วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

รักและเชื่อในสิ่งที่ทำจริงๆ

เครื่องดนตรีชิ้นแรกคือ เมโลเดี้ยน "ง่อยๆ"
ที่พ่อเก็บมาได้ ท่อเป่าก็ไม่มี
พ่อเลยไปซื้อสายยางใสๆ มาให้
เอาเสียบแล้วเป่าได้ทั้งวัน
ตอนนั้นอยู่ ป.4

พอมา ม.2 แม่ไม่อยากให้อ่านการ์ตูน
เลยซื้อคีย์บอร์ดคาสิโอให้
แต่ไม่ได้ให้ไปเรียน  ก็เลยหัดเล่นมันมั่วๆ ได้ทั้งวัน
ไม่รู้จักโดเรมีฟาซอล ได้แต่เอากระดาษกาวแปะตัวเลข 1,2,3,4,5 ไว้

พอ ม.3  ยืมกีตาร์ราคา 500 บาทของคนงานที่บ้านมาเล่น
ตั้งสายก็ไม่เป็น สายเพี้ยนทีนึงก็ต้องวิ่งไปให้พี่ข้างบ้านตั้งสายให้

พอ ม.4  ต่อรองกับแม่ ว่าถ้าสอบได้เกิน 3.9 ต้องซื้อกีตาร์ให้
ได้ 3.94 กีตาร์ยามาฮ่าราคา 1,500 บาทเลยเป็น
เหมือนเดิม  ไม่เคยเรียนดนตรี หัดเองทุกอย่าง
คอร์ด F จับยากมาก และปลายนิ้วก็พองแล้วพองอีก เจ็บมาก
แต่ก็เล่นกีตาร์ทุกวัน เรียกว่ากลับถึงบ้านปุ๊บ คว้ากีตาร์เล่นปั๊บ
พอเข้ามหาลัย  เข้ากรุงเทพครั้งแรก
ตกใจที่เจอคนเล่นเก่งๆ
และสารภาพว่าเพิ่งเคยได้ยินเสียงกีตาร์ไฟฟ้า
หน้าด้านไปเข้าชมรมดนตรีของหอพักจุฬา
ทั้งที่เล่นดนตรีงูๆ ปลาๆ อ่านโน้ตไม่เป็น กีตาร์ไฟฟ้าก็ไม่มี
อาศัยครูพักลักจำและกีตาร์เก่าๆ ของชมรมเล่นไปเรื่อย
หัวเด็ดตีนขาด แม่ก็ไม่ยอมซื้อกีตาร์ไฟฟ้าให้
เพราะกลัวจะไปเป็นนักดนตรี

ปี 2 นั่นแหละถึงจะเก็บเงินซื้อกีตาร์ไฟฟ้ากับตู้แอมป์เองได้
ส่วนเอฟเฟ็คกีตาร์น่ะเหรอ รอไปก่อน ไม่มีตังค์

ปี 3 ได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตของชมรมดนตรีเพื่อการกุศล
หลงรักดนตรีเข้าแล้วล่ะ
นิตยสารดนตรีเต็มห้อง เทปกองสูงท่วมหัว
เกือบเลิกเรียน เพราะใจไม่เอาแล้ว
เดือดร้อนพ่อต้องมาหาถึงกรุงเทพ ขอให้เรียนต่อ

ปี 4 เรียนจบวิศวะ จุฬา แต่ไม่อยากทำงานวิศวะ
เลยตัดสินใจเรียนต่อโทวิศวะ เพื่อซื้อเวลา
หวังว่าโชคชะตาจะพาได้ทำงานที่รัก

ป.โทปี 1 รวมตัวกับรุ่นน้องประกวดวงดนตรี
ผลคือตกรอบแรก เพราะเราเล่นห่วยมาก
แต่กลับค้นพบว่า "แต่งเพลงได้"
ยิ่งตอนนั้นอกหักพอดี ฟีลลิ่งเลยยิ่งได้
เข้าห้องน้ำ อัดเพลงที่แต่งไว้ด้วยซาวเบ้าท์ ส่งไปแกรมมี่
และหลังจากนั้นอีกหนึ่งปี ก็ได้ทำงานที่แกรมมี่
ในฐานะนักแต่งเพลง

เล่าเรื่องนี้ทำไม?
เล่าเรื่องนี้ก็เพื่อจะบอกว่า
ไอ้เด็กคนนั้นที่เป่าเมโลเดี้ยนง่อยๆ ด้วยสายยางฉีดน้ำ
มันคงไม่นึกหรอกว่า วันนึงมันจะได้กลายเป็นนักแต่งเพลงแกรมมี่
แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรคาดเดาได้
แม้ที่สุด ทุกวันนี้จะไม่ได้เลี้ยงชีพด้วยการแต่งเพลงแล้ว
(จะแต่งก็ต่อเมื่อมีงานที่น่าสนใจเข้ามาจริงๆ)

แต่ก็ยังอยู่ในสายงานที่รักอีกงาน นั่นคือ "งานเขียน"
เช่นกัน ไอ้เด็กคนนั้นที่โตมากองกับนิตยสารสตรีสาร ขวัญเรือน
ก็คงไม่นึกว่าวันนึง มันจะเขียนหนังสือเบสเซลเลอร์ของประเทศนี้
แต่ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ไม่มีอะไรคาดเดาได้

ชีวิตคือการเคลื่อนจากจุด A ไป B
ใครที่ยังไม่ถึงจุด B ก็ขอให้รู้ว่ากำลังอยู่ระหว่างทาง
ใครที่รู้สึกว่าจุด A อยู่ห่างจากจุด B เหลือเกินจนแทบเป็นไปไม่ได้
ก็ขอให้รู้ว่าอะไรๆ ก็เป็นไปได้สำหรับชีวิตของเรา
ใครที่กำลังรู้สึกว่ามองไปข้างหน้า เหมือนไม่เห็นทาง
ดูเลือนลางไปหมด อะไรคืออนาคต มองแล้วมืดมน

อยากให้รู้ว่าถ้าเรารักและเชื่อในสิ่งที่ทำจริงๆ
ไม่นานอุปสรรคทุกอย่างจะเปิดทางให้เอง
และทุกก้าวที่เราเดินไป
ทางมันจะค่อยๆ ต่อเป็นถนนสู่ฝันให้เราเดินเอง
ขอแค่อย่าหยุดเดินก็แล้วกัน

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

ผู้ชายไทยสมัยนี้ห่วยลง?

สาเหตุที่ผู้หญิงสมัยนี้ครองตัวเป็นโสดกันมากขึ้น ไม่ยอมมีแฟน ไม่ยอมแต่งงาน
เอาจริงๆ แล้ว
มันเกี่ยวกับว่า "ผู้ชาย" อย่างเราๆ เนี่ยห่วยลงหรือเปล่า

ถ้าหากตัดประเภท งานการไม่ทำ กินเหล้าจัด สูบบุหรี่จัด เที่ยวกลางคืนหนักๆ ออกไปก่อน ซึ่งผู้หญิงหลายๆ คนก็คงจะไม่รับมาพิจารณาเข้าสู่กระบวนการเป็นแฟนสักเท่าไหร่

มาพูดถึง "ผู้ชาย" ในระดับมาตรฐานชายไทยในปัจจุบันกันดีกว่า
หน้าที่การงานส่วนมากจัดว่าดี มีงานประจำที่ดีทำ มีรถสักคัน เงินเดือน 15,000-30,000 บาท

โอเคเรามาคิดคำนวนกัน
ชายเงินเดือน 30,000 คบกับผู้หญิงเงินเดือน 30,000 เท่ากับทั้งคู่มีเงินเดือน 60,000 บาท (นี่จัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างดีนะ)
ผ่อนรถ 6,xxx-1x,xxx บาท
ผ่อนบ้าน 1x,xxx-2x,xxx บาท
ค่าน้ำ-ค่าไฟ x,xxx บาท
ค่ากินอยู่ x,xxx-xx,xxx บาท
ส่งกลับไปให้พ่อแม่ x,xxx-xx,xxx บาท
นี่ยังไม่ได้คิดถึงหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน หรือ มีลูกนะ
ใช้ 2 คนก็แทบจะไม่พอละ

เพราะงี้จึงเป็นสาเหตุให้ "ผู้หญิง" ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น เก่งขึ้น และไม่ง้อผู้ชายมากขึ้น
" เหอะ! ทำไม? ไม่มีพวกเอ็ง ตรูก็อยู่ได้เฟ้ยยย เดิน shopping ชิลๆ แบรนด์เนมสบาย กินไรก็กิน ไม่เห็นต้องง้อพวกเอ็งเลย รถตรูก็มีขับ "

ก็นั่นน่ะแหละ นี่กล่าวถึงแค่ผู้ชายธรรมดาทั่วไปเท่านั้นนะ ไม่ได้นับถึงพวกเจ้าของธุรกิจที่มีรายรับมากกว่า 1xx,xxx บาทขึ้นไป

"ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เค้าอยากแต่งงานใช้ชีวิตไปแล้วลำบากหรอก  ถ้าเลือกที่จะมีชีวิตดีๆ ได้ เค้าก็เลือกสิ่งที่ดี  การคบกันที่หน้าตามันเป็นเพียงแค่ช่วงอายุหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายแล้วเค้าก็ต้องการคนที่สามารถดูแลชีวิตเค้าได้ตลอดรอดฝั่ง"

"ผู้ชายอย่าโทษว่าผู้หญิงชอบคนรวย ชอบความสบาย ให้โทษตัวเองดีกว่า ที่ไม่มีปัญญาให้ความสบายกับเธอ"
-------------------------------------------
อาจจะมีคนแย้งว่าบางคู่ที่เค้ารักกันมากๆ เค้าก็คงจะช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวไปด้วยกันสิ ?
ก็ไม่เถียงว่าจริง แต่ถ้าคุณเลือกได้ คุณอยากมาเหนื่อยไหมล่ะ และคุณไม่รู้ด้วยว่าชีวิตที่ลุยฝ่าไปมันจะมีผลลัพธ์เป็นยังไง ยังงั้นอยู่คนเดียวแล้วใช้ชีวิตสบายๆ ไม่ดีกว่าหรอ?
-------------------------------------------
*เป็นเพียงมุมมองส่วนตัวของผมเพียงเท่านั้น โปรดใช้จักรยานในการอ่าน*

แหล่งที่มา     Facebook : Take Profit

เงิน Vs เวลา

ไม่ใช่แต่แบงค์ร้อย
ที่เดี๋ยวนี้ซื้ออะไรนิดหน่อย แบงค์ร้อยก็หมดใบ
แต่ "หนึ่งชั่วโมง" ของสมัยนี้ ก็ถูกใช้ไปไวมากเช่นกัน
เผลอแป๊บเดียวก็หมดไปหนึ่งวันแล้ว

ถ้าอยู่กรุงเทพ
เราอาจต้องใช้เวลาเดินทางวันละ 4 ชั่วโมง
ถ้าเป็นคอละครหลังข่าว เราต้องใช้เวลาดูวันละ 2 ชั่วโมง
หรือถ้าเราติดซี่รี่ส์ ติดเกม วันละ 3-4 ชั่วโมงก็อาจไม่พอ
นี่ยังไม่นับการนั่งรอต่างๆ เช่น รออาหารมาเสิร์ฟ รอพบลูกค้า ฯลฯ
การรูดหน้าจอ เล่นโซเชี่ยลไปเรื่อยเปื่อย

ถ้าตามรอยการใช้เวลาของตัวเราเอง
เราจะพบว่าเราสุรุ่ยสุร่ายกับเรื่อง "เวลา" ของเรา
ไม่แพ้เรื่องเงินเลยล่ะ

ถึงย้ำแล้วย้ำอีก ย้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะวันหยุดแบบนี้ว่า
ในยุคที่โลกหมุนเร็ว มีกิจกรรมให้ทำเต็มไปหมด
ถ้าเราไม่ตั้งสติ "วางแผนการใช้เวลาของเรา"
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า

แนะนำให้เอากระดาษ ปากกามา
นั่งลงวางแผนแต่เช้าเลย
เขียนหัวข้อว่า
"สัปดาห์หน้า ฉันจะต้องทำภารกิจอะไรให้ลุล่วงบ้าง?"
จะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องสุขภาพ อะไรก็แล้วแต่
เขียนมาเป็นข้อๆ

จากนั้นติดไว้ในที่ที่มองเห็นทุกวัน เช่น กระจก
เพื่อที่เราจะได้เช็คตัวเองทุกวันว่าเราผ่านมั้ย?
พอเขียนเสร็จ ให้ปล่อยวาง
แล้วเอากระดาษอีกใบมาเขียนหัวข้อว่า
"สัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง?"
เขียนมาเป็นข้อๆ จะเรื่องใหญ่เล็กไม่ว่ากัน
(หวังว่าเราน่าจะมีให้เขียนนะ)

จากนั้นติดไว้คู่กันกับกระดาษแผ่นเมื่อกี้ ให้มองเห็นทุกวัน
พอเขียนเสร็จสองแผ่น
วันนี้วันอาทิตย์ ไปพักผ่อน ปรนนิบัติตัวเองให้เต็มที่
ให้สมกับที่เราทำอะไรๆ สำเร็จมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เราจะได้เสพติดความรู้สึกแบบนี้
และตั้งใจทำเป้าหมายของสัปดาห์หน้าให้สำเร็จ
เพื่อที่จะได้มาฉลองแบบนี้อีกในเสาร์อาทิตย์หน้า

วิธีนี้จะทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของแต่ละชั่วโมง
เพราะเราเห็น "สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ" ทุกวัน
ที่คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
เพราะเขาชอบปล่อยให้ใจล่องลอยไหลไปเรื่อยๆ นั่นเอง
ใช้เงินหมด ยังหาใหม่ได้

แต่ใช้เวลาหมด เราจะไปหามาจากไหน
เหลือเงินกี่บาท ก็แค่เช็คสมุดบัญชีดู
แต่ใครจะรู้...เราเหลือเวลาอีกเท่าไหร่?
หนึ่งชั่วโมงมีค่า หนึ่งชีวิตมีชีวิตเดียว
เขียนสิ่งที่คุณต้องทำให้สำเร็จในสัปดาห์หน้าออกมาซะ
เริ่มเลย!

Boy's Thought
13 ชม. ·
ไม่ใช่แต่แบงค์ร้อย
ที่เดี๋ยวนี้ซื้ออะไรนิดหน่อย แบงค์ร้อยก็หมดใบ
แต่ "หนึ่งชั่วโมง" ของสมัยนี้ ก็ถูกใช้ไปไวมากเช่นกัน
เผลอแป๊บเดียวก็หมดไปหนึ่งวันแล้ว
ถ้าอยู่กรุงเทพ
เราอาจต้องใช้เวลาเดินทางวันละ 4 ชั่วโมง
ถ้าเป็นคอละครหลังข่าว เราต้องใช้เวลาดูวันละ 2 ชั่วโมง
หรือถ้าเราติดซี่รี่ส์ ติดเกม วันละ 3-4 ชั่วโมงก็อาจไม่พอ
นี่ยังไม่นับการนั่งรอต่างๆ เช่น รออาหารมาเสิร์ฟ รอพบลูกค้า ฯลฯ
การรูดหน้าจอ เล่นโซเชี่ยลไปเรื่อยเปื่อย
ถ้าตามรอยการใช้เวลาของตัวเราเอง
เราจะพบว่าเราสุรุ่ยสุร่ายกับเรื่อง "เวลา" ของเรา
ไม่แพ้เรื่องเงินเลยล่ะครับ
ผมถึงย้ำแล้วย้ำอีก ย้ำบ่อยๆ โดยเฉพาะวันหยุดแบบนี้ว่า
ในยุคที่โลกหมุนเร็ว มีกิจกรรมให้ทำเต็มไปหมด
ถ้าเราไม่ตั้งสติ "วางแผนการใช้เวลาของเรา"
มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า
ผมแนะนำให้เอากระดาษ ปากกามา
นั่งลงวางแผนแต่เช้าเลย
เขียนหัวข้อว่า
"สัปดาห์หน้า ฉันจะต้องทำภารกิจอะไรให้ลุล่วงบ้าง?"
จะเรื่องงาน เรื่องครอบครัว เรื่องสุขภาพ อะไรก็แล้วแต่
เขียนมาเป็นข้อๆ
จากนั้นติดไว้ในที่ที่มองเห็นทุกวัน เช่น กระจก
เพื่อที่เราจะได้เช็คตัวเองทุกวันว่าเราผ่านมั้ย?
พอเขียนเสร็จ ให้ปล่อยวาง
แล้วเอากระดาษอีกใบมาเขียนหัวข้อว่า
"สัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง?"
เขียนมาเป็นข้อๆ จะเรื่องใหญ่เล็กไม่ว่ากัน
(ผมหวังว่าเราน่าจะมีให้เขียนนะ)
จากนั้นติดไว้คู่กันกับกระดาษแผ่นเมื่อกี้ ให้มองเห็นทุกวัน
พอเขียนเสร็จสองแผ่น
วันนี้วันอาทิตย์ ไปพักผ่อน ปรนนิบัติตัวเองให้เต็มที่ครับ
ให้สมกับที่เราทำอะไรๆ สำเร็จมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เราจะได้เสพติดความรู้สึกแบบนี้
และตั้งใจทำเป้าหมายของสัปดาห์หน้าให้สำเร็จ
เพื่อที่จะได้มาฉลองแบบนี้อีกในเสาร์อาทิตย์หน้า
วิธีนี้จะทำให้เรารู้สึกถึงคุณค่าของแต่ละชั่วโมง
เพราะเราเห็น "สิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ" ทุกวัน
ที่คนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต
เพราะเขาชอบปล่อยให้ใจล่องลอยไหลไปเรื่อยๆ นั่นเอง
ใช้เงินหมด ยังหาใหม่ได้
แต่ใช้เวลาหมด เราจะไปหามาจากไหน
เหลือเงินกี่บาท ก็แค่เช็คสมุดบัญชีดู
แต่ใครจะรู้...เราเหลือเวลาอีกเท่าไหร่?
หนึ่งชั่วโมงมีค่า หนึ่งชีวิตมีชีวิตเดียว
เขียนสิ่งที่คุณต้องทำให้สำเร็จในสัปดาห์หน้าออกมาซะ
เริ่มเลยครับ!

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

คิดเองได้

คนที่จะเจริญได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จะต้องมีความสามารถในการ "คิดเองได้"

ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะต้องถามผู้คนหรือไปหาข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็เพื่อเอามาใช้คิดด้วยตัวเองต่อไป
คนที่ไม่สามารถคิดเองได้ ถามคนอื่นเรื่อยไป ในทุก ๆ เรื่อง ทุก ๆ ขั้นของชีวิต เท่ากับ "เอาความเจริญของตัวเอง ไปขึ้นอยู่กับความกรุณาของคนอื่น" ซึ่งเราอาจไม่ได้รับความกรุณาทุกครั้งเสมอไป แม้คนที่เราไปขอความกรุณา เขาจะเป็นคนมีความกรุณาอยู่ตามปกติก็ตาม เพราะแต่ละคนก็มีภาระของตัวเอง ยังไม่รวมกรณีที่ถามผิดคน ถามคนไม่รู้จริง

ดังนั้น การกรุณาตัวเอง ด้วยการคิดได้เอง จึงดีที่สุด ... และหากจะถามต่อว่า การจะคิดได้เอง ต้องทำยังไง ?... ตอบสั้น ๆ ว่า ขั้นแรกสุดคือ "เริ่มพยายาม" คิดเอง ... ฝึกคิดเองบ่อย ๆ เดี๋ยวก็ชำนาญ

แหล่งที่มา     Facebook : Thailand Investment Forum

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

จุดด้วยตัวเอง...ทียนแห่งแรงบันดาลใจที่คงทนที่สุด

ให้แต่กำลังใจ ก็เหมือนจุดเทียนเพื่อรอให้มันดับ
ทำไมไม่บอกวิธีการ บอกแหล่งหาเงินทุน บอกมาเลยว่าทำไง?"
บ่อยครั้งที่มีคนถามมาแบบนี้
ที่เอาแต่โพสต์ให้กำลังใจจนไฟลุกท่วม
แต่ไม่บอกวิธีการ
เป็นคำถามที่ดีมาก
และจะตอบให้ฟัง

คนส่วนใหญ่มองหาวิธีการ
แต่มันอยู่ที่วิธีคิด

คนส่วนใหญ่ชอบเลียนแบบวิธีการของคนสำเร็จ
เค้าเล่นหุ้นรวย งั้นเล่นบ้าง
เค้าเล่นคอนโดรวย งั้นเล่นบ้าง
เค้าเขียนหนังสือรวย งั้นเขียนบ้าง

ประเด็นคือ ถ้าไม่เปลี่ยนวิธีคิด "อย่าทำเลย" ไม่สำเร็จหรอก
วิธีไปเชียงใหม่นั้นมีร้อยแปดวิธี
ไม่สามารถบอกวิธีที่เหมาะกับทุกคน
บางคนกลัวความสูง บางคนไม่มีเงินค่าตั๋วเครื่องบิน
บางคนชอบชมวิวระหว่างทาง บางคนอยากขับรถไปเอง
บอกได้แค่ ถ้าคุณอยากไปเชียงใหม่ "ใจคุณมันต้องได้"

แต่ผมเข้าใจนะ เมื่อก่อนก็เป็น
เฝ้าถามว่าวิธีการมันคืออะไร? งานดีๆ โอกาสดีๆ มันอยู่ที่ไหน?
วันนั้นไม่รู้คำตอบหรอก แต่วันนี้รู้แล้ว

คำตอบคือ
"พัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับสิ่งที่เราอยากได้
แล้วทุกอย่างที่เราต้องการ จะมาหาเราเอง"
ฟังดูน่าเบื่อนะ แต่คือเรื่องจริง

วันที่เรามีคุณสมบัติพร้อมแล้ว
สิ่งดีๆ โอกาสดีๆ คนดีๆ งานดีๆ เงินดีๆ
จะเข้ามาให้คุณเลือกแบบไม่มีวันหมด
จะไม่รับก็ไม่ได้ ใช้เงินกันแทบไม่ทัน

ปัญหาก็คือ การพัฒนาตัวเอง อย่างเช่น
อ่านหนังสือ เข้าสัมมนา ดูวิดีโอความรู้
คบเพื่อนดี ฝึกฝนวิชาเก่า หาวิชาใหม่
ของพวกนี้มัน "ใช้เวลา"
และคนส่วนใหญ่ก็ใจร้อน อยากรวยเร็วๆ อยากสำเร็จเร็วๆ

สิ่งเดียวที่จะทำให้ระหว่างทางของการฝึกฝนไม่ล้มเลิกซะก่อน
ก็คือ "แรงบันดาลใจ"
ไม่มีสบู่ก้อนไหน อาบครั้งเดียวแล้วสะอาดไปทั้งเดือน
ไม่มีข้าวมื้อไหน กินแล้วอิ่มไปทั้งเดือน
เราจึงต้องกินใหม่ อาบน้ำใหม่กันทุกวัน

ไม่มีวิธีการไปถึงเชียงใหม่ให้ทุกคน
แต่ถ้าคุณอยากไปเชียงใหม่  มีแรงบันดาลใจมอบให้ทุกวัน
เพราะเราจะไปด้วยกัน
"พัฒนาตัวเองให้คู่ควรกับสิ่งที่เราอยากได้
แล้วทุกอย่างที่เราต้องการ จะมาหาเราเอง"
ถ้าระหว่างทาง เทียนดับ ก็จุดใหม่
จะช่วยจุดให้

แต่ดีที่สุด วันนึง...คุณต้องจุดด้วยตัวเอง
และนั่นจะเป็นเทียนแห่งแรงบันดาลใจที่คงทนที่สุด
ไปด้วยกันนะ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ไม่ทำเหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำ

ทำเหมือนคนส่วนใหญ่
ได้เหมือนคนส่วนใหญ่
ถ้าไม่ชอบสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้
เราต้องไม่ทำเหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำ

ไม่มีเงินเก็บ เป็นหนี้ตลอดชีวิต
ทำงานแล้วหยุดไม่ได้ เบื่องานที่ทำ
ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ไม่มีเวลาให้ครอบครัว
อกหักช้ำรัก เรียกร้องหาความรักจากคนอื่นตลอดเวลา
นั่นคือผลลัพธ์ที่คนส่วนใหญ่เป็น

ทำงานแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ มักไม่รวย
กินและนอนแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ มักสุขภาพไม่ดี
ลงทุนแบบที่คนส่วนใหญ่ทำ มักให้ผลตอบแทนน้อยหรือขาดทุน
รักแบบที่คนส่วนใหญ่รัก ก็มักเจ็บปวด
แน่นอน ไม่ได้หมายถึงเฮ้ย! งั้นสวนทางไปเล้ยยยย
ลาออกเว้ย งานประจำไม่ทำแล้ว

กินขี้กันมั้ย ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่ดี
หรือ เฮ้ย! รักแบคทีเรียดีกว่า อกไม่หัก 555+
แต่หมายถึง
ในเมื่อรูปแบบการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่
มักจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่น่าอยากได้

งั้นเราก็ต้องคอยเล็งจ้องให้ดีว่า
อะไรคือโอกาสที่ซ่อนอยู่ที่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น?
อะไรคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำตามๆ กันทั้งที่มันไม่เวิร์ค?
อะไรคือสิ่งที่คนส่วนน้อยทำแล้วเวิร์ค
แต่คนส่วนใหญ่กลับต่อต้าน?

อะไรคือพฤติกรรมซึ่งคนส่วนใหญ่คิด พูด ทำ
แล้วมันให้ผลลัพธ์ที่เราไม่อยากได้?

แล้วเราจะรู้ว่าสิ่งไหนควรทำ ไม่ควรทำ
เมื่อค้นพบหนทางของคนส่วนน้อยที่ "เหมาะกับเรา"
จงมั่นใจที่จะแตกต่าง
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เคยเข้าใจฝันใหญ่
ในขณะที่คนส่วนน้อยก็ไม่เคยเข้าใจว่า
"ทำไมคนส่วนใหญ่ฝันเล็กกันจัง?"

ปรับมุมมองเรื่องอาชีพ การงาน
เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้มีถนนสายหลักสายเดียว
ปรับการใช้ชีวิต อาหารการกิน ออกกำลังกาย
สุขภาพคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ปรับทัศนคติเรื่องความรัก
ต้องเริ่มจากรักตัวเองก่อน ขาดเค้าเราต้องอยู่ให้ได้
ทำเหมือนคนส่วนใหญ่
ได้เหมือนคนส่วนใหญ่
ถ้าไม่ชอบสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้
เราต้องไม่ทำเหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำ
มันเป็นเหตุและผลกัน

เมื่อเกิดผล ย่อมสืบทราบไปถึงสาเหตุได้เสมอ
อีกทีนะ
ทำเหมือนคนส่วนใหญ่
ได้เหมือนคนส่วนใหญ่
ถ้าไม่ชอบสิ่งที่คนส่วนใหญ่ได้
เราต้องไม่ทำเหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2557

ปุ่มวิเศษ..."ปุ่มลงมือทำ"

รู้ไหมว่า.. โลกนี้มีปุ่มวิเศษ
เมื่อกดแล้วจะทำให้เราทุกคนประสบความสำเร็จ
----
เมื่อกดแล้ว..
ความฝันที่หวังไว้จะเป็นจริง

เมื่อกดแล้ว..
ทุกสิ่งที่คิดจะเป็นไปตามหวัง

เมื่อกดแล้ว..
มันจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในพริบตา

ปุ่มที่ว่านี้มีชื่อสั้นๆว่า 
... "ลงมือทำ"

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

เลือกคนที่จะรับงานใหญ่โดยดูจากนิสัยพื้นฐาน

มีเรื่องนึง น่าสนใจมากมากเล่าให้ฟัง

ประมาณ 2 ปีก่อน มีโอกาสเห็นการสัมภาษณ์งานที่แปลกที่สุดครั้งนึง

เป็นการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้มาเป็นกรรมการผู้จัดการให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง โดยในฐานะที่ปรึกษาของบริษัท ก็ได้รับเชิญให้มาร่วมโต๊ะด้วย เพราะอีกหน่อยจะต้องทำงานร่วมกับผู้ถูกสัมภาษณ์อีกหลายเรื่อง จะได้รู้จักกันไว้

ตอบรับคำเชิญและรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกมากที่เจ้าของบริษัทต้องการให้การสัมภาษณ์ครั้งนั้นเป็น lunch interview และเท่าที่พอทราบมาคือ ผู้ถูกสัมภาษณ์ท่านนี้ได้ผ่านขั้นตอนทุกอย่างแล้ว เจ้าของคนอื่นๆ ก็ ok แล้ว เหลือเพียงหุ้นส่วนใหญ่คนนี้เท่านั้นที่อยากขอเจอตัวก่อนทำสัญญา

เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ เจ้าของบริษัท ที่ปรึกษาฯ และผู้ถูกสัมภาษณ์ก็ร่วมโต๊ะกัน พูดคุย ถึงแนวคิดอะไรต่างๆ แต่โดยมากเป็นการคุยถึงเรื่องแผนงานที่ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ขายไอเดียว่า ตนเองมีแนวทางการทำงานอย่างไร และมีหลักการในการบริหารอย่างไร

เมื่ออาหารมาถึง ทุกคนก็เริ่มจัดการกับอาหารตัวเอง ผู้ถูกสัมภาษณ์ก็หยิบเครื่องปรุงมาปรุงตามที่เราเป็นๆ กันนั่นล่ะ  ทานไป คุยไปจนเรียบร้อยก็แยกย้ายกันกลับ

หลังจากแยกย้ายแล้ว เจ้าของบริษัทหันมาบอกว่า เค้าไม่เลือกคนนี้นะ

เค้าให้เหตุผลที่ฟังแล้วต้องอึ้งมากๆ ว่าคนที่เป็นผู้บริหารระดับสูงขนาดนี้ เค้าเก็บรายละเอียดในการมองคนกันในรายละเอียดย่อยๆ ขนาดนี้เลยเหรอ

เหตุผลที่เค้าไม่รับผู้ถูกสัมภาษณ์คนนี้ คือ เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ ผู้ถูกสัมภาษณ์หยิบเครื่องปรุงมาใส่ทันทีโดยไม่ได้ชิมอาหาร ซึ่งนั่นเป็นความเคยชิน ขนาดเรื่องเล็กๆ ยังทำอะไรด้วยความไม่รอบคอบ ทำด้วยความเคยชินแบบนี้แล้วจะดูแลงานใหญ่ได้อย่างไร

เจ้าของธุรกิจคนนี้บอกว่า เลือกคนที่จะรับงานใหญ่โดยดูจากนิสัยพื้นฐาน ไม่ใช่การ present เพราะนิสัยพื้นฐานเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ ถ้านิสัยเป็นแบบนี้ ต่อไปการตัดสินใจในการทำงานจะเป็นอย่างไร

ไม่สามารถให้ความเห็นได้เพิ่มเติมจากนี้นะ ว่าการตัดสินใจครั้งนั้นถูกหรือผิดเพราะไม่ใช่ธุรกิจตัวเอง
แต่ก็ได้สิ่งเตือนใจอย่างนึงว่า ยิ่งเราก้าวขึ้นสู่งานหรือตำแหน่งที่สูงขึ้นเท่าไหร่ เรายิ่งต้องระวังและใส่ใจในรายละเอียดของทุกสิ่งที่ทำมากขึ้น

คุณผู้อ่านมีความเห็นว่าอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

น้อมรับคำชม

มีใครชอบปฏิเสธคำชมมั้ย?

"โอโห! งานสุดยอดไปเลย เก่งจัง"
"แกล้งชมรึเปล่าเนี่ย? ไม่ขนาดนั้นหรอก"
มีใครชอบพูดแบบนี้มั้ย?

คนไทยเราเป็นสังคมถ่อมตัวซะด้วยสิ
แต่หารู้ไม่ว่า อาการถ่อมตัว อาการปฏิเสธคำชม
แม้จะทำไปด้วยความถ่อมตัว
แต่มันคือการปฏิเสธว่า
"คนอย่างฉันเนี่ยนะที่คู่ควรกับฝีมือดีๆ"

มันคือเสียงที่ดังเข้าไปข้างในสุดใจ
เพื่อบอกกับตัวเองว่า
"เฮ้ย! มึงอ่ะ ไม่เจ๋งหรอก มันฟลุก
คนอื่นเขาก็แค่ชมเป็นมารยาทเท่านั้นเอง"

ผลของการพูดและคิดแบบนี้ก็คือ
"การผลักเอาเรื่องดีๆ ออกไป"
เพราะรู้สึกว่า "คนอย่างฉันไม่คู่ควร"
คราวหน้า ใครชมให้รับไว้นะ

แล้วบอกไปเลยว่า
"ขอบคุณ ขอบคุณมาก จะตั้งใจให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก"
การรับคำชมไว้ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนไม่ถ่อมตัว
ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนหลงตัวเอง
แต่เพราะคนอย่างเรา
คู่ควรกับความสำเร็จต่างหาก

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

เลือกคบคน

ซื้อเสื้อผ้ายังเลือกแล้วเลือกอีก
จะดูหนังสักเรื่องยังเลือกแล้วเลือกอีก
คบคนยิ่งต้องเลือกแล้วเลือกอีกให้เยอะๆ
เพราะมันกำหนดชีวิตเรายิ่งกว่าหนังและเสื้อผ้า

เลือกคบคนที่ส่งเสริมพลังซึ่งกันและกัน
ไม่ใช่ดูดพลัง หรือเอาแต่พลังลบมาให้

เลือกคบคนที่พูดไปข้างหน้า ไม่ใช่พูดแต่เรื่องข้างหลังที่ผ่านไปแล้ว
เลือกคบคนที่ชื่นชมคนอื่น ไม่ใช่คนขี้นินทา

เลือกคบคนที่ฝันใหญ่ ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย
เลือกคบคนที่เอาปัญญามาให้ ไม่ใช่เอาแต่ปัญหามาให้
เลือกคบคนที่ให้ ไม่ใช่เอาแต่รับ

ความคิดคือโรคติดต่อ
มันไหลรั่วออกจากหัวหนึ่ง สู่อีกหัวหนึ่งได้
พลังคิดลบเป็นเชื้อโรคร้ายแรง
แต่สามารถฆ่าให้ตายได้ ด้วยการอยู่ให้ห่างจากแหล่งกำเนิดเชื้อ
ซึ่งก็คือคนที่มีพลังลบ

ซื้อเสื้อผ้าผิด ใส่ไม่สวย ชีวิตไม่เปลี่ยน
ดูหนังไม่สนุก เสียเวลานิดหน่อย ชีวิตไม่เปลี่ยน
แต่ถ้าคบคนผิด ชีวิตเปลี่ยนแน่

เลือกคบคนคิดดี
แล้วชีวิตจะดีขึ้นอย่างมหาศาล

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2557

รายได้ 10,000 บาทจะจัดการชีวิตอย่างไร!!

รายได้ 10,000 บาทจะจัดการชีวิตอย่างไร!!

ช่วงนี้มีหลายคนหลังไมค์มาปรึกษาเรื่องการออมเงิน เลยคิดว่าน่าจะนำข้อความที่เคยเขียนมาเล่าให้ฟังอีกสักครั้ง ในช่วงหนึ่งของชีวิตเคยมีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือนจากการเปลี่ยนงานใหม่ และทันทีที่รายได้ลดลง สิ่งที่ตามมานั่นคือ "เราต้องประหยัดรายจ่ายทันที!!!"

กินข้าว (ใน) ที่บ้าน : วิธีการประหยัดรายจ่ายได้ดีอีกทางหนึ่ง เนื่องจากที่บ้านมีอาหาร (เหลือ) อยู่แล้ว อาหารเช้าในวันนี้คืออาหารเย็นของเมื่อวาน ส่วนอาหารเย็นของวันนี้ก็คืออาหารใหม่ และจากการที่บ้านทำอาหารทานเองอยู่แล้ว ยิ่งมีคนกินเพิ่ม ค่าอาหารต่อหัวคิดแล้วก็จะถูกลง (ใครทำอาหารทานเองคงจะเข้าใจว่าถ้าทำทานคนน้อยๆ มันเปลืองกว่า) ทำให้ลดรายจ่ายค่าอาหารนอกบ้านไปได้ ซึ่งข้อดีก็คือ การประหยัดทั้งเงิน แถมยังมีเวลาให้ครอบครัวด้วย โดยเฉพาะการกลับมากินมื้อเย็นที่บ้าน ได้พบปะเฮฮา พูดจากันในครอบครัวบ้าง ถือเป็นเรื่องราวดีๆอีกเรื่องหนึ่งเลยล่ะ

ประหยัดอาหารเที่ยง : เป็นความโชคดีที่รอบๆ ที่ทำงาน มีค่าครองชีพในการใช้ชีวิตต่ำกว่าย่านออฟฟิศ ไม่มีกาแฟชื่อดัง Starbuck โอปองแปง หรือแม้แต่ร้านชานมไข่มุก รวมถึงค่าอาหารกลางวันก็ถูกกว่ามาก ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ค่อนข้างเยอะ เหลือเพียงมื้อละไม่เกิน 50 บาท/วัน แค่นั้นเอง
ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง : เนื่องจากระยะทางของที่ทำงานใหม่ใกล้บ้านมากกว่าที่ทำงานเดิม แถมหลังจากเลิกงานก็เก็บกระเป๋าบึ่งรถกลับบ้านทันที (เพราะจะรีบกลับไปให้ทันกินข้าวเย็นบ้าน - -") ไม่มีการแวะนอกลู่นอกทาง ดังนั้นค่าใช้จ่ายส่วนนี้ก็ลดลงบ้าง แต่ยังไม่มากเท่าไรนัก เนื่องจากยังขับรถอยู่ ถ้าสามารถเปลี่ยนมาเป็นรถโดยสารสาธารณะได้ก็คงจะประหยัดได้มากกว่านี้เยอะ

ลดขนมจุกจิกและค่าใช้จ่ายจิปาถะ : ขนมจุกจิกที่ชอบกินสมัยทำงานเอกชน  ตัดสินใจหักดิบโดยเลิกกินทันที (อารมณ์เหมือนเลิกยาเสพติดยังไงอย่างนั้น) แต่ความเป็นจริงก็ยังหักดิบไม่ได้ 100% เราจึงต้องให้รางวัลตัวเองซะหน่อย เมื่อมีเงินเหลือในบางครั้งบางคราว และที่สำคัญการลดอาหารจุกจิกพวกนี้ทำให้มีสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย เป็นการลดค่าหมอรักษาพยาบาลในอนาคตไปในตัว ไม่ต้องไปเจอคุณหมอบ่อยๆ (ฮา)

เงินออมต้องไม่ขาด :  ยังคงวางแผนใช้หลักการออมเงินแบบ "ลบสิบ" อยู่ แม้ว่าจะมีเงินเดือนน้อยก็ตาม ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาได้สอนให้ไม่ประมาทในการใช้เงิน ถึงแม้จะมีรายได้น้อยแค่ไหนก็ตาม เราไม่ควรจะขาดข้อนี้นะ (ถ้าไม่สามารถทำได้ทุกเดือน อย่างน้อยก็ขอให้ทำตามให้ได้มากที่สุดแล้วกัน)

สำหรับเงินส่วนที่เหลือนั้น จะเป็นเงินที่นำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำทั่วๆ ไป เช่น ซื้อของใช้ เสื้อผ้า กินข้าวนอกบ้านกับเพื่อนบ้าง ปาร์ตี้สังสรรค์บ้าง ฯลฯ เล็กๆน้อยๆ ตามประสา เพราะชีวิตจริงของคนเราคงไม่สามารถขาดเรื่องพวกนี้ได้ เพียงแต่ว่า ต้องคอยมี “สติ” มา “จำกัด” กิเลสพวกนี้ให้น้อยลงเท่านั้นเอง

หวังว่จะมีประโยชน์บ้างนะ

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

พัฒนาตัว

เมื่อก่อนฟังก์ชั่นของมือถืออย่าง
เล่นเกมได้ ถ่ายภาพได้ ถ่ายวิดีโอได้
มันคือสุดยอดของความตื่นเต้น
แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปแล้ว
มือถือไม่กี่พันบาทก็ทำไอ้ที่ว่านี้ได้หมด

คิดไปก็คล้ายคน
เมื่อก่อนปริญญาตรีคืออะไรที่อย่างหรู
แต่เดี๋ยวนี้ดูสิดู
ปริญญาโทแทบเดินชนกัน

ขนาดมือถือยังต้องถีบตัวเองขึ้นไป
หาจุดต่าง เพื่อสร้างจุดขาย

ใครคนไหนยังทำตัวธรรมดาๆ
คุณสมบัติงั้นๆ หาได้ตามกะบะลดราคาในห้างทั่วไป
ไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย
ราคาค่าตัวก็จะตกไปเรื่อยๆ เพราะตกรุ่น

ที่โชคร้ายก็คือ
มือถือตกรุ่นบางตัวยังคลาสสิก เช่น โนเกีย 3310
แต่ "คนตกรุ่น" นี่รู้สึกจะไม่ค่อยมีใครบอกว่าคลาสสิกนะ
จะซื้อมือถือแต่ละที
ยังถามนั่นถามนี่ ฟังก์ชั่นนั้นนี้มีมั้ย
แรมเท่าไหร่ ทำไรได้บ้าง
จะให้เขารับเข้าทำงานทั้งที
แต่คุณสมบัติเราไม่ค่อยมี
แบบนั้นมันน่าตีมือมั้ยล่ะ?
เกิดเป็นมือถือ ยังต้องพัฒนาตน
เราเกิดเป็นคน พัฒนาตัวหน่อยมั้ย?
‪#‎เข้าใจตรงกันนะ‬

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

ผู้เสียภาษีจริงในประเทศไทย

ภาพกว้างเรื่องภาษีบุคคลธรรมดา ที่คุณควรรู้

คนไทยมีทั้งหมด 66 ล้านคน
เป็นผู้มีรายได้ในระบบ 40.4 ล้านคน
มีเพียง 11 ล้านคน ที่มีรายได้และยื่นภาษี
แต่จ่ายภาษีจริงๆแค่ 2.2 ล้านคน

... นั้นเท่ากับ มีคนไทยเพียง 3% จากประชากรทั้งหมดที่เป็นแหล่งจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาล
มากกว่านั้น

ในจำนวนผู้ที่จ่ายภาษี
รายได้ 1.5-5 แสนบาท มี 2 ล้านคน จัดเก็บภาษีได้ 24,710 ล้านบาท
รายได้ 0.5-1 ล้านบาท มี 4 แสนคน จัดเก็บภาษีได้ 29,379 ล้านบาท
รายได้ 1-4 ล้านบาท มี 5 หมื่นคน จัดเก็บภาษีได้ 49,855 ล้านบาท
รายได้ >4 ล้านบาท มี 2 หมื่นคน จัดเก็บภาษีได้ 62,515 ล้านบาท

คุณอยู่ตรงไหนในแผนภูมิผู้เสียภาษี?
ถึงประเทศไทยจะรวยกระจุก จนกระจาย
ถึงจะมีคนจำนวนมาก นั่งด่าว่าคนรวยเอาเปรียบ
แต่คนจ่ายภาษีเพื่อประเทศนี้เยอะที่สุด ก็เป็นคนกลุ่มนี้นะ
Credit : ภาพจาก http://thaipublica.org



แหล่งที่มา    Facebook : Sinthorn

ค้นพบงานที่รัก

คนที่พูดว่า
"ถ้าฉันมีเงินร้อยล้าน ฉันจะเลิกทำงานทุกอย่าง"
รับประกันได้เลยว่า
เขาผู้นั้นไม่มีวันจะได้เงินร้อยล้านนั้นมาครอบครอง
เพราะเขาไม่เข้าใจว่า
ความร่ำรวยนั้นเกิดมาจากการ "ทุ่มเททำสิ่งที่รัก"

แต่ที่เขาพูดแบบนั้น
มันแปลว่าเขากำลังไม่ชอบงานที่ทำอยู่
เขากำลังไม่ชอบชีวิตของเขา
ด้วยสภาวะจิตแบบนั้น
ความมั่งคั่งที่ไหนจะอยากเดินมาหา?

ความจริงก็คือ
เขาควรบอกว่า
"ฉันยินดีรับใช้ผู้คนด้วยงานที่ฉันรัก
ด้วยความสามารถที่ฉันมี ฉันจะแก้ปัญหาให้ผู้คนได้มากมาย
และต่อให้ฉันมีเงินร้อยล้าน ฉันก็จะไม่เลิกทำงาน
เพราะมันคืองานที่ฉันรัก
และฉันรู้ว่าฉันมีประโยชน์กับผู้คนมากมาย"

ถ้าจะขอพรอะไรได้สักอย่าง
คิดว่าเราน่าจะขอให้ชีวิตนี้ได้ทำงานที่รัก
มากกว่าขอให้รวย รวย รวย
เพราะเมื่องานที่เรารัก
สามารถตอบโจทย์ผู้คนได้มากพอ

เมื่อนั้น เงินร้อยล้านจะขยับขา
เดินมาหาเราเอง
สวัสดีเช้าวันจันทร์
ขอให้ทุกคนได้ค้นพบงานที่รักนะ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

มุมมองเรื่อง "การบริจาค" กับ "การลดหย่อนภาษี"

โดยปกติแล้ว การบริจาคต้องแยกผู้บริจาคออกเป็น 2 กลุ่มระหว่างที่ผู้บริจาคเป็น "บุคคลธรรมดา" หรือ "นิติบุคคล"

หากมองในมุมของการหักเป็น "ค่าใช้จ่าย" ในการคำนวณภาษี
  1. บุคคลธรรมดา กรณีบริจาคให้องค์การกุศลสาธารณะ โดยปกติสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายที่ไม่รวมเงินบริจาค (มาตรา 47(7))
  2. นิติบุคคล กรณีบริจาคให้องค์การกุศลสาธารณะ โดยปกติแล้วสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ (มาตรา 65 ตรี (3))
ถ้าหากตัวไหนสามารถหักได้มากกว่าตามที่กฎหมายกำหนดก็จะมี พระราชกฤษฎีกาต่างหากออกมาเพื่อกำหนดเงื่อนไขในการหักเป็นค่าใช้จ่าย เช่น หักได้ 2 เท่าของค่าบริจาคตามปกติแต่ต้องบริจาคเพื่อการศึกษา
แต่ถ้ามองในแง่มุมของการ "ประหยัดภาษี" เราอาจจะมองได้ว่าการบริจาคสามารถช่วยประหยัดภาษีได้เท่าไรเมือเทียบกับภาษีที่ต้องเสียไป เช่น

บุคคลธรรมดาคนหนึ่งเสียภาษีในฐาน 35% การบริจาค 100 บาทที่หักลดหย่อนได้เต็มจำนวนตามเงื่อนไขข้างต้น (ไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้) เท่ากับจะช่วยให้ประหยัดภาษีไป 35 บาท หรือ

นิติบุคคลที่เสียภาษีในฐาน 20% หากบริจาค 100 บาทและหักลดหย่อนได้เต็มจำนวนเช่นกัน (ไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิ) เท่ากับว่าจะประหยัดภาษีไป 20 บาท

ป.ล. บุคคลธรรมดาเสียภาษีตามอัตราขั้นบันได ตั้งแต่ 5%-35% ส่วนนิติบุคคลนั้นจะมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

4 เทคนิคทางเลือกเกี่ยวการจัดการกับเวลา

4 เทคนิคทางเลือกเกี่ยวการจัดการกับเวลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละวัน

ถ้าหากคุณๆ ที่ทำงานออฟฟิศ ปัญหาหลักๆ ของคุณ คือเวลาการทำงานมักหมดไปกับการเข้าประชุม ทำให้มีปัญหาว่าทำงานไม่ทัน หรือทำงานสำเร็จได้ไม่ทันงานใหม่ที่เข้ามาและอยากเพิ่มประสิทธิภาพของตัวเอง และใช้เวลาให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุดในแต่ละวัน เรามีเทคนิคมาแนะนำตามนี้
  1. นอนเร็วขึ้นและตื่นเช้าขึ้น 1 ชม. การนอนหลับเร็วจะช่วยให้คุณได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และการตื่นเร็วขึ้น 1 ชม.ทำให้คุณสามารถเดินทางออกจากบ้านไปยังที่ทำงานได้เร็วกว่า ใช้เวลาบนถนนน้อยกว่า และสามารถนั่งเตรียมตัวแผนงานที่จะทำในแต่ละวันได้มากกว่าคนที่ไปถึงที่ทำงานแบบเฉียดฉิว และถ้าคุณสามารถมีเวลานั่งทำงานช่วง ตี 5 - 6 โมงเช้า นั่นเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากกับการวางแผนงาน เพราะเป็่นช่วงเวลาที่สงบที่สุด ไม่มีใครโทร/ line มารบกวน (ละครก็ไม่ต้องดูทุกเรื่องก็ได้นะ อย่าลืมว่าบริษัทประเมินผลงานคุณจากงานที่สำเร็จ ไม่ใช่จากจำนวนละครที่คุณดู)
  2. ปรับเวลาทานอาหารกลางวัน อาศัยช่วงเวลาที่ทุกคนลงไปทานอาหาร นั่งเคลียร์งานและสรุปผลงานที่สำเร็จในช่วงเช้า ลองสลับลงไปทานเวลา ก่อนหรือหลังเที่ยงตรงซักครึ่งชม. คุณจะใช้เวลาในการทานอาหารน้อยลงมาก ไม่ต้องรอและได้ความเป็นส่วนตัวด้วย
  3. เลิกงานให้ช้าลง 1-2 ชม. อาศัยช่วงที่ทุกคนกลับบ้านแล้ว สะสางงานที่ค้างอยู่ในแต่ละวันให้มากที่สุด อย่าทิ้งงานข้ามวัน หรือเปิดอ่านเมล์รับงานใหม่พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน (แนะนำให้เลือกเอาระหว่างข้อ 1 กับ 3 คนเราควรทำงานให้พอดี วันนึงไม่ควรเกิน 9 ชม อย่าปล่อยให้งานไหลมาเอาเวลาส่วนตัวเราไป เราต้องตั้งกฏเหล็กกับตัวเองว่า เรามีสิทธิทำงานได้แค่วันละ 8-9 ชม. ดังนั้นเราตึงต้องรีดประสิทธิภาพของเราออกมาให้มากที่สุดจากเวลา 8-9 ชม.นี้)
  4. อ่านและตอบเมล์ระหว่างเดินทาง จะช่วยให้ได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย ดีกว่าไปเอาเวลาไปเล่นเกม พยายามใช้ flag/alert/reminder function เพื่อช่วยติดตามงานของตัวเอง
พรุ่งนี้วันจันทร์ รถติดแน่นอน ตื่นเช้าๆนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

5 ข้อข้องใจสำหรับการตัดสินใจทำธุรกิจ


  1. ทำธุรกิจรูปแบบไหนถึงจะดี
  2. ไม่มีความรู้บัญชีจะทำอย่างไร
  3. ทำไมต้องวางแผนภาษี
  4. เจ้าของธุรกิจมีหน้าที่อะไรบ้าง
  5. สร้างกิจการอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ
ทำตารางเปรียบเทียบอัตราภาษีระหว่าง บุคคลธรรมดา นิติบุคคลที่เป็น SMEs และ นิติบุคคลทั่วไปให้เปรียบเทียบดูกัน

หากพูดเรื่องการ "ประหยัดภาษี" คงตัดสินใจได้ไม่ยาก แต่จริงๆ แล้วยังมีปัจจัยอีกมากมายมาให้เปรียบเทียบ

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

เกิดหรือตาย ได้หลายครั้ง

ในหนึ่งชีวิต เราเกิดใหม่ได้หลายครั้ง
ด้วยการพัฒนาตัวเอง

ยิ่งพัฒนาตัวเอง รายได้ยิ่งเพิ่ม
รายได้ยิ่งเพิ่ม ยิ่งมองเห็นโอกาสใหม่ๆ ใหญ่ๆ
ยิ่งมองเห็นโอกาส ชีวิตยิ่งเปลี่ยน
ชีวิตยิ่งเปลี่ยน ยิ่งพัฒนาตัวเอง รายได้ยิ่งเพิ่ม

วนเป็นลูปจนเรากลายเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้น ดีขึ้น
ในหนึ่งชีวิตนี้ เราจึงเกิดใหม่ได้ไม่รู้จบ
ในหนึ่งชีวิต เราตายแล้วตายอีกได้หลายครั้ง

ด้วยการไม่รักตัวเอง จึงย่ำอยู่กับที่
ยิ่งย่ำอยู่กับที่ รายได้ยิ่งลด เพราะของแพงขึ้น
รายได้ยิ่งลด ยิ่งไม่เห็นโอกาส
ยิ่งไม่เห็นโอกาส ยิ่งไม่อยากพัฒนาตัวเอง
ยิ่งไม่อยากพัฒนา ยิ่งย่ำอยู่กับที่ ยิ่งไม่รักตัวเอง

วนเป็นลูปจนเราแย่ลง แย่ลง
ในหนึ่งชีวิตนี้ เราจึงตายได้ไม่รู้จบ

เกิดหรือตาย
ไม่ได้อยู่ในมือใคร
แต่อยู่ในมือเราว่าจะพัฒนาตัวเองหรือเปล่าเท่านั้นเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ไม่ละทิ้งซึ่ง "ความฝัน"

เราเห็นเบื้องหน้าของความสำเร็จมาเยอะแยะ
แต่ไม่เคยรู้ว่าใต้ผ้าคลุมของซูเปอร์แมนนั้นมีบาดแผลแค่ไหน
ไม่ได้บอกว่าทั้ง 14 คนนี้ทำสิ่งยิ่งใหญ่
แต่มองว่าพวกเขาคือคนธรรมดาที่ไม่ละทิ้งซึ่ง "ความฝัน"

มาลองดูลองฟังศิลปินที่เราชื่นชอบเพลงของพวกเขาว่า
กว่าจะเป็นที่รู้จักในวันนี้ เขาผ่านอะไรมาบ้าง?

ตูน บอดี้สแลม ร้องเพลงคืนละ 400 บาทมาก่อน
ท่ามกลางความอับอายที่ทางบ้านต้องคอยตอบคำถามคนอื่นว่า
"ลูกชายจบจุฬามา ทำงานอะไรเหรอ?"

หนุ่ม กะลา วงแตก ฝันสลายเรื่องร้องเพลง
แล้วใครจะเลี้ยงดูทางบ้าน
เขาต้องพบจิตแพทย์ เกือบฆ่าตัวตาย

ป้าง นครินทร์ ท้อใจเมื่อผลงานไม่สำเร็จ
ไปเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว จนคิดหันหลังให้วงการเพลง
อะไรทำให้พวกเขาก้าวผ่านจุดต่ำสุดของชีวิตมาได้

นั่นคือเรื่องที่เราน่าฟังเป็นบทเรียน

คุณจะได้ยินเกือบทุกคนพูดถึงผู้ชายที่ชื่อ "พี่นิค" Nick Genie
เขาคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวงร็อคชั้นนำของประเทศ
เขากำลังเขียนหนังสือเล่าถึงประสบการณ์การบริหารวงร็อค
ตลอด 16 ปีของค่าย genie records

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

เงินสำคัญ VS เวลาสำคัญ

ถ้าเป็นคุณ...คุณจะเลือกงานไหน?
-----
งานที่หนึ่ง
เงินเดือน 1,000,000 บาท
แต่ไม่มีเวลาใดๆ ให้กับใครทั้งนั้น

งานที่สอง
เงินเดือน 30,000 บาท
แต่มีเวลาเพียงพอที่คุณจะใช้กับคนที่คุณรัก
และถ้าเลือกไปแล้ว
คุณต้องทำงานนั้นไปตลอดชีวิต!

ถ้าเป็นคุณ...
คุณจะตัดสินใจเลือกงานไหน?
-----
หากคำตอบของคุณคืองานแรก
นั่นแปลว่าเงินสำคัญกว่าเวลา

แต่ถ้าหากคำตอบของคุณคืองานที่สอง
นั่นแปลว่าเวลาของคุณย่อมสำคัญกว่าเงิน
-----
ถ้าคุณคิดว่าเงินเป็นสิ่งสำคัญ
จงทำงานหนักเพื่อแลกมันมา

แต่ถ้าคุณคิดว่าเวลาเป็นสิ่งสำคัญ
เพียงแค่อยากจะถามว่า...
ทุกวันนี้
... คุณใช้เวลาไปกับอะไร?

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

เป้าหมายชีวิตผ่านมุมมอง LTF & RMF

คุณเชื่อหรือไม่ว่า...
การเลือกซื้อ LTF และ RMF
สามารถบอกได้ว่า...
คุณวางแผนชีวิตไว้อย่างไร!
-----
อธิบายกันซักเล็กน้อยว่า..
LTF คือ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว
และ RMF คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

คนส่วนใหญ่เลือกใช้ทั้ง LTF และ RMF
เป็นเครื่องมือในการ "ลงทุน"
รวมถึงสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

แต่ถ้ามองกันลึกลงไปกว่านั้น
การเลือกซื้อกองทุนรวมเหล่านี้
อาจสะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนชีวิตคุณ
-----
เรื่องแรก คือ "เป้าหมายในการลงทุน"
เนื่องจากกองทุนรวม คือ เครื่องมือในการ "ลงทุน"

คนที่ตัดสินใจซื้อ "กองทุนรวม" นั้น
ควรจะมีเป้าหมายในการลงทุนเป็นหลัก
ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อ "ประหยัดภาษี"
เพราะถ้า "เป้าหมาย "กลายเป็น "ประหยัดภาษี"
อาจจะทำให้คุณมองข้าม "ความเสี่ยง" โดยที่ไม่รู้ตัว

บางคนซื้อ LTF โดยที่ไม่รู้ว่า
เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยง "สูง"

ส่วนบางคนซื้อ RMF โดยที่ไม่รู้ว่า
ต้องถือไว้จนครบอายุ 55 ปี

บางคนซื้อทั้งสองกองทุน
โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองไม่ต้องเสียภาษี!!

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยตัดสินใจแบบนี้
บางที... คุณอาจจะตั้งเป้าหมายในการลงทุนผิด
และมันอาจจะสะท้อนให้เห็นถึง
การตั้งเป้าหมายสำหรับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต
-----
เรื่องที่สอง คือ "เป้าหมายชีวิตหลังเกษียณ"
คุณวางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างไร

งานวิจัยบางชิ้นระบุไว้ว่า
คนจำนวน 62% ไม่เคยวางแผนชีวิตหลังเกษียณ

RMF คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่ง
ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการวางแผนหลังเกษียณ
โดยกำหนดเงื่อนไขการออมอย่างเป็นระบบ
พ่วงด้วยสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี
แต่เนื่องจากเงื่อนไขที่ค่อนข้างยุ่งยาก
ไม่ว่าจะเป็นการบังคับซื้ออย่างต่อเนื่อง
และต้องถือครองเป็นเวลานาน
ทำให้คนส่วนใหญ่มองข้ามประโยชน์ที่แท้จริงไป

หากคุณมีการวางแผนหลังเกษียณไว้แล้ว
การที่คุณไม่ใส่ใจการลงทุน RMF คงไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ถ้าหากคุณยังไม่มี...
มันอาจจะแปลว่าคุณยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า
.. ชีวิตหลังเกษียณจะเป็นอย่างไร
-----
อย่ามองเรื่องการเงินเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆ
เพราะมันคือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า
คุณใส่ใจกับชีวิตของตัวเองแค่ไหน

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

รู้จักจด ไม่มีวันจน

"รู้จักจด ไม่มีวันจน"
สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บ
เพราะเขาไม่เคยแกะรอยการใช้เงินของตัวเอง

เวลาได้เงิน ได้มาเดือนละครั้ง
แต่เวลาจ่ายออก จ่ายทุกวัน แต่จ่ายอะไรบ้าง ไม่รู้เลย
เขาจึงได้นั่งสงสัยว่า "เงินกรูหายไปไหน?"

ไม่ต่างกับที่ จา พนม เฝ้าถามว่า "ช้างกรูอยู่ไหน?"
ตั้งแต่เคยใช้ App แนวๆ นี้มา
ชอบ App จดค่าใช้จ่ายนี้สุดๆ
ชื่อ "Money Lover" ใน Play store
สีสันสวยงาม ใช้ง่าย ตั้งค่าต่างๆ ได้เองว่าเป็นค่าใช้จ่ายเรื่องอะไร
สรุปค่าใช้จ่ายประจำเดือนแยกประเภท
แถมถ้าวันไหนลืมบันทึก
มันจะเด้งถามเราเลยว่า
"วันนี้ไม่มีค่าใช้จ่ายเหรอ บันทึกหน่อยมั้ย?"
สุดยอด ที่สำคัญฟรี!

พอเราจด เราจะรู้นิสัยการใช้เงินของเรา
เราอาจจะตกใจว่าฉันใช้เงินเยอะขนาดนี้เลยหรือ มิน่าล่ะ
จากนั้นเราจะเริ่มยับยั้งชั่งใจได้
และเราจะมีเงินเก็บในที่สุด
"เริ่มจด =เลิกจน"
เชื่อสิ เข้าใจตรงกันนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

เขียน "สิ่งที่ต้องทำ" ของวันพรุ่งนี้

จุดผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่เป็นก็คือ
เขาไม่เขียน "สิ่งที่ต้องทำ" ของวันพรุ่งนี้
ลงไปในกระดาษตั้งแต่ก่อนนอน

คนจำนวนมากตื่นมาพร้อมกับคำถามที่ว่า
"วันนี้มีอะไรต้องทำบ้าง?"
แย่กว่านั้นหน่อย ก็ถามว่า "วันนี้ทำอะไรดี?"
หรือแย่ที่สุด เขาไม่เคยถามตัวเองเลยสักครั้ง
ได้แต่ไหลไปเรื่อยๆ
แล้วแต่ชีวิตจะพาไป

ลองคิดสิ
ระหว่างคนที่เขียน "สิ่งที่ต้องทำ" ลงไปในกระดาษก่อนเข้านอน
วาดแผนการไว้หมดแล้วว่าพรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง
กับอีกคนที่ไม่ได้เขียน

คณว่าใครจะเริ่มต้นวันใหม่ได้ดีกว่ากัน?
คุณว่าใครจะใช้เวลาได้เต็มประสิทธิภาพกว่ากัน?
หัดเป็นเจ้านายตัวเองง่ายๆ ด้วยการเขียนสิ่งที่ต้องทำลงไป
ตื่นมาพร้อมกับรับคำสั่งของเจ้านาย (ซึ่งก็คือตัวเราเอง)
ลงมือทำ แล้วรายงานผลสรุปตอนท้ายของวันส่งเจ้านายว่าเราทำสำเร็จมั้ย
เท่านี้ ชีวิตก็ควบคุมได้อย่างใจแล้ว

ทำตามคำสั่งคนอื่นมาเยอะแล้ว
ทำไมไม่ทำตามคำสั่งตัวเองบ้างล่ะ?
ใครเริ่มต้นวันใหม่ได้ดี ใช้เวลาทั้งวันได้มีประสิทธิภาพ
เกมนี้ชนะเห็นๆ
ลองดูสิ เริ่มเขียนเลย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ปัญหา

ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ของมันแพง
แต่ปัญหาอยู่ที่เราไม่มีเงินซื้อ

และไอ้ที่เราไม่มีเงินซื้อ
ก็ไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง
แต่ปัญหาที่แท้จริงก็คือเรามัน "อ่อน" เอง
ไม่สู้กับชีวิต ยอมแพ้ง่าย

อย่าอ้างว่าบ้านจน เรียนน้อย
แก่แล้ว เด็กเกิน หรือกระทั่งพิการ
เพราะข้ออ้างที่ว่ามา
มีคนทลายมันได้หมดแล้ว

ในเมื่อโลกนี้มีแต่ของดีๆ
มีคนทำอาหารอร่อยๆ คุณภาพดี ไว้ให้กิน
มีคนทำที่พักสวยๆ ไว้ให้พัก
มีคนสร้างบ้านงามๆ ไว้ให้อยู่
มีคนสร้างรถดีๆ ไว้ให้ขับสบายๆ

แล้วทำไมเราจะต้องใช้ชีวิตแบบ
กินข้าวร้านนี้ จริงๆ ก็ไม่อร่อยนะ แต่กินเพราะมันถูกดี
ซื้อเสื้อตัวนี้ จริงๆ ก็ไม่ค่อยชอบใส่นะ แต่เพราะมันถูกดี
นอนโรงแรมนี้ จริงๆ ก็ไม่ค่อยชอบนะ แต่เพราะมันถูกดี
ชีวิตแบบนี้มันสนุกตรงไหน
เปล่า ไม่ได้ให้ไปถลุงเงิน บ้าสิ่งของ
แต่มันคือ "การใช้ชีวิต"

ถ้าไม่โกหกตัวเอง
ใครก็อยากกิน อยากใช้ของดีๆ หรือไม่จริง?

เศรษฐีที่รวยด้วยตัวเองท่านนึงเคยบอกว่า
"ถ้าเงินแก้ปัญหาได้ ปัญหานั้นไม่เรียกว่าปัญหา"
ฟังทีแรกอาจน่าหมั่นไส้ แต่ว่าจริงโคตร

ก็ในเมื่อโลกนี้เต็มไปด้วยความสมบูรณ์แบบ
แล้วทำไมเรายังมัวมาใช้ชีวิตแบบขาดแคลน
จริงมั้ย?
สู้มั้ย?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2557

คนทั่วไปรอคอยวันหยุด คนสำเร็จรอคอยวันทำงาน

มันไม่ง่ายจริงๆ ที่เราจะตั้งใจทำงาน
ในเมื่อ 1 ปีมีวันหยุดเยอะเหลือเกิน
คิดแล้วก็น่าขำนะ

ผ่านมา 3 เดือนครึ่งแล้ว
เรายังฉลองปีใหม่กันไม่เสร็จเลย
ว่ากันตั้งแต่ปีใหม่ฝรั่ง ปีใหม่จีน มาจนปีใหม่ไทย
กว่าจะฉลองเสร็จ ก็คงหมดเดือนเมษา
สรุปเราใช้หนึ่งปีไปแล้ว 5 เดือน
(ธันวา มกรา กุมภา มีนา เมษา)

ถ้ามีใครมาบอกว่าเราเป็นพวกขายแรงงาน เราจะโกรธ
คนอย่างเราขายสมองเว้ย เราขายความคิด
แต่พอเข้าวันแรกของเดือนพฤษภาคม
เราก็หยุดวันแรงงาน ถ้าขืนไม่หยุด มีโกรธแน่
หรือถ้าวันหยุดไหนตรงกับเสาร์อาทิตย์
เราต้องมีชดเชยวันหยุด
แต่เราไม่เคยชดเชยวันทำงานบ้าง

สักพักก็เข้าหน้าฝน เราบ่นว่าเดินทางลำบาก
ฝนตก เฉอะแฉะ บรรยากาศน่านอนมากกว่าทำงาน
หน้าร้อนทำงานได้ดีกว่า
ทั้งที่เมื่อตอนหน้าร้อน
เรายังบ่นๆ อยู่เลยว่าร้อนจนไม่มีอารมณ์ทำงาน
ระหว่างนั้นเรายังมีแวะพักวันสำคัญทางศาสนา
และวันสำคัญอื่นๆ อีกประปราย
แต่เราก็ยังบ่นกันว่า เรามีวันหยุดน้อยเกินไป

เผลอแป๊บๆ ก็ปลายปี
เราเตรียมตัวฉลองคริสต์มาสกันตลอดเดือนธันวาคม
ทั้งที่เราเป็นเมืองพุทธ
บรรยากาศเดือนธันวารีแล็กซ์ สบายๆ
ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครอยากทำงานกันแล้ว

แล้วมันก็วนเวียนอยู่อย่างนี้
เราถึงรู้สึกว่าปีนึงๆ มันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
ยังไม่ทันทำอะไรเลย
ก็นั่นล่ะ
ถึงบอกว่ามันไม่ง่ายจริงๆ ที่เราจะตั้งใจทำงาน
มันเหมือนละครที่พักโฆษณาบ่อย
มันเหมือนนักมวยที่ต่อยๆ อยู่
แล้วสปอนเซอร์ขึ้นมาแจกทอง
กว่จะตั้งหลักรวบรวมอารมณ์ได้ ก็หมดปี
พูดแบบไม่ต้องถนอมน้ำใจ

คนที่ไม่วางแผนชีวิตเลยว่าปีนี้ฉันต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง
จึงแทบไม่มีทางประสบความสำเร็จในชีวิต
เพราะปัจจัยทั้งภายในภายนอกมันรุมเร้าจนเราไม่เอาไหนในที่สุด
! มันไม่ง่ายจริงๆ ที่เราจะตั้งใจทำงาน
ในเมื่อ 1 ปีมีวันหยุดเยอะเหลือเกิน
แต่ก็ไม่ยาก ถ้าเราจะวางแผนชีวิตบ้าง
วางแผนวันหยุดกันมาเยอะแล้ว
วางแผนชีวิตกันบ้าง ว่าก็น่าจะดี

คนทั่วไปรอคอยวันหยุด
คนสำเร็จรอคอยวันทำงาน
ใครบางคนว่าไว้แบบนั้น
ว่ามันใช่เลย!
ขอให้มีความสุขทั้งวันหยุดและวันทำงาน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2557

ครั้งแรก อิสรภาพทางการเงิน

อิสรภาพทางการเงินของคุณ
เริ่มต้นจากความคิด "ครั้งแรก"
-----
จำได้ไหมว่า...
เราทุกคนล้วนมี "ครั้งแรก"

หัดก้าวเดินด้วยเท้าทั้งสองข้าง
ทานอาหารด้วยสองมือของตัวเอง
ขับรถออกถนนด้วยใจสั่นๆ
หัดว่ายน้ำแบบกล้าๆ กลัวๆ
ฝึกเล่นเครื่องดนตรีที่ชื่นชอบอย่างเมามันส์
หรือแม้แต่..
การที่เราได้ "อะแฮ่ม" ครั้งแรก
-----
เชื่อว่า...
การเริ่มต้นอะไร "ครั้งแรก"
ถือเป็นเรื่องที่ยากมากๆ
แต่ถ้าหากเรามี "ความเชื่อ" ว่า
สิ่งนั้นเป็นสิ่งสำคัญของชีวิต
เรามักจะตั้งใจทำ
และทำออกมาได้ดีเสียด้วย
-----
หลายๆ คนอยากจะตอบโจทย์ชีวิต
พิชิต "ความร่ำรวย" ด้วยคำว่า "พอ"
หรืออยากจะมี "อิสรภาพทางการเงิน"
เพื่อเติมเต็ม "อิสรภาพการใช้ชีวิต"

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น
เราต้องเริ่มต้นจากความคิด "ครั้งแรก"
ใช่ !  หมายถึง
ความคิดครั้งแรกที่จะเริ่มต้น "ออมเงิน"
-----
เพียงแต่มันติดตรงที่ว่า...
หลายคนคิดว่าจะออมเงิน
แต่มีบางคนกลับลืม
ที่จะลงมือ "ออม" เป็น "ครั้งแรก"
หรือว่า...
เราจะปล่อยให้ความสำเร็จทางการเงิน "ครั้งแรก"
เป็นได้แค่ฝัน ... เท่านั้นเอง

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

ชีวิต"อิสระ"ที่แท้จริงนั้น...มันเป็นอย่างไร?

เคยถามตัวเองไหมว่า
ชีวิต"อิสระ"ที่แท้จริงนั้น
มันเป็นอย่างไร?
----
ใครคนหนึ่งเคยบอกว่า..
ชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้น
ขึ้นอยู่กับ "งาน" ที่เค้า "เลือก"
ระหว่าง...
"งานประจำ" และ "งานอิสระ"
งานประจำ หรือ "มนุษย์เงินเดือน"
ที่หลายคนอยากจะลืมเลือนในทุกๆ วัน
งานอิสระ หรือ "งานไม่ประจำ"
แต่ก็ต้องทำเพื่อให้มีเงินใช้
เมื่อฟังแบบผิวเผิน
"งานอิสระ" น่าจะได้สัมผัสชีวิตที่ดีกว่า
----
แต่ไม่ว่าจะงานไหนที่เลือก "ทำ"
ย่อมผูกพันกับสิ่งที่เรียกว่า
"ความรับผิดชอบ"
ไม่ว่าจะเป็นงานอิสระ
หรืองานประจำก็ตาม
เราต่างล้วนต้องรับผิดชอบ
ภายใต้กรอบจำกัดของงานนั้นๆ
เพราะฉะนั้น "อิสระ" ย่อมไม่มีจริง
มันอาจเป็นแค่สิ่งที่พูดแล้วดูดี
----
คนที่ทำงานอิสระ
คงไม่มีสิทธิพูดว่างานของเขาดีกว่า
เช่นเดียวกัน คนทำงานประจำ
ก็ไม่มีสิทธิต่อว่าในความต่าง
เพราะสุดท้ายมันก็อยู่ที่
"ตัวเรา"
----
เชื่อว่า...
ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น
เราทุกคนล้วนถูกกรอบ หรือกฎเกณฑ์ต่างๆ
ครอบงำ "อิสรภาพ" เอาไว้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร
เราควรถามตัวเองว่า...
"รัก" ที่จะอยู่ในกรอบไหนมากกว่ากัน?
และที่สำคัญที่สุด
ชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีแค่ "สองทาง"
จริงไหม?

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

เรียนรู้วิธีประสบความสำเร็จผ่านมุมมอง "โจรวิ่งราว"

วิธีประสบความสำเร็จในชีวิต
คือ ยึดถืออุดมคติให้เหมือนกับ "โจรวิ่งราว"
-----
มองหา "เป้าหมาย"
เหมือนกับการ "เล็งหาเหยื่อ"
ตรวจสอบเป้าหมาย "อย่างรอบคอบ"
ก่อนที่จะตัดสินใจ "ลงมือ"
พุ่งหา "เป้าหมาย" ด้วยความว่องไว
หลังจากนั้น "คว้าไว้" อย่างมั่นคง
เหมือนกับการ "กระตุกของมีค่า"
โดยที่ยังไม่มีใครสักคนรู้ตัว
-----
หากคุณทำได้...
ในขณะที่คนอื่นกำลังหยุดมอง
คุณจะไปได้ "ไวกว่า" และ "ไกลกว่า"
จนไม่มีใครไล่ตามคุณทันอีกต่อไป
หลังจากนั้น
จงหยุดเดินและเรียนรู้ชีวิต
-----
แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน
ระหว่าง "ตัวเรา" กับ "โจรวิ่งราว"
โจรต้องการขโมยสิ่งมีค่าจากผู้อื่น
แต่ "เรา" ต้องค้นหาสิ่งมีค่าที่อยู่ข้างในตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว "เป้าหมาย" ที่แท้จริง
... ต้องไม่ใช้วิธีการ "แย่งชิง" จากใคร

TaxBugnoms
14 ชม. ·
วิธีประสบความสำเร็จในชีวิต
คือ ยึดถืออุดมคติให้เหมือนกับ "โจรวิ่งราว"
-----
มองหา "เป้าหมาย"
เหมือนกับการ "เล็งหาเหยื่อ"
ตรวจสอบเป้าหมาย "อย่างรอบคอบ"
ก่อนที่จะตัดสินใจ "ลงมือ"
พุ่งหา "เป้าหมาย" ด้วยความว่องไว
หลังจากนั้น "คว้าไว้" อย่างมั่นคง
เหมือนกับการ "กระตุกของมีค่า"
โดยที่ยังไม่มีใครสักคนรู้ตัว
-----
หากคุณทำได้...
ในขณะที่คนอื่นกำลังหยุดมอง
คุณจะไปได้ "ไวกว่า" และ "ไกลกว่า"
จนไม่มีใครไล่ตามคุณทันอีกต่อไป
หลังจากนั้น
จงหยุดเดินและเรียนรู้ชีวิต
-----
แต่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน
ระหว่าง "ตัวเรา" กับ "โจรวิ่งราว"
โจรต้องการขโมยสิ่งมีค่าจากผู้อื่น
แต่ "เรา" ต้องค้นหาสิ่งมีค่าที่อยู่ข้างในตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว "เป้าหมาย" ที่แท้จริง
... ต้องไม่ใช้วิธีการ "แย่งชิง" จากใคร

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ใช้ชีวิตให้ "สมฐานะ"

หนึ่งในคำที่ชอบมากก็คือคำว่า
"สมฐานะ"

มันลึกซึ้ง ครอบคลุม และเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
จะค่อยๆ เล่าให้ฟัง

"ถ้าเราจน ก็ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างคนรวย"
สิ่งนี้แน่นอนอยู่แล้ว ใครก็รู้

แต่สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้ กลับไม่ค่อยมีใครพูด
นั่นคือ
"ถ้าร่ำรวยหรือพอมี เราก็ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างยากจน"
คุณจะเชื่อมั้ยว่า
มีคนจำนวนนึงเลยที่เฝ้า "ดูถูกตัวเอง"

เขาไม่คิดว่าจะคู่ควรกับความสำเร็จ ความร่ำรวย
อย่างฉันน่ะมันต้องจนๆ ต่อไป ต้องล้มเหลวแน่ๆ
ใช่! หลายคนคิดแบบนั้น แต่ไม่รู้ตัว
คุณคงเคยเห็นหรือได้ยินข่าวผู้ชราที่ตายลง
แล้วมีคนพบสมบัติมากมายที่เก็บไว้
หรือคุณคงเคยเห็นผู้มีอันจะกิน
แต่ตลอดชีวิตอยู่ด้วยความเขียม ประหยัดทุกเม็ด
หรือคุณอาจจะเป็นเอง

คุณซื้อทุกอย่างโดยดูราคาถูกที่สุดเป็นหลัก
ใส่เสื้อผ้าถูกๆ กินข้าวถูกๆ ใช้ชีวิตถูกๆ
พูดง่ายๆ ใช้ชีวิตต่ำกว่ามาตรฐานของตัวเอง
ไม่ได้บอกว่างั้นให้เราทุกคนออกไปผลาญเงิน
หรือรวยแล้วเหยียบดินกินข้าวแกงไม่เป็น
แต่หมายถึงการใช้ชีวิตให้ "สมฐานะ"

เพราะการใช้ชีวิตที่จำกัดจำเขี่ย ทั้งที่เราพอมีพอใช้
มันจะสร้างภาพในหัวของเราว่า
"โลกนี้เต็มไปด้วยความขาดแคลน"
"วันนึงฉันต้องแย่แน่ๆ"
บอกได้เลยว่านั่นคือการสะกดจิตตัวเองที่ร้ายกาจมาก
เราเองก็เคยเป็น

ลึกๆ รู้สึกตัวเองไม่คู่ควรกับความสำเร็จ
คุณจะเชื่อมั้ยว่าช่วงชีวิตนึง
เคยไว้ผมเผ้ายาวรุงรัง ปล่อยให้สิวเกรอะกรัง
เพราะไม่รักตัวเอง  ถึงทำแบบนั้น

เคยมีโต๊ะทำงานคือกล่องกระดาษที่จับมาคว่ำ นั่งทำงานกับพื้น
นอนที่นอนเก่าๆ ผ้าห่มขาดๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ยากจนขนาดนั้น
แต่เพราะคิดว่า มันไม่คู่ควรกับสิ่งดีๆ

พอรู้จักกับคำว่า "สมฐานะ"
ถึงได้ปลดล็อคกุญแจที่ขังผมไว้
ตัดผม โกนหนวด มีโต๊ะทำงาน มีเตียงนอน
กินอาหารดีๆ เที่ยวพักผ่อนที่ดีๆ ที่ "สมฐานะ" ของเรา
มันทำให้ นับถือตัวเองมากขึ้น
มันทำให้ อยากให้รางวัลตัวเอง
มันทำให้ รักตัวเองมากขึ้น
มันทำให้ กล้าบอกกับตัวเองว่า
"คนอย่างเราสิที่คู่ควรกับความสำเร็จ!"
มันทำให้ ใช้ชีวิตอย่าง "สมฐานะ"

น่าแปลกที่พอคิดแบบนั้น
โลกทั้งใบคล้ายจะเปลี่ยนไป
เริ่มมีแต่เรื่องดีๆ เข้ามาหา จนรับแทบไม่ทัน
เหมือนฝนเย็นใจหล่นจากฟ้า  ต้องหาโอ่งหาขันมารอง
แสดงว่าที่ผ่านมา มัวถือช้อน
เพราะคิดว่าคงมีแค่หยดน้ำหล่นลงมาหรือนี่?

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นเรื่องลึกซึ้ง
ซึ่งไม่แน่ใจว่าทุกคนจะเข้าใจ
มันคล้ายการบอกให้ออกไปใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย
แต่เปล่า  หมายถึงการใช้ชีวิตให้พอดีกับตัวเรา
หมายถึงการให้รางวัลกับตัวเองบ้าง
สิ่งนี้จะทำให้เราอยากเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

โลกนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์
มีสิ่งดีๆ มากพอสำหรับเราทุกคน
และตัวเราเองก็มีศักยภาพมากมายที่จะคู่ควรกับสิ่งดีๆ นั้น
ใช้ชีวิตให้สมฐานะ เลิกดูถูกตัวเอง รักและนับถือตัวเอง
แล้วสิ่งดีๆ จะวิ่งเข้ามาหาเรามากขึ้นเรื่อยๆ
ชีวิตที่ว่าดีอยู่แล้ว จะยิ่งดีขึ้นไปอีก
นี่คือเรื่องจริง

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2557

ธรรมะผ่านทาง "Facebook"

เชื่อหรือไม่ว่า...
เราทุกคนเรียนรู้ธรรมะผ่านทาง Facebook
-----
What 's on your mind
"คุณกำลังคิดอะไรอยู่"
เป็นเช่นดังการฝึก "อานาปานสติ"
เพื่อให้ระลึกรู้ความเป็นไปของความคิด
... ผ่านทางลมหายใจ
-----
Like หรือ ถูกใจ
เปรียบเสมือนกับ "มุทิตา"
หรือ "ความยินดี" เมื่อผู้อื่นได้ดี

Share หรือ การส่งต่อ
เป็นดังเช่น "เมตตา" และ "กรุณา"
หรือ ปราถนาให้ผู้อื่นมีความสุกข์ และ พ้นทุกข์

เมื่อเจอข้อความที่เราไม่ชอบ
นั่นคือการฝึก "อุเบกขา" หรือ "วางเฉย"
โดยการเลื่อนให้ข้อความผ่านไป
และทั้งหมดนั้น
... คือการเรียนรู้ "พรหมวิหาร 4"
-----
เรามองเห็น "โลกธรรม 8"
โลกมีอยู่ประจำกับชีวิต
สังคมและโลกของมนุษย์เป็นความจริง
... ที่ทุกคนต้องประสบผ่านทางหน้า "News Feed"
-----
สุดท้าย "Timeline" คือ "ไตรลักษณ์"
เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต
เช่นดัง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ความสุข ความทุกข์ ความเศร้า ความเหงา
ล้วนคือ... ความไม่เที่ยง แปรปรวนไป สลายไปในที่สุด
ชีวิตของเรานั้น.. จะหาอะไรมาเป็น "เรา"
... หรือ "ของเรา" ไม่ได้เลย

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

...จดหมายจากพ่อและแม่ถึงลูกที่รัก ...

ถึงผู้เป็นลูกทุกคน ...ในวันครอบครัว ขอฝากจดหมายข้อคิดดีดี เตือนสติ เตือนใจ ... ขอลูกอ่านอย่างสงบนิ่งคิดตามสำนวนในจดหมายฉบับนี้... ขอให้ตระหนักถึงความรัก และความซาบซึ้ง เพื่อให้ ซึมซับเข้าไปในจิตใจของทุกคน

...จดหมายจากพ่อและแม่ถึงลูกที่รัก ...

เมื่อพ่อกับแม่เริ่มแก่ตัว เราหวังว่าลูกจะอดทนเราได้บ้าง บางคราวที่เราทำจานหรือทำแก้วแตก หรือทำแกงหกบนโต๊ะ เพราะสายตาไม่ดี ลูกคงไม่ตวาดใส่เรานะ...ลูกนะ! ...คนแก่มักจะอ่อนไหว ถูกตวาดเมื่อใดก็น้อยใจมากๆเลย...

ลูกรู้ไหม? เมื่อใดที่เราหูดับ เราจะไม่ได้ยินลูกเลย... ขอลูกอย่าตะคอกถามเรา "หูหนวกหรือไง!" โปรดพูดช้าๆ อีกครั้ง หรือจะเขียนให้เราอ่านก็ได้นะ...ลูกรัก พ่อกับแม่เสียใจ ที่แก่ตัวแล้วเป็นอย่างนี้

เมื่อขาหมดแรงลุกไม่ขึ้น เพราะเข่าไม่ดี เราก็หวังว่าลูกจะช่วยพยุงให้แม่ลุกขึ้นได้ เหมือนกับที่เราเคยช่วยพยุงลูก เมื่อเริ่มหัดเดินนั่นแหละลูกเอ๋ย...

เราหวังว่าลูกจะทนฟังเราได้ เมื่อเราพูดซ้ำซาก ขอลูกอย่าทำให้เราเป็นตัวตลก หรือกลัดกลุ้มที่จะฟังเราเลย ลูกจำได้ไหม? เมื่อเจ้ายังเล็ก แล้วเฝ้าพร่ำวอนกับพ่อว่า "อยากได้ลูกโป่งใบนั้น ลูกพูดแล้วพูดอีก จนแม่ต้องซื้อให้ในที่สุด"

โปรดให้อภัยเรื่องกลิ่นตัวของพ่อและแม่ ที่จะต้องมีกลิ่นคนแก่ๆ มันเป็นเรื่องธรรมดา ... ขอลูกอย่าเคี่ยวเข็ญให้เราอาบน้ำเลยนะ ร่างกายเราอ่อนแอมากแล้วเราจะไม่สบายมากเลยหวังว่าเมื่อเราเข้าไปใกล้ๆลูก ลูกจะไม่ลุกหนีจากเราไป ลูกจำได้ไหมเมื่อลูกยังเล็กๆแม่ต้องวิ่งไล่ลูกอยู่นานกว่าจะอาบน้ำลูกได้แต่ละครั้ง...

พ่อกับแม่ก็หวังว่า ลูกจะทนกับความป้ำๆเป๋อๆของเราได้ ลูกเอ๋ย...ถ้าลูกเริ่มแก่ตัว ลูกจะมีเวลาว่างเหลือเฟือเลย เราหวังว่า ลูกจะคุยกับเราบ้าง แค่ไม่กีนาทีก็พอแล้ว เราก็รู้ดีว่า ลูกต้องยุ่งกับธุรกิจการงานแต่ก็ขอเวลาคุยกับเราสักนิดเถิดนะลูกเอ๋ย... แม้ว่าเรื่องของเราจะไม่น่าสนใจเลยก็ตาม...

ลูกจำตอนเด็กๆ ได้ไหมว่า ลูกมีเรื่องเล่าให้พ่อแม่ฟังมากมายเหลือเกิน แล้วเราก็เออๆ ออๆรับฟัง ฟังลูกทุกเรื่องฟังอย่างสนใจและรู้เรื่องดีทุกครั้งไป ลูกเอ๋ย... เมื่อวาระสุดท้ายคืบคลาน มาหาพ่อกับแม่... พ่อกับแม่ต้องนอนป่วยบนเตียง. เราหวังว่าลูกจะช่วยดูแลเราด้วย.

เราขอโทษที่ทำที่นอนเปียกแฉะหรือเปรอะเปื้อน เราหวังในความดูแลของลูกเมื่อวาระสุดท้ายมาถึง...เมื่อมันมาถึง พ่อกับแม่คงจะไม่ทนอยู่ได้นานนักหรอกจ๊ะเมื่อความตายมาถึง พ่อกับแม่หวังว่า ลูกจะจับมือเราไว้ ให้เราเข้มแข็ง และไม่หวั่นวิตกต่ออนาคตที่ไม่รู้ว่ามีอยู่หรือไม่...ในที่สุดแล้วเมื่อเราได้จากไปแล้ว... ไปเฝ้าพระผู้สร้าง...พ่อกับแม่ จะพร่ำกระซิบท่านที่ข้างหู ถึงความดีงามของลูก...ที่รู้จักรักและกตัญญูต่อพ่อกับแม่

ลูกรัก! พ่อกับแม่ขอขอบใจทุกๆ อย่าง...ในความรักและเอาใจใส่ที่ให้กับเรา พ่อและแม่รักลูกมาก ...
รักลูกเสมอ ...
รักลูกตลอดไป ...
รักลูกจนวันสุดท้ายของชีวิต ....
จาก.... พ่อ และ แม่

แหล่งที่มา     Facebook : SSO Savings Club

"คิดลบ" ไม่เวิร์ค

ถ้า "คิดลบ" แล้วมันเวิร์ค
ชีวิตคนส่วนใหญ่ก็คงจะดีกันหมดแล้ว

ถ้า "คิดลบ" แล้วมันไม่เวิร์ค
ทำไมไม่ลองเปลี่ยนแผน

มาลองค้นหาสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในทุกเรื่องล่ะ?
ไม่อยากใช้คำว่า "คิดบวก"
เพราะคนส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่เข้าใจคำนี้
ไปคิดว่ามันคือการหลอกตัวเองไปวันๆ
เจ็บปวดก็คงต้องแกล้งหัวเราะแบบนั้นมั้ง
ทั้งที่จริงไม่ใช่เลย

ความจริงก็คือ มีสิ่งดีๆ ซ่อนอยู่เสมอในทุกเรื่องราว
ต่อให้เรื่องที่ทำให้เราเสียน้ำตา ก็ยังมีบางอย่างที่สอนเรา
ต่อให้ล้มจนหมดตัว ก็ยังให้บทเรียนกับเรา
อยู่ที่เราจะเก็บอะไรมาจากเหตุการณ์นั้น

คำถามสำคัญทุกครั้งที่ชีวิตล้มลงก็คือ
"สิ่งนี้สอนอะไรฉัน?"
เก็บมันขึ้นมาเป็นบทเรียน
พกติดใจไว้ จะได้ไม่ล้มท่าเดิม จะได้เริ่มท่าใหม่
ถึงจะล้มอีกทีก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้อะไรทุกครั้งที่ล้มลง

ถ้า "คิดลบ" แล้วมันไม่เวิร์ค
ทำไมไม่ลองเปลี่ยนแผนดูบ้างล่ะ?

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ความรวย ความจน ทำให้คนเราไม่รู้จักกัน

รู้ไหมว่า...
ทำไม "ความรวย " และ "ความจน"
ถึงทำให้ "คนเรา" ไม่รู้จักกัน
----
การที่เราไม่รู้จักกัน
ไม่ใช่เพราะความแตกต่างทางชนชั้น

แต่มันเป็นเพราะ
"วิธีคิด" ที่แตกต่างกันต่างหาก

คนรวยมีวิธีคิดแบบคนรวย
ในขณะที่คนจนมีวิธีคิดแบบคนจน

"ความจน" มักทำให้ "คนจน" สงสัย
ว่าคนรวย "ทำอย่างไร" ถึงจะรวย

ในขณะที่คนรวยกำลังบอกว่า
"ความรวย" นั้นเริ่มต้นจาก "วิธีคิด"
เมื่อคิดและเห็นไม่เหมือนกัน
มันจึงเกิดความไม่เข้าใจ
และท้ายที่สุดนั้น
... เราจึงไม่รู้จักกันและกัน
----
ที่น่าเศร้าไปกว่านั้น
ความรวยและความจน
ไม่เพียงแต่ทำให้คนเราไม่รู้จักกัน

แต่มันกลับทำให้คนบางคน
เห็นว่าชีวิตย่ำแย่ลงไปทุกวัน
จนไม่รู้จักกระทั่งความต้องการของตัวเอง

ดังนั้น...
มันไม่สำคัญหรอกว่า
ตอนนี้เรากำลัง "รวย" หรือ "จน"
แต่มันสำคัญที่สุดตรงที่
ตอนนี้เรากำลัง "คิด" แบบไหนอยู่

แหล่งที่มา      Facebook : TaxBugnoms

เรื่องราวของ "จาดี" บันดาลใจมาก

เธอเรียนจบถาปัด ลาดกระบัง
แต่อยากมาเปิดร้านขนม
แม่เธอห้ามแล้วห้ามอีกว่าอย่าเลย เหนื่อยเปล่า
แม่ส่งเรียนตั้งห้าปี หมดเงินตั้งเยอะ
คุณยายถึงขั้นไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง
จะมาทำทำไม ร้านขนมเด็กเล่น
ยิ่งเธอเป็นลูกคนเล็กที่แม้แต่จานสักใบยังไม่เคยล้าง
แม่เธอเลยยิ่งห่วงว่าคงรอดยาก
แต่เธอยังยืนยันที่เปิดร้าน

แม่เลยขอให้เธอไปลองลงเรียนทำขนมก่อน
จากนั้นความหลงใหลพาเธอไปเรียนทำขนมถึงเมืองนอก
แม่เธอคิดว่าเธอคงจะเอือมกับการทำขนมแล้ว
แต่เปล่า กลับมาจากเมืองนอก เธอยืนยันจะเปิดร้านให้ได้
แม่เลยให้เงินมาสามแสนกับห้องแถวเล็กๆ ในหมู่บ้าน
เพื่อเปิดเป็นร้านขายขนมเบเกอรี่
โดยมีข้อแม้คือ ไม่มีลูกจ้างให้ ต้องทำเองทุกอย่าง
แม่คงกะว่าเธอจะเหนื่อยและเข็ดไปเอง
ไม่ได้ผล เธอเอาจริงจนแม่แปลกใจ
สุดท้ายแม่ต้องลงมาช่วยลูกสาวคนนี้

ร้านของเธอเล็กมาก อยู่ในหมู่บ้านห่างไกล
เธอเปิดห้องทำเบเกอรี่ให้ลูกค้าผ่านไปมาได้เห็น
แล้ววันนึงก็มีรายการทีวีมาเห็น
จึงชวนเธอทำรายการผ่าน youtube

แล้วเรื่องราวหลังจากนั้นก็กลายเป็นตำนาน
รายการของเธอมีคนดูเป็นล้านๆ วิว
โดยเฉพาะเด็กๆ ชอบดูเธอมาก เพราะเค้กของเธอน่ารักสุดๆ
มีสปอนเซอร์ติดต่อเข้ามาหาเธอ

เธอเปิดโรงเรียนสอนทำเบเกอรี่เล็กๆ แต่น่ารักมาก
(อยู่ถนนเสรีไท 57 โทร. 0840199876)
มีเด็กๆ มาขอถ่ายรูปกับเธอทุกวัน
เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจของเด็กๆ มากมาย
พอเล่าถึงตรงนี้ รู้สึกได้เลยว่าคุณแม่ภูมิใจในตัวเธอมาก
"เสียดายอย่างเดียว คุณยายอยู่ไม่ทันเห็นความสำเร็จของจาดี"

เพราะรู้ว่าเจอคนประเภทเดียวกัน
เรียนมาอย่าง ไปทำงานอีกอย่าง
แถมเป็นงานที่ไม่มีใครเชื่อว่าเราจะไปรอด

ยินดีกับ "พี่จาดี" ของเด็กๆ จริงๆ
นี่ล่ะตัวอย่างของการเปลี่ยนคำสบประมาทให้เป็นพลังใจ
ไม่ใช่ท้อแท้แล้วเที่ยวโทษว่าคนอื่นไม่เชื่อเรา เราเลยทำไม่ได้

"ฉันจะได้ดีให้ดู"
นี่ล่ะ คำที่คนสำเร็จทุกคนบอกกับตัวเอง
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังสู้อยู่บนทางของตัวเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบไหนในวันสงกรานต์?

ถ้าคุณได้หยุดในเทศกาลสงกรานต์
คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดา

ถ้าคุณไม่ได้หยุดในเทศกาลสงกรานต์
คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนทำโอที

ถ้าคุณได้หยุดต่อหลังจากเทศกาลสงกรานต์
คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาเยอะ

ถ้าคุณได้หยุดก่อนและและหลังเทศกาลสงกรานต์
คุณเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวันลาเยอะมว้ากกกก

ถ้าคุณไม่ได้หยุดเลยตั้งแต่เดือนมกราคม
คุณมีแนวโน้มจะฆาตกรรมนายจ้าง

ถ้าคุณหยุดมาตั้งแต่เดือนมกราคม
คุณกำลังตกงาน

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ตั้งเป้าหมายแล้วต้อง "เขียนมันลงไป"

เคยพูดเรื่องตั้งเป้าหมายแล้วต้อง "เขียนมันลงไป"
แต่ไม่เคยเอาเป้าหมายที่เขียนมาให้ดูสักครั้ง

วันนี้เป็นครั้งแรกที่จะเปิดเผยให้คุณดูว่า
"การเขียนเป้าหมาย" มันทรงพลังแค่ไหน!!!

เมื่อคืน ก็เลยค้นในตู้เอาสมุดเก่าๆ
ก็เห็นว่าบางหน้ากระดาษมีลายมือ
ไปเขียนอะไรไว้หนอ...จำไม่ได้เลย
พอพลิกไปดูใกล้ๆ เท่านั้นแหละ
เฮ้ย! นี่มันเป้าหมายที่เคยเขียนไว้!!!

เงินหมด งานหมด แต่ต้องเก็บกดไว้ บอกใครไม่ได้
มีอย่างเดียวที่พอจะช่วยได้คือ "หนังสือ"
ตะลุยอ่านหนังสือในแนวพัฒนาตัวเอง
อยากรู้ว่าคนเหล่านี้ขึ้นมาจากหลุมดำได้อย่างไร
อยากขึ้นมาบ้าง

เชื่อมั้ย ทุกเล่มพูดเหมือนกันหมดว่า "ให้เขียนเป้าหมาย"
ไอ้มันก็ว่านอนสอนง่าย เขียนก็เขียน
ก็เลยเขียนมันไปทั่วบ้าน สมุดเล่มนั้น กระดาษแผ่นนี้
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลืมสมุดเล่มนี้ไปแล้ว

เขียนแล้วก็ลืม
แต่มันอาจจะฝังลงไปในจิตใต้สำนึกโดยที่ไม่รู้ตัว
พอเมื่อคืน  กลับมาเห็นสมุดเล่มนี้อีกครั้ง
ตกใจในพลังของ "การเขียนเป้าหมาย"
เพราะมันเป็นจริงหลายอย่างมาก!!!

อาทิเช่น
รายได้เดือนละ X บาท
(ตอนเขียน มันเว่อร์มาก เพราะมากกว่าเดิมหลายๆ เท่า)
มีหนังสือ bestseller
(ตอนเขียน ผมยังคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนอะไร ใครจะพิมพ์ให้)
ได้ทำงานอยู่บ้าน
(ตอนเขียน ขับรถไปกลับที่ทำงานเกือบร้อยโลทุกวัน)

แต่ตอนนี้ ได้มันมาทั้งหมดแล้ว!!! โอโห ยิ่งกว่าฝัน
โอเค สิ่งที่เขียนมันยังไม่เป็นจริงทุกข้อหรอก
แต่หลายๆ ข้อมันสุดๆ ไปเลย
ความรู้สึกที่ตัวหนังสือในกระดาษมันกลายเป็นเรื่องจริง
มันบรรยายไม่ถูกจริงๆ

อ่านมาขนาดนี้แล้ว
คุณยังจะไม่เขียนเป้าหมายของตัวเองอีกเหรอ?
ปีนี้คุณอยากทำ อยากได้ อยากเป็น อยากแบ่งปันอะไร?
แล้วอนาคตในอีก 5 ปีข้างหน้าล่ะ?
แล้วอีก 10 ปีข้างหน้าล่ะ?

เขียนมันลงไปเถอะ วิธีการนี้ง่ายที่สุด แต่ได้ผลที่สุด
สงกรานต์ปีใหม่ไทยคือโอกาสอีกครั้งที่คุณจะได้เริ่มใหม่
เขียนมันลงไป แล้วในอีกหลายปีข้างหน้าคุณกลับมาดู
คุณจะต้องทึ่ง
เอ้า! วันนี้ใครเขียนเป้าหมายลงไป
ขอให้เป็นจริงทุกข้อ เริ่มเลย!!!

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

"สงกรานต์" บอกอะไรเรา

สงกรานต์ปีนี้ไปเที่ยวไหน?
"คำถาม" นี้กำลังบอกอะไรคุณ
-----
วันสงกรานต์ หรือ วันขึ้นปีใหม่ไทย
พูดได้อีกนัย คือ วันหยุดยาวประจำปี
ที่หลายคนเฝ้ารอมาเป็นเวลานาน

เมื่อเข้าใกล้วันสงกรานต์ของทุกปี
มักจะมีคำถามทักทายตามประสาว่า
สงกรานต์ปีนี้ไป (เที่ยว) ไหน
ในบทสนทนาของคนรู้จักมักคุ้น
ว่าแต่ว่า...
เรามองเห็นอะไรจากคำถาม?
-----
สงกรานต์สำหรับบางคน
เป็นวันที่ได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว

สงกรานต์สำหรับบางคน
เป็นวันตะลุยเล่นน้ำให้ชุ่มฉ่ำหัวใจ

สงกรานต์สำหรับบางคน
เป็นวันออกไปท่องเที่ยวตามที่ฝัน

สงกรานต์สำหรับบางคน
เป็นได้แค่วันหยุดยาวเหงาๆ

แต่สำหรับบางคน
สงกรานต์เป็น "วันหยุดที่ต้องไปทำงาน"
----
คำถามว่า "สงกรานต์ไปไหน"
อาจจะบอกกับเราว่า...

เราทุกคนนั้น
ล้วนมีความรับผิดชอบ

บางคนต้องรับผิดชอบงานประจำ
จึงทำให้วันธรรมดาของเค้าไม่ได้ไปไหน

บางคนต้องรับผิดชอบงานในวันหยุด
เพราะมันเป็นวันที่รายได้เข้ามามหาศาล
จากนักท่องเที่ยวที่แห่แหนกันมามากมาย

และถ้าจะมองอีกด้านหนึ่ง
อาจจะแปลได้กลายๆ ว่า
เราทุกคนนั้น "ไม่มีสิทธิ" อิสรภาพ
ที่จะเลือกวันหยุดได้ตามใจ
----
สงกรานต์ปีนี้ไปเที่ยวไหน?
เป็นประโยคคำถามทั่วไป
แต่มันอาจจะกลายเป็น
"คำตอบ" ที่กำลังบอกเราว่า
เวลาแห่ง "ความสุข" นั้น
.... ช่างแสนสั้นเหลือเกิน
----
ว่าแต่...
สงกรานต์ปีนี้ไปไหนกันบ้าง? ^^

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วันมหาสงกรานต์ ปี 2557

วันมหาสงกรานต์ ปี 2557 นี้ ตรงกับ วันจันทร์ที่ 14 เมษายน ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนห้า (๕) ปีมะเมีย

นางสงกรานต์นามว่า โคราคะเทวี
ทรงพาหุรัด
ทัดดอกปีบ
อาภรณ์แก้วมุกดาหาร
ภักษาหารน้ำมัน
หัตถ์ขวาทรงขรรค์ หัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า
เสด็จยืน มาเหนือหลังพยัคฆ์ (เสือ) เป็นพาหนะ

มีคำทำนายที่น่าห่วงอยู่ 2 ข้อ .. ที่สรุปว่า "ข้าวยาก หมากแพง" .... ขออย่าให้เป็นจริงเลย สาธุ ....
  1. เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 9 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล
  2. วันอังคาร เป็นวันเนา : หมากพลู ข้าวปลาจะแพง จะแพ้อำมาตย์มนตรีทั้งปวง
Cr. Kapook.com

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

5 วิธีลงทุนดีๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีสักกะบาท!!

1. สลากออมสิน , สลากธกส.
2. ดอกเบี้ยออมทรัพย์จากสหกรณ์
3. เงินฝากประจำปลอดภาษี
4. กองทุนรวมที่ไม่มีนโยบายจ่ายเงินปันผล
5. กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ลาออกกันมั้ย?

ว่ากันว่าช่วงเดือนเมษา-พฤษภา
เป็นเดือนที่คนลาออกกันเยอะ
ไม่ว่าจะเป็นเพราะรับโบนัสเรียบร้อยไปแล้ว
เพราะเดือนนี้มันวันหยุดเยอะ ทำงานไม่กี่วัน
หรือเพราะบรรยากาศหยุดยาวแบบนี้มัน "ชวนฝัน"

อย่างไรก็ตาม
จะบอกเสมอว่า
"ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลาออก"

และต่อไปนี้
คือสิ่งที่ผมอยากบอกกับ "นักอยากลาออก" ทุกคน

1. "จงเคลื่อนที่เพราะแรงดึงดูด ไม่ใช่แรงผลัก"
จงอย่าลาออกเพราะแค่ไม่ชอบที่ทำงานเดิม
แต่ให้ลาออกเพราะชอบงานใหม่
ที่สำคัญดูให้ดีว่าปัญหาที่เราอยากออก
เป็นเพราะตัวเราเป็นต้นเหตุด้วยหรือเปล่า
ไม่งั้น ไปอยู่ที่ใหม่ก็เจอปัญหาเดิมๆ
เพราะเราคือต้นกำเนิดของ "เงาปัญหา" นั้น

2. "เหยียบเรือสองแคมไว้ก่อนนั่นแหละดี"
เราไม่จำเป็นต้องลาออกมาทำสิ่งใหม่ที่เราอยากทำ
แต่เราสามารถลองทำควบคู่ไปกับงานเดิมก่อนได้
มันอาจจะเหนื่อยที่ต้องควบสอง
แต่เราก็จะได้ทดลองว่างานใหม่มันเวิร์คมั้ย
เพราะตอนคิด ทุกอย่างสวยงามเสมอ
แต่เมื่อตอนลงมือทำนั่นล่ะ ปัญหาจะปรากฏ
ระวังความฝันไว้หน่อยก็ดี

3. "เงินเก็บมีหรือยัง?"
คำถามนี้สำคัญ เพราะมันจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
ถ้าเรามีเงินเก็บพอที่จะใช้ไปได้อีก 1 ปี
มันย่อมทำให้เรากล้าเสี่ยงในหลายๆ อย่าง
และถ้าพลาดท่าขึ้นมา เวลา 1 ปีนั้น เรายังหางานอื่นทำได้
เพราะฉะนั้นถ้าใช้เดือนชนเดือน อย่าลาออก ให้เก็บเงินก่อน

4. "เราเป็นเจ้านายตัวเองได้มั้ย?"
ถ้าอยากลาออกมาทำงานอิสระ ไม่ใช่มนุษย์เงินเดือน
ต้องถามคำถามนี้แบบไม่โกหกตัวเอง
ถ้าที่ผ่านมา เราเป็นพวกต้องรอคำสั่งถึงจะทำ
แถมสั่งแล้วก็ยังทำได้ไม่ดี แบบนี้น่ากลัว
ถ้าจะย้ายงาน ก็ไปเป็นพนักงานประจำเหมือนเดิมดีกว่า

5. "คอนเน็คชั่นเรามีมั้ย?"
โชคดีมาจากผู้คนที่เราพบเจอ
ที่ผ่านมา เราได้สะสมคอนเน็คชั่นไว้บ้างมั้ย
ที่ผ่านมาเราเคยทำตัวดีๆ ให้ผู้คนจดจำเราหรือไม่
หรือเราทำตัวแย่จนวงแตก ไม่มีใครอยากคบ

เพราะการลาออกไปทำงานใหม่ ไม่ว่าจะประจำหรือไม่ประจำ
ล้วนต้องใช้คอนเน็คชั่นของเราเอง
และตอนเริ่มต้นงานใหม่นั้น ผู้คนที่จะสนับสนุนเรา สำคัญมากๆ

ถ้าตอบ 5 ข้อนี้แล้วมั่นใจ
การลาออกก็ไม่ใช้เรื่องเสี่ยงหรืออารมณ์ชั่ววูบอีกต่อไป

อิสรภาพหอมหวานเมื่ออยู่ในจินตนาการ
แต่ในความจริงมันไม่ง่าย
และอาจเป็นท้องทะเลให้เราเคว้งคว้างไม่สิ้นสุด

ถ้าเราไม่รู้จริงๆ ว่าเรือเราจะไปไหน และเสบียงเพียงพอหรือไม่
เป็นกำลังใจให้ "นักอยากลาออก" ทุกท่าน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

อาชีพ...

เป็นความเชื่อผิดๆ ว่า
ถ้าเรียนจบอะไรมา ก็ต้องทำงานสายอาชีพนั้น

ความจริงก็คือ ในโลกนี้มีคนมากมาย
ที่เรียนจบแล้ว ทำงานมาหลากหลายอาชีพ
ยกเว้นอาชีพเดียว คืออาชีพที่เรียนมา

และก็เป็นความเชื่อผิดๆ อีกว่า
ถ้าเราเคยทำอาชีพไหนมา ก็ต้องทำอาชีพนั้นไปตลอดชีวิตจนตาย
ความจริงก็คือ
อาชีพแรกกับอาชีพสุดท้ายของหลายคน เป็นคนละอาชีพกัน

ในตัวเราหนึ่งคนมีความสามารถมากมาย
การได้ทำงานหลากหลายอาชีพคือความคุ้มค่าที่เราจะได้รู้ว่า
คนอย่างเรามีศักยภาพด้านไหนบ้าง
อย่าไปติดฉลากให้ตัวเองว่า
คนอย่างฉันเรียนจบคณะนี้มา ก็ต้องทำงานอาชีพนี้
คนอย่างฉันทำอาชีพนี้มาแล้ว ถึงมันจะแย่ ก็ดันทุรังทำมันต่อไป

เราเป็นอะไรได้มากกว่าที่เราคิด
เหมือนดังเช่นคำขวัญของวิศวะที่คิดขึ้นเองว่า
"คนที่จบวิศวะ ทำได้ทุกอาชีพ ยกเว้นอาชีพวิศวกร"
5555555

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2557

"เวลา" กับ "การใช้จ่าย"

ชีวิตก็เหมือนกับเงินที่คุณจ่าย
เพราะคุณเลือกได้ว่าจะใช้มันแบบไหน
-----
โดยปกติแล้ว...
เราแบ่งการใช้เงินออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่หนึ่ง
รายจ่ายที่จำเป็น
คือ รายจ่ายที่ออกจากกระเป๋า
เพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อไป
เช่น อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค

กลุ่มที่สอง
รายจ่ายเพื่อการลงทุน
คือ รายจ่ายที่จ่ายออกไป
เพื่อให้ได้ "อะไร" ที่ดีขึ้นกลับมา
เช่น การเรียนหนังสือ การพัฒนาตนเองต่างๆ

กลุ่มสุดท้าย
รายจ่ายสิ้นเปลือง
คือ รายจ่ายเราจ่ายออกไป
โดยที่ไม่ได้อะไรกลับมาสักอย่าง
เช่น การซื้อของที่ไม่จำเป็น การใช้เงินทิ้งๆขว้างๆ
-----
แต่ในบางครั้ง...
เราอาจจะยอม "จ่ายแพงกว่า"
เพื่อเปลี่ยนรายจ่ายที่จำเป็น
ให้กลายเป็นรายจ่ายเพื่อการลงทุน

จาก "อาหาร" ธรรมดา
เปลี่ยนเป็น "อาหารที่มีประโยชน์"
เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง

จาก "เสื้อผ้า" ทั่วไป
เปลี่ยนเป็น "เสื้อผ้าที่มีคุณภาพ"
เพื่อให้สามารถใช้ได้นานๆ
-----
ในขณะเดียวกัน
หากเปรียบเทียบชีวิตเป็นดั่งการใช้จ่าย

เวลาที่ใช้ไป
ก็คงไม่ต่างอะไรกับเงินทอง
เพียงแต่ว่า...
เราใช้ "เวลา" ไปกับอะไร
ใช้เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด
ใช้เพื่อลงทุนให้อนาคตดีขึ้น
หรือใช้แบบสิ้นเปลืองพลังงานไปวันๆ

อย่างไรก็ตาม
มีอยู่สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกัน
ถ้าหากเราไม่ยอมใช้จ่าย
เงินยังอยู่ในกระเป๋า

แต่สำหรับเวลาของเรา
ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ มันก็หมดไปอยู่ดี
-----
ว่าแต่ตอนนี้
คุณกำลังใช้เวลาแบบไหนอยู่

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

วันพุธที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2557

ยอมแพ้

เวลาเจอปัญหา
"ยอมแพ้" มันเป็นเรื่องง่าย
ใครๆ เขาก็ทำกัน
แต่ถ้าอดทนจนผ่านมันได้
แบบนี้สิที่โคตรสะใจ

ใครผ่านมันมาแล้ว
จะเข้าใจอารมณ์นั้น
ยอมแพ้น่ะ เมื่อไหร่ก็ยอมได้
จะรีบยอมแพ้ไปไหนกันเล่า?
เอาชนะใจตัวเองให้อดทนสู้ต่อ

ของแบบนี้ไม่ง่าย แต่มันก็ท้าทาย
และมันก็คู่ควรกับคนอย่างคุณ
คนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

คุณนั่นล่ะ  ไม่ต้องหันไปมองใคร
ไม่ต้องนึกว่าหมายถึงใคร
หมายถึงคุณนั่นแหละ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

3 อย่าง>>> ยื่นภาษี

3 อย่างที่ (อาจจะ) เกิดขึ้นกับชีวิต
เมื่อคุณยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ทัน
-----
สำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ถึงเกณฑ์
ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี : กรณียื่นแบบกระดาษ
และภายในวันที่ 8 เมษายนของทุกปี : กรณียื่นผ่านอินเตอร์เน็ต

แต่เมื่อคุณยื่นแบบแสดงรายการไม่ทันเวลา
คุณอาจจะได้เจอเรื่องราวดีๆ 3 อย่างที่จะเกิดขึ้นในชีวิต

อย่างแรก คือ "ค่าปรับอาญา"
โดยปกติแล้ว ความผิดกรณีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้
ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ตามมาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร

แต่คุณสามารถขอลดค่าปรับได้ ดังนี้
กรณียื่นแบบล่าช้าไม่เกิน 7 วัน : ปรับ 100 บาท
กรณียื่นแบบล่าช้าเกินกว่า 7 วัน : ปรับ 200 บาท

อย่างที่สอง คือ "เงินเพิ่ม" 
กรณีแบบแสดงรายการของคุณมีภาษีที่ต้องชำระ
คุณจะต้องชำระภาษี พร้อมเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน
และอย่างสุดท้าย คือ "สรรพากรเชิญไปพบ"
เพื่อสอบถามข้อมูลการยื่นแบบแสดงรายการ
และถ้าใครเจอกรณีนี้ ...
TaxBugnoms บอกตรงๆว่า "ตัวใครตัวมัน" นะจ๊ะ

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

"หวังดี"

ว่ากันว่า
ในหลายครั้ง ถนนสู่ความหายนะของชีวิต
มักถูกปูพื้นด้วยคำว่า "หวังดี"
หลายครั้งความหวังดีก็ทำไปโดยพลการ
"แต่ฉันหวังดีนะ"

จึงเป็นคำที่มักจะเอาไว้พูดตอนสถานการณ์วอดวายไปแล้ว
ซึ่งไอ้คนที่วายวอดก็พูดอะไรไม่ออกซะด้วย
เพราะเขาหวังดีกับเรา

ความหวังดีจึงเป็นสิ่งที่ต้องระวัง
ไม่ว่าจะเป็นผู้รับหรือผู้ให้ความหวังดีนั้น
คำแนะนำด้วยความหวังดี
อาจพาให้คนนึงลงเหวโดยไม่รู้ตัว

จึงมักจะไม่เคยตอบใครตรงๆ ว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้สิ
เพราะแต่ละคนก็มีรายละเอียดไม่เหมือนกัน
ถ้าเราไม่เคยทำสิ่งนั้น เราไม่ควรให้คำแนะนำ
ถึงเราจะอาบน้ำร้อนมาก่อน ก็ไม่ควรคิดว่ารู้มากกว่าเขา
ถึงเราเคยทำสิ่งนั้นมาก่อน ก็ไม่ควรให้คำแนะนำแบบเป๊ะๆ
เพราะถ้าเรายังไม่เคยสวมรองเท้าของผู้อื่น
เราย่อมไม่มีทางเข้าใจเขาได้ 100%
โปรดระวัง "ความหวังดี" ไว้บ้างก็ดีนะ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

ความสำเร็จของการลงทุน

ความสำเร็จของการลงทุน ... มันรู้กันได้ด้วยตัวเอง

เป้าหมายในชีวิตของคน ย่อมมีเหมือน และย่อมมีแตกต่างกัน หรือหนักกว่านั้น บางคนยังหามันไม่เจอด้วยซ้ำ ไม่เป็นไร ... มีคำคมอันหนึ่งที่จำได้ กล่าวเอาไว้ว่า

"ช่วงชีวิตของคนเรา มีวันที่สำคัญที่สุดอยู่ 2 วัน คือ 1. วันที่เราเกิดมา และ 2. วันที่เรารู้ว่าเราเกิดมาทำไม"

ลองคิดจินตนาการตามดูนะว่า ถ้าเป้าหมายเรามันชัดเจน ชีวิตหลังจากนั้น มันดูมีพลังมากขนาดไหน ...
การลงทุนก็เหมือนกัน  คุยกับน้องๆ เพื่อนๆ นักลงทุนหลายคน บอกได้เลยว่า บางคนยังขาดเป้าหมายของการลงทุน บางคนเข้ามาลงทุนเพราะเห็นหนังสือใน B2S เขาบอกว่า "การลงทุน ไม่ยาก" และ "ขี้เกียจทำงานประจำ"

กลุ่มข้างบนนี้ คงต้องหาตัวเองอีกซักพักใหญ่ๆ ทำได้แค่แนะนำไปว่า ถามตัวเองว่า รักในสิ่งที่ทำหรือเปล่า ถ้าไม่.. เรายังอายุน้อย มีเวลาค้นหาอีกหลายปี ให้ไปลองเปิดกบาล เปิดโลกตัวเองดู ว่าเราสนุกกับอะไร

แต่อีกกลุ่มหนึ่งนี่สิ  น่าเห็นใจ

เข้าตลาดมาลงทุน เพราะชอบจริง รักจริง แต่โดนเพื่อนประณาม โดนพ่อแม่กดดัน ว่า ลงทุนอย่างเดียว มันเสี่ยง มันไม่แน่นอน มันยาก มันอย่างโน้น มันอย่างนี้ ... เครียดสุดๆ

จากที่รักการลงทุน เริ่มเครียด เริ่มกดดันขึ้นมาจริงๆ ... หาทางออกไม่เจอ ก็มาปรึกษาว่าทำยังไงดี

ขอตอบอย่างนี้ ... ถ้าน้องรักการลงทุนจริงๆ ทำมันได้ดีจริงๆ อย่าไปกลัว

ทุกๆ หนทางของความสำเร็จ มันมีอุปสรรคเสมอ ไม่เจอจากคนข้างๆ ก็เจอจากคนข้างนอก มากน้อยต่างกันไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เป้าหมายเราต้องชัด เราต้องสู้ พิสูจน์ให้คนที่ดูถูกเราเขาเห็นว่า เราทำได้ เราแตกต่างจากเขา

เพราะการลงทุนให้สำเร็จ ปัจจัยสำคัญ ก็คือ เวลา และ ประสบการณ์ ครับ ฉะนั้น อย่ารีบเร่งสร้างผลตอบแทนระยะสั้น อย่ากดดันให้ตัวเองออกไปทำในสิ่งที่เสี่ยงเกินไปเพื่อหาทางพิสูจน์ในสิ่งที่เราไม่ถนัดเลย...
จำคำนี้เอาไว้
"Never Stop Doing Your Best
Just Because Someone Doesn't Give You Credit."
เพราะวันที่ทำสำเร็จ มันไม่ใช่แค่เราได้ Credit จาก Someone ครับ แต่จะมาจาก Everyone เลย
Mr.Messenger

แหล่งที่มา    Facebook : Sinthorn

การออมเงิน...

สิ่งสำคัญของการออมเงินนั้น
อยู่ที่การ "เริ่มต้น" ครั้งแรก
-----
สำหรับคนที่มีรายได้น้อย
มักจะบอกตัวเองว่า "เก็บเงินไม่ได้"
แต่ความเป็นจริงแล้ว
ถ้าหากคุณมีรายได้ 9,000 บาทต่อเดือน

ลองถามตัวเองดูว่า
ในแต่ละเดือนที่มีรายได้
คุณสามารถออมเงิน 100 บาทได้ไหม

การเริ่มต้นออมเงินนั้น...
จำนวนเงินอาจจะไม่ต้องมาก
แต่ขอให้เริ่มจากเงินที่ออมไหว

บางคนอาจจะสงสัยว่า
แค่เงินน้อยๆ แบบนี้จะเก็บไปทำไม
แต่คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุด
คือการสร้าง "วินัย" ให้ได้เสียก่อน
เมื่อสร้างวินัยได้แล้ว
คุณจะเปลี่ยนตัวเองได้อย่างแน่นอน

ว่าแต่ว่า...
ขนาดยังเชื่อว่า "คุณทำได้"
แล้วคุณไม่คิดจะเชื่อตัวเองสักหน่อยหรอ

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

100 - 1 = 0

100 - 1 = 0
สมการนี้...
กำลังบอกอะไรเรา?
-----
ข้อแรก
ความผิดพลาดเพียงหนึ่งเดียว
อาจทำให้ทั้งหมดล่มสลายในพริบตา

ข้อสอง
ไม่ว่าคุณจะมีทรัพย์สินมากเท่าไรก็ตาม
แต่มันสามารถถูกใช้หมดโดยคนๆ เดียว

ข้อสาม
ลืมใส่จุดทศนิยมข้างหลังเลขหนึ่ง
เพื่อให้กลายเป็น 1.00
-----
แต่...
ไม่ว่าคุณจะเลือกข้อไหนก็ตาม
เพียงแค่อยากบอกคุณว่า
อย่าลืมใส่ใจรายละเอียด "เล็กๆ น้อยๆ"
เพราะมันอาจจะทำให้เกิดความสูญเสีย
... อย่างใหญ่หลวง

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

7 วันพิเศษใน 1 ปีที่เราพัฒนาตัวเอง

แค่ครึ่งชั่วโมงต่อวัน
ถ้าเราเอาเวลาไปพัฒนาตัวเอง
อ่านหนังสือดีๆ ดูคลิปดีๆ ฟังออดิโอซีดีความรู้ดีๆ พบปะพูดคุยกับคนเก่ง
ในหนึ่งปี เราจะได้เวลาพัฒนาตัวเองทั้งสิ้น 182 ชั่วโมง
หรือเท่ากับ 7 วันเต็มๆ

7 วันเอง ฟังดูน้อยมาก
แต่จะบอกว่ามันคือ 7 วันพิเศษ
ที่จะเปลี่ยนชีวิตที่เหลือของเรา

เป็น 7 วันอันน้อยนิดที่จะทำให้เราเหนือชั้นกว่าคนอื่น
โดยที่แทบมองไม่เห็นความแตกต่างในระยะสั้น
คนอื่นจะเห็นว่าเราก็ทำตัวไม่ได้แตกต่างจากเขาเท่าไหร่
แต่ทำไมระยะยาว ชีวิตเราถึงฉีกทางออกไป ดีขึ้นและดีขึ้นเรื่อยๆ

7 วันพิเศษใน 1 ปีที่เราพัฒนาตัวเอง
พอผ่านไป 10 ปี มันคือ 70 วันเต็มๆ ที่เราฝึกปรือวิชา

คนส่วนใหญ่ในหนึ่งชีวิต ทำงาน 40 ปี
แปลว่า 40 ปีที่เราแบ่งเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวันมาเรียนรู้
เราจะมีวันพิเศษแบบนี้มากถึง 280 วันเต็มๆ หรือ 9 เดือน!!!

ชีวิตที่ยิ่งใหญ่ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องการทุ่มเทสุดตัวทั้งวัน ทุกวัน
แต่มันแค่ต้องใช้ความพยายามน้อยนิดแต่สม่ำเสมอต่างหาก

หาเวลาวันละแค่ครึ่งชั่วโมงมาพัฒนาตัวเอง
แล้วคุณจะจำคุณคนเดิมไม่ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

การบริหารทางจิต

“พึงรู้กายนี้ว่ามีอุปมาด้วยหม้อดิน”
นั้นเป็นการตรัสเตือนให้พิจารณากายนี้
ให้เหมือนภาชนะที่ทำด้วยดินเป็นของแตกง่าย
ไม่อยู่ได้นาน....
เมื่อปราศจากลมหายใจเข้า-ออกนั้น

ก็หยุดได้ง่ายๆ เพียงแต่หายใจออกแล้ว
ไม่กลับหายใจเข้าอีกก็เป็นอันว่าหยุดกันเพียงนั้น
ร่างกายต้องทำลายลงเพราะเหตุนั้น

ที่ตรัสเตือนให้พิจารณาดังนี้
ก็เพื่อมิให้หลงติดอยู่ในกายนี้
มิให้หลงบำรุงบำเรอกายนี้ด้วยเห็นเป็นสิ่งสำคัญจนเกินไป
ความจริงนั้น สิ่งที่สำคัญมีอยู่ คือ จิต

“พึงกั้นจิตนี้ ซึ่งมีอุปมาด้วยนคร”
เป็นการตรัสเตือนเพื่อให้พิจารณาความสำคัญของจิตว่า
เทียบเท่านคร ซึ่งผู้เป็นเจ้าของนครจำเป็นต้องป้องกันรักษา
ให้พ้นจากภัยทั้งปวงจนสุดความสามารถ
ไม่ให้ข้าศึกศัตรูกลำกรายบุกรุกเข้าไปได้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเตือนว่า
“พึงรักษาความชนะ”
นั่นก็คือ ทรงเตือนให้มีสติปัญญาอยู่เสมอ
จะได้เป็นผู้ชนะได้เสมอ ขาดสติขาดปัญญาเมื่อไร
ก็จะเป็นผู้แพ้เมื่อนั้น

ที่ตรัสว่า “ไม่พึงเป็นผู้ติดอยู่” ก็คือ
ทรงเตือนไม่ให้ติดอยู่ในผลที่ได้รับโดยลำดับ
เพราะจะทำให้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น
ไม่ปฏิบัติก้าวหน้าต่อไป

ทุกคนมีความดีที่จะต้องทำต่อไป
เพื่อละความชั่วและกิเลสทั้งหลายอีกมาก
ยังไม่เสร็จกิจจึงยังหยุดไม่ได้ ต้องทำดีต่อขึ้นไป
สมเด็จพระญาณสังวร
การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่

แหล่งที่มา    Facebook : Faithbook

ความสำเร็จเริ่มจากโต๊ะทำงาน

ความสำเร็จของชีวิตนั้น ... อยู่ที่ว่า
คุณจัดโต๊ะทำงานได้เรียบร้อยแค่ไหน
-----
ในชีวิตของคนเรา
ย่อมมีทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนส่วนใหญ่
เลือกทำ "เรื่องที่คิดว่าใหญ่" ก่อน

แต่คำถามก็คือ...
ระหว่างที่เรากำลังทำ "เรื่องที่คิดว่าใหญ่" นั้น
เราเสียเวลาให้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากแค่ไหน

ชีวิตติดละคร นอนเกาพุงในวันหยุด
สุดสนุกกับปาร์ตี้วันศุกร์ ทุกข์เพราะไปสาย
เจ้านายสั่งทำโอที และอืนๆ อีกมากมาย
-----
คนเราทุกคนนั้น
ไม่สามารถทำทุกสิ่งทีตัวเองต้องการ
เราจึงทำได้แค่
เลือกทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าสำคัญ

ว่าแต่...
สิ่งเล็กน้อยทีว่ามานั้น
ถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตหรือไม่
เมื่อเปรียบเทียบกับ
การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
-----
การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
คือ เรื่องเล็กน้อยที่หลายคนทำไม่ได้
เพราะบอกตัวเองไว้ว่า "ไม่มีเวลา"

แต่น่าแปลกตรงที่
เรามักไม่ค่อยมีเวลาทำเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้
การจัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย
การทำความสะอาดห้องนอน
การออกกำลังวันละ 15-30 นาที
การออมเงินทันทีเมื่อมีรายได้
หรือแม้แต่
การแบ่งเวลาในแต่ละวันให้ครอบครัว
-----
เชื่อว่า..
เราทุกคนล้วนรู้ว่าอะไรดี
เพียงแต่เราไม่ "อยาก" ลงมือทำ
อาจเพราะ เรามัวแต่ให้ความสำคัญกับภาพใหญ่
จนหลงลืมที่จะใส่ใจภาพเล็กๆ เหล่านี้

แต่การเอาชนะใจตัวเองในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ
คือการเริ่มต้นของความสำเร็จในชีวิต
เพราะทุกความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นั้น
ล้วนมาจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ

เรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น
อาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า
คุณมุ่งมั่นที่จะ "ประสบความสำเร็จ"
จริงไหม

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

เราทุกคนเปลี่ยนแปลงได้

ถ้าใครมาดูถูกเรา เราย่อมไม่ชอบ
บางคนอาจโกรธ ถึงขั้นโดดต่อย
เราไม่ยอมหรอก เรื่องอะไรมาดูถูก
แต่ทำไมเรากลับยอมให้คนนึง
ให้มันดูถูกเราอยู่นั่นแหละ
ให้มันชี้หน้าด่าเรา

มึงมันอ่อน! มึงเกิดมาจนก็จนต่อไป!
มึงมันล้มเหลว ทำไม่ได้หรอก!

ทำไมเราถึงยอมให้ "ตัวเราเอง" ดูถูกตัวเอง?
ทำไมเราถึงเชื่อว่าคนอย่างเราอยู่ในพวกคนล้มเหลว?
ทำไมเราถึงเชื่อว่าเราไม่คู่ควรกับสิ่งดีๆ?
ทำไมเราถึงเชื่อตัวเราว่าเราจะยากจนไปตลอดชีวิต?
ทำไมและทำไม?

อย่าไปยอมมัน
ไอ้ตัวเราร้ายๆ ตัวนั้น
เถียงมันกลับ จ้องตามันในกระจก ตะโกนใส่มัน
"กูไม่เชื่อมึง!"
"กูจะทำให้มึงดู!"

อย่ายอมให้ตัวเราดูถูกตัวเรา
เพราะมันน่าอายและเสียชาติเกิดที่สุด
ที่เราจะเชื่อแบบนั้น

เราทุกคนเปลี่ยนแปลงได้
มีคนทำมาได้มากมาย
ทำได้
คุณก็ทำได้
ไม่ต้องเชื่อ
แต่จงเชื่อตัวคุณเอง!

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

วันจักรี

วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่งแม่น้ำ ทำให้การลำเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก ส่วนทางฝั่งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความเหมาะสมกว่าตรงที่มีพื้นแผ่นดินเป็นลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี

การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ 10 ค่ำ เดือน 6 ขึ้น ปีขาล จ.ศ. 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกล้าฯให้สร้าง พระบรมมหาราชวัง สืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรี และได้พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่นี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรา ยุทธยา มหาดิลก ภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์" (ต่อมา ร. 4 ทรงเปลี่ยนจาก บวร เป็น อมรรันโกสินทร์) นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้ สร้างสิ่งต่างๆ อันสำคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ, คลอง ถนนและสะพานต่างๆ มากมาย

นอกจากพระราชภารกิจในการสร้างเมืองแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถในการรบ ทรงเป็นผู้นำทัพในการทำสงครามกับพม่าทั้งหมด 7 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์ ครั้งที่ใหญ่ที่สุด คือ “สงครามเก้าทัพ” ระหว่างไทยกับพม่า โดยในครั้งนั้นพระเจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า รวบรวมไพร่พลถึง 144,000 คน กรีธาทัพจะเข้าตีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ เข้าตีจากกรอบทิศทาง ส่วนทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีกำลังเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น แต่ด้วยพระปรีชาสามารถในการทำสงคราม ทรงได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

"ราคา" คือสิ่งที่ใช้วัด "ความสามารถ"

ถ้าคุณอยากรู้ว่าคนๆ หนึ่ง
มีความสามารถแค่ไหน
ให้ดูจากรายได้ที่เค้าได้รับ
-----
ภาพศิลปะมากมาย
มักเป็นที่ถกเถียงกันว่า
ภาพไหน "สวย" กว่ากัน
สุดท้ายแล้ว
เรายุติการเถียงด้วย "ราคา" ที่มีคนจ่าย

ผู้บริหารมืออาชีพมากมาย
ล้วนมีค่าตัวสูงจนน่าอิจฉา
เพราะว่า คนยินดีที่ "จ่าย"
แลกกับที่เขาใช้ "ความสามารถ"
เพื่อบริหารกิจการให้ประสบความสำเร็จ
ถ้าคุณมีความสามารถแท้จริง
ย่อมมีคนพร้อมจะจ่ายให้คุณเสมอ
-----
เช่นเดียวกัน "ความสามารถ"
ย่อมแลกมาด้วย "ความตั้งใจ"
แต่ไม่ใช่ความตั้งใจแบบธรรมดา
มันต้องเป็นความตั้งใจแบบซ้ำๆ
ที่หลายคนเรียกมันว่า "ความเพียร"
-----
อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
ได้เคยกล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างเผ็ดร้อนว่า
มึงรู้ไหม ...
ที่มึงไส้แห้งเพราะมึงโง่ไง
มึงกระจอกไง มึงไม่เอาจริงไง
มึงอย่ามาบอกว่าไส้แห้ง ไม่มีไส้แห้ง
ทุกอาชีพไม่มีไส้แห้ง
ไม่ว่าอาชีพใดทั้งสิ้น
ที่มึงไส้แห้ง
เพราะมึงหมาไม่แดก
-----
หากคุณเป็นคนหนึ่ง
ที่อยากจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่คุณทำ
ลองถามตัวเองไหมว่า
ัวันนี้ "หมาแดก" แล้วหรือยัง

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

เชื่อแล้วจึงจะเห็น

คนส่วนใหญ่ "เห็นก่อนถึงจะเชื่อ"
คนส่วนน้อย "เชื่อแล้วจึงจะเห็น"
แน่นอน การทำให้เชื่อก่อนที่จะเห็นนั้นมันไม่ง่าย

เพราะฉะนั้น คำถามก็คือ
แล้วทำไมไม่ทำให้เรา "เห็นก่อน" ล่ะ?
เราจะได้เชื่อ

ว่าแต่...แล้วไอ้ "เห็นก่อน" น่ะมันทำยังไง?
ง่ายจะตาย ก็ไปดูคนที่เขาทำสำเร็จแล้วไง

ถ้าวันนี้คุณมีรายได้หลักหมื่น
แต่อยากมีรายได้หลักแสน
คุณก็ไปหาทางรู้จัก พูดคุย
คบหากับคนที่มีรายได้หลักแสนสิ
ไปพูดคุยกับคนแบบนี้หลายๆ คน
แล้วคุณก็จะเกิดความเชื่อว่า
"เฮ้ย! มีคนรายได้เดือนเป็นแสนเต็มไปหมดเลยว่ะ"
"เฮ้ย! บางคนโคตรจนมาก่อน วันนี้ยังรายได้เดือนเป็นแสนเลย"

ถ้าวันนี้คุณเชื่อว่าตอนแก่ๆ
สุขภาพคงต้องย่ำแย่ คงต้องให้ลูกหลานดูแล
แต่คุณไม่อยากเป็นแบบนั้น

คุณก็ไปหาทางรู้จักพูดคุยกับคนแก่ที่สุขภาพดีสิ
ไปพูดคุยกับคนแบบนี้หลายๆ
แล้วคุณก็จะเกิดความเชื่อที่ว่า
"เฮ้ย! แก่แล้วแต่ก็แข็งแรงได้ว่ะ ไม่เห็นต้องใช้ไม้เท้าพยุงเดิน"
"เฮ้ย! แก่แล้วก็ยังมีคุณค่าได้ว่ะ ไม่ใช่แก่แบบรอวันตาย"

ประเด็นที่ต้องการจะสื่อก็คือ
"ความเชื่อของคนเราเปลี่ยนกันได้"
ขอเพียงได้รับข้อมูลใหม่ๆ ใส่สมอง
ความเชื่อก็จะค่อยๆ เปลี่ยน
ทำแบบนี้ประจำ

ลองไปคบหาคนรายได้หลักล้าน
จนเชื่อว่า เฮ้ย! มีคนทำได้เต็มเลยว่ะ
จนเริ่มเชื่อว่างั้นเราก็ทำได้

วันนี้ค่อยๆ พัฒนาความเชื่อจนรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล
ไปพบเจอคนรุ่นใหญ่ที่สุขภาพดีมาก
แถมยังร่ำรวยมาก และมีคุณค่าต่อสังคมมากๆ
มันก็ทำให้เปลี่ยนความเชื่อที่ว่า
สงสัยตอนแก่จะมีแต่เรื่องแย่ๆ ป่วย จน ไร้ค่า
ทำลายความเชื่อนั้นทิ้ง
อนาคตที่เห็นจึงโคตรจะสดใส
ว่าจะกลายเป็นรุ่นใหญ่ที่แข็งแรงและมีคุณค่าต่อสังคม

อยากเชื่อแบบไหน
ก็หาหลักฐานแบบนั้นมาสนับสนุนสิ
เพื่อให้ "เห็นก่อน" เราจะได้ "เชื่อ"
เรื่องมันก็ง่ายๆ แบบนี้ล่ะ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557

'รวย' กับ 'จน' ... 'ฟ้า' กับ 'เหว'

ครัวเรือนที่รวยที่สุด 10% ..
... มีสัดส่วนรายได้ 38% ของรายได้ทั้งประเทศ
... เป็นเจ้าของสินทรัพย์ 57% ของทั้งประเทศ
... ครอบครองที่ดิน 60% ของทั้งประเทศ
... เป็นเจ้าของเงินฝาก 93% ของทั้งประเทศ

ครัวเรือนที่รวยที่สุด 10% มีรายได้ 90,048 บาท/เดือน
ครัวเรือนที่จนที่สุด 10% มีรายได้ 4,266 บาท/เดือน
ทั้ง 2 กลุ่มมีรายได้ต่างกัน 20 เท่า

สส. 500 คนในสภา มีสินทรัพย์เฉลี่ยคนละ 81 ล้านบาท คิดเป็นสินทรัพย์รวม 4 หมื่นล้านบาท เท่ากับสินทรัพย์รวมของคนจนจำนวน 2 ล้านครอบครัว

'รวย' กับ 'จน' ... ช่างต่างกันราวกับ ... 'ฟ้า' กับ 'เหว' ... จริงๆ

Cr. Posttoday

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

"ความเคยชิน" อาจส่งผลต่อชีวิตคุณ

รู้ไหมว่า "ความเคยชิน"
สามารถทำให้คุณ "จนลง" หรือ "รวยขึ้น"
-----
Tichyand Sherman นักวิชาการชาวไอริช
ได้เสนอแนวคิดที่ชื่อว่า "ทฤษฎีกบต้ม"
เขาทำการทดลองโดยนำกบ 2 ตัว
จับลงมาต้มในอ่างน้ำ 2 อ่าง

โดยใบแรกเป็นอ่างน้ำร้อนจัด
ส่วนใบที่สองเป็นอ่างน้ำอุ่นสบาย
แล้วจึงค่อยๆ ทำให้เดือดขึ้นเรื่อยๆ

สงสัยไหมว่า...
กบตัวไหนจะตายก่อนกัน?
-----
ผลการทดลองปรากฎว่า...
กบที่ใส่ในอ่างน้ำใบที่สองตายก่อน
เพราะกบตัวแรกเมื่อรู้ว่าน้ำร้อนจัด
ก็รีบกระโดดออกมาอย่างทันทีทันใด
แต่กบตัวที่สองเมื่ออยู่ในน้ำอุ่นนั้น
มันจะรู้สึกสบายๆ ไม่รีบร้อน
ไปๆ มาๆ ก็เผลอใจ
อยู่ในอ่างน้ำจนกระทั่งน้ำเดือด
เมื่อรู้สึกตัวอีกที...
ก็กระโดดออกมาไม่ทันเสียแล้ว
-----
น้ำที่อุ่นสบาย
ทำให้กบรู้สึกผ่อนคลาย

ชีวิตที่สบาย
ทำให้เราเกิด "ความเคยชิน"
-----
บางคนมี "ความเคยชิน" ในการใช้จ่าย
ได้เงินมาเท่าไรก็ออกจากกระเป๋าหมด

ในขณะที่บางคนนั้น...
สร้าง "ความเคยชิน" ในการออม
ได้เงินมาเท่าไรก็แบ่งออมก่อนแล้วค่อยใช้
-----
แล้วทุกวันนี้
คุณกำลัง "ชิน" กับการใช้ชีวิตแบบไหน
หากเป็นแบบแรก
...ให้คุณนึกถึงกบตัวที่สอง

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

ทำไมคุณถึง "ไม่มีค่า"

คุณควรยอมรับว่าตัวเอง "ไม่มีค่า"
หากชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้เจอ "คน 3 คน"
---
คนแรก คือ "คนที่คุณรัก"
หากคุณยังมีคนที่คุณรัก
คุณไม่มีทางที่จะทำตัวเองให้ "ไร้ค่า"
เพราะอย่างน้อย
คุณคงจะพยายามทำทุกๆ อย่าง
เพื่อให้คนคนนั้นเห็นค่าของคุณ

คนที่สอง คือ "คนที่รักคุณ"
หากคุณยังมีคนที่รักคุณอยู่
คุณไม่มีวันที่จะไม่มีค่า
เพราะเขาย่อมมองเห็นคุณค่าของคุณเสมอ
ไม่ว่าคุณจะเป็นอย่างไรก็ตาม

คนสุดท้าย คือ คนที่คุณทำให้ประโยชน์
ไม่ว่าหน้าที่ของคุณคืออะไร
อาชีพของคุณเป็นแบบไหน
โปรดรู้ไว้เถิดว่า
คุณเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น
แม้จะเป็นส่วนเสี้ยวเล็กน้อยก็ตาม
อย่างน้อยที่สุด
รอบๆ ตัวคุณนั้น ต้องมีสักคนหนึ่ง
ที่ได้รับประโยชน์และความสุขจากคุณ
-----
สุดท้ายแล้ว
แค่อยากบอกว่า
ไม่มีใครสักคนบนโลกนี้หรอกที่ "ไม่มีค่า"
นอกเสียจากว่า
คุณจะพูดออกมา
... จากปากตัวเอง

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

คุณคิดว่าอะไร?

เวลาโทรศัพท์ดัง คุณคิดว่าอะไร?
A : ใครโทรมาวะ? มีเรื่องยุ่งๆ มาอีกแล้วล่ะสิ
B : ว้าว! ใครโทรมา? คงจะเอาโอกาสดีๆ มาให้เราล่ะสิ
คุณคิดแบบไหนครับ A หรือ B?

เวลาวนรถหาที่จอดในห้าง คุณคิดว่าอะไร?
A : ทำไมที่จอดรถหายากจังวะ?! จะมาห้างกันทำไมนักหนา?!
B: ต้องมีที่จอดที่เตรียมไว้ให้เราแน่ๆ! จอดปุ๊บเดินเข้าห้างได้เลย!
คุณคิดแบบไหนครับ A หรือ B?

เวลาเจ้านายเรียกพบ คุณคิดว่าอะไร?
A : กรูทำอะไรผิดรึเปล่าวะเนี่ย?! สงสัยโดนแน่ๆ กรู!
B : สงสัยเจ้านายจะมอบงานใหม่ให้ ก้าวหน้าแน่ๆ เรา!
จะเลือกแบบไหน ไม่มีผิดไม่มีถูก
มีแต่ส่งผลดีกับส่งผลไม่ดีต่อชีวิตเรา

ค้นพบความจริงอย่างนึงว่า
คนสำเร็จชอบคาดหวังว่าจะมีเรื่องแต่ดีๆ เกิดขึ้นกับเขา
ส่วนคนล้มเหลวชอบคาดหวังว่าจะมีแต่เรื่องร้ายๆ เกิดขึ้นกับเขา
และไอ้ "ความคาดหวัง" นั่นล่ะ
ที่มันมักกลายเป็นคำทำนายที่แม่นกว่าหมอดูคนไหนๆ ในประเทศ

วิธีเปลี่ยนชีวิตแบบง่ายๆ ขั้นเริ่มต้น
จึงทำแค่เพียง "เปลี่ยนความคาดหวัง"
อย่าสร้างภาพอนาคตอันน่ากลัวให้ตัวเอง
อย่าสาปแช่งตัวเองด้วยคำทำนายในใจ
คิดบ่อยๆ ว่ากำลังมีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาหาชีวิตเรา
และเราเองก็กำลังมุ่งเข้าหาสิ่งดีๆ
เท่านี้ชีวิตก็เปลี่ยนแล้วครับ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

5 สิ่งที่คุณควรเขียนทุกวัน

การเขียนมีคุณค่ามากกว่าการพูด
เพราะการเขียนจะผ่านกระบวนการกลั่นกรองคำที่เหมาะสม
และความตั้งใจในการคิดและสร้างสรรค์สิ่งที่เขียนออกมา

จากความคิดสู่หน้ากระดาษในรูปของตัวหน้งสือ ผู้รับจะเกิดความรู้สึกมากกว่าการได้ยินหลายเท่า
การเขียนส่งผลทางบวกแก่ผู้รับอย่างมหาศาล เพราะผู้รับสามารถเก็บไว้อ่านซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่างจากคำพูดที่อาจถูกลืมเลือนเมื่อเวลาผ่านไป

อะไรคือสิ่งที่คุณควรเขียน
1. เขียนคำขอบคุณถึงผู้ที่เชื่อและสนับสนุนคุณ
2. เขียนคำขอโทษถึงคนที่คุณทำให้เค้าผิดหวัง
3. เขียนแสดงความยินดีคนรอบข้างในสิ่งที่เค้าทำสำเร็จ
4. เขียนเสนอตัวให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังต้องการ
5. เขียนคำชมโดยที่เค้าไม่ได้คาดหวัง
ลองเขียนสิ่งเหล่านี้ทุกวัน แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่าคาดไม่ถึง

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

จงใช้ชีวิตให้เหมือน "Smartphone"

จงใช้ชีวิตให้เหมือน "Smartphone"
ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ!!!
-----
หากเปรียบชีวิตเป็นดั่ง Smartphone
ขอแนะนำ 3 ข้อที่เราควรนำมาใช้
เผื่อจะได้มี Smart Life กับเค้าบ้าง
-----
1. ศึกษา App ใหม่ๆ อยู่เสมอ
Application ใหม่ๆ
เปรียบเสมือนกับ "การเรียนรู้"
ยิ่งคุณได้เรียนรู้มาก
คุณยิ่งมีประสบการณ์มาก

2. ค้นหา App ที่เหมาะกับคุณ
เมื่อเรียนรู้ถึงจุดๆหนึ่ง
คุณจะเข้าใจว่า App ไหนเหมาะสำหรับคุณ
App ที่เหมาะสมกับตัวเรา
เปรียบเสมือนกับ "ความเชี่ยวชาญ"
ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของความรู้ในช่วงเวลาหนึ่ง
แต่ที่สำคัญ ...
อย่าลืมลบ App ที่ไม่ได้ใช้ด้วยนะจ๊ะ ^^

3. อย่าลืม Upgrade OS ใหม่
เมื่อมีความรู้และความเชี่ยวชาญแล้ว
อย่าลืมที่จะนำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเอง
เพื่อเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่
ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเก่า
-----
หมั่นหาความรู้ ...
พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
และปรับปรุงแก้ไข
คือ หัวใจในการประสบความสำเร็จ

เพราะชีวิตที่ดีนั้น
ไม่ใช่ชีวิตที่หยุดนิ่งอยู่กับที่
แต่เป็นชีวิตที่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
และนำมาปรับใช้กับตัวเองอยู่เสมอ
เพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทาง
ที่มีชื่อว่า "ความสำเร็จ"
-----
Smartphone = โทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฎิบัติการ (OS)
App = Application = โปรแกรมต่างๆที่ติดตั้งใน Smartphone

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ผู้หญิงเหมือนกับหุ้น

มีใครบางคนบอกไว้ว่า..
ผู้หญิงเหมือนกับหุ้น
----
= Blue Chip =
หน้าสวย ร่ำรวย ครบเครื่อง
มีความรักให้อย่างต่อเนื่อง
แต่อย่างว่า ของดีมักมีราคาแพง

= Growth Stock =
รักเติบโตรวดเร็ว มีลุ้นอยู่บ่อย
แต่เธอไม่ค่อยแบ่งปันความรัก
คงเพราะว่าเธอมีทางเลือกเยอะ

= Cyclical Stock =
อารมณ์ผันผวน เล่นเอาปวดหัว
บางครั้งดีดีใจหาย
แต่ถ้าเธอจะร้ายก็โคตรน่ากลัว

= Value Stock =
นิสัยดี มีอนาคตไกล
แต่อยู่ที่ว่าใครจะโชคดีหาเธอเจอ

= Dividend Stock =
มีความรักให้อย่างสม่ำเสมอ
แต่เธอมักจะไม่ค่อยได้รับความสนใจ

= Defensive Stock =
เฉยๆ เย็นชา บางครั้งอาจจะดูเฉื่อย
แต่เธอไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปง่ายๆ

= Speculative Stock =
Celeb คนดัง ใครๆก็อยากเข้าหา
แต่สุดท้ายแล้วคนที่ได้เธอมา
มักจะทิ้งเธออย่างไม่ไยดี ...
----
สุดท้ายอาจจะต่างกันตรงที่
หุ้นเก่าแก่ยิ่งแพง...
แต่ผู้หญิงที่เก่าแก่นั้น
.
.
.
.
.
.
.
.
ยิ่งสวย ^^

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

ตอน 34 อาลัย บ็อบบี้ ลาก่อน.....3 เม.ย. 2557

ตอน 34    อ่านตอนสามสิบสามเรื่อง "happy birth day 9 ก.พ. 2556" ได้ที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน  2557 ขออำลา อาลัย บ็อบบี้ ลาก่อน

แม่หมาที่บ้านได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อเช้าวันนี้ เมื่อประมาณตีห้า ก็ได้มาปล่อยแม่บี้ซึ่งได้นอนอยู่ในบ้านหมา แม่บี้ก็ยังนอน ลุกขึ้นไม่ไหว จึงได้อุ้มมาฉี่ และได้แวะมาดูอีกทีเพราะเขาช้ามาก... แต่... ในวันนี้ ไม่เหมือนทุกวัน เพราะแม่บี้หลับนิ่ง เมื่ออุ้มขึ้นมาหัวก็ตก จึงวางลงทันทีและเรียกแม่บี้หลายครั้ง จนแน่ใจแล้วว่าแม่บ็อบบี้ได้จากไปแล้ว ลาก่อน ขอให้บ็อบบี้ไปเกิดในสิ่งที่ดีๆๆๆ และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่เป็นโรคผิวหนัง เหมือนในชาตินี้ ขอให้มีความสุข และไม่เป็นเหมือนชาตินี้ เราดูแลและผูกพันตลอดไป ขอให้แม่บ็อบบี้ไปดี มีความสุข หนอ....

วันนี้ขอนำรูปภาพล่าสุดที่ได้ถ่ายไว้นานแล้ว แต่ยังไม่ได้มาลงสักที จึงขอถือโอกาสอำลา อาลัย มา ณ ที่นี้




















ติดตามตอน  35   เรื่อง "พาเพลินหมาน้อยที่บ้าน" ได้ที่นี่