วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

So ,....What's NexT?!

ญี่ปุ่นครองเเชมป์การลงทุนที่สูงสุดในประเทศไทยต่อเนื่อง
ทั้งยอดขอ BOI เเละการจัดตั้งบริษัท SMEs

เมื่อก่อน เราจะเห็นว่า ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมยานต์เยอะ
โตโยต้า ฮอนด้า ซูซูกิ นิสสัน ......
เเต่จากนี้ มันจะมีอะไรที่  "เปลี่ยนไป"

ด้วยประเด็นการอ่อนค่าของเงินเยนอย่างต่อเนื่องเมื่อสองปีก่อน
ทำให้พื้นฐานการผลิตเปลี่ยนไป
ย้ำอีกครั้งนะ   การอ่อนค่าของเงินประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างต่อเนื่อง
จะทำให้ฐานการผลิตของประเทศนั้นๆ ในต่างประเทศ "เปลี่ยนไป"

อุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทย
จะเปลี่ยนจาก "ยานยนต์" เป็น
"การเงิน เเละ อสังหาริมทรัพย์" มากขึ้น เเน่นอน
......................................
ถ้ายังจำดีลที่ Mitsubishi UFJ เข้ามาถือหุ้น เเบงก์กรุงศรีได้

ถ้าเคยได้ยิน การจับมือกัน ของ กลุ่มอสังหารายใหญ่
กลุ่มมิตซูบิชิ กับ AP เเละ มิตซุย กับ ANANDA

เเละล่าสุดการร่วมทุนระหว่าง ไอคอนสยามเเละ TAKASHIMAYA


นี่คือการรุกคืบของทุนญี่ปุ่นเเบบรวดเร็ว !
เเน่นอนว่าบทบาทของ Japanese Speaker + Finance
Japanese Speaker + Real estate จะมีมากขึ้น

ใครที่พูดญี่ปุ่นได้ หรือ เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่
เเนะนำเสมอว่า หาความรู้ "การเงินกับอสังหา" ติดตัวไว้บ้าง

ในขณะที่คนที่เรียนเรื่อง Property กับ Finance
ลองเรียนภาษาญี่ปุ่นดูมั้ย  สนุกนะ !

พร้อมเเล้วก็ลุย Next Japan Mega Trend กันก่อนใครโลด!

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

แท้จริงเราคือ "นักแก้ปัญหาให้ผู้คน"

เอาเข้าจริง คิดว่าแก่นของทุกงานที่เราทำ
มันก็คือ "การแก้ปัญหาให้คนอื่น"

7-11 แก้ปัญหาการหาซื้อของกินของใช้ยาก
Starbucks แก้ปัญหาคนอยากดื่มกาแฟดี ๆ มีที่นั่งทำงาน
ดาราตลกแก้ปัญหาความเครียดให้กับผู้คน
มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แก้ปัญหาคนที่ไม่มีรถ แต่บ้านอยู่ท้ายซอย

คำถามก็คือ "แล้วเราล่ะ แก้ปัญหาอะไร? แก้ให้ใคร?"
ใครแก้ปัญหาได้ดีกว่า เร็วกว่า ง่ายกว่า
ก็จะมีคนยอมจ่ายเงินให้ด้วยความเต็มใจ

ที่สำคัญยุคนี้ ไม่จำเป็นต้องถูกกว่า
จ่ายแพงไม่ว่า ขอให้แก้ปัญหาได้ มีคนยินดีจ่ายไม่อั้น
"ฉันกำลังแก้ไขปัญหาอะไร? ให้กับใคร?"
"ฉันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นได้มั้ย?"
นี่คือคำถามทรงพลังที่คิดว่าเราควรถามตัวเอง

ยิ่งตอบได้ชัดเจนเท่าไหร่
ความสำเร็จก็จะหลั่งไหลมาไม่รู้จบ
แต่น่าแปลกที่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ถามคำถามนี้
เพราะคนจำนวนมาก กลับถามตัวเองว่า
"ฉันจะเอาเงินจากใครดี? เท่าไหร่ดี?"
"ใครจะทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นได้บ้าง?"

ยิ่งถามแบบนี้ จะยิ่งไม่ได้คำตอบที่ดี
เพราะคุณคิดแต่จะ "เอา" ไม่ใช่ "ให้"
ใครอยากสำเร็จในอาชีพ ไม่ว่าจะอาชีพอะไรก็ตาม
ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า แท้จริงเราคือ "นักแก้ปัญหาให้ผู้คน"

ผู้คนยิ่งมีปัญหา ยิ่งคือโอกาสที่เราจะรับใช้เขาเหล่านั้น
"ฉันจะทำอย่างไรให้ชีวิตพวกเขาดีกว่าเดิม?"
คำถามนี้ ถามไปเถอะ อย่าหยุด
ตอบได้เมื่อไหร่ ก็เตรียมนับเงินทอง ชื่อเสียง
เกียรติยศ และความภาคภูมิใจได้เลย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความสามารถในการทำงานชิ้นเดิมได้อย่างต่อเนื่อง จะกำหนดความสำเร็จของคุณ

คุณเคยมีความรู้สึก "ลื่นไหล" ในการทำงานมั้ย ?
จังหวะที่มัน flow แบบนั้นจะทำให้งานไหลไปได้ไกล
สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนส่วนส่วนใหญ่ทำไม่ได้

เพราะเขาจะจับงานชิ้นนั้นที ชิ้นนี้ที
ตอบอีเมลบ้าง ทำงานเอกสารบ้าง โทรคุยลูกค้าบ้าง
การทำแบบนี้จะทำให้เขาต้องเริ่มทำความคุ้นเคยใหม่ทุกครั้ง

วิธีที่แนะนำก็คือ ทำงานประเภทเดียวกันต่อ ๆ กัน
เช่น ตอบอีเมลทีเดียวให้หมด วันละครั้ง
โทรหาลูกค้าสิบคนต่อเนื่อง เขียนบทความต่อเนื่อง
เพราะคุณทำไปสักพัก กล้ามเนื้อสมองและทักษะมันจะจำได้
และคุณจะใช้เวลาต่อชิ้นงานน้อยลง

การทำแบบนี้จะทำให้เกิดการ flow ของการทำงาน
และงานคุณจะเสร็จเร็วกว่าคนจำนวนมาก
ขอให้รู้ไว้ว่าตัวบ่อนทำลายความ flow ของงานคือ
"โทรศัพท์" และ "อินเทอร์เน็ต"

ถ้าไม่จำเป็น ไม่ต้องรับโทรศัพท์ (เว้นแต่งานคุณคือต้องรับโทรศัพท์)
เอาไว้โทรกลับตอนที่เราพร้อม
ถ้ามันเร่งด่วนจริง เขาจะโทรมาใหม่หรือติดต่อทางอื่น
และจะว่าไป ยุคนี้ถ้าไม่เร่งด่วนจริง ๆ เราส่งข้อความหากันก็ได้

อันที่จริง โทรศัพท์ค่อนข้างเป็นการติดต่อที่ล้าสมัย
เพราะมันเรียกร้องให้ตอบเดี๋ยวนี้
โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับตอบก่อนว่าว่างหรือไม่
และถ้าไม่จำเป็น อย่าเปิดอินเทอร์เน็ต อย่าเล่นโซเชี่ยลมีเดีย
เพราะมันจะขัดจังหวะการทำงานของคุณ
เหมือนอย่างที่โพสต์นี้ได้ทำกับคุณเรียบร้อยแล้ว
กลับไปทำงานได้แล้ว

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมผู้บริหารญี่ปุ่นชอบตีกอล์ฟ

....พอเดาได้มั้ย ??

โอเค 
หนึ่ง ความชอบส่วนตัว 
สอง สภาพร่างกายที่ไปวิ่งมากๆไม่ไหว 
สาม ราคาสนามกอล์ฟที่ถูกมากในเมืองไทย 

ถือเป็นจุดดึงดูดที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมาตีกอล์ฟที่ไทยเยอะมาก
กีฬาเป็นสิ่งที่สร้าง "Team Work"

เเต่กีฬากอล์ฟ มันมีอะไร "พิเศษ" กว่านั้น
สังเกตนะ  กีฬาอื่นๆ เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล 
เเข่งกันเป็นทีมก็จริง เเต่มันเกิดการ "ปะทะ" ขึ้น ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บ
เเละผิดใจกันได้ง่ายๆ เพราะสุดท้ายเป็นการที่ทีมสองทีมมาเอาชนะกัน 
จะเกิด "ผู้ชนะ" เเละ "ผู้เเพ้" อย่างชัดเจน

ในขณะที่กอล์ฟ เป็นกีฬาที่นักกีฬาต้อง Concentrate กับ "ตัวเอง" เป็นหลัก 
ไม่ต้องสนใจมากมาย ว่าคนอื่นจะตีท่าสวยเเค่ไหน ทำคะเเนนอย่างไร 
เเต่เป็นการ "เเข่งกับตัวเอง" เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุด
เเละนี่คือสาเหตุให้สนามกอล์ฟ กลายเป็น "สนามเจรจาธุรกิจ" มานักต่อนัก
..........................
ในชีวิตจริง เราเองไม่ต้องสนใจมากมายว่า 
รถข้างๆ จะสวยเเค่ไหน
คนรอบข้างจะใช้ชีวิตฟุ่มเฟื่อยอย่างไร

Concentrate กับตัวเอง เเล้ววิ่งสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ !! 
อีกสองเดือนจะสิ่้นปีเเล้ว สู้ๆไปด้วยกัน 
ขอให้ทุกคนได้ทำตามความฝัน ^^

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

27 ต.ค. 2447 ประกาศยกเลิกใช้เงินพดด้วง

๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๔๗
มีการประกาศยกเลิกใช้เงิดพดด้วง

เนื่องจากในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)
การค้าเฟื่องฟู ทำให้ผลิตเงินพดด้วงด้วยแรงงานคนได้ไม่ทัน

ด้วยความจำเป็นนี้จึงโปรดเกล้าฯ
ให้สั่งเครื่องทำเหรียญกษาปณ์เข้ามา และ
ให้ใช้เหรียญกษาปณ์กลมแบนตามแบบของ
ยุโรปเป็นเงินตราของประเทศไทยแทน

ขอบคุณข้อมูลจาก wikipedia

แหล่งที่มา    Facebook : KBank Live

รู้ได้อย่างไร..ว่าเราเขยิบเข้าใกล้เป้าหมาย

หลายๆ คน..เวลาทำงานหนักๆ หรือ
ทำงานต่อเนื่องกันนานๆ จนลืมพักผ่อน

ก็มักจะมีคำถามถามกับตัวเอง..
ถึงเรื่องความสำเร็จที่ยังมาไม่ถึง

บางทีอาจมีคำถามๆ ตัวเองว่า..
ทำไมเราต้องเหนื่อยขนาดนี้ และ
ความสำเร็จที่ต้องการจะมาถึงหรือเปล่า?

คำตอบของคำถามนี้ ขอตอบเป็นคำถามว่า
ขณะที่คุณทำตามความฝัน..
คุณมีความสุขหรือเปล่า???

ในช่วงที่เริ่มธุรกิจ..
เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว
คุยงานกับทีมงาน..
เรื่องการเตรียมการตั้งแต่
แบ่งกลุ่มสินค้าที่จะขาย เลือกแบรนด์สินค้า
ความหลากหลาย วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง
ของธุรกิจเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
คุยงานกันถึง 3-4 ทุ่ม

เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา..
ในช่วงเริ่มขอคำปรึกษาทางธุรกิจจากที่ปรึกษา
เราประชุมทีมงานกันถึงเที่ยงคืน!!!
ถามว่าเหนื่อยไม๊..คำตอบของก็คือ
"เหนื่อยแต่มีความสุข"

ถ้าคุณมีความฝันที่ชัดเจน และ
คิดว่าชีวิตนี้ไม่ได้ทำตามความฝัน
อาจนอนตาไม่หลับ ช่วงเวลาที่ทำสิ่งนั้น
และเริ่มเห็นมันเป็นรูปเป็นร่าง
จะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก

ถึงวันนี้..เวลาที่ผมตั้งเป้าหมายในเรื่องอื่นๆ
ก็จะคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา อย่าลืมคำถามสำคัญ
ในเวลาที่คุณท้อ,คุณเหนื่อย..
คุณมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า
ถ้าคำตอบคือใช่
"แสดงว่า..คุณเขยิบเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว"

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life

คุณค่าที่คุณคู่ควร ความสามารถ

วันก่อนมีรุ่นน้องคนนึงที่ไม่ได้เจอกันมานาน
ทักมาว่าเขาอยากปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาเรื่องงาน

ถ้าให้คุณลองเดาดูว่าปัญหาอะไร
คุณก็คงคิดว่าน่าจะไม่พ้นมีปัญหาเพื่อนร่วมงาน
มีปัญหากับเจ้านาย เงินเดือนน้อย ใช้งานหนัก
หรืออะไรทำนองนี้ที่เป็นปัญหาคลาสสิกของคนส่วนใหญ่
แต่จะบอกว่าครับ

ปัญหาของน้องคนนี้ก็คือ...
ที่ทำงานดีมาก เพื่อนร่วมงานดี เจ้านายรักราวกับลูกชาย
แม้งานจะเหนื่อย แต่รายได้บวกกับคอมมิสชั่นก็เยอะมาก

ปัญหามันมาเกิดตรงที่
ชื่อเสียงในการทำงานดีมีคุณภาพของน้องคนนี้
ดันโด่งดังไปถึงอีกบริษัทนึง จนเขาขอนัดพบ
นั่งคุยนั่งสัมภาษณ์กันถูกปากถูกคอ
สุดท้ายเสนอรายได้เพิ่มให้มากกว่าที่เดิมเยอะมาก
แถมโอกาสในการก้าวหน้าก็ไปถึงระดับอินเตอร์กันเลยทีเดียว

น้องมันเลยอยากถามว่า
เอาไงดีวะครับพี่? ที่เก่าก็ดีมาก ที่ใหม่ก็ดีเว่อร์
อารมณ์ประมาณอยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน 555+
ฟังแล้วน่าหมั่นไส้มั้ย? ดีจนเลือกไม่ถูก
แต่ไม่หมั่นไส้นะ  เพราะรู้ว่านี่คือความจริง

ในขณะที่คนจำนวนมากวนเวียนกับปัญหาน่าปวดหัวว่าเงินเดือนน้อย
อยากจะหางานใหม่ก็ไม่รู้ทำอะไร ที่ไหน ยังไงดี เค้าจะรับมั้ย?
แต่คนจำนวนนึงกลับมีปัญหาว่าฉันจะเลือกทำที่ไหนดีนะ
มีแต่คนแย่งตัวกัน แถมเงินก็เยอะจนใช้ไม่ทัน

ครั้งนึง   เคยเขียนไว้นานแล้วว่า
"บนท้องฟ้า รถไม่เคยติด"
แปลว่า คนเจ๋ง ๆ นั้นคู่แข่งน้อยมาก หรือไม่มีเลย
เรื่องนี้ยังเป็นจริง และจะเป็นจริงตลอดไป
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา
แต่คือฝีมือและความตั้งใจทำงานล้วน ๆ

คนธรรมดาทำงานธรรมดา ให้พอผ่าน
แต่คนเจ๋ง ๆ ทำงานระดับที่ลูกค้าต้องร้อง "ว้าว!"
ใครเป็นเจ้าของธุรกิจคงจะเห็นด้วยว่า
เรายังต้องการคนเจ๋ง ๆ อีกมาก และยินดีจ่ายแพงกว่า
เพื่อให้ได้งานที่ดีกว่า และไม่ต้องมาปวดหัวทีหลัง

ส่วนคนฝีมือธรรมดา ๆ จะหล่นลงไปกองรวมกัน
และถูกจ้างแบบเสียไม่ได้
มีเหตุผลเสมอที่คน ๆ นึงได้เงินเดือนแสน รายได้เดือนละล้าน
ในขณะที่อีกคนนึงได้เงินเดือนหลักพันหลักหมื่น
และคุณอาจจะโทษนู่นนั่นนี่ได้เสมอ
แต่มันจะวนกลับมากลับที่ตัวคุณเองทุกครั้งว่า
นี่คือคุณค่าที่คุณคู่ควร
ความสามารถเดิมพาคุณมาได้เท่านี้

ถ้าอยากไปได้ไกลกว่านี้ ก็ต้องติดตั้งความสามารถใหม่
เกิดเป็นคน ชีวิตย่อมมีปัญหาอยู่แล้ว
แต่มีปัญหาว่าเลือกที่ทำงานไม่ถูก เพราะเขาแย่งตัวกัน
ย่อมดีกว่ามีปัญหาว่าเลือกที่ทำงานไม่ได้ เพราะเขาเกี่ยงกันไม่เอา
คุณว่าจริงมั้ยล่ะ?

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ทำไมคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ

ขอให้ถามตัวเองด้วย 7 คำถามเหล่านี้ก่อน
  1. อ่านหนังสือในสาขาอาชีพที่ทำอยู่หรือเปล่า?
  2. ค้นคว้าความรู้ ดูวิดีโอออนไลน์ในสาขาอาชีพที่ทำอยู่หรือเปล่า?
  3. เข้าสัมมนาในสาขาอาชีพที่ทำอยู่หรือเปล่า?
  4. หาทางไปคบคนเก่ง ๆ ในสาขาอาชีพเดียวกันกับคุณหรือเปล่า?
  5. ลงมือทำจากความรู้ที่ได้ศึกษามาหรือเปล่า?
  6. ถ้าล้มก็ไม่เลิก แต่เรียนรู้ ปรับปรุง และพยายามต่อไปใช่หรือเปล่า?
  7. ตอบตัวเองได้อย่างรวดเร็วใช่มั้ยว่าทำไมต้องสำเร็จในอาชีพ?
ถ้าคำตอบคือ "ใช่" น้อยกว่า 5 ข้อ
ก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคุณยังไม่ประสบความสำเร็จ

เพราะ "เหตุ" มันชัดแจ้งอยู่ทนโท่ 
โธ่! จะไปเอา "ผล" ดี ๆ มาจากไหน
อยากสำเร็จ ทำแค่ 7 ข้อนี้
เมื่อ "เหตุ" ดี 
"ผล" ย่อมดีแน่นอน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คุณคิดว่า... เวลา 1 นาที มีค่าแค่ไหน?

คำถามนี้อยู่ที่ว่าคุณถามใคร

ถ้าถามคนพลาด "รถไฟ" หรือ "เครื่องบิน"
มันอาจจะมีค่ามหาศาลกว่าที่คิด

ถ้าถามคนที่ปล่อยชีวิตไปวันๆ
เวลานั้นมันอาจจะไม่มีค่าอะไรเลย

แต่ละสถานการณ์ แต่ละโอกาส
ล้วนทำให้เรามีความคิดต่อเวลาที่ต่างกัน

เวลาของเราอาจจะเป็นเรื่องไร้ค่า
ถ้าเราใช้มันไปกับคนที่ไม่เห็นค่าของเรา

สำหรับ... เวลาจะมีค่าหรือไม่
มันอยู่ที่เราเลือกใช้มันไปกับอะไรมากกว่า
-----
อย่าปล่อย "เวลา" ให้สูญเปล่า
เพราะเราไม่อาจจะย้อนมันกลับไปได้
แม้ว่าสุดท้าย...
มันจะกลายเป็นความทรงจำ.. ก็ตาม

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

พึ่งพาใครไหนเล่า...จะดีเท่าพึ่งพาตัวเอง....

กาลครั้งหนึ่ง
มีคุณลุงอยู่ท่านหนึ่ง
ในช่วงวัยหนุ่มคุณลุงท่านนี้เป็นหัวหน้าคนงาน
อยู่ในเหมืองทองคำ มีรายได้ดีมาก

แต่คุณลุงท่านนี้ไม่เคยเก็บเงินเลย มีเท่าไรก็ใช้หมด
เนื่องจากคุณลุงเป็นคนจิตใจดี ใครมาหยิบยืมก็ให้
เลี้ยงเพื่อนฝูงตลอด คุณลุงมีเพื่อนเยอะมาก
จนกระทั่งคุณลุงท่านนี้เกษียณอายุจากการทำงาน
ปรากฏว่าไม่มีเงินเหลือเลย จากชีวิตการทำงานอันยาวนาน

คุณลุงมีลูก 5 คน เมื่อคุณลุงไม่มีเงินก็จำเป็น
ต้องไปอาศัยอยู่บ้านลูกๆ ทั้ง 5 คน

วันจันทร์ ไปอยู่บ้านลูกสาวก็ถูกลูกเขย
พูดจากระทบกระเทียบ เช่น ทำไมคุณพ่อคุณ
ไม่ไปบ้านลูกคนอื่นบ้างนะ ผมจะทำอะไรก็อึดอัดจริงๆ

วันอังคาร ไปอยู่บ้านลูกชาย ก็ถูกหลานและ
ลูกสะใภ้กระทบกระเทียบ เช่น รำคาญคุณปู่จังเลย
กับข้าวที่หนูชอบดูสิคุณปู่ทานหมดเลย
ทำไมคุณปู่ไม่ไปบ้านอื่นบ้าง

เป็นเช่นนี้ตลอดคุณลุงก็เปลี่ยนไปอยู่บ้านลูกคนนั้นที
คนนี้ที ก็ถูกลูกบ้าง ลูกเขยบ้าง ลูกสะใภ้บ้าง หลานบ้าง
พูดจาถากถางอยู่ตลอด แต่คุณลุงก็ต้องทน
เพราะคุณลุงไม่มีเงินเก็บแม้แต่บาทเดียว

อยู่มาวันหนึ่ง คุณลุงตัดสินใจเรียกลูกๆ ทุกคนมาแล้วบอกว่า .....
พ่อจะไม่อยู่สัก 2 ปีนะลูกเพราะเพื่อนพ่อที่เป็นเจ้าของ
เหมืองทองคำมันเขียนจดหมายมาขอร้องให้พ่อไป
ช่วยงานที่เหมืองทองคำของมัน พ่อจำเป็นต้องไปช่วยเขาจริงๆ

ลูกๆ ได้ฟังก็ดีใจสนับสนุนเพื่อให้
คุณลุงท่านนี้ไปให้พ้นๆ จะได้ไม่เป็นภาระอีกต่อไป

เมื่อครบ 2 ปี คุณลุงท่านนี้กลับมาพร้อมกับ
ลังเหล็กใบใหญ่ 1 ใบ ไปไหนแกก็ลากไปด้วย
ลูกๆ ก็พากันแปลกใจและถามว่า ลังอะไร
คุณลุง ตอบว่าเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ได้
มาจากเหมืองทองคำของเพื่อน
ถ้าใครดูแลพ่อจนถึงวาระสุดท้าย
ก็จะมอบสมบัติในลังเหล็กให้ทั้งหมด

ปรากฏว่า ลูกๆ พากันตื่นเต้น
ต่างอาสามาดูแลคุณพ่อกันยกใหญ่

วันจันทร์ คุณลุงก็อยู่กับลูกสาวคนโต
ลูกเขยกับหลานก็พากันเอาใจบีบนวดให้
หาของกินดีๆ มาให้

แต่ยังไม่ทันไรลูกชายคนที่สองก็มาตามให้ไปอยู่ด้วย
และก็เช่นกันยังไม่ทันไร ลูกสาวคนที่สาม
ก็มาตามให้ไปอยู่ด้วยอีก

ปรากฏว่าลูกๆ ทั้ง 5 คน ของคุณลุง
ต่างแย่งกันเอาใจและปรนนิบัติคุณลุงท่านนี้อย่างดี
แต่เวลาไปไหนคุณลุงก็จะลากลังเหล็กใบนี้ไปด้วยตลอด

เวลาผ่านไป 7 ปี คุณลุงท่านนี้เสียชีวิตลง
หลังงานพิธีศพ ลูกๆ ทุกคนมานั่งล้อมลังเหล็กใบนี้
เพื่อแบ่งสมบัติกัน ลูกสาวคนโตเป็นคนเปิดฝาลังเหล็ก
พบว่ายังมีผ้าสีขาวปิดอยู่อีกชั้นหนึ่ง และ
มีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่ ลูกสาวคนโตก็เปิดอ่านให้น้องๆ ฟัง

เนื้อความในจดหมายเขียนไว้ว่า
“ถึงลูกๆ ที่รักทุกๆ คน ก่อนอื่นพ่อต้องขอบคุณ
ก้อนหินทุกๆ ก้อน ในลังเหล็กใบนี้
ที่ได้เลี้ยงดูชีวิตพ่อจนถึงวาระสุดท้าย

พ่อขอให้ลูกๆ แบ่งก้อนหินในลังเหล็กใบนี้
ไปคนละเท่าๆ กัน เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจ
ให้พวกเจ้าหมั่นเก็บออมเสียตั้งแต่วันนี้
เพื่อเวลาพวกเจ้าแก่ตัวลงจะได้ไม่มีชีวิต
ที่น่าสมเพชอย่างพ่อ....รักลูก....
จากพ่อ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
อย่าประมาท
อย่าคาดหวังว่าใครจะเลี้ยงดูเรา
ให้เร่งเก็บออมเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
จะได้มีชีวิตบั้นปลายที่สุขสบาย

ได้ฟังนิทานเรื่องนี้ทีไรให้รู้สึกสะท้อนใจทุกครั้ง
และไม่เคยคิดว่า เป็นเพียงนิทานเพราะเหตุการณ์แบบนี้
อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่เตรียมเก็บออมเงินเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
พึ่งพาใครไหนเล่า...จะดีเท่าพึ่งพาตัวเอง....

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

คุณ "สุด ๆ" กับงานของคุณแค่ไหน?

ทำงานแค่รอรับเงินเดือน
หรือทุ่มสุดตัวเหมือนเป็นธุรกิจของตัวเอง?

วันก่อนประทับใจมากกับเซลล์คนนึงของ 3BB
โทรไปที่คอลเซ็นเตอร์เพื่อขอติดตั้ง Fiber Optic
เพราะช่วงนี้หันมาใช้อินเทอร์เน็ตทีวี เลยต้องการเน็ตความเร็วสูง
ปรากฏว่าพนักงานบอกว่าพื้นที่แถวบ้านยังไม่มีให้บริการ
(บ้านนอกว่างั้นเถอะ 555+)

เช้าวันต่อมามีเซลล์จาก 3BB โทรหา
บอกว่าเห็นโทรมาว่าอยากติดตั้ง Fiber Optic
บอกไปว่าใช่ แต่ทางคอลเซ็นเตอร์บอกแล้วว่าพื้นที่ไม่มีบริการ
เซลล์คนนี้บอกประโยคที่มหัศจรรย์ว่า
"ขอโอกาสผมอีกสักครั้งนะครับพี่"

และต่อไปนี้คือสิ่งที่เขาทำให้ประทับใจมาก
เซลล์คนนี้ถามที่อยู่ว่าอยู่หมู่บ้านไหน ซอยไหน
จากนั้นเขาก็บอกว่ากำลังเปิด Google Map ดู Street View

แล้วเขาก็บอกว่า
"หลังบ้านพี่มีเสาไฟฟ้าใช่มั้ย หลังคาบ้านมีจานแดง"
เขาบอกถ้าโยงเข้าจากข้างหลังบ้าน แบบนี้สามารถติดตั้งได้
เพราะซอยนี้มี Fiber Optic แต่ซอยหน้าบ้านไม่มี

โอ้ว!   รู้สึกราวกับคุยอยู่กับสายลับ Mission Impossible
ดีใจมาก ถามเขาต่อว่าแล้วเรื่องสมัครต้องทำไงต่อ
เขาบอกว่าพี่จดขั้นตอนทาง LINE ได้เลย
เขาขอเบอร์ไป แล้ว add LINE มาอย่างรวดเร็ว

จากนั้นให้ส่งแผนที่ บัตรประชาชนขีดคร่อม
แล้วโอนเงินเข้าบัญชีบริษัท
ย้ำว่าทั้งหมดนี้ทำผ่านทาง LINE
(ทุกอย่างตรวจสอบได้หมดว่าเขาคือพนักงานตัวจริง
เพราะเขาบอกรายละเอียดชัดเจนครบถ้วน)
ทั้งหมดนี้จบขั้นตอนใน 5 นาที

และเสียเงินไปแค่ 3 พันบาท (เป็นค่าประกัน เรียกคืนได้ 2 พัน)
ไม่รู้นะ  ว่าน้องเซลล์คนนี้ขยันแบบนี้
เขาได้เงินค่าคอมมิสชั่นกี่บาท
แต่เขาได้ใจไปเต็ม ๆ

ประทับใจในความพยายามและการใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์
ถ้า 3 BB ไม่จ้างเค้าต่อ   ยินดีจะจ้างต่อ คนแบบนี้หายาก
และคงต้องลงชื่อไว้ตรงนี้เลยว่าเขาชื่อ "เอกทัศน์ หนูสงค์"
ลองถามตัวเองสิว่า

เราทำงานด้วยความตั้งใจได้สักครึ่งนึงของเซลล์คนนี้หรือเปล่า?
นี่ล่ะ ทัศนคติแบบเป็น "เจ้าของ" ตั้งแต่ยังเป็น "ลูกน้อง"
ทัศนคติแบบ "จ้าง 500 แต่เล่น 5,000"
ใครที่ทำแบบนี้ได้ เจริญในหน้าที่การงานทุกคน

สุด ๆ กับงานที่ทำ แล้วผลลัพธ์จะตอบแทนคุณอย่างสาสม
ประโยคสุดท้ายที่เซลล์คนนี้เขียนทักมาใน LINE ก็คือ
"พี่เป็นนักเขียนเหรอ?"

โว้ว! พี่ว่าน้องเปลี่ยนจากเซลล์มาเป็นนักสืบดีกว่า
รู้ตั้งแต่หลังคาบ้านพี่ไปจนถึงอาชีพการงาน 555+

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เรื่องหนี้เเละภาษี

เพราะฉะนั้นมาเข้าใจเรื่องหนี้ของญี่ป่นกันหน่อยนะจ้ะ
.......................
หนี้ญี่ปุ่นมีมากกว่า"สองเท่า" ของ GDP
เเปลว่า ญีปุ่นเหมือนคนหาเงินได้ 100 บาท เเต่ต้องจ่ายหนี้ 200 บาท
ใช่  ใครๆ ก็รู้ว่าญี่ปุ่นเป็นหนี้ "หลังเเอ่น" (ตามภาพ)


.....................
จะมีคนออกมาบอกพอสมควรว่า โอ้ย หนี้ในประเทศญี่ปุ่นอ่ะ
เป็นของคนในประเทศทั้งนั้น ...ไม่ต้องห่วง !!

ไม่ต้องห่วง !! .. จริงเหรอ ???
เรื่องเจ้าหนี้ที่เป็นคนในประเทศซะเยอะ เป็นเรื่องดี

ตราบใดที่คนยังเชื่อมั่นในประเทศ รัฐบาลก็กู้ได้เรื่อยๆ
เเต่ส่วนสำคัญต้องไปดูว่า รัฐบาลเอาเงิน "ไปทำอะไร"

ถ้ากู้เงินประชาชนด้วยการออกพันธบัตร เอารายได้จากภาษี
มา"ลงทุน"โครงสร้างเพิ่มเติม เพิ่มรายได้ก็ดีไป

เเต่ปัญหาญี่ปุ่นตอนนี้ คือ เอา "หนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่า"
เงินส่วนใหญ่ต้องเอามาหมุนเป็นค่าประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาลซะเยอะ
ตรงนี้ต่างหากที่น่าเป็นห่วง !
.................
เเล้วการขึ้น "ภาษี" ่
...น่าตื่นเต้นมั้ย ?!

รายได้ส่วนนึงของรัฐบาลมาจากภาษี
ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้ ภาษีมรดกที่ช่วยลดช่องว่างคนรวยคนจน

ภาษีสรรพสามิตที่เก็บเฉพาะสินค้าฟุ่มเฟือย
เเละภาษีที่กระทบคนหมู่มากที่สุด คือ "VAT"
ญี่ปุ่น Start VAT 3% ในปี 1989
ขึ้นเป็น 5% ในปี 1997

รัฐบาลใหม่ ABENOMICS สร้างความฮือฮา
ด้วยการขึ้น VAT เป็น 8% ต้นปีนี้
เเละจะขึ้นเป็น 10% ในปีหน้า

เเต่ในหลายๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วมี vat ถึง 20-25%
เพราะฉะนั้น เรื่องจะเพิ่ม VAT เป็น 10% แค่จิ๊บๆๆๆ
เเต่ส่งผลให้เศรษฐกิจนิ่งๆ ไปเหมือนกัน
........................
ใครอยากคุยเจาะลึกรายละเอียดเกี่ยวกับญี่ปุ่นมากขึ้น
จัดมาเลย  "ทุกด้าน" ตั้งเเต่เรื่องหุ้นยัน Lifestyle มันส์ๆ !

Cr. Global data map (NIKKEI)

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

พอใจในสิ่งที่มี

ไม่มียุคไหนสมัยไหน
ที่เราจะเพียบพร้อมทุกสิ่งอย่างเท่ายุคนี้

แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มียุคไหนสมัยไหนเหมือนกัน
ที่เราจะรู้สึก "ขาดแคลน" เท่ายุคนี้

โลกยุคนี้พยายามตะโกนบอกว่าเรายังขาดอะไรบ้าง
เฮ้! นายยังไม่มีมือถือรุ่นใหม่เหมือนเพื่อน ๆ เลยว่ะ เชย!
เฮ้! นายยังไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนที่เค้าโพสต์กันใน FB เลย
เฮ้! นายยังไม่ได้ขับรถรุ่นใหม่เลย อายเค้ามั้ย?
เฮ้! นายยังไม่มีอิสรภาพทางการเงินเลย จะทำงานไปจนตายเหรอ?

ลองเดินห้างหรือเล่นโซเชี่ยลมีเดียสิ
เราจะรู้สึกเลยว่า "ทำไมฉันยังไม่มีไอ้นู่นนั่นนี่เต็มไปหมด?"
แล้วคนเราก็แปลกซะด้วยสิ
เราเก่งมากในเรื่อง "มองเห็นสิ่งที่เราไม่มี"

เปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น = เป็นทุกข์
เปรียบเทียบตัวเรากับตัวเราเอง = พัฒนาตัวเอง
และคิดว่ามันยังเป็นความจริงอยู่

เราไม่มีวันรวยที่สุดในโลกได้
เพราะก็จะมีคนที่รวยกว่าเราอีกอยู่ดี

แต่ชีวิตนี้เราดีที่สุดที่เราเป็นได้
ถ้าเรายังคงเปรียบเทียบตัวเราวันนี้กับตัวเราเมื่อวาน
เราดีมั้ย? เราเก่งขึ้นมั้ย? เราเรียนรู้ขึ้นมั้ย?

คิดว่าสิ่งนี้เราควรถามกับตัวเองทุกวัน
บอกกับตัวเองทุกวันว่า
สิ่งที่มีอยู่นี้ดีมาก ๆ ทั้งสุขภาพ เงิน งาน ครอบครัว
ภูมิใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ทุกวันนี้

แต่สิ่งที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นกว่านี้ก็กำลังเดินทางมาหา
และก็กำลังเดินทางไปหาสิ่งเหล่านั้น
คุณจะลองเอาวิธีนี้ไปใช้บ้างก็ได้นะ

รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่มีอยู่
สิ่งนี้เท่านั้นที่จะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาอีก
ไม่ใช่ความรู้สึกขาดแคลน
เพราะยิ่งรู้สึกขาดแคลน จะยิ่งผลักสิ่งที่เราต้องการออกไป

พอใจในสิ่งที่มี
ไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้อีกไม่ได้นะ

เลิกความรู้สึกขาดแคลนนั้นซะ
แล้วขอบคุณสิ่งที่มีอยู่
เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี
เพราะถ้าคุณเข้าใจ
คุณจะเจอแต่เรื่องดี ๆ คนดี ๆ เข้ามา
จนคุณต้องประหลาดใจเหมือนที่ผมเป็นทุกวันนี้ค

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เติมน้ำมัน

ปกติเเวะปั๊มกันตอนไหน

...น้ำมันน้อยกว่าครึ่งถัง
...น้ำมันใกล้หมด
หรือ น้ำมันหมดเเล้ว ปั๊มอยู้ไหนโว้ยยยยยย !!

ใช่   เวลาน้ำมันหมดเเล้ว
หาปั๊มไปมาเจอ นี่มันเสียเวลามาก

บางทีตั้งใจจะรีบเดินทางไปไหน
ก็ไปไม่ได้ ต้องวนหาปั๊มก่อน
เสียเวลา หงุดหงิดเป็นที่สุด !!
เติมน้ำมันเผื่อไว้ก่อนดีกว่า

ซึ่งการเรียนรู้ก็เหมือนกัน ...
ในวันที่ "โอกาส" มาถึง
เเล้วคุณไม่พร้อม มันน่าเสียดาย

การเดินทางไกล มันยังพอวางเเผนกันได้ล่วงหน้า
เเต่โอกาสเพื่อที่จะดันให้ชีวิตเราไปได้ไกลๆ
บางทีมันมาเเบบ"ไม่รู้ตัว"

เพราะฉะนั้น อย่าลืมเติมความรู้ให้ "เต็มถัง" เสมอ !
เวลาโอกาสมาถึง จะได้เหยียบคันเร่งให้มิด
เป้าหมายมีไว้พุ่งชนของจริง !!

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

คิดดี...พบเจอแต่สิ่งดีๆๆๆ

ถ้าวันนี้เราเจอแต่เรื่องแย่ ๆ คนห่วย ๆ เหตุการณ์ซวย ๆ
บอกได้เลยว่า เรานั่นแหละที่ "โบกมือดัก กวักมือเรียก"
ให้เศษสวะเหล่านี้ลอยเข้ามาติดที่เรือของเรา

เรากำลังลอยอยู่ในน้ำเน่า
เพราะเราอยู่ในระดับพลังงานเดียวกับคนแบบนี้ เรื่องแบบนี้
พลังมันเลยชนกันไปมา แล้วเราก็เลยดูดมันเข้ามาทั้งหมด

วิธีเดียวที่จะทำให้เราพ้นจากเรื่องแย่ ๆ คนห่วย ๆ เหตุการณ์ซวย ๆ
ก็คือต้องทำตัวให้อยู่ "คนละชั้น" กับพลังต่ำพวกนี้

นักเตะพรีเมียร์ลีก จะไม่มีทางเจอนักเตะโกลรูหนู
กินอาหารโรงแรมหกดาว จะไม่เจอเศษไก่ติดกระดูกในแกงเขียวหวาน
ศิลปินระดับโลก จะไม่เจอลูกค้าเรื่องมาก

เพราะเราต่ำชั้นเท่ากับเรื่องเหล่านี้ เราจึงเจอเรื่องเหล่านี้
และวิธีทำให้เราพ้นขึ้นมาก็คือ
  1. อย่ายุ่งกับเรื่องเหล่านี้ อย่าเถียงกับคนเหล่านี้ ยิ่งต่อต้านยิ่งเติบโต 
  2. คิดถึงสิ่งที่ต้องการตลอดเวลา ไม่ใช่คิดถึงสิ่งที่ไม่ต้องการตลอดเวลา
  3. ทำอย่างไรก็ได้ให้เรา "รู้สึกดี" ได้บ่อยที่สุด เช่น ฟังเพลง ออกกำลังกาย
  4. พัฒนาตัวเองในทุกวิถีทาง ทั้งกายใจ ยิ่งเก่งเท่าไหร่ ยิ่งพ้นขึ้นมาเท่านั้น
  5. ทำสมาธิ แผ่เมตตา ให้อภัย
ถ้ายังล่องเรือในน้ำเน่า ก็อย่าหวังจะเจอเรื่องดี
ลอยขึ้นมาเป็นเรือเหาะ เกาะไว้แต่คนดี เรื่องดี

อยู่คนละระดับพลังงานกัน
แล้วเราจะไม่มีวันเจอสวะอีกต่อไป

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คือชีวิตที่รู้ว่า เราควรจะ "หยุด" เมื่อไร

เคยเห็นคนที่ล้มเหลวในชีวิตไหม
คนที่ล้มลง ผิดพลาด ผิดหวัง สิ้นเนื้อประดาตัว

บางคนเป็นหนี้หลายสิบล้าน
บางคนชีวิตพังทลายไม่มีแม้แต่บ้านจะอยู่
บางคนบอกว่า "รู้งี้" คนไม่ตัดสินใจแบบนี้หรอก

ทั้งหมดนี้...
มันมาจากการเดินทางที่ไม่รู้จัก "หยุด"
------
เชื่อว่าชีวิตของคนทุกคน
เปรียบเหมือนกับการเดินทาง
แต่อนิจจา.. เรามักจะหลงทางกันเป็นประจำ
เพราะเราไม่รู้ว่าทางข้างหน้านั้น เราจะเจออะไรบ้าง

ทุกครั้งที่มีทางแยกใหม่ๆ
แล้วเราตัดสินใจลองไปดู
รู้สึกตัวอีกที ... เฮ้ย หลงนี่หว่า
-----
เมื่อ "หลงทาง" มาได้สักพัก
เรามักจะลังเลว่า ... จะกลับไปทางเก่าที่คุ้นเคย

หรือว่า

จะก้าวอย่างมุ่งมั่นสุดๆ เลย
เพื่อไปตามเส้นทางใหม่ที่ยังไม่แน่ใจ
------
บางคนตัดสินใจก้าวต่อ
โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังจะเจอหุบเหวลึกลับ

บางคนตัดสินใจย้อนกลับ
โดยที่ไม่รู้ว่ามีขุมทรัพย์มหาศาลรออยู่

แต่เราลืมที่จะ "หยุด" ดูว่า
เราได้อะไรที่ผ่านมาจากการเดินทาง
------
"หยุด" เพื่อมองไปข้างหน้า
และเพื่อที่จะ "หันกลับ" ไปมองทางที่ผ่านมา

เพื่อให้ได้ "ความจริง" ว่า "เรากำลังหลงทาง"
หรือว่า "เรากำลังเดินทางสู่เป้าหมาย" กันแน่

"หยุด" ใช้ "ความรู้สึก" มาตัดสิน
ในการเดินทางทั้งหมดของชีวิต
เพราะคุณไม่มีสิทธิย้อนกลับบ่อยๆ

เสียดายที่หลายคนไม่เคย "หยุด"
อาจจะเป็นเพราะความเชื่อมั่นที่มากเกินไป
หรือไม่ ก็เพราะลึกๆ ในใจไม่กล้ายอมรับความล้มเหลว
------
เพราะสุดท้ายแล้ว...
ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ
เราต้องรู้จักยอมรับกับความล้มเหลวก่อน

และถ้าเมื่อไรที่รู้ว่ากำลังล้มเหลว
สิ่งที่ควรทำคือการ "หยุด" ความล้มเหลวนั้น
เพื่อหันไปมองหาหนทางแห่งความสำเร็จ
... จริงไหม

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ดีใจ ได้ทำงานน้อย

บางคนดีใจ...
ที่คิดว่าได้ทำงานตามเงินเดือน

จะทำมากไปทำไม...
ในเมื่อเหนื่อยไป...ก็ได้เท่าเดิม

คืนวันผ่านไป
ทำไมบริษัทไม่เห็นจะรวยอู้ฟู่สักที

>>> ทำงานนานปี...ประสบการณ์ปีเดียว <<<
พอบริษัทปิดตัวลง
หางานใหม่จะหาที่ไหน
ตำแหน่งสูง อายุก็สูง (^^)

ที่สำคัญ เงินเดือนดันสูงกว่าความสามารถ
ออกมาทำเองก็แล้วกัน
อุ๊ย อ้าวตาย..ฉันทำอะไรเป็นบ้าง

ที่คิดตลอดมาว่าจะไม่ยอมให้บริษัทเอาเปรียบ
ที่ไหนได้...ลืมนึกไปว่าเขาให้ฝึกงานฟรี ๆ

แถมมีเงินให้ใช้...
กว่าจะรู้ตัวว่าเสียโอกาส
ก็พลาดไปแบบเรียกเวลาคืนมาไม่ได้แล้ว...เอย

แหล่งที่มา     Facebook : iPattrainer

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย

เพิ่งหัดแต่งนิยาย
ลองอ่านหน่อยสิ ว่าพล็อตเรื่องพอได้มั้ย?
กลัวว่ามันจะโอเว่อร์เกิน
ช่วยคอมเมนต์หน่อยนะ
======================
สมศรีเป็นเด็กอีสานบ้านนอก ยากจนมาก
แม่พาหาบตระกร้าเอาพริกแห้ง หน่อไม้ มะม่วง
ไปแลกข้าวสารหมู่บ้านอื่น

เดินหาบตระกร้าหนักมาก หาบไปร้องไห้ไป
เพราะไม่มีเงินนั่งรถโดยสาร

เธอไม่มีเพื่อนคบ มีวัวและควายเป็นเพื่อน
โดนลูกพี่ลูกน้องแกล้งเอาเหาจากควายใส่หัว
โดนรังแกในชั้นเรียน เพราะถูกด่าว่า โง่ ทึ่ม หัวโต ตัวลีบ
ฟันเหยินเป็นอีแก้วหน้าม้า หน้าตาอัปลักษณ์

สมศรีถูกผู้ชายหลอกตอนอายุ 16 ตั้งท้อง แต่ไม่เคยคิดทำแท้ง
แฟนทิ้ง เคยคิดจะโดดให้รถทับตาย แต่คิดได้ว่าสงสารแม่และน้อง
เลยตั้งใจเรียน กศน.จนจน ม.ปลาย

ช่วงเช้าถึงบ่าย เป็นครูพี่เลี้ยง
ช่วงบ่ายถึงเย็น เป็นนางแจ๋ว
ล้างถ้วยกาแฟ ล้างห้องน้ำให้กับออฟฟิศนายฝรั่ง
บ่อยครั้งที่เธอต้องดื่มน้ำประปาต้มให้อิ่มท้อง
ต้มข้าวต้มใส่เกลือกินจะได้มีเรี่ยวแรงทำงาน
เพื่อทุกคนที่คอยอยู่ต่างจังหวัด

มาดามฝรั่งเห็นแวว เพราะเธอฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
ด้วยการไปยืมหนังสือเรียนภาษาอังกฤษและเทป นอนฟังทุกคืน
มาดามเลยให้ออกจากงานครูพี่เลี้ยง
จากนางแจ๋ว มาดามไว้ใจให้สมศรีเดินเอกสาร
และได้กู้ทุนจากบริษัท เรียนต่อปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยแห่งนึง

ตอนสอบสัมภาษณ์ อาจารย์บอกว่า
ไม่มี นศ. คนไหนในประวัติที่นี่ที่จบ กศน. มาแล้วต่อจบได้หรอก
เลิกล้มความตั้งใจซะ

สมศรีตอบว่า "ให้โอกาสหนูด้วยนะคะ หนูจะทำให้ได้ค่ะ"
สมศรีเรียนหนัก อ่านหนังสือหนักกว่าคนอื่น 10 เท่า
และในที่สุดเธอก็จบถึง ป.โท

ปัจจุบันเธอและลูกพำนักอยู่ที่ Hamburg, Germany
เธอเป็นเจ้าของธุรกิจ นำเข้า-ส่งออก
และกำลังศึกษาป.เอก
ในอนาคตอันใกล้จะเปิดธุรกิจ Wellness ใน Hamburg
=======================
คุณ
คุณคิดว่าพล็อตมันเว่อร์เกิน เชื่อได้ยาก
ดูมันเป็นสูตรนิยายน้ำเน่าไปหน่อย

จากเด็กบ้านนอก ข้าวไม่มีจะกิน
จนเรียนจบโทและมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่เยอรมันเนี่ยนะ?

คุณ
ต้องขอโทษที่จำเป็นต้องบอกว่าโกหกคุณ
นี่ไม่ใช่นิยาย แต่คือเรื่องจริง!!!

นี่คือเรื่องราวของผู้หญิงคนนึงที่เขียนมาเล่าให้ฟัง
ชื่อคน ชื่อสถานที่ และรายละเอียดบางอย่างดัดแปลง
แต่นอกนั้นคือเรื่องจริงทั้งหมด
(ขออนุญาตเจ้าของเรื่องแล้ว)

นี่ล่ะ ที่เค้าบอกว่า "ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย"
สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ
มันไม่สำคัญเลยว่าคุณอยู่ที่จุดไหน
สื่งที่สำคัญก็คือ คุณอยากจะไปที่จุดไหน?
มีคนทำได้มาแล้วมากมาย

คำถามก็คือ
เรื่องราวพลิกชีวิตแบบนี้
ทำไมจะเป็นคุณอีกสักคนไม่ได้ล่ะ?

คุณ
มาทำชีวิตของเราให้ยิ่งกว่านิยาย
จนต้องมีคนเอาไปสร้างนิยาย
แล้วบอกว่าสร้างจากเรื่องจริงกันดีกว่า
มันสะใจดีออก!

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

.... จงทำชีวิต...ให้เหมือนกับผ้าขี้ริ้ว....

ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด

คือการที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย

ความสุขแท้ของคนคือ
การได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

*** ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้
แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัว
ได้ตลอดเวลา คือการที่รู้ตัวเองว่าสกปรก

ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว
แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

*** ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด
ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
คือการฝึกหัดขัดเกลาตนเอง
รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน

ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจ
หมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า
ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือ น้อยก็ตาม
เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

*** ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา
แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
คือการที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า
ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า
ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจ
ในวาสนาชะตาชีวิต
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเอง
อย่ารอคอยจากคนอื่น

*** ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
คือการที่ยอมอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น
รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงาน
โดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็ตาม
คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

*** ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
คือการที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ
ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้
หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการ มากกว่าเข้าไปบริหาร

*** ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
คือควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ
ของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงาน
ปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจ
ที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคนทำงานแล้ว
ทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น

*** ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้าง ไม่เปราะบาง
คือมีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา
แม้จะเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้
เพื่อให้สำเร็จ มอบประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น
มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา
แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

*** ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
คือการที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาส
สบประมาทจะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค
ตรงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น
รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่
ทุกคนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ

ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
เราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและ
มองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเรา
จะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง
ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก

ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์
และมีความหมาย

ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายาม
สร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Wizard Kid 
ที่มาขอขอบคุณข้อมูลจากFW mail : http://www.baanmaha.com/community/thread 39471.html

กาแฟเเก้วละ 30,000

...จริงๆนะ ไม่ได้โกหก  กินมาเเล้ว

เรื่องนี้มันมีที่มาเเบบนี้

ช่วงนั้น   รับงานมาโปรเจคนึง มีเวลาคิดหนึ่งเดือน 
คิดยังไงก็คิดไม่ออก ออกกำลังก็เเล้ว ดูหนังก็เเล้ว 
ไอเดียก็ยังไม่ฟุ้งซะที  จนผมเหลือเวลาอีกเเค่ 1 อาทิตย์
ก่อนที่จะ Deliver โปรเจค
ตายละวาา เอาไงดี ....
............
ปกติเวลาจะทำงานอะไรบางอย่าง
จะมีการ "เลือกสภาพเเวดล้อม" ในการทำงานเสมอ

ถ้าอยาก "อ่านหนังสือ"  จะเลือกนั่งในห้องเงียบๆ เย็นๆ 
นั่งบนโซฟานุ่ม เปิดเพลง Kenny G 
ไม่ก็เพลงเบาๆ คลอไปเรื่อยๆ 
 
ถ้าอยาก "คิดถึงเเผนการณ์ในอนาคต"
จะปล่อยตัวเบาๆ ริมทะเล ให้ความเงียบทะลุผ่านร่างกาย
เเล้วให้เสียงคลื่นทะเล ไหลมา "กระเเทก" หัวใจเเละความคิดเป็นระลอก
เเละถ้าผมอยากได้  "ไอเดียในการทำงาน" 

มักจะไปนั่ง "ร้านกาเเฟ" กลิ่นกาเเฟหอมๆ 
ผู้คนที่ดูมีพลังรอบตัว ช่างกระตุ้นต่อม
ความคิดในตัวผมเป็นอย่างดี
เเละร้านกาเเฟที่ผมชอบที่สุด คือ 
Starbuck ที่ Yokohama
........................
Yokohama เป็นเมืองที่ชอบมากที่สุดในญี่ปุ่น 
เพราะเคยอยู่ที่นี่หลายปี 

ด้วยความที่เป็นเมืองท่าริมทะเล เเละ
เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมสวยมาก
ห่างจากโตเกียวด้วยการเดินทางเเค่ 40 นาที 
พร้อมเเหล่งกิน ช๊อปเพียบ
ทำให้โยโกฮาม่า เป็นเมืองที่ค่อนข้าง "ครบ" 

สำหรับ  ที่เคยอยู่มาเป็นปี
ร้านกาเเฟ Starbuck ที่ชอบมาก 
อยู่ตรงหัวมุมถนน ติดกับสวนสาธารณะพอดี
ร้าน Starbuck ร้านนี้ตั้งร่วมกับ ร้านหนังสือ TSUTAYA 
เเละเปิดทำการตั้งเเต่เจ็ดโมงเช้าถึงตีสอง

เวลาคิดอะไรไม่ออก เลยจะมาที่ร้านนี้เสมอ 
เเละไม่ว่าจะเกิดปัญหายุ่งยากเเค่ไหน 
ขอเวลาเเค่สองสามชั่วโมง กับ คาปูชิโน่สักเเก้ว 
งานผมจะ Hit Rate 100% !!
รอบนี้ก็เหมือนกัน ...

คิดโปรเจคที่ได้รับมาไม่ออกจริงๆ 
ถึงขนาดต้องยอมที่จะจ่ายค่าเครื่องบินรวมค่าโรงเเรมเกือบ "สามหมื่น" 
เพื่อที่จะมากินสตาบัคร์เเก้วละร้อยกว่าบาท ที่ร้านเดิม

ใช้เวลาประมาณ สี่ชั่วโมงในการนั่งทำงานที่นี่ 
หยิบกระดาษเปล่าพร้อมปากกาสีสามสี่เเท่ง 
วางบนโต๊ะพร้อมกาเเฟเเก้วโปรด

ลมเย็นๆ นั่งดูฟ้าโปร่งๆ วิวดีๆ เเบบพาโนรามา 270 องศา 
นั่งดูคนจ๊อกกิ้ง คนพาน้องหมาเเมวมาเดินเล่น 
เเละคนรอบข้างที่นั่งทำงานเเละอ่านหนังสือเเบบชิวๆ 
เบื่อๆ ก็ไปหยิบหนังสือมาอ่าน ไม่ก็ไปเล่นกับน้องหมาหน้าร้าน
...อบอุ่น + โคตรพลังบวก !!

ผลลัพธ์ที่ได้ คือ สภาพ " FLOW " ของไอเดีย ที่ทำให้สี่ชั่วโมง
ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจกว่าสามอาทิตย์ที่ผ่านมา
........................
หลายๆคนฟังเล่า มักจะบอกเสมอว่า 
ทำเเบบนี้ มีตังค์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องโง่ด้วย
เออ...ท่าจะจริง 555

เเต่เชื่อว่า คนเราจะมี "The Best place" เป็นของตัวเอง 
เเละ "จำเป็น" ต้องหา The Best place ของตัวเองให้เจอ !!

จุดๆไหน ที่เราสามารถ Focus ได้เต็มที่ 
จุดๆไหน ที่เราสามารถใช้ชีวิตได้เพลินจนลืมเวลา 
จุดๆไหน ที่กระตุ้นให้เราเกิดความอยากเรียนรู้

นั่นเเหละ คือ สภาพ " FLOW " ของไอเดีย 
ที่จะดันการใช้สมองของเราไปมากกว่าสองเท่าตัว 
การแตกหน่อใหม่ๆ ของเซลล์สมอง  เชื่อว่าต้องมีอะไรรองรับ
Find your Best place and best Moment !
สภาพเเวดล้อมที่เหมาะกับเรา อยู่ตรงไหน เวลาไหน หาให้เจอ
เเล้ว "ระเบิด" ความคิดของเรา ให้มันไหลไปไกลสุดขอบโลกเลย !!

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

วันหยุดคุณทำอะไร

แค่เพียงรู้ว่า...
วันหยุดคุณทำอะไร
มันก็พอบอกได้ว่า
อนาคตของคุณจะเป็นแบบไหน
-----
ในวันหยุด...
บางคนเลือกที่จะทำงาน
บางคนเลือกที่สานต่อความรู้เพิ่ม
บางคนเลือกที่เติมเต็มความฝัน

แต่ถ้าคุณใช้เวลาวันหยุด
พักผ่อน ผ่อนคลาย เที่ยวเล่น
นอนหลับ ฟังเพลง ดูทีวี ติดซีรีย์

นั่นแสดงว่า
ชีวิตคุณมีความสุขดีอยู่แล้ว

หรือไม่ก็แปลว่า
คุณยังไม่ได้วางแผนอนาคต
-----
เวลาว่างในวันหยุด...
คือเวลาที่เราจะใช้ไปกับ
สิ่งที่เราสนใจและอยากรู้

เพื่อสร้างอะไรบางอย่าง
ไปสู่ "อนาคต" ที่เรา "ต้องการ"
และนั่นแหละคือเหตุผล
ที่ใครหลายคนไม่ค่อยมีเวลาว่าง
แต่ใครบางคน
กลับมีเวลาว่างทั้งวัน
-----
แต่ที่สำคัญ
อย่าลืม Work Life Balance
ด้วยนะ

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์ของ ผงฟู หรือ BAKING SODA

ประโยชน์เยอะนะ….

เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ที่บางคนเรียกว่า ผงฟู
มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต

มีประโยชน์มากมาย
1.ซักผ้า 
ไม่ว่าจะซักมือหรือซักเครื่อง
ก็แค่ใส่ผงฟู แทน ผงซักฟอก

ข้อดีคือ ซักเสื้อผ้าสะอาด
หมดกลิ่นเหม็นอับ อ่อนโยนต่อผิวบอบบาง
แพ้ง่าย แม้แต่ผิวเด็ก น้ำที่ซักแล้ว
ก็ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ด้วย แถมราคา
ก็ประหยัดกว่าผงซักฟอกทั่วๆ ไป
สำหรับคราบ อาจใช้ผงฟูผสมน้ำป้ายๆ แล้วขยี้

2.ล้างจาน 
นอกจากซักผ้าแล้ว ใช้ล้างจานก็ได้
เพราะผงฟู ขจัดคราบมันและกลิ่นได้ดี
เอาผงฟูเทแล้วใช้ฟองน้ำขัดล้าง หรือ
ผสมผงฟูกับน้ำ แล้วเอาฟองน้ำจุ่มล้างจาน
ก็ได้ แล้วแต่สะดวก

แต่ถ้าจานมันมากๆ คงต้องใช้ตัวช่วย เช่น
เอาทิชชูเช็ดปากแล้วปาดคราบมันออกก่อนล้าง
ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ยังได้

3. ล้างห้องน้ำ 
ใช้ผงฟูเป็นผงขัด-ล้าง แทนการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำ
กรดกัดกร่อนรุนแรง ถนอมสุขภาพคนล้าง
ถึงห้องน้ำจะไม่ขาวจั๊วะใสปิ๊งแบบน้ำยาล้างห้องน้ำทั่วไปให้คุณได้
แต่คุณได้ช่วยสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์น้ำ

ถ้าอยากใช้ขัดหัวก๊อกน้ำ หรือวัสดุที่ต้องการความแวววาว
อาจบีบน้ำมะนาว หรือใช้น้ำส้มสายชูผสมกับผงฟู
แล้วขัดๆ  วาว แน่นอน

4. ล้างผัก 
เป็นวิธีที่สะอาดและปลอดภัยที่สุด
ง่ายๆ แค่ผสมผงฟู ซัก 2 ช้อนโต๊ะหรือมากกว่า
น้ำเยอะใช้เยอะหน่อย ละลายน้ำธรรมดา
หรือน้ำอุ่นนิดๆ ใช้แช่ผัก ผลไม้
ขจัดสิ่งสกปรกและสารพิษได้ดีมาก
ปลอดภัย เพราะผงฟูกินได้

5. ขจัดกลิ่นอับ 
กลิ่นเหม็น เช่น ตู้เย็น ตู้รองเท้า ในรองเท้า
ห้องที่ทาสีใหม่ ฯลฯ ก็เอาผงฟู เทใส่จาน
ถาด กระป๋อง หรือโปรยๆ ลงไป ณ บริเวณที่อับ เหม็น
แต่ต้องปิดตู้ ปิดห้อง ให้มิดชิด  ทิ้งให้มันดูด ซักวัน สองวัน
หรือวางไว้ตลอด ช่วยดูดกลิ่นเหม็นได้ดี
พอๆ กับใช้ คาร์บอน (ถ่าน) เลย

6.แปรงฟัน 
ลดหินปูน กลิ่นปาก และช่วยให้ฟันขาวได้น่าทึ่ง

7.ช่วยเรอ ฺ
Baking Soda ผสมน้ำดื่ม ช่วยให้เรอแก้อาการท้องอืดได้



เนื่องจาก Baking Soda มีอนุภาคเล็กเป็นรูปทรงผลึกที่อ่อนนุ่ม
จึงช่วยในการขัดถู ยังมีสรรพคุณในการดูดกลิ่นเหม็น
ดูดความชื่น ปรับค่าความเป็นกรดด่าง ฆ่าเชื้อโรค
ไม่กัดกร่อนผิวภาชนะ จึงสามารถนำมาใช้ประโยชน์
ในบ้านเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามตำรับและสูตรต่างๆ
ดังต่อไปนี้

1. ขจัดคราบสกปรกบนขอบและบานหน้าต่าง
ด้วยฟองน้ำเปียกๆ ที่โรยด้วยผงฟูเล็กน้อย
ใช้ล้างด้วยฟองน้ำและเช็ดแห้ง

2. ล้างหน้าต่างบานเกล็ด
ด้วยน้ำอุ่นที่ผสมผงฟู 3/4 ถ้วยตวง
ราดน้ำให้เปียกทิ้งไว้สักครึ่งชั่วโมง
ก่อนใช้แปลงขัดออก

3. ล้างหน้าต่างอลูมิเนียม และ Door Sereens
โดยใช้แปลงเปียกๆ จิ้มผงฟูขัดออกใช้ฟองน้ำ
หรือผ้านุ่มๆ ล้างให้สะอาดทำความสะอาดงานไม้

4. ทำความสะอาดงานจากไม้ฝาผนังหรืออุปกรณ์เครื่องใช้
โดยการผสม น้ำส้มสายชู ? ถ้วยตวง ผงฟู ? ถ้วยตวง น้ำอุ่น 4.5 ลิตร

5. ถ้าพื้นผิวผนังสกปรกมีคราบเหนียวเหนะหนะ
ให้ใช้ แอมโมเนีย 1 ถ้วยตวง นำไปเช็ดให้ทั่วฝาผนัง
ด้วยฟองน้ำหมาดๆ อย่าใช้ผ้าขนหนูเปียก
ทิ้งไว้สัก 2-3 นาที ก่อนที่จะเช็ดคราบสกปรกออก
(ควรจำไว้เสมอว่าเครื่องเรือนไม้มีลักษณะแตกต่างกัน
ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจให้ทดลองเฉพาะพื้นที่เล็กๆ ก่อน)

6. รอยด่างเป็นวงหรือรอยจุดบนเฟอร์นิเจอร์ไม้
หากเกิดความร้อนบางครั้งก็อาจขัดออกได้
ด้วยการผสมยาสีฟัน และผงฟูในสัดส่วนเท่าๆ กัน
ใช้ผ้านุ่มเช็ดออกเบาๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดเงาด้วยก็ได้หากจำเป็น

7. ขจัดคราบหยดน้ำบนพื้นไม้
โดยการใช้ผงฟูกับกับผ้าขี้ริ้วหมาดๆ
เช็ดออกจำไว้ว่าเครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไม่ควรทำให้เปียก


ความสะอาดพื้นผิว

1. ใช้ฟองน้ำเปียกๆ เช็ดผงฟู
เพื่อเช็ดคราบสีเทียนที่ติดบนผนังชนิดล้างๆ ได้ 
เช็ดถูเบาๆ วิธีนี้จะช่วยทำความสะอาดคราบสกปรก
ส่วนใหญ่อื่นๆ รวมทั้ง คราบน้ำมัน ดินสอ
และปากกา มาร์คเกอร์ได้ด้วย

2. ใช้ผงฟูผสมน้ำเปียกๆ ข้นๆ
เพื่อเช็ดถูคราบสกปรกที่เกิดจาก
การรอยลากไปมาบนพื้นเสื่อน้ำมัน

3. ขจัดคราบหรือหยดน้ำหมึกออกจากพื้น
เสื่อน้ำมันโดยการใช้ผงฟูข้นๆ ป้ายบริเวณ
สกปรกทิ้งไว้จนแห้งสักครู่ก่อน จะเช็ดออก
และใช้ผงฟูใหม่ๆ ขัดออกอีกครั้ง


เบ็ดเตล็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับเกี่ยวกับการดูแลรักษา

1. Baking Soda สัก 1 ถ้วยตวงลงใน
โถส้วมหรือท่อน้ำทิ้งเป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง
จะช่วยคงสภาพความเป็นกรด-ด่าง
ระบบของถังบำบัดของเสีย

สภาพความเป็นกรดด่างในระดับที่เหมาะสม
จะช่วยให้แบ็คทีเรียแตกตัวทำงานได้ดี
มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกัน
การอุดตันและตกค้างในแทงค์และท่อน้ำทิ้ง

การใช้ผงฟูสม่ำเสมอจะช่วยป้องกัน
ไม่ให้แทงค์คอนกรีตหรือแทงค์ที่ทำจาก
โลหะผุกร่อนง่าย โดยเฉพาะบริเวณ
ฝาแทงคีที่ต้องสัมผัสกับไอระเหยที่ทำให้ผุกร่อนง่าย

2. ผสมผงฟูกับน้ำเล็กน้อยให้เปียกๆ ข้นๆ
เพื่ออุดรูตามผนังที่มีรอยปูนแตกร้าว
เพื่อซ่อมแซมเป็นการชั่วคราว
เมื่อมันแห้งแล้วจะดูกลมกลืนเข้ากับ
ฝาผนังปูนพลาสเตอร์ขาว เมื่อต้องการ
ซ่อมแซมอย่างถาวรให้ผสมมผลฟูกับกาว (ลาเท็กซ์)
ซ่อมแซมสีขาวที่ใช้ตามบ้านเรือน

3. ทำความสะอาดผนังที่มีคราบดำของเขม่าควัน
ด้วยการใช้เศษผ้าชื่นๆ และผงฟูละลายเข้มข้น

4. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตกแต่งเครื่องเรือน
โดยการโรยผงฟูให้ทั่วเครื่องตกแต่ง
ทิ้งไว้สักครู่จากนั้นจึงดูดออก
กลิ่นเขม่าควันจะถูกกำจัดออกจนหมอจด

5. ใช้ผงฟูทำความสะอาดเครื่อง
ประดับลวดลายลูกไม้ประเภทต่างๆ

6. ทำความสะอาดแป้นพิมพ์ดีด
ด้วยแปลงสีฟันขนอ่อนๆ
ขัดโดยใช้ผงฟู 4 ชอนโต๊ะละลายกับ
น้ำ 1 ถ้วยตวง จากนั้นใช้กระดาษชำระเช็ดออก

7. แช่ไม้ถูพื้นหรือไม้กวาดในน้ำ 1ถัง
ละลายผงฟู 4 ช้อนชา แต่ให้แช่หลังจาก
ที่ชำระสิ่งสกปรกออกไปแล้ววิธีนี้
จะเป็นการกำจัดกลิ่นเหม็นอับตกค้างบน
ไม้ถูพื้นตากให้แห้ง


บ้านสุขภาพ

1. ป้องกันไม่ให้ภาชนะกระเป๋าเดินทาง
มีกลิ่นเหม็นอับเหม็นชื้นจากเชื้อรา
โดยการโรยผงฟูลงบนภาชนะ
ข้าวของเครื่องใช้ก่อนที่จะเก็บเข้าที่เข้าทางอย่างมิดชิด

2. โรยผงฟูในโถส้วม อ่างน้ำทิ้ง ในอ่างล้างหน้า
อ่างล้างจานชาม อ่างอาบน้ำ หรือโรยลงบนฟักบัวทิ้งไว้
ก่อนที่คุณจะหยุดใช้ชั่วคราว เพื่อไปพักร้อน
วิธีนี้จะช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเก่าเก็บตกค้าง

3. ขจัดกลิ่นเหม็นอับอกจากผ้านวม
ฟ้าห่มหลังจากทที่คุณเก็บไว้นานๆ
โรยผงฟูลงบนผ้านั้น ม้วนเก็บไว้สัก 2 ชั่วโมง
จากนั้นสะบัดออกและตบให้ฟูหรือ
ใช้ไดร์เป่าลมให้ฟูโดยไม่ใช้ความร้อนเป่า

4. นำผงปิดฝากล่องตั้งทิ้งไว้ในห้องที่โรงงาน
เพื่อขจัดกลิ่นสี หรือกลิ่นสารระเหย
หรือกลิ่นน้ำยาขัดเคลือบวัสดุต่างๆ

5. ช่วยลดกลิ่นตกค้างกันของบุหรี่
โดยการโรยผงฟูสักเล็กน้อยลงบนถาดเขี่ยบุรี่

6. ขจัดกลิ่นตกค้างบนผ้าปูโต๊ะ
โดยการแช่ผ้าในน้ำสารละลายผงฟู


กำจัดกลิ่นรองเท้าด้วยผงฟู

1. วางถุงหรือซองผงฟู ไว้ในรองเท้าผ้าใบหุ้มส้น
เพื่อไม่ให้รองเท้ามีกลิ่นอับเหม็นหลังการใส่
และมีกลิ่นเหม็นตกค้างอยู่ในตู้รองเท้า

วิธีนี้คุณอาจจะใช้ผงฟูผสมกับแป้งหอมกลิ่น
ที่คุณชอบผสมรวมกันไว้ในซองตามที่ต้องการ

2. โรยผงฟูในรองเท้าผงฟูจะช่วยดูดซับกลิ่น
ที่ไม่พึงประสงค์ออกไป ทิ้งไว้ข้ามคืน
รุ่งขึ้นคุณแค่เคาะผงฟูออก


ประโยชน์ของกับร่างกาย

1. บรรเทาอาการผิวไหม้แดด
ผสมเบคกิ้งโซดาลงในน้ำอุ่น
สำหรับอาบจะช่วยบรรเทาอาการ
ปวดแสบปวดร้อนที่เกิดจากผิวไหม้จากแดดได้

2. แก้เจ็บคอ
ผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนชา
ลงในน้ำเปล่าใช้กลั้วคอทุก ๆ 4 ชั่วโมง
จะช่วยลดอาการเจ็บคออันเกิดจากกรด
รวมทั้งยังช่วยรักษาแผลในช่องปากได้ดีอีกด้วย

3. น้ำยาดับกลิ่นปาก
- ผสมเบคกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว
สามารถดับกลิ่นหอม, กระเทียม ได้

- ผสมเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะ กับน้ำอุ่น 1 ถ้วย
ใช้บ้วนปากจะช่วยดับกลิ่นปากได้

4. ขัดฟันให้ขาว นำเบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
ผสมกับน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา ใช้แปรงสีฟันจุ่ม
แล้วขัดฟันเบา ๆ บ้วนน้ำเปล่าจนสะอาดคราบชา
กาแฟ จะหายไป (ห้ามทำเวลาป่วยเพราะมะนาว
มีกรดสูงอาจทำลายเคลือบฟันได้)

5. ทำสครับขัดหน้า
- นำเบคกิ้งโซดา 3 ส่วน น้ำเปล่า 1 ส่วน
ผสมกันให้พอเปียก ๆ แล้วขัดหน้าเบา ๆ
จนรู้สึกว่าหน้าสะอาดแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า

- นำเบคกิ้งโซดา 2 ช้อนโต๊ะ ข้าวโอ๊ต 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำ 2 ช้อนตวง
นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาขัดหน้าเบา ๆ
เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นจะรู้สึกว่าหน้าสะอาดและนุ่ม

6. ทำสครับขัดผิว นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย เกลือ 1/2 ถ้วย
มะนาว 1 ลูก น้ำมันทาผิว 2 ช้อนโต๊ะ
นำมาผสมกันก่อนจะใช้แล้วนำมาขัดผิวกายระหว่างอาบน้ำ

7. สปาเท้า
นำเบคกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย
เกลือทะเล 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหอมระเหยกลิ่นมินต์ และ
นำน้ำอุ่นใส่ในกะละมังแช่เท้า

จะช่วยฆ่าเชื้อโรค ดับกลิ่นเท้า
รวมทั้งความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเท้าได้

8. เส้นผม >>
เพียงแค่นำผงฟูหนึ่งช้อนชามา
ผสมแชมพู แล้วนำไปสระผมตามปกติ
สูตรนี้จะช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม
และขอบอกอีกสักนิดว่าสูตรนี้เหมาะสมกับผมเส้นเล็กนะจ๊ะ

9.ขัดหน้า
ผสมผงฟูครึ่งช้อนชากับ cleanser
เมื่อหน้าเปียกหมาดๆ ให้นำส่วนผสมที่
เตรียมไว้แล้วมานวดให้ทั่วใบหน้า และล้างออก
ด้วยน้ำสะอาด แต่ถ้าน้องๆ มีปัญหาสิว

ให้เพิ่มยาแอสไพรินหนึ่งเม็ดที่บดเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้วย
เพราะในยาชนิดนี้มีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก
ที่จะเป็นตัวช่วยกำราบแบคทีเรียได้

10.หวีและแปรง >>
เทน้ำอุ่นเทลงในภาชนะที่เตรียมไว้
แล้วเติมผงฟูลงไป 2-3 ช้อนโต๊ะ
แช่หวีและแปรงทิ้งไวั้ประมาณ 2-3 นาที
หลังจากนั้นนำไปล้างด้วยน้ำสะอาด และพึ่งแดดให้แห้ง
ซึ่งวิธีจะเป็นการขจัดสารที่ตกค้างอยู่ให้ออกไป

11.ผิว >>
ผิวจะนุ่มน่าสัมผัสมากขึ้น ถ้าน้องๆ ลองนำผงฟู
ประมาณหนึ่งหยิบมือเติมลงในน้ำอุ่น
แล้วแช่มือไว้ประมาณ 2-3 นาที
หลังจากนั้นล้างมือด้วยน้ำสะอาด

แหล่งที่มา     Facebook : นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://ac127.wordpress.com/2014/04/29

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ไม่มีเงินแล้วจะพัฒนาตัวเองได้ไง?

หนึ่งในข้ออ้างที่ไม่เข้าที่สุด (และผมเบื่อมาก)
ก็คือ "ที่ไม่ศึกษาหาความรู้ เพราะมันต้องใช้เงิน"
ไม่มีเงินแล้วจะศึกษาเพิ่มเติมได้ไง?

พยายามจะเข้าใจว่า
บางทีเค้าอาจไม่รู้จัก youtube ไม่รู้จัก google
แต่น่าแปลกที่กลับใช้ fb เป็น
รูดหน้าจอไปมา เล่นเกมเศรษฐี
เล่น Cookie Run แชตกับเพื่อน ดูข่าวดารา
หรือเค้าคงคิดว่าอินเทอร์เน็ตมีแค่นั้น

ใน youtube มีของดีและฟรีให้ดูเต็มเลย
ใช้ google เสิร์ชดู มีของดีและฟรีให้อ่านเต็มเลย
อยากรู้เรื่องอะไรก็ป้อนลงไป
รับรองว่าดูกันทั้งชาติก็ไม่หมด

คุณรู้มั้ยว่า "เขื่อนความรู้" มันแตกทะลัก
ชนิดที่ไม่ต้องไปสอบเข้ามหาลัย
ก็มีความรู้ในมหาลัยให้ดูกันเหมือนคนที่ได้เข้าไปเรียน
(ไม่เชื่อลองดู www.khanacademy.org หรือเสิร์ชว่า ITunes U)

เอาล่ะ  รู้ข้ออ้างต่อมาคือ
ก็มันเป็นภาษาอังกฤษ ฟังไม่ออก อ่านไม่ได้

โธ่! คุณก็ฝึกสิครับ มีคนสอนภาษาอังกฤษฟรี ๆ
ผ่าน youtube อีกนั่นแหละ
เอาล่ะ ถ้าคุณไม่ชอบเรียนรู้แบบออนไลน์
หลายสัมมนาจัดให้เข้าฟังฟรี ๆ เช่น ตลาดหลักทรัพย์
หลายคอร์สสอนอาชีพ อบรมฟรีหรือเก็บเงินน้อยมาก เช่น 1 บาท

สรุป นึกไม่ออกว่า
"ไม่มีเงินแล้วจะพัฒนาตัวเองได้ไง?"
ประโยคนี้มันจริงตรงไหน?

แน่นอน ถ้ามีเงิน คุณก็อาจได้เข้าสัมมนาที่ต้องจ่ายเงิน
คุณอาจมีเงินไปสัมมนาเมืองนอกเมืองนา
แต่ถ้าคุณไม่มีเงิน ก็ศึกษาจากช่องทางที่มันฟรีสิ
จะมาอ้างแบบนั้นเพื่อ?
อ้างแบบนั้น ไม่อายคนอื่นเขาบ้างหรือไงครับ
เรียนรู้เถอะครับ อย่ามีข้ออ้างเลย
กำแพงโอกาสทางการศึกษามันพังไปตั้งนานแล้ว

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Find your drive!!

เมื่อต้องการเริ่มต้นใหม่
เมื่อท้อแท้
เมื่อหมดกำลังใจ
เมื่อต้องการเติมไฟ
ให้วิ่งเข้าสู่เส้นชัยด้วยใจที่มุ่งมั่น
.
.
หนึ่งในสิ่งสำคัญ
ที่เราต้องมองหาคือ
แรงผลักดัน
อันยิ่งใหญ่ที่มาจากข้างใน
.
.
ลองนั่งอ่านจดหมาย หรือ note ที่ทำให้เรารู้สึกดีๆ
ดูรูปครอบครัวที่ทำให้เรามีความสุข
ขอเวลานั่งคุยกับเพื่อนรักซักครึ่งชั่วโมง
หรือการได้กอดคนในครอบครัว
ที่เรารักแน่นๆ ซักครั้ง ก็เป็นพลังที่ได้ผลเช่นกัน
.
.
มนุษย์ถูกสร้างให้สามารถ
เติมกำลังใจให้กันโดยธรรมชาติ ..
เราลองมองหาสิ่งเล็กๆ อันทรงพลังใกล้ๆตัวดูนะ
.
.
แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬  17/10/2014

รางวัล (การลงโทษ) คนเก่ง

มั่นใจว่าคนเก่งในองค์กรหลาย ๆ คน
ล้วนผ่านช่วงเวลาของการบอกตัวเองว่า
“เพราะเรามีความสามารถ”
“เพราะเราได้รับความไว้วางใจ”
“เพราะเราไม่ธรรมดา” มานานพอ...

จนถึงจุดหนึ่ง...ซึ่งเริ่มสงสัยว่า
“ทำไมงอกพิเศษ แต่ไม่เพิ่มลูกชิ้น?"
คืองานงอกในอัตราเร็วกว่าเงินงอก
รับงานเพิ่มจนผมเริ่มหงอกก่อนวัย ไหงงั้นแว้
*******
องค์กรที่เป็นผู้นำในการลงทุนพัฒนาคนในอันดับต้น ๆ ยุคแรก ๆ นั้น
มุ่งคัดสรรคนดีคนเก่ง หรือที่เรียกกันว่า Talent
มาเคี่ยวกรำ อบรมจนเหลืองกรอบ มอบหมายงานพิเศษ

แต่ที่ลืมตระหนักคือ...
ไม่ได้ออกแบบโครงสร้างผลตอบแทนและผลประโยชน์พิเศษ...สำหรับคนพิเศษ
เมื่อคนเก่งถูกแย่งตัวไป...จึงกลายเป็นพัฒนาคนให้คู่แข่ง ^__^

พอเริ่มรู้สึกตัว จึงเริ่มมี เส้นทางเติบโตแบบก้าวกระโดด (Fast Track)
เลือกเปลี่ยนสายอาชีพใหม่ได้ (Career Management)
เพราะคนดี คนเก่งมีศักยภาพในการเรียนรู้เร็ว
และโปรแกรมอื่น ๆ ที่เพิ่มเติมขึ้นมา

องค์กร และผู้บริหารที่ใส่ใจเรื่องนี้ ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง...
แต่ถ้าไม่รู้เท่าทัน...ก็ต้องระวังว่าองค์กรของท่าน
กำลังทำร้ายคนเก่งให้เรียนรู้ว่า...

****** “ใครทำได้ ...ทำตาย” *******
****** “ใครทำไม่ได้...สบาย...” หรือเปล่า? *******

ระวังให้ดี   จะเหลือแต่ไม้ตายซากเต็มองค์กร
เพราะคุณสอนเขาเอง

แหล่งที่มา     Facebook : iPattrainer

วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"โรคเปรียบเทียบตัวเองกับชาวบ้าน " เคยป่วยเป็นโรคนี้กันมั้ย ?

คนญี่ปุ่นป่วยเป็นกันเยอะมาก
สุขภาพจิตเลยไม่ค่อยดี
เพราะโดนเปรียบเทียบกับพี่น้องแค่เด็ก
โตมาก็ถูกเปรียบเทียบ เพื่อนร่วมชั้น
ขนาดเข้าทำงานก็โดนเจ้านายเปรียบกับเพื่อนร่วมงานอีก
อะไรนักหนา ......

เข้าใจนะว่า เวลาเราเห็นคนดูดีกว่า ดูรวยกว่า คนรักมากกว่า
ต่อมอิจฉา มันจะทำงานทันที ...ตุ๊บๆๆๆๆๆ
ก็เคยเป็น   สารภาพเลย !
.........................
เเต่มาคิดดูดีๆ มันใช่เหรอ ??

คนบางคนหน้าตาดี
แต่ใครจะไปรู้ว่า เค้าอาจอาภัพรัก

คนบางคนขับรถหรู
แต่ใครจะไปรู้ว่า แต่ละเดือนต้องหมุนหนี้เท่าไหร่

คนบางคนมีตำเเหน่งสูง
แต่ใครจะไปรู้ว่า เค้าเครียดเเค่ไหนในเเต่ละวัน

สิ่งที่เราเห็นคนๆ นั้น อาจเป็นเพียง 10 - 20% ของความเป็นจริงก็ได้
แล้วจะเอา "ยอดน้ำแข็ง" ของชาวบ้านมาเปรียบกับตัวเองได้ไง
...........................
"การเปรียบเทียบ"

ถ้าใช้เป็น
มันคือ Benchmark เพื่อพัฒนาตัวเองที่สุดยอด

เเต่ถ้าใช้ไม่เป็น
คุณจะเจอ "เพชรฆาต" ความสุขทุกครั้งที่เห็นคนดีกว่าเรา

และถ้าคิดจะเปรียบจริงๆ   เเนะนำ
คนเดียวที่เปรียบได้ คือ "ตัวเอง"
หมัดต่อหมัด ปอนด์ต่อปอนด์
iceberg ทั้งก้อน ไม่มีหมกเม็ด !!

เลิกดูยอดน้ำแข็งชาวบ้าน
แล้วมาสลักก้อนน้ำแข็งของเราดีกว่า
ทำตัวเราในวันนี้ดีกว่าเมื่อวาน แค่นี้ก็ยอดเยี่ยมแล้ว  ^^

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

แล้วทำไมเราถึงไม่มีเงิน?

คิดว่าเอาเข้าจริง
ปัญหาไม่ใช่เรา "ไม่มีเงิน"
แต่ปัญหาที่ตรงจุดกว่านั้นและต้องถามให้ชัด ๆ คือ
"แล้วทำไมเราถึงไม่มีเงิน?"

โลกนี้เต็มไปด้วยความสมบูรณ์พร้อม
มีคนทำของดี ๆ ออกมามากมาย
แต่คนจำนวนมากกลับต้องตั้งตัวเองอยู่บนความขาดแคลน

อยากกินอาหารแนะนำในเมนู
แต่สุดท้ายกลับเลือกอาหารโดยตัดสินใจจากราคา

อยากพักห้องพักดี ๆ กว้าง ๆ
แต่สุดท้ายเลือกห้องโดยตัดสินใจจากงบที่จ่ายไหว

อยากใส่เสื้อผ้าสวย ๆ เนื้อดี ๆ
แต่สุดท้ายกลับเลือกซื้ออีกตัว เพราะมันถูกกว่า

ไม่ได้บอกให้สุรุ่ยสุร่าย  
ไม่ได้บอกให้บ้าวัตถุ
แต่ถ้าไม่โกหกตัวเอง
เราทุกคนอยากได้ของดี ๆ
ให้กับตัวเองและคนที่เรารัก
แต่ติดตรงที่ "เงินไม่พอ"
หรือพูดแบบง่าย ๆ ว่า "ไม่มีเงิน"

"ไม่มีเงิน" คำนี้มันเหมือนซอยตัน
ไม่รู้ไปไงต่อ งั้นก็ไม่เงินต่อไปก็แล้วกันวะ

โอเค! ถ้าใครอยากไม่มีเงินต่อไป และพอใจในชีวิตนี้แล้ว
ขอให้หยุดอ่านตั้งแต่บรรทัดนี้

แต่ถ้าใครอยากมีเงิน ขอให้อ่านต่อ
เปล่า    ไม่ได้มาชวนทำธุรกิจนู่นนั่นนี่
แต่จะชวนให้คุณ "ถามตัวเอง" ให้ลึกและลึกลงไปอีก
และต่อไปนี้คือตัวอย่างคำถาม-คำตอบ

เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่า "ทำไมคุณถึงไม่มีเงิน?"
Q : ทำไมถึงไม่มีเงิน?
A : เพราะหาเงินได้น้อย

Q : แล้วทำไมถึงหาเงินได้น้อย?
A : เพราะความสามารถน้อย ความสามารถงั้น ๆ

Q : แล้วทำไมความสามารถงั้น ๆ?
A : เพราะไม่ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม

Q : แล้วทำไมไม่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม?
A : เอิ่ม…เพราะขี้เกียจ

! จะเห็นว่าปลายทางเหตุผลของความจน
มันมักจะมาจบที่ความขี้เกียจที่จะพัฒนาตัวเองให้เก่งและแตกต่าง

นี่ยังยกเว้นพวกที่มีข้ออ้างเยอะนะ
เพราะหลายคนเจอคำถามว่า
"แล้วทำไมหาเงินได้น้อย?"

พวกเขาเหล่านี้ก็จะพาล
โทษเศรษฐกิจ
โทษที่ทำงาน
โทษอายุ
โทษการศึกษา
โทษฐานะที่บ้าน

ทั้งที่ทุกข้อที่เขาอ้าง
มีคนผ่านมันมาได้หมดแล้ว

"แล้วทำไมไม่มีเงิน?"
เชื่อสิว่าคำถามนี้จะวกกลับมาหาคำตอบนี้ทุกครั้ง
"ก็เพราะขี้เกียจพัฒนาตัวเอง"
พัฒนาตัวเองให้มากพอ
เพื่อไปดักรอรายได้ที่ตามมา

เมื่อถึงวันนั้น เรื่องเงินจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
ขอให้เชื่อว่านี่คือเรื่องจริง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วิธีการจำศัพท์ให้จำเเม่น สไตล์ Japan Need

ในฐานะเด็กที่จบสายภาษาคนนึง
เป็นคนที่เคยปวดหัวมากกับการท่องศัพท์

ยิ่งตอนไปเรียนต่อป.โท 
ต้องอ่านตำรา ภาษาอังกฤษทั้งญี่ปุ่น 
ปวดหัว บ่องตง !!

เอาจริงๆ  ไม่เคยมานั่งท่องๆๆๆๆ คำศัพท์เลยนะ 
มันดูน่าปวดหัว เป็นภาระมากๆ

เชื่ออย่างนึงว่า สมองคนเราไม่ชอบ "การบังคับ" 
อะไรที่ไปยัดเยียดให้สมองมากๆ มันจะไม่จำ 
ส่วนตัวเลยใช้เทคนิคนึงมาเเชร์ให้ฟัง

วิธีการง่ายมากๆ  จะมีกระดาษที่จดคำศัพท์อยู่ 7 คำ
หนึ่งเเผ่นต่อหนึ่งอาทิตย์ 
เเละเอามาดูเฉพาะ "ตอนรถติด" เท่านั้น !!

วันนึงๆ เจอรถติดไฟเเดงไม่รู้กี่รอบ
เเทนที่จะเอาเวลาไปหงุดหงิด 
เอาเวลามาดูศัพท์ต่างๆ พวกนี้

วันนึงถ้ารถติดสามรอบ เท่ากับว่า ในหนึ่งอาทิตย์ 
ศัพท์ 7 คำนี้ จะ"ผ่านตา"  ถึง 21 รอบ !! 

.....เเทบไม่ต้องท่อง  มันเห็นจนสมอง "จำได้เอง"
นี่ยังไม่นับคำศัพท์ที่ติดตามห้องน้ำ ห้องเเต่งตัว หน้ากระจก 
คำศัพท์บน Post-it เต็มบ้าน !!!
..........................
อีกหนึ่งเทคนิคที่เสริมกัน คือ "อ่านออกเสียง" 
เคยเข้าคลาสหลักการจำของสมองที่ญี่ปุ่น เค้าบอกว่า 
การอ่านออกเสียง จะเป็นการ Double memorize "ด้วยหู" 

ซึ่งจะช่วยให้เราจำได้ดีขึน เพราะการจำด้วยตาอย่างเดียว 
อาจทำให้เราพลาดอะไรบางอย่างไป

นี่แหละ ตัวอย่างที่ผมเอามาใข้จริงในชีวิตประจำวัน 
เพื่อบริหารเวลาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ใช่  เเทนที่จะไปตั้งหน้าตั้งตา ท่องศัพท์เเบบเคร่งเครียดทุกวัน 
เเค่ทำ "วันละนิด" ชีวิตก็สดใส
เรียนภาษา ไม่ยาก ถ้าเข้าใจวิธี 
อย่าไปบังคับสมอง มัน"ดื้อ"เหมือนเรานั่นเเหละ ^^

แหล่งที่มา      Facebook : ๋Japan NEED

พรสวรรค์หรือ..พรแสวง

หนึ่งในข้ออ้างของคนที่ล้มเหลว ก็คือ
ชอบเปรียบเทียบว่า
สาเหตุที่คนประสบความสำเร็จ..เป็นอัจฉริยะ

และคิดว่า เราไม่ได้เกิดมา
มีพรสวรรค์เหมือนคนอื่น..
จึงไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จ

บางทีคิดกระทั่งว่า
คนประสบความสำเร็จ..
โชคดีที่ได้รับโอกาสดีๆ
บวกกับความสามารถพิเศษในตัว
ซึ่งคนปกติไม่มี

ขอยกตัวอย่าง
 เรื่องตัวเองช่วงเรียนมัธยมปลาย
และปริญญาตรี (สมัยเรียนวิศวะขอนแก่น)

ถ้ามีเหตุการณ์ที่จะต้องออกมาพูดหน้าชั้น
จะเป็นคนท้ายๆ ที่อาสาออกมา
เพราะเวลาที่ออกมาพูด
จะมือเย็นและลืมทุกสิ่งที่คิดจะพูด
ประหม่า กังวลว่าทุกคนที่นั่งอยู่
จะมองเราอย่างไร กลัวทำได้ไม่ดี

แต่พอจบปริญญาตรี และมีโอกาสได้เข้าร่วมธุรกิจ
ที่มีโอกาสได้ใช้ทักษะด้านการนำเสนอ
จึงได้ทดลองเป็นพิธีกรและวิทยากร
ซึ่งยังจำบรรยากาศครั้งแรกที่ขึ้นมายืนหน้าเวทีได้
ทั้งเสียงสั่น พูดไม่ประติดประต่อ ลืมหน้าลืมหลัง

จำได้ว่ามีอยู่เหตุการณ์หนึ่ง
ที่ได้เป็นวิทยากรบนเวทีที่มีคนร่วม 300 คน
หลังจากขึ้นเวทีทุกสัปดาห์เป็นเวลาเกือบ 1 ปี
ไม่รู้ความประหม่าหายไปไหน
ไม่ได้ถึงกับไม่ตื่นเต้น เพราะเวทีใหญ่ขนาดนี้
ยิ่งเป็นครั้งแรก แต่คิดว่าเป็นเพราะชั่วโมงบิ
นในการขึ้นเวทีเล็กๆ ที่ผ่านมา
ทำให้งานนั้น ได้รับคำชมจากผู้ใหญ่พอสมควร

อีกเหตุการณ์ คือ
พอเรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น
และมีโอกาสได้เรียนปริญญาโท (MBA)
หนึ่งในกิจวัตรประจำสัปดาห์
คือ การอาสาออกไปพรีเซ็นต์งาน
ให้เพื่อนในกลุ่มทุกสัปดาห์

บางครั้งเนื่องด้วยทุกคนที่มาเรียนเสาร์-อาทิตย์
ทำงานจันทร์-ศุกร์ จึงไม่ค่อยได้เจอกัน
สรุปงานกัน งานที่นำเสนอเช้าวันเสาร์..
เพิ่งเห็นงานก่อนพรีเซ้นต์
เรียกว่าบางครั้ง พรีเซ้นต์ไปแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป
เพราะสรุปงานที่คนอื่นเขียน
คือพยายามทำความเข้าใจเอาเองตรงนั้นเลย
ว่าเพื่อนต้องการสื่ออะไร
ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อาศัยความกล้าและประสบการณ์

พอถึงช่วงพรีเซ้นต์งานวิทยานิพนธ์ตอนจบปริญญาโท
จึงไม่ถึงขนาดประหม่าเหมือนเพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยขึ้นเวที
และจำได้ว่า มีคำถามหนึ่งซึ่งจำได้ว่า
ไม่ได้เตรียมข้อมูลไป แต่ยังกล้าตอบอาจารย์
ไปแบบน้ำขุ่นๆ ว่า เป็นความลับทางธุรกิจ..
บอกทั้งหมดไม่ได้จริงๆ เตรียมมาแค่นี้
กลับกลายเป็นว่า อาจารย์เห็นว่ามีไหวพริบ
ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สิ่งที่กล่าวถึง..
ไม่ได้แนะนำให้ขายผ้าเอาหน้ารอด
หรือให้เอาสีข้างถูในการแก้ปัญหาแต่อย่างใด
เตรียมตัวให้พร้อมอีกนิดจะทำได้ดี..กว่านี้มาก

บทสรุปจาก 2 เหตุการณ์ที่เล่ามาช้างต้นก็คือ
ถ้าคนทั่วไปคิดว่า
สิ่งที่คนบางคนทำแล้วดูง่าย..
ทั้งๆ ที่คนอื่นไม่กล้าทำ
จนดูเหมือนเค้ามีพรสวรรค์ หรือเกิดมาเพื่อสิ่งนี้

จะบอกว่า จริงๆ แล้วทุกคนมีพรสวรรค์กันหมด
อยู่ที่คุณหาโอกาสที่จะฝึกฝนตัวเองตลอดเวลาหรือเปล่า
หรือคุณยอมปล่อยให้ความกลัวหยุดยั้งโอกาสดีๆ ในชีวิตคุณ
คุณเท่านั้นที่เป็นผู้เลือก

อย่าลืมนะ Practice makes perfect
พรสวรรค์ = พรแสวง + ชั่วโมงบิน

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life

มาเป็น Top10% กันเถอะ

ถ้าคุณคิด ทำ อ่าน ฟัง แต่งตัว พูดคุย หรืออื่น ๆ
คล้าย ๆ คนร่วมอาชีพเดียวกันกับคุณ
ค่อนข้างแปลได้ว่า
คุณคือคนส่วนใหญ่ 90% ของอาชีพนั้น

ข่าวดี ก็คือ คุณมีเพื่อนคอเดียวกัน คล้าย ๆ กันเยอะ
ข่าวร้าย ก็คือ คุณก็จะได้ผลลัพธ์เหมือน ๆ กับคน 90% นั้น
ซึ่งไม่น่าสนุกเท่าไหร่ ทั้งเรื่องงานและเงิน

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ
คน Top10% ของสายอาชีพนั้น ๆ
พวกเขาเหล่านั้นคิดและทำไม่เหมือนเลยสักนิดกับคน 90% ที่เหลือ
เป็นเรื่องที่แปลกใจเสมอมา

หรือแท้จริงแล้ว มนุษย์เรามีเครื่องแบบ?
หรือมนุษย์เราออกมาจากโรงงาน
มีค่า Preset จากโรงงาน?
หรือมนุษย์คือหุ่นยนต์?

คุณเคยนึกสงสัยเหมือนมั้ยว่า
ทำไมแต่ละอาชีพต้องมีสไตล์การแต่งตัว วิธีการพูดคุย
อ่านหนังสือ ฟังเพลง ดูหนัง หรือมีแหล่งสุมหัวเหมือน ๆ กัน
เรียกว่าแทบจะแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน

ถ้าให้เดา   เราจำมาจากคนรุ่นก่อนอีกทีนึง
จนกลายเป็นค่า Default ไปแล้ว
ว่าอาชีพนี้ต้องคิด พูด ทำแบบนี้

ศิลปินทั่วไปแต่งตัว พูดจาเหมือน ๆ กัน
วิทยากรทั่วไปแต่งตัว พูดสอนเหมือน ๆ กัน
นักธุรกิจทั่วไปแต่งตัว เจรจาเหมือน ๆ กัน
สุดท้ายเราก็เลยรับข้อมูลเข้าเท่า ๆ กับคนอื่น
เลยปล่อยข้อมูลออกได้เท่า ๆ กับคนอื่น
ผลลัพธ์คือเหมือนคนอีก 90% ร่วมอาชีพ

แต่โลกนี้มีคนเหมือนกันมากพอแล้ว
โลกนี้ต้องการความต่าง
ความต่างที่ไม่ใช่ตั้งใจให้ต่าง
แล้วสุดท้ายพอเดินออกจากบ้านปุ๊บ
"อ้าว มีคนทำตัวแตกต่างเหมือน ๆ กันกับฉันเลยว่ะ!"

ลองถามตัวเองสิว่า
"ฉันจะแตกต่างจากเพื่อนร่วมอาชีพได้อย่างไร?"
คนที่ไขรหัสตรงนี้ได้ "โด่งดังและร่ำรวย" ทุกคน

เอาหัวเป็นประกันว่า
เซียนหุ้นเบอร์ต้น ๆ ไม่ได้คิดและเล่นหุ้นเหมือนคนส่วนใหญ่
เซลล์แมนยอดขายสูง ไม่ได้คิดและขายของวิธีเดียวกับเซลล์ธรรมดา
นักเขียนขายดี ไม่ได้คิดและเขียนแบบเดียวกับนักเขียนทั่วไป
ทุกอาชีพเป็นอย่างนี้หมด

ถ้ารู้สึกตัวว่าเรากำลังเหมือนเพื่อนร่วมอาชีพเราเมื่อไหร่
ให้พึงระวังไว้ว่าเรากำลังไม่ใช่ Top ของอาชีพ
ให้ถีบตัวเองออกมา เปลี่ยนแปลง ปรับปรุง
สร้างความต่าง คบคนต่างอาชีพ
อ่านหนังสือหมวดอื่น ๆ ไปยังที่ ๆ ไม่เคยไป
คุณจะได้ข้อมูลเข้าตัวในเรื่องใหม่ ๆ
และจะนำมาซึ่งข้อมูลออกใหม่ ๆ แบบที่เพื่อนร่วมอาชีพคุณนึกไม่ถึง
นั่นล่ะคือ "ความต่าง" ที่ไม่เหมือนใคร
มาเป็น Top10% กันเถอะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

7 เคล็ดลับง่ายๆ ในการสร้าง Financial Freedom

คำว่า " 7 เคล็ดลับ "
ที่ดูอะไรเป็นสำเร็จรูป
ย่อยง่ายดี

คำว่า "ง่ายๆ"
เพราะดูไม่ซับซ้อน
เราก็ทำได้

หรือ " Financial Freedom "
ที่เป็น keyword ยอดฮิตประจำปี
.............
เเต่ขอโทษ    ไม่มี 7 เคล็ดลับง่ายๆ อะไรนั่นเลย
เพราะ "ไม่เชื่อ" ใน short cut

..ศึกษาเคล็ดลับที่ทำให้คุณร่ำรวยได้ในหนึ่งวัน
..ตัวช่วยที่ทำให้คุณผอมสวย โดยไม่ต้องลดอาหาร ภายในหนึ่งสัปดาห์
..เปลี่ยนคุณเป็นคนใหม่ในห้านาที ด้วยคลาสพลังจิตของเรา

ไม่เชื่ออะไรที่
"สุดยอด" "ยอดเยี่ยม"
แต่ได้มาง่ายๆ

ความพยายามง่ายๆ
จะให้ผลลัพธ์ง่ายๆ
ที่ดับไปได้ง่ายๆ เช่นกัน

Cheap Effort brings Cheap Result.
ต้นไม้เเห่งความสำเร็จในตัวเรา ต้องรดด้วย "เหงื่อ" เท่านั้น

แหล่งที่มา     Facebook : Japan NEED

Passive Income สำหรับมนุษย์เงินเดือน

ช่วงนี้หลายคนพูดถึง Passive Income กันมาก
จึงขอนำตัวอย่างการสร้าง Passive Income
ของจริงของคุณ “โอ” มาให้ดู

คุณโอเรียนจบด้านการตลาด
เริ่มทำงานเมื่ออายุ 23 ปี
ตอนเริ่มงานได้เงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่น

รู้สึกว่าไม่พอใช้
จึงไปรับ job สอนหนังสือในวันหยุดเพื่อเป็นรายได้เสริม ...

โอเป็นคนขยันและทำงานเก่ง
เค้าเติบโตได้เร็วในสายงานที่ตนเองถนัด
จนปัจจุบันได้เป็น “ผู้จัดการฝ่ายการตลาด” ในวัยเพียง 35 ปี

เมื่ออายุครบ 25 ปี โอเก็บเงินที่ได้จากการสอนก้อนหนึ่ง
ไปดาวน์คอนโดราคา 2 ล้านบาท
ด้วยความที่เป็นคนเก็บเงินเก่ง
จึงผ่อนคอนโดหมดภายใน 8 ปี

ตอนนั้นอายุ 33 แล้ว
โอเก็บเงินไปดาวน์คอนโดอีกห้องหนึ่ง
ราคา 2 ล้านบาทเท่ากัน
นำไปปล่อยเช่า
ได้ Passive Income
จากค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท

โอสร้าง "วินัยการออม"
ด้วยการหักเงินจากบัญชีที่เงินเดือนเข้า
นำไปซื้อกองทุนหุ้นแบบประจำทุกเดือน
เริ่มจากเดือนละ 1,000 บาทในตอนแรก
และค่อยๆ เพิ่มจนเป็นเดือนละ 10,000 บาทในปัจจุบัน

และโอจะตั้งกฎไว้เสมอว่า
ทุกครั้งที่ได้โบนัส จะแบ่งเป็น 3 ก้อน
ก้อนแรกนำไปโปะคอนโด
ก้อนที่สองนำไปซื้อกองทุนหุ้น
ก้อนที่สามนำไปซื้อของให้รางวัลกับตัวเอง ...

การออมเงินที่เป็นระบบ
ทำให้โอมีพอร์ตกองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นปันผลขนาด 1 ล้านบาท
สร้าง Passive Income อีกปีละ 4-5 หมื่นบาท
(ไม่รวมผลตอบแทนจากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น)

ถามโอว่า “มีเคล็ดลับหรือข้อคิดอะไรจะฝากไปบอกแฟนเพจไหม”
โอตอบว่า “มีครับพี่ ฝากไว้ 3 ข้อนะครับ ...

1. คนรุ่นใหม่มักโฟกัสไปที่ Passive Income มากเกินไป 
จนลืมไปว่า การทำงานประจำให้ได้ดี
ให้มีงานมั่นคงและได้เงินเดือนเยอะๆ
ก็ช่วยสร้าง “ความมั่นคงทางการเงิน” ได้เหมือนกัน

เคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าจะหา Passive Income
ให้ได้เดือนละ 6 หมื่นเท่ากัน
ต้องมีพอร์ตหุ้นปันผลขนาด 12 ล้านบาท
ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะถึงจุดนั้น ...

เพื่อนบางคนมีพอร์ตหุ้นขนาด 10-20 ล้าน
แต่เค้าทำได้เพราะพ่อแม่ให้เงินก้อนมาลงทุน ...
หลังจากเรียนจบ ไม่เคยขอพ่อแม่เลยแม้แต่บาทเดียว
ทุกอย่างที่มีในวันนี้เริ่มจาก 0

2. คนที่ทำงานประจำจะไม่มีเวลามานั่งวิเคราะห์หรือเฝ้าพอร์ตหุ้น
แนะนำให้ซื้อกองทุน ปล่อยให้มืออาชีพเค้าบริหาร
และปล่อยให้เงินทำงานของมันไป
เราเอาเวลาไปทำงานประจำ
สร้างรายได้ที่ตัวเองถนัดดีกว่า

3.  ยอมรับว่า จุดที่พลาดคือตอนซื้อคอนโดให้เช่า
ซื้อราคาตลาดซึ่งแพงไปนิด เมื่อคิดอัตราผลตอบแทน
จากค่าเช่าจึงได้แค่ 5%   ตั้งใจว่าถ้าจะซื้อคอนโดให้เช่าอีกห้อง
จะซื้อมือสองที่ราคาถูกหน่อย นำมาปรับปรุง
อยากได้ค่าเช่าสัก 8-10% "

แหล่งที่มา     Facebook : SSO Savings Club กับ NooNaa MomHani  เรียบเรียงโดย วิน พรหมแพทย์ for SSO Savings Club

ต่อยอดความสำเร็จ...

มีสองวิธีในการทำให้เราก้าวหน้า

หนึ่ง เริ่มจากศูนย์ ล้มเองลุกเอง ไม่ปรึกษาใคร
ถ้าเราพยายามมากพอ วันนึงเราก็จะสำเร็จ
เป็น "ยักษ์ใหญ่" ที่ใคร ๆ ก็นับถือ

สอง ขึ้นไปบนไหล่ยักษ์ มองดูว่ายักษ์เห็นอะไร
คิดอะไร ทำอะไร แล้วเราก็เอามาปรับใช้
พูดง่าย ๆ ว่าเรียนรู้และต่อยอดจากคนสำเร็จ

คิดว่าแบบที่สองเร็วกว่า ฉลาดกว่า
เหนื่อยน้อยกว่า และไปได้ไกลกว่า

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ได้รู้จักคนที่ประสบความสำเร็จมากมาย
เรียกเขาเหล่านั้นว่า "ยักษ์"

ซึ่งไม่ใช่ในความหมายว่าพวกเขา "ใจร้าย"
แต่เพราะพวกเขา "ใจใหญ่" และ "คิดใหญ่"
เขาจึง "สำเร็จใหญ่" กว่าคนจำนวนมาก

เมื่อเรียนรู้ทั้งวิธีคิดและวิธีการจากเขาเหล่านี้
ชีวิตติดเทอร์โบยิ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมาเสียอีก
เพียงเพราะเอาแนวคิดและวิธีการของ "ยักษ์" เหล่านี้มาใช้
และจะชวนคุณขึ้นไปมองข้างบนไหล่ยักษ์ด้วยกัน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ค้นหาสิ่งที่เป็นตัวตน...ดีกว่าปล่อยเป็นตามยถากรรม

เสียเวลา.. ลองตามหาหัวใจ
ยังดีกว่าเสียเวลาทั้งชีวิต ต่อไป
กับทางที่ไม่ใช่ แต่คุ้นเคย
.
.
บ่อยครั้งที่เรามักปล่อยให้ชีวิตต้องเดินทางไป
ตามทางที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก
หรือหลายครั้งก็เป็นทางที่ตามๆ กันมา
โดยเข้าใจว่าดีและปลอดภัย เพราะใครๆ ก็มาทางนี้
.
.
ลองแวะพักริมทาง
แล้วถามตัวเองดูซักนิด
.
.
ว่าที่เรากำลังเดินทางไปอยู่นั้น
มัน ใช่ ที่ที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า
.
.
ถ้าคิดได้ว่า..ไม่ใช่ จะ u-turn กลับไปตั้งต้นใหม่
ก็ยังไม่สายเกินไปนะ
.
แหล่งที่มา    Facebook : ‎อาเสี่ย‬ 14/10/2014

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โตเกียวเที่ยวนี้รวย

วันนี้มีหนังสือเล่มนึงมาแนะนำ …
หนังสือเล่มนี้ชื่อ “โตเกียวเที่ยวนี้รวย”

รู้จักกับคนเขียนหนังสือมานานพอสมควร
ประมาณสามสิบปีได้ ชื่อเล่นเค้าชื่อ “เป๊ก”
ผู้ชายคนนี้เป็นผู้ชายธรรมดาๆ คนนึง

เค้าเรียนจบเอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในบริษัทข้ามชาติได้สองสามปี
ก็สอบชิงทุนเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่นได้

จากนั้นได้กลับมาหาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอีกรอบ
ชีวิตสุดแสนธรรมด๊าธรรมดา …

แต่หลังจากกลับจากญี่ปุ่น   ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้ชายคนนี้อีกครั้ง
แนวคิดเค้าเปลี่ยนไปมากพอสมควร
สิ่งนึงที่สังเกตได้ คือ ความคลั่งไคล้ในการอ่านหนังสือ
และการชอบ ”ตั้งคำถาม” กับสิ่งต่างๆ มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ประเทศญี่ปุ่นได้เปลี่ยนผู้ชายคนนี้เป็น ”เจ้าหนูจำมัย” ไปซะแล้ว
และคำว่า “ทำไม” คือ สิ่งที่ผู้ชายคนนี้พูดติดปากไปซะงั้น
……………………
ทำไม…
คนเราต้องตั้งหน้าตั้งตาเรียนแทบตาย
เพื่อเอาประกาศนียบัตรหนึ่งใบ
เพื่อเอาร่างกายและวิญญาณมาให้คนอื่นเช่า
เดือนละไม่กี่หมื่นบาท

ทำไม…
เราต้องทนทำอะไรที่เราไม่ชอบ
ทนอยู่กับสังคมการทำงานที่เราเบื่อ
ทนกับสภาพการจราจรที่แสนห่วยในกรุงเทพ

ทำไม…
เราต้องเกลียดวันจันทร์ และชอบวันศุกร์
แถมมีความสุขแค่วันเดียวตอนสิ้นเดือน

ทำไม…
เราต้องซื้อของแบรนด์ ของฟุ่มเฟือย
เพื่อสร้างภาพและสถานะทางสังคม

ทำไม…
เราแคร์สายตาคนอื่น มากกว่าความฝันตัวเอง

.......เคยสงสัยเหมือนเค้ามั้ย
และจากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับญี่ปุ่นมามากกว่าสิบปี
กลับมาเจาะประเด็นเรื่องประเทศญี่ปุ่น   ถามว่าเค้ามองยังไง
ไอ้หมอนี่โคตรแปลก   ตั้งคำถามเหมือนเดิม

ทำไม …
เด็กเอกภาษาญี่ปุ่น จบมาเป็นได้แค่ล่ามแปลภาษา

ทำไม …
ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับญี่ปุ่นในเมืองไทย เน้นหนักไปแต่กินเที่ยว

ทำไม …
คนไทยถึง ”จ่ายเงิน” ให้กับความเป็นญี่ปุ่นได้มากมายขนาดนี้

แล้วทำไม…
เราถึงไม่ ”ทำเงิน” จากความเป็นญี่ปุ่นบ้าง

ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม ทำไม …
..................
ย้ำอีกครั้ง  หนังสือเล่มนี้มีชื่อ “โตเกียวเที่ยวนี้รวย”
เป็นหนังสือที่บอกเล่าประวัติและแนวคิดในการทำงาน
เเละการทำเงินของเค้าที่ญี่ปุ่นแบบ 120%

ถ้าคุณอยากรู้จักผู้ชายคนนี้มากขึ้น ...
ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมญี่ปุ่นถึงมีภาพของสินค้าและบริการอย่างในวันนี้ ...
และถ้าคุณอยากรู้ว่าการ "ทำเงิน" ในญี่ปุ่นเริ่มขึ้นได้ยังไง ...

ลองดูตามแผงหนังสือทั่วกรุงเทพและปริมณฑลในวันพรุ่งนี้
รู้จักญี่ปุ่นในมุมมองที่คุณอาจไม่เคยรู้
เพราะ Japan more than you know !!
ขอให้มีความสุขในการอ่านทุกท่าน  ^^

แหล่งที่มา     Facebook : Japan NEED

ศักดิ์ศรีของแต่ละคนมีค่าแตกต่างกัน

แค่เพียง 2.38 นาทีกับวิดีโอสั้นๆ
มันอาจจะทำให้เรารู้ซึ้งของความเป็นคน
-----
ศักดิ์ศรีของแต่ละคนมีค่าแตกต่างกัน
แต่โปรดอย่าคิดว่าสิ่งที่เขามีนั้นจะเหมือนกันกับเรา
เพราะบางครั้ง...เราอาจจะมีหัวใจที่ต่ำกว่าเขา

โดยที่เราไม่เคยรู้ตัวเองด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ทำ
คือ ... เรากำลังเหยียดหยามเขาอยู่

วิดีโอรณรงค์ต่อต้านการเหยียดผิว ชื่อ Tzafar
โดย Nancy Spetsioti ซึ่งเธอพยายามสื่อออกมาว่า
ทำไมการ “เคารพ” ทุกคนในฐานะเพื่อนมนุษย์ จึงสำคัญ?


แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เเผลเป็น

ย้อนไปเมื่อสิบปีที่เเล้ว
ถ้าคุณเป็นเเฟนการ์ตูนญี่ปุ่น

เเต่ยังไม่เคยอ่านการ์ตูนเรื่อง "ซามูไรพเนจร"
ถือเป็นความ "พลาด" อันใหญ่หลวง !!
.......................
เรื่องราวของฮิมุระ เคนชิน
อยู่ในช่วงการเปลี่ยนยุคสมัยของญี่ปุ่น

จากช่วงเอโดะไปสมัยเมจิ หรือ "ยุคใหม่" ในสมัยนั้น
เเละเเน่นอนว่า การจะเปลี่ยนให้เกิด "ยุคใหม่"
การ"ลบล้าง"สิ่งที่อยู่ยุคเก่าทิ้ง อาจเป็นสื่งที่ต้องทำ
...........................
ภาพยนต์เรื่องนี้ให้ข้อสังเกตอะไรอยู่อย่าง
สังเกตมั้ย   ตัวร้ายของพระเอกใน"ภาคหนึ่ง"
ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหรือภาพยนต์อะไรก็ตาม
จะเป็นตัวร้ายที่ดูเก่ง สู้กันมันส์ที่สุด เเละ "เป็นที่จดจำ" มากที่สุด!!

ทั้ง ชิชิโอ ในเรื่องนี้ ,
ฟรีเซอร์ ในดรากอนบอล,
โทงุโระ ในคนเก่งฟ้าประทาน
ดีโอ ในโจโจ้ล่าข้ามศตวรรษ
เเละ ศึกเวทีใต้ดินของบากิ

รวมถึงศัตรูในชีวิตจริง ....
ใช่   " อุปสรรคเเรกที่ยากที่สุด จะทำให้เราเติบโตได้ไกลที่สุด "
รอยเเผลเป็นที่ศัตรูฝากไว้ คือ ประสบการณ์ที่ทำให้เราเติบโตเเบบคาดไม่ถึง
พร้อมเเล้วเตรียมตัวตะลุยบอสด่านเเรกกันได้เลย !!

แหล่งที่มา    Facebook : ๋Japan NEED

87 เทคนิคที่ทำให้คุณกลายเป็นสุดยอดพนักงาน

เจอหนังสือเล่มนี้เมื่อประมาณสามเดือนที่เเล้ว ที่สนามบินนาริตะ
มักเตะตาตรงที่ว่าเป็น Best Seller ที่ขายได้มากกว่า 600,000 เล่ม !!

หนังสือเล่มี้เเบ่งเป็น 8 chapters ที่เล่าถึงเทคนิคในการทำงาน
ไม่ว่าจะเป็น
เทคนิคการเขียนอีเมล
เทคนิคการเข้าประชุมให้มีประสิทธิภาพ
เคล็ดลับในการคุมเวลาและการสื่อสาร

ใช่   เป็นประเด็นที่ "เล็กมาก"
เป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ๋มักบอกว่า "รู้เเล้ว"
เป็นหนังสือที่หยิบประเด็น "เล็กมาก" เเละ "รู้เเล้ว"
จนถูกคนกว่า 99% มองข้าม ทั้งๆ ที่เป็นเคล็ดลับความสำเร็จใกล้ตัว
...........................
บทนึงในหนังสือเขียนถึง
การ "ใช้เวลา" ได้อย่างน่าสนใจ

เค้าอ้างอิงถึงเเนวคิดการใช้เวลา
ให้มีประสิทธิภาพของชาวโรมันโบราณ

" หนึ่งการกระทำ ต้องได้มากกว่าสองเป้าหมาย หรือ สองผลลัพธ์ "

เข้าทำนอง ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ยังไง ?????
.........................................
เวลาที่คุณนั่งรอใครสักคน
ให้เอาหนังสือมาอ่าน

เวลาคุณรถติด
ให้ลองฟัง Audio Book

เวลาคุณอาบน้ำ
ให้ลองเอาคำศัพท์มาติดไว้ที่กำแพง

เวลาคุณออกกำลังกาย
ให้ลองคิดไอเดียเรื่องงานไปด้วยเพลิน ๆ

เวลาเขียนบทความในเพจ
ให้ลองรวบรวมนำไปเสนอสำนักพิมพ์

และเมื่อคุณทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้ติดเป็นนิสัย
คุณจะมีเวลามากกว่าเดิมเป็นสองเท่า !!

การทำให้เวลาเพิ่มเป็นวันละ 48 ชั่วโมง
เป็นสิ่งที่ "เป็นไปไม่ได้"

แต่การบริหารเวลา 24 ช่วโมงของตัวเอง
ให้ได้ประสิทธิภาพเท่ากับ 48 ชั่วโมงของคนอื่น
เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ !!

เป็นอีกเล่มที่กำลังพยายามแปลอยู่ รอติดตามกันด้วยนะ ^^

แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ความสุขของเรานั้นอยู่ที่ไหน

เคยสงสัยไหมว่า..
ความสุขของเรานั้นอยู่ที่ไหน
-----
คำตอบที่นึกได้แว๊บบบแรก
ความสุข.... น่าจะอยู่ที่ "ใจ"

ถ้าหากใจเราเป็นสุข
เราก็น่าจะมีความสุขได้ง่ายๆ

แต่คำถามต่อมาก็คือ
ถ้าความสุขมันมีได้ง่ายขนาดนั้น
ทำไมคนหลายๆ คนที่รอบล้อมเรา
มักจะแสดงความ "ทุกข์" ออกมา
มากกว่าความ"สุข" เสียอีก

เอ๊ะ...หรือว่าความสุขนั้น
มันอยู่ได้แค่ "ในใจ"
เราถึงไม่ยอมแสดงออกมาสักที
-----
เปล่าหรอก
ความสุขมันยังอยู่ที่ใจเหมือนเดิม
เพียงแต่ต้องรู้ก่อนว่า
ใจของเรานั้นมันไปอยู่ที่ไหน
อยู่กับใคร อยู่ที่ใด
... และอยู่ตรงไหน

บางคนผูกความสุข
อยู่กับอิสรภาพการเงิน

บางคนผูกความสุข
อยู่กับคนที่เรารัก

บางคนผูกความสุข
อยู่กับความฝันที่ตามหา
-----
ถ้าหาก "ใจ" ของเราอยู่ที่อื่น
จึงมีทางเลือกแค่สองทาง

ระหว่าง...

พาตัวเองไปอยู่ตรงนั้นให้ได้

หรือไม่ก็...

เอา "ใจ" กลับมาหาตัวเรา

เพียงแต่ตัวเลือกหลัง
บางครั้งกลายเป็นความเศร้า
เพียงเพราะใจของเรา
... มันไม่เคยกลับมา

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

"หนทาง" ใหม่ที่เราเชื่อมต่อในโลกยุคนี้คือ "อินเทอร์เน็ต"

โลกจะพัฒนาไปตาม "หนทาง" ที่ผู้คนติดต่อกัน

ยุคนู้น
โลกพัฒนาไปตามเส้นทางเดินเรือ

ยุคถัดมา
โลกพัฒนาไปตามถนนหนทางและบนท้องฟ้า

มายุคนี้
ถึงแม้คนเราจะยังติดต่อกันทางเรือ ถนน และท้องฟ้า
แต่คิดว่า "หนทาง" ใหม่ที่เราเชื่อมต่อในโลกยุคนี้คือ "อินเทอร์เน็ต"
และมันพัฒนาโลกนี้ไปเร็วชนิดที่เราเองก็ปรับตัวแทบไม่ทัน

อินเทอร์เน็ตไม่เพียงแต่จะเป็นถนนเส้นใหม่ของผู้คน
แต่มันยังเปรียบได้กับ "คลื่นยักษ์"

ที่ถ้าเราไม่ไปกับมัน เราก็จะถูกมันกลืนกลบลบหายไปเลย
ที่สำคัญเมื่ออินเทอร์เน็ตผนึกกำลังโซเชี่ยลมีเดีย
ยกกำลังด้วยอุปกรณ์ไอทีอย่างมือถือและแท็บเล็ต
โลกก็แทบจะเปลี่ยนไปทั้งใบ

ยุคนี้อินเทอร์เน็ตล่มสักชั่วโมง
เรื่องใหญ่กว่าเรือ รถ หรือเครื่องบินดีเลย์ 1 ชั่วโมงอีกนะ

มีตัวอย่างธุรกิจมากมายที่ปรับตัวไม่ทัน
บางอย่างต้องปิดตัว
บางอย่างยังนึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรต่อ
และบางอย่างก็ยังไม่รู้ตัวว่าจะโดนถล่มแน่นอน ถ้ายังไม่ปรับตัว

ยกตัวอย่างธุรกิจเพลง
ทุกวันนี้ก็ยังปรับตัวกันไม่ได้ว่าจะไปทางไหนดี
เพราะอินเทอร์เน็ตกวาดเรียบ แทบไม่มีใครซื้อเพลงฟัง
"คอนเสิร์ต" คือลมหายใจที่ยังพอมีเหลือ

คำถามสำคัญจึงคือ
สิ่งที่เรากำลังทำอยู่
ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการ
ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง นายจ้าง หรืองานอิสระ

สิ่งนี้ถูก "ส่งเสริม" ด้วยอินเทอร์เน็ตหรือเปล่า?
สิ่งนี้ใช้ประโยชน์ของโซเชี่ยลมีเดียหรือเปล่า?
สิ่งนี้อยู่บนมือถือหรือแท็บเล็ตได้หรือเปล่า

ถ้าใช่ ก็ยินดีด้วย
ถ้าไม่ใช่ คุณจะปรับตัวอย่างไร?

นั่นคือคำถามที่คุณต้องตอบให้ได้
เพราะถ้าเราไม่ไปกับมัน
เราก็จะถูกมันกลืนกลบลบหายไปเลย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"รวย" ได้เมื่อรู้จัก "พอ"

เคยถามตัวเองไหมว่า
มีเงินเท่าไรถึงจะมีความสุข?
-----
บางคนบอกว่าร้อยล้าน
ยังไม่พอ

บางคนบอกว่าขอล้านเดียว
ก็สุดหรู

บางคนบอกว่าตรูขอปลดหนี้ก่อนได้ไหม

ถ้าคำถามว่า...
มีเงินเท่าไรถึงจะมีความสุข
มันยากเกินไป

ลองเปลี่ยนคำถามใหม่ว่า...
แล้วมีเงินเท่าไรถึงจะมีความทุกข์น้อยลง
-----
เงินมาก เงินน้อย
ไม่สำคัญว่าเราต้องการเงิน
"เพราะอะไร"

เพราะคนที่ต้องการเงินร้อยล้าน
อาจจะใช้เงินจริงๆ แค่สามหมื่นบาทต่อเดือน

แต่ส่วนเกิน... คือความอยากได้เกินตัว

นอกจากคำถามว่าต้องการเงินเพราะอะไร
อย่าลืมถามตัวเองด้วยว่า
"ทำไม" เราถึงต้องการแบบนั้น
-----
ถ้าหากความสุขที่ต้องการ
มันยากเกินไป

การลดความต้องการ
ของตัวเองลงเสียหน่อย

มันอาจจะทำให้เราลด "ความทุกข์"
ที่ต้องตามหา "ความสุข" ได้เช่นเดียวกัน
-----
คำพูดที่เราได้ยินอยู่เสมอ
"รวย" ได้เมื่อรู้จัก "พอ"

แต่เราต้องรู้จักตัวเองเสียก่อนว่า
เราจะ "พอ" ที่จุดไหนของชีวิต

เพราะเมื่อถึงจุดนั้นจริงๆ
ความรวยอาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด
... จริงไหม

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โลก "จริง" และ "ออนไลน์"

เชื่อไหมว่า...
โลกออนไลน์ เหมือนกับ ชีวิตจริง
-----
คนที่พูดน้อยในโลกจริง
อาจจะกลายเป็นคนช่างพูด (พิมพ์)

คนที่ดูเหมือนขี้กลัว
อาจจะกลายเป็นคนบ้าบิ่นแบบสุดๆ (เกรียน)

ทันทีที่เรากดคีย์บอร์ด
ความรู้สึกของเราก็เปลี่ยนไป
-----
หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า
ในโลกออนไลน์
"คน" ไม่รู้ว่าเราเป็นใคร

ส่วนในโลก "จริง" เราถูกบีบบังคับ
ด้วยคนรู้จัก สถานภาพ หน้าที่การงาน ฐานะ
ที่เรียกกันว่า "สังคม"

แต่เราคงหลงลืมไปว่า
เมื่ออยู่ในโลกออนไลน์นานๆ เข้า
"สังคม" ในโลกออนไลน์
มันอาจจะกลายเป็นชีวิต "จริง"
... ไม่ช้าก็เร็ว
-----
สำหรับคนบางคน
โลก "จริง" และ "ออนไลน์"
เป็นโลกคู่ขนานระหว่างตัวตน

สิ่งที่เราเป็น กับ สิ่งที่เราอยากเป็น
กั้นไว้โดยเส้นบางๆ ที่เรียกว่า "อินเตอร์เน็ต"

แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้น
เราควรถามตัวเองว่า
เราอยาก "เป็น" อะไรกันแน่

คนที่ขี้อายในโลกจริง
อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่มีพื้นที่ให้พูดจา

คนที่ดูเหมือนขี้กลัว
อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่มีพื้นที่แสดงความกล้า

โลกทั้งสองไม่ได้ต่างกัน
แต่สายตาเราที่มองโลกสองใบต่างหาก
ที่สร้างความแตกต่างในตัวตน

เพราะสุดท้ายแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนก็ตาม
เราทุกคนล้วนต้องการพื้นที่
เพื่อแสดงให้ใครสักคนยอมรับ
สำหรับ.. การมีชีวิตอยู่ของเรา
... มันก็เท่านั้นเอง

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

เปลี่ยน "ขยะ" เป็น "เงิน"



การแยกประเภทขยะ นอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว
ยังสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้อีกด้วย

แหล่งที่มา     Facebook : ไทยประกันชีวิต

ทุกไอดอลมีจุดอ่อน...

ทุกไอดอล มีจุดอ่อนอยู่เสมอ
เชื่ออย่างสุดใจ

คนเราเก่งขึ้นมาเองแบบ Original 100% ไม่ได้
แต่เราต้องมีคนต้นแบบ
ไว้เลียนแบบในทีแรก และแตกต่อให้เป็นเอกลักษณ์เราในทีหลัง

ไปสืบเสาะค้นแคะแกะเกาเถอะ
ทุกคนที่เป็นไอดอลให้คนเดินตาม ล้วนมีราก มีที่มาเสมอ

แต่ประเด็นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นไอดอลที่ดูสมบูรณ์แบบแค่ไหน
เขาเหล่านั้นก็คือคนธรรมดาที่ล้วนมีจุดด้อยในตัวเอง
เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่เราที่ต้องเลือกแต่จุดดีมาปรับใช้

จึงเลือกที่จะมีไอดอลหลายคน
เพราะชอบตรงนี้ของคนนั้น ชอบตรงนั้นของคนนี้
ให้ตอบว่าใครเป็นไอดอลแบบเป๊ะ ๆ เลย   นึกไม่ออก

เพราะ
บางคนเด่นด้านการทำงานคนเดียว
บางคนเด่นทำงานเป็นทีม
บางคนเด่นเรื่องตัดสินใจเด็ดขาด
บางคนเด่นการประนีประนอม
บางคนเด่นการลงทุน
บางคนเด่นการสร้างแบรนด์
และก็ชอบทั้งหมดเสียด้วย

แต่แน่นอน   ไม่ได้หมายถึงให้เราเป็น "มุนษย์จับฉ่าย"
อย่างไรก็ตาม เราต้องหาตัวตนที่เราอยากเป็นที่สุดให้เจอ

"มีแต่ศิษย์ที่แย่ ที่เก่งน้อยกว่าครู"
เคยได้ยินประโยคนี้ และจดจำได้ไม่รู้ลืม
เอามาปฏิบัติเสมอ

เมื่อเป็นศิษย์   หวังจะเก่งกว่าคนที่สอนผม
เมื่อเป็นครู  หวังจะให้คนที่มาเรียนเก่งกว่า

ทุกไอดอลมีจุดอ่อนเสมอ
อยู่ที่เราจะเอามาปรับใช้อย่างไร
แต่ที่แน่ ๆ อย่าหยุดแค่ไอดอลของเรา
เราต้องไปให้ไกลว่าที่ไอดอลของเราทำได้
ลุย!!!

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คิดว่า ยังไงก็ชนะแน่ ...ก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย

ถ้าเอาแต่คิดว่า ยังไงก็ชนะแน่
...ก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย

ถึงจะเป็นนิทานของเด็ก ๆ
แต่คิดว่านิสัยของกระต่ายในเรื่อง "เต่ากับกระต่าย"
ที่นอนใต้ต้นไม้เพราะนอนใจว่าชนะชัวร์
สอนอะไรเราได้อย่างไม่มีวันตกยุค

ครั้งแล้วครั้งเล่า เราจึงได้เห็นยักษ์เล็กล้มยักษ์ใหญ่มานักต่อนัก
เพราะยักษ์ใหญ่คิดว่าชัยชนะคือของตายที่ยังไงก็ได้มา
และเมื่อนั้นล่ะ โอกาสอันหอมหวานของยักษ์เล็กจะมาถึง
ได้เวลายักษ์ใหญ่ประมาทแล้ว

ที่สำคัญยุคนี้ ยักษ์เล็กไม่ธรรมดา
พวกเขารวมตัวกันอย่างหลวม ๆ แต่ทรงพลังอย่างเงียบ ๆ
รอเวลาผงาดง้ำค้ำฟ้าแบบที่ยักษ์ใหญ่ตั้งตัวไม่ทัน

จึงคิดว่านิสัย "รุกไปข้างหน้า" หรือ Proactive
จะต้องเป็นนิสัยของคนสำเร็จไปตลอดกาล
ไม่ว่าจะตอนที่ยังเป็นยักษ์เล็ก หรือตอนเป็นยักษ์ใหญ่แล้ว

คนธรรมดาต้องรอให้คนมากระตุ้น
และส่วนใหญ่ก็ปวกเปียกในเวลาไม่นาน

แต่คนสำเร็จจะกระตุ้นตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าตลอด
เพราะเขารู้ดีว่าการหยุดอยู่กับที่ ย่อมเท่ากับถอยหลัง

วันที่ยังเป็นยักษ์เล็ก จงไต่เต้าขึ้นไป
แต่วันที่เป็นยักษ์ใหญ่ ไม่ใช่แค่รักษาระดับไว้
แต่ยังต้องไต่ขึ้นไปและขึ้นไป

เพราะถ้าเอาแต่คิดว่า ยังไงก็ชนะแน่
...ก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

8 คำถาม ที่ต้องคิด ( ก่อนประกอบธุรกิจ...โปรดคิด..สักนิดนึง)

1. คุณมีเวลาแน่ๆ ใช่มั้ย ? …
ในการประกอบธุรกิจใหม่ๆ ..
หลายครั้งที่จะเริ่มต้นด้วยความ “อยาก”
และต้องปิดไปด้วยความ “เบื่อ” … //

หลายๆ คนที่อยากออกมาเป็นเจ้าของกิจการเอง
ด้วยความชอบหรือรักในสิ่งๆหนึ่ง....
จนอยากนำมันออกมานำเสนอขายให้กับคนอื่นๆ//
แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น // ..

สิ่งที่จะทำให้คุณเริ่มถอดใจ คือ ....
กว่ามันจะสำเร็จมันต้องโฟกัส
และใช้เวลากับมันมากทีเดียว ..
อย่าเพิ่งเปิดกิจการหากคุณยังไม่มั่นใจ
ว่าจะทำมันให้สุดจริงๆ …ตัดสินใจให้ขาด

2. คุณพร้อมที่จะทำงานหนัก...
พร้อมจะลุยกับมันจริงๆหรือเปล่า??..

บ่อยครั้งที่การเป็นผู้ประกอบการ
มันมีอะไรที่เหนือความคาดหมาย
ที่เราต้องเผชิญอยู่หลายๆอย่าง …

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้รอดพ้นคลื่นลมแรงนั้นไปได้
คือ commitment ที่คุณต้องให้ไว้ “กับตัวเอง”
.
.
3. คุณเป็นคนยืดหยุ่นได้หรือไม่ …
คุณกล้าที่จะปรับแผนการ
ที่วางไว้จากเดิมหรือเปล่า ?
business plan ก็เป็นเพียงแค่ guideline

ที่ทำให้เรามองเห็นภาพรวม และ
คิดรอบด้านให้ครอบคลุมที่สุด (เท่าที่จะทำได้)
แต่เอาจริงๆ ในสนามรบ
มันไม่ได้มีอะไรอยู่ในแผนไปซะหมด
หากทำใจรับไม่ได้ที่จะปรับเปลี่ยน ..
คุณอาจจะต้องออกจากเกมได้ในที่สุด
.
.
4. คุณพร้อม ที่จะเสียอะไรบางอย่าง
แลกกับ Resources ที่คุณต้องทุ่มเทไปกับ
ความฝันใหม่ๆ ครั้งนี้แล้วหรือยัง ?

เวลา และ ทุน คือส่วนสำคัญที่คุณจะต้องแบ่ง
ลงไปให้กับการเดินทางครั้งนี้ …

ซึ่งมันแปลว่า ครอบครัว คนรัก หรือ งานเดิมๆ
ที่คุณต้องรับผิดชอบอยู่
อาจจะต้องได้รับผลกระทบ ..
อย่างน้อยเวลาที่พวกเขาเคยได้รับ
ต้องลดลงไป ไม่มากก็น้อย ..
ok อยู่ใช่มั้ย ?

5. คุณ สามารถ ยอมรับ
ข้อมูลแย่ๆ จากคนอื่นๆ ได้มากแค่ไหน ?

แน่นอนว่าคำชมมันต้องมี
แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ..

เพราะคนส่วนใหญ่จะรับไม่ได้กับ
การได้รับ Complaints .. //

ที่ไม่ใช้ว่า "คำต่อว่า “ เพราะมันต่างกันนะ// Complaints
นอกจากอาจจะมีคำต่อว่ามาบ้าง
แต่ยังรวมไปถึง คำโต้แย้ง คำชี้แจง
ความสงสัย ความไม่ชอบ ไม่พอใจ
ในสินค้าหรือบริการของเรา

ซึ่งมันอาจจะขัดกับสิ่งที่เราเชื่อ
แต่มันคือข้อมูลชั้นดี
ที่คุณจะนำมันมาปรับปรุง
พัฒนาต่อไปได้
.
.
6. คนสามารถลด อัตตา หรือ ตัวกูของกู
ได้มากน้อยแค่ไหน … ไม่มากก็น้อย

ที่คุณจำเป็นต้องลด degree ความมั่นใจ (บางอย่าง) ลง //
เมื่อมีกิจการเป็นของตัวเอง
ข้อมูลที่ flowเ ข้ามาจากทุกทาง

เราจำเป็นต้องนำมันมาเลือกใช้
โดยตัด Bias ของตัวเองลงก่อน …
เพราะหากคุณเชื่อมั่นในอะไรบางอย่าง
มันจะทำให้การตัดสินใจของคุณพลาดไป
เพราะให้น้ำหนักมันผิดที่ … //

จำไว้ว่า เราไม่ได้เก่งไปซะทุกอย่าง
และความเชื่อของเราไม่ใช่ถูกเสมอไป
**อันนี้สำคัญมากๆ
.
.
7. คุณมีความเชื่อ ในความฝันของคุณมากเพียงใด //
ตรงกันข้ามกับข้อที่ผ่านมา …
ความมั่นใจ ในเป้าหมาย และ
ความเชื่อในเป้าหมาย มันสำคัญสุดๆ .. /

เพราะเมื่อคุณเริ่มเดินทางออกมาหาเป้าหมายใหม่ในชีวิต …
โดยเฉพาะเมื่อคุณเห็นมันชัดเจนอยู่คนเดียว
อธิบายให้ใครฟัง เขาก็อาจจะยังไม่เชื่อ ...
และอาจมีแถม เพิ่มความกลัวให้เรามากขึ้น
ด้วยคำเตือนต่างๆที่คอยดึงรั้งเราให้ถอยกลับ ….

นำข้อมูลต่างๆ มา และเลือกที่จะเพิกเฉยมันไปบ้าง
ถ้าคุณนำมันมาวิเคราะห์ดูแล้วว่า
ทางของเรามันยังใช่ //

ความสามารถในการ วิเคราะห์ และแยกแยะ
มันจะสั่งสมไปเรื่อยๆจากทุกๆ สนามที่เราผ่านไป …
ถึงบอกว่า มันไม่ใช่  How To
ที่จะบอกแล้วจะเดินตามกันได้ง่ายๆ …

หาก Steve Jobs บอกวิธีการประดิษฐ์ Iphone ให้เรา
เราก็ไม่สามารถจะประสบความสำเร็จได้ขนาดนั้น // ..
แต่ หากเขาบอกเราถึง mind set และ วิธีคิดให้เรา …
เชื่อว่า คุณอาจจะเป็น The Next Steve Jobs ที่เจ๋งกว่าเขาก็เป็นได้…
.
.
8. คุณกล้าที่จะล้ม กี่ครั้ง …??
ไม่ได้อยากจะพูดแต่เรื่องไม่เป็นมงคลนะ..
แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง เราต้องเตือนไว้ เพื่อให้คิดวางแผนรองรับ …
หรือ ทำใจเผื่อไว้บ้าง ..

เพราะหลายคนมีลูก, มีครอบครัวที่ยังต้องดูแลอยู่ข้างหลัง …
หากคุณไม่เผื่อใจ แล้ว สำรองอะไรหลายๆ อย่างไว้ให้คนที่คุณรัก …
เช่น เงินทุน ค่าเรียนต่างๆ ที่ต้องเผื่อเอาไว้

หากธุรกิจใหม่ของเรามันไม่เป็นไปตามที่คาด ..
เพราะบางทีมันอินมากๆ
เราจะใช้อารมณ์ตัดสินใจไปว่า “กูแน่”
(ขออภัยหากไม่สุภาพนะ  แต่อยากให้เห็นภาพที่เพื่อนแนะนำเพื่อน) …

นั่นละครับ จุดเริ่มต้นของความหายนะ
ที่นอกจากจะเจอกับตัว
อาจจะกระทบไปถึงคนที่อยู่ข้างหลังคุณด้วยนะ

แต่ข่าวดีคือ … ตามสถิติแล้ว
ธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่ 10 บริษัท
จะประสบความสำเร็จ 2แห่ง ...
แปลว่า หากคุณกล้าล้ม8ครั้ง ..

ครั้งถัดไปน่ะ โอกาสที่มันจะเป็นของเราบ้างนะมีแน่ๆ ..
เชื่อมั่นเสมอว่า ในความพยายาม....
มันจะต้องเจอความสำเร็จ //
ถ้าคุณไม่ถอดใจเลิกมันไปเสียก่อน
.
แหล่งที่มา   Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 6/10/2014

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"อยากรวยและอยู่ว่าง ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลย"

คือฝันกลางวันของคนขี้เกียจและไร้แรงบันดาลใจ
ถามจริง ๆ เหอะ คุณจะอยาก "ไม่ต้องทำอะไรเลย" ไปทำไม?

นอนทั้งวันเหรอ?
ช้อปปิ้งทั้งวันเหรอ?
เที่ยวรอบโลกทั้งชีวิตเหรอ?

ไม่จริงหรอก  ต่อให้ได้ทำแบบนั้นจริง ๆ
สักพักมนุษย์ขี้เหม็นอย่างเราก็เบื่อแล้ว
ที่ฝันแบบนั้นเพราะคุณแค่กำลังเบื่อชีวิตตรงหน้า
ก็เลยเพ้อไปว่าอยาก "ว่างและรวย"

สิ่งที่พอจะแนะนำได้ก็คือ
ชีวิตนี้คุณต้องหา "จุดอุ่นใจ"
เพื่อจะได้มีเวลาไปหา "จุดภูมิใจ" ของคุณ

**ข้อแรก**
คุณต้องถามตัวเองว่า
คุณต้องมีรายได้ต่อเดือนเท่าไหร่?
ถึงจะรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย
และตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ทั้งหมด

สมมติว่า เดือนละ 1 แสนบาท คือ "จุดอุ่นใจ"
จำนวนเงินนี้นี่เองที่คุณจะต้องค้นหาวิธีการให้ได้ว่า
จะได้มันมาอย่างไร ในเวลาที่สั้นที่สุด

เมื่อได้มันมาแล้ว นั่นล่ะคุณร่ำรวยแล้ว
วิธีการนั้นมีมากมาย ไม่ต้องไปตามอย่างใคร
ที่สำคัญ ทีนี้คำว่า "ร่ำรวย" สำหรับคุณจะชัดเจนขึ้น
ไม่ใช่ไขว่คว้าอยากรวยไปเรื่อยเปื่อย

**ข้อสอง**
ทีนี้คุณจะมีเวลาว่าง ตอนแรกคุณอาจจะอยากเที่ยวเล่น
แต่รับประกันได้เลยว่าถ้าคุณอยากมีความสุขที่แท้จริง
คุณจะต้องเอาเวลาว่างไปหา "จุดภูมิใจ" ของคุณ

เชื่อว่าเราทุกคนเกิดมาเพื่อทิ้งอะไรไว้บางอย่างให้กับโลกนี้
บางอย่างที่มีคุณค่ากับผู้อื่นที่อยู่ร่วมโลกเดียวกันกับเรา
นั่นล่ะคือ "จุดภูมิใจ" ที่ไม่ใช่เรื่องของเงิน

และคุณจะต้องหาให้เจอ เพื่อให้สมกับที่ได้เกิดมา
อย่าฝันแค่ "ว่างและรวย"

แต่จงฝันที่จะจัดการกับเรื่องเงินให้เร็วที่สุด ใช้เวลาสั้นที่สุด
เพื่อจะได้มีเวลาไปทำสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิต
นั่นต่างหากที่อยากให้เราทุกคนฝันกัน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought