วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปีที่ 1 ฉบับที่ 174 วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558

มาตรา 44 เดินหน้า หรือ ถอยหลัง
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new…/e-book-new108-174-31-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 173 วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2558

ข้าว G2G หลีกไป...4G ไทย(ใกล้) มาถึงแล้ว!!!!
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new…/e-book-new108-173-30-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 172 วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

อลังการมอเตอร์โชว์ไทม์
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new…/e-book-new108-172-27-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 171 วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

หนอนหนังสือสร้างชาติ อ่านกันสนั่นเมือง ในงานสัปดาห์หนังสือฯ
อ่านต่อได้ที่ http://www.flipsnack.com/new…/e-book-new108-171-26-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 170 วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

สร้างโลกสีเขียว ทางออนไลน์
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new…/e-book-new108-170-25-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

วิธีหาเงินที่ดีที่สุดก็คือ ไม่ต้องหาเงิน แต่ให้เงินมาหาเรา

วิธีหาเงินที่ดีที่สุดก็คือ
ไม่ต้องหาเงิน แต่ให้เงินมาหาเรา

เงินนั้นคล้ายกับเงา ยิ่งวิ่งตาม มันยิ่งหนี
หลายคนวิ่งหาเงินทั้งชีวิต แต่ทำอย่างไรก็มีไม่เคยพอ
เพราะเขาไม่เข้าใจจุดนี้

อันดับแรก ต้องหยุดวิ่งตามเงิน
อันดับสอง กลับมาคุยกับตัวเองว่าเราเจ๋งเรื่องอะไร
อันดับสาม ถ้าไม่เจ๋ง ก็ไปฝึกให้เจ๋งสักเรื่อง อยู่ดี ๆ คนเราไม่เก่งเองหรอก
อันดับสี่ ถามตัวเองว่าแล้วเราจะเอาความเจ๋งนั้นรับใช้ผู้คนอย่างไร
อันดับห้า เริ่มรับใช้ผู้คน ฟรีบ้าง ได้เงินบ้าง เอาหมด
อันดับหก รู้จักโปรโมทความเจ๋งของตัวเองอย่างชาญฉลาด
อันดับเจ็ด รอรับความร่ำรวย ถึงไม่รับ คนก็จะเอาเงินยัดใส่มือ ช่วยรับไปเถอะ ได้โปรด!

เงินจะตามกลิ่นความรักในงาน
เงินคล้ายคนหน้าตาดีที่เล่นตัว
ยิ่งต้องการ เขาจะไม่มาหา
ยิ่งเล่นตัว ไม่สนใจ เขาจะมาหาในที่สุด

ร.ว.ย. รวย อาจย่อมาจาก
ร = คุณรักในสิ่งใด?
ว = คุณวิเศษในสิ่งใด?
ย = คุณยอดเยี่ยมในสิ่งใด?

มันเป็นเรื่องความรักล้วน ๆ
ที่ทำให้เราร่ำรวยในแบบของเรา

วิธีหาเงินที่ดีที่สุดก็คือ
ไม่ต้องหาเงิน แต่ให้เงินมาหาเรา
เราวิ่งตามเงินไปทั้งชีวิตไม่ได้หรอก
อยู่นิ่ง ๆ ให้เงินวิ่งมาหาเราดีกว่าเยอะ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

องค์ประกอบของความสำเร็จ...มีความผิดพลาดอยู่ในนั้น

ก้าวแรก ของการเดิน
คือ การล้มๆ ลุกๆ

คำแรก ของการพูด
คือ อ้อ เอ้ พูดไม่เป็นคำ

คิดเลข ครั้งแรก คำตอบที่ได้
ส่วนมากไม่มีถูก

พอมองลงไปดีๆ
กว่าที่เราจะทำอะไรสำเร็จซักอย่าง
จุดเริ่มต้นของ ความสำเร็จ คือ ความล้มเหลว

เมื่อล้ม แล้ว ก็ลุก ขึ้นมาทำใหม่
พอล้ม อีก ก็ลุก ขี้นมาอีก

จนถึงจุดหนึ่งเมื่อเราเรียนรู้
แล้วว่าทำอย่างไรจะไม่ล้ม
เราจะ ล้ม ยากขึ้น ยากขึ้น

นั่นแหละ ความสำเร็จ
จะมายืนอยู่ตรงหน้าเอง

ดังนั้น อย่าไปกลัวความล้มเหลว
จงล้มให้มากพอ ล้ม แล้ว ลุก

ล้มให้เป็นประสบการณ์
ล้มให้เป็นบทเรียน
ล้มจนสำเร็จ

จุดตั้งต้นแห่งความสำเร็จ คือ ความล้มเหลว

แหล่งที่มา    Facebook : NARAI PROPERTY

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2558

เราควรเป็นหนี้สูงสุด เดือนละกี่บาทดีละเนี้ยย !?

สมัยนี้การเป็นหนี้ง่ายกว่า การเดินไป 7-11
เดี๋ยวก็มีคนโทรมาให้สินเชื่อง่ายดาย
ทั้งๆ ทีเมื่อก่อนกว่าจะขอกันได้ยากเย็นฝุดๆ

พนักงานธนาคารก็ชวนทำบัตรเครดิต
คนที่มีแล้ว ก็ให้มีอีกหลายๆ ใบได้
ทำให้เพิ่มโอกาสการเป็นหนี้เป็นสินเข้าไปอีก

วันนี้มีคำแนะนำดีดี มานำเหนอว่า ...
"รายจ่ายเพื่อชำระหนี้" ในแต่ละเดือน
** ถ้ามีการผ่อนบ้านด้วย
ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน

** แต่ถ้าไม่ผ่อนบ้าน
ก็ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ต่อเดือนนะจ้ะ
ถ้ามากกว่านี้จะทำให้เราเริ่มลำบากแย้วววว

ได้เงินมาก็เอาไปผ่อนหนี้หมด
แล้วจะเอาเงินส่วนไหนไปเก็บออม
เพื่อลงทุนกันล่ะ จริงมั้ย !?

ถ้าไม่ลงทุน ไม่รู้จักออม
ชีวิตเราก็ยากที่จะก้าวต่อเลยนะ
อันนี้พูดจริงๆ  ขอเตือนนนนนน

ดังนั้นทางที่ดีที่สุดไม่ควรเป็นหนี้เลยยย
เพราะการเป็นหนี้ ไม่ต่างอะไรกับการที่เราติดคุก
เราเป็นหนี้ เงินไม่พอใช้
จะออกจากงานไปหางานใหม่
ก็ไม่กล้าเพราะมีหนี้ติดหลังอยู่

ไม่ต้องพูดถึงการออกจากงาน
เพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวเลยนะ
ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่

ดังนั้นปัญหาก็จะวนๆ อยู่แถวๆ นี้แหละ
ลองตรวจดู "รายจ่าย" ส่วนนี้ดู
ตรงนี้แหละรอยรั่วชั้นเลิศ มอวววว์

แหล่งที่มา       Facebook : Money Buffalo

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

Designer

เวลาใครบอกว่าตัวเองเป็น “ดีไซเนอร์ “
มันโคตรเท่ห์เลยนะ

ดูแบบอาร์ท ๆ นอกกรอบ
ไอเดียสร้างสรรค์เต็มเปี่ยม โอ้ย ดูดี !
ก็อยากเป็น designer

ลองมาคิดมุมกลับดูหน่อย
เฮ้ย !!  คนในทุกสายอาชีพ เป็น ”นักออกแบบ” ทั้งหมด
ไม่ได้จำกัดในแค่วงการสถาปนิก มัณฑนากร

คิดดีๆ ….
หมอ คือ คนออกแบบสุขภาพให้คนไข้
คุณครู คือ คนออกแบบความรู้ให้กับเด็กๆ
นักเขียน คือ คนออกแบบความสร้างสรรค์ให้นักอ่าน
ดารานักร้อง คือ คนออกแบบความบันเทิงให้ผู้คน
Creative idea จึงเป็นสิ่งที่ต้องมีในทุกอาขีพ

และนี่คือที่มาของคำพูด “ทุกอย่างมีศาสตร์และศิลป์”
เอ๊ะ !! จริงๆ แล้วทุกคนมีสัญชาติญาน designer ในตัวหนิ
แค่ต้องหาให้เจอว่าวันนี้เราออกแบบอะไรอยู่
เวลาคนถามจะได้ตอบว่า
เป็น designer
เท่ห์เนอะ ^^

แหล่งที่มา     Facebook : ๋Japan NEED

จุดอ่อน 10 ประการของคนไทย

1. คนไทยรู้จักหน้าที่ตัวเองต่ำมาก
2. การศึกษาไม่ทันสมัย ไม่เก่งภาษาต่างประเทศ
3. มองอนาคตไม่เป็น ทำงานวันต่อวัน
4. ไม่รับผิดชอบ ทำงานเเบบผักชีโรยหน้า
5. ประเทศไทยกระจายความเจริญไม่เต็มที่
6. กฏหมายไม่เข้มเเข็ง ปราบปรามไม่จริงจัง
7. อิจฉาตาร้อน ยกย่องคนมีอำนาจเงิน
8. NGO ค้านลูกเดียว เเละบางกลุ่มอิงผลประโยชน์
9. ยังไม่พร้อมสำหรับเวทีโลก
10. เลี้ยงลูกไม่เป็น

Credit : คอลัมน์กาเเฟดำ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
.................
บทความนี้บอกว่า เป็นบทวิเคราะห์จากอดีตผู้บริหาร
หน่วยงานญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
ยอมรับว่าอ่านที่เเรกเเล้วขึ้นเหมือนกัน

เฮ้ย เอ็งเป็นใครวะ มาด่าคนประเทศเรา
คนญี่ปุ่นดีนักรึไงฮึ !
เเต่มาคิดดีๆ หลังคลื่นอารมณ์สงบ
ก็มีความเป็นจริงบางส่วนตามที่เค้าบอก
เเละเราก็ควรเเก้ไขจริงๆ
ช่วยๆ กัน อย่าให้ใครมาว่าเราได้อีก !!

แหล่งที่มา    Facebook : ๋Japan NEED

แปลงไอเดียเป็นทุน

ทำไมเราถึงยอมซื้อหนังสือ
ในราคาสองร้อยกว่าบาท?
ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้นเอง
ขายชั่งกิโลได้ไม่ถึงเล่มละบาท

ทำไมเราถึงยอมซื้อซีดีฟังความรู้
ในราคาหลายร้อยบาท?
ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นพลาสติกแผ่นนึง
ไปซื้อซีดีเปล่าก็ราคาแผ่นละไม่ถึงสิบบาท

คำตอบก็เพราะ
เราซื้อสิ่งที่บรรจุอยู่ในหนังสือ ในซีดี
นั่นคือ "ความรู้"

ความรู้ที่ไม่ใช่ความรู้ในตำราคร่ำครึแบบสมัยก่อน
แต่เป็น "ความรู้" ที่เรียกว่า "ไอเดีย"
และเป็นไอเดียที่ทำให้เราเพิ่มมูลค่าตัวเองได้อย่างไม่รู้จบ

บางคนไม่เข้าใจ ทำไมหนังสือราคาสองสามร้อย แพง
บางคนไม่เข้าใจ ทำไมซีดีความรู้ราคาหลายร้อย แพง
คำตอบเพราะคุณให้ค่ากับ "ความรู้" น้อยเกินไปยังไงล่ะ

ใครบางคนบอก ถ้าวันนี้ไม่จ่ายให้กับความรู้
วันหน้าจะต้องจ่ายแพงกว่าเดิม
เห็นด้วย เพราะเคยโดนมาแล้ว

Brendon Burchard
ผู้เขียนหนังสือเล่มดัง Millionaire Messenger
เคยพูดไว้ว่า "Idea is the New Currency"
แปลเป็นไทยว่า "ไอเดียคือเงินสกุลใหม่ของโลกยุคนี้"
พูดง่าย ๆ ว่า ใครผลิตไอเดียได้ ก็เหมือนพิมพ์แบงค์เองได้
มันใช่มาก ๆ

แต่ดูเหมือนจะมีหลายคนยังตามไม่ทัน
แน่นอนว่า การค้าขายในแบบเดิมจะยังมีอยู่
เปิดร้าน ซื้อของเข้า นั่งเฝ้าร้าน คนงานเยอะ ธุรกิจแบบนี้จะยังมีอยู่

แต่ถ้าใครคิดจะทำธุรกิจยุคใหม่
สินค้าที่คุณต้องขายก็คือ "ไอเดีย"
ทุกวันนี้เจอคนรุ่นใหม่ ๆ ที่เก่งขึ้นเรื่อย ๆ
เป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย

ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่พวกเขาทำก็คือ "ขายไอเดีย"
ตัวอย่างเช่น ธุรกิจ Startup หลาย ๆ บริษัท
ผลิต App บ้าง ทำ ecommerce บ้าง
เริ่มจากเล็ก ๆ จนมียักษ์ใหญ่มองเห็น และขออุ้มชู
หรือแม้แต่ตัวเอง ก็ขายไอเดียมาทั้งชีวิต
ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีสมบัติใด ๆ ไม่มีสินค้าอะไรมากไปกว่า "ไอเดีย"

เป็นไอเดียที่เปลี่ยนชีวิตผู้คนมากมาย
ผ่านหนังสือ หนังสือเสียง การสัมมนา และการบรรยาย

"ความรู้" คือสินค้าที่น่าสนใจมากในยุคนี้
เพราะคุณเริ่มได้จากต้นทุนที่แทบไม่ต้องมี
ความรู้ไม่เน่าไม่เสีย ยิ่งสอน คุณยิ่งเก่ง

ในขณะที่สินค้าอื่นในตลาด แข่งกันตัดราคา
คุณจะตั้งราคาความรู้เท่าไหร่ก็ได้
แล้วแต่คุณจะประเมินราคาไอเดียของคุณ
ถามว่าถ้ามีหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้จริง
ช่วยคุณพ้นจากปัญหาได้จริง ช่วยทำให้คุณมีรายได้เพิ่มขึ้นจริง
คุณจะจ่ายให้หนังสือเล่มนั้นในราคาเท่าไหร่?
คำตอบคือเท่าไหร่เท่ากัน

เหมือนที่เคยจ่ายให้กับหนังสือมากมาย
แถมยังต้องขอบคุณที่มันเปลี่ยนชีวิตได้จริง ๆ

วันนี้ทุกคนเริ่มต้นด้วยการไม่มีทุน
เพราะฉะนั้นอย่างน้อยคุณต้องมีไอเดีย
แปลงไอเดียเป็นทุน แล้วหมุนปั่นให้มันเป็นธุรกิจในแบบของคุณ

ถ้าคุณมี idea
แล้วตั้งใจ I do
ไม่นานคุณจะเป็น idol
เพราะ idea ของคุณ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปีที่ 1 ฉบับที่ 169 วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

บ้านหลังสุดท้าย ของชีวิต ในวันที่โลกแคบลง
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/new108-169-24-2559.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 168 วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

ใครอยากเห็น มักกะสัน เป็นสวนสาธารณะยกมือขึ้น
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-168-23-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 167 วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

ณ ริมฝั่งน้ำ มีเมืองงดงาม
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-167-20-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 166 วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

“รับลอตเตอรี่ ร้อนๆ เพิ่มมั้ยคะ?"
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-166-19-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 165 วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทางออกการศึกษาไทยเมื่อธุรกิจกวดวิชาเติบโตแต่ผลการเรียนกลับตกต่ำ
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-165-18-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 164 วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2558

ภาคเหนือในม่านหมอกและควัน
สถานการณ์ยังวิกฤติ
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-164-17-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 163 วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

ถึงหน้าร้อน ระวังฟืนไฟ!
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-163-16-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ภาษาญี่ปุ่น

1. “ ภาษาญี่ปุ่น เรียนที่ไหนก็ได้ เหมือนๆ กันนั่นแหละ”
ไม่ถูกต้อง 100%

ในช่วงแรกของการเรียนภาษาญี่ปุ่น
เราต้องคัดตัวอักษรให้เป็นก่อนเลย
เริ่มจาก ฮิรากานะ คาตาคานะ และตามมาด้วยคันจิ
ตรงนี้แต่ละสถาบันไม่ต่างกันมาก

แต่พอเริ่มเข้า conversation เมื่อไหร่
อยู่ที่ฝีมือคนสอนแล้วว่าจะถ่ายทอดได้ดีแค่ไหน
ถ้าเป็นไปได้เลือกสถาบันที่มี native speaker สอน

2. “ ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นช่วงซัมเมอร์ จะเก่งภาษาขึ้นเยอะ “
เอาจริงๆ เป็นไปได้น้อยมาก
กับการที่ไปอยู่ญี่ปุ่นไม่ถึงสองเดือน แล้วจะเก่งภาษาขึ้น

เพราะการไปอยู่ต่างประเทศหกเดือนแรก
มันแค่ช่วงปรับตัวเท่านั้น

ถ้าอยากเก่งขึ้นจริงๆ
ต้องไปอยู่อย่างน้อยซักปี
แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

3. “ เรียนทุกเสาร์อาทิตย์ก็พอ เอาแค่พอพูดได้ ”
ภาษาเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนทุกวัน ทั้งฟัง พูด อ่าน เขียน
การเข้าคลาสทุกสุดสัปดาห์เป็นเหมือนการเติมความรู้ใหม่ๆ มากกว่า

ส่วนที่เหลือ ต้องฝึก ฝึก ฝึกและฝึก !!
เพราะถ้าตั้งเป้า เอาแค่พอพูดได้
ก็จะ ”พอพูดได้” จริงๆ

4. “ เสียบหูฟังข่าวญี่ปุ่นก่อนนอนไปด้วย สมองจะได้จำๆ ”
คอนเฟิร์มว่าไม่จริง  อ่านบทวิจัยของญี่ปุ่นมาแล้ว
การคิดไอเดียสร้าสรรค์ก่อนนอนอาจทำได้ แต่ภาษาไม่ใช่

และแทนที่จะทำแบบนั้น
เอาเป็นตื่นมาฝึกฟังแบบตั้งใจ หลังนอนหลับให้สบายดีกว่า
เอาใจช่วยคนที่เริ่มเรียนภาษาทุกคน ^^

แหล่งที่มา  

คิดนอกกรอบ

เคยโดนเพื่อนว่ากันมั้ย ?
จะแต่งตัวเว่อร์ไปไหน
จะหล่อไปไหนเฮ้ยยยย
นี่ๆๆ จะแต่งไปงานราตรีหรือไง
จะบ้าหรือเปล่า ทำแบบนี้
หรือ จะรีบเก็บเงินไปทำไม หาความสุขก่อนดิ

เคยโดนอะไรประมาณนี้กันบ้างป่าวววว ?
ที่เวลาโดนว่าหรือถาม แล้วรู้สึกเป็นตัวประหลาด
เพราะว่าเราไม่ได้ทำในสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน ...

คิดว่า
โลกใบนี้คนธรรมดา / คนปกติ เยอะมากพอแล้วล่ะ
โลกนี้ต้องการคนที่คิดไม่เหมือน คิดต่าง
คนที่บ้าพอ ที่จะทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ
ลองคิดอะไรที่มันนอกกรอบ

ไม่มีใครกำหนดว่า ...
เรียนจบต้องเป็นไปลูกจ้าง
คนอย่างเราต้องจนไปตลอด
การลงทุนเป็นเรื่องของคนรวยๆ เค้าทำกัน

ลองคิดดูว่าถ้าสิ่งที่คนส่วนใหญ่มันถูก และดีที่สุด
โลกนี้คงมีแต่คนดี คนรวย คนที่ช่วยเหลือกัน
มีแต่ความสุข มีรอยยิ้มให้กันเสมอๆ

แต่ที่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้น
เกิดความแตกต่างให้เห็นตลอด
รวย / จน
คิดบวก / คิดลบ
เจ้าของธุรกิจ / ลูกจ้าง
ความสุข / ความทุกข์
ก็เพราะว่า มีคนที่คิดต่าง ทำต่าง
ผลลัพธ์ก็เลยต่างกันลิบลับ

แน่นอนเรียนจบ หางานทำ แล้วก็แก่ไปเรื่อยๆ
สุดท้ายก็เกษียณ แล้วก็ตายจากโลกนี้ไป
อาจจะเป็นความคิดของคนส่วนใหญ่
ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นอย่างดี

อยากให้ลองเปลี่ยนตัวเองดู
ทำสิ่งที่ไม่เคยทำ แล้วเราจะได้สิ่งที่ไม่เคยได้
แล้วจะรู้ว่า "โลกของคนธรรมดา"
มันน่าเบื่อจะตาย ฮรี่ๆๆๆๆๆๆๆๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

สุขภาพ...โคตรสำคัญ

ใครยังอยู่ในออฟฟิศทำโอทีกันบ้างงงงง !!!!
การทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว
เป็นเรื่องที่คิดว่า "โคตรดี"
แต่อย่าลืมเรื่องสำคัญคือ "สุขภาพ"

เลิกดึก เที่ยงคืน ตี 1 เป็นเรื่องปกติ
เมื่อเราอินกับการทำงานมากๆ

แต่ "สุขภาพ" เป็นสิ่งที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
คิดว่านอนพักเดี๋ยวก็หาย ทำงานไปก่อน
ไม่สบายก็รักษาได้กลัวอะไร
ยิ่งมี "ประกันสุขภาพ" แล้ว
ลุยเต็มที่ !! ไม่เป็นไร "ประกันจ่าย"

ลองคิดดู "รถ"
ถ้าต้องเข้าอู่ซ่อมบ่อยๆ
เพราะใช้งานหนัก

ถึงแม้ว่า "ประกัน" เค้าจะจ่ายแต่เราคงไม่ชอบ
และรู้สึกไม่ดีที่รถเราต้องเข้าอู่บ่อยๆ
สุดท้ายสู้ซื้อคันใหม่ดีกว่า

เทียบกับร่างกายเรา
เมื่อเราใช้งานอย่างหนัก
ไม่ดูแลร่างกาย ไม่ออกกำลังกาย
ไม่กินอาหารเสริม พักผ่อนน้อย เครียด
แน่นอนได้เข้าอู่ หรือ โรงพยาบาลบ่อยแน่ๆ

ถึงแม้ว่าจะมี "ประกัน" ช่วยจ่ายเหมือนกัน
ไม่เสียเงินก็จริง แต่ร่างกายเราไม่เหมือนรถ
ที่จะเปลี่ยนใหม่ได้

เราต้องอยู่กับร่างกายเราทั้งชีวิต
อย่างน้อยๆ ตื่นเช้าสักหน่อย
ไปออกกำลังกายตอนเช้า
นอนเร็วขึ้นอีกนิ๊ด เพื่อพักผ่อนให้เพียงพอ
ดื่มน้ำให้เยอะๆ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

อาจจะยากให้ช่วงแรกๆ
เชื่อเถอะเดี๋ยวก็ชิน
คนที่นั่งอ่านอยู่ในออฟฟิศ
แทบอยากจะลุกออกจากโต๊ะเลยใช่มั้ยล้า 555
หยุดทำงานแล้วกลับบ้าน
ไปดูแลตัวเองกันเถ้อะ ฮี่ฮี่ !!

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

ใช้จ่ายเพื่อตัวเองก่อน

หลายๆ ครั้ง
เรา "รักตัวเอง" น้อยไปหน่อยย
ไม่หน่อยอะ เยอะเลยย
เพราะว่าเวลาเราได้ "เงินเดือน" มา
จะเอาไปใช้จ่ายเพื่อคนอื่นก่อนเสมอ

ใช้หนี้บัตรเครดิต ...
บริษัทบัตรเดรคิตรวย

ซื้อเสื้อผ้า ...
ร้านเสื้อผ้ารวย

เลี้ยงฉลองมื้อใหญ่ ...
ร้านอาหารรวย

เลี้ยงอีหนู ...
อีหนูรวย ‪#‎เดี๋ยวนะๆๆ‬

แต่ทีเวลาจะจ่ายเพื่อให้ตัวเอง
ใน "อนาคต" รวยบ้าง
กลับไม่ยอมทำกัน หรือรู้สึกว่าทรมาน
นั่นคือการจ่ายเพื่อการออม
หรือ "การลงทุน" นั่นเอง

กลับบอกว่าเก็บเงินไม่ได้ รายจ่ายเยอะ
เงินเดือนน้อย ดวงไม่ดี อากาศร้อน
ข้ออ้างสารพัดที่ถูกหยิบขึ้นมา
ถ้าเรารักตัวเองมากหน่อย
เป็นห่วงตัวเองอีกนิ๊ด
ปัญหาพวกนี้ไม่เกิดหรอก

ลองนึกภาพตัวเองไม่มีเงินใช้ตอนแก่
ไม่มีแรงไปทำงาน
สุดท้ายต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ
มันไม่เท่เลยยยย เห็นด้วยม๊ายยย ?

ดังนั้นก่อนจะจ่ายให้คนอื่นรวย
อย่าลืมจ่ายให้ตัวเองรวยก่อนนะทู้กโค้นนนนนน

แหล่งที่มา      Facebook : Money Buffalo

"ของจริง" หรือ "แฟชั่น"

หลายครั้งที่เดินเล่นในห้าง
ผ่านร้านบางร้านที่ "เคย" โด่งดังในอดีต
เห็น "สินค้า" บางชิ้นที่เคยฮิตเมื่อวันวาน
วันนี้ช่างดูเงียบเหงาเหลือเกิน

สิ่งที่ได้เป็นบทเรียนก็คือ

หนึ่ง ชื่อเสียงมีขึ้น ย่อมมีลง
ใด ๆ ล้วนอนิจจัง ไม่มีใครหรืออะไรอยู่ค้างฟ้า

รองเท้าสุดฮิต ใส่กันทั้งเมือง
วันนี้คืออัลไล? ลืมหมดแล้ว

เสื้อผ้าใส่แล้วโคตรเท่
วันนี้ลองเอามาใส่สิ ร้องไห้หนักมากแน่ ๆ

ร้านอาหาร โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และอีกมากมาย
ที่ถูกหลงลืมไปในที่สุด

สอง "การปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลง" 
เป็นสิ่งที่ยักษ์ใหญ่แค่ไหนก็ต้องไม่ลืม
เพราะถ้าไม่เปลี่ยน โลกจะบังคับให้เราต้องเปลี่ยนในที่สุด
และยิ่งเปลี่ยนช้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บปวดเท่านั้น
เพราะเราจะตกขบวน รั้งท้ายจนโลกลืม

ไม่เพียงแค่ธุรกิจใหญ่โต แต่คิดว่าเราเอามาปรับใช้กับตัวเราได้
ไม่ว่าเราจะทำแค่ธุรกิจเล็ก ๆ หรือเป็นพนักงานบริษัท
โดยถามคำถามสำคัญ 2 คำถาม คือ
   -  หนึ่ง เราอยู่ในจุดไหนของชีวิต?
สูงสุด ต่ำสุด หรือราบเรียบมาโดยตลอด
ถ้าชีวิตต่ำสุด จะแก้ไขอย่างไร
ถ้าชีวิตราบเรียบ จะเพิ่มสีสันอะไรบ้าง
ถ้าชีวิตสูงสุด เราจะแตกหน่อต่อยอดอะไรได้อีก

   -  สอง เราจะปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงอย่างไร?
ไม่มีอะไรแน่นอนเท่ากับความไม่แน่นอน

เคยตกงานฉับพลัน  รู้ดี
ใครที่ไม่ปรับตัว รอดยาก

ความหยิ่งทะนงว่าฉันคือที่ 1 ตลอดกาล
คือยาพิษที่จะฆ่าเราให้ตายทีละน้อย

ตลอดชีวิต  เห็นยักษ์ล้มมาไม่น้อย
เราอยู่ในจุดไหนของชีวิต?
เราจะเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

คำถามนี้น่าสนใจ
และสิ่งสุดท้ายที่ได้จากการเดินห้าง
เป็นไอเดียคิดว่าสำคัญมาก
นั่นคือ
ถ้าเราไม่ใช่ "แฟชั่น" มาแล้วก็ไป
แต่เป็น "ของจริง" แบบนี้จะอยู่นานและคงทนกว่า

"ของจริง" หรือ "แฟชั่น"
ลองถามตัวเองดูสิ
ว่าคุณน่ะแบบไหน?

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

อยากได้สิ่งไหน จงทำตัวเองให้ ดีพอ กับสิ่งนั้น

ความสำเร็จ ความรัก เงินทอง สุขภาพ ความสุข
เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา อย่างมีและครอบครอง

สิ่งที่เรียกว่า ความสุข
พอดีกับ คนที่รู้จักพอ ปล่อยวางทุกข์ข้างในลง

สิ่งที่เรียกว่า ความสำเร็จ
พอดีกับ คนที่มุ่งมั่นตั้งใจ มีวินัย ไม่ยอมแพ้ รักการเรียนรู้

สิ่งที่เรียกว่า ความรัก
พอดีกับ คนที่ดูแลตัวเอง ดูแลผู้อื่น
สร้างบรรยกาศแห่งความสุข

สิ่งที่เรียกว่า เงินทอง
พอดีกับ คนที่ขยันหาเงิน อดและออม ลงทุนเป็น

สิ่งที่เรียกว่า สุขภาพ
พอดีกับ คนที่ขยันออกกำลังกาย
กินอาหารมีประโยชน์ ดูแลสุขภาพ

พอเห็นอะไรไหม
สิ่งที่หลายคนต้องการ เขาเลือก
เจ้านายที่ "ดีพอ เพื่อพอดี" กับสิ่งที่ปราถนา

ดังนั้น สิ่งที่คุณปรารถนา คือสิ่งใด
จงลงมือทำให้คู่ควรกับสิ่งนั้นๆ

อยากได้ ความรัก ต้องทำตัวให้ คู่ควรที่จะรัก
อยากได้ เงินทอง ต้องหาเงินเป็น เก็บเงินอยู่ ต่อยอดได้
อยากได้ สุขภาพ ต้องดูแล ออกกำลังกาย
อยากได้ ควมสำเร็จ ต้องพัฒนาตนให้คู่ควร กับความสำเร็จ
อยากได้ ความสุข ต้องรู้จักปล่อยทุกข์ พอใจที่จะมีสุข

ลงมือทำตัวเองให้ดีพอ
เพื่อรองรับสิ่งที่ดีๆ ไปชั่วชีวิตของคุณเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Narai Good Day

"การลงทุน" คือ "โอกาส"

"การลงทุน" คือ "โอกาส"
ที่เข้ามาในชีวิตเลยแหละ
เหมือนกับแสงสว่างปลายอุโมงค์
ในวันที่ ไม่รู้ว่าจะทำอะไรนี้

ชาตินี้ จะมีหวัง "รวย" แบบคนอื่นได้มั้ย
จากที่ลองศึกษาดู โอกาสนี้
มันยิ่งใหญ่กว่าที่คิด มีผกระทบกับชีวิตผู้คนจริงๆ
โดนเฉพาะในยุคนี้ที่ทุกๆ อย่างกำลังเปลี่ยนไป

ใครไม่รู้เรื่องลงทุนบอกได้เลยว่าเหนื่อยแน่ๆ
แต่กลับบางคนได้บินคำว่า "ลงทุน"
ก็ร้อง "ยี้" ไม่เอาหรอก
ยาก เสี่ยง อันตราย ไม่มีใครรวยจากทางนี้
ทั้งๆ ทียังไม่เคยแม้แต่จะจุ่มเท้าลงไปสัมผัสดู
กลับบอกว่าไม่ดีตามที่ "ใครๆ ก็พูดกัน"

สำหรับเวลามี "โอกาส" เข้ามาท้าทาย
ก็ลองทำดู อย่างมากที่สุด
ก็แค่กลับมาทำอะไรเหมือนเดิม..

ที่เราทำอยู่ทุกวันๆ
เข้างาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น
บางคนอาจจะเถียง 9 โมงเช้า
เลิก 6 โมงเย็นต่างหาก !!
เออออ ก็แล้วแต่ ฮ่าๆๆๆ

เคยได้ยินคำว่า
"โอกาส" ก็เหมือน "ไอติม"
ถ้าไม่ "ชิม" ก็ "ละลาย" กันมั้ย ?
เป็นแบบนั้นจริงๆ แหละ ฮรี่ๆ
ลองมาเป็น "นักลงทุน" ดู
แล้วจะรู้ว่า "ความรัก" อยู่หนใด

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

หนี้...เรื่องที่ควรรู้

ใครเป็นหนี้กันบ้าง ยกมือโหน่ยยยย !!
สมัยนี้ใครๆเค้าก็เป็นหนี้กันใช่ม้าย
ทั้งหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิต
0% 10 เดือน โปรโมชั่นนี้เจอที่ไหน
ก็จัดไปยาวๆเลยยยยยย

แต่ !! ... หลายคนยังไม่เข้าใจ
เรื่องหนี้อย่างแท้จริง
หลายๆ คนชอบคิดว่า "หนี้สิน" เนี่ย
ถ้าเรา "ตาย" แล้วคนข้างหลังเรา
ไม่มีปัญญาผ่อนต่อ
อย่างมากก็ถูกยึดทรัพย์ไป แล้วก็จบกัน ...

ก็ขอบอกว่า ม่ายจริงเลยยยยยยย !!
เมื่อเรา "ตาย" แล้วไม่ได้ผ่อนต่อ
สินทรัพย์ก้อนนั้นจะถูกตีเป็น "มูลค่าคงเหลือ"
จากนั้นเอาไปหักลบหนี้สินไป

ถ้า ... "มูลค่าคงเหลือ" เกิน "หนี้สิน"
เราจะได้ตังมาใช้ พร้อมโดนยึดทรัพย์ไป

แต่ถ้า … "มูลค่าคงเหลือ" น้อยกว่า “หนี้สิน”
คนข้างหลังเราก็เป็นหนี้สินต่อไปอีกนะจ๊ะ

ตัวอย่างเช่น นาย A ซื้อรถราคา 1,000,000 บาท
แน่นอนซื้อด้วยเงินผ่อน
สมมติผ่อนไปได้จนหนี้เหลือ 650,000 บาท
แล้วนาย A เกิดเสียชีวิตขึ้นมา
แล้วครอบครัวนาย A ผ่อนต่อไม่ไหว
เจ้าหนี้ก็มาตีราคารถคันนั้น
สรุปได้ราคาเพียง 600,000 บาท
แปลว่า ครอบครัวนาย A
ยังมีหนี้สินอยู่อีก 50,000 บาท
และแน่นอนโดนยึดรถคันนั้นไป บ๊ายบาย

ดังนั้น อยากให้เข้าใจอย่างถูกต้อง
จะได้วางแผนชีวิต วางแผนครอบครัวได้ถูก

แหล่งที่มา      Facebook : Money Buffalo

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

เอาใจเขามาใส่ใจเรา

ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ
ไม่ว่าจะเรื่องธุรกิจการงาน
หรือเรื่องใด ๆ ในชีวิตก็ตาม
คิดว่าประโยคนี้
"เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
เป็นเคล็ดลับที่หลายคนมองข้ามไป

ทั้งที่มั่นใจ 100% ว่า
มันคือข้อแตกต่างระหว่างคนสำเร็จกับคนล้มเหลว
ถ้าจำไม่ผิด เหมือนจะเพิ่งพูดเรื่องนี้ไปไม่นาน
แต่ที่ต้องพูดเรื่องนี้อีกทีก็เพราะ
มันฟังดูง่าย แต่หลายคนลืม
ก็ยังต้องเตือนตัวเองบ่อย ๆ

มันเป็นเรื่องจริงที่คนเรามักคิดถึงตัวเองก่อน
แต่เมื่อได้สติ  อยากให้เราทุกคนรีบถามตัวเองทันทีว่า
"ถ้าฉันเป็นเขา ฉันจะชอบใจมั้ย
ถ้าหากเขาทำแบบนี้ เหมือนกับที่ฉันกำลังทำกับเขา?
ถ้าไม่ชอบ แล้วฉันควรต้องทำแบบไหน?"

ถ้าคุณเป็นเจ้านายอยู่
ลองสมมติว่าถ้าคุณกลายเป็นลูกน้อง
คุณจะอยากได้นายจ้างแบบไหน?
ใช่นายจ้างแบบที่คุณเป็นอยู่มั้ย ?

ถ้าวันนี้คุณเป็นลูกน้องอยู่
ลองสมมติว่าถ้าคุณกลายเป็นเจ้านาย
คุณจะอยากได้ลูกน้องแบบไหน?
ใช่ลูกน้องแบบที่คุณเป็นอยู่มั้ย ?

คุณอาจจะลองปรับเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ไปในรูปแบบอื่น
เช่น
ถ้าเป็นเพื่อนกัน คุณจะทำตัวแบบไหนกับเพื่อน
แบบที่คุณอยากให้เพื่อนทำกับคุณบ้าง?
ถ้าเป็นคนรัก คุณจะทำตัวแบบไหนกับคนรัก
แบบที่คุณอยากให้คนรักทำกับคุณบ้าง?

ลองสลับร่างสร้างรักกันดูสิ
แล้วจะรู้ว่า "เอาใจเขามาใส่ใจเรา"
มันทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้เยอะขึ้น
และปฏิบัติตนต่อผู้อื่นได้ดีขึ้นมากมายจริง ๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

ฉันต้องการอะไรจากสิ่งนี้?

นี่เป็นคำถามที่คิดว่าทรงพลังมาก
ถามคำถามนี้บ่อย ๆ มันจะช่วยให้คุณไม่เสียเวลาชีวิต

สมมติว่าเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ 
เช่น คุณหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านสักเล่ม
คุณต้องถามตัวเองว่า "ฉันต้องการอะไรจากหนังสือเล่มนี้?"
คุณจะได้รู้วัตถุประสงค์ของการอ่าน
เช่น ต้องการความบันเทิง ต้องการความรู้เรื่องธุรกิจ ฯลฯ

ระหว่างอ่าน ให้พึงระลึกเสมอว่า 
"ฉันต้องการอะไรจากหนังสือเล่มนี้?"

และเมื่ออ่านจบ ให้ถามตัวเองว่า 
"แล้วฉันได้สิ่งนั้นหรือไม่?"

จากนั้นคุณอาจจะลองเอาคำถามนี้
ไปถามตัวเองในเรื่องที่ใหญ่ขึ้น
เช่น คุณกำลังจะสมัครงานที่บริษัทแห่งนึง
คุณก็ต้องถามตัวเองว่า "ฉันต้องการอะไรจากบริษัทนี้?"
คุณจะได้รู้วัตถุประสงค์ของการมาทำงานที่นี่
เช่น อยากได้เงินเฉย ๆ อยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ฯลฯ

ระหว่างทำงาน ก็ให้พึงระลึกเสมอว่า 
"ฉันต้องการการอะไรจากบริษัทนี้?"

หมั่นถามตัวเองอยู่ตลอดระยะเวลาการทำงานว่า
"แล้วฉันได้สิ่งนั้นหรือไม่?"

ประโยชน์ของคำถามนี้
มันจะช่วยให้คุณตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ
ถ้าไม่ทำแบบนี้ มีโอกาสสูงที่เราจะไล่เลื่อนเปื้อนไปเรื่อย
อ่านหนังสือไปจบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าได้อะไรบ้าง
ทำงานไปตั้งหลายปีแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมถึงยังทำงานอยู่ที่นี่

ลองใช้คำถามนี้ถามตัวเองอยู่เป็นระยะสิ
แล้วคุณจะออกนอกเส้นทางน้อยลง
และถ้าจะให้ดีลองถามคำถามนี้
กับเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราเลยก็ดี

ลองถามตัวเองดูสิว่า
"ฉันต้องการอะไรจากชีวิตนี้?"

เมื่อถามคำถามนี้แล้ว
บางทีคุณอาจจะเริ่มทำอะไรบางอย่าง
บางทีคุณอาจจะเลิกทำอะไรบ้างอย่าง

เพราะคุณรู้แล้วว่า
คุณต้องการอะไรจากชีวิตนี้
คุณต้องการอะไรจากชีวิตนี้ ?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

อยากได้สิ่งไหน จงทำตัวให้ดีพอกับสิ่งนั้น

ความสำเร็จ ความรัก เงินทอง สุขภาพ ความสุข
เป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา อย่างมีและครอบครอง

สิ่งที่เรียกว่า ความสุข 
พอดีกับ คนที่รู้จักพอ ปล่อยวางทุกข์ข้างในลง

สิ่งที่เรียกว่า ความสำเร็จ
พอดีกับ คนที่มุ่งมั่นตั้งใจ มีวินัย ไม่ยอมแพ้ รักการเรียนรู้

สิ่งที่เรียกว่า ความรัก
พอดีกับ คนที่ดูแลตัวเอง ดูแลผู้อื่น 
สร้างบรรยกาศแห่งความสุข

สิ่งที่เรียกว่า เงินทอง
พอดีกับ คนที่ขยันหาเงิน อดและออม ลงทุนเป็น

สิ่งที่เรียกว่า สุขภาพ
พอดีกับ คนที่ขยันออกกำลังกาย 
กินอาหารมีประโยชน์ ดูแลสุขภาพ

พอเห็นอะไรไหม 
สิ่งที่หลายคนต้องการ เขาเลือก
เจ้านายที่ "ดีพอ เพื่อพอดี" กับสิ่งที่ปราถนา
ดังนั้น สิ่งที่คุณปรารถนา คือสิ่งใด
จงลงมือทำให้คู่ควรกับสิ่งนั้นๆ

อยากได้ ความรัก ต้องทำตัวให้ คู่ควรที่จะรัก
อยากได้ เงินทอง ต้องหาเงินเป็น เก็บเงินอยู่ ต่อยอดได้
อยากได้ สุขภาพ ต้องดูแล ออกกำลังกาย 
อยากได้ ควมสำเร็จ ต้องพัฒนาตนให้คู่ควร กับความสำเร็จ
อยากได้ ความสุข ต้องรู้จักปล่อยทุกข์ พอใจที่จะมีสุข
ลงมือทำตัวเองให้ดีพอ 
เพื่อรองรับสิ่งที่ดีๆ ไปชั่วชีวิตของคุณเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Narai Good Day

ปีที่ 1 ฉบับที่ 162 วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2558

แว้น! แว้น! อย่างมีสไตล์แบบเวสป้า
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-162-13-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 161 วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

อุโมงค์ต้นไม้ ที่ ‘น่าน’ ไง
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-161-12-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 160 วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

เตรียมสุขภาพรับมือหน้าร้อน
อ่านต่อได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-160-11-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 159 วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

บริจาคเลือดแล้วไปไหน
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-159-10-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 158 วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

แด่เธอ ผู้เป็นอิสตรี
อ่านต่อได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-158-9-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 157 วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

มากกว่าร้านกาแฟ
อ่านต่อที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-157-6-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 156 วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

คนไทยอ่านอะไร? อย่างไร?
อ่านต่อออนไลน์ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-156-5-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 155 วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2558

มาเป็นพลเมืองสังคมคาร์บอนต่ำกันเถอะ!
อ่านต่อออนไลน์ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-155-3-2558.html

แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 154 วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

พ.ร.บ. จราจร ปี 2558 ต้องรู้ เพื่อไม่ต้องถูกจับ...ปรับ...ให้ต้องกุมขมับ
อ่านต่อออนไลน์ได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-154-2-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 153 วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Co-Working Space ออฟฟิศอิสระ สถานที่ทำงานของคนรุ่นใหม่
อ่านต่อออนไลน์ได้ที่ http://www.flipsnack.com/new108daily/e-book-new108-153-27-2558.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 152 วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อย่าเล่นกับ “ปืน”
อ่านต่อออนไลน์ได้ที่ http://www.flipsnack.com/nuntisz/e-book-new108-fdciosl3d.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 152 วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อย่าเล่นกับ “ปืน”
อ่านต่อออนไลน์ได้ที่ http://www.flipsnack.com/nuntisz/e-book-new108-fdciosl3d.html


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ปีที่ 1 ฉบับที่ 151 วันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

พลิกฟื้น การศึกษาไทย
อ่านต่อได้ที่ http://www.flipsnack.com/nuntisz/e-booknew108.html?b=1&p=1


แหล่งที่มา     Facebook : New)108

ความแตกต่างระหว่างคนไทยและคนญี่ปุ่น Think different, Do different.

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนนะครับ แต่เขียนได้โดนใจดีครับ
มันใช่จริงๆ

ญี่ปุ่นคนแรก เดินทางมามาถึง
หมู่บ้านห่างไกล เปิดปั๊มน้ำมัน มีลูกค้าเยอะแยะ

ญี่ปุ่นคนที่สอง เดินทางมา
เห็นมีคนเข้าปั๊มเติมน้ำมันกันเยอะแยะ
คิดว่าน่าจะมีคนที่อยากทานข้าวด้วยแน่
จึงเปิดร้านอาหาร ธุรกิจก็เป็นไปด้วยดี

ญี่ปุ่นคนที่สาม เดินทางมา
เห็นปั๊มน้ำมันผู้คนหลากหลาย
ร้านอาหารก็เช่นกัน คิดว่าน่าจะ
มีคนต้องการพักผ่อนระหว่างเดินทาง
จึงเปิดธุรกิจโรงแรม

ญี่ปุ่นคนที่สี่ เดินทางมา
เห็นผู้คนหลากหลาย มีทั้งเติมน้ำมัน
มีทั้งทานข้าว มีทั้งค้างแรม
จึงคิดว่าน่าจะมีร้านสะดวกซื้อเอาไว้
บริการเผื่อคนเดินทางมีอะไรขาดเหลือ

ญี่ปุ่นคนที่ห้า คนที่หก .........
เดินทางทางมาอย่างต่อเนื่อง
จากหมู่บ้านเล็กๆ ก็กลายเป็นเมื่อง
ที่กำลังเฟื่องฟู คนญี่ปุ่นต่างก็ร่ำรวยกันถ้วนหน้า

แต่!!!!

คนไทยคนแรก
เดินทางมาถึงหมู่บ้านห่างไกล
เปิดปั๊มน้ำมัน มีลูกค้าเยอะแยะ

คนไทยคนที่สอง
เดินทางมา เห็นปั๊มน้ำมันธุรกิจดี
ก็เปิดปั๊มน้ำมันบ้าง

คนไทยคนที่สาม
เดินทางมาถึง เห็นเขาเปิดปั๊มน้ำมัน
ท่าทางจะไปได้ดี ก็เปิดบ้าง

คนไทยคนที่สี่ เดินทางมาถึง
ก็เปิดปั๊มน้ำมันอีก
แต่ต้องการแย่งลูกค้าก็ลดราคาน้ำมัน

คนไทยคนที่ห้า เดินทางมาถึง
เห็นเขาเปิดปั๊มน้มันกันเยอะแยะก็เอาบ้าง
แล้วมีการลดแลกแจกแถมเพื่อดึงดูดลูกค้า

คนไทยคนที่หก คนที่เจ็ด .........
เดินทางมาถึงก็พากันแห่เปิดปั๊มน้ำมัน
ผลสุดท้ายลดแลกแจกแถมจนไม่คุ้มทุน
ทุกรายเจ๊งกันหมด
หมู่บ้านก็กลับคืนสู่ความเงียบเหงาเหมือนเดิม

(snowy) ธุรกิจที่ดีไม่ได้อยู่ที่คุณชนะคู่แข่งได้มากเท่าไหร ่่
แต่อยู่ที่เกิดการพึ่งพาอาศัยกัน ไม่แก่งแย่ง
ไม่เอาเปรียบ สร้างประโยชน์ให้กับผู้คนได้มากเท่าไหร ่
ได้ช่วยเหลือผู้คนให้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นได้มากเท่าไหร่ต่างหาก

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

เงินของคุณอาจมีค่าลดลงถ้าไม่รู้จัก "QE"



เคยได้ยินทำว่า "QE" กันบ้างมั้ย
จริงแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากๆ

มาดูกันว่า....
ทำไมไอ้เจ้า "QE"
เราถึงต้องเข้าใจ และ ใส่ใจ

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

ฉันไม่ได้มองเห็นโลกอย่างที่มันเป็นอยู่ แต่ฉันมองเห็นโลกอย่างที่มันจะเป็นไปได้

เมื่อวานไปดูหนังเรื่อง Cinderella มา
ก็เลยได้ประโยคคม ๆ
เป็นประโยคที่ใช้ทั้งเปิดและปิดเทพนิยายเรื่องนี้
แสดงให้เห็นว่านี่คือ "หัวใจ"
ที่ผู้สร้างหนังพยายามบอกกับเรา

เรื่อง "การมองโลก" นั้น
เป็นเรื่องที่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้เราถกเถียงกันบ่อยมาก
ว่าตกลง "เรามองโลกในแง่ดี คิดบวก"
หรือ "เรากำลังหลอกตัวเอง" ?

อยากจะตอบอีกสักครั้งว่า
"คิดบวก" กับ "หลอกตัวเอง" นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

หลอกตัวเอง คือ การจมจ่อมอยู่กับปัญหา
หมกมุ่นอยู่กับมัน ตั้งคำถามซ้ำ ๆ เดิม ๆ ว่า
ทำไมถึงต้องเป็นเรา? ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับเรา?
แต่ปากกลับบอกคนอื่นว่าโอเค ไม่เป็นไร สบายดี

คิดบวก มองโลกในแง่ดี คือ การเข้าใจว่าเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว
เลยไม่รู้จะจมจ่อม หมกมุ่นไปทำไม
จึงพยายามมองหามุมใหม่ ด้วยการตั้งคำถามว่า
มีเรื่องอะไรดี ๆ ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้บ้าง?
ฉันเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง?
และเมื่อถามดี ก็จะได้คำตอบดี ๆ เสมอ
! อาจฟังดูแล้วเหมือนหลอกตัวเอง

แต่คำถามก็คือ
ถ้าสิ่งที่เรียกว่าความจริง มันห่วยแตก
ถ้าสิ่งที่เรียกว่าหลอกตัวเอง มันช่วยประคองความคิดเราได้
แล้วเราจะทนถือความจริงที่ห่วยแตกไปทำไม?

"ฉันไม่ได้มองเห็นโลกอย่างที่มันเป็นอยู่
แต่ฉันมองเห็นโลกอย่างที่มันจะเป็นไปได้"
ซินเดอเรลล่ารอดพ้นชีวิตในห้องใต้หลังคามาได้
มีความหวังท่ามกลางแม่เลี้ยงและพี่สาวใจร้าย
ก็เพราะประโยคนี้

และเราเองก็ใช้ประโยชน์จากประโยคนี้ได้เช่นกัน
โลกมีหลายมุม
และจะเปลี่ยนไปตามมุมที่เรามอง
ลองหาความเป็นไปได้สิครับว่าเราจะมองโลกมุมไหนดี
มุมที่มองแล้ว เป็นประโยชน์กับตัวเรา
มุมไหนมองแล้วไม่ดีกับตัวเอง ก็อย่าไปมอง
ชีวิตคนเราสั้นนัก
อย่ามัวถือความทุกข์อยู่เลย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ของฟรีที่ดีไม่มีในโลกกกกกกกกกกกกกกกก !!!

หลายๆ คนอาจจะเถียงว่า
วันก่อนก็ไปเข้างานสัมมนาฟรีมา
วันนั้นก็เดินชิมฟรีมา
นู้นก็ฟรี นี่ก็ฟรี
เยอะแยะเลยอย่ามามั่ว

ว่าของฟรีไม่มีในโลก
ของฟรี ถ้าเราตีค่าที่ "ราคา"
แน่นอนว่าถ้าคิดแบบนั้น มีเต็มไปหมดเลย
แต่ที่จะสื่อคือ "คุณค่า" ที่เราได้รับต่างหาก

เวลาเราได้อะไรมาฟรีๆ มันไม่มีคุณค่าหรอก
งานสัมมนาฟรี กับ งานสัมมนาจ่ายตัง
ไม่ต้องพูดถึงว่า สิ่งที่เราได้รับมากกว่าเห็นๆ
เวลาเราจ่ายตัง รับรองไปตรงเวลาเป๊ะ
ถามวิทยากรทุกเม็ด สงสัยอะไรถามหมด
ถ้าไปงานฟรี มีโอกาสสูงมากที่เราจะอยู่เฉยๆ
หรือเวลามีคนให้หนังสือเรามาฟรีๆ
กับหนังสือที่เราจ่ายเงินเพื่อซื้ออ่าน
เกิน 95% หนังสือแจกฟรีก็อยู่ในตู้นั้นแหละ

เวลาให้คำปรึกษาด้านการเงิน+ลงทุน
สิ่งที่เห็นได้ชัดเลย คือ
คนที่ยอมจ่ายเงิน ค่าที่ปรึกษาเพื่อขอคำปรึกษา
คนที่จ่ายจะตั้งใจฟัง ตั้งใจถาม และปฏิบัติจริง
เห็นผลจริงมากกว่าคนไม่ยินดีจะจ่าย
ทั้งๆ ทีมาตรฐานการให้บริการเหมือนกัน

อะไรที่เราได้ฟรีๆ มักไม่เห็นคุณค่า
บางสิ่งที่เรายอมจ่าย เราก็จะตั้งใจทำ

คุณค่าของเงิน 500 บาท
ถ้าเราต้องทำงานแลกมา
เทียบกับ โชคดีเก็บได้ตามพื้น
ของเหมือนกัน แต่คุณค่าต่างกันแน่นอนนะฮ้า

เห็นมั้ยล้าวว บอกแล้วว
ว่าของฟรีที่ดีดีหน่ะ มันไม่มีในโลกหร๊อกกกก

แหล่งที่มา    Facebook : Money Buffalo

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2558

ชีวิต...ใครลิขิต

เอาเวลาที่่พร่ำบ่น
เปลี่ยนไปลงมือทำ

เอาความคิดที่โทษคนอื่น
หันกลับคืนมาพิจารณาตัวเอง

เอาเวลาหาข้อแก้ตัว
เปลี่ยนมาแก้ไขจุดบกพร่อง

เอาสมองที่คิดหาข้ออ้าง
เปลี่ยนมาคิดหาหนทาง

เอาคำพูดลบ ๆ ฝังดินกลบ
เอามือตบปาก แล้วพูดแต่คำดี ๆ

เอาเวลาคร่ำครวญ
เปลี่ยนมารับผิดชอบชีวิตตนเอง

เสียหลัก ก็ตั้งหลักใหม่
เสียใจ ก็อย่าเสียให้นาน

ล้มแล้วก็เดินต่อ
ไม่โทษใครหรืออะไรทั้งนั้น

เลิกทำตัวเป็นเหยื่อ
ที่สุขทุกข์เกิดขึ้นเพราะการกระทำของคนอื่น

อยากได้ไม่ใช่เหรอ? ชีวิตเป็นของเรา
ชีวิตเป็นของเราแล้วนี่ไง อย่างนั้นก็จงเข้ารับผิดชอบด้วยตัวเอง
ไม่มีใครเอาปืนจ่อหัวให้เราตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรทั้งนั้น
ทุกอย่างที่เป็นเราในวันนี้ เรามีส่วนรับผิดชอบ 100%

ชีวิตพังเพราะใครไม่รู้ จากนี้กูจะกอบมันขึ้นมาเอง
ปาดน้ำตา แล้วไปต่อ
ทำได้มั้ยล่ะ?

ถ้าทำไม่ได้ ก็อ่อนแอและเป็นเหยื่อต่อไป
ถ้าทำได้ ทุกอย่างมันจะง่ายกว่าที่คิด
เพราะชีวิตมันแค่ถูกบังด้วยน้ำตา
วันดี ๆ อยู่ตรงหน้านี่เอง
วันดี ๆ อยู่ที่นี่ ตรงนี้อยู่แล้ว
แค่เราจะเห็นหรือเปล่า..เท่านั้นเอง

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

สุดยอดนักขายสไตล์เจเเปน

มีเคล็ดลับอยู่ "สองข้อ"

ข้อเเรก เค้าบอกว่าสุดยอดนักขาย....
" อย่าขายของ เเต่ให้ขายคำปรึกษาก่อน "

ชัดเจนว่า มาในยุคนี้ใครๆ ก็ไม่ชอบการยัดเยียดการขาย
เเละเเค่บอกว่าเป็นเซลล์เเมน คนทั่วไปก็ร้องยี้เเล้ว 
ทั้งๆ ที่คนทั่วไปหลีกเลี่ยงการขายไม่ได้หรอก 
เพราะถ้าคุณ "ขายไม่เป็น" โอกาสในการก้าวหน้าก็คงยาก  

เเต่เอาเป็นว่าในยุคนี้ สมัยนี้ 
คนหันมาเป็น "ที่ปรึกษา" กันหมด
เเล้วค่อย tie-in สินค้าเเละบริการเข้าไป 

ลองดูธุรกิจประกันสิ  เเค่เปลี่ยนจากคำว่า 
"คนขายประกัน" เป็น "ที่ปรึกษาทางการเงิน" 
ยอดพุ่งฉิวเลย

สมัยนี้อย่าเพิ่งไปยัดเยียดขายของ
เเต่ให้ยัดเยียดลูกค้าด้วย "ปัญหา" ในอนาคตเเทน 
เช่น ความจน การเจ็บป่วย การพลัดพราก ความกลัวต่างๆนาๆ
เเล้วค่อยตามด้วยการขายสินค้าเเละบริการของเรา
ที่เป็น solution พระเอกในการเเก้ปัญหาให้เค้า

ส่วนข้อที่สอง เค้าบอกว่าสุดยอดนักขาย....
" ต้องดึงลูกค้าออกจากปัจจุบันให้มากที่สุด "

อดีต ปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ลูกค้ารู้ดีที่สุด 
เเต่ "อนาคต" ไม่มีใครรู้ 
เเละนี่คือหน้าที่ของเซลล์เเมน
ที่ต้องวาดภาพนั้นให้ลูกค้าเห็น !!

นี่คือสาเหตุว่าทำไมอาชีพ เช่น ขายตรง เเละหมอดู
ยังคงเป็นอาชีพที่เรียกลูกค้าใหม่ได้เรื่อยๆ
เพราะนี่คือการเล่นกับอนาคตล้วนๆ เลย
............................
อ่านมาสองข้อ ทำไมรู้สึก dark จัง 
จะบอกว่ารู้สึกเหมือนครั้งเเรกเลย
เเต่มาคิดดีๆ .... เออ เรื่องจริงเเฮะ !!

แหล่งที่มา     Facebook : Japan NEED

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

คิดแบบ “ผึ้ง” หรือว่า “แมลงวัน”

สมมุติว่าเราจับผึ้งจำนวน 6 ตัว ใส่ในขวด
และจับแมลงวัน 6 ตัว ใส่ในอีกขวด

จากนั้นวางขวดนอนลง
โดยหันก้นขวดไปยังหน้าต่างที่มีแสงสว่างกว่า
เราจะพบว่า…กลุ่มผึ้งจะพยายามบินออกทางก้นขวด

จนกระทั่งมันตายจากการขาดอาหารหรือว่าหมดแรง
ในขณะที่แมลงวัน จะบินวนอยู่ในขวดชนไปชนมา
แต่ก็จะค่อยๆ ทยอยบินหาทางออกมาจากขวดได้
จากฝั่งคอขวด ที่อยู่ตรงกันข้ามกับก้นขวดซึ่งหันไปทางหน้าต่าง

ทำไมผลการทดลองจึงออกมาแบบนี้….
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
ผึ้งเป็นสัตว์ที่ฉลาด มีองค์ความรู้
พวกมันรู้ว่าหากบินไปในทิศทางที่มีแสงสว่าง
จะเป็นทางออกจากรัง

แต่เมื่อมันต้องมาอยู่ในขวด
ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผึ้งไม่เคยประสบมาก่อน
มันก็ยังคงเชื่อในความคิดแบบเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง
คือ ต้องบินออกทางแสงสว่างเท่านั้น

แต่สำหรับแมลงวัน เป็นสัตว์ที่ไม่มีความคิดเป็นตรรกะอะไร
ดังนั้นเมื่อมันถูกจับไว้ในขวด มันจึงบินชนผนังขวดแกะทางไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดก็พบกับทางออก

การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า
คนฉลาดก็สามารถที่จะพลาดพลั้งล้มเหลวได้
หากมีความรู้แต่ยึดติดกรอบเดิมๆ

ในขณะที่ผู้ไม่รู้ หากทำในสิ่งที่แตกต่าง
ก็อาจประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

แหล่งที่มา     Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

โลกใบนี้คือกระจกที่สะท้อนตัวเราข้างใน

เมื่อคืนดูละคร GTH
เรื่อง "Stay ซากะ...ฉันจะคิดถึงเธอ" (หาดูได้ใน LINE TV)
มีอยู่ฉากนึง ตัวละครสองคนคุยกัน

พูดได้ดีมาก ๆ จนน่าฉุกคิด
พระเอกชื่อ หมี เป็นคนไทยไปใช้ชีวิตในญี่ปุ่น

แฟนพระเอกชื่อ นาโอมิ เป็นคนญี่ปุ่น
เธอเรียกหมีว่า คุมะคุง (แปลว่านายหมี)

วันนึงหมีมีปัญหาทุกข์ใจ ทะเลาะกับน้องชาย
เขาเลยหน้าบูดบึ้งไปทั้งวัน
นาโอมิชวนหมีไปเดินเล่นริมแม่น้ำ จะได้สบายใจ

เธอบอกกับหมีว่า
"คุมะคุงรู้มั้ย ตอนนี้ฉันเป็นกระจกของเธอ"

หมีทำท่างง ๆ ว่าอะไรคือกระจก?
นาโอมิพูดต่อ
"เธอเห็นมั้ยตอนนี้ฉันหน้าบึ้งอยู่
เธอชอบให้ยิ้มหรือหน้าบึ้งล่ะ?"

"ก็ต้องยิ้มสิ" หมีตอบแบบพาซื่อ
นาโอมิยิ้มกริ่ม
"ถ้าเธออยากให้ฉันยิ้ม เธอก็ต้องยิ้มก่อน
เพราะฉันคือกระจกของเธอ"

แลัวทั้งคู่ก็มองหน้ากัน สบตากัน
สักพักก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

ฉากนี้ที่เล่ามาทั้งหมด
เป็นสิ่งที่สะท้อนนิสัยมุนษย์ได้ดี
หลายครั้งเราบ่นโทษสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราไม่ดี
โดยลืมคิดไปว่า สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ก็คือภาพสะท้อนในใจเรา

เราพยายามจะไปเปลี่ยนโลกภายนอก
โดยหารู้ไม่ว่าโลกภายนอก ก็คือกระจกที่สะท้อนโลกภายในของเรา
ถ้าคุณเริ่มเปลี่ยนโลกข้างใน โลกข้างนอกจะเปลี่ยนตาม
ถ้าคุณอยากให้โลกยิ้ม คุณต้องยิ้มให้โลกก่อน
นี่เป็นเรื่องจริงที่คนโลกมืดจะเถียงขาดใจว่าไม่จริง

ฉันยิ้มให้เขาแล้ว ฉันดีกับเขาแล้ว เขาไม่เห็นยิ้มหรือดีกับฉันเลย
บอกได้เลยว่า ถ้าคุณยังยิ้มต่อไป ดีต่อไป
เปลี่ยนโลกข้างในของคุณต่อไป โดยไม่สนใจคนอื่นที่คุณควบคุมเขาไม่ได้
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ฟังดี ๆ นะ
บรรทัดต่อไป สำคัญมาก

สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ
ถ้าเขาคนนั้นยังไม่เปลี่ยนไปในทางที่ดี
เขาคนนั้นก็จะค่อย ๆ หลุดออกจากวงโคจรชีวิตของคุณไปเอง
นี่เป็นเรื่องของระดับพลังงานที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายตรงนี้
แต่เอาเป็นว่า มันคล้าย ๆ กับประโยคที่ว่า "ศีลเสมอแล้วเจอกัน"

โลกใบนี้คือกระจกที่สะท้อนตัวเราข้างใน
อย่าพยายามเปลี่ยนโลก เปลี่ยนคน
เปลี่ยนข้างในตัวเราเองง่ายกว่า ได้ผลกว่า
ถ้าไม่เชื่อ ต้องลอง

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

ได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง?

ราล์ฟ วัลโด อีเมอร์สัน
คือ นักคิด/นักเขียนที่มีชีวิตเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว
เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ เฮนรี เดวิด ทอโร 
นักคิด/นักเขียนชื่อดังไม่แพ้กันในยุคนั้น

ว่ากันว่า เวลาที่ทั้งสองคนนี้เจอกัน 
เขาจะทักกันด้วยประโยคว่า
"ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ที่เราเจอกัน นายได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง?"

ก็ไม่รู้หรอกนะ  ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องสมมติ
แต่มันช่างให้แง่คิดได้ดีจริง ๆ 
เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้เรารู้ว่าเราก้าวหน้าหรือถอยหลัง
ก็คือ เราต้องตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ

คำถามก็คือ
เราเป็นคนที่หาความรู้ใส่ตัว
หรือมัวเป็นกระดาษก๊อปปี้
ลอกตัวเองเมื่อปีแล้ว เก่งเหมือนเก่า รู้เท่าเดิม
ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว ก็ลอกตัวเองเมื่อปีก่อนนั้นมาอีกที
"ตั้งแต่ครั้งที่แล้ว ที่เราเจอกัน นายได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง?"
จึงเป็นคำถามคุณภาพที่ชอบมาก

เพราะเรานำมาปรับใช้ถามกับตัวเองได้ตามกรอบเวลาที่เราต้องการ
เช่น ตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงวันนี้ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ บ้าง?
ตลอดทั้งปีนี้ เราคาดว่าจะได้เรียนรู้เรื่องอะไรใหม่ ๆ บ้าง?
ตั้งแต่มาทำงานอยู่ที่บริษัทนี้ เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?

และหนึ่งในวิธีที่ดีมาก ๆ ในการพัฒนาตัวเองก็คือ
หา "เพื่อน" ที่รักและหวังดีกับชีวิตตัวเอง
มาช่วยกันพัฒนาตัวเองไปด้วยกัน

นอกจากเราจะมีเพื่อนที่คอยถามว่า
"เฮ้ย! เย็นนี้กินข้าวร้านไหนกันดีวะ?"

คิดว่าเราน่าจะมีเพื่อนอีกประเภท
เพื่อนที่คอยถามกระตุ้นเราว่า 
"เฮ้ย! พัฒนาตนเองไปถึงไหนแล้ววะ? ช่วงนี้เรียนรู้เรื่องอะไรอยู่วะ?"
ฟังดูอึดอัด แต่เชื่อสิ เพื่อนแบบนี้จะทำให้เราเติบโต

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

ข้ออ้าง

ถ้าข้ออ้างของคุณคือ
ที่ฉันยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะฉันไม่รู้จักคนสำเร็จ
ฉันไม่มีคนสำเร็จให้เรียนรู้

ถ้าอย่างนั้น ก็อยากจะบอกคุณว่า
ถ้าคุณไม่มีคนสำเร็จให้เรียนรู้
ก็จงเรียนรู้จากคนล้มเหลว
เพราะเขาจะให้บทเรียนสำคัญกับคุณไม่แพ้คนสำเร็จ
หรือเผลอ ๆ จะมากกว่าด้วยซ้ำ

สิ่งที่คุณจะเรียนรู้จากคนล้มเหลวได้ก็คือ
อย่าคิด พูด และทำ แบบพวกเขา
เพราะถ้าคุณเริ่มต้นด้วยพฤติกรรมแบบเดียวกับเขา
คุณจะได้รับผลลัพธ์ที่ไม่แตกต่างกัน

ถ้าเขาเอาแต่คิดลบ
คิดร้าย คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาเอาแต่พูด
ไม่ลงมือทำ คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาเอาแต่บ่น
โทษคนอื่น คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาแก้ปัญหา
ด้วยการเมามาย คุณอย่าเป็นแบบเขา

ถ้าเขาเอาแต่ดูถูกตัวเองว่าทำไม่ได้
คุณอย่าเป็นแบบเขา

ขอแค่ไม่ทำตัวแบบคนล้มเหลว
คุณก็จะค่อย ๆ เคลื่อนสู่ความสำเร็จเอง
คนฉลาดเรียนรู้จากความล้มเหลวของตัวเอง
แต่คนฉลาดกว่าต้องรู้จักเรียนรู้จากความล้มเหลวของคนอื่น

หวังว่าสิ่งนี้ จะทำให้คุณหมดข้ออ้างแห่งความไม่สำเร็จ
ถ้าคุณยังมีข้ออ้างอีก
จะได้เอาคุณเป็นตัวอย่าง
ตัวอย่างที่จะไม่มีวันทำตามเด็ดขาด

ประสบความสำเร็จได้แล้ว
รอปรบมือให้อยู่

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2558

เงินปันผลไม่ถึง 5 ล้านบาท ขอเครดิตภาษีเงินปันผลดีกว่า

สำหรับผู้ที่มีรายได้จากเงินปันผล
เครดิตภาษีเงินปันผลเป็นอีกสิทธิประโยชน์นึง
ที่มักถูกมองข้ามอยู่เสมอ เพราะเรามักจะปล่อย
ให้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไปโดยไม่สนใจจะ
นำไปยื่นภาษีเนื่องจากมองว่ามีกระบวนการคำนวณที่ยุ่งยาก

แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเครดิตภาษีเงินปันผล
ได้ช่วยชีวิตผู้เสียภาษีอย่างเราให้ประหยัดภาษีมานักต่อนัก

สมมติว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา
คุณมีรายได้จากเงินปันผลแต่เพียงอย่างเดียว
เป็นเงิน 100,000 บาท คุณจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 10,000 บาท

1. ถ้าคุณปล่อยให้เงินปันผล 100,000 บาท
นั้นเลยตามเลยโดยไม่ยื่นภาษี

แม้คุณจะมีสิทธิทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย
แต่นั่นหมายความว่าคุณยอมเสียภาษีถึง 10,000 บาท
สำหรับรายได้ก้อนนี้

2. แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าคุณเลือกนำเงินปันผล 100,000 บาทนั้น
มายื่นภาษีแล้วใช้สิทธิหักเครดิตภาษีเงินปันผลภายในสิ้นเดือนนี้

นอกจากคุณจะไม่ต้องเสียภาษี 10,000 บาทแล้ว
คุณยังได้เงินคืนภาษีถึง 35,000 บาทเลยทีเดียว!

จะเห็นได้ว่าการใช้สิทธิเครดิตภาษี
เงินปันผลประหยัดภาษีเยอะกว่าเห็นๆ

แต่ก็มีคำถามอีกว่าแล้วต้องได้รับเงินปันผลเยอะแค่ไหน
ถึงควรจะปล่อยให้ผ่านไปโดยไม่ต้องใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผล?

คำตอบคือ เมื่อมีคุณมีรายได้จากเงินปันผลมากกว่า 5,091,428.60 บาท!
หมายความว่าถ้าคุณยังมีรายได้จากเงินปันผลอย่างเดียวไม่ถึง 5 ล้านบาท
การขอเครดิตภาษีเงินปันผลเป็นทางเลือกที่ประหยัดภาษีมากกว่าเสมอ

แต่อย่างไรก็ดี อย่าลืมคำนวณภาษีของคุณอย่างละเอียดอีกครั้ง
เพราะตัวเลขอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยการคำนวณของแต่ละคน
เช่น มีรายได้ทางอื่นด้วยไหม หรือมีค่าลดหย่อนเพิ่มเติมอีกรึเปล่า

ถ้าคุณมีรายได้จากเงินปันผลแล้ว
ปีนี้ยังไม่ได้ยื่นภาษี ก็อย่าลืมลองคำนวณ
เพื่อเปรียบเทียบภาษีด้วย

แล้วถ้าปีนี้ยื่นภาษีไปแล้วแต่ลืมใช้สิทธิเครดิตภาษีเงินปันผลล่ะ?
ข่าวดี! คุณยังมีเวลายื่น ภ.ง.ด. 90 ใหม่
เพื่อแก้ไขแบบที่ยื่นไปก่อนหน้านี้ได้อยู่จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2558

แหล่งที่มา    Facebook : iTAX Thailand

อยากได้ความสุข...ปล่อยความทุกข์ อยากได้ความสำเร็จ...เปลี่ยนแปลงตนเองให้ดียิ่งขึ้น

ผู้คนมากมาย ในวันนี้เฝ้าตามหา
อยากได้ อยากมีความสุข และ ความสำเร็จ

หลายคน อยากมีความสุข
แต่เฝ้าคิดและมอง แต่เรื่องทุกข์
ลืมตาตืนขึ้นมา เห็นอะไร ต่ออะไรเป็นสีเทาๆ ไปหมด

หลายคน อยากประสบความสำเร็จ
แต่ก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ปรับ ไม่เปลี่ยน
บ่นว่าชีวิตไม่ไปไหน แต่ก็ไม่ทำอะไร
ปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามเวลา

หลายคนอยาก มีสุขภาพที่ดี
แต่ก็ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่ออกกำลังกาย
กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์
พอเป็นแบบบนี้ ความสุขที่อยากได้
ความสำเร็จที่อยากเจอ จึงมาไม่ค่อยจะถึง

สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะ
พลิกจาก ทุกข์ เป็น สุข
พลิกจาก ล้มเหลว ให้เป็น สำเร็จ
คือ การก้าวออกมาจากสิ่งเดิมๆ

ถ้าอยากได้ ความสุข
ก็ต้องเปลี่ยน มุมมองให้สุข

ถ้าอยากได้ ความสำเร็จ
ก็ต้องเปลี่ยน ตนเองให้เก่งขึ้นไป ดีขึ้นไป

ถ้าอยากได้ สุขภาพที่ดี
ก็ต้องเปลี่ยน มาออกกำลังกาย กินอาหารดีๆ

จงกล้า! ก้าวออกมาจากสิ่งเดิมๆ
ถ้ามันไม่ดีจะเก็บไว้ทำไม
ออกมาตามหาสิ่งที่อยากได้ อยากเป็น
ก้าวออกมาเถอะ ประโยชน์มิได้ตกอยู่ที่ใคร
คนที่ได้กลับไปเต็มๆ คือ ตัวของคุณเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Narai Good Day

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ความสุขที่ยิ่งกว่าการให้

มีชายหนุ่มคนหนึ่งมีชีวิตที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
หน้าตาหล่อเหลา มีการศึกษาสูง
มีงานการที่มั่นคง มีอนาคตที่สดใส และ
มีสาวๆ มาชอบมากมาย เรียกว่า
ใครเห็นเป็นต้องอิจฉา

วันหนึ่งชีวิตที่สมบูรณ์แบบของชายคนนี้
ยิ่งสุดยอดสมบูรณ์แบบมากขึ้น
เมื่อพี่ของเขายอมควักเงินก้อนโต
ซื้อรถสปอร์ตคันงามเป็นของขวัญวันเกิดให้กับน้องชาย…
ไม่ต้องบอกว่าเจ้าตัวจะดีใจแค่ไหน

รถสปอร์ตสุดหรูคันนี้
ชายหนุ่มฝันอยาก เป็นเจ้าของมานานแล้ว
เมื่อความฝันเป็นจริง สิ่งที่เขาคิดทำอย่างแรกคือ
ขับเจ้ารถสปอร์ตตระเวนไปตามที่ต่างๆ ให้สมอยาก
ใจหนึ่งต้องการทดสอบว่าจะรถจะแรงเต็มที่ขนาดไหน
อีกใจก็แน่นอนว่า ใครที่มีรถสวยและ
แรงขนาดนี้คงไม่บ้าเก็บเอาไว้ดู
ตามลำพังที่โรงรถในบ้านแน่ หลังจากขับรถ
โฉบเฉี่ยวไปมาสักพัก ก็จอดพักชมวิวข้างทางเพื่อพักผ่อน

ระหว่างที่กำลังพักผ่อนอยู่นั้น
มีเด็กคนหนึ่งเดินลูบๆคลำๆ
รอบรถคันงามด้วยกิริยาท่าทีชื่นชอบ
รถสปอร์ตอย่างเห็นได้ชัด

ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของ
สิ่งที่หลายต่อหลายคนใฝ่ฝัน
เขาเดินยืดอกมาที่รถ พร้อมพูดจาทักทายเด็กคนนั้น
ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ และภูมิใจตัวเองมาก
“ระวังหน่อยน้อง เดี๋ยวเป็นรอย” เขาบอก

เด็กคนนั้นมองไปยังชายหนุ่มเจ้าของเสียง
ก่อนจะพูดตอบ “รถของพี่เหรอ สุดยอดจริงๆ”
“แน่นอน” เขาตอบ
“พี่ซื้อมาราคาเท่าไหร่” เด็กถาม
“คนอื่นอาจต้องควักเงินซื้อเอง แต่พี่ไม่ต้อง
เพราะพี่ชายพี่ซื้อให้ เป็นของขวัญ”

“โอ้โห! ดีจัง ผมอยาก….
” เด็กพูดตะกุกตะกักชะงักในตอนท้าย

ชายหนุ่มคิดในใจว่า เด็กคนนี้คงไม่กล้าพูดต่อ
เพราะที่เด็กอยากจะพูดแต่ยั้งปากยั้งคำไว้นั้น
คงต้องการบอกว่า อิจฉาตัวเขาเอง
อยากจะเป็นอย่างเขาบ้าง…
มีพี่ที่แสนดีซื้อรถสุดหรูให้เป็นของขวัญ…
แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดกลับผิดถนัด

“โอ้โห ดีจัง ผมอยาก….เป็นอย่างพี่ชายของพี่จัง”
เด็กคนนั้นพูด “ผมจะได้ซื้อรถให้น้องชายผมนั่งบ้าง”

ชายหนุ่มถึงกับอึ้ง ในสังคมทุกวันนี้ที่ใครๆ
ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะรับ หรือบางคนไม่ยอมรอ
ใช้กำลังความได้เปรียบแย่งชิงของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
แต่เด็กคนนี้กลับคิดสวนทางใครๆ …
เขาอยากเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ…

ชายหนุ่มมองเด็กด้วยความรู้สึกทึ่งและพูดออกมาทันทีว่า
“อยากนั่งรถเล่นกับฉันไหม”
“ครับ อยากมากเลย” หลังจากขับรถเล่นอยู่พักหนึ่ง
เด็กชายหันมาพูดด้วยดวงตาวาวแวว
“พี่จะกรุณาขับรถไปหน้าบ้านผมได้ไหมครับ”

ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ เขาคิดว่าเขารู้ดีว่าเด็กหนุ่มต้องการอะไร
เขาคงต้องการให้เพื่อนบ้านเห็นว่าเขาได้นั่งรถหรูกลับบ้าน
แต่ชายหนุ่มคิดผิดอีกแล้ว …… “พี่จอดตรงบันไดนั่นล่ะครับ”

เขาวิ่งขึ้นบันได จากนั้นสักครู่จึงกลับมา………
แต่เขาไม่ได้วิ่ง เขาอุ้มน้องตัวเล็กๆ ที่ขาพิการมาด้วย
และวางน้องลงที่บันไดล่าง กอดไว้และชี้ไปที่รถ
“นั่นไง บัดดี้ รถคันที่พี่เล่าให้ฟังพี่ชายของเขา
ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เขาไม่ต้องเสียเงินเลย

สักวันหนึ่งพี่จะซื้อให้น้องบ้าง
น้องจะได้ดูของสวยๆงามๆด้วยตา
ของน้องเองเหมือนที่พี่เคยเล่าให้ฟัง”

ชายหนุ่มลงจากรถ แล้วอุ้มเด็กน้อยขึ้นรถ
พี่ชายปีนตามขึ้นมานั่งใกล้
และแล้วทั้งสามก็เริ่มออกเดินทาง

ชายหนุ่มรู้แล้วว่า“ความสุขที่ยิ่งกว่าการให้” หมายถึงอะไร
( จิตที่คิดจะให้ ย่อมสุขกว่าจิตที่คิดจะรับ )

แหล่งที่มา     Facebook : Wizard Kid

การเคลื่อนไหวร่างกาย

ชีวิตของคนยุคใหม่นั้น "ขยับตัว" น้อยเกินไป
เราส่วนใหญ่นั่งหน้าคอม จมจ่อมอยู่แบบนั้น

บ้างก็นั่งเฝ้าร้านทั้งวันทั้งคืน
วันทั้งวันไม่ได้เคลื่อนตัวไปไหนเลย

วิถีชีวิตแบบนี้
นอกจากเรื่อง "สุขภาพกาย" ที่เรารู้ดีอยู่แล้วว่าไม่ดีแน่ ๆ

สิ่งที่หลายคนไม่เคยคิดก็คือ
"สุขภาพใจ" ก็แย่ไม่แพ้กัน
เพราะเราอยู่กับ "อารมณ์เดียว" นานเกินไป
หรือจะเรียกว่า "ไร้อารมณ์" ก็พอได้

"ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว" นั้นใช่ ใครก็รู้
แต่หลายครั้ง อยากจะบอกว่า
"กายก็เป็นนาย ใจก็เป็นบ่าว"
ร่างกายที่ไร้การเคลื่อนไหวในแต่ละวัน
นั่งอยู่ท่าเดิม ที่เดียว
ใจมันเลยห่อเหี่ยว เฉา ๆ มึน ๆ อึน ๆ ทั้งวัน

ไม่เชื่อลองสังเกตพนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน
นอกจากจะล้าจนร่างแตก
จิตใจก็จะเศร้าหมองแปลก ๆ แบบหาสาเหตุไม่เจอ

การเคลื่อนไหวร่างกาย
จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ในการทำให้อารมณ์แจ่มใสขึ้นมาทันที

ถ้ามีเวลา ให้ออกกำลังกาย
ถ้ามีเวลา แต่ขี้เกียจ อย่างน้อยให้ออกไปเดินเล่น
ถ้าไม่มีเวลาจริง ๆ อย่างน้อยอย่านั่งนาน ให้เปลี่ยนอิริยาบถ

สิ่งนี้จะช่วยให้อารมณ์เราได้เคลื่อนไหวไปตามร่างกายที่เคลื่อนที่
แล้วชีวิตจะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง

นอกจากขยับจะเท่ากับออก "กำลังกาย" แล้ว
ขยับยังเท่ากับออก "กำลังใจ" ด้วย
ไม่เชื่อต้องลองดู

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

กรวดสองก้อน

เศรษฐีคนหนึ่ง ชอบใจลูกสาว ชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง
เขาเชิญชาวนากับลูกสาว ไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา
เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

เศรษฐีบอกชาวนาว่า
"ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง
แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า
จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้"
ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐี บอกว่า
"ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม
ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวด
ใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว
ให้ลูกสาวของท่าน หยิบก้อนกรวดจากถุงนี้
หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน
และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ
นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย"
ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อน ใส่ในถุงผ้า
หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่า กรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ
เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง
ก็ต้องแต่งงาน กับเศรษฐีขี้โกง

หากเธอเปิดโปงความจริง
เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้
แต่บิดาของเธอ ก็จะยังคงเป็นหนี้เศรษฐี
ต่อไปอีกนาน

เราส่วนใหญ่ถูกสอนมาให้มองปัญหาแบบขาวกับดำ
แต่ไม่ใช่ทุกปัญหา สามารถแก้ไขได้อย่างขาวกับดำ เสมอไป

ในทางตรงข้าม หากเราลองมองต่างมุม
จะพบว่าหนทางการแก้ปัญหา
มีมากกว่าหนึ่งสายเสมอ
และการยืดหยุ่นพลิกแพลง
ไปตามสถานการณ์เป็นวิธีการหนึ่ง

บางครั้งในการแก้ปัญหา
เราอาจต้องสร้างเครื่องมือ
ในการแก้ปัญหาขึ้นมาใหม่

โลกไม่ได้มีเพียงแค่สีขาวกับดำ
ลูกสาวชาวนา เอื้อมมือลงไปในถุงผ้า
หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวด
ในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาว ของสวนกรวด

เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า
"ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอ ปล่อยหินร่วงหล่น
แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำ
อย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้

... ดังนั้นเมื่อเรา เปิดถุงออก ดูสีกรวดก้อนที่เหลือ
ก็ย่อมรู้ทันทีว่า กรวดที่ข้าหยิบไป
เมื่อครู่เป็นสีอะไร"

ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ
"ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตก ย่อมเป็นสีขาว"

ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้
และลูกสาวไม่ต้องแต่งงาน
กับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
"หากเราพยายามมากพอ ที่จะแก้ไขปัญหา
เราจะพบว่าทุกปัญหา ย่อมมีวิถีทางแก้ไขเสมอ"

แหล่งที่มา    Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

What's Our ONE Thing?

ประโยคนึงในหนังสือ The ONE Thing
หนังสือ New York Times Bestseller เมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว

พูดไว้ว่า "Ignoring all the thing you could do
and doing what you should do."
แปลเป็นไทยว่า
เลิกสนใจว่าเรา "ทำอะไรได้"
แล้วใส่ใจในสิ่งที่เรา "ควรทำ"

สิ่งที่ชอบในประโยคนี้ก็คือ
มันแสดงให้เห็นถึงปัญหาของคนยุคนี้
ว่ากันว่ายุคนี้ ในหนึ่งวัน มีสิ่งที่ผ่านเข้ามาในสมองให้ต้องคิด
มากกว่าที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งชีวิต
ของบรรพบุรุษเราเมื่อหลายร้อยปีก่อนเสียอีก

ยุคก่อน เราไม่มีอะไรดี ๆ จะกิน
ยุคนี้ เราไม่รู้จะกินอะไรดี
ยุคก่อน เราไม่ค่อยได้รู้ข่าวคราวของคนไกล
ยุคนี้ เรารู้ข่าวคราวของเพื่อนต่างแดนมากกว่าคนที่อยู่ใกล้ตัว

ทั้งหมดทั้งปวงทำให้เราสับสนในข้อมูลที่ทะลักราวเขื่อนแตก
แถมด้วยสังคมที่พยายามผลักหลังให้เรา "เก่งทุกด้าน"
ต้องเก่งงาน ต้องเก่งคน ต้องเก่งลงทุน
เห็นเงียบ ๆ ความสามารถต้องเพียบนะ

เราเลยพยายามทำนู่นนั่นนี่ให้ได้เต็มไปหมด
แต่ลืมถามตัวเองว่า "อะไรคือสิ่งที่เราควรทำ?"

อีกประโยคที่ชอบมากในหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า
บริษัทที่ประสบความสำเร็จ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำเร็จระดับโลก
จะเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า
"What's Our ONE Thing?"

อะไรคือ "หนึ่งเดียว" ของเรา?
อะไรคือ "ภารกิจหนึ่งเดียว" ของเรา?
อะไรคือ "สินค้าหรือบริการหนึ่งเดียว" ของเรา?

บริษัทสมัยก่อน มีสินค้าหลายสิบประเภทใต้แบรนด์เดียวกัน
แต่บริษัทยุคนี้ ต้องมีเพียง "สินค้าหนึ่งเดียว" ที่ผู้คนจดจำ
บริษัทแอปเปิ้ลคือตัวอย่างที่ชัดเจนมาก
ไม่ใช่แต่เพียงบริษัท แต่คิดว่า "บุคคล" อย่างเรา
ก็สามารถถามตัวเองได้เช่นกันว่า
"What's Our ONE Thing?"
อะไรคือ "ความสามารถหนึ่งเดียว" ของเรา?
อย่างผมเอง ถึงแม้จะเคยทำมาหลากหลายอาชีพ

แต่เมื่อถอดรหัสดู จะพบว่าแทบทุกอาชีพ
ใช้ "ความสามารถด้านการเขียน"
แม้ทุกวันนี้จะมีงานพูดมากกว่างานเขียน
แต่ที่พูดได้ ก็เพราะ "เขียนบทพูด" ได้นั่นเอง

"ความสามารถด้านการเขียน"
จึงคือ The ONE Thing
ที่ผมยิ่งเขียน ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง ยิ่งง่าย

อะไรคือ The ONE Thing ของคุณ?
เลิกสนใจว่า "ทำอะไรได้บ้าง"
แล้วใส่ใจในสิ่งที่เรา "ควรทำ" และ "ทำมันได้ดี"

จอมยุทธทุกคนย่อมมีท่าไม้ตายหนึ่งท่วงท่า
ยอดมนุษย์ในหนังยังมีความสามารถพิเศษกันคนละหนึ่งอย่าง
หา The ONE Thing ของคุณให้เจอ
แล้วคุณจะเป็น The ONE and Only
เพราะโลกนี้มีคนแบบคุณ...แค่คนเดียว

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

เทคนิคการเลือกโบรกเกอร์

ปัญหาแรกๆ ของคนอยากเริ่มเล่นหุ้นเลย
คือเราจะเลือก โบรกเกอร์ ไหนดีล่ะ ?

เอ่อ โบรกเกอร์ คือ
คนที่เราจะไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นด้วยนะ

จะเลือกของที่ไหนเพราะมีเยอะเข้าขั้นมากเลย
ตัดประเด็นเรื่องบทวิเคราะห์ออกนะ
อ่านเพราะอันที่สนใจแค่นั้นเอง
ถ้าเราไม่ใช่รายใหญ่มาก
แต่กำลังอยากเป็นเม่าตัวน้อยๆ ละก็

ประเด็นเดียวที่สนใจเลยคือ
"ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ" มีมั้ย ?

บางโบรกเกอร์มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อวัน
เช่น ไม่ว่าวันนี้จะ ซื้อ/ขาย เท่าไหร่
ก็เสีย 50 บาทก่อน

ไม่ว่าจะเทรด 200 หรือ 500 ต้องเสีย 50 บาท
สมมติว่าทางโบรกเกอร์ คิดค่าธรรมเนียม 0.25%
เราซื้อ หุ้นไป 1,000 บาท
จริงๆ ควรเสียแค่ 2.50 บาท
แต่ถ้ามีขั้นต่ำเค้าจะคิดไปก่อนเลย 50 บาท

ดังนั้นถ้าเงินที่เราเล่นหุ้นยังไม่มาก
การเสียขั้นต่ำแบบนี้
ก็แพงใช่เล่นเลยนะ
ดังนั้นควรเลือกที่ "ไม่มีขั้นต่ำ"

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเข้าไป
ถ้ามี "เพื่อน" ทำงานอยู่ละก็
ง่ายมีเพื่อนเป็นมาร์เนี้ยแหละ
ไปเปิดกับเพื่อนเถอะ ช่วยๆ กัน
เพื่อนจะได้พอร์ตใหญ่ขึ้น
เราก็จะได้กล้าถามแบบไม่ต้องเกรงใจมากเนาะ
เผลอๆ ขอหุ้นเพื่อนได้ด้วยนะ ฮ่าๆๆๆๆ
นี่คือความคิดเห็นส่วนตัว

แหล่งที่มา     Facebook : Money Buffalo

คุณนิยามตัวเองว่าอะไร

ถ้าคุณต้องนิยามตัวเองเพียงหนึ่งคำสั้น ๆ

คุณว่าคำนั้นคืออะไร?
มืออาชีพ น่าเชื่อถือ จริงใจ ซื่อสัตย์ ชอบเรียนรู้
ไม่ตรงต่อเวลา อ่อนแอ อารมณ์ร้อน เครียด หงุดหงิดง่าย
เอื้อเฟื้อ เพื่อสังคม นักธุรกิจ ศิลปิน รักสนุก ชอบความสงบ
เปลี่ยนใจบ่อย ไร้สาระ ขี้เกียจ ระวังตัวสูง ฯลฯ

คุณนิยามตัวเองว่าอะไร ?
อย่าคิดมาก อย่าคิดนาน
เอาคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวเลย

"คำนิยาม" ที่คุณให้กับตัวเอง
ก็คือสิ่งที่คุณมองเห็นตัวเอง
และหลายครั้งก็เป็นสิ่งที่คนอื่นเห็นคุณแบบนั้นด้วย

ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนที่น่าเชื่อถือ
คุณก็จะทำตัวให้น่าเชื่อถือ เพราะคุณเห็นตัวเองเป็นแบบนั้น
พอคุณยิ่งทำตัวให้น่าเชื่อถือ คนอื่นก็เลยเห็นคุณน่าเชื่อถือตามไปด้วย

ถ้าคุณคิดว่า คุณเป็นคนที่ขี้เกียจ
คุณก็จะทำตัวขี้เกียจ เพราะคุณเห็นตัวเองเป็นแบบนั้น
พอคุณยิ่งทำตัวขี้เกียจ คนอื่นก็เลยเห็นว่าคุณขี้เกียจจริง ๆ ด้วย

โจทย์สำคัญของเรื่องนี้จึงคือ
คุณชอบ "คำนิยาม" ที่คุณมอบให้กับตัวเองหรือเปล่า?
ถ้าชอบ จงยิ่งทำให้มันเด่นชัด
ถ้าไม่ชอบ จงหาวิธีจัดการกับมัน
เรื่องนี้ร้ายกาจยิ่งนัก ยิ่งคุณไม่ชอบตัวเองเท่าไหร่
โลกนี้ก็ยิ่งไม่ชอบตัวคุณมากเท่านั้น

สำหรับคนที่ไม่รักตัวเอง เห็นว่าตัวเองไม่มีค่า
วิธีจัดการกับเรื่องนี้ 
ไม่ใช่การพยายามไปหาคุณค่าเอามาใส่ในตัวเอง
เพราะการทำแบบนั้น ถมเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม

แต่วิธีแก้ของปัญหานี้ ทำได้โดย
คุณต้อง "เพิ่มคุณค่า" ให้กับผู้อื่น 
ทั้ง ๆ ที่คุณยังรู้สึกว่าตัวคุณไม่มีคุณค่านี่แหละ

ไปบันทึกหนังสือเสียงให้คนตาบอด
ไปช่วยกิจกรรมพัฒนาพื้นที่ชนบท
ไปทำความสะอาดชุมชน ไปปลูกป่า
ทำอาหารไปเลี้ยงมื้อกลางวันเด็กกำพร้า
เขียน blog แบ่งปันความรู้ที่คุณมี
สอนหนังสือให้กับเด็กที่ห่างไกลการศึกษา

ไปทำอะไรก็ได้ ที่เพิ่มคุณค่าให้กับผู้อื่น
แล้วคุณจะเริ่มเห็นว่า "ตัวคุณ" ก็มี "คุณค่า"
แล้ว "คำนิยาม" ที่มีต่อตัวคุณเอง 
จะเริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

คุณนิยามตัวเองว่าอะไร ?
อย่าคิดมาก อย่าคิดนาน
เอาคำแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวเลย
คำนั้นจะเป็นบรรทัดฐานให้คุณพัฒนาตัวเองต่อไป
คุณนิยามตัวเองว่าอะไร 

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought