุรกิจของคุณจะไม่มีวันได้เห็นแสงสว่าง

1. สินค้า
ของขายไม่ได้ ของมีตำหนิ หรือแม้กระทั่งชำรุดเสียหาย อย่าเก็บกองไว้มองเล่นในโกดัง ลดราคา ขายทิ้งให้หมด เสื้อ collection เก่าๆเอาไปบริจาคให้มูลนิธิ นอกจากได้บุญแล้วยังได้ลดหย่อนภาษีด้วย

เคยมีลูกค้ารายหนึ่ง ผลิตสินค้าออกมาแล้วขายไม่ได้ บอกให้ลดราคาก็ไม่ยอม ของกองเป็นกำแพงเมืองจีนอยู่ในโรงงานกว่า 20 ล้านบาท ตัวเองเดินผ่านทุกวันๆ สุดท้ายเครียดสะสม ตรอมใจจนตายไปแล้ว (เรื่องจริงนะ)

2. ลูกน้อง
ไม่มีอะไรอันตรายกับธุรกิจไปกว่าการมีลูกน้องคิดลบคิดร้ายกับบริษัท เพราะคนพวกนี้นอกจากไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นแล้วยังจ้องทำลายด้วย สิ่งที่อันตรายคือเวลาคนพวกนี้ไปพูดอะไรข้างนอกเกี่ยวกับบริษัท คนนอกจะรับฟังเสมอเพราะเค้ายังมีสถานะเป็นคนของคุณ

คุณควรหามาตรการปรับทัศนคติกับเค้าให้เร็วที่สุด และจำไว้ว่า การไล่ออกคือทางออกสุดท้าย (ซึ่งไม่แนะนำเลย เพราะคุณได้เสียประสบการณ์การทำงานไป และเหมือนยื่นอาวุธให้กับคู่แข่งไป คือการให้คนของเราที่รู้ทุกอย่างของธุรกิจเราไปอยู่กับคู่แข่ง)

3. ลูกค้า
อย่าตกใจถ้าจะบอกว่า คุณควรเลิกค้าขายกับลูกค้าที่คิดลบ มีทัศนคติลบกับธุรกิจของคุณ เคยเจอไม๊ เดินเข้าร้านมา ด่า ติ ทุกอย่างแล้วซื้อของ 20 บาทเป็นค่าด่า เช่นเดียวกับการจัดการกับลูกน้อง คุณต้อง approach เค้าด้วยเรื่องบวกๆ คุย ถาม โต้ตอบเค้าด้วยพลังบวกอย่างเดียว อย่าไปคล้อยตามกับสิ่งลบที่เค้าประเคนมาให้ สุดท้ายถ้าไม่ได้ผล วิธีการในการ disregard ลูกค้าพวกนี้คือ งดส่งข่าวสารถึง งดให้ส่วนลดพิเศษทุกประการ แล้วเค้าจะรู้สึกตัวและจากไปเอง

4. สิ่งแวดล้อม
คงไม่ดีแน่ถ้าร้านของคุณไปตั้งอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมลบๆ มีร้านข้างๆที่วันๆพูดแต่เรื่องร้ายๆ บ่นทั้งวันว่าขายไม่ได้ ขายไม่ดี มันหดหู่นะครับ แนะนำว่าย้ายร้านหนีเถอะ ยอมเหนื่อยครั้งเดียวสบายหูไปอีกหลายปี

ฝากข้อคิดไว้ให้ว่า
คุณไม่สามารถคาดหวังอะไรดีๆได้ ถ้าเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางเรื่องร้ายๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

วิธีการ-ดูแลลูกค้าและคู่ค้าของเรา

เทคนิคการดูแลหัวใจ "แฟน (และ คนที่คุณรัก)"
.
1 รับฟังด้วยใจ : บางครั้งเขาต้องการแค่คนรับฟัง เราไม่ต้องวิเคราะห์ด้วยlogicให้มากนัก ใช้หัวใจฟังเพื่อทำความเข้าใจ เมื่อเขาสบายใจ เราค่อยให้คำแนะนำ (ถ้าต้องการ*)
.
2 เสมอต้นเสมอปลาย อย่าหมดโปรเร็ว **
.
3 เป็นตัวของตัวเอง อย่าfake เวลาจะเผยตัวตนของเรา แล้วสุดท้ายจะรับกันไม่ได้
.
4 แต่งตัวให้ดีเมื่อมีเดท (ไม่ต้องแพงก็ได้) เพื่อเป็นการให้เกียรติกัน
.
5 เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำความเข้าใจกับทุกๆเหตุการณ์ (การจับผิดอาจนำไปสู่หายนะได้)
.
6 เป็นที่ปรึกษา ในการร่วมวางอนาคตให้กัน **พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิด ไม่ใช่ยัดความคิดเราให้เขา
.
7 จริงใจ ในทุกๆการกระทำ // หากเราต้องการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันกับเขาไปตลอด ความจริงใจต่อกันและไม่ปิดบังกัน จะเป็นส่วนช่วยในการประคับประคองกันไปยาวๆครับ
.
เพื่อนๆ คงคิดว่า วันนี้ผมมาแปลก
ถ้างั้นขออนุญาตเปลี่ยนหัวเรื่องเป็น
.
"วิธีการ-ดูแลลูกค้าและคู่ค้าของเรา "
.
.
พอมองเห็นมั้ย ว่าเราก็ต้องทำเหมือนกัน
.
.
เมื่อดูแลลูกค้าเราให้ดี เหมือนคนที่เรารัก
เขาก็จะรักเราไปตลอดเช่นกัน ^^
.
.
"เพื่อนมีกลยุทธ์ดูแลหัวใจคนที่คุณรักยังไงกันบ้าง มาแบ่งปันกันได้เลย ^^ "
.
แหล่งที่มา    Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬  16/7/2557

นักสู้ชีวิต

คิดว่าความสนุกของชีวิตคนเรา
มันอยู่ตรงที่เราสามารถ "ยกระดับ" ตัวเองไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ไม่ว่าเราจะเริ่มจากระดับไหนก็ตาม

เมื่อวานได้เจอกับเพื่อนเก่าสมัยมัธยม
สมัยเรียนเธอเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาก
เราเจอกันตามสถานที่เรียนพิเศษ เพราะอยู่กันคนละโรงเรียน
ตอนใกล้เอนทรานซ์ เราเหล่าเด็กเรียนหลายคนจับกลุ่มติวกัน
ยังจำภาพเธอขี่มอเตอร์ไซค์ได้ดี

ในเวลาต่อมา เธอสอบติดบัญชี จุฬา
สอบติด วิศวะ จุฬา
เราเจอกันบ้างนิดหน่อย เพราะอยู่หอพักจุฬาเหมือนกัน
พอเรียนจบก็แยกย้ายกันไป ไม่ได้ข่าวคราวกันอีกเลย

ตัดฉับมาที่ปัจจุบัน
เวลาผ่านไปนับสิบปี  เจอเธออีกครั้ง
วันนี้เธอกลายเป็นเจ้าของโครงการคอนโดมูลค่า "หลายพันล้านบาท"
ในชื่อ ORIGIN Property

ชาวสมุทรปราการคงรู้จักดี เพราะมีอยู่หลายร้อยยูนิต
เธอทำได้อย่างไร? นั่งฟังเธอและสามีเล่า

บ้านรวยล่ะสิ? บางคนคิด
ไม่เลย ก็บอกแล้วไงว่าตอนเรียนเธอขี่มอเตอร์ไซค์

เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงสนุก
เธอและสามีก็แค่เด็กต่างจังหวัด เป็นพนักงานบริษัทธรรมดาๆ
เพียงแต่ขยันตั้งใจทำงานกว่าคนอื่น
จนได้เป็นผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

เก็บหอมรอมริบ หยิบยืมที่บ้าน กู้เงินธนาคาร
จนพอจะซื้อเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ ให้นักศึกษาเช่าห้อง
ช่วงแรกรายได้ไม่พอผ่อนธนาคาร ต้องเอาเงินเดือนมาโปะ
บางช่วงก็อดคิดไม่ได้ว่ามาถูกทางหรือเปล่า

ตอนตัดสินใจลาออก ก็ไม่ใช่ง่ายๆ
เพราะต้องทิ้งเงินเดือนหลักแสน
แต่หัวใจมันเรียกร้องให้ลองดู
พอขายเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ ก็มีเงินก้อน
เอาไปซื้อที่ปลูกคอนโด จากโครงการหนึ่งถึงอีกโครงการ

ทุกโครงการขายดี เพราะเข้าใจคนพื้นที่
อย่างที่บอก วันนี้โครงการของเธอรวมๆ ก็ครึ่งหมื่นล้านแล้ว
เธอยืนยันว่าทั้งหมดไม่ใช่โชคช่วย แต่ล้วนต้องฟันฝ่า

คิดว่าสองสามีภรรยาคู่นี้น่านับถือมาก
จากคนธรรมดามาเป็นห้าพันล้าน
ไม่ธรรมดา

คิดแล้วก็เหลือเชื่อ
เด็กผู้หญิงขี่มอเตอร์ไซค์วันนั้น
กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โตในวันนี้

ชีวิตคนพลิกผันได้มากมายจริงๆ
ไม่ว่าวันนี้เราจะอยู่ในระดับไหน
มันก็ไม่ได้บอกว่าเราจะต้องอยู่ในระดับนั้นตลอดไป

อดทน ตั้งใจ มองหาช่องทาง มองหาโอกาส
ใครจะรู้ล่ะ ว่าอนาคตของเรามันจะยิ่งกว่าฝัน
เป็นกำลังใจให้นักสู้ชีวิตทุกท่าน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทุกอย่างมีได้มีเสีย

กฎของธรรมชาติข้อหนึงก็คือ ไม่มีอะไรอยู๋ค้ำฟ้า สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง

ชีวิตของเราก็เช่นกัน ทุกวันนี้มันยังมีจังหวะขึ้นลงทั้งๆ ที่ร่างกายและจิตใจ 100% เป็นของเรา สมอง หัวใจ สายตา ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของเราหมด เรายังฝืนกฏของการเปลี่ยนแปลงไม่ได้

ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง เราจะต้องเสียอะไรไปบางอย่างเสมอ ย้ายโรงเรียนก็ต้องเสียเพื่อนสนิทบางคนไป ย้ายบ้าน เปลี่ยนงาน ปรับปรุงร้านใหม่ ก็ย่อมเสียความสบายส่วนตัวไปบ้าง

แต่เมื่อมองให้ลึกๆแล้ว ในทุกการสูญเสียคุณจะได้บางอย่างใหม่ๆ เข้ามาแทนเช่นกัน ได้เพื่อนใหม่ ได้สิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น ได้โอกาสในการเรียนรู้ ได้เห็นอะไรใหม่ๆ เป็น input ที่มีค่ากับตัวเราเอง

แต่แปลกที่เรามักดื้อและต่อต้าน กลับพยายามโกหกตัวเองว่าเปลี่ยนแล้วไม่ได้อะไร มีแต่เสียกับเสีย
อย่าอนุญาตให้ตัวเอง มีเงื่อนไขใดๆ ในชีวิตที่จะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง

เพราะทุกๆ การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น มันมีค่าเกินกว่าที่คุณจะปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไรเลย

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

การลงทุนความรู้ให้กับตัวเอง

ยังไงก็ยืนยันว่า
การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือ "การลงทุนความรู้ให้กับตัวเอง"

จิม โรห์น อาจารย์ของอาจารย์ด้านความสำเร็จระดับโลก
เคยบอกไว้ว่า ถ้าคุณแบ่งรายได้ของคุณสัก 10% มาลงทุนในตัวเอง

ซื้อหนังสือดีๆ อ่าน เข้าคอร์สสัมมนาดีๆ ฝึกอบรมพัฒนาทักษะ
ในเวลาไม่นาน คุณจะค้นพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับคุณ
ไม่ว่าจะเป็นความคิด รายได้ คนที่คบหาสมาคม คุณภาพชีวิต ฯลฯ

รู้จักคนจำนวนหนึ่งที่ไขว่คว้าหาความรู้ใส่ตัว
อ่านหนังสือความรู้ปีละหลายสิบหลายร้อยเล่ม
เข้าสัมมนาทั้งไทยและต่างประเทศ
เสร็จแล้วเอาความรู้เหล่านี้ไปลงมือทำ

คุณว่าคนเหล่านี้จะไม่ประสบความสำเร็จเหรอ?
เหตุมาดีแบบนี้ ผลลัพธ์มันการันตีอยู่แล้วว่าสำเร็จแน่

ถ้าคุณเงินเดือน 15,000 บาท
ลองตัดเงินมา 1,500 บาท ลงทุนให้ความรู้กับตัวเอง
เงินจำนวนนี้อาจจะแค่ดูหนังกินข้าวกับแฟนแป๊บเดียวก็หมดแล้ว
แต่เงินจำนวนนี้ถ้าใช้ให้ถูกที่
มันจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

รู้ว่าจะต้องมีคนบอกว่าแค่นี้แต่ละเดือนยังไม่พอใช้
แล้วจะให้เอามาจ่ายซื้อหนังสือ ซื้อคอร์สสัมมนาเนี่ยนะ?!

ยังจำได้ดี
หลายปีก่อนกำเงิน 3 พันกว่าบาทไปจ่ายค่าคอร์สสัมมนา
ตอนนั้นมันเป็นเงินจำนวนไม่น้อย
และมันเป็นเงินสดก้อนท้ายๆ ในชีวิตตอนนั้น
โชคดีที่วันนั้นตัดสินใจลงทุนให้ความรู้กับตัวเอง
ปัจจุบันถอนทุนคืนหมดแล้ว รายได้เพิ่มขึ้นจากวันนั้น 10 เท่า
ถ้าเป็นการลงทุนก็ต้องบอกว่าโคตรคุ้ม!

เล่ามาทั้งหมดเพื่อที่จะบอกว่า
ก็เพราะคุณเงินเดือนไม่พอใช้นี่ล่ะ
คุณถึงต้องลงทุนทำอะไรใหม่ๆ ไง
และลงทุนที่ว่าเนี่ย ไม่ใช่ลงทุนเปิดร้าน ลงทุนเล่นหุ้น
แต่อันดับแรก คุณต้อง "ลงทุนให้ความรู้กับตัวเอง"

สุดท้ายอยากจะบอกว่า
ข้อแรก ความรู้ที่คนสำเร็จเอามาบอกเอามาสอนนั้น มีมูลค่านับล้านๆ
ขอแค่คุณตีมันให้แตก และเอามาใช้ให้เป็น
จงไปหาหนังสืออ่าน ไปเข้าคอร์สเรียนซะ แล้วชีวิตจะดีขึ้นมหาศาล

ข้อสอง ความสำเร็จทิ้งร่องรอยไว้เสมอ
ความสำเร็จนั้นเลียนแบบได้ (ในวิถีทางของตัวเอง)
ถ้าคุณทำเหตุให้เหมือนเขา
คุณย่อมได้ผลลัพธ์เหมือนเขา

ลงทุนความรู้ให้กับตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้
แล้วคุณจะจำตัวเองในวันที่แย่ๆ ไม่ได้เลย
เพราะคุณจะกลายเป็นคนสำเร็จ
ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจ
ให้กับคนที่จะสำเร็จตามคุณมาอีกมากมาย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การจุดธูปในแต่ละจำนวนล้วนมีความหมาย

จุดธูปกี่ดอกบอกอะไร??
1 ดอก : ไหว้ศพ เจ้าที่้ วิญญาณธรรมดาที่ไม่ได้ขึ้นชั้นเทพ
2 ดอก : ใช้บูชาเจ้าที่
3 ดอก : ใช้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
5 ดอก : ใช้บูชาพระรัตนตรัย บูชารัชกาลที่ 5 ธาตุทั้งห้า หรือทิศทั้งห้า พระภูมิ
7 ดอก : ใช้บูชาพระพรหม บูชาพระอาทิตย์ ถือคติคุ้มครองทั้ง 7 วันในสัปดาห์
8 ดอก : บูชาเทพเจ้าของชาวฮินดู
9 ดอก : บูชาแก้ว 9 ประการ พระพุทธคุณทั้งเก้า และพระเทพารักษ์
10 ดอก : ใช้บูชาเจ้าที่ตามความเชื่อของชาวจีนบางกลุ่ม
12 ดอก : บูชาเจ้าแม่กวนอิม  บูชาพระคุณของแม่
16 ดอก : บูชาเทพชั้นครู ที่มีการอัญเชิญเทวดาที่สำคัญหมายถึงสวรรค์ 16 ชั้น
19 ดอก : บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ
21 ดอก : บูชาพระคุณของพ่อ
32 ดอก : ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ

แหล่งที่มา    Facebook : ไทยประกันชีวิต กับ Gemsjang Detruedee  Cr. Astvinfographic

ชีวประวัติ ..ไม่ใช่แค่เอามาจัดบอร์ด (ตอนมัธยม)”

เพื่อนๆ หลายท่านถามเข้ามา อยากให้ช่วยแนะนำหนังสือดีๆ ที่ช่วยเรื่องThinking & Attitude
.
มีอยู่หมวดหนึ่ง ที่หลายคนคงร้องยี้ ><
แต่มันเป็นหมวดที่เจ๋งที่สุดเท่าที่อ่านมาเลย
มันคือ Bio . หรือ หนังสือชีวประวัติ นั่นเอง!
.
.
ซึ่งจริงๆ มันเป็นการสรุป milestone ความสำเร็จของบุคคลระดับโลกเอาไว้/ ถ้าหากเราค่อยๆ พินิจ ตามแต่ละหลักกิโล ที่เขาเดินทางไป/ มันได้อะไรเยอะมากๆ กว่าที่เราจะจินตนาการได้เลย
.
.
บางครั้งเราไปผูกใจเจ็บ ว่าหนังสือแบบนี้ ... มันเหมาะกับการไปทำเรียงความหรือ จัดบอร์ดสมัยมัธยม
.
แต่เฮ้ยยย.. มันคนละเรื่องเลย^^ (ร้องในใจเบาๆ)
.
.
ต้องลอง ต้องลอง (แรกๆ ก็ยี้เหมือนกัน)
.
.
การอ่าน Bio มันไม่ต่างอะไรกับการมี role model / แล้วเราเดินตามเขาไป เพื่อนำข้อคิดมาประยุกต์ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
.
.
มันช่วยร่นระยะเวลา ลองผิดลองถูกให้เราได้อีกเยอะเลยทีเดียว
.
.
You are what you read .. !
" อยากเป็นเหมือน Role model คนไหน .. ก็อ่านเค้าเลย^^ "
.
.
แหล่งที่มา    Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 14/7/2557

10 สิ่งที่ต้องขอบอก … ก่อนที่เพื่อนๆ จะลาออกมาเป็นเสี่ย

Checklist เริ่มต้นธุรกิจ ที่ควรมีติดไว้ที่บ้าน

1 “อย่าเพิ่งทุบหม้อข้าว” เพราะเวลาข้าวหมดแล้วยังไม่เจอหม้อใบใหม่ มันจะคิดอะไรไม่ออก //ให้เรารู้ตัวแน่ชัด ว่าเราจะทำอะไร กิจการเราจะยืนอยู่ได้อย่างไร // เราสามารถศึกษาสิ่งที่เราสนใจและจำลองมันลงบนกระดาษก่อน ว่า Business Model หรือรูปแบบธุรกิจของเราเป็นอย่างไร /รายได้จะเข้ามาทางช่องทางไหน/ Cost structure เป็นอย่างไร* (ไว้เราจะมาแตะเรื่อง Business Modelอีกทีครับ)
.
2 “หาPartner ที่มีPassion” ในการทำธุรกิจร่วมกัน “อย่าเลือกคนที่มีเป้าหมายเป็นเงินเท่านั้น” แต่ควรเป็นคนที่กระหายความสำเร็จ // ถ้าเอาเงินเป็นที่ตั้ง เขาอาจสละเรือได้ทันที ถ้าเขาเห็นว่ามีอันอื่นคุ้มกว่า
.
3 “Cash is King” ถึงมีเงินลงทุน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเงินทุนหมุนเวียน เผื่อไว้เลยว่าถ้ารายได้ไม่เข้า6เดือน คุณอยู่ได้หรือไม่ สำคัญสุดๆ
.
4. “คุยกับคนที่บ้าน ให้จบ” เพราะการที่เราจะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ มันต้องเสียทั้งเวลา และมีความเสี่ยงในเงินทุน // คนที่คุณรักต้องเข้าใจตรงนี้ด้วยกัน+ มองภาพเดียวกัน// มิฉะนั้น เราจะเลิกทำก่อนจะสำเร็จ เพราะมีปัญหากับที่บ้านซะก่อน
.
5. “ฝึกๆๆ Simulation makes better practice” นักบินทุกคนต้องเรียนวิธีบิน ผ่านเครื่องsimulation ที่จำลองสถานการณ์การบิน พร้อมcase studyมากมาย ก่อนบินจริง...เพราะถ้าไม่ผ่านคือตาย//
เราสามารถเลียนแบบจำลองสถานการณ์ขึ้นมาก่อนก็ได้ ด้วยการมองตัวเองว่าเราเป็นเจ้าของกิจการนั้นแล้ว เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ หากเราอยากเปิดร้านกาแฟ คิดภาพในใจว่าเราเป็นเจ้าของร้านกาแฟเรียบร้อย ร้านมันตั้งอยู่ตรงจุดนี้แหละ( ที่คุณอยากตั้ง). ลงเงินไปแล้วรวมเท่าไหร่ ลูกค้าจะมีเยอะมั้ย (ลองยืนสังเกตร้านแถวนั้น จริงๆยืนซัก1ชั่วโมง ในแต่ละช่วง เช้า กลางวัน เย็น ก็พอมองออกแล้วว่า เราจะขายได้ต่อวันประมาณเท่าไหร่ // ยิ่งทำได้บ่อยเท่าไหร่ ข้อมูลก็ใกล้ความจริงเท่านั้น
.
6. ตั้งชื่อ ให้สื่อ และ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของเรา // (สุดท้ายทุกอย่างต้องเชื่อมโยงเป็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่ ชื่อร้าน ชื่อสินค้า การตกแต่งร้าน ไปจนถึง คำพูดของพนักงานที่ให้บริการ) // corporate identity (CI) ต้องชัด เพราะการสื่อสารทุกอย่างไปหาลูกค้าจะโดนใจมากกว่า
.
7. Location : หากคุณคิดจะเปิดหน้าร้าน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับสินค้าที่ดี คือ exposureของหน้าร้าน // บางครั้งเราคิดว่า จุดใกล้ๆกัน แต่ราคาต่างกันมาก เราเลยไปสอยทำเลถูกๆ // หากสินค้าเรายังไม่มีคนรู้จัก ยากที่คนจะเดินไปหาคุณ // ทำเลไม่ดี อย่าไปมีซะดีกว่า (ควรหาที่ใหม่) // แต่เรื่องนี้บางที gut feeling มันสัมผัสได้ ว่ายืนตรงนั้นแล้วรู้สึกมั้ยว่าทำเลมันจะดีหรือไม่
.
8.เรียนรู้การบริหารคน หลายธุรกิจต้องตกม้าตายคิดว่าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง และไม่กล้าออกคำสั่ง // หากเราต้องมีคนช่วยดูแลร้านค้า เป้าหมายสุดท้ายคือ เราต้องทำให้คนๆนั้น ทำแทนเราได้// มิฉะนั้นธุรกิจเรายากที่จะโต
.
9. ศึกษาระบบบัญชี หลังบ้านที่ดี จะช่วยไม่ให้เงินคุณรั่วไหล (ลองอ่านบทความเก่าๆของผมเรื่อง ประตูหลังได้ครับ)
และสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์ได้ว่า ควรปรับปรุงด้านไหน เพื่อเพิ่มผลกำไร
.
10. ตัวคุณเอง .... สำคัญที่สุด ที่คุณจะต้องคุยกับตัวเองให้จบเช่นกัน
ว่าจะลุยมันให้สุดหรือเปล่า
.
ลองทบทวนและเตรียมความพร้อม
ก่อนที่เราจะออกมาลุยในสนามรบกัน
.
แหล่งที่มา     Facebook ‪#‎อาเสี่ย‬ 14/7/2557

คนธรรมดาวิ่งไล่ล่าหาเงิน คนสำเร็จให้เงินวิ่งไล่ล่าแทน

หยุดวิ่งไล่ล่าหาเงิน
จากนั้นพัฒนาตัวเอง
เรื่องอะไรบ้างที่เราต้องเก่ง?

ถามตัวเอง เรียนรู้ แล้วลงมือทำ
ไม่นาน เงินจะวิ่งไล่ล่าหาเรา
จะหนียังไงก็หนีไม่พ้น
เราจะกินไม่ไหว ใช้ไม่หมด
ทั้งอนาคตและปัจจุบัน

คำว่า "หยุดวิ่งไล่ล่าหาเงิน"
ไม่ได้หมายถึงให้เลิกทำงาน
แต่ให้เลิกใช้ "เงิน" นำทาง
เพราะไม่อย่างนั้น เราจะหลงทางในที่สุด

เราจะหลงไปทำอะไรก็ได้ที่ได้เงิน
โดยลืมคิดไปว่า
เราไม่มีทางวิ่งไล่ล่าหาเงินไปได้ตลอดชีวิต
เราต้องหยุด หยุดเพื่อคิด
คิดว่าทำอย่างไร "จะให้เงินเป็นฝ่ายไล่ล่าเรา?"

คำตอบคือ
เงินจะวิ่งมาหาคนที่คู่ควรกับมัน
เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีเงินล้าน
ก็ทำตัวให้คู่ควรกับเงินล้านสิ

อย่าบอกนะว่าไม่รู้ต้องทำอย่างไรถึงจะคู่ควรเงินล้าน
เพราะไม่เคยมียุคไหนที่คนสำเร็จ
จะออกมาแชร์เคล็ดลับความสำเร็จเยอะเท่ายุคนี้

หนังสือ คลิปวิดีโอ สัมมนา มีบอกไว้หมด
อยู่ที่เราจะเริ่มพัฒนาตัวเองหรือยัง?

คนธรรมดาวิ่งไล่ล่าหาเงิน
คนสำเร็จให้เงินวิ่งไล่ล่าแทน

เข้าใจตรงกันนะ ว่าเราต้องเป็นคนแบบไหน?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

น้ำซาวข้าว

ใครหุงข้าวเองบ้าง ยกมือขึ้น!? เวลาที่เราหุงจะต้องเทน้ำทำความสะอาดข้าวก่อนใช่ไหม เสร็จแล้วก็จะเทน้ำนั่นทิ้งไป ซึ่งน้ำซาวข้าวเหล่านี้เนี่ย มันยังมีประโยชน์อีกตั้ง 4 อย่างแหน่ะ!! จะมีอะไรบ้างตามมาอ่านกัน

1.ทำความสะอาดพื้น
เอาไม้ถูพื้นหรือผ้าขี้ริ้วมาชุบกับน้ำซาวข้าวนี่แหละ แล้วก็ไปถูกับพื้นไม้กระดาน จะช่วยให้พื้นสะอาดวิ้งขึ้นเงาเลยแหละ

2.ล้างพิษจากยาฆ่าแมลงในผัก
นำน้ำซาวข้าวที่ไม่ใช่แล้ว ก็ใช้ล้างพิษในผักได้เช่นกัน เด็ดผักไปแช่น้ำซาวข้าวครั้งที่ 2 ประมาณ 5 ถึง 15 นาที ถึงเวลาก็นำขึ้นมาล้างน้ำสะอาดอีกซักหนึ่งรอบ

3.ขจัดคราบมัน
เพิ่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดคราบมันบนภาชนะทั้งหลาย ลองใช้น้ำซาวข้าวกับขี้เถ้าถูซิ ความมันจะหายไปในพริบตา

4.คืนความขาวให้กับผ้าไนลอน และผ้าแพร
ง่ายๆ เลยจ้า นำผ้าไปแช่น้ำซาวข้าวประมาณ 3 ถึง 5 วัน แต่ต้องเปลี่ยนน้ำทุกวันนะ หลังจากวันที่ 6 เป็นต้นไปก็นำผ้าไปซักซะก่อน แล้วคอยดูความขาวแบบวิ้งๆ ได้เลย

ที่มา : smartsme รูปภาพ : openrice
แหล่งที่มา    Facebook : CatDumb.com สำนักข่าวแมวเหมียว 

ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝน

ทุกคนที่ทำธุรกิจในยุคนี้นั้น คุณโชคดีมากแล้วที่อยากเรียนอยากรู้อะไร ทุกอย่างมีสอนใน internet ทั้งหมด

มองอีกด้านก็ถือเป็นความโชคร้ายเช่นกัน เพราะเมื่อแหล่งข้อมูลและความรู้เข้าถึงได้ง่ายแค่ไหน ลูกค้าของคุณก็ย่อมมีความคาดหวังในตัวคุณมากขึ้นเท่านั้น พอๆ กับที่คู่แข่งของคุณเค้าก็สามารถใช้ความรู้นั้นพัฒนาตนเองให้ทิ้งห่างคุณออกไปได้เร็วขึ้น

ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของการแข่งกันว่าทำออกมาได้มากกว่ากันและขายได้ราคาถูกกว่ากัน

ยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขันด้วยคุณภาพและการปรับสินค้าและบริการให้นำหน้าความอยากของผู้บริโภค พูดง่ายๆคือแข่งกันทำให้คนอยากซื้อของเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถ้าคุณมีร้านกาแฟ แต่คุณไม่รู้จัก Barista ที่ผมเอามาให้ดู หรือยังเทนม Latte Art ได้ไม่สวย คุณก็แพ้ตั้งแต่เริ่มแล้ว (เห็นรึยังครับว่า กาแฟเย็นแพ้กาแฟร้อนตรงไหน คำตอบคือ Latte Art นี่ล่ะครับ ที่ทำให้เพิ่มความสวยงามขึ้นมาได้)

ทำไม่เป็นเหรอ ไม่เป็นไร --> หัด หัด

หนทางเดียวที่คุณจะทำได้เป็นคือ ฝึกฝน ฝึกฝน ฝึกฝน

ทุกอย่างใช้เวลา แต่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย
https://www.facebook.com/barista.dritan.alsela

แหล่งที่มา      Facebook : Trick of the Trade

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความสำเร็จของคนโง่

ลองสังเกตนะ

ในชีวิตที่ผ่านมา
เราแทบไม่เคยเห็นคนประสบความสำเร็จระดับสูงคนไหน
ยอมรับว่าตัวเอง “ฉลาด” เลย
.
.
เขาเหล่านั้นกลับมองว่า
“ยิ่งเรารู้มากขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งรู้ว่า...ตัวเองโง่...มากขึ้นเท่านั้น”
และมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
.
.
ยิ่งเราศึกษา เรื่องใดๆ มากขึ้นเรื่อย
เราจะยิ่งอุทานในใจบ่อยๆว่า “เฮ้ย มันมีอย่างงี้ด้วยเหรอ?”
.
.
โลกนี้ยังมีอะไรที่เราไม่รู้อีกมากมาย
.
.
หรือมองได้ว่า การที่เราจะประสบความสำเร็จได้นั้น
ไม่ได้แปลว่า "รู้แล้วทุกอย่าง"
.
.
แต่มันคือ
การรู้ตัวว่า "เรายังไม่รู้เรื่องอะไร” ?
และตอบคำถามได้ว่า “เราอยากรู้ไปเพื่ออะไร” ?
สิ่งเหล่านี้จะนำเราเดินทางเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นไปเรื่อยๆ
.
ลองดูนะ
แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬  13/7/2557
.
คนโง่ ไม่ใช่คนผิด
ก็แค่เขายังไม่รู้ ..แค่นั้นเอง

ความเชื่อ

ความเชื่อคือแว่นตาที่เราใส่มองโลก
คนสองคนจึงเห็นเรื่องราวที่ต่างกัน
แม้จะเป็นสถานการณ์เดียวกันก็ตาม

ลองเลือกความเชื่อ
ที่เชื่อแล้วเป็นประโยชน์กับชีวิตตัวเองสิ
อันไหนที่เชื่อแล้วชีวิตมันห่วย

เช่น เชื่อว่าชีวิตคนอย่างเรามันซวย
เชื่อว่าเกิดมาจนก็ต้องตายไปอย่างจน
เชื่อว่าถ้าล้มลงไปแล้วคงไม่มีวันลุกได้
เชื่อว่าถ้าเขาทิ้งไป ชีวิตคงอยู่ไม่ได้

ความเชื่อห่วยๆ พวกนี้คือแว่นตาไร้คุณภาพ
ใส่แล้วสายตาเสีย มองโลกมัวหม่น
โยนมันทิ้งไปด่วน!

หาแว่นตาความเชื่อใหม่ๆ มาใส่แทนสิ
เอาอันที่ใส่แล้วชีวิตดี

มันอาจจะดูแปลกๆ ในตอนแรก
ใส่แล้วไม่เข้ากับหน้า
ใส่ไปไหนใครก็ทักว่าประหลาด

แต่นี่มันชีวิตเรา อย่าไปแคร์มาก
แว่นตาดีๆ สักอัน
โลกใบเดิม
ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 13 ก.ค. 2557 World Cup 2014


วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

TOP 5 ข้ออ้าง "ลางาน" สุดเนียน

ที่เจ้านาย (แกล้งทำเป็น) ไม่รู้
.
.
1. แกล้งไอ ให้หัวหน้าได้ยินวันนี้ เพื่อสร้างสถานการณ์ก่อนลาวัน"พรุ่งนี้" / บางคนขอพารา2เม็ดเลย...เฮีย ผมปวดหัวจริงๆ (แอบเอาไปทิ้งในห้องน้ำ)
.
.
2. ญาติผู้ใหญ่ป่วย (อันนี้เจอบ่อยมาก บางคนลืมไปแล้วว่า เมื่อสองเดือนก่อน เคยลาด้วยกรณีญาติคนเดียวกันนี้เสียชีวิต หา! เค้าคืนชีพ) ซึ่งข้ออ้างอันนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เป็นการไม่เคารพผู้ใหญ่ด้วย
.
.
3.ท้องเสีย "สงสัยเป็นเพราะร้านเนื้อย่าง ที่เฮียเลี้ยงพวกเราเมื่อวาน" (แน่ะ เรามีส่วนร่วมกับการป่วยในครั้งนี้ด้วยแฮะ) (จริงๆpartyหนัก ตื่นไม่ไหว เห็นในfoursquareนะว่าไปไหนมา )
.
.
4. ปวดประจำเดือน (อันนี้พอเข้าใจได้ในบางกรณีนะครับ) เรื่องที่สาวๆเป็นกัน ยากที่ผมจะพิสูจน์
.
.
5. ยางแตก รถติด อุบัตเหตุบนท้องถนน มาไม่ทันแน่ๆเลยค่ะ (โทรมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นนิดนึง)
.
.
.
(ขอแถมข้อ6 &7 อันนี้เจอไม่บ่อยมาก "แต่แปลก" )
.
6. ป่วยวันศุกร์ เย้ได้หยุดยาว3วัน (อย่าเผลอเช็คอินนะครับ เดี๋ยวรู้ว่าไม่อยู่บ้าน) จับได้เพราะมาเดินที่เดียวกับเรา..แหม่มันช่างบังเอิญ โลกกลมพรหมลิขิต
.
.
7. รถสตารท์ไม่ติด จากสิ่งลึกลับ (อันนี้ริวจะไม่ขอยุ่งกับเรื่องนี้)
.
.
.
.
*********
สำหรับการจัดการกับเรื่องนี้
(ในมุมของเจ้าของกิจการที่เคยเป็นลูกน้องมาก่อน)
.
.
เราก็พยายามจะเข้าใจ ว่าบางครั้ง ลูกน้องเราก็มีเหตุจำเป็นจริงๆ ถึงต้องอ้างบ้างอะไรบ้าง
.
การตั้งเมตตา ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรามองข้ามการโกหกแบบนี้ไปได้
.
" แต่ถ้ามันบ่อยนัก"
.
เราอาจจะต้องบอกไปว่า
เหลือ "ลา" อีกอันเดียว ที่นายยังไม่ได้ใช้เลยนะปีนี้
.
.
คือ " ลาออก "

แหล่งที่มา  ‪   Facebook : #‎อาเสี่ย 11/7/2557
.
(ที่กล่าวมาทั้งหมด เอาเฉพาะกรณีมารู้ทีหลัง/ ว่าเป็นเรื่องเท็จ/ จากประสบการณ์ส่วนตัวนะครับ // บางคนที่จำเป็นต้องลา /ทุกคนเข้าใจ ของอย่างงี้มันคุยกันได้ // ซึ่งระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอ..มันก็จะพิสูจน์คนได้เอง.. )

วงชีวิตวัยรุ่นของตัวเองหายไปไหนหรือเปล่า ?

บางทีก็มานั่งคิดว่าช่วงชีวิตวัยรุ่นของตัวเองหายไปไหนหรือเปล่า ?

เพราะทำงานหารายได้เองตั้งแต่ยังเรียน ไม่ค่อยได้เที่ยวอะไรมากมาย หรือ party กับเพื่อนๆ เท่าไหร่
แต่ก็มานั่งคิดทบทวนอีกที ช่วงเวลาวัยรุ่นนี่แหละ ที่เรายังแข็งแรง ความคิดยังแล่น ไอเดียยังไหลมาสารพัด เราสามารถทำอะไรได้มากมาย เราสามารถล้มเหลวได้หลายครั้ง หากจะไปล้มเหลวตอนที่อายุมากแล้ว มีภาระที่ต้องดูแลแล้ว มันก็คงยากที่จะมีกำลังใจลุกมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

การที่ไม่ได้เที่ยวกลางคืน ไม่ได้กินเหล้า หรือ สูบบุหรี่ หรือดูคอนเสิร์ตต่างๆ มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตวัยรุ่นผมหายไปไหนหรอก

เพราะผมชอบที่จะไปนั่งกินบุฟเฟ่ต์กับเพื่อน เที่ยวริมชายทะเล หรือไปเที่ยวเสพบรรยากาศดีๆบนยอดดอยซะมากกว่า

การทำงานสำหรับผมมันสนุกน่ะ สนุกเวลามีเงินไหลเข้าบัญชี สนุกเวลาได้ทำสิ่งที่อยากทำ ถ้าหากเอาแต่กินเที่ยวเล่นไปวันๆ จะเอาที่ไหนมาใช้จ่ายในอนาคต

"หากการทำงานหนักในช่วงวัยรุ่นมันทำให้ชีวิตวัยรุ่นผมหายไป ผมก็ยอม เพื่อที่จะทำให้ได้ใช้ชีวิตในแบบผู้ใหญ่ที่อยากจะเป็น"

แหล่งที่มา    Facebook : ‎takeprofit

สิ่งที่น่ากลัวสุดๆ มากกว่าการเสียเพื่อน คือ การประสบความสำเร็จ "เพียงลำพัง"

เมื่อเราต้องตัดสินใจ ออกเดินทางตามหาเป้าหมายใหม่
สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรลืมเลย คือ เพื่อนร่วมทาง
ที่จะอยู่เคียงข้าง ร่วมสนุกด้วยกัน
หรือแม้แต่ทะเลาะกัน....ก็ยังมันส์กว่าทะเลาะกับตัวเอง
.
.
หลายคนถามผมว่า
ทำธุรกิจกับเพื่อนเราควรกังวลว่าจะ "เสียเพื่อน" ไหม?
.
มองว่า มันจัดการได้
ถ้าเราคุยกันให้จบ//แล้วopenทุกอย่าง
.
เหตุผลหลักที่ทำให้เสีย คือความเกรงใจ
ที่ทำให้เราไม่กล้าพูด ซึ่งมันแก้ไขได้ ด้วยการเปิดใจ ...
.
แต่เหนือสิ่งอื่นใด
มองว่า
.
.
สิ่งที่น่ากลัวสุดๆ มากกว่าการเสียเพื่อน คือ
การประสบความสำเร็จ "เพียงลำพัง"
.
.
แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 12/07/2557

เริ่มจากตัวเรา

มีคนมากมายรอจ่ายเงินซื้อสินค้าของคุณ
มีคนมากมายรอจ้างให้คุณทำงานให้
มีคนมากมายรอให้เงินเดือนสูงๆ กับคุณ

ติดอยู่ตรง 2 เงื่อนไข
หนึ่ง
สินค้าคุณดีจริงหรือเปล่า?
การบริการของคุณน่ะเจ๋งจริงหรือเปล่า?
ตัวคุณเองน่ะเก่งจริงหรือเปล่า?

สอง
สินค้า บริการ หรือตัวคุณที่ว่าดีจริง
โลกนี้มองเห็นหรือเปล่า?
หรือคุณ หรือสินค้าแอบดีอยู่เงียบๆ โลกไม่รู้จัก

ถ้าดีแท้แน่จริง และโลกรู้
เงินจะทะลักเข้าหาคุณราวกับเขื่อนแตก
ผู้คนจะแย่งกันซื้อ แย่งกันจ้างคุณ
เพราะโลกนี้ขาดแคลนของดี

มีแต่ของทั่วๆ ไป มีแต่ของประมาณนึง
ถ้าคุณเป็นของดีและทำตัวให้คนอื่นเห็น
ก็เตรียมบัตรคิวไว้แจกได้เลย

คุณมีหน้าที่แค่นี้เอง
ทำตัวให้เจ๋ง
และทำตัวให้คนมองเห็น

แน่นอน  ไม่ได้บอกว่าง่าย
เพราะถ้าง่ายเค้าก็รวยกันทั้งโลกแล้ว
แต่มันมีแค่นี้เองจริงๆ

เลิกบ่นว่าเงินเดือนน้อย
เลิกบ่นว่าไม่มีคนจ้าง ไม่มีคนซื้อของ
เพราะวิธีแก้ทั้งหมด
ล้วนเริ่มจากตัวเราทั้งสิ้น

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้คุณฝันถึงความสำเร็จรึยัง ?

"ความฝันหรือความสำเร็จเนี่ยจะเกิดขึ้นสองครั้ง
ครั้งแรกในความฝัน และอีกครั้งในความจริง"

Henry Ford ฝันถึงการเดินทางที่สะดวกสบายขึ้น
ได้ความจริงออกมาเป็น รถยนต์

Wright brothers ฝันจะติดปีกให้มนุษยชาติ
ได้ความจริงออกมาเป็น เครื่องบิน

Steve Jobs ฝันจะสร้าง computer สำหรับทุกครัวเรือน
ด้ความจริงออกมาเป็น Apple I

Elon Musk ฝันถึงการเดินทางสำรวจอวกาศ
ได้ความจริงออกมาเป็นยานอวกาศ Dragon ที่แม้แต่ NASA ยังต้องมาติดต่อขอเช่า

ประเด็นอยู่ที่ว่า วันนี้คุณฝันถึงความสำเร็จรึยัง ?
เราคงไม่สามารถสร้างความสำเร็จที่แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยฝันถึงได้หรอกนะ !

แต่ถ้าคุณเคยฝันถึงมันแล้วหละก็
คงถึงเวลาที่ต้องคุยกับตัวเองอย่างจริงจังซักทีว่า...
เฮ้ย เมื่อไหร่ มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งวะ...
ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่ต้องเป็นความจริง :))

แหล่งที่มา     Facebook : DECgeneration