วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กลยุทธ์ "พิชิตใจใน 3 นาที" !

บางครั้งการที่เราต้องพบกับคนแปลกหน้า
โดยเฉพาะเวลาทำงานหรือทำธุรกิจ
ทั้งคู่ค้า (Partner) หรือ ลูกค้า (Customer)

หลายๆ คนจะมีอาการที่เรียกว่า "จูนไม่ติด"
ไม่รู้จะเข้าไปคุยยังไง ออกยังไง
วิธีง่ายๆ ในการเข้าหาคน
เพื่อสร้างบรรยากาศในการคุยที่ดี
เพื่อให้เกิดความเชื่อใจได้อย่างรวดเร็ว

โดยจะแบ่งคนออกเป็น 4 ธาตุหลักๆ คือ
1. ดิน 2. น้ำ 3. ลม 4. ไฟ

ลองจินตนาการดูถ้าพูดถึง
ดิน น้ำ ลม ไฟ
แต่ละธาตุ จะมีลักษณะนิสัย
บุคลิก พฤติกรรมแสดงออก เป็นยังไง

โดยการแบ่งคนเป็นธาตุต่างๆ
จะช่วยให้เรารู้วิธีการเข้าหาคน
สามารถทำให้คนที่เราคุยด้วย
เกิดความสบายใจ เชื่อใจ
และการเจรจางานหรือธุรกิจ
จะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที
เรียกว่า "กลยุทธ์พิชิตใจ"

1. คนธาตุดิน ::
พฤติกรรมของคนประเภทนี้คือ ..
จะเน้นว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ ?

นั่นคือจะชอบข้อมูล หลักการ ทฤษฎี
เป็นนักสมบูรณ์แบบ (Perfectionist)
ประเมินแม่นยำ ช่างวิเคราะห์
ยึดตามกฎ และระเบียบ
ชอบหาข้อมูลเปรียบเทียบ
ชอบสื่อสารเป็นลายลักษณ์อักษร
ไม่ชอบความเสี่ยงที่ประเมินไม่ได้

 กลยุทธ์พิชิตใจคนธาตุดิน ::
เตรียมข้อมูลสนับสนุน
อย่ารีบตี สนิทเร็วเกินไป
เข้าใจการสื่อสารที่เป็น โมโนโทน
เข้าใจความสมบูรณ์แบบ
นำเสนอข้อมูล เปรียบเทียบให้ชัด
คิดคำถามและคำตอบล่วงหน้า (โดนถามแน่ๆ)
อธิบายต้องเป็นเหตุเป็นผล

2. คนธาตุน้ำ ::
พฤติกรรมของคนประเภทนี้คือ ..
จะเน้นว่าจะต้องทำอย่างไร ?

นั่นคือ สงวนท่าที
ระมัดระวังคำพูด การแสดงออก
ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
ไม่ถนัดงานเร่งด่วน งานด่วน
รักความยุติธรรม และส่วนรวม
ใจเขาใจเรา
รับผิดชอบสูง ถนัดงาน Routine

 กลยุทธ์พิชิตใจคนธาตุน้ำ ::
สื่อสารเป็นขั้นตอน
รักษาคำพูด คำสัญญายิ่งชีพ
ไม่ใส่ร้าย ไม่ลำเอียง ไม่กล่าวโทษ
ชอบคนสม่ำเสมอ
แจ้งให้ทราบล่วงหน้า อย่าเร่งรัด
ทำให้รู้สึกปลอดภัย สบายใจ
เน้นประโยชน์ส่วนรวม

3. คนธาตุลม ::
พฤติกรรมของคนประเภทนี้คือ ..
จะเน้นว่าจะต้องทำกับใคร ?

นั่นคือ สงวนท่าที
ช่างพูดช่างคุย สนุกสนาน
ไหวพริบดี หัวไว โต้ตอบเร็ว
ชอบการเข้าสังคม
ความคิดสร้างสรรค์ สูง !!
ไม่ชอบอยู่ในกฎระเบียบ
เวลาพูดชอบวนกลับมาเรื่องตัวเอง
หลายประเด็น ในการสนทนา

 กลยุทธ์พิชิตใจคนธาตุลม ::
ถูกใจ มาก่อน ถูกต้อง
ต้องคุยชิวๆ ก่อนคุยงาน
ชอบการชื่นชมอย่างจริงใจ
ชอบการดูแลอย่างคนพิเศษ
แจ้งเตือนอย่างสุภาพ
เน้นภาพกว้าง ไม่ลงรายละเอียด
อ้างอิงบุคคลที่เคารพ มีชื่อเสียง
ชอบส่วนลดของแถม

4. คนธาตุไฟ ::
พฤติกรรมของคนประเภทนี้คือ ..
จะเน้นว่าจะต้องทำแล้วได้อะไร ?

นั่นคือ เร่งรีบ ใจร้อน หวงเวลา
สื่อสารตรงไปตรงมา
มั่นใจในตนเอง
ชอบการแข่งกัน
ไม่ค่อยอดทนฟังคนอื่น
สรุปความอย่างรวดเร็ว
มุ่งเน้นที่เป้าหมาย และผลลัพธ์

 กลยุทธ์พิชิตใจคนธาตุไฟ ::
พูดเข้าประเด็น กระชับ
เน้นผลลัพธ์ที่ต้องการ
สื่อสารตรงไป ตรงมา
นำเสนอผลลัพธ์ ก่อนวิธีการ
(Benefit มาก่อน)
ทำให้เค้ารู้สึกชนะ ได้เปรียบ
ลงมือทำทันที
แจ้งความคืบหน้างานเสมอๆ
ใช้เวลาเท่าที่จำเป็น


โดยปกติทุกคนจะมีหลายธาตุอยู่ในตัว
แต่อยู่ที่ว่า "ธาตุไหนเด่น"
ที่เป็น "ธาตุแท้" ของเรานั่นเอง

แต่พฤติกรรมต่างๆ ของเราอาจจะไม่ตรงเป๊ะ
แบบดูแล้ว "ทำไมชั้นดูเป็นหลายธาตุจัง"
ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะสังคมที่เราใช้ชีวิตด้วย
ไม่ว่าจะเพื่อน ครอบครัว แฟน ที่ทำงาน
ต่างมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของเราทั้งสิ้น
ซึ่งแต่ละธาตุจะมี ข้อดีและข้อเสีย ต่างกัน
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ไม่มีธาตุไหนดีที่สุด

คนที่ดีที่สุด เก่งที่สุดจะต้องเป็น "ธาตุทอง"
คือคนที่สามารถใช้ธาตุอย่างเหมาะสม
ตามเวลา สถานที่ และบุคคลที่เราคุยด้วยนั่นเอง
การที่เราเข้าใจคู่สนทนาของเรา
และแสดงออกอย่างเหมาะสมจะทำให้
การเจรจาต่างๆ ราบรื่น และปิดอย่างสวยงาม

เห็นด้วยกับคำที่ว่า
"เก่งคน" ดีกว่า "เก่งงาน"
ถ้าเราซื้อใจคนเป็น ทำงานเป็นทีมได้
ไปไกลว่า One Man Show เห็นๆอยู่แล้ววววว

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

ถ้าคุณอยากจะเกษียณตอนอายุ 43 ปี รู้ไหมว่าคุณต้องมีเงินเก็บเท่าไร

ในหลักสูตร
"โค้งสุดท้าย 2014 ตัดภาษีมีเงินออมด้วย LTF และ RMF"

ในระหว่างการบรรยายนั้น
จะมีสอนวิธีการคำนวณเงินเกษียณแบบง่ายๆ
และขออาสาสมัครในห้องมา 1 คน เพื่อลองคำนวณเป็นตัวอย่าง
ผู้เข้าร่วมสัมมนาท่านหนึ่ง ชื่อว่า "พี่น้ำ" 
เป็นคนเดียวที่ยกมือยอมเป็นหนูทดลอง (ฮา)
พี่น้ำบอกว่า...ตอนนี้อายุ 33 ปี 
และต้องการเกษียณในอีก 10 ปีข้างหน้า
โอ้โห... คนอะไรอยากเกษียณตั้งแต่อายุ 43 ปี

ข้อมูลเพิ่มเติมที่แอบถามมาพบว่า
รายได้ต่อเดือน คือ 50,000 บาท
ค่าใช้จ่ายต่อเดือน คือ 10,000 บาท
ตอนนี้มีเงินสะสมอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาท
และกะว่าจะมีมรดกให้ลูกหลานสัก 1 ล้านบาท

โอ้โห!! (รอบสอง) ... 
คนอะไรใช้จ่ายน้อยมากแต่เงินเก็บเยอะมากก
แถมยังคิดจะส่งต่อความมั่งคั่งให้ลูกหลานอีกต่างหาก

เชื่อไหมว่า...
ถ้าได้รับผลตอบแทนประมาณ 4% ต่อปีทั้งก่อนและหลังเกษียณ
ผลการคำนวณปรากฎว่า... พี่น้ำจะสามารถเกษียณได้จริงๆ 
เพียงแค่เก็บเงินไปลงทุนเดือนละ 13,000 บาทเท่านั้น
จากที่ปกติเก็บเงินเดือนละ 30,000 - 40,000 บาท

สงสัยไหมว่า...
ประสบการณ์เรื่องนี้กำลังบอกอะไรเรา
------
เรื่องแรก คือ
ในวัยเริ่มต้นการทำงาน ควรรู้จักเก็บเงินไว้เสียแต่เนิ่นๆ
เพื่อสร้างวินัย และนิสัยในการใช้เงินที่ถูกต้อง

เรื่องที่สอง คือ
ถ้าเรามีพื้นฐานที่ดี มีเงินก้อนใหญ่อยู่แล้ว
ความพยายามที่เราต้องใช้มันก็น้อยลง

เรื่องที่สาม คือ 
ถ้าเรารู้จักประหยัด ไม่ต้องการอะไรมากเกินไป
ไม่แย่งชิงอะไรจากคนอื่นมากนัก
บางทีเราอาจจะอยู่ได้สบายๆ โดยที่ไม่ต้องมีเงินมาก

เรื่องที่สี่ คือ
สิ่งหนึ่งที่อยู่เคียงข้างเราทุกคนคือ "ครอบครัว"
ห้ามลืมคิดถึงคนที่อยู่ข้างหลัง ในวันที่เราจากไป
ควรจะเหลืออะไรไว้ให้เขาบ้าง... ไม่มากก็น้อย

เรื่องสุดท้าย คือ
น่าเสียใจที่... คนบางคนมัวคิดแต่อยากจะร่ำรวย 
จนลืมถามตัวเองไปว่า "เป้าหมายของชีวิต"
... คืออะไร

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms 

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ข้าวหอมมะลิ

ข้าวหอมมะลิเป็นมรดกของคนไทย มาทำความรู้จักข้าวหอมมะลิกันเถอะ
ทำไมข้าวหอมมะลิจึงหอม จึงนุ่มชวนรับประทาน ข้าว 100% หมายความว่าอย่างไร


แหล่งที่มา    Facebook : วิทย์สนุกรอบตัว

เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้เเปลว่าทำอะไรก็ถูก

ชอบมาก Quote อันนี้
เเละเห็นด้วย   ว่าเราต้องเลือกผู้ใหญ่ที่เราควรฟัง
เพราะฉะนั้นจงเลือกฟังแต่ผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ

เชื่อเถอะ ทุกวันนี้ ยังมีผู้ใหญ่ที่ผิดไม่เป็นอยู่มาก
ขอโทษคนที่เด็กกว่าไม่ได้อยู่เยอะ

การอาบน้ำร้อนมาก่อน
ไม่ได้แปลว่า
อุณภูมิน้ำในวันก่อนจะเท่ากับวันนี้

การอาบน้ำร้อนมาก่อน
ไม่ได้เเปลว่า
วิธีการอาบน้ำจะเหมือนเดิม

ในบางครั้ง อย่าให้ทัศนคติแคบๆ
ของคนที่เรียกตัวเองว่า "ผู้ใหญ่"
มาบดบัง วิสัยทัศน์ของเรา

เเนวคิดนี้อาจดูเป็นกบฎเล็กๆ
ดูเเข็งกระด้าง ไม่นอบน้อมไปหน่อย

เเต่เชื่อว่า
การฟังเฉพาะคนที่ควรฟัง
เป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์มากกว่า

เพราะผู้ใหญ่บางคนน่าเคารพมากๆ เเต่บางคนก็ ...

แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

อัตราค่าบริการแท็กซี่มิเตอร์ใหม่ 1 ธ.ค. 2557


อัตราค่าบริการแท็กซี่มิเตอร์ใหม่ล่าสุดจ้า
ปรับใช้ 1 ธ.ค. 2557 นี้แล้ว

Cr.Astvinfographic
แหล่งที่มา    Facebook : Thailife Club

วันพุธที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โหราศาสตร์กับชีวิต

วันนี้พระเสาร์ย้าย
ถือว่าเป็นวันที่จะเกิดการเปลี่ยนเเปลงกับชีวิต

ใช้ชีวิตอยู่ในความระมัดระวัง
ที่บ้านเลยไปตักบาตรให้พระเสาร์เมื่อเช้านี้

ถามว่า พระเสาร์ย้ายจริงมั้ย  ไม่รู้..
ถามว่า ต้องชีวิตในความระมัดระวังเป็นพิเศษรึเปล่า ...ทุกวัน
................
เเต่รู้ไว้ใช่ว่า เรื่องเหล่านี้ ...
โหราศาสตร์ของไทย
ฮวงจุ้ยของจีน
การดูดวงดาวของฝรั่ง

ศาสตร์เเต่ศาสตร์ มีความศักดิ์สิทธิ์ในตัวมันเอง
สิ่งที่งมงายไม่ใช่ตัวศาสตร์เอง เเต่เป็น "คนที่เอาไปใช้"
" ดูดวงเเล้ว action ยังไงต่างหากที่สำคัญ "
ไม่ใช่ดูดวงเเล้ว ถือดวงชะตาเป็นทุกอย่างในชีวิต
....................
หมอดูบอก เออ
เดือนหน้ามีอุปสรรคนะ
ทางเดินชีวิตขรุขระ

หลายคนเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย
เพราะกลัวผิดพลาด

เเทนที่จะ เลือกวิธีการที่เหมาะสม
ถ้าฝนตกต้องมีร่ม
ถ้ามีหมอก ต้องขับช้าๆ

หมอดูทัก อาจมีอุบัติเหตุจากการเดินทาง
หลายคนเลือกที่จะไม่เดินทางเลย
เพราะกลัวตาย เสียงานก็ช่วงมัน

เเทนที่จะ เลือกเช็ครถ เช็คความปลอดที่ปลายทาง
เเละทำประกันล่วงหน้า

เชื่อได้ ปฎิบัติได้ ตามความเชื่อ เเต่อย่าไปงมงาย
" ดวงเหนือคน หรือ คนเหนือดวง " อยู่ที่เรา

แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

ทุกอย่างเริ่มต้นที่ "ความคิด"

ไม่รู้ว่าใครเคยมีประสบการณ์แบบนี้มั้ย ?
พอเวลาเราสนใจเรื่องอะไรอยู่สักเรื่องนึง
สักพักก็จะมีใครสักคนมาคุยกับเราเรื่องนั้น
ได้รู้ในสิ่งที่เรากำลังอยากรู้ หรือกำลังคิด

"เราจะเป็นในสิ่งที่เราคิด
เพราะสิ่งที่เราทำมาจากสิ่งที่เราคิด"

เซอร์ ไอแซก นิวตัน ได้กล่าวไว้ว่า
คนที่มีความคิดคล้าย ๆ กัน
จะมีการกระทำคล้าย ๆ กัน
ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่า
ทำไมคนรอบตัวเราถึงมีความคิดคล้ายๆ เรา

หรือนำพาคนใหม่ๆ
ที่มีความคิดคล้ายๆ กันเข้ามาเสมอ
เพราะเมื่อเราคิดเรื่องการลงทุน
การกระทำเราก็จะมุ่งไปหาว่าหนังสือเล่มไหน
บอกเล่าเรื่องการลงทุนได้ดีบ้าง ?
สัมมนาใดที่จะทำให้เราเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้น
เข้าใจการลงทุนได้มากขึ้น
เราอาจได้เจอกูรูที่งานสัมมนา
ใครที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์การลงทุนได้ดี
หรือบางครั้งบทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่ไม่มีอะไร
คุยกันไปคุยกันมา
สุดท้ายเราจะไปคุยเรื่องที่เรากำลังสนใจทั้งนั้น

เผลอๆ บางทีอาจจะได้รู้จักใครใหม่
เพื่อนของเพื่อน ..
พี่ที่ทำงานของเพื่อน ..
พี่ชายของเพื่อน ..
หรือพี่ของเพื่อนของน้องที่เป็นญาติ
กับอาม่าและอาอึ้มทางฝั่งพ่อ ..
ที่กำลังสนใจในเรื่องเดียวกัน !

ดังนั้นชีวิตนั้นสำคัญที่ "ความคิด"
ทุกอย่างเริ่มต้นที่ "ความคิด"
และจบลงด้วย "ความคิด"

"ความคิด" จะเปลี่ยนเป็น "คำพูด"
"คำพูด" กลายเป็น "การกระทำ"
"กระทำ" บ่อยๆ จนติดเป็น "นิสัย"
"นิสัย" จะสะท้อนเราให้เป็น "บุคลิก"

สุดท้ายมันจะกลายเป็น "ตัวเรา"
เราอยากเป็นคนแบบไหน
ให้คิดแบบนั้น !

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

เราจะเอายังไงกับชีวิต?

"ยังไม่ทันได้สบาย ก็ต้องเตรียมตัวตายซะแล้ว"
จำคำพูดนี้ได้ดี

ทั้งที่คุณป้าที่รู้จัก พูดประโยคนี้ไว้ตั้งสิบกว่าปี
และตอนนี้แกก็ตายไปแล้วจริง ๆ ด้วยโรคมะเร็ง

ลุงกับป้าคู่นี้ทำงานหนักมาทั้งชีวิต
คือพวกเขาทำงานตลอดเวลาตั้งแต่เช้ายันเข้านอน
แทบไม่เคยไปเที่ยวไหน

"ชีวิตเอยไม่เคยสบาย" เหมือนจะเป็นปรัชญาของคนรุ่นนี้
การทำงานคือชีวิต ถ้าไม่ทำงาน แล้วชีวิตจะคืออะไร?
ทำงานหนัก เก็บเงิน ใช้ชีวิตเขียม ๆ
ของดีถ้าได้มา ก็ไม่ใช้ เก็บไว้ก่อน ใช้ของเก่า ๆ ที่ไม่ดีไปก่อน

อาจเพราะคนรุ่นนี้ผ่านความยากลำบากมาเยอะ
เลยไม่กล้าที่จะใช้ของดี ๆ แม้จะมีปัญหาหาซื้อหามาใช้ก็ตาม
นึกถึงที่คุณหนุ่ม โตมร ศุขปรีชา พูดไว้ในรายการ status story

ว่าคนรุ่นพ่อแม่เราที่ตอนนี้อายุ 60 ขึ้นไป
พวกเขา "Live to Work" คือ มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน

ส่วนพวกเรารุ่นวัยกำลังทำงาน อายุประมาณ 30 ขึ้นไป
พวกเรา "Work to Live" คือ ทำงานเพื่อให้พอมีชีวิตอยู่ได้
แล้วขอเอาเงินนั้นไปกิน เที่ยว ดื่ม ดีกว่าจะมานั่งลำบากทั้งชีวิต

ส่วนเด็กรุ่นใหม่วัยปัจจุบัน อายุต่ำกว่า 30 ลงมา
พวกเขา "Live & Work" คือ ทำงานอะไรก็ได้
ขอแค่ให้สอดคล้องไลฟ์สไตล์
อยากมีชีวิตอิสระในแบบของเขา มีชีวิตเพื่อวันนี้

ปรัชญาชีวิตของคนแต่ละรุ่นนั้นต่างกัน
และไม่มีใครผิดใครถูก
เว้นแต่จะเอามาตรฐานของเราไปตัดสินมาตรฐานคนอื่น
แต่สิ่งนึงที่คิดว่าคนทุกรุ่นตั้งคำถามเหมือนกัน ก็คือ
"เราจะเอายังไงกับชีวิต?"

บางรุ่นตอบว่า ก็ทำงานไง
บางรุ่นตอบว่า ก็ทำงานแหละ แต่ขอเที่ยวบ้างไรบ้าง
บางรุ่นตอบว่า มีชีวิตเดียว ใช้ซะ!

คิดว่าคำตอบของคำถามนี้สำคัญมาก
เพราะมันจะเป็นตัวจัดลำดับความสำคัญของสิ่งในชีวิตเราทั้งหมด
ว่าเราจะเอาสิ่งไหนไว้ก่อนหลัง
สิ่งไหนทิ้ง สิ่งไหนเก็บ

ไม่ว่าคุณจะรุ่นไหน อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร
คำถามนี้สำคัญ
"เราจะเอายังไงกับชีวิต?"
! คุณจะเอายังไงกับชีวิต?
ตอบเดี๋ยวนี้เลย
แล้วมันจะกำหนดทั้งหมดที่เหลือของชีวิตคุณ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เงินออมชราภาพ มาตรา 33, 39, 40

Q : ข้อแตกต่างระหว่างเงินออมชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 (มีนายจ้างขึ้นทะเบียนประกันสังคม) ผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 (เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33) และผู้ประกันตนตามมาตรา 40

A: กรณีชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39
เงินบำเหน็จชราภาพมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ดังนี้
  1. กรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบไม่ครบ 12 เดือน จะได้รับเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่ายกรณีชราภาพเท่านั้น
  2. กรณีที่ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จในส่วนของนายจ้างและส่วนของผู้ประกันตน รวมถึงอัตราผลตอบแทนประกาศในแต่ละปี
กรณีเงินบำนาญชราภาพมีเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ดังนี้
  1. กรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 180 เดือน ได้รับบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง โดยจะได้รับเป็นรายเดือนไปตลอดชีวิต
  2. กรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน ส่วนที่เกินทุกๆ 12 เดือน จะปรับอัตราเงินบำนาญชราภาพเพิ่มอีกร้อยละ 1.5
  3. กรณีที่ผู้ประกันตนรับเงินบำนาญชราภาพอยู่แล้ว และมีการเสียชีวิตภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพให้จ่ายเงินคืนเป็นบำเหน็จชราภาพแก่ผู้มีสิทธิจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือน ที่ได้รับคราวสุดท้ายก่อนที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย
สำหรับผู้ประกันตนตามาตรา 40
ได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพบวกด้วยเงินสมทบเพิ่มเติม พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนรายปีสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

คุณค่าของเวลา

จะดีแค่ไหน
หากมีธนาคารแห่งหนึ่ง
โอนเงินเข้าบัญชีของเพื่อนๆ
เป็นจำนวนเงิน 86,400 บาท
ให้ทุกๆ วัน

โดยมีข้อแม้ว่า
หากใช้เงินไม่หมดภายในวันนั้น
จะไม่สามารถยกยอดที่เหลือ
ไปใช้ต่อไปในวันพรุ่งนี้ได้

หากเป็นเพื่อนๆ จะทำอย่างไรกัน..
แน่นอน เพื่อนๆ ก็คงต้องใช้เงินจำนวนนั้นให้หมด
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาส

คงสงสัยกันแล้วใช่ไหมหละ
ว่าจะมีธนาคารทีไหนกัน
โอนเงินตั้งหลายหมื่นให้เราทุกวัน

ให้เวลาคิดแปปนึง….ติ๊กต่อกๆๆ

ปิ้งป่อง…
ที่จริงแล้วธนาคารที่ว่านี้
ไม่ได้จ่ายเป็นตัวเงินหรอก
แต่จะจ่ายเป็น “เวลา” แทน

เราทุกคนมีธนาคารประจำตัว
ที่เรียกว่าธนาคาร “เวลา”

ในทุกๆ วัน
มันจะเข้าบัญชีให้เรา 86,400 วินาที
และทุกคืนมันจะถูกล้างบัญชี
ถือว่าขาดทุนตามจำนวน
ที่เราพลาดโอกาสที่จะลงทุนในสิ่งดีๆ
มันไม่สะสมยอดคงเหลือ
ไม่ให้เบิกเกินบัญชี

ในแต่ละวันจะเปิดบัญชีใหม่ให้เรา
ทุกค่ำคืนจะลบยอดคงเหลือของทั้งวันออกหมด

ถ้าเราเสียโอกาส
ที่จะใช้ประโยชน์ในระหว่างวัน
ผลขาดทุนจะเป็นของเรา

ไม่สามารถถอยหลังกลับไปได้
ไม่มีการถอนของวันพรุ่งนี้มาใช้ได้

เราต้องมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
ด้วยยอดเงินฝากของวันนี้
ด้วยการลงทุนจากเงินฝากเหล่านี้
เพื่อได้ผลตอบแทนมาสูงสุด

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อสุขภาพ
ความสุข และความสำเร็จ!
นาฬิกากำลังเดินอยู่ตลอดเวลา
จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด!!!

บทความข้างต้น..
ได้อ่านเจอจากหนังสือ
"ซวยจนรู้ สู้จนรวย" - TaxBugnoms

น่าแปลกนะ
ที่สำหรับคนทุกๆ คน..
เรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน

แต่เรากลับคิดไปเองว่า
คนที่ร่ำรวย, ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ..
เค้ามีเวลามากกว่าเรา

จริงๆ คิดว่า
ประเด็นน่าจะอยู่ที่การบริหารเวลาต่างหาก..
ที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จต่างกัน
เราให้เวลากับการฝึกทักษะด้านไหน..
เราก็จะชำนาญด้านนั้นมากกว่าคนอื่น

เพราะคนเรามักหาข้ออ้างให้กับตัวเอง..
ด้วยประโยคที่ว่า "ไม่มีเวลา"
ซึ่งจริงๆ คือ คุณไม่เห็นคุณค่าของเวลาต่างหาก

ถ้าคนที่ประสบความสำเร็จ
เพราะเค้าจัดการเวลาได้ดีกว่าเรา
คือ ให้เวลากับการพัฒนาตนเอง
และกิจกรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จในชีวิต

แล้วเราล่ะ
ถึงเวลาหรือยัง
ที่เราต้องลุกขึ้นมา
จัดการเวลาของเราเสียใหม่..อย่างรู้คุณค่า!!!

แหล่งที่มา   Facebook : Pop's Life

เคล็ดลับทางธุรกิจ

ครั้งนึงระหว่างต่อแถวตักอาหารบุฟเฟต์ในโรงแรมแห่งหนึ่ง
ข้างหน้า คือเจ๊สองคนกำลังคุยกัน

เธอทั้งคู่แต่งตัวดูดี ท่าทางเป็นเจ้าของกิจการอะไรบางอย่าง
ไม่ได้คิดจะแอบฟัง แต่มันอยู่ใกล้กันจนได้ยินสิ่งที่เธอคุยกัน
คิดว่าได้ยินเคล็ดลับทางธุรกิจที่แสนจะเรียบง่าย แต่มันใช่เลย

เจ๊หมายเลขหนึ่งถามเจ๊หมายเลขสองว่า
"ลื้อรู้มั้ย ขั้นตอนไหนในการทำธุรกิจสำคัญที่สุด?"

เจ้หมายเลขสองไม่แน่ใจ ยังไม่ตอบ เจ๊หมายเลขหนึ่งเลยเฉลย
"ขั้นตอนเก็บเงินจากลูกค้าไง ลื้อทำเหนื่อยตายห่า
แต่เก็บตังค์ไม่ได้ มันจะมีประโยชน์อะไร
อั๊วเห็นเจ๊งมาหลายราย เพราะหมุนเงินไม่ทัน ลูกค้าดึงเช็ง"

คิดในใจ "เอ้อ จริงของเจ๊!"
เจ๊หมายเลขสอง พยักหน้าหงึก ๆ
เพื่อไม่ให้น้อยหน้า เลยถามกลับบ้าง
"แล้วลื้อรู้มั้ย ตัวเลขไหนของธุรกิจสำคัญที่สุด?"

เจ๊หมายเลขหนึ่ง กำลังครุ่นคิด ยังไม่ทันจะตอบ
แต่เจ๊หมายเลขสองชิงเฉลยซะก่อน
"ตัวเลขกำไรบรรทัดสุดท้ายไง
บางธุรกิจอั๊วเห็นอีบอกว่ายอดขายปีละร้อยล้าน
หักไปหักมา กำไรปีละ 2-3 ล้านเอง เหนื่อยตายโหง แต่ไม่คุ้ม
สู้ยอดขายปีละ 10 ล้าน แต่กำไร 7 ล้านดีกว่าอีก"

คิดในใจอีกที "เอ้อ มันใช่อ่ะเจ๊!"
สรุปแล้ววันนั้นเป็นบุฟเฟตต์ที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต

อาหารถือเป็นของฟรี แต่เคล็ดลับทำธุรกิจจากเจ๊นี่สิ
มันเยี่ยมมาก อั๊วะขอซูฮก!

เก็บเงินลูกค้าให้ได้ เพราะถ้าไม่ได้ ไปทำงานการกุศลดีกว่า
และสนใจที่บรรสุดท้าย ไม่ใช่ภาพลวงตาจากยอดขาย
เพราะมันเป็นแค่เงินที่ส่งผ่านเราไปเท่านั้น
สุดยอด  เจ๊!!!

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชีวิตคือหนังเรื่องยาว ดูกันยาว ๆ

การอ่านไดอารี่ของ "คนอื่น" ถือเป็นเรื่องไม่สมควร
แต่เหมือนป้าย "สียังไม่แห้ง" ใครเห็นก็อยากลอง

ไดอารี่ฝุ่นจับเล่มนั้นวางอยู่ 
และอดที่จะเปิดอ่านไม่ได้จริง ๆ
ลายมืออ่านยากบนกระดาษ ทำให้ต้องค่อย ๆ อ่าน

เจ้าของสมุดบันทึกเล่มนี้เขียนไว้ตั้งแต่ 10 กว่าปีที่แล้ว
บางวันก็บันทึกยาว บางวันก็สั้น บางวันก็ไม่ได้บันทึก
ใจความแต่ละวันคล้าย ๆ กัน
บางวันก็ดีใจ บางวันก็เสียใจ
แต่หนักไปทางอย่างหลังเสียมากกว่า

เขาบ่นเรื่องงานที่แย่ลงทุกวัน เพื่อนร่วมงานทะเลาะกัน
เขาบ่นเรื่องรายได้ไม่พอใช้ เงินเก็บกำลังจะหมด 
เขาบ่นเรื่องธุรกิจที่ลงทุน แล้วเจ๊งในเวลาไม่นาน
เขาบ่นเรื่องความเหงา ไร้ค่า อยากมีใครสักคน

บางวันเขาเกรี้ยวกราด ก่นด่าโลกใบนี้
บางวันเขาหดหู่ ไม่อยากคุยกับใคร
...บางวันเขาไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้ว

พลิกอ่านไปทีละหน้า รู้สึกดำดิ่งไปในความเศร้า
ชีวิตของผู้ชายคนนี้ช่างน่าสงสารเกินไป
จนไม่อาจอ่านมันจบ พอเหอะ!
ปิดไดอารี่เล่มนั้น ฝุ่นฟุ้งกระจายในอากาศ

… คิดว่า  กำลังอ่านสมุดบันทึกของ "คนอื่น"
ทั้งที่มันเป็นไดอารี่เมื่อ 10 กว่าปีก่อน
จำไม่ได้เลยว่าชีวิตช่วงนึงเคยแย่ขนาดนั้น
อ่านไปก็สงสารตัวเองไป 

ถ้าวันนั้นใจเร็วด่วนได้ ตัดสินใจอะไรสั้น ๆ ไป
คงไม่ได้มาอ่านไดอารี่เล่มนี้
ปัญหาชีวิตมันเป็นเรื่องแปลก

ตอนที่เราจมอยู่กับมัน ดูจะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
แต่พอผ่านมันมาแล้ว มันก็บรรจุไว้แค่ตัวหนังสือในสมุดบันทึก
โอเค อาจมีแผลเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้เราเติบโต

"แล้วมันจะเป็นอีกเรื่องที่ผ่านไป"
เป็นประโยคที่มักจะตอบคนที่ถามเสมอว่า
ขีวิตกำลังผิดหวัง ย่ำแย่ ตายแน่ ทำอย่างไรดี
ถ้ายังไม่หยุดจรดปากกาลงบนสมุดบันทึกชีวิต
ใครจะรู้เล่มแรก ๆ มันอาจจะเขียนแล้วเศร้า
แต่เล่มหลัง ๆ มันอาจจะสุขจนล้นก็ได้

"ชีวิตคือหนังเรื่องยาว ดูกันยาว ๆ" 
คืออีกหนึ่งประโยคที่กล่าวเสมอเมื่อมีโอกาส
ถอยออกมามองชีวิตไกล ๆ

จะได้ไม่จมอยู่กับปัญหามากนัก
ถึงเวลาเศร้า ก็เศร้าไปเถอะ
ถึงเวลาต้องร้องไห้ ก็ร้องไห้ไปเถอะ
แต่อย่าให้มันนานเกินไป
เพราะเราไม่ได้เกิดมาเพื่อพ่ายแพ้

อีกอย่าง เดี๋ยวสมุดบันทึกก็เปียกหมดพอดี
สมุดบันทึกเล่มเก่า จะเขียนเศร้าแค่ไหนก็ช่างมัน
สำคัญที่ตรงเราจะเขียนอะไรลงไปในบรรทัดใหม่ ๆ ต่างหาก
เรื่องมันก็มีเท่านี้เอง

ขอตัวไปเขียนสมุดบันทึกเล่มใหม่ก่อนนะ 
แล้วคุณล่ะ จะเขียนอะไรดี?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อยากรวยชาติหน้าหรือชาตินี้ดี?

อยากรวยชาติหน้าตอนบ่าย ๆ ให้ซื้อหวย

อยากรวยชาตินี้ 
ให้ตอบคำถามทั้ง 4 ต่อไปนี้
1. อยากรวยที่ว่าน่ะคือต้องมีเงินเท่าไหร่? รายได้เท่าไหร่ต่อปี?
2. แล้วต้องมีจำนวนเงินนั้นภายในวันที่เท่าไหร่? เดือนไหน? ปีไหน?
3. แล้วเพื่อให้ได้เงินจำนวนนั้น ต้องทำงานรับใช้ผู้คนเรื่องอะไรบ้าง?
4. แล้วอะไรที่เราเริ่มทำได้เลย ไม่ใช่พรุ่งนี้ค่อยทำ แต่ทำวันนี้เลย?

! "คาถาความร่ำรวย" มันก็มีเท่านี้แหละ
เอาให้ชัด ๆ เรื่องจำนวนเงินและเส้นตาย

แล้วเราต้องแลกอะไรบ้างเพื่อให้ได้มันมา
จากนั้นก็เริ่มลงมือทำเลย แม้จะเป็นก้าวเล็ก ๆ 
แต่ทุกอย่างจะต่อทางให้เอง

ตกลงอยากรวยชาติหน้าหรือชาตินี้ดี?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความฝันของคนปั้นซูชิ

ความฝันของคนปั้นซูชิ :
จิโระ โอโนะ
พ่อครัวปรุงซูชิ
ที่เก่งที่สุดในโลก
มีคนเคยบอกว่า
หากคุณโชคดีได้ดูหนังดีๆ สักเรื่อง
อ่านหนังสือดี ๆ สักเล่ม
นอกจากความรื่นรมย์ของสิ่งที่ได้รับแล้ว
ชีวิตของคุณอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้

ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนที่ได้มีโอกาสดูหนัง
เรื่อง Jiro Dreams of Sushi
หนังเล็ก ๆ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของ
นายจิโระ โอโนะ วัย 85 ปี
ผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อครัวปรุงซูชิที่เก่งที่สุดในโลก

เวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง
อาจจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขาไปเลย
หนังเรื่องนี้ที่มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า “ซูชิเล็ก หัวใจใหญ่”
ไม่ได้มาเล่าเรื่องวิธีหรือเคล็ดลับการปรุงซูชิให้อร่อยเลิศรส
แต่เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่รู้จัก
และค้นพบตัวเองมาตั้งแต่วัยรุ่นว่า

'ต้องการอะไรในชีวิต และค้นพบงานอันเป็นที่รักของเขา'

ทุกวันนี้บางคนเกษียณอายุแล้ว
ยังไม่รู้เลยว่า ชีวิตอยากเป็นอะไร
จิโระ ชายร่างเล็ก ทำซูชิมาตั้งแต่อายุ 19 ปี
จนถึงปัจจุบัน ทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ทุกวันแทบไม่เคยมีวันหยุด

ในร้านอาหารเล็ก ๆ
หนังเริ่มต้นด้วยคำสัมภาษณ์ของจิโระว่า
“ที่ผ่านมาในชีวิต ผมไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ
ผมเพียงแค่อยากทำงานเท่านั้น”
--------------------------------------------
ในบรรดาร้านซูชิที่มีอยู่นับแสนร้านทั่วหมู่เกาะญี่ปุ่น
มีเพียงร้านเดียวเท่านั้นที่ได้รับการยกย่อง
ให้เป็นสุดยอดซูชิ

นั่นก็คือร้าน `สึกิยะบาชิ จิโระ´
ตรงชั้นใต้ดินของอาคารย่านกินซ่า
ในกรุงโตเกียว

ร้านซูชิที่อร่อยที่สุดในโลกเป็นร้านเล็กคับแคบ
มีโต๊ะนั่งตรงเคาเตอร์เพียงสิบที่นั่ง
และโต๊ะอีกสองตัว แต่ราคาอาหาร
เริ่มต้นที่หัวละ 30,000 เยน หรือเจ็ดพันกว่าบาทขึ้นไป

จนได้ชื่อว่าเป็นร้านอาหารซูชิราคาแพงที่สุดในโลก
หากจะมากินต้องจองล่วงหน้าหลายเดือน
ตลอดทั้งชีวิตของจิโระไม่เคยคิดเรื่องอื่นเลย

นอกจากซูชิ เขาเกิดมาเพื่อ
ทำข้าวปั้นหน้าปลาดิบอย่างเดียวจริง ๆ
เขารักการทำซูชิตลอดเวลา
และคิดตลอดเวลาว่าจะทำซูชิ
ให้อร่อยเลิศรสได้อย่างไร แม้ขณะนอนหลับ
จิโระก็ยังฝันถึงซูชิ ฝันว่าจะทำซูชิให้อร่อยได้อย่างไร
--------------------------------------------
หลายคนคงทราบดีว่า
ซูชิ คือข้าวปั้นอัดเป็นก้อนผสม
น้ำส้มสายชูและมีเนื้อปลาดิบชนิดต่างๆ
โปะอยู่ด้านหน้า หรืออาจมีหน้าแบบต่างๆ

อาทิ ผัก ไข่ เห็ด หมึก หอย ฯลฯ
และซูชิส่วนใหญ่มักใส่วาซาบิ
บนข้าวเพื่อให้ได้ความอร่อยมากยิ่งขึ้น

คนทั่วไปอาจจะคิดว่าลำพังการทำข้าวปั้น
แล่ปลาดิบ ทำน้ำส้มเพื่อมาปรุงเป็นอาหารชิ้นเล็กๆ
ดูเป็นสูตรอาหารที่ง่ายๆ
ไม่ซับซ้อนคงไม่น่าจะใช้ฝีมือการปรุงมากนัก

หนังสารคดีเรื่องนี้
ได้บอกเราว่าจิโระไม่ได้แค่ปั้นซูชิธรรมดา
แค่วางเนื้อปลาลงบนข้าวให้เรากินเท่านั้น

แต่จิโระใส่ความรัก ใส่สมาธิ ใส่ศิลปะชั้นสูง
ใส่ความเอาใจใส่ลูกค้าลงบนซูชิแต่ละคำ

“ความเรียบง่ายคือสุดยอดของศาสตร์” 
ลิโอนาโด ดาวินชี เคยกล่าวไว้

สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ได้รับอิทธิพลทางความคิด
จากเซน เคยบอกว่า หัวใจสำคัญในการออกแบบ
โทรศัพท์มือถือรุ่น ไอโฟน คือ ความเรียบง่ายบนหน้าจอ

แต่เกจิอาจารย์ทุกศาสตร์วิชาทราบดีว่า
เบื้องหลังความเรียบง่ายนั้น
คือการทำงานหนัก
--------------------------------------------
หนังสารคดีได้เล่าเรื่องราวเบื้องหลัง
การเดินทางของซูชิภายใต้การดูแลของจิโระ
ว่ามีความละเอียดพิถีพิถันเพียงใด

เริ่มต้นจากเวลาตีสามตีสี่ของแต่ละวัน
ที่โยชิคาสุ ลูกชายของเขาจะขี่จักรยาน
มาซื้อปลาที่ตลาดปลาสึคิจิ

ตลาดปลาใหญ่ที่สุดในโลก
มีการซื้อขายสัตว์ทะเลถึง 7 แสนตันต่อปี
เป็นมูลค่าเม็ดเงินถึง 6 แสนล้านเยน
หรือประมาณ 1.5 แสนล้านบาท

และญี่ปุ่นก็เป็นชาติที่กินปลาทะเลมากที่สุดในโลก
คือคนละเกือบ 70 กิโลกรัมต่อปี

ลูกชายของเขาจะมาซื้อปลาทูน่าครีบน้ำเงิน
หรือ โทโรซาชิมิ ปลายอดนิยมอันดับหนึ่ง
ของชาวญี่ปุ่น จากพ่อค้าปลาที่ตลาดแห่งนี้
หากวันไหนโชคดีอาจได้ปลา ฮอนมากุโระ
หรือปลาทูน่าหนุ่ม ปลาแข็งแรงอาศัยในทะเล
แถบอุณหภูมิต่ำ มีเนื้อท้องสีชมพูหนา
และมีไขมันแทรกในเนื้อปลา
แต่ราคาแพงมาก อาจจะตกกิโลกรัม
ละหมื่นกว่าบาท แต่ก็ใช่ว่าจะมีให้ซื้อได้ทุกวัน
--------------------------------------------
มีเรื่องน่าสนใจว่า
สมัยก่อนทูน่าเป็นปลาราคาถูก
โดยเฉพาะส่วนเนื้อท้องอุดมด้วยไขมัน
หรือที่เรียกว่า โทโร แปลว่า “ละลายบนลิ้น”
ซึ่งถือเป็นส่วนของเนื้อราคาแพงที่สุด
จะถูกตัดทิ้งเอาไปทำอาหารเลี้ยงแมว

แต่เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีก่อน
คนญี่ปุ่นเริ่มนิยมกินเนื้อสเต็กแบบฝรั่งมากขึ้น
เนื้อที่มีไขมันแทรกกลายเป็นเนื้อที่อร่อยนุ่มลิ้น
และราคาแพง ได้ทำให้เนื้อติดมันแบบ

โทโรกลับมาได้รับความนิยม
มีราคาแพงกว่าเนื้อสีแดงหลายเท่า

สำหรับจิโระแล้ว
หากเป็นไปได้เขาจะเลือกเนื้อปลาโทโรดีที่สุด
มาให้กับลูกค้าของเขาเสมอ

แม้แต่ข้าวที่นำมาหุง ก็จะมาจากข้าวญี่ปุ่นพันธุ์ดีที่สุด
เจ้าของร้านข้าวสารได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสารคดีนี้อย่างน่าสนใจว่า
มีร้านอาหารชื่อดังในโรงแรมห้าดาว
มาขอซื้อข้าวสาร แต่เขาปฏิเสธ
เพราะขายให้จิโระไปแล้ว
“ข้าวที่ดี ย่อมคู่ควรกับเชพที่เก่งที่สุด”
เขาให้สัมภาษณ์ในตอน หนึ่งของหนังสารคดี
--------------------------------------------
บางวันเมื่อหาซื้อหมึกยักษ์มา
จิโระจะบอกให้ผู้ช่วยพ่อครัวใช้มือนวด
หมึกยักษ์นานหลายชั่วโมง ก่อนจะนำ
ไปต้มและนำมาทำซูชิ
เป็นเคล็ดลับให้หมึกมีรสชาติกรอบนิ่ม

ผู้ช่วยอีกคนหนึ่งต้องนั่งปิ้งขนมไข่ถึงสองร้อยกว่า
แผ่นให้จิโระชิม ก่อนที่เขาจะบอกว่า รสชาติใช้ได้แล้ว
สำหรับลูกมือหัดใหม่ งานชิ้นแรกที่ได้รับมอบหมาย
คือการทำหน้าที่บิดผ้าเช็ดหน้าร้อนๆ ให้กับลูกค้าจนมือพองนานหลายเดือน
กว่าที่จะสอบผ่าน และได้รับงานถัดมาคือ การแล่เนื้อปลา
--------------------------------------------
หนังสารคดีได้ถ่ายทอดให้เห็นว่า
การแล่เนื้อปลาเป็นศิลปะชั้นสูงเพียงใด
พ่อครัวจะเรียนรู้การใช้มีดแต่ละเล่ม
มีดบางเล่มใช้แล่เนื้อปลา
บางเล่มใช้หั่น ใช้สับ หรือใช้เฉือนปลา

พ่อครัวใช้มีดยาวแล่เนื้อปลาชิ้นใหญ่
เพียงครั้งเดียวอย่างชำนาญ
และใช้มีดอีกเล่มแล่เนื้อปลาเป็นแผ่นบางๆ

พวกเขาจะพูดสอนว่าต้องกดน้ำหนัก
ของคมมีดเพียงใดสำหรับเนื้อปลาแต่ละชนิด
 เพราะกดน้ำหนักมีดไม่เหมาะสมเนื้อปลาจะช้ำ
จนได้กลิ่นคาวปลา

มีอยู่ตอนหนึ่งเมื่อผู้ช่วยพ่อครัวแล่เนื้อปลา
มาทำซูชิให้จิโระชิม พอเคี้ยวไปได้คำหนึ่ง

จิโระบอกว่า
“ชิ้นปลาหนาเกินไป ไม่สมดุลกับข้าวปั้น
ชิ้นปลาบางอีกนิดจะอร่อยกว่านี้”

หากซูชิไม่อร่อย
จิโระจะไม่ขายเด็ดขาด
ลูกค้าของเขาต้องได้กินอาหารดีๆ เสมอ
--------------------------------------------
จิโระบอกว่าทุกวันนี้ยั
งไม่พอใจกับรสชาติความอร่อยของซูชิ

ไม่เคยคิดว่างานของตัวเองสมบูรณ์แบบแล้ว
เขาคิดตลอดเวลาว่า พรุ่งนี้ซูชิต้องอร่อยกว่าวันนี้

“ทำซูชิก็เหมือนกับเดินขึ้นยอดเขา
ต้องไต่เขาสูงขึ้นทุกวัน โดยไม่รู้หรอกว่ายอดเขาสูงแค่ไหน”

ชายชราบอกต่อว่า
ตลอดชีวิตของการทำซูชิ
เขายึดหลักห้าประการ คือ
ตั้งใจทำอาหารดีที่สุด
พัฒนาฝีมือตลอดเวลา
อาหารและเครื่องมือทุกอย่างในร้านต้อง สะอาด
จริงจังกับการทำงานและกระตือรือร้นอยู่ตลอด
มีแรงปรารถนาในสิ่งที่ทำ
ดังนั้นไม่แปลกหรอก หากจิโระจะบอกว่าในความฝัน เขาก็ทำซูชิด้วย
“ผมทำตามความฝันของผมทุกวันผมจะปั้นซูชิใหม่ๆ ให้อร่อยขึ้น”
--------------------------------------------
ในปี ค.ศ.2008
ร้านของจิโระได้รับรางวัลมิชลินระดับสามดาว
ซึ่งถือว่าเป็นสุดยอดร้านอาหารไม่กี่แห่งในโลก

คนมีเงินก็ใช่ว่าจะกินซูชิของจิโระได้
หากไม่อดทนที่จะจองล่วงหน้าหลายเดือน

ทุกวันนี้จิโระยังนั่งรถไฟใต้ดินมาทำงาน
เขาทำงาน เขาจึงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
และที่สำคัญคือ ตลอดเวลาที่ผ่านมา

จิโระไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่าทำงาน
ตามหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบเท่านั้น

หากผู้คนในสังคมต่างทำหน้าที่ของตัวเอง
ที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเต็มที่ แบบจิโระแล้ว
คงพอนึกออกว่าสังคมนั้นจะเป็นอย่างไร

--------------------------------------------
เรื่องโดย : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ที่มา : นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือนมกราคม 2555
ภาพประกอบจาก : http://www.impawards.com/

แหล่งที่มา    Facebook : SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ความสุข

คนที่มีความทุกข์ส่วนใหญ่
เมื่อเห็นคนที่มีความสุข

มักมีคำถามในใจว่า...
“ทำไมเขามีความสุขจัง ทั้งๆ ที่บ้านก็ไม่ได้รวย”
“ทำไมเขามีความสุขจัง ทั้งๆ ที่หน้าตาก็ไม่สวย”
“ทำไมเขามีความสุขจัง ทั้งๆ ที่เป็นแค่พนักงานรักษาความปลอดภัย”
“ทำไมเขามีความสุขจัง ทั้งๆ ที่ไม่มีของดีๆกิน”
ฯลฯ

คำตอบก็คือ...
ความสุขไม่ได้เกิดจากความร่ำรวย
รูปร่างหน้าตาดี หน้าที่การงานสูง การกินดีอยู่ดี ฯลฯ

แต่ความสุขเกิดจากสิ่งที่อยู่ภายในตัวเรา
เกิดจากความคิดจิตใจที่ดีงาม
เกิดจากร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์

คนที่มีความสุขจึงมักจะทำอะไรแตกต่างจากผู้อื่น
ดังนั้น หากอยากมีความสุขอย่างแท้จริง
ก็ต้องหันมาปรับเปลี่ยนตัวเอง และเรื่องต่อไปนี้
เป็นเรื่องที่คนมีความสุขทำอย่างสม่ำเสมอ

1. ให้อภัยและลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจ
คนมีความสุขรู้ว่า
การให้อภัยและลืมเรื่องขุ่นข้องหมองใจ
เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการมีความสุข

เพราะหากยังเก็บความรู้สึกแย่ๆไว้
นั่นหมายถึงตัวเรายังรู้สึกไม่พอใจ โกรธ เสียใจ ฯลฯ
ซึ่งเป็นอารมณ์ไม่ดีที่ขัดขวางหนทางแห่งความสุข

2. มีความรักความเมตตา
คนมีความสุขมักเป็นคนที่มีความรักความเมตตา
เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง ด้วยการทำสิ่งดีๆให้เกิดขึ้นกับตัวเองเสมอ
และเผื่อแผ่ความรักความเมตตาไปยังคนรอบข้าง

ซึ่งไม่เพียงทำให้ผู้อื่นมีความสุข
แต่ยังทำให้ตัวเองมีความสุขไปด้วย
เพราะเมื่อแสดงความรักความเมตตาต่อผู้อื่น
สมองจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา

3. เข้าใจผู้อื่น
คนมีความสุขเข้าใจดีว่า
คนเราล้วนมีทั้งสิ่งดีและไม่ดีในตัวเอง
เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน

ดังนั้น จึงพยายามเข้าอกเข้าใจผู้อื่นให้มากขึ้น
ซึ่งนั่นก็หมายถึงความสุขที่เพิ่มขึ้นด้วย

4. มองปัญหาเป็นสิ่งท้าทาย
คนมีความสุขรู้จักปรับเปลี่ยนทัศนคติ
ว่าเมื่อใดก็ตามที่เจอปัญหา ก็จะขจัดปัญหานั้นๆ
ออกจากใจจนหมดสิ้น และมองว่าปัญหาไม่ได้เป็นปัญหา

แต่เป็นเรื่องท้าทาย หรือเป็นโอกาสใหม่ๆ
ที่อาจทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

5. พอใจในสิ่งที่มี
คนมีความสุขจะพึงพอใจสิ่งที่มีในชีวิต
ทำให้มีอารมณ์ดี สามารถจัดการความเครียด

และไปถึงเป้าหมาย ได้ดีกว่าคนที่ไม่พอใจในสิ่งที่มี
ซึ่งต้องดิ้นรนทุกวิถีทาง จนทำให้เกิดความทุกข์

6. พูดถึงผู้อื่นในแง่ดี
คนมีความสุขไม่ชอบนินทาผู้อื่น
เพราะเห็นว่าการนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ

และคนที่ชอบนินทาผู้อื่น มักไม่มีใครคบ
ดังนั้น จึงมักจะพูดถึงคนอื่นในแง่ดีเสมอ

7. อยู่ท่ามกลางคนคิดบวก
คนมีความสุขจะพาตัวเองเข้าไปคลุกคลี
กับกลุ่มคนที่มองโลกในแง่ดีและมีความสุข

เพราะการอยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้
จะได้รับพลังด้านดีจากพวกเขามาโดยไม่รู้ตัว

8. ไม่เสียเวลากับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
คนที่มีความสุขไม่มัวหมกมุ่นเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แม้ว่าเรื่องนั้นจะผ่านมาเป็นปี เป็นเดือน หรือแม้แต่แค่วันเดียว

เพราะรู้จักปล่อยวางเรื่องกวนใจเล็กๆ น้อยในแต่ละวันไว้ข้างหลัง
การปล่อยวางมันได้ จะทำให้หลุดพ้นจากอารมณ์ด้านลบ
และเปิดทางให้ความสุขเข้ามาแทนที่

9. ไม่โทษใคร
คนมีความสุขเต็มใจยอมรับเมื่อทำผิดพลาด
และถือเป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้
เพื่อทำให้ดียิ่งขึ้นในครั้งหน้า ดีกว่าการกล่าวโทษผู้อื่นว่า
เป็นสาเหตุที่ทำให้ล้มเหลว เนื่องจากการทำเช่นนั้น
เท่ากับว่ายังจมปลักกับมันอยู่

10. ไม่เปรียบเทียบ
คนมีความสุขรู้ว่า ชีวิตของใครก็ของมัน
แต่ละคนล้วนมีวิถีทางของตัวเอง

ดังนั้น จึงไม่นำตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
แม้จะมองว่าตัวเองดีกว่าก็ตาม เพราะการกระทำเช่นนั้น
ไม่ได้ทำให้มีความสุข แต่กลับเป็นการบ่มเพาะนิสัยไม่ดี
ที่ชอบตัดสินผู้อื่นและคิดว่าตนเองเหนือกว่า

10. อยู่กับปัจจุบัน
คนมีความสุขมีใจจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ขณะนั้น
โดยหยุดคิดวนเวียนถึงเรื่องราวในอดีต
หรือกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เพราะการรับรู้และกระทำในสิ่งที่เป็นไปในปัจจุบันขณะ
มีความสำคัญมากกว่าอะไรทั้งหมด

12. ทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ
คนมีความสุขบ่อยครั้งมักทำตามฝัน
และเสียงเรียกร้องของหัวใจ
เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ใจปรารถนาอย่างแท้จริง
การได้ลงมือทำสิ่งนั้นๆ ย่อมนำความสุขมา
ให้อย่างมิต้องสงสัย

13. รับฟังความคิดเห็น
คนมีความสุขรู้ว่า
การรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นมีข้อดีเช่นกัน
เพราะนอกจากจะช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้นแล้ว

บางครั้งมันยังทำให้ได้ไอเดียใหม่ๆ หลายอย่างที่แตกต่างออกไป
ซึ่งจะช่วยต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองออกไปไม่รู้จบ

14. ถนอมความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง
คนมีความสุขมักหาเวลาไปเยี่ยมเยียนหรือ
ใช้เครื่องมือสื่อสารกับคนในครอบครัว
และญาติสนิทมิตรสหาย เพราะการมี
ปฏิสัมพันธ์ที่ดีทางสังคมนั้น เป็นกุญแจไขไปสู่ความสุข

15. ซื่อสัตย์สุจริต
คนมีความสุขตระหนักดีว่า
ทุกครั้งที่โกหกหลอกลวง
จะทำให้เกิดความเครียดเพิ่มขึ้น

ซ้ำร้ายเมื่อมีคนจับได้
ย่อมส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์
ทั้งด้านส่วนตัวและสังคม ในทางตรงข้าม
ความซื่อสัตย์สุจริตจะช่วยให้จิตใจสบาย
ไม่หวาดผวา และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้อื่น

16. ตื่นนอนเวลาเดิมทุกเช้า
คนมีความสุขจะตื่นนอนเวลาเดิมทุกเช้า
เพราะจะช่วยควบคุมนาฬิกาชีวิตให้รู้สึกสดชื่น
กระปรี้กระเปร่า ข้อสำคัญ คนมีความสุขรู้ว่า

การตื่นนอนแต่เช้าเป็นหนึ่งในนิสัยของคน
ที่ประสบความสำเร็จหลายๆคน
เพราะจะทำให้มีเวลาและสมาธิมากขึ้นในการทำงาน

17. กินถูกหลักโภชนาการ
คนมีความสุขเลือกกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ
ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายและสมองให้อยู่ในภาวะ
ที่พร้อมจะทำงาน และเข้าใจดีว่า

อาหารที่กินแต่ละมื้อนั้น
มีผลกระทบโดยตรงต่อระดับอารมณ์
และพลังงานทั้งในระยะสั้นและยาว
รวมถึงงดกินพวก Junk food หรืออาหารขยะ
ที่ไม่มีประโยชน์และมีแนวโน้มก่อให้เกิดโรคเรื้อรัง

18. ออกกำลังกาย
คนมีความสุขไม่เคยมองว่า
การออกกำลังกายมีไว้เพื่อลดน้ำหนัก
ป้องกันโรค และทำให้ชีวิตยืนยาวเท่านั้น

หากยังช่วยในเรื่องจิตใจ ทำให้มีความสุขมากขึ้น
เพราะการออกกำลังกายช่วยเพิ่มระดับสารเคมี
ในสมองที่มีผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะมันช่วยลดความเครียด
และคลายอาการซึมเศร้าได้

19. ทำสมาธิ
คนมีความสุขหาเวลาทำสมาธิอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อช่วยให้เกิดความรู้สึกสงบสุขภายใน

มีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า
การทำสมาธิสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ในสมองที่ช่วยทำให้คนเรามีความสุขมากขึ้น

20. ยอมรับในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
คนมีความสุขรู้สัจธรรมว่า
ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ทั้งหมด

การเรียนรู้และยอมรับความจริงที่ตนเอง
มิอาจไปเปลี่ยนแปลงได้นั้น ย่อมนำความทุกข์มาให้น้อยกว่า

(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 151 กรกฎาคม 2556 โดย ประกายรุ้ง

แหล่งที่มา    Facebook : หุ้นปั่น (Hoonpunn)

อย่าทำให้ตัวเองสายถึงสองครั้งในหนึ่งการนัดหมาย

นี่เป็นประโยคที่ดังในหูเสมอ
เวลาที่รู้ตัวว่า กำลังจะไปสายกว่าเวลาที่นัดไว้

เป็นเมื่อก่อน ถ้าคิดว่าสาย 30 นาที จะบอกว่า น่าจะสาย 15 นาที
ถ้าคิดว่าจะสายหนึ่งชั่วโมง  จะบอกว่าไม่เกิน 40 นาที
ผมคิดไปเองว่า การพูดให้ "ดูเหมือนว่า" คู่สนทนาไม่ต้องรอนาน มันดูดีกว่า
เเต่เจ้านายเก่าผม เคยเตือนว่าอย่าทำแบบนี้ !!
......................
เพราะถ้าคุณบอกจะไปเลท 30 นาที แล้วไปถึงจริงๆ เลทไป 45 นาที
เท่ากับทำให้ตัวเองเลทถึงสองครั้ง
การทำเเบบนี้จะยิ่งเพิ่มความหงุดหงิดให้ผู้ที่รออยู่เป็นสองเท่า
การส่งมอบงานก็เหมือนกัน ก่อนที่จะตกปากรับคำอะไร
ให้คำนวณเรื่องเวลาอย่างรอบคอบเสมอ
อย่าเป็น Mr . YES MAN ที่เออออไปซะทุกเรื่อง
เราอาจดูดีในตอนเเรก เเต่ถ้าทำไม่ได้ตามที่พูด รับรองจบไม่สวย
........................
เพราะฉะนั้น “ อย่าทำให้ตัวเองสายถึงสองครั้งในหนึ่งการนัดหมาย “
อีกหนึ่งมารยาททางธุรกิจญี่ปุ่น ที่จำมาจนถึงวันนี้เลย

แหล่งที่มา    Facebook :  Japan NEED

"ว้าว!" VS "ว้า!"

คนสำเร็จตั้งใจทำทุกผลงาน
เห็นแล้วต้องร้อง "ว้าว!"

ในขณะที่คนทั่วไปทำผลงานเอาแค่พอผ่าน
เห็นแล้วต้องร้อง "ว้า!"

ใครอยากสำเร็จ ทุกครั้งที่ทำงาน
ให้ถามตัวเองทุกครั้งว่า

นี่เรากำลังทำสิ่งที่ "ว้าว!" หรือ "ว้า!" กันแน่?

ถ้า "ว้า!" อย่าทำเลย
ถ้า "ว้าว!" ก็เอาไปเลยความสำเร็จ

เข้าใจตรงกันนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สิ่งที่พนักงาน มักคิดผิด..!!!

ฉันเป็นคนขยัน
ฉันทุ่มเทให้บริษัท

ฉันอยู่ดึกกว่าใคร
ฉันทำรายงานได้ละเอียด

แล้วยังไง??? อะ

กลับไปที่ Job description คุณถูกจ้างมาเพื่ออะไร???
เพื่อสร้างยอดขาย
เพื่อคุมงานโปรเจ็คให้ลุล่วง

เพื่อสร้างความพอใจให้ลูกค้า
เพื่อจัดสต็อค หมุนเวียนหน้าร้าน

มันตัดกันที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ระยะทาง
ทำงานให้เหนื่อย ใครก็ทำได้ เจ้าของบริษัททำเองก็เหนื่อยได้
...
ตัดที่ผลลัพธ์ แล้วคุณจะเป็นคนที่สำคัญขึ้น ในองค์กร

แหล่งที่มา    Facebook : Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทำไมคนญี่ปุ่นชอบทำท่าตีกอล์ฟ

คนที่ทำงานกับคนญี่ปุ่น
ไม่มากก็น้อย ต้องเคยเห็นแหละว่า

คนญี่ปุ่นชอบทำท่า
หวดลมบ่อยๆ

ไม่ตีกอล์ฟ
ก็ท่าหวดเบสบอล

เคยถามเค้าซื่อๆ ว่าทำอะไรอยู่
เค้าก็ตอบแบบเขิลๆ ว่ากำลังซ้อมท่าพื้นฐานอยู่
และเหตุผลที่ของเค้าบอกมา ทำเอาอึ้งไปเหมือนกัน

เค้าบอกว่า การฝึกทักษะพื้นฐาน "ซ้ำ ๆ" เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ทักษะอะไรก็ตามบนโลกในนี้ ถ้าไม่ย้ำพื้นฐานให้แน่น รับรองไปได้ไม่ไกล

..การออกเสียงในภาษาอังกฤษ
..ความสามารถในการร้องเพลง
..ทักษะในการนำเสนองาน

จนมาถึงการตีกอล์ฟ
ที่หาก วงสวิงพื้นฐาน ทำได้ไม่ดี
อย่าไปหวังเก่งทักษะที่ยากกว่านั้น

แต่เชื่อมั้ย
คนเรามักหลีกเลี่ยงการฝึกพื้นฐาน
เพราะมันน่าเบื่อ ไม่เท่ห์
และข้ามขั้นไปฝึกอะไรที่มันยาก
ที่ดูดีมากกว่า

Bruce lee เคยกล่าวไว้ว่า
"I fear not the man who has practiced 10000 kicks once,
but I fear the man who has practiced one kick 10000 times."

เริ่มท่าพื้นฐานสักท่าเดียวให้แน่นก่อน
เราอาจออกลีลาได้ไม่เยอะ แต่ปล่อยที รับรองจุก !

แหล่งที่มา   Facebook :  ๋Japan NEED

ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?

โจทย์ง่าย ๆ แค่นี้... แต่คิดให้ดีก่อนตอบ
ก . 7 บาท
ข . 2 บาท
ค . 1 บาท
ง . ไม่ต้องทอน (ขอเหตุผลด้วยนะถ้าตอบข้อนี้)

เมื่อได้คำตอบแล้ว...
ไปดูกันว่าคำตอบข้อไหนตรงกับคำตอบในใจคุณ

ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า...
ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?

เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า 7 บาท

แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น...

คนหนึ่งตอบว่า 2 บาท
อีกคนหนึ่งตอบว่า... ไม่ต้องทอน

ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท
คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท
คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท
เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท

ครูถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ
เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ
เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา...

โชคดีที่เป็นการถาม - ตอบในห้องเรียน
ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบ
เป็น ก - ข - ค - ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนน
จากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่...

การสร้างโจทย์ที่ ' เสมือนจริง ' จินตนาการของ ' ครู '
อาจถูกจำกัดเพียงแค่ ' ตัวเลข ' แต่สำหรับเด็ก
จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท
จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท

เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบ
เพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาทด้วย

โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน
โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง...
ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ

อย่าตัดสินความผิดของคนๆนั้น
เพียงแค่คำตอบของเรา ^^

หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์
กรุณาเเบ่งปันให้สักคมรับรู้

สมุดปกขาว

ขอบคุณข้อมูลจาก True Careers
‪#‎DemocratTH‬ ‪#‎พรรคประชาธิปัตย์‬ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท
จะได้รับเงินทอนเท่าไร?

โจทย์ง่าย ๆ แค่นี้... แต่คิดให้ดีก่อนตอบ
ก . 7 บาท
ข . 2 บาท
ค . 1 บาท
ง . ไม่ต้องทอน (ขอเหตุผลด้วยนะถ้าตอบข้อนี้)

เมื่อได้คำตอบแล้ว...
ไปดูกันว่าคำตอบข้อไหนตรงกับคำตอบในใจคุณ

ครูคนหนึ่งตั้งคำถามกับเด็กว่า...
ถ้ามีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อของ 3 บาท จะได้รับเงินทอนเท่าไร?

เด็กส่วนใหญ่ตอบว่า 7 บาท

แต่มีเด็ก 2 คนที่ตอบไม่เหมือนกับคนอื่น...

คนหนึ่งตอบว่า 2 บาท
อีกคนหนึ่งตอบว่า... ไม่ต้องทอน

ครูถามเด็กคนแรกว่าทำไมถึงได้เงินทอน 2 บาท
คำตอบที่ได้ก็คือภาพในใจของเขาสำหรับเงิน 10 บาท
คือ เหรียญห้า 2 เหรียญ เมื่อซื้อของราคา 3 บาท
เขาก็ให้เหรียญห้า 1 เหรียญ ดังนั้น จึงได้เงินทอน 2 บาท

ครูถามเด็กคนที่สองว่าทำไมไม่เหลือเงินทอนเลย
คำตอบก็คือเด็กคนนี้คิดว่าในกระเป๋ามีเหรียญบาท 10 เหรียญ
เมื่อซื้อของราคา 3 บาท เขาก็ส่งเหรียญบาทให้ 3 เหรียญ
เพราะฉะนั้น คนขายจึงไม่ต้องทอนเงินให้เขา...

โชคดีที่เป็นการถาม - ตอบในห้องเรียน
ลองนึกดูสิครับว่าถ้าโจทย์นี้เป็นข้อสอบที่มีคำตอบ
เป็น ก - ข - ค - ง เด็ก 2 คนนี้ก็คงไม่ได้คะแนน
จากคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากคนส่วนใหญ่...

การสร้างโจทย์ที่ ' เสมือนจริง ' จินตนาการของ ' ครู '
อาจถูกจำกัดเพียงแค่ ' ตัวเลข ' แต่สำหรับเด็ก
จินตนาการของเขาไร้กรอบ 10 บาท
จึงสามารถเปลี่ยนเป็นเหรียญสิบ เหรียญห้า หรือเหรียญบาท

เมืองไทยมีเหรียญ 2 บาท เราจึงได้คำตอบ
เพิ่มอีก 1 คำตอบ คือ ได้เงินทอน 1 บาทด้วย

โลกในห้องเรียนกับโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน
โลกในห้องเรียน ทุกคำถามส่วนใหญ่มีเพียง 1 คำตอบ
แต่โลกของความเป็นจริง...
ทุกคำถามอาจมีคำตอบที่ถูกต้องได้เกิน 1 คำตอบ

อย่าตัดสินความผิดของคนๆนั้น
เพียงแค่คำตอบของเรา ^^

หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์
กรุณาเเบ่งปันให้สักคมรับรู้

สมุดปกขาว

ขอบคุณข้อมูลจาก True Careers
‪#‎DemocratTH‬ ‪#‎พรรคประชาธิปัตย์‬

แหล่งที่มา   Facebook : หุ้นปันผล

"การมอบอำนาจ" VS "การมอบฉันทะ"

เคยสงสัยหรือไม่ว่า

"การมอบอำนาจ" กับ "การมอบฉันทะ"
ต่างกันอย่างไร

"การมอบอำนาจ" 
ความหมายที่ได้บัญญัติไว้
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

หมายถึงการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด
ที่มีอำนาจในทางกฎหมายในเรื่องหนึ่งเรื่องใด
โดยชอบและมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด
เป็นผู้ใช้อำนาจนั้นแทนตนเองเป็นการเฉพาะเรื่อง

หรือ เป็นการทั่วไปภายในขอบเขตอำนาจ
ที่ผู้ลงมีอำนาจนั้นมี และภายในขอบเขต
ระยะเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึง
การรับมอบหมายให้ปฏิบัติงานนั้นๆ จนแล้วเสร็จ
เว้นแต่จะมีการถอนหรือยกเลิกการมอบอำนาจนั้น

เช่น การรับมอบอำนาจไปจดจำนองที่กรมที่ดิน,
การรับมอบอำนาจไปแจ้งความที่ สน. เป็นต้น

"การมอบฉันทะ" 
จะหมายถึง การมอบให้บุคคลทำธุระให้
ด้วยความไว้วางใจโดยมีหลักฐาน
จะไม่เป็นทางการ เหมือนกับการมอบอำนาจ
ซึ่งการมอบฉันทะนั้นโดยทั่วไป
ย่อมไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจของผู้มอบฉันทะ
อย่างหนึ่งอย่างใด หากแต่เป็น
การขอให้ดำเนินการในเรื่องธุระทั่วไปให้ทำแทน

หรือเฉพาะเรื่องเท่านั้น และเฉพาะครั้งเท่านั้น
จะนำไป มอบฉันทะไปใช้คราวอื่นถึงแม้จะเป็น
กิจการประเภทเดียวกันไม่ได้

เช่น มอบฉันทะให้ไปรับเอกสารสำคัญ หรือ
มอบฉันทะให้เป็นผู้รับเงินแทน เป็นต้น

กรณีของการมอบอำนาจ
ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร

ส่วนการมอบฉันทะไม่ต้องปิดอากรแสตมป์

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณเกียรติศักดิ์ พราหมโณ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจสาขา ธนาคารเกียรตินาคินจำกัด (มหาชน)

แหล่งที่มา   Facebook : Kiatnakin Bank

โลกสวย vs. คิดบวก

…สองคำนี้
ดูเหมือนจะคล้าย
แต่จริงๆ ต่างกันมาก

“คนคิดบวก” คือ
คนจะเห็นเหรียญทั้งสองด้าน
แต่เลือกที่จะพูดและทำในสิ่งที่ดี

“คนโลกสวย” คือ
คนที่เห็นเหรียญแค่ด้านเดียว
เลือกที่จะยืนกราน
แต่ด้านดีด้านเดียว

จดจ่อในสิ่งที่ชอบอย่างมีสตินะ
Happy Monday Morning ^^

แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

ปัญหาเล็ก ๆ ที่สะสมมานาน...จนในที่สุดคือ ปัญหาใหญ่ในชีวิต

พี่ป้อม ปิยพันธ์ นักลงทุนชื่อดังและ CEO แห่ง stock2morrow
เป็นคนที่พูดประโยคคม ๆ ให้เก็บไปคิดได้เสมอ

มีอยู่ครั้งนึงพี่ป้อมพูดว่า
"สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ หลายครั้งในเมื่อเราเห็นว่ามันเป็นปัญหา
แล้วทำไมเราก็ยังปล่อยให้มันเป็นปัญหาอยู่อย่างนั้น?"

เป็นคำถามที่น่าสนใจ
และมันทำให้นึกไปถึงซี่รี่ส์  Lost  ที่เพิ่งจะมีโอกาสได้ดู
(หลังจากที่เค้าฮิตกันไปเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว)

คิดว่าคำตอบมันอยู่ในซี่รี่ส์เรื่องนี้
Lost เป็นเรื่องราวของคนกลุ่มนึงที่ติดอยู่บนเกาะร้าง
เพราะเครื่องบินตกแล้วรอดตาย
พวกเขาอาศัยอยู่ริมชายหาด รอความช่วยเหลือ

กลุ่มผู้นำก็เลยออกสำรวจเกาะไปทั่วว่ามีอะไรบ้าง
และเริ่มเจออะไรแปลก ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุดก็พบกับคนอีกกลุ่มที่อาศัยอยู่บนเกาะนี้

คนกลุ่มนี้บอกว่าพวกเขาเป็นเจ้าของเกาะที่นี่
พวกแกอย่าได้แส่สำรวจเกาะนี้ให้มากนัก ไม่งั้นจะเจอดี
สุดท้ายเกิดการปะทะกัน บาดเจ็บเล็กน้อย
กลุ่มผู้นำกลับมาบอกพรรคพวกว่า
พวกเราต้องจับอาวุธลุกขึ้นสู้ ไม่งั้นวันใดวันนึงต้องเดือดร้อนแน่

ปรากฏว่าไม่มีใครยอมจับอาวุธลุกขึ้นสู้เลย
ผู้นำรู้สึกผิดหวังที่ไม่มีใครคิดจะทำอะไร
"ทำไมทุกคนถึงไม่ยอมลุกขึ้นสู้นะ?"

หนึ่งในกลุ่มผู้นำคนนึงบ่นออกมาในภายหลัง
แล้วผู้นำอีกคนก็พูดประโยคเด็ดออกมาว่า
"เพราะพวกเขายังรู้สึกว่ามันยังปลอดภัยอยู่ยังไงล่ะ"

โอ้ว! มันใช่เลย
ที่เราเห็นว่ามันเป็นปัญหา แต่ก็ยังปล่อยให้มันเป็นปัญหา
ก็เพราะเรายังรู้ว่ามันยัง "ปลอดภัย" อยู่นั่นเอง

เอาเข้าจริงคิดว่าชีวิตเรามี "สัญญาณเตือนภัย" อยู่เสมอ
แต่เรามักจะละเลย เพราะคิดว่ามันยังโอเคอยู่

มันอาจเป็นผลตรวจสุขภาพประจำปีที่เราแกล้งลืม
แล้วก็สั่งข้าวขาหมู หนังเยอะ ๆ มากินคู่กับน้ำอัดลม

มันอาจเป็นหนี้บัตรเครดิตที่ค่อย ๆ พอกพูน
แต่เราก็ยังจ่ายขั้นต่ำ และเปิดบัตรใบใหม่มาโปะใบเก่า

มันอาจเป็นความง่อนแง่นในอาชีพการงาน
แต่เราก็ยังไม่ขวนขวายหาความรู้ใหม่ ทางเลือกใหม่ ๆ

มันเป็นระยะห่างของคู่รักที่มองหน้ากัน น้อยกว่ามองจอมือถือ
แต่เราก็ยังปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป

แล้ววันนึงเชือกที่ตึงมานาน ก็ขาดผึง
เพราะเราเต็มใจที่จะไม่ได้ยินสัญญาณเตือนภัยนั้น
เพราะเรายังคิดว่าไม่เป็นหรอกน่า เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

ไม่ ! มันไม่ดีขึ้นเอง
เราต่างหากที่ต้องทำให้มันดีขึ้นด้วยตัวเราเอง

ปัญหาใหญ่ในชีวิตไม่เคยมีอยู่จริง
มีแต่ปัญหาเล็ก ๆ ที่สะสมมานาน
รอวันที่ฟางเส้นสุดท้ายจะถูกโยนลงมา

วันที่เรายังปลอดภัยที่สุด
คือวันที่เราควรขยับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
ไม่ใช่วันที่สัญญาณเตือนภัยครั้งสุดท้ายดัง
เพราะตอนนั้นมันก็สายไปแล้วล่ะ

เปลี่ยนแปลงเสียตั้งแต่วันนี้
วันที่คุณยังดีอยู่ ยังทันอยู่ ยังปลอดภัยอยู่
ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวคุณเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ชนะชัวร์

เมื่อวานได้นั่งคุยกับหลานสาววัย 6 ขวบ..เรียนอยู่ชั้นป 1 //
เธอเพิ่งกลับจากงานกีฬาสีของโรงเรียน
.
.
ระหว่างทางที่เธอเล่าเรื่องอยู่นั้น ..
มีคำหนึ่งที่สะดุดหูมากๆ คือ
.
.
สีฟ้าของหนูชนะชัวร์ เพราะชนะมาทุกปี
ใครๆ ก็อยากมาอยู่สีฟ้า
.
.
แล้วก็ลองสอบถามดู
กลับไป .. ว่าหลายๆ ปีที่ผ่านมา
 สีฟ้า ที่เธอพูดถึง ชนะจริงๆหรือป่าว ..
และปรากฏว่า โดยมากแล้วมันก็เป็นตามนั้นจริงๆ
.
.
หากเราลองคิดให้ลึกซึ้งจากคำพูดของเด็กน้อยคนนี้แล้ว
เราสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันเราได้เกิดประโยชน์มากจริงๆ

จับมาได้ 3 ประเด็นคือ
1. เธอเชื่ออย่างหมดใจว่า
เธอต้องชนะ
เพราะเธออยู่สีฟ้า

2. ทุกคนในทีม เชื่ออย่างหมดใจ ว่า 
ยังไงเราก็ต้องชนะ
เพราะ ทุกคนอยู่ทีม สีฟ้า
3. ทีมอื่นๆ ที่ไม่ได้อยู่สีฟ้า .. 
คิดไปแล้วว่า .. โอกาสแพ้เราสูงแน่ๆ เพราะเราไม่ได้อยู่สีฟ้า .
และมันก็เป็นตามนั้น /
ปีนี้ สีฟ้า ก็ชนะอีกเช่นกัน
.
.
ในประเด็นข้อ 1+2 คือสิ่งที่ทำให้เราคิดได้ว่า
ถ้าเราเชื่ออย่างหมดใจว่าเราจะสำเร็จ
เพราะเรารู้อนาคตอยู่แล้วว่าภาพความสำเร็จมันชัดเจนแน่นอน ..
อีกทั้งเราไม่มีความคิดในหัวเลยว่ามันจะไม่สำเร็จ ..
ผลสุดท้าย เราก็จะหาทางทำให้มันสำเร็จได้ อย่างทีมสีฟ้า
.
.
ในประเด็นข้อ 3 เมื่อทีมอื่นๆ ถูกจัดอยู่ในทีมสีอื่นๆ
ต่างก็คิดกันไปแล้วว่า โอกาสที่เราจะชนะมันก็ไม่มีแล้ว ..
เพราะเราไม่ได้อยู่ “สีฟ้า” ...

ถ้าเราเชื่อว่า เราเกิดมา
ไม่ได้มีต้นทุนดีๆ เหมือนคนอื่น
เราก็คิดว่า เราไม่มีทางทำสำเร็จได้หรอก
 เพราะใครๆ ก็พูดกัน
.
.
แปลกมั้ย.. ทั้งๆ ที่การจัดกลุ่มแบ่งสี ก็
ไม่ได้มีการคัดเลือกใดๆ

ต้นทุนมาก็เท่ากัน //
แต่ความเชื่อ และใจที่มุ่งมั่นไปทางนั้น ...
มันส่งผลมากกว่าเหตุผลใดๆโดยสิ้นเชิง
.
.
และหากเราเปลี่ยนสีเสื้อให้กับทีมสีฟ้าใหม่ ..
ไปเป็นสีส้ม สีเขียว เขาก็จะไม่ชนะ ... //
เพียงเพราะใจเค้าไม่ได้คิดว่า .. เขาจะชนะ ..แค่นั้นเอง
.
.
ชีวิตจริงๆ เราเป็นแบบนี้ซะส่วนใหญ่ ..
เรามักมองอะไรในกรอบที่คนโดยมากพูดกัน
มาตามๆ กันว่าต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้
.
.
เราเลยมักเชื่อไปตามนั้น
และก็ปฏิบัติไปในความเชื่อ และค่านิยมที่ฝังในใจ
.
.
ถ้าเรารู้อย่างนี้แล้ว ว่าจริงๆ ทั้งหมดนั้น มันก็มาจากใจ
และเราเองก็คิดขึ้นมาเองทั้งนั้น
.
.
งั้นก็แปลว่า ...หากเราลองเปลี่ยนความคิดดูใหม่
เชื่อ .. .. เชื่อว่าเราเองก็ทำได้ .. อย่างหมดใจ
หรือ เชื่อว่า ยังไงมันก็จะชนะ ..
.
.
โอกาสที่เราจะเข้าใกล้เส้นชัย ...
หรือเป้าหมายของเรานั้น ...
มันก็จะง่ายขึ้น อย่างคำพูดของเด็กน้อยคนนี้
.
.
ยังงัยยย.. หนูก็ชนะ...ชัวร์
.

แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 15/11/2014

แต่งงาน

โอ้โห ค่าใช้จ่ายสำหรับงานแต่งงานหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เล่นๆ เลย


ใครเตรียมตัวจะแต่งงานก็เตรียมตัวเตรียมใจ
และเตรียมเงินให้พร้อมไว้เลยน้าา (>’o’)>  <(‘o’<)

แหล่งที่มา     Facebook : KBank Live 

ความสำเร็จ...เบื้องหลังมันเต็มไปด้วย "ความพยายาม"

ผู้คนชอบคิดว่าความสำเร็จมันเป็นเรื่องง่าย
เพราะคนพวกนั้นโชคดี เขาจึงสำเร็จ
แต่หารู้ไม่ว่าเบื้องหลังมันเต็มไปด้วย "ความพยายาม"

ไมเคิล จอร์แดน ซ้อมหนักกว่านักบาสในทีม
U2 วงดนตรีระดับโลก ซ้อมดนตรีหนักหน่วงกว่าวงไร้ชื่อ

ทั้ง ๆ ที่เคล็ดลับความสำเร็จคือ "ไม่สูงต้องเขย่ง ไม่เก่งต้องขยัน"
แต่โลกนี้กลับตาลปัตร "ยิ่งสูงยิ่งเขย่ง ยิ่งเก่งยิ่งขยัน"
ส่วนคนเตี้ยต่ำและไม่เก่งกลับทำตัวขี้เกียจต่อไป
ช่องว่างระยะห่างระหว่างความสำเร็จ จึงถ่างออกไปเรื่อย ๆ

วันก่อนเพิ่งได้คุยกับคุณ มิ้น อุกฤษฎ์ MD ของบริษัท Minted Images
บริษัท Digital Agency ที่ให้คำปรึกษาและจัดการเรื่องการตลาดออนไลน์
ปัจจุบันเขามีลูกค้าเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์มากมายทั่วประเทศ
เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน Google เป็น Certified Partner
ถึงขั้นไปสอนพนักงาน Google อีกที

ทั้งที่ในอดีตเขาเป็นเพียง "ช่างภาพ" เท่านั้น
นั่งฟังเขาเล่าชีวิต

จากความสามารถในการถ่ายภาพ นำไปสู่การออกหนังสือ
สู่การทำจัดโฟโต้ทริป แล้วจับพลัดจับผลูไปสู่วงการออนไลน์
จนกระทั่งต้องตั้งบริษัทในที่สุด 

จากเริ่มทำเว็บ กลายเป็นการวางแผนการตลาดออนไลน์
ไป ๆ มา ๆ กลายเป็น Digital Agency ชื่อดังในทุกวันนี้
รายละเอียดอาจจำคลาดเคลื่อน แต่ที่จำได้ไม่ลืมคือ
ความพยายามและความตั้งใจของผู้ชายคนนี้
อะไรทำไม่เป็น เขาศึกษาเพิ่มเติมด้วยตัวเอง 

ดู youtube ไปกว้านซื้อหนังสือมาอ่านมากกว่าคนอื่นสิบเท่า
อะไรที่ลูกน้องบอกทำไม่ได้ มันยาก เขาทำให้ดู
ให้ลูกน้องไปเรียน Google เพิ่มเติม ลูกน้องบอกมันยาก
เขาไปเรียนและสอบผ่านให้ดู สุดท้ายลูกน้องก็เลยสอบผ่านเหมือนกัน

โอ้ว มันช่างเป็นเรื่องราวที่น่าประทับใจจริง ๆ
คิดว่าถ้า "ความสำเร็จ" เปรียบเป็นอาหารรสชาติเยี่ยมสักจาน
ส่วนประกอบหลักของมัน ไม่ใช่ "ความโชคดี" 
แต่เป็น "ความพยายามอย่างไม่ลดละ" ไม่ล้มเลิกง่าย ๆ

ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องฟลุก
เบื้องหลังมันมีอะไรในนั้นเสมอ
ไม่เชื่อลองเปิดดูผ้าคลุมของซูเปอร์แมนดูได้
แผลเพียบ  เพียงแต่คนไม่เห็น
พยายามต่อไปนะ
ความสำเร็จอยู่ห่างไปอีกไม่กี่ก้าวเท่านั้น

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความแตกต่างระหว่าง "เจ้านาย (Boss)" กับ "ผู้นำ (Leader)"

ในความจริง ผู้บริหารของคุณ เป็น เจ้านาย (BOSS) หรือ ผู้นำ (Leader)
และในความต้องการ คุณอยากได้แบบไหน
เราคงไม่ใช่คนเลือกว่าเป็นหรือไม่
แต่....สิ่งที่คุณอยู่ ณ ปัจจุบัน เป็นอย่างไร
คุณคือผู้ให้คำตอบ


แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

"คุณค่า" ของเรา

เพราะ iPhone เป็นมากกว่ามือถือ
ก็เลยมีแต่คนเฝ้ารอต่อแถวซื้อ
แม้มันจะราคาไม่ใช่น้อย

เพราะ Starbucks เป็นมากกว่ากาแฟ
ก็เลยมีคนนั่งดื่มกาแฟเต็มทุกสาขา
แม้จะราคาแก้วละเป็นร้อย

คิดว่าเราก้าวข้ามยุคผลิตภัณฑ์ที่แค่
 "มีประโยชน์ใช้สอย" มานานแล้ว

ใครที่ผลิตของได้แค่
 "มีประโยชน์" เฉย ๆ ก็จะต้องถูกมองผ่าน
เพราะมีคนผลิตได้เต็มไปหมด

แต่มันต้องมี "คุณค่า" อะไรบางอย่างที่จับต้องไม่ได้

ปัญหาไม่ใช่เราไม่มีมือถือจะใช้
แต่มือถือยี่ห้อไหนต่างหาก
ที่จะทำให้เรารู้สึกได้รับคุณค่าอะไรบางอย่าง

ปัญหาไม่ใช่เราไม่มีกาแฟจะดื่ม
แต่กาแฟร้านไหนต่างหาก
ที่เรารู้สึกว่าดื่มแล้วมันยกระดับชีวิต

สมการความสำเร็จของธุรกิจยุคนี้ จึงออกมาเป็น
"ประโยชน์ใช้สอย + คุณค่า = ความสำเร็จ"

และน่าเสียดายที่ธุรกิจหลายเจ้า ลืมคำว่า "คุณค่า"
เพราะเอาแต่คิดว่าถ้ามันใช้ได้ดี ประโยชน์เด่น ก็คงเห็นความสำเร็จ

ผิด! ยุคนี้ใคร ๆ ก็ผลิตของทันกันได้ ฟังก์ชั่นเหมือนกันเป๊ะ
แต่ที่เลียนแบบกันไม่ได้ คือ "คุณค่า" ต่างหาก
และจะบอกเลยว่า "คุณค่า" นั้นมีค่ามหาศาลจนยากจะประเมิน
ไม่ใช่แต่สินค้า   คิดว่าตัวเราเองก็ไม่ต่างกัน

ถ้าเราเป็นคนทำงานที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าประโยชน์ใช้สอย
คือ ทำงานได้แค่ตามหน้าที่ จบ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ให้ใครมาทำแทนเราก็ได้ แบบนั้น เค้าเรียกว่าเราขาด "คุณค่า"

แต่ถ้ามันต้องเป็นเราเท่านั้น เค้าไม่อยากจะเปลี่ยนไปหาใคร
ให้คนอื่นทำก็ได้ แต่ให้เราทำแล้วดีกว่า สบายใจกว่า ถูกใจกว่า
นั่นล่ะ "คุณค่า" ของเรา

เราต้องเป็น
มากกว่าพนักงาน

เราต้องเป็น
มากกว่าคนรับจ้างทำของ

เราต้องเป็น
มากกว่าคนขายสินค้า

อะไรคือสิ่งที่เราทำให้ผู้อื่น
มากกว่าแค่ประโยชน์ใช้สอยพื้นฐาน?

คำถามนี้ผมสำคัญ
ต้องตีให้แตก และต้องตอบให้โดน

ถ้าตอบได้ชัดเจน
ก็พบกันที่ความสำเร็จ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พร้อมทุกสิ่ง VS ขาดแคลน

ไม่มียุคไหนสมัยไหน
ที่เราจะเพียบพร้อมทุกสิ่งอย่างเท่ายุคนี้
แต่ก็น่าแปลกที่ไม่มียุคไหนสมัยไหนเหมือนกัน
ที่เราจะรู้สึก "ขาดแคลน" เท่ายุคนี้

โลกยุคนี้พยายามตะโกนบอกว่าเรายังขาดอะไรบ้าง

เฮ้! นายยัง
ไม่มีมือถือรุ่นใหม่เหมือนเพื่อน ๆ เลยว่ะ
เชย!

เฮ้! นายยัง
ไม่ได้ไปเที่ยวญี่ปุ่นเหมือนที่เค้าโพสต์กันใน FB เลย

เฮ้! นายยัง
ไม่ได้ขับรถรุ่นใหม่เลย
อายเค้ามั้ย?

เฮ้! นายยัง
ไม่มีอิสรภาพทางการเงินเลย
จะทำงานไปจนตายเหรอ?

ลองเดินห้างหรือเล่นโซเชี่ยลมีเดียสิ
เราจะรู้สึกเลยว่า "ทำไมฉันยังไม่มีไอ้นู่นนั่นนี่เต็มไปหมด?"
แล้วคนเราก็แปลกซะด้วยสิ
เราเก่งมากในเรื่อง "มองเห็นสิ่งที่เราไม่มี"

เคยเขียนไว้นานแล้วว่า
เปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น = เป็นทุกข์
เปรียบเทียบตัวเรากับตัวเราเอง = พัฒนาตัวเอง
และคิดว่ามันยังเป็นความจริงอยู่

เราไม่มีวันรวยที่สุดในโลกได้
เพราะก็จะมีคนที่รวยกว่าเราอีกอยู่ดี
แต่ชีวิตนี้เราดีที่สุดที่เราเป็นได้
ถ้าเรายังคงเปรียบเทียบตัวเราวันนี้กับตัวเราเมื่อวาน

เราดีมั้ย? เราเก่งขึ้นมั้ย? เราเรียนรู้ขึ้นมั้ย?
ผมคิดว่าสิ่งนี้เราควรถามกับตัวเองทุกวัน

บอกกับตัวเองทุกวันว่า
สิ่งที่มีอยู่นี้ดีมาก ๆ ทั้งสุขภาพ เงิน งาน ครอบครัว
ภูมิใจในสิ่งที่มีและเป็นอยู่ทุกวันนี้
แต่สิ่งที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นกว่านี้ก็กำลังเดินทางมาหา
และก็กำลังเดินทางไปหาสิ่งเหล่านั้น
คุณจะลองเอาวิธีนี้ไปใช้บ้างก็ได้นะ

รู้สึกขอบคุณในสิ่งที่มีอยู่
สิ่งนี้เท่านั้นที่จะดึงดูดสิ่งดี ๆ เข้ามาอีก
ไม่ใช่ความรู้สึกขาดแคลน
เพราะยิ่งรู้สึกขาดแคลน จะยิ่งผลักสิ่งที่เราต้องการออกไป

พอใจในสิ่งที่มี
ไม่ได้แปลว่าเราจะได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้อีกไม่ได้นะ
เลิกความรู้สึกขาดแคลนนั้นซะ
แล้วขอบคุณสิ่งที่มีอยู่

เรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี
เพราะถ้าคุณเข้าใจ
คุณจะเจอแต่เรื่องดี ๆ คนดี ๆ เข้ามา
จนคุณต้องประหลาดใจเหมือนที่เป็นทุกวันนี้

แหล่งที่มา    Facebook : Maibat ข้อคิดการเงิน

Google Logo : 13 พ.ย. 57 ยาน Philae ลงจอดบนพื้นผิวดาวหาง 67P





ระหว่างที่เรากำลังทำอะไรก็ไม่รู้ ...
เมื่อ 10 ปีมาแล้ว
นักวิทยาศาสตร์ยุโรปกลุ่มหนึ่ง
เริ่มโครงการส่งยานสำรวจอวกาศ
ชื่อ Rosetta ออกไปไล่จับดาวหาง 67P
ที่อยู่ห่างจากโลกหลายร้อยล้านกิโลเมตร

และวันนี้ยานลูกที่ชื่อ Philae
ได้ลงจอดบนพื้นผิวดาวหาง 67P เรียบร้อยแล้ว
และกำลังเริ่มภารกิจสำรวจ
เพื่อทำความเข้าใจองค์ประกอบของดาวหาง
และหวังลึก ๆ ว่าจะนำไปสู่ความเข้าใจ
กำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลกของเราได้มากขึ้นอีกนิด

ดาวหาง 67P โคจรรอบดวงอาทิตย์
ด้วยระยะห่าง 186 - 850 ล้านกิโลเมตร
(โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยระยะห่าง 147 - 152 ล้านกิโลเมตร)

โดยยาน Rosetta เริ่มเข้าวงโคจรของดาวหาง 67P
เมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ณ จุดนัดพบที่เลยวงโคจร
ของดาวอังคารออกไป ก่อนที่จะลงจอดได้สำเร็จในวันนี้

นึกว่ากำลังดูหนัง Interstellar ... แต่นี่คือเรื่องจริง

แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Investment Forum


อะไรเอ่ย ... เอาไปก็เสียดาย ....ไม่เอาไป ก็เสียดาย

มีชายหนุ่มสองคน
ตั้งใจที่จะเดินทางกลับบ้าน
แต่เกิดหลงทางอยู่กลางทะเลทราย //

เขาเดินผ่านกองก้อนหินสีดำกองใหญ่
เป็นหินสีดำสนิท และบนก้อนหินกองใหญ่นั้น
มีป้ายปักเอาไว้ว่า
.
เอาไปก็เสียดาย ...ไม่เอาไปก็เสียดาย
.
.
ทั้งสองคนก็ชั่งใจอยู่นาน
เหนื่อยก็แสนจะเหนื่อย
และก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร //

มันจะอันตรายหรือเปล่า
เพราะของในทำเลทรายส่วนใหญ่
ก็นำอันตรายมาให้ทั้งนั้น
.
.
แต่ด้วยความที่
ก้อนหินแต่ละก้อนมีขนาดใหญ่มาก
และมีน้ำหนักที่มากด้วยเช่นกัน ..

ชายคนแรกจึงตัดสินใจ
ที่จะไม่นำก้อนหินติดมือกลับไป
เพราะคิดว่ามันหนัก และเป็นภาระ //

ส่วนชายคนที่สอง
ก็ขอติดกลับไปซักก้อนหนึ่ง
เพราะคิดว่า เอามันไปซักนิดก็ยังดีวะ ลองดู ....
แม้ว่ามันจะหนักก็เอา
.
.
เมื่อชายทั้งสองเดินทางต่อไป
อีกนานหลายเดือน .....
แต่ในที่สุดแล้ว พวกเขาก็ได้พบกับทางออก
และสามารถเดินทางกลับสู่บ้านของพวกเขาได้โดยสวัสดิภาพ
.
.
และชายคนที่สอง
ก็ลองนำหินก้อนที่ว่านั้น
ไปให้ชายชราผู้หยั่งรู้ทุกสิ่งตรวจสอบ ...
เขาก็ได้บอกกับชายคนที่สองว่า ..
เจ้าลองเอาหินก้อนนี้ไปเจียรไนดูสิ
เพราะมันคือ
"ก้อนนิลที่มีมูลค่ามหาศาล ที่จะทำให้เจ้าร่ำรวยเลยทีเดียว"
.
.
ชายคนที่สอง
ได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง ...
แต่ก็พลันคิดในใจว่า
“เสียดายจริงๆ ...
เราน่าจะพยายามเอามันมาให้มากกว่านี้"
.
.
ส่วนชายคนแรก
เมื่อได้รับรู้เรื่องราวของหินดังกล่าว
พลันตีอกชกหัว โกรธตัวเองหัวฟัดหัวเหวี่ยง
ที่ทำไมถึงได้ไม่ยอมติดก้อนหินมันมาซักก้อน
ทั้งรู้สึกเสียดาย …และก็เสียใจอย่างมาก
.
.
เราทุกคนก็เคยได้พบกับเรื่องราวเช่นนี้
กับตัวเองมาแล้วไม่มากก็น้อย ..
เราต่างก็ได้เคยเจอกับก้อนหินสีดำ
ที่ว่ามาแล้วทุกคนทั้งนั้น //

บางคนอาจจะนึกออกแล้วว่า
เจ้าก้อนหินสีดำในชีวิตเราคืออะไร ..
แต่บางคนก็ยังคงไม่รู้ว่า
เราก็ยังเคยเจอมันอยู่
.
.
…เจ้าก้อนหินสีดำนั้น
มันก็คือ "เวลา" นั่นเอง
.
.
เวลา
มันจะมีค่าขึ้นมา
เมื่อเรารู้ว่า
เรากำลังใช้เวลาไปกับ
     สิ่งที่มีคุณค่า
     มีจุดหมาย
หรือจะว่าไป
"มันคือการใช้ไปกับการเดินทาง
เข้าสู่เป้าหมายที่ชัดเจนของเรา"

หรือ
การได้ใช้เวลากับครอบครัว
กับคนที่เรารัก
นั่นก็เป็นคุณค่ามากมายเช่นกัน
.
.
แต่ "เวลา"
มันก็จะไม่มีค่าเลย ..
ถ้าเรามองไม่เห็นค่าของมัน

และที่เรายังไม่เห็นคุณค่า
เพราะว่าเรายังไม่รู้ว่า
เราจะใช้เวลามันไปเพื่อทำอะไรนั่นเอง ..
(เหมือนที่บางคนชอบหาอะไรทำ
เพื่อ "ฆ่า"เวลา ..อยากจะขอมาใช้แทนจริงๆ)
.
.
.
ลองใช้เวลากับตัวเองซักนิด
เพื่อคิดทบทวน ... วางแผน ...
ว่าเราจะใช้เวลาที่มีเหลืออยู่ทั้งกองนี้
ไปกับการทำอะไร
ที่มันคือเป้าหมายของเรา ...
และที่มันจะทำเราจะมีความสุขระหว่างทางเดิน ..
ถึงแม้ว่าก้อนหินที่เราแบกไปมันจะทั้งหนัก
และทำให้เราเหนื่อย //

อีกทั้ง..ในบางครั้ง เรายังหลงทาง ...
ไม่รู้จะไปทางไหนดี //
เพียงแต่ในใจลึกๆ เรารู้เสมอว่า
เมื่อเราถึงปลายทาง
เจ้าก้อนหินที่ทำให้เรา
เหนื่อยแสนเหนื่อยนั้น …
มีคุณค่ามากมายมหาศาล
และคุ้มค่าที่เราจะลงทุน ...
ใช้เวลาและทุ่มเทไปกับมัน
.
.
แค่นั้นแหละ ...
เราก็จะไม่ต้องมานั่งบ่น
เสียดายทีหลังว่า
" รู้งี้ น่าจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้ "
.
.
ใช้ชีวิตบนเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้ ..
แม้จะยังเดินไปไม่ถึง...
แต่ได้สนุกและมีกำลังใจในทุกๆ วัน
มันก็มีค่ามากมายแล้วเช่นกัน
.
.
เพื่อนๆ ใช้เวลาหรือจัดสรรเวลา
ให้เป็นประโยชน์อย่างไรกันบ้าง
ลองแชร์ให้ท่านอื่นได้รับรู้กัน
เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ต่อไปได้
.
.
พบเรื่องราวดีๆ เพื่อเติมเต็มชีวิต
และแนวคิดการทำธุรกิจได้ที่นี่

แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 13/11/2014

โลกทั้งใบ อย่าแบกไว้คนเดียว

เคยเจอมั้ย...

คนที่คิดว่า
ภาระทุกอย่างเป็นของเรา
 “เพียงลำพัง”

เหตุการณ์วิกฤติอาจเคยเกิดขึ้น...
กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว
และเราเป็นคนที่ทำให้ทั้งทีมผ่านมันมาได้

บังเอิญว่า...
เวลาที่เราใช้มันยาวนาน...
นานจนเราลืม

ปัญหาใหม่เกิดขึ้นทุกวัน...
เราเสียสละเข้าไปแบกรับไว้ทุกอย่างทั้งหมด
เพราะคิดว่า มีแต่เราเท่านั้น...
ที่มีความสามารถจะเผชิญความกดดันขั้นสูงได้

เมื่อเวลาผ่านไป...
เราเริ่มอ่อนล้า
จากจิตใจที่อ่อนแอ...
จากเรี่ยวแรงที่ถดถอย...

ความสามารถในการแบกโลกเริ่มลดลง
ไม่มีใครขอบคุณสิ่งยิ่งใหญ่ (ในมุมมองของเรา)
ที่เราได้ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อมอบให้
เราบาดเจ็บลึกถึงจิตวิญญาณ...
หมดกำลังใจ

และอาจกำลังกลายเป็นไม้ตายซากที่รอวันผุพัง
หรือเผาทิ้ง.....
จะดีกว่ามั้ย...

ทุกครั้งที่เกิดปัญหาหรือได้รับมอบหมายภารกิจใด
เพียงลองมองรอบ ๆ ตัว และเริ่มต้นด้วยการเอ่ยปาก
“ขอความช่วยเหลือ”

เราอาจประหลาดใจที่พบว่า มีคนพร้อมมาร่วมด้วยช่วยกัน
ผลงานดีขึ้น ความสุขเพิ่มมากขึ้น

โลกทั้งใบ...อย่าแบกไว้คนเดียว..มันเหี่ยวนะ ^^

แหล่งที่มา    iPattrainer

…ถนนไปสู่ความฝันของเรา

เมื่อวานไปดูหนังเรื่อง Love, Rosie มา
หนังดีกว่าที่คิดไว้มาก เรียกว่าเกินคาด
เพราะหน้าหนังหลอกให้เราคิดว่ามันคือหนังวัยรุ่นวุ่นรัก
แต่มันมีอะไรมากกว่านั้น (ซึ่งเล่าไม่ได้)

อย่างไรก็ตาม มีอยู่ฉากนึงที่ประทับใจมาก

โรซี่นางเอกสาวชาวอังกฤษในวัย 18
ฐานะทางบ้านเป็นชนชั้นกลางทั่วไป
เธอขอพ่อแม่ว่าอยากไปเรียนต่อที่อเมริกา
อยากจะไปเรียนการโรงแรม เพื่อกลับมาเปิดโรงแรมเล็ก ๆ

แม่เธอไม่ให้ไป บอกว่าไกลขนาดนั้น จะดูแลตัวเองยังไง
ส่วนพ่อยังไม่ตอบ ได้แต่นิ่งไป

วันต่อมา เธอเดินไปส่งพ่อที่ทำงาน พ่อเธอทำงานโรงแรม
พอถึงโรงแรม พ่อบอกเธอว่า
"รู้มั้ยลูก แว่บแรกที่ได้ยินลูกพูดว่าจะไปเรียนอเมริกา
ประโยคแรกที่พ่อนึกถึงก็คือ 'มันดีเกินไปสำหรับคนอย่างเรา'
เป็นประโยคที่พ่อได้ยินตั้งแต่ย่าของหนูบอกกับพ่อตั้งแต่พ่อเด็ก ๆ"

แล้วพ่อก็พูดออกมาว่า
"ไปตามฝันของหนูเถอะลูก อย่าเป็นเหมือนพ่อเลย"
พูดจบหัวหน้างานของพ่อก็มาเรียกว่าสายแล้ว อย่ามัวคุย
พ่อของโรซี่ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับหน้าโรงแรม

ฉากนี้ทำน้ำตารื้นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

กี่คนแล้วนะ
ที่ทิ้งฝันไว้กลางทาง?

กี่คนแล้วนะ
ที่จำไม่ได้แล้วว่า
เคยอยากทำอะไรแบบที่ตรงกับหัวใจ?

กี่คนแล้วนะ
ที่ดับฝันตัวเองเพราะคิดว่า
"มันดีเกินไป"
คนอย่างเราคงไม่เหมาะ?

ไม่ใช่ใครเลยที่ดับฝันนั้น...
แต่คือตัวเราเองที่คิดว่าเราคงทำไม่ได้

บ่อยครั้งนักทำลายฝันที่น่ากลัวที่สุดคือตัวเราเอง
ลองหยิบฝันมาปัดฝุ่นลองลุ้นดูอีกครั้งมั้ย?
มันคู่ควรกับคนอย่างเรา
….
หลังจากโรซี่แยกย้ายกับพ่อ
เธอขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน
ถนนเส้นที่รถวิ่งผ่านกำลังปรับปรุงซ่อมแซม

ริมทางนั้นมีป้ายเขียนไว้ว่า
"ทางสายนี้กำลังปรับปรุง อาจล่าช้ากว่าปกติ"

ใช่  ถนนสายปรารถนาไม่ง่าย
อาจใช้เวลาล่าช้ากว่าที่คิด
แต่มันก็คุ้มค่าที่จะเดินไปบนทางสายนี้

…ถนนไปสู่ความฝันของเรา

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

เคมีของพลุ

ควันหลงจากวันลอยกระทง เราขอนำเสนอ
 "เคมีของพลุ"
ที่ทำให้ท้องฟ้าสว่างสวยงาม


แหล่งที่มา    Facebook : วิทย์สนุกรอบตัว 8 พฤศจิกายน 2557

วิทยาศาสตร์ของไข่

คุณค่าต่างๆ ของไข่?
ทำไมไข่ถึงแข็งเมื่อต้ม?
ไข่สุกหรือไข่ดิบอะไรมีประโยชน์กว่ากัน?
เปลือกไข่ป้องกันเนื้อไข่อย่างไร?
ตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วย วิทยาศาสตร์ของไข่


แหล่งที่มา     Facebook : วิทย์สนุกรอบตัว

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผลกระทบภาษีมรดก

--- ใครโดนบ้างไม่รู้ แต่ที่รู้ ฉันไม่โดน  ---

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings ClubCr. PostToday

เวลาของเรามีเท่ากัน แต่อยู่ที่เราจะใช้มันไปกับอะไร

คุณเคยเล่นเกมส์ไหม  ?
เกมส์เศรษฐี
คุกกี้รัน
แคนดี้ครัช
เฮยเดย์
ฯลฯ
หรือเกมส์ออนไลน์อะไรก็ได้
------
ยิ่งได้แต้มเยอะ
ยิ่งเจอด่านใหม่
แหม่... ชีวิต (ในเกมส์)
มันช่างท้าทายซะนี่กระไร

แต่ชีวิตจริงไม่ใช่เกมส์
เราเลยไม่สนุกกับความท้าทายสักเท่าไร

หรือเป็นเพราะว่า...
เราชินชากับความสบาย
... ก็ไม่รู้เหมือนกัน
------
ทุกครั้งที่เกมส์จบ
เรากดปุ่มเริ่มต้นใหม่ได้ทันที

แต่ทุกครั้งที่กดปุ่มเริ่มเกมส์ใหม่
เวลาในชีวิตจริงก็เสียไปเช่นเดียวกัน

เพราะเวลาของเรามีเท่ากัน
แต่อยู่ที่เราจะใช้มันไปกับอะไร

ใช้เวลาสร้างความร่ำรวยในเกมส์
หรือใช้เวลาสร้างความร่ำรวยในโลกจริง
เรา เป็น คน เลือก เอง

แหล่งที่มา    Facebook :  TaxBugnoms

( โคตร ) เสียเวลา

"ความอดทน" ในการเสียเวลาบนท้องถนน
ของคนกรุงเทพที่ไม่เหมื่อนชาติในในโลก
....................
ช่วงสมัยทำงานที่ญี่ปุ่น  ใช้เวลาในการเดินทาง
ไปกลับระหว่างบ้านเเละทีทำงานประมาณ 1 ชั่วโมง

ในขณะที่กลับมาทำงานในกรุงเทพ
ใช้เวลาไปกลับประมาณ 3-4 ชั่วโมง
...................
เวลาญี่ปุ่นเเละกรุงเทพต่างกัน "สองชั่วโมง"
ใช่    นอกจาก Time Zone เเล้ว ตอนอยู่ญี่ปุ่น
มีเวลาเพิ่มขึ้น วันละสองชั่วโมง หรือ ประมาณ อาทิตย์ละ 10 ชั่วโมง

อาทิตย์ละ10 ขั่วโมง ทำอะไรได้บ้าง ?
1. อ่านหนังสือ 2-3 เล่ม
2. ลงเรียนคอร์สสัมมนาเพิ่มความรู้ได้ สองคอร์ส
3. ดูหนังได้ 2-3 เรื่อง
4. พักผ่อนกับครอบครัวได้หนึ่งวัน
5. หรือเเม้เเต่การนอนเต็มๆ หนึ่งคืน !!
มาคิดนะ ญี่ปุ่นหรือต่างชาติเก่งกว่าคนไทย สมองดีกว่าคนไทยจริงเหรอ ?!
หรือเเค่มีสภาพเเวดล้อมที่สามารถ "ใช้เวลาได้มีประสิทธิภาพ" กว่าเรา
..................
เอาไงดี  ระหว่าง
1. ทนรับสภาพต่อไป เพราะประเทศไทยเป็นเเบบนี้ ช่วยไม่ได้
เพราะรัฐบาลมันห่วย เพื่อนบ้านมันเเย่ๆ คนข้างๆเรามันน่าเบื่อ
บ่นๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ %@#^&(@)#

2. ทำยังไงก็ได้ ให้ตัวเองหลุดจากสภาพเเบบนี้

ภาวะที่เผา "เวลา" สิ่งที่มีค่าที่สุดในชึวิตของคนเราที่เกิดมาทุกคน
นาฬิกาทรายของชีวิต มันไหลอยู่เรื่อยๆ นะ
เขียนเเผนที่การใช้เวลาของเราใหม่กันด่วนๆ !

แหล่งที่มา    Facebook :   Japan NEED

มีทัศนคติที่ดี...ทุกอย่างจะตามมา

คนเรียนดี และชีวิตต่อมาสำเร็จสูงด้วยก็มี ....
คนเรียนแย่และต่อมาชีวิตสำเร็จสูงก็มี ...

และแน่นอนว่า
คนที่เรียนดีแต่ชีวิตกลับล้มเหลว มันก็มี ...

และที่สำคัญ
คนที่เรียนก็แย่ และชีวิตก็ตกอับซะด้วย มันก็มี

จึงคิดว่า
ผลการเรียน กับ ความสำเร็จในภายหลัง
มันมีความสัมพันธ์กันส่วนหนึ่งเท่านั้น
ไม่สามารถเหมารวมว่า
เป็นเหตุเป็นผลกัน 100% ได้

เพราะคนที่จะสำเร็จได้
ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ความรู้อย่างเดียว
(แต่ก็ต้องมีความรู้นะ ไม่งั้นทำไปมั่ว ๆ คงเจ๊งแต่แรก)

แต่อยู่ที่ความพยายาม
อยู่ที่การมีเพื่อนฝูงเกื้อหนุน
อยู่ที่การมีโชคในเวลาที่เราพร้อม

และที่สำคัญสุดคือ
อยู่ที่ "การมีทัศนคติดี"
ซึ่งจะช่วยนำทางชีวิต

ให้คิด/ลงมือทำ/พัฒนาต่อยอด
ไปได้อย่างต่อเนื่อง

ถ้ามีทัศนคติที่ดี ทุกอย่างจะตามมา
เราจะอยากหาความรู้ เราจะตั้งใจทำ

เราจะขวนขวายหาวิธีการ
เราจะต่อยอดไปเรื่อย ๆ ...

แต่ถ้าไม่มีทัศนคติที่ดีแต่แรก ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Investment Forum

Business Model Vs Business Plan

Business Model ต่างจาก Business Plan ยังไง

Business Model 
คือการออกแบบบ้านว่า
จะปลูกตรงที่ตรงไหน หันไปทิศใด
บ้านจะมีกี่ชั้น แบ่งเป็นกี่ห้อง
จะหาใครออกแบบหรือก่อสร้างให้
บ้านของคุณจะหน้าตาเป็นอย่างไร

พูดง่ายๆ คือ
เป็นการทำงานเชิงความคิดและจินตนาการ
ยังไม่มีส่วนตัวเลขมาเกี่ยวข้อง

Business Plan 
คือการเอาแบบบ้านมาวางแผนสร้างจริง
ว่าจะใช้เวลาสร้างนานแค่ไหน
วางแผนเป็นช่วงๆ ว่าจะสร้างส่วนไหนก่อน
ใช้ช่างกี่คน ค่าแรงวันละเท่าไหร่
เราต้องซื้อวัสดุก่อสร้างมากขนาดไหน
ให้พอดีจนกว่าบ้านจะเสร็จ
ระหว่างสร้าง ทำยังไงให้หาเงินมาเป็นค่าแรง ค่าก่อสร้างให้เพียงพอ
รวมถึงการเตรียมเงินด้วยว่าต้องใช้กี่บาท

เป็นงานที่เป็นตัวเลขล้วนๆ
คุณไม่มีทางสร้างบ้านได้ดี ถ้าแบบบ้านคุณไม่ถูกต้อง
แต่คนส่วนมากมาถึงก็วางแผนสร้างบ้านเลย
โดยอาศัยแบบบ้านของคนอื่นมาเป็นต้นแบบ
ซึ่งนั่นเท่ากับการพังบ้านตัวเองตั้งแต่เริ่มสร้าง

แนะนำให้ออกแบบให้เสร็จก่อนค่อยสร้างดีกว่า
ช้าาไปเดือนนึง แต่ได้บ้านที่อยู่สบายไปหลายปี ยังไงก็คุ้ม

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

ชีวิตคือการเดินทาง..Happiness is a journey, not a destination.

ในชีวิตของพวกเราทุกคน
ตั้งแต่เล็กจนโต
ต่างออกเดินทางเพื่อไปให้ถึง
จุดหมายของตัวเอง

เมื่อตอนเป็นเด็ก
อยากเรียนหนังสือเก่งๆ หรือ
ขอแค่ผ่่านก็พอใจแล้ว

โตขึ้นมาอีกหน่อย
ต้องเอ็นทรานซ์ให้ติด หรือ
ขอให้จบใน 4 ปี

เรียนจบทำงาน
ก็มีความมุ่งหวังจะได้งานที่ดี รายได้สูง มีความก้าวหน้า หรือ
บางคนใฝ่ฝัน จะมีธุรกิจส่วนตัว เป็นเจ้าของกิจการที่ประสบความสำเร็จก็ตามแต่

ไม่ว่าฝันแบบไหน มีเป้าหมายอย่างไร
จงมองให้สูงเข้าไว้ และพยายามเดินเข้าไปหามัน

การตั้งเป้าหมายที่สูง
จะทำให้เรามีความมุ่งมั่น
มีความพยายามที่จะฟ่าฟันต่ออุปสรรคต่างๆ
ถึงแม้ว่าอาจจะไปไม่ไม่ถึง หรือพลาดตกลงมา
ก็ยังพอมีที่ยึดเกาะมากมาย

แต่ถ้าเป้าหมายไม่สูงพอ
เมื่อพลาดตกลงมา
อาจหมายถึงตกลงสู่พื้นได้ทันที

อย่างไรก็ตามการ
ตามล่าความฝันนั้น
เราโฟกัสที่เป้าหมายก็จริง
แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับ
"ความสุขระหว่างการเดินทาง"

เป้าหมายจะสำเร็จได้โดยง่าย
ถ้านักเดินทางมีความสุข
รักในสิ่งที่ทำ
ทำมันด้วยความเข้าใจและเต็มใจ

ดังนั้น
จงใช้ชีวิตขณะเดินทาง
ให้มีความสุขเข้าไว้
เรียนรู้และแบ่งปันสิ่งต่างๆ
และมุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมาย

Happiness is a journey, not a destination.

แหล่งที่มา     Facebook : Hybrid Investor


มือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ?

วันก่อนซื้อเทปกาวมา ที่ร้านมีขายหลายยี่ห้อ
มีทั้งยี่ห้อดัง มีโฆษณาให้เห็นบ่อยๆ ราคาสูง
กับยี่ห้อโนเนมราคาถูกกว่า

ปกติมักจะซื้ออันที่ราคาสูงกว่า แต่คราวนี้ไม่รู้นึกยังไง
ลองให้โอกาสเจ้าใหม่หน่อยละกัน
เห็นเขาเขียนว่าเทปกาวอย่างหนา เหนียวทนทาน

พอเอากลับมาใช้
  ! อย่างที่คุณคิดไว้นั่นแหละ
คุณภาพห่วยมาก ฉีกแล้วขาดง่าย เพราะเนื้อเทปบางมาก ๆ
เสียใจที่คิดผิด ไม่น่าให้โอกาสเล้ย

เรื่องนี้ทำให้นึกย้อนไปถึงวันก่อนนู้น
แวะซื้อกาแฟร้านนึง
ปกติไม่เคยซื้อร้านนี้ แต่พอดีมีโปรโมชั่นลด 50% เลยลองหน่อย
กาแฟหนึ่งแก้ว ราคาปกติเทียบเท่าเจ้าใหญ่อย่างกาแฟวงกลมสีเขียว
แต่รสชาตินั้นราวฟ้ากับเหว ไม่ได้ครึ่งเลย
(ยังไม่นับความมืออาชีพของพนักงาน)

พอมาวันนี้เห็นข่าวเรื่อง สนพ.เล็ก ๆ สำนักนึง
พิมพ์หนังสือสอนภาษาอังกฤษแบบไม่ได้คุณภาพออกมาขาย
ทั้งพิมพ์ผิด ทั้งไวยากรณ์ผิด จนกลายเป็นประเด็นร้อนว่อนเน็ต

พูดถึงสามเรื่องนี้ทำไม?
ก็เพราะผมคิดว่ามันมีจุดเกี่ยวเนื่องกันน่ะสิ

เทปกาวยี่ห้อโนเนม
กาแฟร้านที่เกือบดัง และ
 สนพ. เล็ก ๆ

คุณเห็นเหมือนที่เห็นมั้ย  ว่าเหล่านี้คือ "คนตัวเล็ก"
คนตัวเล็กที่อาจหาญเข้ามาต่อกรกับยักษ์ใหญ่
แต่ "คุณภาพ" กลับสู้เจ้าใหญ่ไม่ได้

บ้างใช้การตัดราคา บ้างใช้โปรโมชั่น (บ้างไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ)
แต่กลับไม่สนใจเรื่องคุณภาพ เน้นตีหัวเข้าบ้าน

คิดว่าวิธีเดียวที่คนตัวเล็กอย่างเราจะชนะยักษ์ใหญ่ได้ก็คือ 
"คุณภาพ"
และหลายครั้งคุณภาพไม่เกี่ยวกับเรื่องต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

เทปกาวเจ้านั้น อันที่จริงแล้วต้นทุนต่ำกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าโฆษณา
แต่เขากลับเลือกกลยุทธ์ตัดราคา ขายของห่วย แต่หลอกว่าดี
แบบนี้สินค้าก็อยู่ได้ไม่นาน ถึงอยู่ได้ก็เติบโตยาก

กาแฟเจ้านั้น ถ้าคิดจะขายระดับราคาเดียวกันกับเจ้าใหญ่ในตลาด
คุณภาพของกาแฟและพนักงานยิ่งต้องดีกว่ามาก ๆ เพราะแบรนด์ดังไม่เท่า

สนพ. สำนักนั้นเป็น สนพ.เล็ก ๆ ไม่มีคนรู้จักเท่าไหร่
ยิ่งต้องขายคุณภาพของการทำหนังสือ เพื่อเอาชนะใจคนอ่านให้ได้

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เลย
"คุณภาพ" เท่านั้นที่จะทำให้คนตัวเล็กถูกมองเห็นและบอกต่อ
และมันไม่ใช่เรื่องของ "ราคา" แน่นอน

ถ้าเป็นมือสมัครเล่นแล้วยังทำตัวเป็นมือสมัครเล่น
ก็จะยังเป็นมือสมัครเล่นอยู่อย่างนั้น
นี่คือเรื่องจริง

คุณล่ะ  มือสมัครเล่นหรือมืออาชีพ?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อยากรวยต้องเชื่อว่าจะรวย!!

เศรษฐีทุกคนล้วนแต่เคยเชื่อมาก่อนว่า
พวกเขาจะต้องรวย และเป็นความเชื่ออย่างสุดหัวใจ

เชื่ออย่างมุ่งมั่น
ทุ่มเทไม่ลังเลเป๋ไปทางไหน

เชื่อว่าความรวย
เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ทำได้

เชื่อว่าความรวย
อยู่ใกล้นิดเดียวที่จะคว้าเอาไว้ในกำมือ

บางคนไม่มีต้นทุนทางสังคม
แบบที่คนอื่นคิดว่าพวกเขามี

ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ร่ำรวย
นามสกุลดัง
มรดกพกห่อ

พวกเขามีเพียงสิ่งที่สำคัญและมีค่าที่สุดนั่นคือ
มุมมองต่อชีวิตและทัศนคติต่อโลก

พวกเขาล้วนเชื่อว่า
ทุกอย่างในชีวิตสร้างขึ้นได้
ถ้าเราค้นพบว่าตัวเราเป็นใครและ
ต้องการทำอะไรกับชีวิต

ถ้าลูกชอบคอมพิวเตอร์
ตามประสาเด็กยุคไฮสปีด
เวลาเขาใช้โปรแกรมไมโครซอฟท์
คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถใช้โอกาสนี้
เล่าเรื่องของ บิล เกตน์ มหาเศรษฐี
ติดอันดันโลกให้พวกเขาฟังก็ได้

เพราะเป็นเรื่องที่ตรงกับ
ความสนใจของเขาพอดี
บอกให้เขารู้ว่า บิล เกตส์
ก็เริ่มฉายแววเศรษฐีมาจาก
สิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ และ
สะสมประสบการณ์จากการ
รับจ้างเขียนโปรแกรมขายเพื่อนนักเรียนสมัยเด็กๆ

-------------------------
ส่วน สตีฟ จ๊อบ
ผู้ก่อตั้ง Apple และ ผู้สร้าง Macintosh

ก็เป็นเด็กกำพร้าที่ไม่มีเงินเรียนมหาวิทยาลัย
ถึงขั้นที่ครั้งหนึ่งเขาต้องเดินไกลๆ
วันละหลายกิโลเมตร เพื่อไปกินอาหาร
ที่ทำแจกคนจนในโบสถ์

จนเมื่ออายุ 20 ปี
สตีฟกับเพื่อนได้เริ่มก่อตั้ง Apple
ที่โรงรถของพ่อ

และเพียง 10 ปี ให้หลัง
Apple ก็เติบโตจากคนเพียง 2 คน
กลายเป็นบริษัทใหญ่โต
ที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ และ
พนักงานมากกว่า 4,000 คน

แม้ตอนหลังสตีฟจะแตกหักกับ
ทีมบริหารใน Apple จนเขาคิด
จะออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต

แล้วเขาก็พบว่า
ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลง
ความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด
แถมยังเป็นช่วงชีวิตที่เขาหันกลับมาสร้างสรรค์งาน
ได้ดีที่สุด เพราะปลอดจากภาระการบริหารงาน
เหมือนที่ผ่านๆ มา

เขาใช้เวลา 5 ปี
เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar
สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์
เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ
Toy Story เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูน
ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
และมีการ์ตูนเป็นหนังในดวงใจ
ของทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายเรื่อง
ที่คุณและลูกเคยชมกันมาแล้ว

เช่น Monsters,
INC, Finding Nemo,
The Incredibles,
Wall-E
เป็นต้น

สตีฟบอกว่า
“ความล้มเหลวเป็นยาขม
แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนไข้
เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ
จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก
วิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถ
ทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ
คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ
และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ
อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และ
คุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบ
สิ่งที่คุณรักแล้ว”

แหล่งที่มา    Facebook : SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ที่มา : บทคัดย่อมาจากหนังสือ "ทำอย่างไร? โตขึ้นหนูจะรวย" โดย แม่ขวัญข้าว

ทำสิ่งที่ต้องทำ ในเวลาที่ต้องทำ แม้ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม

ช่วงนี้เพิ่งมีโอกาสได้ดูหนังซีรี่ส์เก่าค้างปี
เป็นซีรี่ส์ตั้งแต่สมัยเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว
ตอนนั้นอยากดูมาก เห็นใครต่อใครพูดกันว่าสนุก
แต่ช่วงนั้นไม่ว่าง เพราะกำลังสร้างชีวิต
ก็เลยต้องอดใจไว้

วันนี้สร้างชีวิตเสร็จไปแล้วหลายส่วน
ฐานรากชีวิตมั่นคงขึ้นเยอะ
พอได้มานั่งดูซีรี่ส์ก็รู้สึกโล่งใจ
เพราะทำสิ่งที่ต้องทำเสร็จไปแล้วหลายเปลาะ
จึงแบ่งเวลามาทำสิ่งที่อยากทำ

อาจจะช้าล้าหลังเรื่องซี่รี่ส์
แต่หนังชีวิตเรื่องนี้ เขียนไปได้เยอะแล้วล่ะ
และค่อนข้างชอบทีเดียว
ยังแอบห่วงว่าใครต่อใครที่ทันสมัยในเรื่องซีรี่ส์
ไม่รู้ป่านนี้ชีวิตเขาจะเป็นไงบ้าง?

มองย้อนกลับไป
คิดว่าชีวิตคนเราต้องใช้ความอดทนกับความอดใจไม่น้อย
สิ่งยั่วยวนจะชวนให้เราทำแต่เรื่องสบาย
แต่ไม่ได้บอกสักคำว่ามันใช่เวลาที่เราจะมานั่งสบายหรือเปล่า
อุปสรรคจะท้าทายความอดทนของเรา
ว่าจะกัดผันฝืนยืนหยัดไปได้นานเท่าไหร่

"ทำสิ่งที่ต้องทำ ในเวลาที่ต้องทำ
แม้ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม"

นี่คือเคล็ดลับความสำเร็จที่ทำไม่ง่าย แต่ต้องทำ
ใช่ ! ต้องทำ ไม่ใช่ควรทำ ไม่ใช่อยากทำ

"ไม่ว่าง กำลังสร้างชีวิต"
คือคำขวัญท้ายรถบรรทุกความฝัน
และคนขับจะเป็นใครไปไม่ได้...นอกจากคุณ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หลักสูตรการเรียนการสอน...วาระระดับชาติ

อาทิตย์หน้าจะไปเข้าร่วมประชุมงานนึง
ที่เกี่ยวการการร่างหลักสูตรการเรียนการสอน
เพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย
ในฐานะคนที่เคยทำงานในวงการศึกษาของญี่ปุ่น (JASSO)

ส่วนตัวเองมี "สองประเด็น" ที่มองว่าต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
โดยเอาประสบการณ์วัยเด็กส่วนตัวเป็นหลักเลย

1. หลักสูตรแข่งกันจำ

เด็กเรียนดี ในระบบการศึกษาไทย คือ
เด็กที่มีความจำเป็นเลิศเท่านั้น
คนไหนท่องเก่ง คนนั่นเอาเกรดสี่ไป

แต่เราไม่มีการประเมินให้เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์เลย
เด็กคนไหนตอบไม่ตรงตำรา ตอบไม่เข้าหูคุณครูผู้สอน
เด็กคนนั้นคือตัวถ่วงของห้องทันที

2. เรียนแบบไม่มีเป้าหมาย

สมัยเรียนชอบวิชาภาษาอังกฤษกับคณิตศาสตร์มากๆ
แต่ภาษาไทยกับสังคม เป็นอะไรที่ขี้เกียจเรียนสุดๆ
เพราะไม่รู้ว่าจะท่องไปทำไม และนี่คือคำถามตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว

ถ้าในวันนั้นรู้ว่า
การท่อง sin cos tan และการหามุม ในวิชาเลข
จะช่วยต่อยอดความรู้ด้านการออกแบบ

ถ้าในวันนั้นรู้ว่า
วิชาภาษาไทย
จะช่วยให้มีงานเขียนที่ลื่นไหล

ถ้าในวันนั้นรู้ว่า
วิชาประวัติศาสตร์
จะช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมคนได้มากขึ้น

ถ้าในวันนั้นรู้ว่า
วิชาการเขียนโปรแกรม
จะช่วยการเทรดหุ้น

……คงจะตั้งใจเรียนกว่านี้

แล้วคิดดูว่า
วันนี้ยังมีเด็กที่คงยังหลงทางอีกเท่าไหร่
เรื่องนี้เป็นวาระระดับชาติเลย !

แหล่งที่มา    Facebook : Japan NEED

ปั้นดินน้ำมัน

เด็ก ๆ ที่บ้านชอบปั้นแป้ง หรือดินน้ำมันเล่นกันไหม
เรามีไอเดียการปั้นดินน้ำมันแบบง่ายๆ มาฝาก
ให้เด็กๆได้ฝึกทักษะการคิด และยังเป็นการพัฒนา
กล้ามเนื้อมือและตาด้วย



แหล่งที่มา    Facebook : Scott Tissue Thailand Cr.zapiskizanudy.ucoz.lv

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ออกแบบชีวิต ก่อนออกแบบรายได้

วันก่อนมีโอกาสได้นั่งคุยกับ "ต๊อบ เถ้าแก่น้อย"
ต๊อบในวันนี้กำลังจะอายุ 30 ปี แต่งงาน มีลูกอายุ 9 เดือนแล้ว
ถือว่าไม่เด็ก แต่ก็ยังไม่ใช่รุ่นใหญ่

สิ่งที่ชื่นชมเวลาพบเจอคนสำเร็จแบบต๊อบก็คือ
เขามองไปข้างหน้าและอยากรู้สิ่งใหม่ ๆ ตลอดเวลา
และสำหรับต๊อบในวันนี้ "ลูก" คือสิ่งใหม่ที่เขากำลังเรียนรู้

ต๊อบเล่าว่าเมื่อก่อนเขาประชุมงานยาวยันค่ำดึก ถึงไหนถึงกัน
แต่วันนี้เขาต้องทำทุกอย่างให้สั้นกระชับที่สุด
มีประเด็นอะไรต้องประชุมว่ามาเลย เอาให้จบ

ทั้งหมดเพื่อที่เขาจะได้กลับไปเจอกับลูกที่รออยู่ที่บ้าน

"ผมไม่เคยคิดว่าจะหลงรักลูกได้ขนาดนี้"
ต๊อบบอกกับแบบนั้น

พอต๊อบพูดแบบนี้ มันทำให้นึกถึงหนังสือของพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์
"คือลมหายใจ ไม่ใช่อากาศ"

เล่มนี้พี่ตุ้มคมคายที่สุดในหลายเล่มที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
ในหนังสือเล่มนี้ เล่าถึงคนหลายคน
ที่ "ปรับงาน" ให้เข้ากับ "ชีวิตที่ตัวเองอยากได้"

พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เลือกงานที่ทำให้เขามีเวลาไปรับ-ส่งลูก
ไปเที่ยวยาว ๆ กับลูกตอนปิดเทอมได้

พี่แฮม ปารเมศร์ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการโฆษณา
ออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง
เพียงเพราะคืนนึงเขาต้องทิ้งลูกสาววัย 7 ขวบให้เข้านอนลำพัง

หรือตัวพี่ตุ้มเองที่ก็เพิ่งลาออกจากงานประจำที่ทำมาหลายสิบปี
เพียงเพื่อมามีเวลาอยู่กับคนที่รักมากขึ้น
เพียงเพื่อมีเวลาของตัวเองมากขึ้น

พออ่านหนังสือเล่มนี้จบ มันทำใหนึกถึงตัวเอง
ถึงจะเขียนหนังสือที่ชื่อ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า"
แต่ถ้าใครได้อ่านเนื้อหาข้างใน โดยไม่ด่วนสรุปจากชื่อ
เขาก็น่าจะรู้ว่า  ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเงิน

แต่สิ่งที่เราได้มาคือการออกแบบ "เวลา" ได้ตามที่เราต้องการ
"เวลา" คือ โจทย์บรรทัดแรกที่เลือก
จากที่เมื่อก่อนเอางานไว้ก่อน แล้วค่อยปรับไลฟ์สไตล์ตาม
แต่วันนี้เอาไลฟ์สไตล์เป็นที่ตั้ง แล้วหางานที่จะเข้ากับไลฟ์สไตล์

ไม่อยากตื่นเช้า ไม่อยากทนรถติด
อยากอยู่บ้านเงียบ ๆ มีเวลากินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
แล้วก็ออกค้นหาว่างานอะไรที่จะให้รูปแบบชีวิตนี้
และก็เจอ

คุณจะเชื่อมั้ยว่าทุกวันนี้เป้าหมายนึงที่ตั้งไว้
และหมั่นคอยตรวจเช็คทุกวันว่าทำได้มากน้อยแค่ไหนก็คือ
"เล่านิทานให้ลูกฟัง"

!  จดบันทึกเลยว่าหนึ่งเดือน  เล่านิทานให้ลูกฟังได้กี่คืน
มันไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเลย
แต่ทางใจนั้น...มหาศาล
……
วันนั้นต๊อบบอกกับว่า
ที่ผมนัดพี่วันนี้ ผมต้องเอาทุกนัดมารวมกันเลยนะ

จะได้ออกจากบ้านทีเดียว ไม่งั้นจะต้องอดเจอลูกหลายวัน
โอ้ว..เรื่องนี้ใครไม่มีลูก นึกไม่ออก ว่ามันจริงแสนจริง
การกลับมาบ้านแล้วพบว่าลูกนอนแล้ว

วันนั้นจะถือว่าพลาดอย่างแรง เพราะได้แต่ยืนมองลูกหลับตาพริ้ม
อยากจะเล่นด้วยก็ไม่ได้
"เงินทอง" ไม่ตายก็หาใหม่ได้
"เวลาดี ๆ" ถ้าผ่านไปแล้ว จะไปหาจากไหน
เอา "เวลา" ไปแลกกับ "เงิน" อยู่ร่ำไป
ไม่น่าจะใช่คำตอบ

เงินทอง ดูในบัญชียังพอรู้เหลือเท่าไหร่
เวลาที่เหลือนี่สิ จะไปหาดูจากที่ไหน?
ออกแบบชีวิต ก่อนออกแบบรายได้
หวงแหนเวลา มากกว่าหวงแหนเงินทอง

งานไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
เวลาดี ๆ อาจไม่อยู่กับเรานาน
จะบอกกับลูกแบบนี้ ตอนที่เธอโตขึ้น
คิดว่าอย่างนั้นนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อยากเป็นเศรษฐีต้องมีวินัยทางการเงิน

ไม่มีคนรวยที่ไหนใช้เงินแบบไร้จุดหมาย
พวกเขาล้วนรวยได้เพราะความมีวินัยทางการเงิน
อย่างมั่นคงหนักแน่นในทุกสถานการณ์
คิดหน้าคิดหลังอย่างถ้วนถี่ก่อนตัดสินใจ
จ่ายเงินทุกบาท ว่าต้องได้ประโยชน์คุ้มค่า
กับการลงทุนจริงๆ โดยเฉพาะช่วงเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว

สมการทางการเงินของ “คนรวย”

รายได้ – เงินออม (หรือเงินลงทุน) = เงินใช้จ่าย

ในขณะที่สมการทางการเงินของ “คนอยากรวย”
รายได้ – เงินใช้จ่าย = เงินออม

มีคำไทยๆ สอนลูกสอนหลานไว้ว่า

“จงทำมาหากินอย่างเศรษฐี แต่อย่ากินอยู่อย่างเศรษฐี” 

เพราะเศรษฐีทำงานหนัก ขยัน ประหยัด แต่กินอยู่แบบธรรมดา
รู้จักกินอยู่ให้ต่ำกว่าฐานะเสมอ มีหลายคนที่ทำงานหาเงิน
ได้มากมาย ตำแหน่งหน้าที่การงานรายได้ไม่ใช่น้อย
แต่ไม่เคยมีเงินเก็บออมเป็นกอบเป็นกำสักที
เพราะใช้จ่ายมือเติบ ซื้อความสุขความสบายล่วงหน้า

จนถูกค่อนแคะว่ารสนิยมสูงกว่าเงินเดือนและ
พอหันไปมองเพื่อนที่มีรายได้น้อยกว่า
กลับพบว่าเขาใช้ชีวิตสบายๆ เพราะ
หาได้เท่าไรก็ยิ่งใช้จ่ายน้อยกว่าที่หามา

คนอยากรวยจึงจ่ายให้ตัวเองก่อนจ่ายให้คนอื่น
คำว่า “จ่ายให้ตัวเอง” ในที่นี้
หมายถึงการเก็บเงินไว้เพื่ออนาคต วางแผนลงทุน
สร้างหนทางให้ตัวเอง รายได้มาเมื่อไรกันเงินไว้ทันที
เพื่อ “จ่ายให้ตัวเอง” แทนที่จะซื้อของจับจ่ายใช้สอย
ซึ่งเป็นการ “จ่ายให้คนอื่น”

แหล่งที่มา    Facebook : SET ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย