วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทายนิสัย...จากการเขียนตัวหนังสือ


เชื่อหรือไม่ว่า...สไตล์การเขียนตัวหนังสือสามารถบอกนิสัยของเราได้ มาดูกันดีกว่า..ว่าแต่ละคนเป็นยังไงบ้างค่า

แหล่งที่มา   Facebook : Tesco Lotus - เทสโก้ โลตัส

วัดราชประดิษฐ์

วัดราชประดิษฐ์ ชื่อเต็ม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นเอก ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระอารามหลวงของพระมหากษัตริย์ และทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ของกษัตริย์ทุกพระองค์จนปัจจุบัน

ตามโบราณราชประเพณี ภายในราชธานีต้องมีวัดคู่บ้านคู่เมือง 3 วัด แต่ขณะนั้นมีเพียงวัดราชบูรณะและวัดมหาธาตุฯ และยังไม่มีวัดธรรมยุติกนิกาย ใกล้พระบรมมหาราชวัง ร.4 จึงทรงสละทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินดังกล่าว (ซึ่งเดิมเป็นสวนกาแฟหลวง) พระราชทานให้คณะธรรมยุติกนิกายสร้างวัดราชประดิษฐ์ขึ้น

ร.4 เมื่อครั้งทรงพระผนวช ทรงเป็นหัวหน้านำพระสงฆ์ชำระข้อปฏิบัติและก่อตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้น วัดราชประดิษฐ์นับเป็นพระอารามแรก เสมียนเป็นวัดต้นแบบของคณะธรรมยุติกนิกายนับแต่ตั้งวัดเป็นต้นมา

วัดราชประดิษฐ์ขึ้นชื่อมีหน้าบันลายกนกลงรักปิดทองที่ิวิจิตรงดงาม เป็นยอดของสถาปัตยกรรมอันดับ 1 ของไทย  ซุ้มประตูหน้าต่างประดับลายปูนปั้นรูปมงกุฎ ติดกระจกสีรูปมงกุฎ บานประตูหน้าต่างฝังมุกสีจากจีนสวยงามด้วยปราสาทยอดปรางค์แบบขอม ปรางค์แบบเขมร หอระฆังประดับ ถ้วยกระเบื้องจีน ถ้วยชามสี

ภายในพระวิหารหลวงประดิษฐานพระพุทธสิงหังคปฏิมากร พระประธานปางสมาธิ ซึ่งหลังจาก ร.4 สวรรคต ร.5 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมอัฐิ ร.4 มาบรรจุที่พระพุทธอาสน์ของพระพุทธสิหังคปฏิมากรจวบจนปัจจุบัน

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพฤหัสบดีที่ 31 ต.ค. 56 (506)

มันไม่ง่าย...ในระยะยาวว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน

คนทั่วไป ชอบทำสิ่งที่ชอบ ในเวลาที่ชอบ เพื่อตอบสนองความสุขเดี๋ยวนี้

ในขณะที่คนสำเร็จ อดทนทำสิ่งที่อาจจะไม่ชอบ ในเวลาที่ไม่ชอบ เพราะเค้ารู้ว่าการอดทนครั้งนี้
จะทำให้เค้าได้สิ่งที่ชอบ ในเวลาที่ชอบ

ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องเงินหรืองาน แต่ทุกแง่มุมของชีวิต

คุณคิดว่าการฝึกฝนตีแบดนับพันนับหมื่นลูกของน้องเมย์ มันสนุกมากงั้นเหรอ?
คุณคิดว่าตอนที่ จอห์น วิญญู ลดน้ำหนัก มันง่ายมากนักเหรอ?
คุณคิดว่าตอนแรกที่ สตีฟ วาย ฝึกเล่นกีตาร์ เค้าไม่เจ็บนิ้วเหมือนเรางั้นเหรอ?
คุณคิดว่าตอนที่ ไบรอัน เทรซี่ ฝึกทักษะขายของให้คนแปลกหน้า มันไม่กระอักกระอ่วนงั้นเหรอ?

ระหว่างทางไปสู่เป้าหมาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ชวนให้เราอยากล้มเลิก หลายครั้งไอ้ตัวชั่วร้ายที่อยู่บนบ่า มักจะชอบมากระซิบข้างหูว่า  "เลิกเหอะ จะเหนื่อยไปทำไม?"

ผลก็คือมีคน 95% ล้มเลิกไปตามคำแนะนำของไอ้ตัวชั่วร้าย

โลกนี้จึงมีคนลองตีแบดเยอะ แต่น้อยคนที่จะเป็นแชมป์
โลกนี้จึงมีคนลองลดน้ำหนักเยอะ แล้วก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิม
โลกนี้จึงมีคนลองเล่นกีตาร์เยอะ แต่มีน้อยคนที่จะเล่นกีตาร์เก่ง
โลกนี้จึงมีนักขายมากมาย ที่ล้มเลิกไปก่อนที่จะถึงเส้นชัย

บางคนบอก "ไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่ล้มเลิกไปก่อน"

มันง่ายที่จะทำเรื่องง่ายๆ สนุกๆ ในวันนี้  เพื่อให้มีความสุขในวันนี้ แต่มันไม่ง่ายที่เราจะมองข้ามช็อต
เห็นภาพในระยะยาวว่ามันคุ้มค่าแค่ไหน ที่เราอดทนทำอยู่ในทุกวันนี้ เพื่อให้ได้สิ่งที่ล้ำค่ากว่าในวันหน้า

แต่ก็เพราะมันไม่ง่ายนั่นล่ะ ที่มันคู่ควรกับคนอย่างเรา

ถ้าเรารู้ว่าอดทนเพื่ออะไร อดทนทำไม ต่อให้ไอ้ตัวชั่วร้ายตะโกนแค่ไหน เราก็ไม่ได้ยินหรอก

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 31 ต.ค. 56 คืนฮัลโลวีน


Halloween Witch ตำนานแม่มดในคืนฮัลโลวีน
31 ตุลาคมของทุกปีก็จะเป็นวันที่เราหลายคนรู้กันดีว่าเป็นวันฮัลโลวีน (Halloween)

ประวัติของ”แม่มด”
เมื่อพูดถึง “แม่มด” เรามักจะนึกถึงหญิงแก่ แต่งกายด้วยชุดดำ มีความน่ากลัวและลี้ลับอยู่ในตัวเอง โดยชื่อของแม่มดก็บอกอยู่แล้วว่า ต้องเป็นผู้หญิงแน่นอน แถมเป็นผู้หญิงชนิดพิเศษ สามารถใช้เวทย์มนตร์คาถา ขี่ไม้กวาดเหาะไปมาได้ แถมยังแบ่งแม่มดออกเป็น แม่มดดำ – แม่มดขาว

โดยแม่มดดำ คือพวกที่เคารพบูชาซาตาน ( Satan ) และใช้เวทย์มนตร์โดยอาศัยความช่วยเหลือ จากบรรดาภูตร้ายวิญญาณชั่ว สตรีชาวฝรั่งทั้งหลายที่ฝึกเวทย์มนตร์คาถาแนวนี้ นับเป็นแม่มดดำหมดเลย

ส่วนแม่มดขาว เป็นพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิเหนือธรรมชาติ (Supreme being) หรือไม่ก็อาศัยความช่วยเหลือจาก นางฟ้า นักบุญ รวมไปถึงวิญญาณของคนที่มีคุณธรรม
ต่อไปผมจะขอพูดถึงในแง่ของ “แม่มดดำ” นะ

ที่มาของคำว่า “แม่มด” (Witch)
คำว่า “Witch” หรือแม่มดแผลงมาจากคำว่า “wit” ในภาษาแองโกลแซกซอน หมายถึง -To know หรือหยั่งรู้ – ต้องการรู้ ดังนั้น แม่มดจึงหมายถึงพวกที่ต้องการศึกษาหาความรู้ (ในศาสตร์ลึกลับเหนือธรรมชาติ) ในแนวทางที่ชั่วร้าย

แม่มดดำจะบูชาซาตาน รวมทั้งคลุกคลีอยู่กับภูตผีตัวร้ายต่างๆ อย่างเช่น แพน หรือ ลิลิธ-ราชินีแห่งรัตติกาล แม่มดดำมักจะแสวงหาความรู้ที่สลับซับซ้อนมากกว่าที่จะ แสวงหาความสงบแห่งจิตใจ ตามปกติแม่มดจะไม่สำแดงมนตราออกมาอวดใครง่ายๆ นอกจากเพื่อลองวิชา ในส่วนของการหารายได้ของแม่มดส่วนใหญ่มาจากค่าตอบแทนในการทำพิธีไสยศาสตร์ และการขายเครื่องรางของขลัง

ก่อนจบ เรามาทำความรู้จักกับ 'ผีไทย' กันหน่อยไหม


แหล่งที่มา   เว็บไซต์มานาคอมพิวเตอร์

วันพุธที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สิทธิประโยชน์เมื่อตอนเกษียณอายุ

สิทธิประโยชน์เมื่อตอนเกษียณอายุ
คำถาม 1 : เมื่อผู้ประกันตนเกษียณอายุ จะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรจากกองทุนประกันสังคมบ้าง
คำตอบ 1 : ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ โดยมีสิทธิรับเงินบำเหน็จ หรือเงินบำนาญ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ ดังนี้

1. เงินก้อนหรือเงินบำเหน็จ ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 15 ปี หรือผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ โดยผู้ประกันตนหรือทายาทจะได้รับเงินบำเหน็จตามหลักการแบบแผนกำหนดเงินสมทบ (Defined Contributions Plan : DCP) ในอัตราดังนี้
เงินบำเหน็จ = เงินสมทบของผู้ประกันตน + เงินสมทบของนายจ้าง + ผลตอบแทนจากการลงทุน

2. เงินบำนาญรายเดือน ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 15 ปี โดยเงินบำนาญรายเดือนของกองทุนประกันสังคมนั้น คำนวณโดยใช้หลักการแบบแผนกำหนดประโยชน์ทดแทน (Defined Benefits Plan : DBP) ซึ่งมีการกำหนดสูตรบำนาญไว้ชัดเจน โดยกองทุนประกันสังคมเป็นผู้รับความเสี่ยงในการจัดหาเงินมาให้เพียงพอต่อการจ่ายเงินบำนาญในแต่ละปี ซึ่งหากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเงินบำนาญรายเดือนคำนวณจาก
P = (20% + 1.5% * (Y)) * W
เมื่อ P = เงินบำนาญ (บาทต่อเดือน)
Y = จำนวนปีที่จ่ายเงินสมทบเกิน 15 ปี
W = ค่าจ้างเฉลี่ยที่นำส่งเงินสมทบ 60 เดือนสุดท้าย
กรณีที่ผู้ประกันตนเสียชีวิตภายหลังจากการรับบำนาญระหว่าง 5 ปี ทายาทมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จตกทอดในอัตรา 10 เท่าของเงินบำนาญรายเดือนที่ผู้ประกันตนได้รับก่อนเสียชีวิต

ตัวอย่างเงินบำนาญชราภาพที่ผู้ประกันตนจะได้รับเมื่อเกษียณอายุ
คำตอบ : หากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบกรณีชราภาพเป็นระยะเวลา 15 ปี มีค่าจ้างเฉลี่ยที่นำส่งเงินสมทบ 60 เดือนสุดท้าย เท่ากับ 15,000 บาท ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญ ดังนี้

เงินบำนาญรายเดือน = (20% + 1.5% x (จำนวนปีที่จ่ายเงินสมทบเกิน 15 ปี)) x ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
= 20% x 15,000
= 3,000 บาท/เดือน

ขอขอบพระคุณข้อมูลจากท่าน ผอ.นิยดา เสนีย์มโนมัย
ผอ.กองวิจัยและแผนงาน สำนักงานประกันสังคม

แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ตลาดสยามยิปซี

ตลาดสยามยิปซี หรือตลาดรัชดาไนท์เดิม เป็นตลาดกลางคืนลักษณะเดียวกับตลาดนัดรถไฟ ตั้งอยู่ตรงข้ามสวนจตุจักรโซนขายปลา ติดกับพิพิธภัณฑ์เด็กในโครงการจตุจักรกรีน เปิดขายทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ เวลาประมาณ 5 โมงเย็นถึงตี 1 ของที่เปิดขายก็มีทุกประเภท อะไหล่รถยนต์ก็มี

จุดกำเนิดของตลาดสยามยิปซี เริ่มจากการรวมกลุ่มของคนที่ชอบสะสมรถคลาสสิกพวก Sports, Sedan, Coupe, Benz, และ BMW มอเตอร์ไซค์คลาสิก ที่นัดพบกันในนามกลุ่มสยามยิปซีที่ลานพระบรมรูปทรงม้าทุกคืนวันเสาร์ ก่อนย้ายไปที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ โลตัสบางกระบือ และกำหนดจุดนัดพบรถแต่ละประเภทตามที่ต่างๆ

อาทิ กลุ่มรถโฟล์ค รวมตัวกันที่สุขุมวิท กลุ่มมอเตอร์ไซค์ Honda C และ รถสกูตเตอร์ รวมตัวกันที่สามยอด เขตพระนคร กลุ่มรถอเมริกัน รวมตัวกันที่ปากเกร็ด กลุ่มสะสมของเก่า รวมตัวกันที่ตลาดลาดปากเค้า ก่อนหน้านี้ได้รวมกลุ่มเปิดตลาดกันที่แยกรัชดาฯ -ลาดพร้าว จนเป็นที่มาของตลาดรัชดาไนท์

ล่าสุดได้ย้ายมาปักหลักขายที่ตลาดจตุจักรกรีน แต่ยังคงรักษาความเป็นตลาดสินค้าวินเทจ ไม่ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่นำอะไหล่ที่ไม่มีใบเสร็จหรือรถไม่มีทะเบียนมาแยกอะไหล่ขายเช่นเดิม

ค่ำไหนว่างๆ ก็ไปเดินเที่ยวชมกันได้ บรรยากาศซิลซิล เดินสบายๆ ของขายเก๋ มีสไตล์ ถูกใจแน่นอน

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพุธที่ 30 ต.ค. 56 (504)

11 นาทีกับข้อคิดดีๆ ของ "อนันต์ อัศวโภคิน"

คุณอนันต์ตั้งคำถามว่า "คนที่ประสบความสำเร็จจะต้องเรียนเก่งจริงหรือไม่ ? แล้วการฝึก "นิสัย" คนไทยควรจะมีนิสัยอย่างไรจึงจะเจริญก้าวหน้าในชีวิต"

"คนที่มีนิสัยดี เหมือนเรามีเครื่องจักรที่ดีในตัว ไม่ว่าไปทำอะไรก็จะดี ผมเกิดมาในครอบครัวยากจน ในบ้านมีคนมากถึง 31 คน บ้านจึงเป็นสถานที่ฝึกนิสัย ทำให้ผมมีวันนี้

นิสัยดีฝึกไม่ยาก เริ่มจากที่บ้าน 5 ห้องเปลี่ยนนิสัยได้"
  1. ห้องนอน : ฝึกทำใจให้ว่าง ทำสมาธิ ล้างใจสะอาด นอนได้เต็มที่ และฝึกตื่นให้เป็นเวลา เก็บที่นอน เปิดหน้าต่างให้เคยชิน

    "ถ้าเราเป็นคนไม่ตื่นตามเวลา ใช้ปุ่ม Snooze เพื่อที่จะตื่นมากด Snooze อีกที เราจะกลายเป็นคนที่ทำงานเสร็จนาทีสุดท้ายเสมอ"
  2. ห้องน้ำ : ฝึกการใช้น้ำอย่างประหยัด เกรงใจคนอื่น รักษาเวลา การฝึกล้างห้องน้ำให้เป็น จะช่วยฝึกให้เราไม่ดูถูกคน เป็นคนไม่เลือกงาน ไม่มีทิฐิ

    "สมัยเด็กบ้านผมไม่ได้มีฐานะ คนอยู่ก็เยอะ น้ำต้องใช้ประหยัด เข้าห้องน้ำนานไม่ได้เพราะคนอื่นก็ต้องใช้เหมือนกัน"

    "ผม ล้างห้องน้ำมาจนโต ทำให้ทุกงานของผมห้องน้ำต้องสะอาด เสียอย่างเดียวเวลาขึ้นเครื่อง (บิน) บางทีผมเข้าไปนาน 15 นาทีเพื่อเช็ดห้องน้ำจนสะอาด"

    "คนว่าผมสร้างห้างมาให้คนเข้าห้องน้ำ ทั้ง Terminal 21 หรือ Fashion Island ก็ยอมรับครับ เพราะตอนนี้มีคนมาเข้าห้องน้ำห้างผมวันละเป็นแสน (หัวเราะ)"
  3. ห้องแต่งตัว : ฝึกให้รู้จักตัดใจ เสื้อผ้าไม่ใส่ต้องทิ้ง เสียสละให้คนอื่น ใช้สิ่งของต่าง ๆ อย่างพอดีตัว

    "ไม่ใช่จะใช้ชีวิตแย่ ๆ แต่เท้ามีแค่สองข้าง จะมีรองเท้ามากมายทำไม อะไรไม่ได้ใส่เกินสองเดือนเอาไปบริจาคเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่"
  4. ห้องกินข้าว : ฝึกการทานอาหาร นั่งพร้อมหน้ากัน รู้จักแบ่งปัน ตักข้าวแล้วต้องกินให้หมด ดังนั้นต้องตักให้พอดีตัว และตักให้พ่อแม่หรือคนอื่นก่อน

    "ไข่พะโล้ 2 ฟอง นั่งกัน 4 คน เราต้องแบ่งกันคนละครึ่งฟอง และตักให้แม่ก่อน จนติดนิสัยให้คนอื่นก่อน เช่น เวลาเข้าออกลิฟต์"
  5. ห้องทำงาน : ฝึกจัดลำดับความสำคัญ อย่าให้มีอะไรรกบนโต๊ะทำงาน กระดาษที่กองเต็มโต๊ะ บอกนิสัยไม่ตัดสินใจ หรือไม่มั่นคงทางใจ กลัวไม่มีข้อมูล

    "เวลาผมเจอใครกระดาษกองเต็มโต๊ะ ผมคิดเลยว่าคนนี้ไม่กล้าตัดสินใจ หรือ Insecure กลัวขาดข้อมูล ทั้งที่มันมีในมือถือหมดแล้ว"

    "ห้องทำงานผมไม่มีกระดาษบนโต๊ะ ไม่มีโทรศัพท์ เพราะใช้มือถือ ไม่มีคอมพ์เพราะใช้แท็บเลต เป็นห้องว่างเปล่า"
5 ห้องในชีวิตจึงฝึกเราให้รักษาความสะอาด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา สุภาพ และฝึกสมาธิให้ใจสะอาด "คนเรียนเก่งไม่ใช่คนเก่งเสมอไป เรื่องนี้อย่าสอนแต่ในห้องเรียน ต้องเริ่มจากที่บ้าน"

"ทุกวันนี้โลกวุ่นวายไม่ใช่เพราะคนไม่มีการศึกษา แต่เพราะคนนิสัยไม่ดีและมีการศึกษาเยอะต่างหาก"

สรุปแล้ว อ่านกี่เที่ยวๆ ก็จริง "ชีวิตที่ดีเริ่มจากที่บ้าน สังคมที่ดีต้องเริ่มจากครอบครัว"

เป็นข้อคิด Ride on The Wave อย่างปฏิเสธไม่ได้

แหล่งที่มา    Facebook : Investor Room

เป้าหมายที่ไม่เหมือนใคร...

อย่าเที่ยวบอกใครต่อใครว่า "ข้าคือภูผา" ถ้าเพียงลมพัดผ่าน เรายังสะเทือน

เวลาเรามีเป้าหมายใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเป้าหมายที่ไม่เหมือนใคร รับประกันได้เลยว่าจะมีคนห้าม จะมีคนหยาม จะมีคนสบประมาท จะมีคนมาบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะเป้าหมายใหญ่นั้น  คนธรรมดาไม่เข้าใจ

ถ้าสองพี่น้องตระกูลไรท์โดนหัวเราะเยาะ แล้วล้มเลิกการทดลองบิน วันนี้เราอาจยังต้องนั่งเรือข้ามทวีป

ถ้าเอดิสันเชื่อคนอื่นว่ามันเป็นไปไม่ได้ ที่ยามค่ำคืนจะมีอะไรสว่างไสวได้ยาวนาน วันนี้เราอาจจะยังใช้เทียนไขกันอยู่

ถ้าคนไทยกลุ่มนึงเชื่อที่คนอื่นบอกว่า เราเมืองร้อน จะไปปั้นหิมะได้ไง วันนี้เราอาจไม่มีทีมชนะเลิศปั้นหิมะที่ซับโปโร

เวลาเครื่องบินทะยานขึ้นฟ้า นกกาย่อมแตกตื่นเป็นธรรมดา เราไม่จำเป็นต้องไปต่อล้อต่อเถียงกับเสียงนกเสียงกา เพราะถ้าเรายังได้ยินเสียงกวนใจนี้ บางทีเราอาจไม่ใช่เครื่องบินที่ทะยานขึ้นฟ้า แต่เป็นแค่แมลงปอกางปีก รอวันตกลงมา

เรามีหน้าที่บินสู่เป้าหมาย ก็บินต่อไป เค้ามีหน้าที่สบประมาท ก็ให้เค้าทำต่อไป หน้าที่ใคร หน้าที่มัน ดูสิว่าใครจะชนะ

จำไว้นะว่า ไม่มีการแก้แค้นไหน จะสะใจไปกว่า ความสำเร็จของเรา ที่ครั้งนึงเคยโดนดูถูกไว้ว่าทำไม่ได้

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หนีภาษี VS เลี่ยงภาษี VS วางแผนภาษี

หนีภาษี VS เลี่ยงภาษี VS วางแผนภาษี ทั้งสามคำก็คือ "การทำให้เสียภาษีน้อยลง" แต่ไม่เหมือนกัน
  1. การหนีภาษี (Tax Evasion) คือ การฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยการดำเนินการอย่างบิดเบือนของผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี หรือสรุปง่ายๆ ก็คือการไม่จ่ายภาษี (ชักดาบ) เพราะว่ากฎหมายกำหนดให้คนทุกคนต้องเสียภาษีแต่คุณเลือกที่จะไม่เสีย ซึ่งการหนีภาษีนี้ ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรเลย แค่เพียงเลือกที่จะไม่จ่ายภาษีเท่านั้นเอง
  2. การเลี่ยงภาษี (Tax Evasion)  คือ การหาช่องว่างทางกฎหมายโดยการบิดเบือน (Manipulation) โดยเริ่มต้นด้วยวัตถุประสงค์ของการประหยัดภาษีเป็นลำดับแรก ส่วนความถูกต้องเป็นลำดับรอง ดังนั้นจึงประกอบด้วยการจัดทำธุรกิจลวง เช่น การซื้อขายในราคาที่ต่ำหรือสูงกว่าราคาตลาดด้วยความจงใจ หรือ การจัดตั้งคณะบุคคลจำนวนมากเพื่อกระจายฐานภาษี โดยไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใดทางการพาณิชย์หรือธุรกิจใดๆ นอกจากเพื่อรองรับวัตถุประสงค์ในการเลี่ยงภาษีและใช้ช่องว่างทางกฎหมายภาษีเท่านั้นเอง
  3. การวางแผนภาษี (Tax Planning)  คือ การเตรียมการ การบริหารจัดการภาระภาษีที่พึงจะเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการอย่างถูกต้องเป็นสำคัญ ซึ่งประเด็นนี้จะต้องพิจารณาถึงความถูกต้องทางกฎหมายมาก่อน หลังจากนั้นจึงประเมินว่าจะประหยัดหรือลดภาระภาษีได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาก็เลือกเอา LTF หรือ RMF เข้ามาช่วยในการลดภาระภาษี เป็นต้น
ท้ายนี้ หวังว่าเราน่าจะเลือก "วางแผนภาษี" มากกว่า หนีภาษีและเลี่ยงภาษี
แหล่งที่มา   เว็บไซต์บล็อกภาษีข้างถนน

การลงทุน ก็คือ "การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน"

ถ้าอยากมีเงินซื้อของ 5,000 บาท ก็ต้องอดใจ 50 ครั้ง ที่จะไม่ซื้อของ 100 บาท

ถ้าอยากมีเงินซื้อของ 50,000 บาท ก็ต้องอดใจ 25 ครั้ง ที่จะไม่ซื้อของ 2,000 บาท

ถ้าอยากมีเงินซื้อของ 500,000 บาท ก็ต้องอดใจ 10 ครั้ง ที่จะไม่ซื้อของ 50,000 บาท

ถ้าอดใจได้ พลังของเงินก็จะสะสมจน "พอ" ตามที่ต้องการ ... แต่ถ้าอดใจไม่ได้ ก็ไม่มีทางพอ

เช่น อยากไปเที่ยวยุโรปมาก ๆ ต้องใช้้เงินเป็นหมื่น ก็บ่นไม่มีเงิน แต่ตกเย็นไปกินเหล้ากับเพื่อนเกือบทุกวัน เสียเงินทีละเป็นพัน ... ซึ่งความจริงถ้าอดใจได้ติดกัน 2-3 เดือน ก็ได้ไปยุโรปแล้ว

เช่น อยากได้นาฬิกา Patek (มองได้ทั้งแง่ใช้ประดับและทั้งแง่ลงทุน) ต้องใช้เงินหลายแสน ก็บ่นชาตินี้ไม่มีปัญญา ... แต่เห็นกระเป๋็าใบละ 4-5 หมื่น เห็นนาฬิกามียี่ห้อหน่อยเรือนละ 2-3 หมื่น ก็ิิอดใจไม่ได้ ต้องสอยตลอด มีปัญญาสอยทุกครั้ง ... ซึ่งความจริงถ้าอดใจได้ติดกัน 10-20 ครั้ง ก็ได้ Patek แล้ว

กินเหล้าทุกเย็น กับได้ไปยุโรปตามที่ฝัน ... มีของเล็กของน้อยเต็มบ้าน กับได้มีของสูงค่าที่ฝันอยากได้มาทั้งชีวิต ... คิดว่าแบบไหนสร้างความภูิมิใจ (และสะใจ) ได้มากกว่ากัน ก็ลองพิจารณาดู
  • เหมือนง่าย เหมือนเบสิค ใคร ๆ ก็รู้ ... แต่จุดตายของคนส่วนใหญ่ ก็อยู่แถว ๆ นี้แหละ คือ อดใจไม่ได้กับเรื่องที่เสียเงินน้อย (กว่า) แต่เสียง่าย
  • ความจริงในชีวิตมันก็ต้องมีทั้งของเล็กของใหญ่ผสมกันกัน จะอดใจไปซะทุกเรื่องก็อาจจะโหดเกินไปจนไร้สีสัน ...อันนี้แค่นำเสนอแนวคิด "อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" ให้พอเห็นภาพ
  • จริง ๆ แล้ว การลงทุน ก็คือ "การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน" เช่นกัน
แหล่งที่มา     Facebook : Thailand Investment Forum

มันจะเป็นไปได้ยังไง? มันต้องมีชีวิตแบบอื่นสิ

มันจะเป็นไปได้ยังไง...ที่คนทุกคนต้องตื่นเช้ามาทำงานเหมือนๆ กัน เวลาเดียวกัน

มันจะเป็นไปไปได้ยังไง ที่เราต้องทำงานวันละ 8 ชั่วโมงเหมือนๆ กัน พักเที่ยงตรงเป๊ะพร้อมๆ กัน แออัดกันขึ้นลิฟต์ไปทำงานบ่ายโมงพร้อมๆ กัน เลิกงาน 5 โมงเย็นเหมือนๆ กัน เสาร์อาทิตย์คือวันหยุดเหมือนๆ กัน เที่ยววันหยุดยาวเหมือนๆ กัน
มันจะเป็นไปได้ยังไง?

มันเป็นได้อย่างเดียวก็เพราะทำแบบนี้สังคมจะเป็นระเบียบเรียบร้อยดี มันอาจจะเริ่มที่กลุ่มเศรษฐีสมัยยุคอุตสาหกรรมเมื่อนานมาแล้ว ที่คิดว่าจะจัดระเบียบคนงานในโรงงานยังไงให้คุมง่ายที่สุด?

ซึ่งมันคงไม่มีอะไรดีไปกว่า ให้เข้างานพร้อมกัน พักพร้อมกัน เลิกงานพร้อมกัน ให้ทำงานสักวันละ 8 ชั่วโมงก็แล้วกัน เวลาที่เหลือจะได้มีเวลาไปพักผ่อน มีเวลาไปใช้จ่าย ซื้อสินค้าและบริการของบริษัทเศรษฐีอีกที

แม็กซิม กอร์กี้ นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เปรียบเปรยไว้ในนวนิยายยิ่งใหญ่เรื่อง "แม่" ว่า

...โรงงานกลืนกินคนงานเข้าไปในตอนเช้า แล้วสำรอกออกมาในตอนเย็น คนงานจะยั้วเยี้ยเต็มท้องถนน
พวกเขาดูมีชีวิตชีวา เพราะงานผ่านไปแล้วอีกวัน อาหารเย็นและการพักผ่อนกำลังรออยู่ที่บ้าน โรงงานดูดกลืนเอากำลังของคนงานไปเท่าที่ต้องการ วันคืนผ่านไปโดยไม่ได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้แม้แต่นิด
และคนงานก็ก้าวเข้าใกล้หลุมศพไปอีกวัน...

อ่านนิยายเล่มนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัย น่าแปลกที่ผ่านไปเป็นสิบๆ ปีแล้ว จู่ๆ วันนี้ก็นึกถึงนิยายเรื่องนี้ขึ้นมา

มันต้องมีทางอื่นสิ คิด มันต้องมีชีวิตในแบบที่เราต้องการ มันต้องมีชีวิตแบบที่ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้า รีบนอนไวๆ มันต้องมีชีวิตแบบที่ไม่ต้องเกลียดวันจันทร์ รักบ่ายวันศุกร์ สนุกวันเสาร์ แล้วมาเศร้าคืนวันอาทิตย์ นั่นมันชีวิตเด็กนักเรียนชัดๆ

มันต้องมีชีวิตแบบอื่นสิ ที่ไม่ต้องทำงานทั้งเดือนเพื่อเฝ้ารอวันเงินเดือนออก มันต้องมีชีวิตแบบอื่นสิ
ที่ทำให้เรามีคุณค่ากว่าการเฝ้ารอเงินที่ใช้ไม่กี่วันก็หมด

และนั่นก็คือเหตุผลที่ออกมาทำงานไม่ประจำ

ไม่ได้จะบอกว่างานประจำไม่ดี  เพียงแต่มันไม่ใช่แนว ไม่ได้กำลังจะบอกว่าทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก
แค่ทำสิ่งที่เหมาะกับ ทำแล้วสบายใจ และก็ไม่คิดจะเร่งทำงานหนัก เพื่อให้เกษียณได้ยาวไปทั้งชีวิต
แต่กระจายการเกษียณไปในทุกๆ ช่วงชีวิต

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อมีความสุขนะ ถ้าเรายังไม่มีความสุข บางทีอาจจะถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องบอกกับตัวเองว่า "มันจะเป็นไปได้ยังไง? มันต้องมีชีวิตแบบอื่นสิ!"

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

รางวัล รีดเดอร์ส ทราเวล อวอร์ดส 2013

นิตยสาร คอนเด นาสท์ ทราเวลเลอร์ (Condé Nast Traveler) หรือ ซีเอ็น ทราเวลเลอร์ เผยผลรางวัล รีดเดอร์ส ทราเวล อวอร์ดส 2013″ หลังเปิดโอกาสให้ผู้อ่านร่วมลงคะแนนโหวต เมือง เกาะ สายการบิน โรงแรม ภัตตาคาร เรือสำราญ สปา ฯลฯ ที่ไปท่องเที่ยวหรือใช้บริการแล้วรู้สึกประทับใจ โดยล่าสุดได้มีการเปิดโผแหล่งสปาที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างยกนิ้วให้ ซึ่งในจำนวนนี้มีสปาในโรงแรมที่ประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

อันดับที่ 1 ปาร์กโฮเต็ล อิ๊กกลิส (Parkhotel Igls), ประเทศออสเตรีย

อันดับที่ 2 โคโม แชมบาลา เอสเตท (COMO Shambhala Estate), บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

อันดับที่ 3 เบรนเนอร์ ปาร์ก-โฮเต็ล แอนด์ สปา (Brenner’s Park-Hotel & Spa), บาเดิน-บาเดิน ประเทศเยอรมนี

อันดับที่ 4 ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลธ์ รีสอร์ท (Chiva-Som International Health Resort), อ.หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์

อันดับที่ 5 บันยันทรี ภูเก็ต (Banyan Tree Phuket) จ. ภูเก็ต

อันดับที่ 6 อนันดา อิน เดอะ หิมาลายา (Ananda in the Himalayas) ประเทศอินเดีย

อันดับที่ 7 เอสปาเซ่ อองรี เชอโนต์ (Espace Henri Chenot), พาเลซ เมราโน่ ประเทศอิตาลี

อันดับที่ 8 เดอะ บอดี้ ฮอลิเดย์ (The Body Holiday), เลอ สปอร์ต, ประเทศเซนต์ลูเซีย

อันดับที่ 9 เกรย์ชอตต์ (Grayshott), มณฑลเซอร์รีย์ สหราชอาณาจักร

อันดับที่ 10 แคนยอน รานช์ (Canyon Ranch), เมืองเลน็อกซ์, รัฐแมสซาชูเซ็ตส์ สหรัฐอเมริกา

ที่มา paow007.wordpress.com

แหล่งที่มา     Facebook : Investor Room

คนเราแปลกกว่า?

มีใครกำลัง "ยืนอยู่บนรางรถไฟโดยรู้ตัว" มั้ย ?

นี่คือเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใจไม่น้อย
เมื่อพบว่ามีคนจำนวนมากรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิต
ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง มันต้องแย่แน่ๆ
...แต่เราก็ไม่ทำอยู่ดี

มันอาจจะเป็นงานที่เราทำอยู่ สถานการณ์มันแย่ขึ้นเรื่อยๆ
แต่เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนไปลองทำอะไรใหม่ๆ

มันอาจจะเป็นหนี้บัตรเครดิตที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
แต่เราก็ไม่คิดจะเปลี่ยนนิสัยการใช้จ่าย

มันอาจจะเป็นสุขภาพที่เห็นๆ ว่าแย่ลงๆ
แต่เราก็ไม่คิดจะออกกำลังกาย ดูแลอาหารการกิน

มันอาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่เห็นชัดๆ ว่าเฉยชาขึ้นทุกวัน
แต่เราก็ไม่คิดจะหันหน้ามาคุยกันให้รู้เรื่อง

สิ่งนี้มันคืออะไร?
เรายืนอยู่บนรางรถไฟ รู้ว่ารถไฟจะผ่านมาเส้นทางนี้แน่ๆ
แต่เราไม่ลงจากราง ไม่ยอมเปลี่ยนทางของเรางั้นหรือ?

หรือว่าเราหวังให้มีเจ้าหน้าที่มาสับรางให้เรา?
หรือว่าเราหวังให้มีใครมาฉุดเราไว้ได้ทันในวินาทีสุดท้าย?
หรือว่าเราหวังให้รถไฟมันหยุดทัน?
หรือเราหวังว่าเราจะโดนรถไฟชน แล้วเราไม่เป็นอะไรเลย?
มันคืออะไรที่ไม่เข้าใจจริงๆ

เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มไหนสักเล่มจำไม่ได้แล้ว
เค้าบอกว่า อันสุนัขนั้นมันแปลกจริงๆ
คุณเคยขับรถไปในซอยแล้วเจอพวกมันนอนขวางถนนมั้ย ?
ทายสิ ว่ามันทำยังไง?
รีบลุกหนี วิ่งหางจุกตูด ตกใจลุกพรวด
หรือรอจนรถจะชน
แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ อย่างเสียไม่ได้?

ใช่ ! รถแทบจะชนมันอยู่แล้ว
มันถึงยอมลุกขึ้นช้าๆ ช้ามาก ช้าที่สุด
แล้วก็ย้ายก้นหลบไปให้รถพอผ่านได้
ก่อนที่มันจะย้ายก้นกลับมานอนกลางถนนอีกครั้ง
เอากะมันสิ!

ตอนอ่านหนังสือเล่มนั้น
เห็นด้วย ว่าไอ้ตูบนั้นมันแปลกจริงๆ

แต่ตอนนี้ ชักจะสงสัยว่า
หรือคนเราแปลกกว่า?

ตกลงเราจะรอวิกฤตมาก่อนแล้วค่อยเปลี่ยน
ค่อยเตรียมพร้อมเหรอ ?
ตกลงเราจะรอให้ตกงานก่อน
แล้วค่อยหางานใหม่ อย่างนั้นเหรอ ?
ตกลงเราจะรอให้ขึ้นศาลเรื่องหนี้บัตรเครดิตก่อน
แล้วค่อยแก้นิสัยใช้จ่ายเกินตัว อย่างนั้นเหรอ  ?
ตกลงเราจะรอให้เป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูงก่อน
แล้วค่อยออกกำลัง ค่อยดูแลการกิน อย่างนั้นเหรอ ?
ตกลงเราจะรอให้เลิกกันไปก่อน
แล้วค่อยมาปรับความเข้าใจกัน อย่างนั้นเหรอ ?

ถ้าเราเห็นว่ารถไฟมาแน่
มันก็ไม่มีทางอื่นเลย
นอกจากจะกระโดดลงจากรางรถไฟนั้นซะ
แล้วตะโกนดังๆ เลยว่า
"ไม่เอาแล้วโว้ยยยย"

จากนั้นเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนความคิด
เปลี่ยนคำพูด เปลี่ยนการกระทำ
แล้วรถไฟสายมรณะขบวนนั้น
ก็จะเปลี่ยนเส้นทาง ไม่มาหาคุณอีกเลย

อย่ารอให้ใครมาผลัก
แต่คุณต้องกระโดดออกมาจากรางด้วยตัวเอง
เริ่มจากวันนี้เลย
เอ้า! กระโดด!!!

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สัจธรรมของชีวิต...

คนเราก็มีแค่นี้แหละ

แหล่งที่มา   Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

10 เคล็ดลับทำอย่างไรให้ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า"

10 เคล็ดลับทำอย่างไรให้ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า" โดย บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ
  1. ทำงานประจำให้ดีเสียก่อน  ถ้ามีคนอื่นควบคุมแล้วยังทำงานได้ไม่ดี อย่าหวังจะออกมาควบคุมตัวเอง ทำงานประจำต่อไปน่ะดีแล้ว
  2. รู้จักสร้างคอนเน็คชั่นตั้งแต่ยังทำงานประจำ ผูกมิตรกับลูกค้า สร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง วันนึงเมื่อออกมาทำเอง ลูกค้าที่รักเราจะตามมาใช้บริการ
  3. อย่าวู่วามด้วยการลาออกทันที แต่จงเอาเวลาว่างไปสร้างงานไม่ประจำ จนวันที่ทำเงินกว่า จึงค่อยตัดสินใจอีกที (แนะนำว่าควรทำเงินกว่า 3 เท่าขึ้นไป) 
  4. อย่าโลกสวย ชีวิตต้องมีส่วนเผื่อความปลอดภัยด้วย เช่น มีเงินออมที่อยู่ได้เป็นปี แม้ไม่มีงานทำ เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ อิสรภาพกับความมั่นคงมันไม่ค่อยถูกกัน และเวลาไม่มีเงิน สมองมันจะคิดอะไรไม่ค่อยออก 
  5. งานไม่ประจำที่เลือก ขอให้เป็นงานที่รักและทำเงินกว่าเท่านั้น คนส่วนใหญ่หนีความน่าเบื่อจากงานประจำมา แล้วจะหนีเสือปะจระเข้ทำไม ที่สำคัญเราจะยอมแพ้ง่าย ถ้าไปทำงานที่เราไม่รักแถมเงินน้อยกว่าอีก จำไว้ว่า ไปทั้งทีต้องดีกว่าเดิม
  6. ขอให้งานไม่ประจำที่เราเลือก ไม่ใช่งานที่เอาเวลาไปแลก เราเอาเวลาไปแลกในงานประจำมาพอแล้ว จะออกมาทำงานหนักกว่าเดิมแบบไม่มีหยุดไปทำไม? จงสร้างงานที่ทำให้เรามีรายได้จากระบบ จากลิขสิทธิ์ จากการใช้เวลาของคนอื่น จากการใช้เงินของคนอื่น 
  7. หาลูกค้ารายแรกของเราให้เจอ ใครคือคนที่จะแจ้งเกิดเรา แล้วทำงานชิ้นนั้นให้เกินความคาดหมาย เพราะงานชิ้นแรกจะเป็นงานอ้างอิงของเราในงานถัดๆ มา 
  8. อย่าหน้ามืดตามัว รับมันทุกงาน สำคัญคือการเลือก เลือกงานที่เสริมชื่อเสียงเราด้วย อย่ารับงานราคาถูกเกิน เพราะเราจะขึ้นราคาไม่ได้ 
  9. สร้างความแตกต่าง สร้างแบรนด์ อย่าเป็นแค่คนทำงานไม่ประจำที่หาที่ไหนก็ได้ ไม่อย่างนั้นจะต้องวิ่งหางานราคาถูกไปตลอดชีวิต
  10. กลับไปขอบคุณที่ทำงานประจำที่สร้างเสริมประสบการณ์ให้เรา ไม่มีเค้าวันนั้น ไม่มีเราวันนี้
แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สิงคโปร์...ความเจริญ หรือ ความสุข

จะได้อะไรมา ก็ต้องแลกกับบางสิ่งบางอย่างไปเสมอ อยู่ที่ว่าสิ่งที่เสียไป คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้มาหรือไม่

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

สิงคโปร์เป็นประเทศที่เล็กมาก แถมทรัพยากรก็น้อย แต่ร่ำรวยเหลือเกิน เด็กได้รับการศึกษาที่ดี แถมคะแนนในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านก็อยู่เหนือค่าเฉลี่ยของ OECD report ซึ่งทำหน้าที่ศึกษาการศึกษาทั่วโลก (ตอนนี้รัฐบาลอังกฤษกำลังเครียดเลย เพราะคะแนนตก mean)

เศรษฐีสิงคโปร์ครึ่งนึง ใช้เวลาไม่ถึงสิบปีในการสร้างตัว (รวยกันเร็วมากกกกกกกกก) ซึ่งถือว่าสั้นมาก
เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้พี่สิงโตยังเป็นประเทศที่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ และการลงทุนมากที่สุดในโลก จากการศึกษาของธนาคาร Barclays ไหนจะมีท่าเรือที่ใหญ่ระดับโลก (เดิมอันดับหนึ่งนะคะ จนเซี่ยงไฮ้มาแซง)
มีอุตสาหกรรมสร้างแท่นสำรวจและขุดเจาะน้ำมันบิ๊กเบิ้มแล้ว ยังจะมีคาสิโนที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกอีก!!!! คอร์รัปชั่นก็น้อยมาก (เค้าจัดแคมเปญต้านคอร์รัปชั่นกันมาตั้งแต่ปี 1952 เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ)

อาชญากรรมและยาเสพติด ก็น้อยเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เช่นเดียวกันอีก แถมองค์การอนามัยโลกยังยกให้สิงคโปร์ เป็นประเทศที่คนมีสุขภาพแข็งแรงที่สุดในโลก รัฐบาลเอาใจใส่ปัญหาคนน้ำหนักมาก และ ส่งเสริมการออกกำลังกายอย่างจริงจัง

ฟังดูอุดมคติมากๆ เลย รู้สึกว่าประเทศใกล้เราแค่นี้ทำไมถึงได้แตกต่างกันขนาดนี้ใช่มั้ย

แต่ที่น่าสนใจสุดๆ  คือ จาก Gallup Study พบว่า คนสิงคโปร์ กลับเป็นคนที่มีความสุขน้อยที่สุดในโลก!!!! น้อยกว่า ซีเรีย อิรัก เฮติ และอาฟกานิสถานอีกด้วยซ้ำ (ลองถามเพื่อนสิงคโปร์ดูเค้า ก็ว่าเค้าเห็นด้วยกับข่าวนี้)

มีทั้งเงินทอง การศึกษา สุขภาพ ความปลอดภัย คนยังไม่มีความสุข บางทีเราอาจจะต้องเปลี่ยนมุมมอง
ของชีวิตเรา ของประเทศเราใหม่แล้วเหมือนกัน

แหล่งที่มา  Facebook : Thailand Investment Forum

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หนังสือเรียนภาษาไทย มานะ มานี ปิติ ชูใจ ครบเซ็ต ป. 1-6


เชิญดาวน์โหลดหนังสือเรียนภาษาไทย มานะ มานี ปิติ ชูใจ ครบเซ็ตตั้งแต่ ชั้นประถมปีที่ 1-6 รวมทั้งสิ้น 12 เล่ม ในรูปแบบไฟล์ pdf ได้ที่นี่ http://sdrv.ms/TxW1cg

แหล่งที่มา   Facebook : Thailand Partners in Learning

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เรื่องของป้าน้อย ... Based on true story ^^

ป้าน้อยเป็นสาวโสดวัย 50+ ทำงานเป็นพนักงานธุรการ ป้าน้อยน่าจะเป็นพนักงานรุ่นแรกๆ เธออยู่ที่นี่มาหลายปี เป็นแบบอย่างของพนักงานที่ซื่อสัตย์สุจริต ดูแลเงินของหลวงเป็นอย่างดีไม่มีตกหล่นแม้แต่บาทเดียว ...

ป้าน้อยเป็นคนที่ประหยัดและเก็บเงินเก่งขั้นเทพ ..อย่าลืมนะว่าพนักงานธุรการเงินเดือนไม่เยอะ เริ่มแรกเข้ามาป้าน้อยคงได้เงินเดือนประมาณ 8-9 พันบาท ทุกวันนี้เงินเดือนป้าน้อยประมาณ 15,000+ เท่านั้น เมื่อก่อนนี้ป้าน้อยต้องมีอาชีพเสริม คือ ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มรายได้ ... ในด้านรายจ่าย อาศัยว่าบ้านใกล้ ป้าน้อยจะทานข้าวมื้อเช้าที่บ้าน กลางวันและเย็นก็กลับไปกินบ้าน สรุปว่ากินข้าวบ้านทุกมื้อ ส่วนใหญ่กินข้าวกับน้ำพริก ไม่ค่อยชอบซื้อเสื้อผ้า ในตัวไม่มีสินค้าแบรนด์เนม ใช้มือถือรุ่นที่โทรเข้า-ออกได้อย่างเดียว ...ป้าน้อยประหยัดแต่ไม่ขี้เหนียวนะ ในโอกาสพิเศษ ป้าน้อยจะลงมือทำกับข้าวเช่น ยำมาม่า หรือ ขนมจีนแกงไก่ มาเลี้ยงพวกเราที่ออฟฟิศ ...

ด้วยนิสัย 'มีน้อย ใช้น้อย และเก็บเงินเก่ง" ป้าน้อยจึงเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งนำไปสร้างห้องให้เช่า เริ่มจาก 2 ห้องก่อนในตอนแรก เมื่อมีรายได้จากค่าเช่าห้องก็เก็บไว้สร้างเพิ่มอีก ... 10 ปีผ่านไป ป้าน้อยมีหอพักทั้งที่กรุงเทพและอยุธยามากกว่า 30 ห้อง เธอจึงเป็น Landlord ตัวจริง มีรายได้จากหอพัก (หักค่าใช้จ่ายแล้ว) เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท!

พวกเราที่เป็นข้าราชการรุ่นเด็กๆ ก็เลยชอบแซวว่า ป้าน้อยมาทำงานราชการเป็นงานอดิเรก เพราะเธออยู่บ้านเฉยๆ ก็มีตังค์เหลือใช้ แม้จะเกษียณแล้วเราก็เชื่อว่าป้าน้อยจะมีรายได้มากกว่าบำนาญของข้าราชการหลายคน ^^

ป้าน้อยฝากบอกว่า .. "ใครจะลอกเลียนแบบก็ยินดีเลย ป้าไม่ว่า" ^^

ปล. โปรดสังเกตว่า กว่าป้าน้อยจะเป็น ‘นาย’ ของเงินได้ เธอต้องใช้ความอดทน และใช้เวลาเกิน 10 ปี แต่ผลที่ได้ คือการมี ‘สินทรัพย์’ ที่ทำงานหาเงินให้ป้าใช้ไปตลอดชีวิต ก็นับว่าคุ้มค่านะ

แหล่งที่มา     Facebook : SSO Savings Club

คำคม 22 ต.ค. 2556

จะสูงศักดิ์อัครฐานสักปานใด
จะวิไลเลิศฟ้าสง่าศรี
จะเก่งกาจฉลาดกล้าปัญญาดี
หากไม่มี "คุณธรรม" ก็ "ต่ำคน"
-- เสด็จพ่อ รัชกาลที่ 5 สมเด็จพระปิยะมหาราช --

------------------------------------------------------------------------------
อย่าฝืนเป็นตัวเรา...
ภายใต้เงาของคนอื่น

ความจริง
อาจจะไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
                    แต่หลายคน..
                    พยายามบิดเบือน "ความจริง"
                    เพื่อให้กลายเป็นคนที่ "ถูกต้อง"

ระหว่าง...
"เพิ่มรายได้" กับ "ลดรายจ่าย"
ขอความเห็นว่าอย่างไหนง่ายกว่า!!

คำพูดแย่ๆ เพียงแค่ "หนึ่งคำ"
อาจทำลายสิ่งที่คุณทำได้ทั้งหมด

การมีเงินเยอะเกินไป
อาจจะไม่มีความสุข
                    แต่มีเงินน้อยเกินไป
                    ใช่ว่าจะมีความสุข
                                        หากความสุขไม่ขึ้นอยู่กับเงิน
                                        แล้วขึ้นอยู่กับอะไร?

ความสุขอยู่ที่ "ใจ"
หรือไม่ก็
ความสุขอยู่ที่ "ความพอดี"
                    ลองขยายความกันไหมครับว่า
                    อะไรคือ "ใจ" และ "ความพอดี"
                    ที่ทำให้ตัวเรามีความสุข

การไม่มีสาระสำคัญ (IMMAT)
นอกจากใช้ในงานแล้ว..
ควรนำมาใช้ในชีวิตจริงด้วย
-- ผู้สอบบัญชีหลายท่านคิดไว้แต่ไม่ได้ทำ --

คนเก่งอาจไม่ใช่คนดี
คนดีก็อาจไม่ใช่คนดี
เพราะมันขึ้นอยู่ที่ "การมอง"
                    ว่าแต่...
                    เรามองด้วยสายตาของใคร

การเอาชนะคนอื่น
อาจมีความสุขน้อยกว่า
การเอาชนะตัวเอง

ความสำเร็จที่ผ่านมา
อาจไม่มีคุณค่าในปัจจุบัน
-- ผู้สอบบัญชีอายุ 80 ปีกล่าวไว้ --

คำว่า "ค้นหาตัวเอง"
อาจเป็นแค่ "ข้ออ้าง"
สำหรับคนที่ไม่เคยตั้งใจทำอะไรเลย
-- ลุงขายปาท่องโก๋หน้าตลาดกล่าวไว้ --

การไม่มีความทุกข์
ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง

เรารู้ว่า การออกกำลังกาย
ทำให้มีสุขภาพที่ดี
เรารู้ว่า การออมเงิน
ทำให้มีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง
เราทุกคนรู้ว่าอะไรดี
แต่วันนี้หลายคนไม่ได้ทำ ...

เราทำงานหนัก เพื่ออิสรภาพทางการเงิน
แต่คนที่มีอิสรภาพทางการเงิน เค้าไม่ต้องทำงานหนักนะ

Q : ปลาอะไรรวยที่สุด
A : ปลา (ประ) หยัด!!!

คนเพ้อฝัน
บางครั้งดีกว่า
คนเพ้อเจ้อ
;p
คิดน้อย ดีกว่า คิดสั้น

จงอย่าเอาความสุขของคนอื่น
มาคิดว่าเป็นความสุขของตัวเราเอง

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms
------------------------------------------------------------------------------
เกิดเป็นคนทนอยู่ สู้ชีวิต
ฟ้าลิขิตให้เกิดมา น่าสงสาร
บางคนรวยบางคนจน ทนอีกนาน
สู้เท่านั้นชีวิตคน ทนต่อไป
                    หากว่าท่านเกิดมา ฟ้าลงโทษ
                    ไม่ต้องโกรธต่อว่า ใครที่ไหน
                    มันอยู่ที่ตัวของเรา ต้องเข้าใจ
                    อยู่ที่ไหนไม่ว่ากัน มันคือกรรม
                                        ให้เราคิดเสียว่า ต้องดีแน่
                                        คิดถึงแม่และพ่อ ท่านห่วงหา
                                        หัวอกลูกอย่างเรา เลือดเข้าตา
                                        คิดเสียว่าสักวัน ฝันเป็นจริง

" ยิ่งให้ยิ่งสุข..ยิ่งหวงยิ่งทุกข์ "

" ความพยายามไม่เคยเป็นสิ่งที่ไร้ค่า...แม้ว่าสิ่งที่ได้มาจะสำเร็จหรือไม่ก็ตาม "

" สิ่งดีๆเกิดขึ้น...เมื่อแบ่งปันรอยยิ้มให้กัน "

" เพราะชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอน
จงทำทุกฉากทุกตอนด้วยหัวใจ
เพราะวันเวลามันย้อนกลับมาไม่ได้
จงรักษาสิ่งที่มีอยู่ข้างกายให้มันดี  "

แหล่งที่มา   Facebook : พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ
------------------------------------------------------------------------------
แม้คูข้างถนน
ก็อาจกลายเป็นเหลวลึก
ของคนเมาหรือคนประมาท
ขึ้นมาเมื่อไรก็ได้
ดังนั้น อย่าประมาท
-- พุทธทาสภิกขุ --

ถ้าปฏิบัติด้านจิตใจสูงขึ้น
ใจที่จะอวดมันไม่มี
ที่จะอวดมั่งอวดมี
อวดศีล อวดรู้อะไรต่าง ๆ
มันหายไปจากใจ เราอยู่ได้โดยปกติ
-- ปัญญานันทภิกขุ --

จิตที่คิดจะให้ สบายกว่าจิตที่คิดจะเอา
-- พุทธทาสภิกขุ --
คำบรรยาย ปาถกฐาธรรม สำหรับวิทยุกระจายเสียง
หัวข้อ ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว ปี ๒๕๒๓

ถ้าท่านกลัวจนเกินไป ท่านก็ไม่มีทางจะทำอะไรได้สำเร็จ
-- พุทธทาสภิกขุ --

เพชรในหัวคางคก (ความรู้ที่ทุกข์สอนให้) นั้นมีอยู่
-- พุทธทาสภิกขุ --

ความทุกข์นี้สอนดีกว่าความสุข
สอนจริงกว่าความสุข
-- พุทธทาสภิกขุ --
คำบรรยาย ปาฐกถาธรรม สำหรับวิทยุกระจายเสียง
หัวข้อ ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว ปี ๒๕๒๓

แหล่งที่มา   Facebook : หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ : Buddhadasa Indapanno Archives

บันได 10 ขั้น เพื่อเป็นผู้บริหารอย่างมั่นใจ

บันได 10 ขั้น เพื่อเป็นผู้บริหารอย่างมั่นใจ (10 Steps to Executive-Level Confidence)

การเลื่อนระดับเป็นผู้บริหารองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีฝีมือ มีความมั่นใจ กล้าตัดสินใจ และมีบุคลิกดีน่าเชื่อถือ

 ... Becky Blalock เขียนบทความลง WSJ แนะนำการสร้างความมั่นใจเพื่อก้าวสู่การเป็นผู้บริหาร เป็นคำแนะนำที่มีประโยชน์สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราทุกคนและทุกระดับ ไม่ใช่เฉพาะระดับบริหาร ดังนี้
  1. ถ้าไม่มั่นใจ ให้ลงมือทำ – การลังเลไม่กล้าตัดสินใจจะยิ่งทำให้เราวิตกกังวลและขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ... การลงมือทำช่วยสร้างความกล้าและความมั่นใจให้ดียิ่งขึ้น
  2. ลองทำสิ่งใหม่ๆ ทุกวัน – หากเราหยุดเรียนรู้ โลกของเราจะแคบลงเรื่อยๆ ผู้บริหารที่ดีต้องเรียนรู้หรือลองฝึกทักษะใหม่ทุกวัน
  3. ใสใจเพื่อนร่วมงาน – หมั่นชวนคุย ตั้งคำถาม แสดงความชื่นชมหรืออาสาช่วยงานเพื่อนหากทำได้
  4. หาครูที่สอนงานคุณได้ – คนที่เป็น Mentor จะช่วยคำแนะนำ ช่วยสร้าง connection และช่วยเป็นกำลังใจในยามที่คุณต้องตัดสินใจเรื่องยากๆ
  5. ให้กำลังใจตัวเองอยู่เสมอ – เวลาพูดกับตัวเอง ให้พูดแบบเสมือนว่า เรากำลังแนะนำสิ่งดีๆ ให้กับเพื่อนรักคนหนึ่ง
  6. กำจัดคนที่คอยทำลายคุณออกไปจากชีวิต – การมีคนคอยแนะนำติชมด้วยความจริงใจเป็นสิ่งที่ดี แต่ในชีวิตเราย่อมมีคนบางคนที่ “ร้าย” กับคุณแม้ว่าคุณจะพยายามทำดีกับเค้าแล้วก็ตาม อย่าไปเสียเวลากับคนพวกนี้อีก
  7. รักษาสุขภาพ – หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ คุณต้องการร่างกายที่แข็งแรงเพื่อรับงานที่ท้าทาย
  8. ทำการบ้าน – หมั่นติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวในธุรกิจที่คุณทำงานอยู่ เรียนรู้เรื่องบริษัทและแผนกของคุณให้ละเอียด
  9. ระมัดระวังภาษากาย – กิริยาท่าทางของคุณมีความสำคัญมาก ผู้บริหารต้องแต่งกายถูกกาลเทศะ ยืนและนั่งตัวตรง หลีกเลี่ยงการกอดอก ไขว่ห้าง หรือห่อไหล่
  10. มองโลกในแง่ดี – เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการขอบคุณสิ่งดีๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
Cr. http://blogs.wsj.com/speakeasy/2013/10/15/10-steps-to-executive-level-confidence/

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

Gen Y กับ เงินออม

แผนออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือน Gen Y (อายุ 20+)

ต้องยอมรับว่า น้องๆ Gen Y ที่อยู่ในวัยเริ่มทำงานมักจะลงมือออมเงินไม่ค่อยสำเร็จ เพราะรายได้ยังน้อย ค่าครองชีพสูง และมีของล่อใจเยอะ ... แนวทางหนึ่งที่จะ "เอาชนะใจ" ตัวเราเองให้ได้ คือ การสร้างระบบ "ออมก่อนใช้" เพื่อฝึกวินัยการออมให้กับตัวเองในระยะยาว => วันนี้มีแผนออมเงินสำหรับมนุษย์เงินเดือนวัย 20+ มาฝาก ลองนำไปใช้ดูนะ

นอกจากน้องๆ Gen Y ที่ทำงานบริษัทเอกชนจะได้ออมกับกองทุนประกันสังคมเพื่อให้ได้บำนาญหลังเกษียณแล้ว ขอแนะนำให้ออมเพิ่ม คนที่เริ่มออมอายุน้อยจะได้เปรียบ เพียงเดือนละ 1,000 บาท ตอนเกษียณก็มีเงินล้าน ... ถ้าคิดว่าเงิน 1 ล้านจะไม่พอใช้ ก็ออมเพิ่มได้

ออมเดือนละ 2,000 =>ตอนเกษียณมีเงิน 2 ล้าน
ออมเดือนละ 3,000 =>ตอนเกษียณมีเงิน 3 ล้าน

บัญชี "ออมเพื่อความสุข" นี่อยากแนะนำเป็นพิเศษ ใช้กับตัวเองแล้วได้ผล ผมจะคอยสะสมไว้ทุกเดือน เอาไว้ซื้อของที่อยากได้ ดังนั้น ผมจะมีเงินก้อนไว้ซื้อมือถือใหม่ หรือ เอาไว้ไปเที่ยวต่างประเทศ โดยไม่ต้องผ่อน

ส่วน 'บัญชีฉุกเฉิน' แนะนำให้มีอย่างน้อย 3 เท่าของค่าใช้จ่าย ... เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายประจำ (ค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารถ ฯลฯ) เดือนละ 10,000 บาท ควรมีเงินใน 'บัญชีฉุกเฉิน' อย่างน้อย 30,000 บาท


Gen Y เก็บเงินไม่เป็น จริงหรือ?

Generation Y หมายถึง กลุ่มคนที่เกิดในช่วง ค.ศ. 1980 - 2000

"คน Gen Y มีจุดแข็ง คือ หัวไว ไฮเทค เรียนรู้เร็ว และกล้าแสดงออก ... แต่มีจุดอ่อน คือ เบื่อง่าย ใจร้อน อยากไปให้ถึงเป้าหมายเร็วๆ เช่น มีธุรกิจของตัวเอง / มีชื่อเสียง / รวยเร็ว ฯลฯ ... ซึ่งการสร้างธุรกิจหรือการสร้างฐานะทางการเงิน เราต้องมีเงินเก็บก่อน เพื่อนำเงินไปต่อยอดการลงทุน ... แต่น่าแปลกที่ เพื่อนๆ Gen Y ด้วยกัน ส่วนใหญ่ใช้เงินเก่ง และเก็บเงินไม่เป็น ... แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาทำธุรกิจล่ะครับ?"

Cr. Pic from FireFish Recruitment Software — กับ Bowling Chonthicha และ 2 อื่นๆ

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ Gen Y เก็บเงินไม่ได้ซะที?


  1. รายได้ไม่พอค่าใช้จ่าย - เพิ่งเริ่มทำงานเองพี่ เงินเดือนหมื่นต้นๆ ไหนจะค่าห้อง ค่ารถ ค่าข้าว ค่าน้ำ/ไฟ/โทรศัพท์/internet ... แค่นี้ก็จะไม่พอกินอยู่แล้ว 
  2. มีของล่อใจเยอะ - ไปจอง iPhone 5s มาแล้ว อยากได้มาก ตังค์ไม่มี ผ่อน 0% เอาก็แล้วกัน
  3. มีหนี้เพียบ - เงินเดือนออกก็ใช้หนี้เกือบหมดแล้ว ไหนจะหนี้ กยศ (กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา) หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด ฯลฯ ทุกวันนี้จ่ายขั้นต่ำแทบทุกเดือน ดอกเบี้ยบานไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่อยากจะคิด
  4. มีภาระทางบ้าน - ถ้าเอาแค่ตัวเองก็รอดนะ คือมีรายรับมากกว่ารายจ่าย แต่ต้องส่งเงินให้พ่อแม่ทุกเดือน ไม่มีเหลือเก็บเลย
  5. ไม่รู้จะเก็บไปทำไม - พ่อแม่เตรียมทุกอย่างไว้ให้พร้อมแล้ว เงินไม่พอใช้ก็ขอได้ อยากได้ของชิ้นใหญ่หรืออยากมีเงินไปทำธุรกิจกับเพื่อน ทางบ้านก็พร้อมสนับสนุน
  6. ......(ระบุ).....

ระหว่าง “ทาสของเงิน” กับ “นายของเงิน” เราจะเลือกอะไร? 

หลายคนที่ต้องใช้หนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ อาจจะเป็นหนี้ที่พ่อ แม่ หรือคนในครอบครัวสร้างไว้ แล้วกลายมาเป็นภาระของเรา อันนี้น่าเห็นใจ ... แต่ก็มีพวกเราหลายคนที่ก่อหนี้เองเพียงเพราะเรา “แพ้ใจตัวเอง” คือ รู้ทั้งรู้ว่าเรามีรายได้น้อย แต่ก็อดใจไม่ได้ ใช้เงินเกินตัว ...

สมมติว่าเราได้เงินเดือน 20,000 บาท และเผลอใจไปก่อหนี้ (บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด ฯลฯ) วงเงิน 100,000 บาท เราทราบใช่ไหมว่า หนี้พวกนี้มีอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมกันประมาณ 30% ต่อปี ... แปลว่า กู้มา 100,000 บาท เราจะมีภาระดอกเบี้ยฯ ปีละ 30,000 บาท ... เทียบได้ว่า ในเวลา 1 ปี จะมี 1.5 เดือนที่เราทำงานหาดอกเบี้ยไปจ่ายเจ้าหนี้ ยังไม่นับอีก 5 เดือนที่ทำงานหาเงินต้นไปคืนอีก ... รวมๆ แล้วก็ต้องทำงานเกินครึ่งปีเพื่อ “เจ้าหนี้” ... ลองคิดดูดีๆ ว่า เรากำลังเป็น “ทาสของเงิน” หรือเปล่า?

ในทางตรงข้าม หากเราเรียนรู้ที่จะ “เก็บเงิน” เป็น เราเก็บได้สัก 500,000 บาท เอาไปลงทุนได้ผลตอบแทนปีละ 6% (นี่ถือว่าน้อย หลายคนบริหารพอร์ตเก่งๆ ทำได้มากกว่านี้) คิดเป็นผลตอบแทน 30,000 บาทต่อปี ... เทียบได้ว่า ในเวลา 1 ปี สินทรัพย์ของเราช่วยจ่าย “โบนัส” ให้เรา 1.5 เดือน ... แบบนี้เราเป็น “นายของเงิน” จริงไหม?

บางคนเก็บเงินเก่งมาก ซื้อคอนโดราคา 2 ล้านบาทแล้วปล่อยให้เช่าเดือนละ 10,000 บาท ... แบบนี้ก็เป็นการให้ “สินทรัพย์” ของเราทำงานหาเงินให้เราใช้

อยากเป็น “ทาส” หรือ “นาย” ... อยู่ที่ “ใจ” ของเราเท่านั้น .. และควรหัดเก็บเงินให้เป็นตั้งแต่อายุยังน้อย ฝึกให้เป็นนิสัยไว้นะ

ปล1 “หนี้ก้อนแรก” ที่เราอาจจะก่อได้ คือ การกู้เงินซื้อบ้าน แต่มีข้อแม้ว่าต้องกู้ในวงเงินที่เรามีปัญญาผ่อนไหวจริงๆ นะ

ปล2 หากเราเพิ่งเริ่มทำงาน มีรายได้น้อยไม่พอค่าครองชีพจริงๆ ก็คงต้องหาวิธีเพิ่มรายได้ (เช่น หางานเสริม) หรือ ลดรายจ่าย หรือทำทั้ง 2 อย่าง

แหล่งที่มา   Facebook : SSO Savings Club 

ตรอกหม้อ

พูดถึงชื่อตรอกหม้อเดาเล่นๆ ว่าย่านนั้นคงมีความผูกพันกับอาชีพปั้นหม้อเป็นแน่ แต่ผิดคาด เพราะตรอกหม้อ หรือชุมชนราชบพิธพัฒนาในปัจจุบันนิยมทำหม้อดินส่งขายกันมาอย่างยาวนาน

ตรอกหม้อเป็นชุมชนที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยก่อนสงครามดลกครั้งที่ 2 ในตอนนั้นรู้จักในชื่อ ชุมชนเสาชิงช้า เพราะเป็นชุมชนที่อยู่ใกล้กับเสาชิงช้า วัดสุทัศน์

จากประวัติพบว่า คนสมัยก่อนใช้รถรางที่วิ่งจากบางลำพูถึงหัวลำโพง และโดยสารเรือเอี้ยมจุ๊น เนื่องจากชุมชนสมัยนั้นมีแม่น้ำลำคลองอยู่เป็นจำนวนมาก

ในอดีต กลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนเข้ามาตั้งรกรากในชุมชนนี้เป็นจำนวนมากและนิยมทำหม้อดินขาย ตรอกหม้อจึงเป็นที่เก็บหม้อดินที่ทำเสร็จแล้ว

ก่อนจะส่งไปให้ชุมชนบ้านหม้ออีกทอดหนึ่ง แต่ช่วงหลายสิบปีมานี้ การปั้นหม้อเริ่มซบเซาลงไป

แม้ว่าเขตพระนครจะเรียกชื่อชุมชนราชบพิธพัฒนาแทนตรอกหม้อ แต่ชาวบ้านยังผูกพันเรียกชื่อชุมชนตรอกหม้อมาถึงทุกวันนี้ โดยรอบตั้งอยู่ใกล้กับวัดสำคัญ 3 วัด ได้แก่ วัดสุทัศน์ วัดราชบพิธ และวัดมหรรณพาราม

ตลาดเข้าตรอกหม้อก็ขึ้นชื่อในเรื่องขายของราคาย่อมเยา เปิดตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึงราว 11 โมงเช้า มีทั้งอาหารสด อาหารปรุงสำเร็จ อาหารทะเล ผลไม้ตามฤดูกาล ขนมหวานและอื่นๆ ให้เลือกจับจ่ายใช้สอยเพียบ

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrอังคารที่ 22 ต.ค. 56 (500)  

วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ม.39 ขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ถูกตัดสิทธิ์ทันที

สปส.เตือนผู้ประกันตน ม.39 ขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ถูกตัดสิทธิ์ทันที

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ขอให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ควรส่งเงินสมทบตามกำหนด  หากขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ถูกตัดสิทธิ์ทันที และควรหมั่นตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบอย่างสม่ำเสมอ

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้พบปัญหาของผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวนมากขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน ทำให้สิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ประกันตนตั้งแต่เดือนแรกที่ขาดส่ง หรือกรณีที่ผู้ประกันตนให้หักเงินสมทบผ่านบัญชีธนาคารฯ แต่ยอดเงินในบัญชีมีไม่เพียงพอ ทำให้สิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตนได้ จึงขอเตือนผู้ประกันตนให้ความสำคัญในการตรวจสอบการนำส่งเงินสมทบ อย่างสม่ำเสมอ และควรนำส่งเงินสมทบอย่างต่อเนื่อง หากผู้ประกันตนขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน และกรณีภายในระยะเวลา 12 เดือน ส่งเงินสมทบไม่ถึง 9 เดือน จะถูกตัดสิทธิการเป็นผู้ประกันตนทันที

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมาตรา 39 สามารถส่งเงินสมทบได้ 4 วิธี คือ
          (1) จ่ายที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา
          (2) จ่ายเงินทางธนาณัติ
          (3) ส่งผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
          (4) เปิดบัญชีประเภทออมทรัพย์เพื่อให้ทางธนาคารหักจากบัญชีเงินฝาก ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)

ซึ่งหากผู้ประกันตนส่งเงินสมทบโดยวิธีหักจากบัญชีธนาคารจะต้องมีเงินให้เพียงพอเพื่อหักเงินสมทบ โดยธนาคารคิดค่าธรรมเนียมรายการละ 10 บาท หากเดือนใดวันที่ 15 เป็นวันหยุดทำการจะเลื่อนไปหักบัญชีในวันทำการถัดไป ธนาคารจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินให้ผู้ประกันตนทางไปรษณีย์

สำนักงานประกันสังคมขอย้ำให้ผู้ประกันตนมาตรา 39 ทราบว่าหากนำส่งเงินสมทบล่าช้าเกินกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน หากผู้ประกันตนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

แหล่งที่มา   เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม

สถานีรถไฟจิตรลดา

สถานีรถไฟยุคคลาสสิกในเขตพระนคร  ไม่มีใครไม่รู้จัก "สถานีรถไฟจิตรลดา" อยู่บริเวณทิศตะวันออก พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ถ.สวรรคโลก เขตดุสิต นี่เอง

สถานีรถไฟจิตรลดา หรือสถานีรถไฟหลวงสวนจิตรลดา ถูกสร้างขึ้นสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เมื่อมีการเสด็จฯ ทางรถไฟ อีกทั้งเคยใช้เป็นสถานที่ต้อนรับพระราชอาคันตุกะในบางโอกาส

ด้วยสถานีสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมเป็นอาคารไม้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูนชั้นเดียวมีโคม โดยสร้างตามสถาปัตยกรรมสมัยเรอเนสซองซ์ของอิตาลี เสาอาคาร มีลักษณะเป็นเสาคู่ ประดับครุฑพ่าห์ที่มุมทั้งสี่ของเพดาน

แม้ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ จะเสด็จพระราชดำเนินโดยทางคมนาคมรูปแบบอื่น เช่น ทางถนนหรือทางอากาศเป็นหลัก ไม่มีการเสด็จฯ โดยขบวนรถไฟมากเหมือนอย่างในอดีต

แต่สถานีนี้ยังคงมีโอกาสใช้งานสนองพระราชการกรณียกิจหลายครั้ง เช่น การเสด็จพระดำเนินของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์  จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2530 และไปทรงเปิดห้องสมุดประชาชนเฉลิมราชกุมารี ที่หลังสถานีรถไฟท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrจันทร์ที่ 21 ต.ค. 56 (499)  

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ เดิมมีนามว่า พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท มีพระดำริให้สร้างเพื่อใช้ในพระราชพิธีตรุษสารท พระราชพิธีโสกันต์ ปัจจุบันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระคู่บ้านคู่เมือง

ประวัติของพระที่นั่งองค์นี้ ในปี 2330 รัชกาลที่ 1 มีพระบรมราชโองการให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จไปเมืองเชียงใหม่ และได้พบพระพุทธสิหิงศ์จึงอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งสุทธา สวรรย์ พร้อมสร้างปราสาททองห้ายอดถวาย

ในสมัยสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ พระองค์โปรดให้รื้อปราสาททองห้ายอดออก แล้วให้ตั้งพระแท่นเศวตฉัตรแทน เพื่อใช้เป็นที่เสด็จออกแขกเมือง

กระทั่งสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ ทรงปฏิสังขรณ์พระที่นั่งใหม่และได้เปลี่ยนนามพระที่นั่งสุทธาสวรรย์เป็น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์

ในช่วงแรกๆ รัชกาลที่ 1 ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงศ์ไปประดิษฐานยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้อัญเชิญกลับมาประดิษฐาน ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ดังเดิม

ด้านหน้าพระที่นั่งจะมีประติมากรรมพระนารายณ์ทรงปืน ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ทรงหล่อขึ้นเพื่อตั้งหน้าพระรามราชนิเวศน์ จ.เพชรบุรี แต่ยังไม่ทันส่งไปก็เสด็จสวรรคตก่อน ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องพุทธประวัติและภาพเทพชุมนุม

ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เปิดให้เข้าชมเว้นวันจันทร์และอังคาร เวลา 09.00-16.00 น.

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrศุกร์ที่ 18 ต.ค. 56 (498)  

วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ถนนสิบสามห้าง

ถนนสิบสามห้าง ตรงแขวงตลาดยอด เขตพระนคร ใกล้ย่านบางลำพู ด้านวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นถนนสายสั้นๆ แต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นคลองเรียกว่า คลองสิบสามห้าง

ชื่อสิบสามห้างนี้มีหลายที่มา ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงฟังสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเล่าประทานว่า แต่ก่อนไทยค้าขายข้าง ไม้ แร่กับจีน เมื่อเรือแล่นไปถึงเมืองจีนต้องหยุดที่เมืองตังเกี๋ย ซึ่งมีห้างอยู่ 13 ห้างตั้งอยู่ โดยเรือที่ไปค้าขายจะต้องไปจอดที่ 13 ห้างนี้ก่อน  เสมือนเป็นด่านศุลกากรสำหรับเก็บภาษีและดูแลช่วยเหลือด้านการค้าต่างประเทศ

พ่อค้าไทยจที่เคยนำเรือไปจอดแวะ จึงนำชื่อนี้มาเรียกบริเวณที่เรือสินค้าเข้ามาจอดว่า สิบสามห้าง ด้วย

บางที่มาก็ว่า สิบสามห้างมาจากเรือนแถวไม้ 13 ห้อง ที่มีลักษณะคล้องห้างร้านชาวจีนในกวางตุ้ง ต่อมาถูกรื้อสร้างเป็นตึกจึงเหลือไว้เพียงชื่อถนน

ถ.สิบสามห้าง สร้างในสมัย ร.5 เพื่อรองรับการขยายตัวของพระนคร นอกจาก ถ.สิบสามห้างจะเป็นแหล่งการค้าพาณิชย์คู่พระนครในอดีตแล้ว ยังเป็นถนนประวัติศาสตร์ในช่วงก่อน พ.ศ. 2500 สมัยที่เหล่านักเลงวัยรุ่นครองเมืองและนัดดวลกันที่ถนนสายนี้อย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย

ปัจจุบันอาคารที่ตั้งสมาคม 13 ห้าง ที่เคยมีอยู่ก็ถูกรื้อไปแล้ว แต่ยังคงคึกคักประสาตลาดบางลำพูดอยู่เช่นเดิม

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพุธที่ 16 ต.ค. 56 (496)  

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

..เห็นขี้ดีกว่าใส้

เห็นขี้ดีกว่าใส้ .... เห็นคนอื่นดีกว่าญาติพี่น้องของตน

เมื่อเห็นขี้ดีกว่าไส้ในกายเนื้อ
แล้วใช้น้องเป็นเหยื่อทำเพื่อเขา
คงสักวันหนึ่งหนาพี่ยาเรา
จะโศกเศร้าเสียใจในสิ่งทำ

แค่คนนอกยกยอและปอปั้น
พี่ทำฉันเหมือนธุลีขยี่หยำ
ไร้คุณค่าว่าเทียบเปรียบให้ช้ำ
สะอื้นร่ำกับคำแรงเสียดแทงใจ

หนูเป็นน้องของพี่นะพี่จ๋า
ไยว่าจาหามีไมตรีไม่
อยู่กันมาแต่กำเนิดเกิดสายใย
แล้วเหตุใดมองเขาดีล่ะพี่เธอ

แค่คำหวานหว่านเสน่ห์ของเล่ห์หญิง
ถึงกับทิ้งเชื้อไขแล้วได้เหรอ
เขาว่าหนูเลวร้ายมากมายเออ
พี่ก็เผลอเชื่อเขาเกลียดเราแทน

ไม่น่าเชื่อเชื้อไขในเนื้อหน่อ
จะถูกล่อถูกลวงติดบ่วงแผน
ตัดสายเลือดเชือดได้ให้คลอนแคลน
ไม่หนักแน่น..น้องแสนช้ำพี่ทำลง

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น บางกอกใหญ่

"ศูนย์กลางการปกครองกรุงธนบุรี ถิ่นฐานย่านผู้ดีและขุนนางรัตนโกสินทร์กลิ่นอายผู้คนและวัฒนธรรม น้อยนำจิตใจด้วยวัดวา เวียง วัง" ที่นี่...เขตบางกอกใหญ่

บางกอกใหญ่เคยเป็นที่ตั้งของกรุงธนบุรี เป็นเขตอนุรักษ์เมืองแก้ว แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมทางฝั่งธนบุรี ชื่อเดิมคือ อ.หงสาราม เปลี่ยนชื่อเป็น อ.บางกอกใหญ่ และประกาศให้มีฐานะเป็นเขตบางกอกใหญ่ในปี 2515

อยากรู้จักบางกอกใหญ่มากกว่านี้ ให้ไปที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กทม. ประจำเขต อยู่ในโรงเรียนฤทธิณรงค์รอน ภายในแนะนำให้รู้จักเขตผ่านซุ้มนิทรรศการต่างๆ อาทิ นิทรรศการศูนย์กลางการปกครองของธนบุรี ที่จัดแสดงภาพการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ความเป็นมาและพัฒนาการของพระราชวังเดิมเอาไว้

นิทรรศการป้อมเมืองบางกอกที่บางกอกใหญ่  ประวัติคลองบางกอกใหญ่ หมอบรัดเลย์ กับเขตบางกอกใหญ่ วิถีชุมชนและผู้คนที่บางกอกใหญ่

โดยเฉพาะนิทรรศการวิถีชีวิตของคนบางกอกใหญ่ จะแนะนำให้รู้จักสังคมชาวสวน ชาวมุสลิมเชื้อสายจามและเปอร์เซีย สำหรับแขกคลองบางหลวง พิธีเจ้าเซ็น ประเพณีแห่งหลวงพ่อเกสร วัดท่าพระ และประเพณีสงกรานต์วัดอรุณฯ ที่น่าสนใจทีเดียว

พิพิธภัณฑ์เปิดตั้งแต่ เวลา 09.00-16.30 น. เข้าชมฟรี

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrอังคารที่ 15 ต.ค. 56 (495)  

AEC : เปรียบเทียบอัตราภาษีสูงสุดของแต่ละประเทศ


แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

หาคำตอบ???

มาหาคำตอบกันทำไม แมงสาปกลัวหนู???


แหล่งที่มา   Facebook : Cway-investment

ฮว่านง๊อก...ต้นพญาวานร

ว่านพญาวานร มีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ว่านหางลิง ว่านลิง หรือ ฮว่านง็อก เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งมาจากประเทศเวียดนาม โดยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Pseuderatherum Platiferum สายพันธุ์ Acanthaceae

ลักษณะ
เป็นพันธุ์ไม้เตี้ย ๆ สูงประมาณ 1 เมตรกว่า ๆ แต่ก็ไม่ใช่ไม้ล้มลุก ดู ๆ เป็นพันธุ์ไม้ธรรมดา ๆ จึงไม่เป็นที่สนใจกับคนทั่ว ๆ ไป ฮวานง็อกเข้ามาเมืองไทยทางภาคอีสานแถว ๆ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา เป็นพันธุ์ไม้ใบอ่อนสีเขียว ปลายใบแหลม แตกกิ่งก้านสาขามาก ออกตามโคนง่ามใบ ใช้เคี้ยวใบสด ๆ ก่อนรับประทานอาหารวันละ 4-7 ใบ มากน้อยแล้วแต่ชนิดของโรค กินสด ๆ ง่าย ๆ ไม่มีรสฝาดเฝื่อนแต่ประการใด ว่าจริง ๆ แล้ว แปะตำปึงที่ว่าน่ากินกว่าจินฉี่เหมาเยี่ย แต่ฮวานง็อกหรือพญาวานรน่ากิน กว่าแปะตำปึงเสียอีก ทั้งคุณค่าทางสมุนไพรจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป และไม่มีศัตรูพืชเหมือนแปะตำปึง คือ  เพลี้ยแป้งที่เกาะอยู่ตามใต้ใบ ตามส่วนยอด ทำให้ยอดและใบหงิก แต่แก้ไขง่าย ๆ โดยตัดส่วนยอดทิ้งเสีย  ยอดอ่อนจะแตกใหม่ตามโคนง่ามใบ ไม่ควรใช้ยาปราบศัตรูพืช   ฉีดพ่น เพราะจะเป็นอันตรายถึงผู้ที่เก็บใบไปกิน

คุณค่าทางสมุนไพร
เป็นที่ยอมรับกับผู้ที่ใช้มาแล้ว นอกจากเบาหวานได้ผลอย่างดีแล้ว ยังรักษาโรคมะเร็ง ไข้หวัด อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย  อาการทางเดินอาหารไม่ปกติ โรคกระเพาะอาหาร เลือดออกตามลำไส้ ตับอักเสบ ไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือดหรือขุ่นข้น โรคตาทุกชนิด รักษาอาการ มดลูกหย่อนยานของสตรีที่คลอดลูกใหม่ ๆ โรคความดันโลหิตสูง-ต่ำ ใช้กับสัตว์ก็ได้ เช่น ไก่เหงาเป็นอหิวาต์ เป็นนิวคาสเซิล หรือจากการชนไก่ โดยให้กิน 2-3 ใบ ส่วนการขยายพันธุ์ฮวานง็อกทำได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกับแปะตำปึง  คือ ตัดลำต้นเป็นข้อ ๆ นำไปปักชำ รากใหม่จะงอกออกมาภายใน 7-10 วัน  ฮวานง็อกเป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นง่าย โตเร็ว โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยช่วยแต่อย่างใด เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่มหรือแดดรำไร

สรรพคุณ : รักษาอาการปวด ต้านการอักเสบ ลดความดัน โรคเบาหวาน
ส่วนที่ใช้ : ใบสดเคี้ยวกินหรือคั้นกรองเอาน้ำ
ตัวยาสำคัญ : อยู่ในใบสด มีฤทธิ์แก้ปวด ต้านการอักเสบได้ดี รสใบจะจืด เคี้ยวไปจะเหมือนเป็นวุ้น หรืออีกวิธีหนึ่งคือนำใบมาคั้นกับน้ำสะอาด หรือนำมาปั่น แล้วกรองเอาแต่น้ำดื่ม การใช้ใบสดๆจะได้ตัวยาดีกว่านำไปต้มหรือผ่านความร้อน

สรรพคุณของต้นสมุนไพร
  1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน
  2. รักษาไข้หวัด ความดันโลหิตสูง ท้องไส้ไม่ปกติ
  3. รักษาบาดแผล เคล็ดขัดยอก กระดูกหัก
  4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ
  5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหาร โรคเลือดออกในลำไส้ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ
  6. รักษาอาการคอพอก ตับอักเสบ
  7. รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น
  8. รักษาอาการโรคมะเร็งปอด อาการปวดต่างๆที่ไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทานต่อไป 100-200 ใบ อาการจะหายขาด
  9. รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อ ตาห้อเลือด
  10. รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ ให้ผลดี ช่วยให้มดลูกเข้าอู่
  11. รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ โรคประสาทอ่อนๆ
  12. สามารถใช้กับสัตว์ได้ จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังจากชนไก่แล้วต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ให้ไก่กินใบของต้นสมุนไพร จะฟื้นตัวได้เร็ว
รายละเอียดในการใช้รักษาแต่ละโรค
  1. โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทานติดต่อกันไปจนครบ 50 ใบ
  2. โรคเลือดออกในลำไส้ รับประทานใบสด 7-13 ใบ หรือคั้นเอาน้ำ วันละ 2 เวลา
  3. โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ เป็นบิด รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทานติดต่อกันไปประมาณ 100 ใบ
  4. โรคตับอักเสบ คอพอก รับประทานครั้งละ 7 ใบ วันละ 3 ครั้ง รับประทานติดต่อกันไปจนครบ 150 ใบ
  5. โรคไตอักเสบ ปวดเป็นประจำ รับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง รับประทานไปจนครบ 30 ใบ
  6. อาการท้องไส้ไม่ปกติ รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
  7. ปวดเมื่อยตามร่างกาย รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
  8. อาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือด รับประทาน 14-21 ใบ โดยการคั้นเอาน้ำข้นๆรับประทาน
  9. โรคตาแดง รับประทาน 7 ใบ และบด 3ใบ ปิดที่ตาเวลานอน 1 คืน จะหาย
  10. โรคความดันโลหิตสูง จะลดทันทีเมื่อรับประทาน 5 – 9 ใบ
  11. แก้โรคเบาหวาน ผู้ชายรับประทาน วันละ 7 ใบ ผู้หญิงรับประทานวันละ 9 ใบ ภายใน 90 วัน หาย
  12. ใช้กับสัตว์ เช่น ไก่เหงา เป็นอหิวาต์ หรือ นิวคาสเซิ่ล ให้ไก่กิน 2-3 ใบ ไก่ชนหลังจากการชนแล้วให้กิน 2-3 ใบ
  13. สตรีหลังคลอด รับประทานวันละ 1 ใบ ทุกวัน จะทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว
* ข้อมูลอ้างอิงจาก เล่าขานตำนานว่าน ลำปาง ปาซิโร หนังสือ เทคโนโลยีชาวบ้าน

หมายเหตุ
  1. ควรใช้ใบสด สีเขียวไม่เหลือง ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป
  2. การกินเราใช้ใบสด เขียวๆ สีเหลืองไม่เอา มาเคี้ยวกิน 3-4 ใบ เช้า-เย็น
นำใบฮว่านง็อกมากินกับน้ำพริก น้ำพริกดับความเลี่ยนได้ หรือกินกับลาบ

7 วัน "อ่านง่าย ได้เรื่อง"

7 วัน "อ่านง่าย ได้เรื่อง"
  1. วันอาทิตย์ อ่านอย่างไร...อ่านทำไม
  2. วันจันทร์ อ่านให้เป็น อ่านให้เร็ว
  3. วันอังคาร อ่านให้รู้ อ่านให้จำ 
  4. วันพุธ อ่านให้ง่าย อ่านให้ได้ผล
  5. วันพฤหัสบดี อ่านให้ตรง อ่านให้นาน
  6. วันศุกร์ อ่านได้มาก อ่านได้ดี
  7.  วันเสาร์ อ่านให้ครบ อ่านให้เป็นนิสัย
วันอาทิตย์ อ่านอย่างไร...อ่านทำไม
การอ่าน คือ การเรียนรู้วัฒนธรรม ประสบการณ์ ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในสิ่งรอบตัว ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งรู้มาก และก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มใด เด็กๆ ควรรู้ว่า เรากำลังอ่านหนังสือเล่มนั้นเพื่ออะไร?

5 ขั้นตอนของการอ่านหนังสือ
  1. เตรียมพร้อมอ่าน ตั้งคำถามกับตัวเองสิว่า ทำไมเราต้องอ่านหนังสือเล่มนี้ อะไรบ้างที่เรารู้อยู่แล้วเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
  2. อ่านแบบผ่าน เพื่อให้คุ้นเคยกับหนังสือที่จะอ่าน เด็กๆ ลองอ่านปกหน้า ปกหลัง ปกใน สารบัญ ดัชนี และบรรณานุกรม แล้วลองสังเกตโครงสร้างหนังสือ เช่น ชื่อบท หัวข้อหลัก หัวข้อรอง รูปภาพ กราฟ การ์ตูน และ รูปถ่าย โดยเน้นเนื้อหาที่เราต้องการ
  3. อ่านแบบข้าม เมื่อเราพอจะรู้จักหนังสือที่จะอ่านบ้างแล้ว ให้อ่านแต่ละหน้าอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ขีดเส้นใต้คำ หรือเนื้อหาที่กำลังมองหา หากไม่เข้าใจคำใด ให้ใช้พจนานุกรมหาความหมายก่อนจะอ่านเนื้อหาต่อไป
  4. อ่านแบบสรุป หนังสือที่ดีส่วนใหญ่จะเขียนบทสรุป หรือใจความสำคัญของบทไว้ที่ย่อหน้าแรก เราจึงควรอ่านย่อหน้าแรกของแต่ละบทและประโยคสุดท้ายอย่างละเอียด ขณะอ่านให้ใช้ปากกาขีดเส้นใต้ใจความสำคัญ และจดสรุปใจความสำคัญของย่อหน้านั้น
  5. เลือกอ่าน ลองทบทวนบันทึกย่อที่ทำไว้ ดูว่าเราพบเนื้อหาหรือเรื่องที่ต้องการแล้วหรือยัง ถ้ายังได้เนื้อหาไม่ครบถ้วน เด็กๆ สามารถกลับไปทบทวนเนื้อหาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องที่เราต้องการได้ทันที เพราะเรารู้จักเนื้อหาคร่าวๆ ในหนังสือ เล่มนั้นหมดแล้ว
วันจันทร์ อ่านให้เป็น อ่านให้เร็ว
การอ่านเร็ว หมายถึง การอ่านด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับเนื้อหา เพราะถ้าอ่านช้าเกินไป จิตใจเราจะเกิดความเบื่อหน่ายและจดจำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าอ่านเร็วเกินไปเราจะพลาดเนื้อหาที่ต้องจดจำ หากเด็กๆ รู้จักวิธีการอ่านหนังสือให้เป็น เราจะสามารถอ่านหนังสือได้รวดเร็ว และจดจำเนื้อหาได้มากขึ้น
เทคนิคสำคัญที่ช่วยให้เราอ่านหนังสือได้รวดเร็ว
  1. ทำความคุ้นเคยกับคำศัพท์ในหนังสือ เราจะได้ไม่ต้องหยุดคิดถึงความหมายของคำนั้น
  2. ตั้งเป้าหมายในการอ่าน ว่าเราต้องการอะไรจากหนังสือเล่มนั้น
  3. สำรวจความยากง่ายของเนื้อหา ทำให้รู้ว่าควรใช้ความเร็วเท่าใดในการอ่านหนังสือเล่มนั้น
  4. ควบคุมอารมณ์ให้แจ่มใส ผ่อนคลาย และมีความสุข จะทำให้อ่านหนังสือได้ดีขึ้น
  5. มีสมาธิในการอ่าน โดยเลือกสถานที่ในการอ่านให้เหมาะสม เช่น ห้องสมุด ห้องเรียน เป็นต้น
  6. ฝึกฝนการอ่านด้วยสายตา โดยใช้นิ้วหรือดินสอ ชี้ไปยังคำที่กำลังอ่านทีละบรรทัด เพื่อให้สายตาจดจ่ออยู่กับเนื้อหาที่กำลังอ่าน ส่งผลให้จดจำเนื้อหาได้มากขึ้น
  7. จดสรุปใจความสำคัญในแต่ละหน้า เด็กๆ ต้องบอกตัวเองได้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม และทำอย่างไร ?
  8. หมั่นฝึกฝนเทคนิคการอ่านให้เป็นนิสัย โดยทำเช่นนี้ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 5 หน้า
วันอังคาร อ่านให้รู้ อ่านให้จำ 
เด็กๆ เคยอ่านหนังสือถึงตอนท้ายของหน้า แต่ต้องไปอ่านเนื้อหาแต่ต้นใหม่รึเปล่า นั่นเพราะเราอ่านหนังสือและจดจำเนื้อหาผิดวิธี การฝึกฝนความจำ การออกกำลังกายและรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ จะช่วยให้เราจดจำเนื้อหาที่อ่านได้มากขึ้น

เทคนิคสำคัญที่ช่วยในการจดจำสิ่งที่อ่าน
  1. อ่านอย่างตั้งใจ เพราะหากไม่ตั้งใจอ่าน เด็กๆ จะขาดสมาธิ ทำให้จดจำอะไรไม่ได้
  2. ตั้งเป้าหมายและแรงจูงใจในการอ่าน เช่น ถ้าอ่านหนังสือให้จบเร็ว ก็จะได้ไปเล่นกับเพื่อนเร็วขึ้น
  3. ทำสรุปเนื้อหาที่อ่าน โดยแทรกความคิดของเราลงไปด้วย จะทำให้เราจดจำเนื้อหานั้นได้นานขึ้น
  4. ขีดเส้นใต้คำสำคัญ เพื่อให้เรานึกถึงเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำสำคัญนั้นได้ในทันที
  5. เล่าเรื่องราวที่อ่านให้ผู้อื่นฟัง เพื่อทบทวนความจำและความเข้าใจของตนเอง
  6. วาดรูปหรือสัญลักษณ์แทนเนื้อหา ทำให้จำง่ายและนึกถึงเรื่องที่ต้องการได้รวดเร็วขึ้น
  7. ทบทวนเรื่องที่อ่านหลายๆ ครั้ง ช่วยให้เราจดจำเนื้อหาได้แม่นยำ และยาวนานมากขี้น
วันพุธ อ่านให้ง่าย อ่านให้ได้ผล
การอ่านในใจ คือ การอ่านหนังสือโดยไม่ออกเสียง ทำให้สมองได้ยินเสียงพูด แต่ไม่ทำให้เราเข้าใจเนื้อหาที่กำลังอ่าน เราจึงจดจำเนื้อหาไม่ได้เท่าที่ควร และการอ่านในใจกำหนดให้เราอ่านได้ทีละคำ แต่ถ้าเราอ่านด้วยสายตา เด็กๆ จะสามารถอ่านได้หลายคำในเวลาเดียวกัน แล้วการอ่านด้วยสายตาเป็นยังไงล่ะ

เทคนิคการอ่านด้วยสายตา
  1. มองคำให้เป็นกลุ่ม จะช่วยให้เด็กๆ อ่านและเข้าใจเนื้อหามากขึ้น เพราะสายตารับเนื้อหาต่างๆ ได้เร็วกว่าการอ่านในใจ และต้องทำควบคู่กับการใช้นิ้วชี้คำอ่าน ไล่ตามเนื้อหาจากซ้ายไปขวา ทำให้เรามีสมาธิและจดจำเนื้อหาได้อย่างไม่สับสน
  2. ป้องกัน ดูแล และรักษาสายตาโดย
    • หลับตาสัก 10-20 วินาที ทุกๆ 10-15 นาที
    • ถูฝ่ามือให้อุ่น และนำมาปิดตาจะทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น
    • หมั่นกระพริบตาบ่อยๆ เพื่อพักสายตา
    • บริหารสายตาด้วยการมองไปด้านบน ล่าง ซ้าย และขวา ให้ใกล้-ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
วันพฤหัสบดี อ่านให้ตรง อ่านให้นาน
การอ่านหนังสือให้ได้ผลดี ต้องเริ่มจากความชอบในเรื่องที่อ่าน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสม แต่สิ่งที่รบกวน จะทำให้เราอ่านหนังสือไม่ได้ตามที่ตั้งใจไว้ ทำให้เราจดจำเนื้อหาที่อ่านไม่ได้ หากเราสามารถลดสิ่งรบกวนได้มากเท่าไร เราก็จะอ่านหนังสือได้ตรงและนานมากขึ้นเท่านั้น

เทคนิคการจัดการสิ่งรบกวนภายนอก
  1. สวมใส่หูฟังแล้วเปิดเพลงที่เหมาะสม ควรเป็นเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง และไม่เปิดเสียงดังเกินไป เพื่อให้เราผ่อนคลาย ขณะอ่านหนังสือ
  2. หาสถานที่เงียบๆ เพื่ออ่านหนังสือ โดยสถานที่นั้นควรสะอาด มีแสงสว่างเพียงพอ และอากาศถ่ายเทสะดวก
เทคนิคการจัดการสิ่งรบกวนภายใน
  1. วางแผนการอ่านหนังสือ เพราะในแต่ละวัน เรามีกิจกรรมต้องทำมากมาย เด็กๆ ควรทำตารางเวลากิจกรรมที่ต้องทำให้เสร็จวันนี้ โดยรวมเอาการอ่านหนังสือเข้าไปด้วยอย่างน้อยวันละ 1 บท
  2. หากวางแผนการอ่านหนังสือแล้ว ต้องตั้งใจอ่านตามแผนที่วางไว้ อย่าหยุดอ่านเพราะคิดว่าจะกลับมาอ่านให้จบ แต่หากเราจำเป็นต้องหยุดอ่าน ควรทำเครื่องหมายไว้ และกำหนดเวลาอ่านอีกครั้ง เมื่อทำกิจกรรมที่เข้ามาแทรกเสร็จแล้วจึงกลับมาอ่านต่อ
  3. เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าจากการอ่าน เด็กๆ ควรพักสายตา แล้วดื่มน้ำมากๆ หายใจเข้าลึกๆ หรือฟังเพลงที่มีจังหวะเร้าใจให้รู้สึกผ่อนคลาย
วันศุกร์ อ่านได้มาก อ่านได้ดี
เด็กๆ ได้เรียนรู้วิธีการอ่านหนังสือให้ได้ผลในแบบต่างๆ มาบ้างแล้วในวันก่อน แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีใด หากเด็กๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ ก็จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และทำให้เราสนุกสนานกับการอ่านมากขึ้น
เทคนิคการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ
  1. หนังสือเรียน มีการจัดโครงสร้างหนังสือดีอยู่แล้ว เด็กๆ จึงควรนำเทคนิคการอ่าน 5 ขั้นตอน และเทคนิคการจำในวันอังคารมาใช้ เพื่อช่วยสรุปเนื้อหาของหนังสือเรียน
  2. หนังสือสารคดี เป็นหนังสือให้ความรู้คล้ายกับหนังสือเรียน แต่มีความสนุกสนานแทรกอยู่มากกว่า เราสามารถใช้เทคนิคการอ่าน 5 ขั้นตอน และเทคนิคการอ่านอย่างรวดเร็วมาใช้กับหนังสือประเภทนี้
  3. การอ่านหนังสือสอบ  เด็กๆ ต้องรู้ว่ามีเวลาเท่าไรก่อนจะถึงเวลาสอบ และควรรู้ว่ามีหนังสือหรือเอกสารที่ต้องอ่านมากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงทำรายการหัวข้อที่ต้องอ่าน และเขียนสิ่งที่ต้องอ่านเกี่ยวกับหัวข้อนั้นไว้ใต้หัวข้อ จากนั้นจึงจัดลำดับเนื้อหาที่ต้องอ่านก่อน-หลัง และกำหนดระยะเวลาที่จะอ่าน
วันเสาร์ อ่านให้ครบ อ่านให้เป็นนิสัย
การอ่านหนังสือให้ได้ผล ไม่สามารถกระทำได้ในทันทีทันใด แต่ต้องใช้ความพยายามและการฝึกฝนสม่ำเสมอ หากเด็กๆ ฝึกฝนวิธีการอ่านเป็นประจำ จะทำให้เรากลายเป็นเด็กเก่ง ที่สามารถอ่านหนังสือได้ และอ่านหนังสือเป็น

แนวทางการฝึกฝนการอ่านให้ได้ผล
  1. อย่าวางแผนการอ่านหนังสือให้ง่าย หรือยากเกินไป เพราะหากยากเกินไปจะทำให้เราอ่านหนังสือไม่ต่อเนื่อง แต่ถ้าง่ายเกินไปอาจทำให้เราขี้เกียจอ่านหนังสือ
  2. เลือกหนังสือเรื่องที่สนใจเพื่อใช้ในการฝึกฝนการอ่าน ควรเป็นหนังสือที่เด็กๆ ชอบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการอ่านให้มากขึ้น
  3. มีความหลากหลาย เด็กๆ ควรเลือกหนังสือหลายๆ แบบเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับโครงสร้างหนังสือแบบต่างๆ ทำให้สามารถอ่านหนังสือได้รวดเร็วขึ้น
  4. อ่านให้ได้อย่างน้อย 20 นาที และเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกฝนการอ่านคือช่วงเช้า เพราะเราจะมีสมาธิในการอ่านมากที่สุด
  5. ใช้เทคนิคต่างๆ ในบทความนี้กับหนังสือที่ต้องอ่านทั้งวัน เด็กๆ ควรนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในทุกสิ่งที่เราต้องอ่าน เพื่อสร้างความเคยชิน
  6. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและมีวินัยในการฝึกฝน ว่าทำไมเราต้องอ่านหนังสือให้ได้ผลและรวดเร็ว เพราะหากไม่มีเป้าหมายในการอ่าน เราจะหมดความตั้งใจได้ง่าย
  7. รวมกลุ่มกันอ่านหรือฝึกฝน เพื่อสร้างแรงกระตุ้นในการอ่าน โดยเราสามารถแบ่งปันเรื่องที่ได้จากการอ่านกับเพื่อนในกลุ่ม ปัญหาที่พบ และหาวิธีแก้ปัญหาร่วมกัน
  8. จดความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน เช่น เกร็ดความรู้ คำศัพท์ใหม่ๆ โดยเราสามารถจดไว้ในสมุดเล่มเล็ก เพื่อเพิ่มความรู้ให้กับตนเองตลอดเวลา
คำคิด คำคม
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้
- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ -
(นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน)

เคล็ดลับของความสำเร็จ คือ ความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงจุดหมาย
- เบนจามิน ดิสแรลิ -
(รัฐบุรุษชาวอังกฤษเชื้อสายยิว)

เรามีเวลาเพียงพอเสมอ ถ้าเราใช้มันอย่างถูกต้อง
- โยฮัน วูลฟ์กัง ฟอน เกอเต้ -
(กวี นักเขียนนวนิยาย นักเขียนบทละคร และนักปรัชญาชาวเยอรมัน)

คนที่รักการอ่านหนังสือ ย่อมไขว่คว้าทุกสิ่งทุกอย่างได้
- กอตฟรีด วิลไฮม์ ฟอน เลียบนิทซ์ -
(นักปรัชญา และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน)

ความรู้คือขุมทรัพย์ แต่การปฏิบัติคือ กุญแจไขไปสู่ขุมทรัพย์
- โทมัส ฟูลเลอร์ -
(แพทย์ และนักเขียนชาวอังกฤษ)

แหล่งที่มา   เอกสารมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision)

ตะวันนา

ตะวันนาในวันนี้กับวันวาน จะให้เหมือนกันก็คงไม่ได้แล้ว ในช่วงปี 2540 ได้เป็นศูนย์การค้าที่รวมสินไอทีครบวงจร แต่หลังๆ ก็ได้เพิ่มชนิดสินค้าให้ครอบคลุมความต้องการขายของผู้ค้า และความต้องการซื้อของผู้คน

สินค้าก็มีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่เสื้อผ้าวัยรุ่น เสื้อผ้าเด็ก กางเกงยีนส์ รองเท้าแฟชั่น กระเป๋า เครื่องประดับ เครื่องสำอาง น้ำหอม ของตกแต่งบ้าน ซีดีเพลงหนัง เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงของมือสอง

กระจายอยู่ในโซนต่างๆ ทั้งโซนเอาต์ดอร์ ห้องแอร์ ได้แก่ โซนกิฟต์ช็อป โซนโทรศัพท์ โซนเครื่องใช้ไฟฟ้า โซนแฟชั่น

โดยเฉพาะโซนแฟชั่น โซนน้องใหม่แกะกล่อง เปิดขายสินค้าอินเทรนด์ทันสมัย ทั้งแบรนด์เนม โนเนมมีหมด บรรยากาศตกแต่งให้น่าเดิน เปิดขายตั้งแต่บ่าย 2 โมงจนถึง 4 ทุ่ม บางทีก็ลากยาวไปถึงเที่ยงคืน

ส่วนอาหารการกินยิ่งไม่ขาดแคลน อยู่ใกล้เดอะมอลล์ บางกะปิ ตลาดบางกะปิ กลุ่มลูกค้าที่มาช็อปปิ้งมักเป็นคนที่อยู่แถวบางกะปิ รามคำแหง ลาดพร้าว เดินทางไปมาได้สะดวกทั้งรถสาธารณะ เรือแสนแสบ

เบื่อห้างที่เดินประจำเมื่อไร มาเที่ยวแถวบางกะปิกันได้ ใกล้ๆ กันก็มีตะวันนา สแควร์ (ลาดพร้าว 142 ติดแม็คโคร บางกะปิ) อีกแห่งก็ตะวันนา งามวงศ์วาน (ชั้น 7-8 พันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน)

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrศุกร์ที่ 11 ต.ค. 56 (493)  

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อิสระทางการเงิน

ตอนเรียน ได้เงินจากผู้ปกครองน้อย ... เราก็อยากทำงาน "จะได้มีอิสระ" หาเงินใช้เองได้

ตอนทำงาน เจอหัวหน้าโหด ได้เงินเดือนน้อย ... ก็อยากเติบโตเป็นหัวหน้าบ้าง "จะได้มีอิสระ" มีลูกน้อง ได้เงินเดือนเพิ่ม

ตอนเป็นหัวหน้า เจอเอ็มดี/ซีอีโอ สั่งงานหนัก ... ก็อยากเป็นเอ็มดี/ซีอีโอบ้าง "จะได้มีอิสระ" บริหารบริษัทได้ทั้งหมด แถมได้เงินเดือนเยอะๆ

ตอนเป็นเอ็มดี/ซีอีโอ เจอผู้ถือหุ้นบีบหนัก จะเอายอดขาย ให้ขยายโรงงาน เพิ่้มกำไร ... ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการบ้าง "จะได้มีอิสระ" จะได้สั่งคนได้ทุกคน หาเงินได้ก็เป็นของเราเองทั้งหมด

ตอนเป็นเจ้าของกิจการ เจอลูกค้าโหด เอาแต่ใจ ต่อราคาจนกำไรหด ... ก็อยากเลิกทำธุรกิจ มาเป็นนักลงทุน "จะได้มีอิสระ" ไม่ต้องฟังใคร

ตอนเป็นนักลงทุน เจอรายใหญ่ปั่นหุ้นจนหัวหมุน เจอตลาดผันผวนหนัก เศรษฐกิจในประเทศไม่แน่นอน เศรษฐกิจต่างประเทศชะลอตัว เจอนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินมากกว่า/กองทุนที่มีข้อมูลมากกว่า เอาชนะตลอด ... ก็อยากออกไปอยู่เฉยๆ เอาเงินฝากแบงก์ "จะได้มีอิสระ" ไม่ต้องง้อใคร

ตอนไม่ต้องง้อใคร ... ก็แก่ซะแล้ว โรครุมเร้า ไม่มีแรงทำอะไร "อยากมีอิสระ" ไม่ต้องกลัวความแก่/ความตาย

พอมาถึงขั้นนี้ ก็จนปัญญา เพราะเจอความจริงว่าไม่มีใครหนีความแก่/ความตาย ได้พ้น

เรื่องราวข้างต้นช่วยบอกเราว่า "อิสระที่แท้จริง" นั้นไม่มี ... ทุุกคนต้องเผชิญข้อจำกัดของชีวิตกันทั้งสิ้น ไม่ว่าคนจนที่สุด หรือ รวยที่สุด ... ดังนั้น อย่าน้อยใจ แต่ทำชีวิตให้ดีที่สุด ให้มีประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

ปล. อิสระที่แท้จริงนั้น ความจริงก็มีอยู่ แต่ไม่ใช่ในทางโลก ต้องเป็นทางธรรม (อริยสัจ 4)

แหล่งที่มา  Facebook : Thailand Investment Forum

พิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและกีฬา

สนามศุภชลาศัย หรือสนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน นอกจากมีจุดเด่นเป็นสนามบอลที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว  บริเวณเดียวกันยังมีแหล่งเรียนรู้ที่เมื่อมาเยือนแล้วไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั้นคือ "พิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและกีฬา" ที่จัดแสดงของที่ระลึกด้านการพลศึกษามากมาย

ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งเสริมความรู้ด้านกีฬาหลากหลาย อาทิ แท่นประทับยืนที่ในหลวงเคยประทับเพื่อรับรางวัลชนะเลศเหรียญทองการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 4 ปี 2510 ในครั้งนั้นพระองค์ทรงรับเหรียญรางวัลคู่กับ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นับเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นสิ่งของชิ้นประวัติศาสตร์ที่สำคัญของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

นอกจากนั้น มีโต๊ะทำงานของนาวาโท หลวงศุภชลาศัย ซึ่งเป็นอธิบดีกรมพลศึกษาคนแรกจัดแสดงไว้ มีของที่ระลึก โล่รางวัล ถ้วยรางวัล เหรียญรางวัล และของที่น่าสนใจอย่างนวมที่เขาทรายใส่ชกป้องกันตำแหน่งครั้งที่ 16 นวมที่แสนศักดิ์ เมืองสุรินทร์ ใส่ขึ้นชกจนชนะน็อกคู่แข่ง เสื้อพร้อมลายเซ็นของไก่-ปวีณา ทองสุก นักกีฬายกน้ำหนักเหรียญทองโอลิมปิกคนเก่งของเรา เป็นต้น

พิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและกีฬา เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30 - 18.30 น.

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพฤหัสบดีที่ 10 ต.ค. 56 (492)  

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร

ภายในรั้ว ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน นอกจากมีพิพิธภัณฑ์ที่นับเป็นแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนที่มีอยู่อย่างหลากหลายแล้ว ยังมีแหล่งความรู้หนึ่งที่นักเที่ยวมาเยือนแล้วต้องไม่พลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นคือ "สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสต"

จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้อยู่ที่การรวบรวมพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปะวัฒนธรรมมารวมไว้ในสถานที่เดียว เริ่มจาก "พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาวัฒนธรรมการเกษตรของชนเผ่าไท" ที่นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญาวัฒนธรรมการเกษตรในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อาทิ แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า จ.กาญจนบุรี ที่พบเครื่องปั้นดินเผาเป็นภาชนะสามขา อายุ 4,000 ปี รวมถึงภาพหลักฐานบนฝาผนังถ้ำสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ภาพสะท้อนการทำนาดำ จับปลาด้วยตุ้มที่ถ้ำผาแต้ม จ.อุบลราชธานี เป็นต้น

ถัดมาเป็น  "พิพิธภัณฑ์ภูมิปัญญาวัฒนธรรมการเกษตรของชนเผ่าไท" จัดแสดงเครื่องแต่งกายชนเผ่าไท ไม่ว่าจะเป็นไทยวน ไทพวน ไททรงดำหรือลาวโข่ง

สุดท้ายเป็น "พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง หรืออุทยานข้าวไทย" ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าอาคาร ที่ประกอบด้วยแปลงนาสาธิตเล็กๆ ใกล้ๆ กันมีสวนวัฒนธรรม ไทยธีระ สูตะบุตร ซึ่งเป็นแหล่งศึกษาพรรณไม้ทางวัฒนธรรมไทย ทั้งพรรณไม้ในพุทธประวัติ พรรณไม้ในโบราณคดี และพรรณไม้ในศิลปะไทย

สำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร เปิดให้ชมฟรีในวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. หรือสอบถามรายละเอียดโทร. 02-942-8711-2

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันอังคารที่ 8 ต.ค. 56 (490)  

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

พระบรมรูป ร.9

พระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในภาพเป็นพระบรมรูปองค์แรกเกิดขึ้นจากความร่วมมือของไทยกับอินเดีย ในการเฉลิมฉลองพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา

พระบรมรูปสร้างจากบรอนซ์ผสมเงิน ฉลองพระองค์ชุดจอมทัพไทย ความสูง 2.30 ม. น้ำหนัก 600 กก.

โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยแบบพระบรมรูปที่คณะผู้จัดทำได้กราบบังคมทูลถวายรายงาน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ

เมื่อ ส.ค. 2555 ปีก่อน ได้เปิดให้คนไทยถวายสักการะ ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุยุวราชสฤษฏิ์ ท่าพระจันทร์ แต่เวลานี้ได้นำไปประดิษฐานที่มูลนิธิวัดไทย กุสินาราเฉลิมราชย์ รัฐอุตตรประเทศ ณ อินเดียเป็นที่แรก

อาคารที่ประดิษฐานพระบรมรูปปัจจุบันเป็นอาคารรูปโดม วนิดา พึ่งสุนทรศิลปินแห่งชาติเป็นผู้ออกแบบ รูปทรงเป็นแบบอินเดียผสมไทย หลักๆ ที่อัญเชิญพระบรมรูปในหลวงมาประดิษฐานที่นี่นั้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศและพระบารมีให้แผ่ขยายทั่วโลก

ทั้งนี้ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ตั้งอยู่ใกล้กับกุสินารา สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ถือเป็นแลนมาร์กสำคัญของรัฐอุตตรประเทศ มีการนำเสนอวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมไทยอย่างเด่นชัด

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 4 ต.ค. 56 (488)  

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

บริหารเงินกองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ 45,000 ล้านบาท

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างบริษัทจัดการกองทุนส่วนบุคคลชั้นนำ 5 บริษัทจัดการกองทุนภายในประเทศ เล็งบริหารเงินกว่า 45,000 ล้านบาท หาผลประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการขอรับสิทธิประโยชน์ระยะยาวของผู้ประกันตน

นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยในพิธีลงนามสัญญาจ้างบริษัทจัดการกองทุนย่อยภายในประเทศ กองทุนประกันสังคม โดยได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง) มาเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาจ้างฯ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 ณ ห้องแกรนด์บอลล์รูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่ากองทุนประกันสังคมเป็นกองทุนที่นายจ้าง ผู้ประกันตน และรัฐบาล ได้ร่วมสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อใช้คุ้มครองสมาชิกในยามเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ซึ่งขณะนี้มีเงินกองทุนมากกว่า 1 ล้านล้านบาท เงินจำนวนดังกล่าว ได้นำไปลงทุนเพื่อหาผลประโยชน์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกองทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ ซึ่งมีปริมาณเงินกว่าร้อยละ 90 ของเงินกองทุนประกันสังคม และมีภาระการคุ้มครองในระยะยาว จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งหาผลตอบแทนจากการลงทุนให้มากขึ้น ภายใต้ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ดังนั้น ระเบียบคณะกรรมการประกันสังคมว่าด้วยการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุนประกันสังคม พ.ศ. 2549 ได้กำหนดให้บริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์จัดการกองทุนประเภท “กองทุนส่วนบุคคล” จากสำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สามารถได้รับจัดสรรเงินบางส่วนไปบริหารจัดการได้  

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติที่ประชุมฯ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554 เห็นชอบให้นำเงินกองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ จำนวน 45,000 ล้านบาท จัดสรรให้บริษัทจัดการกองทุน จำนวน 5 ราย รายละ 9,000 ล้านบาท ไปบริหารโดยดำเนินการจัดจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการคัดเลือกบริษัทจัดการกองทุนย่อยภายในประเทศจำนวน 14 ท่าน โดยมี นายสมเกียรติ  ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน มีผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ และผู้ทรงเกียรติด้านการลงทุน ดำเนินการคัดเลือกบริษัทจัดการกองทุนย่อยภายในประเทศ ซึ่งคณะอนุกรรมการคัดเลือกได้ดำเนินการคัดเลือกบริษัทจัดการกองทุนย่อยภายในประเทศ ด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยพิจารณาข้อเสนอผลงาน บุคลากรและโครงสร้างองค์กร ระบบงานด้านการบริหารจัดการ มุมมองด้านการบริหารการลงทุน รวมทั้งแนวคิดและแผนการลงทุนที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของสำนักงานประกันสังคม ผลการพิจารณาบริษัทจัดการกองทุนย่อยภายในประเทศมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 5 ราย ได้แก่
          1. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด
          2. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด
          3. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
          4. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
          5. บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ซึ่งบริษัทฯ ทั้ง 5 รายได้รับคะแนนจากข้อเสนอผลงานและการสัมภาษณ์สูงสุด 5 อันดับแรก และได้รับการพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นบริษัทจัดการกองทุนที่มีประสิทธิภาพ สามารถมอบความไว้วางใจให้ดูแลเงินกองทุนประกันสังคม เพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตน ผู้ใช้แรงงาน

สำนักงานประกันสังคม จึงได้จัดพิธีลงนามสัญญาจ้างบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนในวันนี้ ทั้ง 5 ราย โดยมีระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ไปจนถึง 30 กันยายน 2561

หากมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 12 แห่ง/จังหวัด/สาขา/ที่ท่านสะดวก หรือโทร.1506 (เจ้าหน้าที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง)

แหล่งที่มา  เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม