วันอังคารที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เป็นคนใหม่... ได้ตั้งแต่วันนี้

หลายคนบอกว่า..
ในวันสุดท้ายของปี
อย่าลืมทิ้งสิ่งที่ "ไม่ดี" ในปีนี้
แล้วตั้ง "เป้าหมาย" ในวันรุ่งขึ้น
เป้าหมายใหม่ของชีวิต
ย่อมมาพร้อมกับปีใหม่เสมอ
.
.
เชื่อว่า...
การตั้งเป้าหมายนั้นเป็นเรื่องที่ดี
แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นก็คือ
เราได้ปรับปรุงตัวเองเพื่อไปสู่เป้าหมายหรือเปล่า?
หากคุณตั้งเป้าหมายจะออกกำลังกายในตอนเช้า
แต่ยังใช้ชีวิตยามราตรีถึงดึกดื่นจนตื่นสาย
หรือถ้าคุณตั้งใจออมเงินให้ได้เป็นกอบเป็นกำ
แต่ยังติดนิสัยชอปปิ้งเป็นประจำทุกสุดสัปดาห์
เป้าหมายเหล่านั้น
คงกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าอะไร
.
.
ถึงพรุ่งนี้จะเป็นวันปีใหม่
แต่เราสามารถเป็นคนใหม่
... ได้ตั้งแต่วันนี้

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

คำถามเปลี่ยนชีวิต

ถาม : คนที่ประสบความสำเร็จ คิดเรื่องอะไรในหัวเกือบจะตลอดเวลา?
ตอบ : เขาคิดอยู่สองเรื่อง
หนึ่ง ชีวิตนี้ฉันต้องการอะไร? 
สอง ทำอย่างไรฉันถึงจะได้สิ่งนั้นมา?

นี่คือคำถามเปลี่ยนชีวิตเลยล่ะ
และเป็นสาเหตุให้เขาประสบความสำเร็จกว่าคนทั่วไป
จริงๆ แล้ว คนทั่วไปก็มีสองคำถามนี้อยู่ในหัวเหมือนกัน
แต่ดันเป็นคำถามที่เรื่องเล็กกว่ามากๆ

คนทั่วไปถามกันแค่
หนึ่ง วันนี้ฉันอยากกินอะไร? อยากดูหนังเรื่องอะไร? ไปช้อปที่ไหนดี?
สอง ทำอย่างไรฉันจะได้สิ่งนั้นมา?

แค่เปลี่ยนคำถามให้ใหญ่ขึ้น
ว่าชีวิตนี้ฉันต้องการอะไร?
ความสำเร็จของเราก็จะใหญ่ตาม

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

หมอดูที่แม่นที่สุดในโลก

ช่วงปลายปี คือ เวลาทองของหมอดู ใครๆ ก็อยากรู้ว่าดวงชะตาตัวเองเป็นอย่างไรในปีหน้า
หนังสือเล่ม นิตยสาร รายการทีวี วิทยุ  จึงมีแต่หมอดู หมอดู และหมอดู

เรื่องดวงนั้น ถ้าเชื่อแล้วมีความสุข ถ้าแก้ชงแล้วสบายใจ  ก็ไม่ผิดนะ ถือเป็นกำลังใจที่ดีในการเริ่มต้นปี
ถ้าถามว่าเชื่อเรื่องดวงหรือเปล่า ตอบยาก แต่เอาเป็นว่าไม่ดูดวงก็แล้วกัน ไม่ใช่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่เพราะไม่ชอบอยู่ในสถานะที่กำหนดชีวิตตัวเองไม่ได้เลย ต้องให้ใครก็ไม่รู้มาบอกว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นะ ไม่ชอบเลย

จำได้ว่ามีอยู่ปีนึง รุ่นน้องที่เกิดเดือนเดียวกัน เขาบอกว่ามีหมอดูทำนายว่าปีนี้คนเกิดเดือนนี้จะดวงซว ไม่เชื่อ แต่ลึกๆ ก็แอบเสียวว่าซวยแล้วสิกรู  ไม่อยากจะเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว ปีนั้นก็ดวงซวยที่สุดในชีวิตจริงๆ เลยไม่รู้ว่าคำทำนายของหมอดูแม่น หรือสาปให้ตัวเองเชื่อและเป็นไปตามคำนายนั้นจริงๆ

ในเมื่อตอบไม่ได้ ก็ขอเชื่อตัวเองดีกว่า ตั้งแต่นั้นมา ก็หลีกเลี่ยงที่จะฟังคำนายจากหมอดูใดๆ ย้ำอีกทีว่าไม่ได้ต่อต้านหรือคัดค้านการดูหมอ ศาสตร์ที่มีมาเป็นพันปี ย่อมมีดีของมัน เพียงแต่ไหนๆ จะดูดวงกันแล้ว ก็อยากจะเชิญชวนทุกคนให้มาดูดวงกับหมอท่านนี้บ้าง

หมอท่านนี้เป็นหมอดูที่แม่นมากๆ ไม่มีค่าดูด้วย "ตัวเราเอง" นี่ล่ะ คือหมอดูที่แม่นที่สุดในโลกแล้ว ตั้งแต่เริ่มเขียนคำทำนายดีๆ ให้ตัวเองทุกปี ว่าปีนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มันก็กลายเป็นความจริงเกือบทุกข้อ (และข้อที่ยังไม่เป็นจริง ก็กำลังจะเป็นจริงตามมา)

แถมเป็นความจริงชนิดที่ว่า ถ้าหมอดูคนอื่นมาทำนายแบบนั้น ยังไม่เชื่อเลย เพราะมันเว่อร์เกินไป เคล็ดลับมันอยู่ตรงนี้ ตั้งใจฟังดีๆ

"สิ่งที่เราเชื่อสุดๆ จะกลายเป็นคำทำนายที่ถูกต้องด้วยตัวมันเอง"

ยืนยันจากประสบการณ์ของตัวเอง สิ่งใดที่เราเชื่อมากๆ มันจะดึงดูดสถานการณ์และบุคคลทุกอย่าง ให้เกิดสิ่งๆ นั้นขึ้นจริง และเราจะตั้งใจทำสิ่งนั้นด้วยความเชื่อมั่นว่ามันจะสำเร็จได้จริง หลายครั้งเราอาจลืมคำทำนายนั้นของเราไปแล้ว แต่จิตใต้สำนึกของเราไม่ลืม มันจะทำทุกวิถีทางให้คำทำนายเป็นจริงให้ได้
ให้คนอื่นทำนายดวงชะตาเรามาเยอะแล้ว

ลองเขียนชะตาชีวิตลิขิตเองบ้างมั้ย? ช่วงปีใหม่นี้ลองเขียนคำทำนายดีๆ ให้ตัวเองสิ แล้วพอเวลาผ่านไป กลับมาดูคำทำนายอีกที คุณจะต้องแปลกใจว่า บ๊ะ! เรานั้นเป็น "หมอดูที่แม่นที่สุดในโลก" จริงๆ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2556

31 ธ.ค. 2556 - 1 ม.ค. 2557 สวดมนต์ข้ามปี


สถานที่สวดมนต์มีที่ไหนบ้างแนะนำคลิกที่นี่ได้เลย

แหล่งที่มา   Facebook :  CIMB Thai

ห่างคน...

คน 10 แบบที่เตือนตัวเองเสมอ ว่าอย่าได้เป็นคนแบบนี้ รวมทั้งพยายามไม่ข้องเกี่ยวกับคนแบบนี้ด้วย
เพราะจะดูดพลังของเราไปหมด
  1. คนที่มองเห็นแต่จุดดำบนผนังขาวขนาด 10x10 เมตร
  2. คนที่ชอบคิดถึงคนที่เค้าเกลียด มากกว่าจะคิดถึงคนที่เค้ารัก
  3. คนที่บ่นได้ตั้งแต่ตื่นเช้ายันเข้านอน
  4. คนที่ไม่รักแม้แต่ตัวเอง
  5. คนที่ชมคนอื่นไม่เป็น
  6. คนที่คิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
  7. คนที่แบกโลกไว้ทั้งใบ วันๆ ไม่เคยหัวเราะ
  8. คนที่ชอบคิดว่าอะไรก็เป็นไปไม่ได้ ดี น่าสนใจ แต่คงไม่ใช่เรา
  9. คนที่ชอบดูถูกคนอื่น 
  10. คนที่มีความสุขที่จะมีความทุกข์
แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

พัฒนาตัวเองให้เก่ง...ผลตอบแทนจะตามมาเอง

แรกเริ่ม
การหาเงินเดือนละหมื่น  มันจะช่างยากเย็นเหลือเกิน

ต่อมา เมื่อเราเก่งขึ้น
การหาเงินวันละหมื่น มันจะเป็นเรื่องที่เราทำได้สบาย

ต่อต่อมา เมื่อเราเก่งขึ้นอีก
การหาเงินชั่วโมงละหมื่น มันจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แล้วเราจะมองย้อนกลับไปว่า
ทำไมตอนนั้นเราจึงใช้เวลาทั้งเดือน
เพื่อหาเงินจำนวนที่วันนี้เราหาได้ภายในหนึ่งชั่วโมง

ขอให้เชื่อ ว่านี่คือเรื่องจริง และตัวเลขนี้ก็ไม่ใช่เลขรายได้สมมติ แต่มีคนทำได้จริงมากมาย
มากกว่านี้ด้วยซ้ำ ทั้งหมดไม่มีอะไรมากไปกว่า คำตอบนั้นก็คือ
เพราะเขาเหล่านั้นพัฒนาตัวเองให้เก่งและมีคุณค่าขึ้น

โลกนี้ยุติธรรม
เราจะได้รับผลตอบแทนตามความสามารถเสมอ
ปีนี้ ถ้าเรารู้สึกว่าได้เงินน้อยกว่าที่เราอยากได้
ก่อนจะโทษบริษัท โทษที่ทำงาน

ให้ลองถามตัวเองก่อนว่า
"ความสามารถอย่างเรา คู่ควรกับรายได้ที่เราอยากได้มั้ย?"

ถ้าตอบแบบไม่โกหกตัวเองว่า
"ใช่! คนอย่างฉันควรได้มากกว่านี้ที่ได้อยู่"

ถ้างั้นก็วางแผน แล้วลาออกซะ หางานใหม่ ที่ทำงานไม่ได้ผิดอะไรนะ
แต่เราอาจจะโตเกินกว่าที่จะอยู่ในกระถางนี้แล้ว ขอบคุณ แล้วจากมาจะดีกว่า

ถ้าเราไม่โกหกตัวเอง
ที่สุดแล้วจะมีคนยอมจ่ายให้เราในราคาที่เราคู่ควรเสมอ

แต่อย่าโกหกตัวเองนะ
ไม่งั้นจะ "กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง"

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"ความขาดแคลน" ก็ทำให้เรา "มี"

คิดว่าบางที "ความขาดแคลน" ก็ทำให้เรา "มี"
เด็กที่ไม่ค่อยมีของเล่น บางทีก็ทำให้มีจินตนาการสูงกว่าเด็กที่มีของเล่น
เด็กที่ไม่ค่อยมีเพื่อน บางทีก็ทำให้เค้ารู้จักตนเองได้มากกว่าเด็กที่มีเพื่อนเพียบ

เด็กที่พ่อแม่ไม่สนับสนุนในสิ่งที่เค้าชอบ
บางทีก็อาจทำให้มีความพยายามทำตามฝัน มากกว่าเด็กที่พ่อแม่สนับสนุนทุกอย่าง
ทั้งหมดไม่มีผลวิจัย เดาจากชีวิตตัวเองล้วนๆ ไม่ค่อยมีของเล่น ไม่ค่อยมีเพื่อนเล่น ที่บ้านไม่ค่อยสนับสนุนสิ่งที่ฝัน นั่นมันชีวิตเลย

ตอนเด็กๆ มีแต่กองหนังสือที่บ้านเป็นเพื่อน เพราะไม่มีเด็กรุ่นๆ เดียวกันแถวบ้านเลย
เลยได้แต่อ่านนิทานในขวัญเรือน สตรีสาร หญิงไทย
ไม่ใช่ที่บ้านรักการอ่านอะไรหรอกนะ แต่แม่ซื้อหนังสือพวกนี้มาดูแบบเสื้อ (บ้านตัดเสื้อ)
ของเล่นก็พอมีบ้าง แต่จำพวกเกมกด รถบังคับ อย่าได้หวังเพราะมันแพงเกินไป

ของเล่นที่เล่นบ่อยที่สุดคือ "ดินน้ำมัน" เอามาปั้นเป็นการ์ตูนสองตัวต่อสู้กัน
ได้แต่สงสัยว่าทำไมเพื่อนสอบได้ที่สิบ แม่เค้าให้เกมกดฝาสองพับ

ส่วนบางคนได้ที่หนึ่ง ก็น่าจะได้บ้างนะ แต่ก็ไม่มี
โตขึ้นมาหน่อย อยากเป็นนักดนตรี
ที่บ้านก็ค้านหัวชนฝา เพราะเรียนได้ที่หนึ่งของโรงเรียน
ไม่เหมาะกับการไปเรียนเป็นนักดนตรี

กีตาร์ไฟฟ้าตัวแรกในชีวิตราคา 6,000 บาท
ทำงานเก็บเงินซื้อเอง กว่าจะได้เงินครบก็อายุ 20
ตอนนั้นได้แต่อิจฉาเพื่อนที่บ้านรวย
พ่อเค้าซื้อกีตาร์ไอบาเนซตัวละหลายหมื่นให้ตั้งแต่มอปลาย
แต่พอวันนี้มองย้อนกลับไป
เรื่องราวเหล่านี้กลับทำให้รู้สึกขอบคุณ

ขอบคุณทุกเรื่องของ "ความขาดแคลน" เพราะมันทำให้เรามีวันนี้
กลับขอบคุณที่บ้านด้วยซ้ำ ที่ไม่ได้ให้อะไรไปซะทุกอย่าง

ขอบคุณท่านที่ไม่สนับสนุนความฝันการเป็นนักดนตรี เพราะบางทีมันอาจจะไปจุดความดื้อด้าน ทำให้พยายามยิ่งขึ้น

เพื่อนหรือรุ่นพี่หลายคนที่มีกีตาร์ไฟฟ้าอันน่าอิจฉาในวันนั้น ทุกวันนี้ไม่มีใครได้เข้าสู่วงการเพลงสักคน
ในขณะที่บางคนกลายเป็นนักแต่งเพลงแกรมมี่ แต่งเพลงเป็นร้อยเพลง
เพื่อนที่มีหนังสือดีๆ เต็มบ้านที่ไปขอยืมเขามาอ่าน ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เป็นนักเขียน

ในขณะที่กลายมาเป็นนักเขียนที่พอจะมีชื่ออยู่บ้าง
หรืออย่างการอยู่คนเดียวตั้งแต่เด็กเพราะไม่มีเพื่อน
มันก็ทำให้รู้จักตัวเองตั้งแต่ยังเด็กว่าชีวิตเกิดมาอยากทำอะไร?
ในขณะที่หลายคนอาจยังหาคำตอบนี้ไม่เจอแม้จนวันนี้

นั่นละ ถึงบอกว่า บางที "ความขาดแคลน" ก็ทำให้เรา "มี"
มันอาจจะเป็นแรงขับที่ดี ที่ทำให้เราต้อง "ดี" ให้ได้
เอาความขาดมาเป็นพลังสิ แล้วเราจะมีอย่างที่ต้องการ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ในปี ๒๕๕๗

การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ในปี ๒๕๕๗

การจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ในปี ๒๕๕๗ สำนักงานประกันสังคมขอให้นายจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม และผู้ประกันตนมาตรา ๓๙ ทราบ เรื่องการจ่ายเงินสมทบ ปี ๒๕๕๗ ดังนี้

๑) นายจ้างที่อยู่ในข่ายบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม (ผู้ประกันตนมาตรา ๓๓)
- การนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ตั้งแต่งวดค่าจ้าง เดือนมกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ให้นำส่งในอัตราฝ่ายละ ร้อยละ ๕ ของค่าจ้าง

๒) ผู้ประกันตนมาตรา ๓๙
- ตั้งแต่งวดเดือนมกราคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป โดยให้ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบเดือนละ ๔๓๒ บาท

แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

กล้าเริ่มต้น...ความพร้อมจะตามมา

หลายคนที่ไม่กล้าเริ่มต้นทำธุรกิจส่วนตัว
ด้วยเหตุผลที่ว่า ... ยังไม่พร้อม
และไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี
ทำไปแล้วคนจะชอบไหม จะขายได้หรือเปล่า
.
.
บิลล์ เกตส์ เจ้าพ่อแห่ง Microsoft
เริ่มเขียนโปรแกรมตอนอายุ 13
ออกจากฮาร์วาร์ดเพื่อเริ่มต้นพัฒนาซอฟต์แวร์
จนคนทั้งโลกรู้จัก "Windows"

สตีฟ จอบส์ เจ้าของผลิตภัณฑ์สุดฮิตอย่าง Iphone
เริ่มต้นสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Apple ในโรงรถ
และตามมาด้วยผลิตภัณฑ์มากมายภายใต้ชื่อ "Apple"

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก
เริ่มต้นสร้างเวปไซด์จากความสนุก
จนกลายมาเป็นธุรกิจมูลค่ามหาศาล
ที่เราต้อง Update Status กันทุกวันอย่าง "Facebook"

ไม่มีใครรอให้ตัวเองพร้อมก่อนทำธุรกิจ
หรือแม้แต่รอให้ผู้ใช้พร้อมใช้งานสินค้าที่เค้าประดิษฐ์
เพราะทั้งหมดนั้นคือ "นวัตกรรม"
.
.
บางทีแล้ว..
การเริ่มต้นที่ต้องรอคำว่า "พร้อม"
... อาจกลายเป็นความ "พ่ายแพ้"

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

Google Logo : 26 ธ.ค. 56 Happy Holidays 2013



แหล่งที่มา    เว็บไซต์ https://www.google.co.th

เริ่มต้นตนเองที่ยั่งยืน ... ด้วยหัวใจ

คุณเคยมีความคิด...
อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคนอื่นไหม?

อยากเป็นคนที่ดีขึ้น
อยากทำอะไรก็ได้ให้ชีวิตดีขึ้น
อย่างน้อยเพื่อ "ใครสักคน"
ที่เรียกว่า "คนสำคัญ"
.
.
การที่เราบอกตัวเองว่า...
จะเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงเพื่อคนอื่น
บางทีแล้ว ...
มันอาจจะเป็นเพียงแค่แรงบันดาลใจ
เพื่อให้เริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง
.
.
เพราะความจริงแล้ว..
มนุษย์ทุกคนล้วนเห็นแก่ตัว

การที่เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นนั้น
คงไม่สามารถทำมันได้ตลอดรอดฝั่ง

หากเราไม่ได้อยากทำ
... ด้วยใจจริง

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วังสวนสุนันทา


ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เขตดุสิต นอกจากมีตึกอาคารเรียนอันเป็นที่ประสาทวิชาทางการศึกษาแล้ว  ยังมีวังเก่าสุดคลาสสิกนามว่า "วังสวนสุนันทา" อันเป็นที่มาของชื่อมหาวิทยาลัยอีกด้วย


วังสวนสุนันทาสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2450 สมัยรัชกาลที่ 5 โดยถอดแบบมาจากพระราชวังเบิร์นสตอฟในประเทศเดนมาร์ก เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์แห่งความรักในสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ หรือที่รู้จักในนามพระนางเรือล่มนั้นเอง

แต่การก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จพระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ จนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2462 และนับเป็นศูนย์กลางของราชสำนักฝ่ายในที่ใหญ่สุดในสมัยนั้น

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 วังสวนสุนันทาได้กลายเป็นวังร้าง จนเมื่อ พ.ศ. 2480 จึงได้ตั้งเป็นสถานศึกษาสำหรับสตรีจนมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบันวังสวนสุนันทาถูกจัดให้เป็นสำนักศิลปะและวัฒนธรรม แสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่เคยใช้ในสมัยก่อน อาทิ ห้องนอนของเจ้านายฝ่ายใน รูปถ่ายเก่า ภาพเขียนดอกไม้ หุ่นละครต่างๆ เป็นต้น โดยเปิดให้เข้าชมวันจันทร์-ศุกร์ เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00 - 16.00 น.  โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพุธที่ 25 ธ.ค. 56 (543)

Google Logo : 25 ธ.ค. 56 Happy Holidays 2013




แหล่งที่มา    เว็บไซต์ Google

คลอดบุตรจะได้สิทธิอย่างไร

กรณีคลอดบุตรจะได้สิทธิอย่างไร ?

ได้รับค่าคลอดบุตร คนละ 2 ครั้ง โดยมีสิทธิดังนี้
  1. ผู้ประกันตนหญิง สามารถคลอดบุตรที่สถานพยาบาลใดก็ได้ แล้วนำสำเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน มาเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม จะได้รับเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย จำนวน 13,000 บาท และยังจะได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน
  2. ผู้ประกันตนชาย ที่มีภริยาจดทะเบียนสมรสหรือหญิงซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยา แต่มิได้จดทะเบียนสมรส สามารถเบิกค่าคลอดบุตรได้ โดยนำสำเนาสูติบัตรของบุตร สำเนาทะเบียนสมรส (ถ้ามี) หรือหนังสือรับรองกรณีไม่มีทะเบียนสมรส (เฉพาะกรณีผู้ประกันตนใช้สิทธิแล้วไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับภริยา) มาเบิกเงินที่สำนักงานประกันสังคม จะได้รับเฉพาะเงินค่าคลอดบุตรเหมาจ่าย จำนวน 13,000 บาท
แหล่งที่มา   Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

การมองโลกตามความเป็นจริง

ในทุกๆ วันนี้
เราทุกคนมองโลกในมุมมองที่แตกต่างกัน

บางคนติดนิสัยมองโลกในแง่ร้าย
ทำให้มองเห็นชีวิตเลวร้ายกว่าความเป็นจริง

บางคนติดนิสัยมองโลกในแง่ดี
ทำให้มองเห็นชีวิตสวยงามกว่าความเป็นจริง

แต่การมองโลกเพียงด้านเดียวนั้น...
เป็นการมองที่ผิดแผกจากธรรมชาติ
และผิดพลาดจากโลกแห่งความจริง

เพราะความเป็นจริงนั้น
ย่อมไม่มีอะไรที่ดีที่สุด
หรือเลวที่สุด ... เพียงด้านเดียว

ดังนั้น...
การมองโลกตามความเป็นจริง
ผ่านทางสายตาของเรา โดยปราศจากอคติ
น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทุกคน

แต่เราจะรู้ได้อย่างไร
... ว่าอะไรคือ "ความจริง"

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

คุณอยากขออะไร????

รู้สึกมั้ยว่า ยิ่งโต เราก็ยิ่งจินตนาการตีบตัน
ชอบเชื่อแต่คำว่า "เป็นไปไม่ได้"
ไม่ยอมเชื่อว่ามัน "เป็นไปได้"
ดูเหมือนเราจะทิ้งคำว่าปาฏิหาริย์ไปหมดแล้ว
ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เรารู้ว่าซานตาคลอสไม่มีจริง

หารู้ไม่ว่าคนสำเร็จทุกคนเชื่อในปาฏิหาริย์
พวกเค้าเห็นภาพความสำเร็จตั้งแต่วันที่มันยังไม่เกิด
พวกเค้าเชื่อว่าจะต้องได้ในสิ่งนั้นแน่ๆ
ไม่ว่าจะมาด้วยวิธีไหนก็ตาม

วันนี้อยากจะชวนทุกคนมาขยายจินตนาการกันอีกครั้ง
ด้วยคำถามว่า

ถ้าคุณสามารถขออะไรจากซานตาคลอสก็ได้หนึ่งอย่างเท่านั้น
สิ่งที่คุณขอจะเป็นสิ่งของ เช่น บ้าน รถยนต์ เงินล้าน
หรืออะไรอื่นๆ ที่จับต้องไม่ได้ก็ได้ เช่น สุขภาพ ความกล้าแสดงออก ตำแหน่งงาน ความรัก ฯลฯ

โดยมีเงื่อนไขเดียวก็คือ
ซานตาคลอสคนนี้คือสุดยอดซานต้า
เค้าจะหาสิ่งของนั้นมาหรือเสกให้คุณได้อย่างที่อยากได้ อยากเป็นทุกอย่าง ไม่มีข้อยกเว้น
พูดง่ายๆ คุณขออะไร ซานต้าจัดให้ได้หมด!

แล้วคุณอยากขออะไร????

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ๒๕๕๖

พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ ๕๗๕) พ.ศ. ๒๕๕๖ หรือโครงสร้างภาษีใหม่ (อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ๒๕๕๖) ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว


http://www.rd.go.th/publish/27966.0.html
http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/download/taxrate_pit2556.pdf
http://www.rd.go.th/publish/fileadmin/download/description_575.pdf

แหล่งที่มา   Facebook : คลินิกภาษี กระทรวงการคลัง

สรุปเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราใหม่!! โปรดฟังอีกครั้ง!!!

1. อัตราภาษีเงินได้ใหม่ ประกาศใช้แล้วสำหรับเงินได้ปี 2556-2557 ยกเว้น 150,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษีเหมือนเดิม

2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ และ คณะบุคคล ยังใช้อัตราเหมือนบุคคลธรรมดาตามข้อ 1. ยังไม่มีการประกาศกฎหมายเรื่องวิธีการคำนวณแบบใหม่

3. ผู้มีรายได้เงินเดือนต่ำกว่า 50,000 บาทต่อปี ไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการ ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่เงินเดือน 30,000 บาท

4. เงินได้ต่อปีไม่เกิน 240,000 บาท ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ แต่ยังต้องยื่นแบบแสดงรายการ

5. เริ่มยื่นแบบได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2557 - 31 มีนาคม 2557 ถ้ายื่นผ่านอินเตอร์เน็ตน่าจะได้ถึงวันที่ 8 เมษายน 2557

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์

ในวันคริสต์มาสของทุกปี ชาวคริสต์จะมีการฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้า มีการบูชามิสซาของพระคริสต์เจ้า เพราะถือว่าการเข้าร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณีสำคัญที่สุดที่ชาวคริสต์ถือปฏิบัติกัน

วัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ตรง ซ.มิตตาคาม ถ.สามเสน ในอดีตเป็นศูนย์รวมคริสตชนวัดสามเสน ซึ่งเป็นกลุ่มคริสดังญวนที่หนีการเบียดเบียนศาสนาในประเทศอันนัมเข้ามาพร้อมกับกองทัพไทยที่ ร.3 ทรงส่งไปสู้รบกับกองทัพของพระเจ้ามินหม่าง เมื่อปี 1834

พระยาวิเศษสงครามและพระยาณรงค์ฤทธิ์โกษา นายทหารชั้นผู้ใหญ่ผู้เป็นคาทอลิกได้กราบทูลขอญวนคริสตังไปดูแล พระองค์ได้พระราชทานที่ดิน ซึ่งอยู่ติดกับวัดคอนเซ็ปชัญให้สร้างศาลาที่อยู่อาศัย  ทั้งยังพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้สร้างโบส์ไม้ไผ่ในปี 1835 ชื่อว่าวัดแซงต์ฟรังซัวซาเวียร์

ครั้งถึงปี 1837 พายุใหญ่พัดวัดพังเสียหายหมด จึงได้สร้างขึ้นใหม่ พระคุณเจ้ากรูเวอซีได้นำพระรูปแม่พระ และรูปนักบุญฟรังซิสเซเวียร์จากมะนิลามาตั้งและสร้างบ้านพักพระสงฆ์ รวมทั้งอารามเซนฟรังซิสเซเวียร์ขึ้นด้วย

ปัจจุบันบาทหลวงยอห์นสุเทพ พงษวิรัชไชย เป็นเจ้าอาวาสในช่วงสิ้นเดือน จะมีพิธีสมโภชพระคริสตสมภพ ในวันสิ้นปีจะมีพิธีตั้งศิลฯ ขอขมาโทษบาปตลอดทั้งปี และมีการแห่พระรูปแม่พระรอบหมู่บ้าน พระสงฆ์จะพรมน้ำเสกให้ทุกบ้านเพื่อเตรียมรับเข้าสู่ปีใหม่

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrอังคารที่ 24 ธ.ค. 56 (542)

Google Logo : 24 ธ.ค. 56 Happy Holidays 2013




แหล่งที่มา    เว็บไซต์ https://www.google.co.th/

Facebook : What's on your mind?

คุณกำลังคิดอะไรอยู่? (What's on your mind?)

คำถามที่ถามเราบนแถบ Status
ในทุกๆ ครั้งที่เปิดหน้าจอ Facebook

วันนี้ไปเที่ยวที่นี่ สนุกจัง
วันนั้นกินข้าวที่ร้านนี้ อร่อยโพด
วันโน้นเศร้าโคตรๆ ตรงกลางหัวจัย TwT

ในทุกวันนี้...
"ความรู้สึก" ที่เราอยากจะบอกโลกให้รับรู้
สามารถทำได้ง่ายๆเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส

แต่ทุกครั้งที่พิมพ์ "Status" เรียบร้อย
เราต้องกดปุ่ม Post สีน้ำเงินด้านล่างก่อน
ข้อความที่เราต้องการจึงจะปรากฎขึ้นมา
ให้คนอื่นรับรู้ผ่านทางหน้า News Feed

การกดปุ่ม Post ...
เหมือนกับขั้นตอนสุดท้าย
เพื่อให้เราถามตัวเองอีกครั้งว่า
เรา "ตั้งใจ" ที่จะบอกกับ "คนอื่น" จริงๆ

ซึ่งอาจจะเป็นความจงใจ
หรือแม้แต่การที่ไม่ได้คิดอะไรของผู้ดูแลระบบ
ที่ต้องการให้เราทบทวนข้อความอีกครั้ง
ก่อนที่จะส่ง ...
.
.
.

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง
เราเคยถามตัวเองหรือเปล่าว่า ...
"คำพูด" ที่เราต้องการจะบอก "คนอื่น" นั้น
มันคือสิ่งที่เราต้องการบอกจริงๆ จากใจ

เพราะหลายคนอาจจะลืมไปว่า
ชีวิตจริงนั้นไม่ได้มีปุ่ม "Edit" หรือ "Delete"
... เหมือน Facebook

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คุณค่า” แปลว่า อะไร?

คุณค่า” แปลว่า อะไร?
หลายคนคงลืมความสำคัญของมันไป
เพราะเรามัวแต่เอาเวลาไปหา “มูลค่า”

ที่จริงแล้ว...
เราควรจะใส่ใจกับ "คุณค่า" ของสิ่งที่เรามีให้มากขึ้น
มองให้ลึกลงไปถึง "มูลค่า" ของ "คุณค่า" น้ันๆ
มากกว่ามองหา "มูลค่าเพิ่ม" จากสิ่งใหม่ๆ

คนหลายๆ คน มองไม่เห็น "คุณค่า" ในตัวคนอื่น
เพราะเค้ามองว่าคนเหล่านั้นไม่มี "คุณค่า" ที่เค้าต้องการ

แต่ความเป็นจริงแล้ว ...
ไม่มีคนไหนๆ บนโลกที่ไม่มี "คุณค่า"
เพียงแต่ว่า “คุณ” มองเห็น “ค่า” ของเค้า
...หรือเปล่า

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

ฉลาด+โง่...คนเดียวกัน

แรกเริ่มเราเชื่อว่า โลกคือศูนย์กลางจักวาล
ต่อมาจึงเชื่อว่า ดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางจักรวาล

แต่ยุคนี้ดูเหมือนหลายคนจะเชื่อว่า
"ตัวกู" คือศูนย์กลางจักรวาล ทุกอย่างต้องหมุนรอบตัวกู
ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก

นั่นคือสิ่งที่คอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า
อย่าคิดว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น
เราแค่ฉลาดกันคนละเรื่องเท่านั้นเอง

ฉันอาจเขียนหนังสือเก่ง  แต่ฉันซ่อมรถไม่เป็นเลย
ฉันอาจแต่งเพลงเก่ง แต่ฉันทำบัญชีหรือเรื่องกฏหมายไม่เก่งเลย

เราต่างเป็นคนฉลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และเราก็เป็นคนโง่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วย

โลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา
เราไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล
ที่ทุกอย่างต้องขึ้นกับเรา
ไม่อย่างนั้นจะถือว่าไม่ฉลาด

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ความสามารถเกินค่าจ้าง

"ความจริงในการทำงาน" ที่พื้นฐานสุดๆ แต่หลายคนกลับไม่รู้ ความจริงนั้นก็คือ
"ถ้าเราอยากมีรายได้มากกว่าที่เราเคยมี เราต้องเป็นมากกว่าที่เราเคยเป็น"

คนส่วนใหญ่นั่งรอนอนรอให้เงินเดือนขึ้น ทั้งที่ความสามารถเท่าเดิมหารู้ไม่ว่าที่จริงแล้ว
เราจะต้องพัฒนาตัวเองให้ความสามารถเกินค่าจ้างที่เราได้
จากนั้นค่อยไปนั่งรอนอนรอที่จุดนั้นก็ยังได้
แล้วค่าจ้างจะวิ่งมาหาตามความสามารถของเราที่เพิ่มขึ้นเอง

บางคนคิดลบ
แล้วถ้าอุตส่าห์พัฒนาตัวเองจนความสามารถสูงกว่ารายได้
แล้วบริษัทไม่ขึ้นเงินเดือนให้ล่ะ?
โธ่! ความสามารถที่เราสู้อุตส่าห์พัฒนาน่ะ
มีค่ากว่าเงินเดือนตั้งเยอะ

เงินเดือนหนึ่งแสนบาท มีค่าน้อยกว่า ความสามารถในการเป็นคนที่มีรายได้หนึ่งแสนอีกนะ
ต่อให้วันนี้เกิดสมมติว่าไม่ได้เงินเดือนหนึ่งแสนแล้ว
แต่ความสามารถของการเป็นคนที่มีรายได้หนึ่งแสน จะติดตัวเราตลอดไป

ยืนยันจากประสบการณ์ตัวเอง จากวันแรกที่ทำงานจนถึงวันนี้ รายได้เพิ่มขึ้น 20 เท่า มันไม่มีเหตุผลอื่นเลย นอกจาก พัฒนาตัวเองจนมีความสามารถคู่ควรกับเงินนั้น ไม่ว่าจะไปทำงานอยู่ที่ไหนก็ตาม ความสามารถนั้นก็ติดตัวไปด้วย เราไม่ต้องคืนความสามารถให้บริษัทนะ

จำประโยคนี้ไว้
"ถ้าเราอยากมีรายได้มากกว่าที่เราเคยมี เราต้องเป็นมากกว่าที่เราเคยเป็น"

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

“ห ก ด” (หอ กอ ดอ)

คุณเคยเรียนพิมพ์ดีดไหม?
เค้าจะสอนให้คุณวางมือที่แป้นพิมพ์

เริ่มต้นจาก...
ฟอ หอ กด ดอ วางนิ้วด้วยมือซ้าย
เอก อา สอ วอ วางนิ้วด้วยมือขวา

หลังจากนั้นเราจึงค่อยๆ เรียนรู้ที่จะขยับนิ้ว
ออกจากตัวอักษรที่เราวางอยู่
ไปหาตัวอักษรตัวอื่น ...

ใครสักคนบอกไว้ว่า...
มือซ้ายเป็นมือที่อยู่ใกล้ “หัวใจ” มากกว่ามือขวา
และเป็นมือที่สัมผัสระหว่าง “ห ก ด” (หอ กอ ดอ)

ถ้าหาก...
ลองแทนตัวอักษร “ห” เป็นตัวแทนคำว่า “ให้”
แล้วเอาตัวอักษร “ด” เป็นตัวแทนคำว่า “ได้”

ส่วนตัวอักษรอยู่ระหว่าง “ให้” กับ “ได้” ก็คือ “ก”
ซึ่งเป็นตัวแทนคำว่า “กู”

สมมุติว่า..
เราลองเปรียบแป้นพิมพ์คียบอร์ด
ให้เหมือนกับชีวิตคนสักคนหนึ่ง

เราจะเลือกกดปุ่ม “ห” หรือ “ด” บ่อยกว่ากัน
บางคนก็กดปุ่ม “ให้” บ่อยๆ
แต่บางคนก็เลือกที่จะกดปุ่ม “ได้” ซ้ำๆ ย้ำๆ
.... จนมันพังคามือ

แต่สำหรับเราแล้ว
คนที่เราน่านับถือที่สุด คือคนที่กดปุ่ม “ห” อยู่เสมอ
เพราะเค้าได้เลือกที่จะ “ให้” ตลอดเวลา

และถ้าหากปุ่ม “ห” พังไปเมื่อไร
ชีวิตที่เหลือก็อาจจะได้กดแต่ปุ่ม “ด”
มันก็คงเป็นความรู้สึกที่ดีไม่น้อยใช่ไหม

ว่าแต่ว่าในชีวิตที่ผ่านมา ...
คุณได้กดปุ่มอะไรไปบ้างแล้ว

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

ชีวิตที่เติบโต

แรกเริ่มเราจะฝากความฝันไว้ในมือคนอื่น ด้วยการเป็นลูกจ้าง เราไม่ค่อยได้คิดอะไรกับชีวิตเท่าไหร่ แต่ละเดือน แต่ละปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาเราจะเริ่มคิดถึงชีวิตและอนาคต เราจะอยากลาออกมาทำความฝันด้วยมือตัวเอง หลายคนจึงออกมาทำงานอิสระ เป็นนายตัวเอง เปิดร้านกาแฟ ทำขนมขาย ขายเสื้อออนไลน์ หรืออะไรก็ว่ากันไป

แต่คิดว่าจุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้แหละ

จุดตายของคนทำงานอิสระหรือธุรกิจที่ทำคนเดียวก็คือ ไม่ค่อยไว้ใจใครว่าจะทำได้ดีเท่าตนเอง สรุปก็เลยทำมันเองซะทุกอย่าง มันเลยเหมือนต้นบอนไซที่โตได้เท่านั้น

คิดว่าเมื่อวันที่เราอยากเติบโตขึ้นกว่านั้น วันนั้นเราจะต้องย้อนกลับไปฝากความฝันไว้ในมือคนอื่นอีกครั้ง ด้วยการเป็นเจ้าของกิจการที่เชื่อว่า ลูกน้องของเรา "ทำได้"

เพราะสองมือเราไม่อาจทำคนเดียวได้ทุกอย่าง ความเชื่อมั่นว่าคนอื่นก็ทำได้ดีไม่แพ้เรา จึงเป็นสิ่งที่แยกผู้ประกอบการขนาดเล็ก กับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ออกจากกัน

ความเชื่อมั่นที่เจ้าของกิจการมีต่อลูกน้องจึงสำคัญมาก การให้อำนาจลูกน้องแล้วให้แบบไม่สุด ดึงกลับมาทำหรือตัดสินใจเอง จะทำให้ธุรกิจนั้นไม่มีวันโต และเจ้าของก็ไม่มีวันหายเหนื่อย

และแน่นอน ว่าลูกน้องที่ได้อำนาจมาแล้ว ก็ไม่ควรทำให้เจ้านายผิดหวัง ในฐานะที่อุตส่าห์วางใจ

ต้นไม้ที่อยากโต ต้องเอามาออกนอกกระถาง นั่นเป็นเรื่องที่ถูกแล้ว แต่ต้นไม้ที่อยากโตไปไกลกว่านั้น
เราต้องกระจายเมล็ดพันธุ์ และต้องเชื่อว่าเมล็ดนั้น จะงอกงามออกมาสวยไม่แพ้ต้นแม่ของมัน

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

คนมองโลกใน...แง่ดี VS แง่ร้าย

คนมองโลกในแง่ดี
กับคนมองโลกในแง่ร้าย
อยู่บนโลกใบเดียวกัน

และอย่าได้พูดเชียวว่า
"ฉันมองโลกในแง่จริง"
เพราะแง่จริงแท้นั้นไม่มี
มีแต่แง่ที่เราจะให้ความหมายกับมัน

มันขึ้นอยู่กับว่า
เราจะแปลความหมายเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้าว่า
"ดีกับเรา" หรือ "แย่กับเรา" เท่านั้นเอง

และเอาเข้าจริง
ดีกับแย่ก็ไม่ค่อยจะถูกนัก

ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะต้องจัดการกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเรา
ก็คือการแค่ถามคำถามกับตัวเองว่า
"เรื่องนี้กำลังสอนอะไรเรา?"

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ก้าวย่าง...

เวลาที่คนเราจะลดน้ำหนัก เราต้องเอาพลังงานเข้าร่างกายให้น้อยกว่าพลังงานที่ใช้ออกไป น้ำหนักถึงจะลดลง

เวลาที่เราจะสร้างเนื้อสร้างตัว เราต้องใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ เราถึงจะมีเงินออม

เวลาที่บริษัทจะมีการเติบโต มีกำไรที่เพิ่มขึ้น รายได้ของบริษัทต้องเพิ่มขึ้นมากกว่ารายจ่าย กำไรถึงจะเติบโตขึ้น

ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไม่กินเลยน้ำหนักถึงจะลดลง เพียงแต่ต้องกินให้น้อยลง กินอย่างพอดี เพราะการไม่กินอาหารเลยนั้น เสียสุขภาพและเป็นผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไม่ใช้เงินเลยเราถึงจะสร้างตัวได้ เพียงแต่ต้องใช้เงินอย่างสมเหตุสมผล รู้คุณค่าของเงิน เพราะการไม่ใช้เงินเลยแม้แต่เรื่องที่จำเป็น คือการเบียดเบียนตนเองในระยะยาว

ไม่ได้หมายความว่าบริษัทต้องไม่มีรายจ่ายเลย ไม่ต้องจ่ายเงินออกไปเพื่อลงทุนในเรื่องต่างๆ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายกำลังการผลิต เพียงแต่เงินที่จ่ายของไปต้องคุ้มค่า ซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าที่ขายแล้วได้กำไรคุ้มค่า จ่ายลงทุนไปเพื่อการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว

ชีวิตจะก้าวไปข้างหน้าได้ เหมือนการเดินที่จะต้องออกแรงดันไปข้างหลังก่อนเพื่อเป็นแรงส่งไปข้างหน้า หลายครั้งอาจจะต้องถอย 1 ก้าวก่อนเพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าอีกหลายก้าว แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลยมีแต่อยู่กับที่แน่นอน

แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Investment Forum

ความคาดหวัง

เมื่อเราเติบโตขึ้น เรามีเรื่องที่ต้องรับรู้มากขึ้น
และเมื่อเรารับรู้มากขึ้น ความคาดหวังก็ย่อมมากขึ้น

น่าแปลกตรงที่...
ความคาดหวังเกิดขึ้นจากความรู้สึกของเรา
แต่สาเหตุของความคาดหวังจริงๆ
กลับมาจากเรื่องที่เรารับรู้จากภายนอก

หลายๆ คน อยากได้ อยากมี อยากเป็น
อยากทำอะไรให้ได้อย่างที่หวังไว้
ส่วนบางคนก็เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองไม่มี ไม่เป็นอย่างที่หวัง

แต่ความจริงแล้ว
มีใครบ้างล่ะที่สมบูรณ์แบบ

ความผิดพลาดหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้น ทำให้เราเจ็บปวด
แต่ความรู้สึกเจ็บปวดนี่แหละ ที่ทำให้เรารู้สึกว่า...
เรายังมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว

ดังนั้น... เมื่อไรที่คุณเจ็บปวด
จงดื่มด่ำกับความเจ็บปวดให้เต็มที่
แต่อย่าลืมที่จะจดจำความเจ็บปวดนั้น
เพื่อที่จะทำให้แข็งแกร่งขึ้นในอนาคต

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

21 ขั้นตอนสำหรับความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 2

21 ขั้นตอนสำหรับความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 21 โดย Denis Waitley ถอดความแบบบ้านๆ โดย บอย วิสูตร Boy's Thought
  1. ให้คิดว่าเราคือนายจ้างของตัวเอง เราคือเจ้าของบริษัทที่มีลูกจ้างคนเดียวคือ "เรา"
  2. ยืดหยุ่นที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ 
  3. ดูแลสุขภาพก่อนที่จะป่วย เพราะเราซื้อสุขภาพกลับคืนมาไม่ได้
  4. ลงทุนเรื่องความรู้ อย่าหยุดเรียนรู้ เรียนรู้ตลอดชีวิต ความรู้คือพลัง การศึกษาที่ได้จากในโรงเรียนมีอายุสั้นมากๆ 
  5. เพิ่มความสามารถในการอ่าน เขียน คำศัพท์ รู้คำศัพท์มากยิ่งสื่อสารเก่ง ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอ่านหนังสือความรู้ก็เพราะเขามุ่งหน้ากลับบ้าน ไม่ใช่มุ่งไปข้างหน้า 
  6. ศึกษาความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม
  7. เป็นพลเมืองโลกใหม่ ใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์
  8. มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง
  9. รับผิดชอบความปลอดภัยด้านการเงินด้วยตัวเอง อย่าพึ่งประกันสังคม ความมั่งคั่งไม่ได้อยู่ที่การหามา แต่อยู่ที่การใช้จ่าย 
  10. ใช้เวลาตอนที่คนอื่นดูทีวี ศึกษาหาความรู้อยู่กับตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นมาทั้งวัน เวลาเย็นค่ำต้องทำเพื่อตนเอง ปิดทีวี พูดคุยคนรัก อ่านหนังสือ
  11. รู้จักพักผ่อนเป็นช่วงๆ อย่ารอไปเกษียณตอนแก่ แต่ต้องมีมินิพักร้อน 
  12. หาต้นแบบคนสำเร็จทั้งจากคนจริงและหนังสือ
  13. จัดให้มีมุมเรียนรู้ทั้งในบ้านและที่ทำงาน มีหนังสือดีๆ อ่าน
  14. เป็นคนที่มีอุมการณ์ในทุกสถานการณ์ ไม่เปลี่ยนไปมา
  15. อยู่กับตัวเองได้ มีความสุขได้ด้วยการอยู่คนเดียว อย่าเอาแต่พึ่งคนอื่น
  16. หาจุดพอดีระหว่าง Hi-tech กับ Hi Touch ไม่ใช้พึ่งแต่เครื่องมือไฮเทค คนกับคนยังต้องการสัมผัสกัน
  17. สื่อสารกับผู้คนให้รู้เรื่อง
  18. สร้างธุรกิจบนความน่าเชื่อถือ จะยั่งยืน
  19. หาสมดุลระหว่างชีวิตการงานและชีวิตส่วนตัว
  20. สร้าง Mission Statement ทั้งชีวิตการงานและส่วนตัว
  21. วิ่งล่าความฝัน ไม่ใช่อยู่รอวันเกษียณ
แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สรุปค่าลดหย่อน "สูงสุด" สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา


แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

สิทธิประกันสังคมน่ารู้: เงื่อนเวลา



สิทธิประกันสังคมน่ารู้: เงื่อนเวลาที่ไม่ควรพลาด!!!

ขอย้ำเตือนกันอีกครั้งนะ การยื่นขอรับเงินตามสิทธิประกันสังคมนั้น มีเงื่อนเวลามาเกี่ยวข้องด้วย ... ช่วยกันเตือนเพื่อนๆ ที่ทำงานและคนรอบข้างด้วย เราจะได้ไม่พลาด

โดยทั่วไป สิทธิประกันสังคมต้องยื่นขอรับเงินภายใน 1 ปีนับจากวันที่มีสิทธิ  ยกเว้นกรณีว่างงาน ที่ต้องขึ้นทะเบียนกับสำนักจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน

คนที่ออกจากงานแล้ว อยากส่งประกันสังคมต่อแบบสมัครใจ (มาตรา 39) ต้องยื่นสมัครภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ออกจากงาน ... ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้รับความคุ้มครองจากกองทุนประกันสังคมใน 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย และ คลอดบุตร ต่อไปอีก 6 เดือน (ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้จ่ายเงินสมทบ) นับจากออกจากงาน

ปล. การนับระยะเวลาเพื่อให้เกิดสิทธิ เช่น "3 เดือน ใน 15 เดือน" แปลว่า หากนับย้อนไปในช่วง 15 เดือนที่ผ่านมา เราต้องสมทบอย่างน้อย 3 เดือน จึงจะมีสิทธิ

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

วังลดาวัลย์

วังลดาวัลย์เป็นชื่อทางการของ "วังแดง" โดดเด่นสะดุดตาด้วย ตัวกำแพงพระตำหนักทาสีแดง ชื่อวังมาจากพระนามของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าลดาวัลย์  กรมหมื่นภูมินทรภักดี เสด็จตาในสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร  กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์

สร้างบนเนื้อที่ 17 ไร่ 80 ตร.ว. บนพื้้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ เขตดุสิต ฝีมือการสร้างของ ยี บรูโน นายช่างชาวอิตาเลียน

สไตล์คล้ายอาคารในยุโรปยุควิกตอเรีย และวิลล่าสไตล์อิตาเลียน ออกแบบส่วนโค้งกำแพงเหนือช่องเปิดในผนัง ประดับกำแพงด้วยเสาหลอก ใช้เทคนิคเซาะร่องผนังปูนฉาบให้เกิดลวดลายปูนปั้น

ภายในตระการตาไม่แพ้ภายนอก ชั้นล่างมีประติมากรรมหินอ่อน รูปพระนางมารี ชั้นบนมีรูปเซียน ห้องโถงกลางตั้งชุดรับแขกแบบจีน

ห้องพระประดิษฐานพระพุทธรูปในตู้ไม้แบบจีนลงรักปิดทองทั้งตู้ ทั้งยังมีห้องเสวย ห้องบรรทม ห้องพักสำหรับเจ้านายพระองค์อื่นๆ เชื่อมต่อกันโดยบันไดเวียน

ครั้นเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพรฯ สิ้นพระชนม์ รัฐบาลญี่ปุ่นได้เช่าเป็นหอวัฒนธรรมญี่ปุ่น ภายหลังสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ขอชื่อวังคืน และบูรณะขึ้นใหม่จนสวยสง่ามาจนทุกวันนี้

สนใจเยี่ยมชมต้องมาเป็นหมู่คณะ จะมีไกด์พิศษนำทัวร์ให้ สอบถาม รายละเอียดการเข้าชมโทร. 02-787-7000

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพุธที่ 18 ธ.ค. 56 (538)

ชีวิตก็คือเวลา เวลาก็คือชีวิต

สิ่งแรกที่พูดก็คือ การตั้งคำถามว่า ทำไมพนักงานประจำ "มีแนวโน้ม" ไม่เต็มที่กับงานที่ทำ?
นั่นคือคำถามเปิดของผม

ออกตัวไว้ก่อนนะ ใช้คำว่า "แนวโน้ม" อาจจะไม่จริงทุกคน พนักงานที่ขยันอยู่แล้วไม่ต้องร้อนตัวไป

เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกบริษัทมาช้านาน และ เชื่อว่ายังจะเกิดต่อไป

ในฐานะที่เคยยืนอยู่ทั้งสองฝั่ง คนทำ "งานประจำ" กับ "งานไม่ประจำ"

คำตอบนั้นคือ เพราะคนทำงานประจำไม่เคยคิดว่า
เค้าคือเจ้าของบริษัท "ฉันเอง" จำกัด
เค้าไม่ใช่ลูกจ้าง แต่เค้าแค่มารับงานจากบริษัทอีกทีนึง
ไม่มีลูกน้อง ไม่มีเจ้านาย
มีแต่พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

สาเหตุที่พนักงานประจำทำงานแบบขอไปที
ใช้เวลาไม่เต็มประสิทธิภาพ
เพราะเค้าคิดว่ายังไงก็ได้เงินเดือนอยู่แล้ว
จะมาสาย พักเที่ยงนาน กลับบ้านก่อน
ไม่เห็นจะเป็นไรเลย
บริษัทใช้งานฉันซะคุ้ม เอาเปรียบกันนี่หว่า
แบบนี้มันต้องเอาเปรียบกลับ!

แต่ แต่! แต่ถ้าใครคนนั้นจะเช้าใจซะหน่อยว่า
อีกบริษัทที่เค้ากำลังเอาเปรียบอยู่นั้น
มันก็คือบริษัท "ฉันเอง" จำกัด นั่นเอง!

บริษัทนี้ลงทุนสูงมากนะ บางคนอาจจะคิดว่า ก็แค่มาทำงาน อู้บ้างไรบ้าง ไม่เห็นจะลงทุนอะไรเลย

เข้าใจผิดแล้ว เพราะเราลงทุนมหาศาลใน 3 เรื่อง

หนึ่ง ความรู้และประสบการณ์
ลองถามคุณพ่อคุณแม่สิว่า
กว่าจะส่งเราเรียนจบตั้งแต่อนุบาลยันมหาลัย
หมดค่าเรียนไปเท่าไหร่?

สอง สุขภาพ
ตื่นเช้าฝ่าฟันรถติด
มานั่งหงุดหงิดหน้าจอรอเป็นโรค office syndrome
นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราลงทุนเหรอ?

และสาม เป็นการลงทุนที่มีค่าที่สุดของบริษัท "ฉันเอง" จำกัด
เราลงทุน "เวลา" วันละ 8-10 ชั่วโมงที่เราเอาเวลาไปแลกเงิน
ถ้าเราใช้มันไม่เต็มประสิทธิภาพ มันน่าเสียดาย

ที่หนักกว่านั้น เวลาที่ว่าน่ะไม่ใช่เวลาของตัวเราคนเดียว
แต่มันคือเวลาที่เราจะได้ใช้กับคนที่เรารัก
ลูก คนรัก พ่อ แม่ หรือใครก็ตามที่เราแคร์

ถ้าเราใช้เวลาในการทำงานไม่เต็มที่
นี่เรากำลังขโมยเวลาพวกเค้านะ

วันนั้น สรุปว่า
ถ้าใครก็ตามเข้าใจว่า
เค้าคือ CEO ของบริษัท "ฉันเอง" จำกัด
บริษัทที่ลงทุนสูงขนาดนี้
เค้าจะไม่กล้าอู้งาน
เพราะมันขาดทุนเหลือเกิน

เพราะชีวิตก็คือเวลา
และเวลาก็คือชีวิต
ใช้มันให้เต็มที่ เต็มประสิทธิภาพ
ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อบริษัท "ฉันเอง" จำกัด นั่นเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ทุกอย่าง...อยู่ที่ตัวของเรา

เคยลองสังเกตไหมว่า...
เวลาที่เราเร่งรีบไปทำธุระด่วนๆ อะไรก็ตาม
มักจะต้องมีเรื่องให้เราไปช้า ไม่เจอฝนตก รถติด
ไม่ก็เจอคนอื่นมาขวาง ตามงานที่ล่าช้า ฯลฯ

เรียกง่ายๆ ก็คือ...
อารมณ์ประมาณว่า
"ยิ่งรีบ" แค่ไหนก็ "ยิ่งหงุดหงิด"

ดังนั้น ในวันที่เรารีบเร่ง
ก็ดูเหมือนทุกอย่างจะไม่เป็นใจ

แต่ความเป็นจริงแล้ว...
เรื่องพวกนี้มันเกิดอยู่ทุกวัน เกิดขึ้นเสมอ
ไม่ได้เลือกวัน เวลา และอาชีพ
เพียงแต่เราไม่เคยสังเกตเองต่างหาก

ในวันปกติ วันที่เราอารมณ์ดี
วันที่ไม่ต้องไปไหน ไม่มีธุระด่วนอะไร
เราก็ยินดีที่จะปล่อยมันผ่านไปได้สบายๆ

สิ่งที่เราเรียนรู้จากเรื่องนี้...
มันเหมือนบทเรียนสอนชีวิต
ว่าคงไม่มีอะไรเป็นไปอย่างใจของเราทุกอย่างหรอก

อยู่ที่ว่า เราจะปรับใจตัวเองในวันที่ไม่เป็นปกติ
ให้เหมือนวันปกติได้หรือเปล่า

เพราะทุกอย่าง...
มันอยู่ที่ตัวของเราทั้งนั้นแหละ

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วันอังคารที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความพยายาม...นำพา "ความสำเร็จ"

สิ่งที่เรียกว่า "ความพยายาม" มักจะเป็นเรื่องยากสำหรับคนหลายๆ คน
เพราะความพยายาม  มักจะต้องแลกมาด้วย "เวลา" ที่มากกว่าปกติ

อย่างเช่น เรื่องของ "สุขภาพ"
เราทุกคนรู้ดีว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดี
ได้ทั้งสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพจิตแจ่มใส
แถมยังดูอ่อนกว่าวัย ช่วยชะลอความแก่ (แฮร่)

เพียงแต่ติดตรงที่ "การออกกำลังกาย"
เราต้องใช้ "ความพยายาม" ติดต่อกันเป็นเวลานาน
ถึงจะเห็นผลของมัน ...

ดังนั้น ถ้าหากมี "ทางลัด" ที่ว่องไวกว่า
แต่ต้องแลกมาด้วย "บางอย่าง"
หลายๆ คนก็พร้อมจะแลกมาด้วยความเต็มใจ

ยาลดความอ้วน ครีมกระชับสัดส่วน
เครื่องสลายไขมัน ศัลยกรรมส่วนหย่อนคล้อย
ถึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย แถมยังขายดีซะด้วยซ้ำ

ยังมีเรื่องอีกมายมายที่เรารู้ว่าต้องใช้ "ความพยายาม"
การเงิน การงาน ความก้าวหน้าในชีวิต
รวมถึงการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคม

มันคงจะดี ถ้าเราทุกคน..
เห็นคุณค่าของ "ความพยายาม" ในทุกๆ เรื่อง
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความพยายามนี่แหละ
ที่จะช่วยนำพา "ความสำเร็จ" มาให้เรา

ไม่วันใดก็วันหนึ่ง... ^^

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

งานกับการพักผ่อนคือเรื่องเดียวกัน

เมื่องานของเรา คือการพักผ่อนอย่างหนึ่ง
เมื่อการพักผ่อนของเรา คืองานอย่างหนึ่ง

เมื่อเส้นแบ่งระหว่างงานกับการพักผ่อนเลือนลางลง
เมื่องานกับการพักผ่อนถูกหลอมรวมเป็นเรื่องเดียวกัน

เมื่อเรามีความสนุกในการทำงาน
เมื่อการพักผ่อนของเรา สามารถจุดประกายบางอย่างในการทำงานได้

เมื่อนั้นเราและคนอื่นจะแยกไม่ออกว่า
เรากำลังทำงาน หรือ กำลังพักผ่อนกันแน่?

ข้อความข้างบน คือ สิ่งที่ยึดถือและต้องทำให้ได้ ไม่ใช่ทุกช่วงของชีวิตหรอกที่ทำได้
ไม่ได้เกิดมาโชคดีขนาดนั้น คลุกฝุ่นฝ่าฟันมาก็ไม่น้อย
แต่ชอบที่จะให้งานกับการพักผ่อนคือเรื่องเดียวกัน

ทุกวันนี้การเขียนหนังสือ บรรยาย แต่งเพลง คืองานของผม
ส่วนการอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง คือการพักผ่อน
ซึ่งมันย้อนกลับมาใช้ในงานที่ทำได้อีก

งานจึงคือการพักผ่อน การพักผ่อนจึงคืองาน

เคยอ่านเจอจากที่ไหนสักที่ว่า
คนทั่วไปรอคอยวันหยุด คนสำเร็จรอคอยวันทำงาน
มันคือเรื่องจริง

บางคนมีปฏิทินรวมวันหยุดของปีหน้าไว้เรียบร้อยแล้ว
เพื่อจะได้วางแผนว่าฉันจะไปเที่ยวไหนดี
เมื่อจิตโฟกัสไปที่วัน "หยุด" แล้วชีวิตมัน "ก้าว" ไปข้างหน้าได้ยังไง?

งานไม่ใช่เรื่องเครียดเลย ถ้าเราสนุกกับมัน
เมื่อไหร่ที่มีคำพูดว่า "น่าสนุกว่ะ" หลุดออกมาจากปากใครสักคน
ตอนที่เค้ากำลังจะได้ทำงานอะไรสักอย่าง ให้รู้ว่าใครคนนั้นกำลังเจอของเล่นใหม่
ไม่ใช่งานนะ

งานกับการพักผ่อนเป็นเรื่องเดียวกันได้ คุณก็ทำได้
เพียงแต่ต้องเอาให้ชัดๆ ว่าคุณชอบทำอะไร
จะได้เอามันมาทำเป็นงานและพักผ่อนไปในตัว

จริงอยู่ มันไม่ง่าย ก็ใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะทำได้
แต่มันก็คุ้มครับที่เราจะออกตามหา ไขว่คว้า ไล่ล่ามันมาครอง

เช้าแล้ว ได้เวลาออกไปพักผ่อนกันแล้ว ไปเล้ย!

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เด็กเส้น

ตรึงตาเพิ่งเข้าทำงานที่นี่เป็นวันแรก
เธอแปลกใจที่ใครๆ มองเธอแปลกๆ
กลายเป็นเป้าสายตาของคนทั้งบริษัท

“อุ้ย น้องคนนี้ที่ผู้จัดการฝากให้ดูแล”
“คนนี่ไงเธอที่เค้าบอกว่าบ้านรวย”
“เห็นว่าพ่อเค้าเป็นเพื่อนกับท่านประธานแหละเธอๆ”
“ชั้นละเบื่อไอ้พวกเด็กเส้นจริงๆ ให้ตายเหอะ”

มันแปลกด้วยหรือที่พ่อชั้นรวย
และพ่อชั้นเค้าก็อยากให้ลูกเค้าทำงานดีๆ
ก็งานสมัยนี้มันหาง่ายซะที่ไหนละ
ตรึงตาคิดในใจแต่ไม่กล้าบอกออกมา

หลังจากเข้าทำงาน ตรึงตาก็มีแต่คนเกรงอกเกรงใจ
บวกกับสายตาประจบประแจงที่มองมาอยู่เสมอ
ไม่กล้าใช้งานอะไร แถมยังได้รับสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น
ไม่ว่าจะเป็นกลับบ้านเร็ว เข้างานสาย
หรือพักเที่ยงได้นานกว่าพนักงานปกติ

ผิดกับจันทร์เพ็ญที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน
เธอเป็นเด็กจากต่างจังหวัด หน้าตาไม่สะสวย
แต่ด้วยเกรดเฉลี่ยที่สูง จากมหาลัยชื่อดังของรัฐ
ทำให้เธอถูกเรียกเข้ามาทดลองงาน

น่าแปลกที่เธอกลับถูกใช้งานเยี่ยงทาส
ไม่เว้นแม้แต่งานชงกาแฟ
หรือส่งเอกสารเล็กๆน้อยๆ

ตรึงตาแอบแปลกใจว่าจันทร์เพ็ญทนได้ยังไง..
"ถ้าเป็นชั้น ลาออกไปแล้ว" เธอคิดเงียบๆในใจ

ด้วยอายุและประสบการณ์ทำงานที่ยังน้อยของทั้งคู่
จึงทำให้สองคนนี้มีโอกาสทำงานด้วยกัน และสนิทกันมากขึ้น
น่าแปลกที่ความต่างของฐานะทางบ้าน และทัศนคติการใช้ชีวิต
ไม่มีผลต่อการคบหาของทั้งคู่ ทั้งสองจึงกลายเป็นเพื่อนรักกันในไม่ช้า

จันทร์เพ็ญทำให้ตรึงตารู้สึกว่า
เธอไม่ได้เป็นเด็กเส้น ที่ใครๆ ต้องให้ความเกรงใจ
เป็นเพียงเพื่อนสาวคนหนึ่งเท่านั้น
และจันทร์เพ็ญมักจะสอนงานใหม่ๆ ให้กับตรึงตาเสมอๆ

เรื่องราวต่างๆ ดูเหมือนจะไปได้สวย
แต่เมื่อถึงวันพิจารณาการผ่านงาน
ตรึงตากลับได้ผ่านงานเพียงคนเดียว
และจันทร์เพ็ญต้องออกจากงาน

ด้วยความอาลัยเพื่อนรักที่มีเพียงคนเดียวในบริษัทฯ
ตรึงตาจึงออกปากเสนอให้จันทร์เพ็ญไปทำงาน
ในบริษัทฯที่น้าสาวของเธอเป็นกรรมการอยู่
โดยเธอจะเป็นคนฝากฝังกับทางน้าสาวให้เอง

"ไม่เป็นไรนะเพ็ญ เราติดต่อน้าเราไว้แล้ว พรุ่งนี้เธอไปเริมงานได้เลย"
ตรึงตากล่าวพร้อมกับตบไหล่เพื่อนรักเบาๆ

จันทร์เพ็ญหยุดร้องไห้
เธอปาดน้ำตาแล้วยิ้ม

แต่แปลกตรงที่...
มันเป็นรอยยิ้มที่ตรึงตาไม่เคยเห็น

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความสำเร็จ...ความภูมิใจในตัวเอง

การบรรลุเป้าหมายโดยไม่เลือกวิธีการ
อาจจะฟังดูสวยงาม สำหรับเป้าหมายปลายทางที่ชื่อว่า
"ความสำเร็จ"

เราทุกคนล้วนมี "ความฝัน"
และอดใจไม่ไหวเมื่อคิดว่า "ฝันกำลังจะเป็นจริง"
ยิ่งไวเท่าไรย่อมยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

แต่ถ้า "ความสำเร็จ" ที่ว่า...
ต้องแลกมาโดยการ "เบียดเบียน" ความสุขของผู้อื่น
จริงอยู่ที่ว่า ความสำเร็จก็ยังคงเป็นความสำเร็จ
แต่สิ่งที่อาจจะเปลี่ยนไป นั่นคือ "ความภูมิใจในตัวเอง"

สำหรับบางคนแล้ว..
ความสำเร็จ อาจจะมีค่ามากกว่า ความภูมิใจ

แต่....
ลองถามตัวเองก่อนดีไหม
ว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว
ความสำเร็จในวันนี้ จะมีค่าอะไร
หากมันทำให้ผู้อื่นต้องล้มลง ...

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

คุณอยากเป็น "ปลาเป็นที่ว่ายตามน้ำ" หรือ "ปลาตายเพราะว่ายทวนน้ำ"

สำหรับคนที่ทำธุรกิจส่วนตัว มักจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายว่า ต้องรู้จักเลือกใช้กลยุทธ๋ให้ “เป็น”

แต่มันน่าแปลกตรงที่ส่วนใหญ่ มักจะเลือก "กลยุทธ์ตัดราคา"

เลือกที่จะ...ได้รับรายได้ต่อรายน้อยลง แต่รายได้รวมมากขึ้น
เลือกที่จะ...แข่งขันกันทางด้านราคา มากกว่าทางด้านคุณภาพ

บางทีเราอาจจะหลงลืมไปว่า เมื่อราคาค่าสินค้าหรือบริการลดลงถึงจุดๆ หนึ่ง คุณจะไม่สามารถขึ้นราคาได้อีก และทุกคนต้องยอมรับราคานี้ไปโดนปริยาย

ใช่แล้ว "การขึ้นราคา" ย่อมยากกว่า "การลดราคา"

ในโลกที่ "คุณภาพ" ไม่สำคัญเท่ากับ "ราคา" นั้น ไม่รู้ว่ายังจะมีใครต้องการ มืออาชีพที่เก่งกาจ แต่ราคาสูงลิบลิ่วบ้างหรือเปล่า?

ผู้ใหญ่ที่เคารพท่านนึงสอนไว้ว่า เมื่อไรก็ตามที่เราวัดคุณค่าทุกอย่างด้วยเงิน เพื่อให้ตัวเองก้าวไปสู่ความมั่งคั่ง ท้ายที่สุด เราก็อยู่ในวังวนเดียวกัน วังวนที่ไม่รู้จักพอ..

.
.

บางคนอาจจะหาว่าบ้า.. ทำมาเปรี้ยว.. ไม่เดินตามกระแสของทุนนิยม
สักวันคงเป็นปลาตายเพราะว่ายทวนน้ำ..

แต่ถ้าให้เลือกเป็นปลาเป็นที่ว่ายตามน้ำ แล้วไปตายพร้อมกันที่ปลายแม่น้ำ

มันก็ทำให้คิดได้ว่า…บางครั้งการเป็นปลาตาย มันก็ไม่เลวนัก

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

สิ่งที่เรารู้สึกและปฏิบัติกับผู้อื่น แท้จริงแล้ว คือสิ่งที่เรารู้สึกกับตัวเอง

เราอาจรู้จักตัวตนของใครสักคน จากการนำของขวัญมาจับสลากวันปีใหม่

สมมติว่ามีปาร์ตี้ปีใหม่ของบริษัทนึง บอกให้พนักงานทุกคนนำของขวัญมาจับสลากกัน กติกาคือ ไม่กำหนดราคาขั้นต่ำ เท่าไหร่ก็ได้ ของขวัญอะไรก็ได้ ที่สำคัญจะไม่มีใครรู้ว่าของชิ้นนี้เป็นของใครซื้อมา

ถ้าคุณอยู่บริษัทนี้ คุณคิดว่าจะเอาของอะไรมาจับสลาก?

บางคนอาจจะแว๊บมาในหัว งั้นเอาของราคาถูกๆ ก็พอ ไม่มีใครรู้
บางคนอาจจะบอกเอาราคาสูงๆ หน่อย เดี๋ยวคนรู้ขึ้นมา จะเสียหน้า
บางคนอาจจะเอาของที่ได้เมื่อปีที่แล้ว มาจับสลากต่อ
บางคนอาจจะไปเดินเลือกซื้อหาของทั้งวัน
บางคนอาจจะแค่ใส่เงินก็พอ เค้าจะได้ไปเลือกซื้อเอง

บางคนอาจจะซื้อขนม ของกิน
บางคนอาจจะบอกซื้อของใช้ได้ประโยชน์กว่า
บางคนอาจจะมีคอนเส็ปต์ในของขวัญ
บางคนบอกอาจจะนึกไม่ออก ซื้อของอะไรก็ได้

บางคนอาจจะประดิษฐ์ของขึ้นเอง ไม่มีราคาค่างวด แต่ได้ใจ
หรือบางคนอาจจะซื้อของที่ฉันชอบ เผื่อฉันจะจับได้เอง

ไม่มีเฉลยหรอกว่าใครดีกว่ากัน เราแค่แตกต่างกันมากกว่า แต่คิดว่าลึกๆ แล้วการเลือกซื้อของให้คนอื่น
คือการบ่งบอกถึงความรู้สึกและการกระทำที่เรามีต่อผู้อื่น และความรู้สึกกับการกระทำนั้น ก็คือสิ่งที่บ่งบอกว่าเราเป็นคนแบบไหนนั่นเอง

ใส่ใจ? ละเลย? ง่ายๆ? ละเอียด?
เอาเปรียบ? ยอมเสียเปรียบ?
คิดถึงตัวเองก่อน? คิดถึงคนอื่นก่อน?
วัตถุนิยม? จิตใจสำคัญกว่า?
นั่นคือสิ่งที่เราเป็น แต่อาจไม่รู้ตัว แต่ของขวัญในกล่องจะเปิดเผยสิ่งนั้น

นึกถึงคำพูดของศาสนาคริสต์ที่บอกว่า
"จงปฏิบัติต่อคนอื่น เหมือนอย่างที่พวกท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน"
เห็นด้วยสุดๆ กับประโยคนี้

มีความลับอยู่ข้อนึงที่หลายคนอาจไม่รู้ ตั้งใจฟังดีๆ นะ สิ่งนี้มีประโยชน์มาก
"สิ่งที่เรารู้สึกและปฏิบัติกับผู้อื่น แท้จริงแล้ว คือสิ่งที่เรารู้สึกกับตัวเอง"

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง "สิ่งที่เรารู้สึกและปฏิบัติกับผู้อื่น แท้จริงแล้วคือสิ่งที่เรารู้สึกกับตัวเอง"

ถ้าเราปฏิบัติดี คิดดี กับผู้อื่น นั่นคือเรารู้สึกดีและเคารพตัวเอง แต่ถ้าไม่ใช่ ถ้าเราทำไม่ค่อยดีกับคนอื่น
นั่นคือ เราก็ไม่ได้รู้สึกดีกับตัวเองเท่าไหร่หรอก

"ยิ่งให้ ยิ่งได้" อาจจะเป็นคำน่าเบื่อที่ได้ยินบ่อย แต่ยืนยันว่ามันคือเรื่องจริง

วันนี้ลองเปิดกล่องของขวัญของเราดู เราเตรียมอะไรไว้ในกล่องไว้ให้คนอื่น ลองคิดว่าถ้าเราได้ของขวัญกล่องนั้น เราจะดีใจมั้ย?

ถ้าคนอื่นทำสิ่งนี้กับเราบ้าง เราจะดีใจหรือเสียใจ? เอาใจเขามาใส่ใจเรา เอากล่องของขวัญที่เค้าจะได้มาใส่ในใจเรา แล้วเราจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้อื่น แล้วเราจะได้รับกลับมาอย่างไม่รู้ตัว

ขอให้ปลายปีนี้ จับได้ของขวัญถูกใจกันทุกคนเลยนะ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

ความรู้สึกของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่...กับผู้ที่จากไป

ที่ไต้หวัน มีคุณลุงอายุ ๗๐ กว่าคนหนึ่ง โทรหาลูกสาวทุกวัน และลุงก็ได้ยินแต่เสียงพูดของลูกสาวว่า “ขอโทษคะ ตอนนี้ไม่ว่างรับสาย กรุณาฝากข้อความไว้นะคะ”

เสียงอ่อนหวานน่ารักนี้ ทำให้คุณลุงพอใจ หน้ามีรอยยิ้ม แม้จะรู้ว่าลูกไม่ได้รับสาย ก็ยังพูดต่อไปว่า “ไม่เป็นไร ไปยุ่งงานของลูกนะ พรุ่งนี้พ่อจะโทรหาใหม่”

ความจริง เจ้าของเสียง ซึ่งเป็นของลูกสาวคุณลุง ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อ ๓ ปีก่อน จากอุบัติเหตุทางถนน เสียงพูดนี้ เป็นวิธีเดียวที่คุณลุงจะยินจากลูกสาว เพื่อคลายความคิดถึง มันเหมือนกุญแจดอกหนึ่ง ที่สามารถเปิดประตูลึกลับ ที่นั่นมีความทรงจำที่หวานฉ่ำของลูกสาว

เมื่อลูกสาวจากไป ไม่มีคนใช้เบอร์นี้แล้ว แต่คุณลุงก็ยังจ่ายค่ารายเดือนต่อไปไม่ได้หยุด

ทุกวันเมื่อได้ยินคำพูดนี้ คุณลุงรู้สึกเหมือนว่า ลูกสาวไม่ได้จากไปไกล ยังทำงานอยู่ที่บริษัทเดิม คุณลุงก็เหมือนนั่งข้างลูกสาว มองดูลูกสาวด้วยรอยยิ้ม ดูลูกสาวพิมพ์เอกสาร พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ถ่ายเอกสารของที่ทำงานอยู่

ความทรงจำอันหวานฉ่ำนี้ ทำให้คุณลุงผ่านกลางคืนที่ยาว ผ่านความทุกข์ความเจ็บปวดไปได้ ในทะเลที่ไม่เห็นฝั่ง บางที แค่คำพูดคำเดียว ก็ทำให้หัวใจชุ่มฉ่ำได้

แต่วันหนึ่ง ตอนคุณลุงโทรเบอร์ลูกสาว เสียงของลูกสาวหายไปซะแล้ว คุณลุงได้ยินแต่คำพูดว่า “ไม่ได้เปิดเครื่อง ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้”

คุณลุงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เหมือนสวรรค์ได้หายไปต่อหน้า

คุณลุงพยายามหาเบอร์ของ คอลเซ็นเตอร์ เพื่อโทรไปถาม พอพนักงานรับสาย คุณลุงพูดเริ่มต้นไม่ถูก เพราะน้ำตาร่วงเป็นทางยาว

เมื่อ พนักงานพยายามฟังจนเข้าใจที่คุณลุงว่า จึงอธิบายว่า ทางบริษัทได้ปรับปรุงระบบ และได้ส่งข้อความไปยังผู้ใช้ ให้ย้ายข้อความเดิมไปยังระบบใหม่ มิฉะนั้น คำพูดเก่าที่บันทึกไว้ก็จะถูกลบ
แต่คุณลุงไม่เคยเปิดดูข้อความ เมื่อระบบใหม่เริ่มทำงาน คำพูดที่บันทึกไว้อันล่ำค่าของลูกสาวคุณลุงจึงหายไป

คุณลุงความหวังพังทลาย “นี่เป็นเสียงบันทึกของลูกสาวที่จากไปแล้ว ต่อไปลุงจะทำยังไง ?”
คุณลุงพูดสะอื้นไป ร้องไห้ไป เหมือนเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

พนักงานจึงรีบรายงานเรื่องนี้ไปยังหัวหน้าๆ ก็รีบติดต่อไปยังแผนก ไอ ที ของบริษัท

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเป็นเดือน จาก voice mail ของลูกค้าหลาย ๆ ล้านคน จนหาเจอเสียงของลูกสาวคุณลุง แล้วก็หาทางใส่กลับไปเหมือนเดิม

พนักงานใช้วิธีธรรมดาทั่วไป ใช้โทรศัพท์โทรเข้าเบอร์ลูกสาวคุณลุง และก็ได้คำพูดอัดเสียงล้ำค่านั้น แล้วก็ผ่านกระบวนการ จนกลับสู่แบบเดิม

คุณลุงที่ค่อยท่าแล้วค่อยท่าอีก ในที่สุด ก็ได้ยินเสียงคำพูดของลูกสาวอีกครั้งหนึ่ง วินาทีนั้น คุณลุงดีใจมาก พูดว่า “ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว” เหมือนกับว่า แค่เอื้อมมือไป ก็กอดลูกสาวได้ เหมือนกับว่า ลูกสาวก็ยังคลอเคลียอยู่ข้างคุณลุง

เพื่อไม่ให้คำพูดอัดเสียงนี้หายไปอีก พนักงานบริษัท ได้บันทึกคำพูดนี้ลงบนแผ่น ซีดี และส่งให้คุณลุงเก็บไว้

เราทุกคนเป็นคนธรรมดา ไม่สามารถยับยั้งภัยอันตรายต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถใช้ความพยายามและอดทน เพื่อเย็บหัวใจของพ่อที่แตกสะลายดวงหนึ่ง ให้กลับมาเหมือนเดิม ให้คุณลุงยังอยู่อย่างอบอุ่นในโลกของเรา

คนจีนมีคำพูดเปรียบเทียบว่า "ต้นไม้อยากหยุดนิ่ง แต่ลมไม่หยุด ลูกอยากเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว" เรื่องของโลก คาดการณ์ยาก บางที คนที่จากไปก่อน อาจจะเป็นคนหนุ่มคนสาว เหลือไว้แต่พ่อแม่สูงวัยที่เสียใจ

ไม่ว่าจะยังไง จงรักษาและทะนุถนอมช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัว

อย่าดีกับคนนอก มากกว่าคนในครอบครัว

การกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ต้องใช้เงินเยอะ และไม่ต้องใช้เงินมาก

คำพูดคำเดียว คำพูดที่เป็นห่วงเป็นใย หอมสักครั้ง ข้อความสั้นสักข้อความ ดอกไม้สักดอก กอดสักครั้ง บางทีก็ทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วงได้

พ่อแม่ในโลกใบนี้ ไม่ได้ต้องการมาก แค่นิดเดียวก็พอใจแล้ว

Credit: เพื่อนส่งมาให้ทาง Line

แหล่งที่มา    Facebook : Wizard Kid

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

การทำงานที่เรารัก

คุณ "ภูมิใจ" ในงานที่ทำอยู่แค่ไหน?

มักจะพูดบ่อยๆ เรื่อง "การทำงานที่เรารัก" เพราะงานที่รักทำให้ชีวิตมีความหมาย มีความภาคภูมิใจ ชีวิตจะเหมือนทำงานแบบไม่ทำงาน เพราะเราก็แค่ทำสิ่งที่เราชอบอยู่แล้ว แถมการทำสิ่งที่รักแล้วยังได้ตังค์ใช้ด้วย นี่มันสวรรค์บนดินชัดๆ

แต่ถ้ามองภาพกว้างกว่านั้น คิดว่าการทำงานที่เรารักและภูมิใจนั้นมีประโยชน์ต่อสังคมมาก เพราะงานจะออกมาอย่างมีคุณภาพด้วยความตั้งใจ และนั่นคือการยกระดับคุณภาพสังคม

โลกที่มีคนทำงานที่เค้าไม่ได้รัก ไม่ภูมิใจ มันแย่ยังไงเหรอ? ลองนึกถึงคนเหล่านี้สิ
  • ผู้รับเหมาที่เผางาน ทำงานแบบส่งเดช ขอไปที 
  • แม่ค้าที่ทำอาหารรสชาติแย่ เน้นวัตถุดิบถูกๆ ไม่รักษาความสะอาด
  • สินค้าที่คุณภาพไม่ดี สวยนอก ห่วยใน ยัดไส้กลวง
  • พนักงานขายหน้าเบื่อโลก ถามอะไรก็ตอบไม่ได้
  • พนักงานบริษัทมาสาย พักเที่ยงนาน กลับบ้านก่อน
  • และอีกมากมาย
บางคนอาจจะมีข้ออ้างว่าก็งานมันเงินน้อย น่าเบื่อ จะเอาที่ไหนไปรัก ไปภูมิใจได้ล่ะ? ฉันไม่ได้โชคดีอย่างคุณนี่!

ถ้าใครคิดแบบนี้ อยากให้มารู้จัก รปภ. หมู่บ้าน เค้าอายุไม่น้อยแล้ว แต่เงินเดือนน้อย วันหยุดน้อย ป้อมยามเล็กๆ แดดร้อนๆ ไม่อาจรู้หรอกนะ ว่าจริงๆ แล้วเค้ารักงานนี้หรือเปล่า แต่คิดว่า ผู้ชายคนนี้ "โคตรภูมิใจ" ในความเป็น "ยาม"

เค้ามาตรงเวลา เลิกตรงเวลา ทักทายทุกคน จำชื่อทุกคนได้ ทำความเคารพทุกครั้ง ยิ้มแย้ม เป็นมิตรกับเด็ก ซื้อขนมมาฝากเด็ก ออกตรวจหมู่บ้านเป็นประจำ แต่งตัวถูกระเบียบ รดน้ำต้นไม้ เลี้ยงแมวหลงทาง และอีกมากมาย

ไม่ว่าเค้าจะเป็น รปภ. หรือลุงยามของเด็กๆ ก็รู้สึกว่าเค้าภูมิใจในหน้าที่ของเค้าเหลือเกิน หลายครั้งเค้าอาจจะคิดว่ากำลังพิทักษ์ความสงบสุขให้โลกด้วยซ้ำ

อาชีพทุกอาชีพมีเกียรติและมีประโยชน์กับผู้อื่นทั้งนั้น อยู่ที่คนทำอาชีพนั้นจะ "รู้ตัว" หรือเปล่า ว่าการที่เค้างานนั้นด้วยความไม่รัก ไม่ภูมิใจ มันไม่ได้แย่กับแค่ตัวเอง แต่มันแย่กับสังคมด้วย

ถ้าผู้รับเหมาคนนั้นจะคิดได้ว่า เค้ากำลังสร้างบ้านที่เป็นความฝันของคนทั้งครอบครัว ถ้าแม่ค้าคนนั้นจะคิดได้ว่า มีคนมากมายที่จะอิ่มท้องอย่างมีความสุขเพราะฝีมือเรา

ถ้าคนผลิตสินค้าจะคิดได้ว่า มีคนใช้สินค้าเราแล้วเกิดประโยชน์ สินค้าเรามีคุณค่าจริงๆ ถ้าพนักงานขายคนนั้นจะคิดได้ว่า ฉันกำลังมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกค้าของฉันเอาไปใช้ ถ้าพนักงานบริษัทคนนั้นจะคิดได้ว่า บริษัทที่ฉันทำงานอยู่มีประโยชน์กับสังคม และฉันคือส่วนนึงในนั้น

ถ้าวันนี้ยังไม่ได้ทำงานที่รัก อย่างน้อยเราก็ควรจะรักงานที่ทำและภูมิใจกับมัน อย่างน้อยเราก็น่าจะตระหนักว่าทุกอาชีพมีคุณค่า แล้วสังคมเราจะน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โลกคู่ขนาน

คุณเชื่อในเรื่องโลกคู่ขนานไหม?…
ว่าอาจจะมีตัวตนของคุณในอีกหลายๆ มิติซ้อนทับอยู่ในคนๆ เดียวกัน

ยกตัวอย่างเช่นชีวิตใน Social Network
เปรียบเสมือนโลกคู่ขนานของเราที่แตกต่างออกไป
เพื่อที่จะให้ เราแชร์ เราระบาย เราบ่น เราพร่ำเพร้อ ...
หรือแสดง "ความรู้สึก" บางอย่างที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง

หรือแม้กระทั่ง...
นวนิยายรักงดงามที่ผู้หญิงหลายคนฝันใฝ่ ว่าจะมีพระเอกเหมือนในละคร
ก็เป็นอีกหนึ่งของโลกคู่ขนานในชีวิตครอบครัวที่ไม่อาจจะเยียวยาได้

เมื่อย้อนมองตัวเอง...
ตัวเราก็มีชีวิตในโลกคู่ขนานแบบแปลกๆ เช่นเดียวกัน
และเชื่อว่า อีกหลายคนก็มีโลกคู่ขนานที่ไม่แตกต่างจากเรา
ใช่ โลกแห่งความเป็นจริง ที่เราต้องขับเคลื่อนมัน
กับโลกแห่งความฝัน ที่เราอยากทำให้มันเป็นจริง

แต่ไม่ว่าเราจะมีโลกคู่ขนานอีกกี่โลก
มันไม่สำคัญหรอกว่า จะแตกต่างแค่ไหน จะดีร้ายสักเท่าไร
หรือจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้าบ้างหรือเปล่า

เพราะคงจะมีสักวัน
ที่จะทำให้โลกคู่ขนานนั้น กลายเป็นโลกใบเดียวกัน

... ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

งาน กับ คนทำงาน

คิดว่าความมั่นคงของอาชีพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการที่เราทำงานให้บริษัทใหญ่ๆ  แต่มันขึ้นอยู่กับ "ความยาก" ในการหาคนมาแทนที่เรา

ความยากในที่นี้ หมายถึงการหาคนมาแทนคนอย่างเรา ซึ่งอาจจะหาไม่ได้เลย มีน้อยมากๆ หรือความยากนั้นอาจจะหมายถึง หาคนแทนที่เราได้ก็จริง แต่มันยุ่งยาก วุ่นวาย และราคาแพง จ้างเราต่อไปดีกว่า

นี่เป็นประเด็นที่น่าคิดมากๆ สำหรับยุคที่ความมั่นคงในอาชีพต้องทบทวนกันทุกปี

อ่านเจอจากที่ไหนสักแห่ง เค้าบอกไว้ทำนองนี้ว่า
"งานธรรมดาๆ ที่ใครทำก็ได้ จะถูกจ้างด้วยราคาต่ำที่สุด เพียงเพื่อให้คนคนนั้นยังอยู่"
"แต่งานที่หาใครแทนไม่ได้ จะถูกจ้างด้วยราคาสูงที่สุด เพื่อรั้งคนคนนั้นไม่ให้ไป"
โอโห! เจ็บแต่จริง

ปลายปีแบบนี้ ลองทบทวนอาชีพการงานของเราสักนิดก็ดีนะ ว่าตำแหน่งงานที่เราทำอยู่นั้น มันถูก "แทนที่" ได้ง่ายหรือเปล่า? ใครทำก็ได้หรือเปล่า? หรือมันต้องเป็นคนอย่างเราเท่านั้น หรือมันยากที่จะหาคนมาแทนคนที่มีประสบการณ์อย่างเรา

เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงาน ก็ต้องเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง เก่งสื่อสาร คอนเน็คชั่นเยอะ งานที่มอบหมายเสร็จเร็วและดี นั่นคือ "ความยาก" อย่างนึงในการหาคนมาแทนที่เรา

หรือแม้แต่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้ ถ้าสินค้าหรือบริการ มันง่ายที่ลูกค้าจะหาคนมาแทน
ไม่นานธุรกิจเราก็สาบสูญได้เหมือนกัน

ถ้า "ง่าย" ที่จะหาคนมาแทนที่ มันก็ "ง่าย" ที่เราจะหล่นร่วงจากเก้าอี้อย่างไม่รู้ตัว แต่ถ้า "ยาก" ที่จะหาคนแทนที่ มันก็ "ยาก" ที่จะล้มเราจากเก้าอี้ เก้าอี้ตัวที่สร้างมาเพื่อเราคนเดียวเท่านั้น

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เยือนเมืองมีน

มีนบุรีเขตนี้จัดว่าคงความเป็นธรรมชาติไว้มากที่สุด  แต่ก่อนเคยเป็นที่ราบลุ่ม มีไร่นา บ่อน้ำ หนองน้ำ ตามแนวคลองแสนแสบ มีบ่อปลาชุกชุม ปี 2445 รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระราชทานนามเมืองนี้ว่า มีนบุรี แปลว่า เมืองแห่งปลา

อยากรู้จักมีนบุรีแบบละเอียดๆ แนะนำให้ไปที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเมืองมีนบุรี อยู่ริมถนนสีหบุรานุกิจ ใกล้กับสำนักงานเขตมีนบุรี พิพิธภัณฑืไม้สักทองทั้งหลังอายุกว่า 100 ปีแห่งนี้ เคยเป็นสำนักงานเขตและศาลาการเมืองมีนบุรีมาก่อน

ภายในแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
  • ส่วนแรก หอจดหมายเหตุเมืองมีนบุรี เล่าเรื่องราวของเจ้าเมืองเพียงคนเดียวของมีนบุรีในยุคนั้น
  • ส่วนที่ 2 เป็นวิถีชีวิต ซึ่งจำลองชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเมืองมีนในอดีต มีเครื่องใช้โบราณ เครื่องมือทำนา เครื่องมือหาปลาจัดแสดงไว้ให้ชม  จุดเด่นในส่วนนี้คือ ห้องขังนักโทษใต้ดินในส่วนใต้ถุนของอาคาร ทั้งยังมีโทรศัพท์โบราณ เครื่องพิมพ์ดีด ยุทโธปกรณ์ในสมัยสงครามโลกให้ชมด้วย
  • ส่วนที่ 3 ห้องเล่าเรื่องราวการเสด็จประพาสต้นของรัชกาลที่ 5 และ
  • ส่วนศาสนา เป็นส่วนสุดท้ายที่จำลองภาพเขตมีนบุรีที่มีคนคนมุสลิมอยู่อาศัยมายาวนานกว่า 20 ปี 
เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. หากขับรถมาสามารถจอดด้านหลังพิพิธภัณฑ์ หรือที่สำนักงานเขตมีนบุรีได้เลย

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันrพุธที่ 11 ธ.ค. 56 (533)

"ความต้องการ" ของมนุษย์

ว่าโลกนี้เป็นหนี้บุญคุณ อับราฮัม มาสโลว์ เค้าทำให้เรารู้ว่า "ความต้องการ" ของมนุษย์มีหลายขั้นตอน
ว่ากันตั้งแต่
  1. ความต้องการด้านร่างกาย เช่น อาหาร น้ำ นอนหลับ หลับนอน 
  2. ความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน 
  3. ความต้องการความรัก ความสัมพันธ์ 
  4. ความต้องการการยอมรับทั้งจากผู้อื่นและตนเอง และ
  5. สุดท้าย ความต้องการเข้าใจในตัวเอง รู้จักตนเอง
ลำดับความต้องการ 5 ขั้นของมนุษย์ มันเหมือนเกมอะไรสักอย่าง ที่เราต้องผ่านไปทีละด่าน ถ้ายังไม่ผ่านด่านแรก เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปด่านที่สอง

คิดว่ามันเป็นตัวเช็คความก้าวหน้าของชีวิตที่ดีมากๆ และเราน่าจะเอาไว้ถามตัวเองว่า
  • เรายังวนอยู่กับการทำงานเพื่อหาอาหาร ที่หลับนอนหรือเปล่า?
  • เรายังวนอยู่กับการเรียกร้องความมั่นคง ยังรู้สึกชีวิตไม่ปลอดภัยหรือเปล่า?
  • เรายังวนเวียนไขว่คว้าหาความรักจากใครสักคนหรือเปล่า?
  • เรายังวนเวียนอยู่กับความต้องการการยอมรับจากผู้อื่นหรือเปล่า?
หรือเราเข้าใจตัวเองแล้วว่าเกิดมาเพื่อเป็นใคร?
และมาทำอะไรบนโลกนี้?
และเรารู้แล้วว่าคนอย่างเราเป็นได้ทุกอย่างที่เราอยากเป็น

ถ้าดูให้ลึกๆ ในสามขั้นแรก (บวกอีกครึ่งขั้นของขั้นที่สี่) เราล้วนต้องพึ่งปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ เงินเพื่อซื้ออาหาร ความมั่นคงในการงาน ความต้องการความรักและการยอมรับจากผู้อื่น

มีแค่ขั้นที่สี่ครึ่งและห้าเท่านั้น ที่เราไม่ต้องพึ่งใคร นอกจากตนเอง นั่นคือ
  • ความภูมิใจในตนเองว่าเราเป็นคนที่มีประโยชน์ 
  • เข้าใจในตัวเองว่าเกิดมาเพื่ออะไร และ
  • รู้ว่าเรามีศักยภาพที่จะเป็นได้ทุกอย่าง
ในมุมนี้ จึงเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า "ปริมาณความสุขของเรา ขึ้นอยู่กับว่าเราควบคุมชีวิตตนเองได้แค่ไหน?" ยิ่งควบคุมได้มาก เรายิ่งมีความสงบสุขในใจมากเท่านั้น

และในอีกมุมนึง ก็ได้ค้นพบว่า ความสุขขั้นสูงสุดของมุนษย์เรานั้น ก็คือการที่เรารู้ตัวว่าเรามีประโยชน์กับผู้อื่น

แต่บางคนที่ไม่เข้าใจจุดนี้ จึงคิดว่าความสุขเติมเต็มได้ด้วยการซื้อสิ่งของมาปรนเปรอ ถ้ามีบ้านใหญ่ขึ้น รถแพงขึ้น แล้วฉันคงจะมีความสุขมากขึ้น ความสุขเติมเต็มได้ด้วยการมีใครมารักฉันสักคน ถ้ามีคนรักสักคนในหนาวนี้ ฉันคงสุขสุดๆ หารู้ไม่ว่า ความต้องการแบบนี้ ยิ่งเติมก็ยิ่งไม่เต็ม

ถ้าเพียงแต่วันนึง ใครสักคนจะตระหนักได้ว่า ความสุขขั้นสูงสุดของมนุษย์ธรรมดาๆ ก็คือการที่เค้ารู้ว่าเกิดมาทำไม และตัวเค้าเองมีประโยชน์โลกใบนี้แค่ไหน ถ้าคิดและทำได้แบบนั้น คนผู้นั้นประสบความสำเร็จแล้ว

ทุกวันนี้ ก็ยังเล่นอยู่ในเกมนี้ ค่อยๆ ซ่อมทีละด่านให้สมบูรณ์ และยังฝ่าด่านไปข้างหน้าเรื่อยๆ

ได้ข่าวว่าเกมนี้ไม่มีสูตรลัด ไม่มีเฉลยเกม เราต้องบุกไปข้างหน้าแต่ละด่านด้วยตัวเอง ล้มแล้วก็ต้องลุกด้วยตัวเอง

เกมนี้เล่นไม่ง่าย แต่ไม่ยาก ถ้าเราจะเอาจริงๆ เกิดมาแล้วนี่ มีชีวิตเดียวซะด้วยสิ

มาเล่นกันเถอะ!

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความพอดี

[ ความพอดี ]

เมื่อพูดถึง ความพอดี
มักจะมาพร้อมกับคำว่า “ไม่พอ” เสมอ

เมื่อเราตั้งเป้าไว้ว่า
เมื่อมีเงินถึงจุดนึง แล้วจะเลิกทำงาน
พอไปถึงจุดนั้น เรากลับเลิกไม่ได้
แถมยังต้องขวยขวายหาเงินและงานเพิ่ม..

เมื่อเราตั้งเป้าไว้ว้า
เมื่อมีคนที่เรารัก เราจะดูแลเค้าให้ดี
พอเรามีคนนั้น เรากลับกลัวไปว่า
สักวันหนึ่ง เค้าจะเลิกรัก และเราจะเสียเค้าไป

เมื่อเราตั้งเป้าไว้ว่า
อยากให้ชีวิตมีความสุข
แต่เรากลับตอบไม่ได้ ว่าตอนนี้
เรามีความสุข อยู่หรือเปล่า?

เมื่อเราตั้งความหวังสูงเกินไป
เรามักจะผิดหวัง…

แต่ถ้าเราไม่มีความหวัง
ก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมีชีวิตอยู่

เพราะว่า
คุณค่าของความหวัง
คือ คุณค่าของการมีชีวิต

ความพอดี
คงเป็นคำตอบของความหวัง

แต่ความหวัง
ก็เป็นคำถามได้เหมือนกันว่า
หวังไว้แค่ไหนถึงจะพอ?

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ความรักและก้าวแรก...

ความรักและก้าวแรก...

เราชอบเขา เพราะเขาเป็นเขาหรือเพราะปัจจัยภายนอกอย่างอื่น เรายังคงความเป็นตัวเองได้หรือไม่ขณะที่เรามีเขาเข้ามาผูกพันด้วย เขาคือคนที่เราไว้ใจและเชื่อมั่นได้มากน้อยแค่ไหน และที่สำคัญ เรารู้สึกมีความสุขเมื่อได้อยู่กับเขา มากกว่าการอยู่คนเดียวรืเปล่า

..ถ้าหากคำตอบที่ได้หลายๆ ข้อนี้ออกมาเป็นบวกเสียส่วนใหญ่ เราก็ไม่น่าจะต้องรีรอที่จะยอมตกหลุมรักใครสักครั้ง ..เพราะชีวิตของคนเราไม่ได้ยืนยาวสักเท่าไหร่ การได้พบเจอคนที่ถูกใจ บางทีมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก แต่สิ่งที่สำคัญ คือ เมื่อได้รักแล้วเราต้องรักแบบเข้าใจในความรักด้วย อย่าเพิ่งรีบคาดหวังว่าจะต้องเป็นรักแท้ที่ยั่งยืน ปล่อยให้ความรักค่อยเติบโต ให้มิตรภาพที่มีค่อยๆ งอกงามไปตามธรรมชาติ พร้อมๆ กับการเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไป

..ในโลกของความรัก เดี๋ยวนี้มันไม่ได้มีคำตอบแค่ "รัก" กับ "ไม่รัก" เท่านั้น มันยังมีคำว่า ความเหมาะสม การยอมรับ ครอบครัว หน้าที่การงาน และอะไรอื่นๆ อีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยากจะรักใคร เรารักได้ แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้ "รัก" กลับคืนมาในรูปแบบที่เราต้องการ เมื่อเรารักเป็น เราก็จะสามารถยอมรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร แม้ความรักอาจะไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต แต่มันก็มีค่า ต่อการมีชีวิตอยู่ ...เป็นแรงบันดาลใจให้เราทำอะไรได้มากมาย...

ส่วนคนที่ผิดหวังกับความรักมา คุณอาจมีอดีตที่เลวร้าย แม้คุณจะสามารถเก็บมันไปคิดทบทวน เพื่อเป็นบทเรียนที่ดีได้ แต่ไม่มีประโยชน์หรอกที่จะจมกับมันตลอดไป ลองเปิดใจที่จะเรียนรู้กับความรักอีกสักครั้ง บางทีคุณจะพบว่า ความสุขจากการได้รักนั้น ไม่ได้เกิดจากคนอื่นเลย แต่มันเป็นความสุขที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง จากหัวใจเราเอง และเมื่อรักเป็นของเรา ไม่ว่าคนที่เรารู้สึกรักนั้นจะจากไปไหน เราก็ไม่จำเป็นต้องฟูมฟาย กับการจากไปของเขา เพราะถึงอย่างไร รักที่คุณมีนั้นมันก็ยังอยู่กับตัวคุณเสมอ

Credit : hanatasia

แหล่งที่มา    Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

ยุคศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง

ยุคนี้คือ "ยุคแห่งความรู้" อย่างแท้จริง ความรู้ในโรงเรียนกำลังถูกท้าทาย และคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง กำลังถูกทิ้งห่างออกไปทุกทีๆ เพราะเราอยู่ในยุคที่อยากจะเรียกมันว่า "ยุคศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง"

ทุกวันนี้ถ้าเราอยากรู้อะไรสักเรื่อง เรามีทั้งอาจารย์กู (เกิ้ล) อาจารย์ยู (ทูบ) อาจารย์วิ (กิพีเดีย) ความรู้แทบจะทะลักทลายเป็นเขื่อนแตก เด็กฝรั่งนั้น สามารถเรียนสิ่งที่อาจารย์สอนทุกระดับชั้นจากโรงเรียนและมหาลัยดังๆ ผ่าน app ที่ชื่อ iTunes U

เจอวิดีโอความรู้ดีๆ ในยูทูบที่ดูทั้งชาติก็ไม่มีวันหมด ค้นหาคำความรู้ที่ต้องการ แล้วก็เจอกับเว็บไซต์เข้าท่ามหาศาล หรือถ้าอยากได้หนังสือฝรั่งสักเล่ม ก็ไม่ต้องเดินออกไปซื้อ แค่คลิกเดียว ไฟล์หนังสือก็มาอยู่ตรงหน้า

พูดตรงๆ ยุคนี้ไม่มีเรื่องอะไรที่ไม่ถูกสอนไว้ ขอเพียงแต่เรารู้ว่าเราอยากรู้เรื่องอะไรเท่านั้นเอง

แต่ทั้งหมดที่ว่ามา  ต้องอยู่ในเงื่อนไขว่าฟังหรืออ่านภาษาอังกฤษออกนะ ถึงบอกว่าคนที่ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง  คุณกำลังแย่แบบไม่รู้ตัว เพราะคนทั้งโลกกำลังเรียนรู้ด้วยตนเอง และมีคนจิตกุศลมากมายที่พร้อมจะแบ่งปันความรู้แบบฟรีๆ

คนที่ห้องสมุดใหญ่กว่า ยังไงก็มีโอกาสชนะสูง

ส่วนความรู้ในโรงเรียนบ้านเรานั้น  ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงยังล้าหลัง งงมากที่ลูกสาวผม 8 ขวบ ยังต้องเรียนภาษาไทยจากหนังสือ "ดรุณศึกษา"  ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว มันไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับเด็กเลย

ยังไม่นับที่โรงเรียนนั้นสอนนักเรียนให้กลัวครู จึงไม่มีใครกล้าถาม ยังจำประโยคที่พี่โจ้ คอมเมนเตเตอร์เดอะสตาร์  ผู้เป็นคุณครูของนักเรียนมาหลายสิบปี ได้ดี พี่โจ้เล่าให้ฟังว่า "ครูบางคนหลบซ่อนความไม่เก่งของเค้าไว้ในความดุ" ว่ามีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย

สอนลูกเสมอว่าความรู้อยู่นอกห้องเรียน  ในห้องเรียน เรียนให้พอผ่าน  แต่นอกห้อง ความรู้เราต้องค้นหา
และภาษาอังกฤษสำคัญมาก

สำหรับผู้ใหญ่อย่างเราๆ ท่านๆ  โลกนี้กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล แต่คนที่ไม่รู้ตัว  ก็จะไม่รู้ตัวต่อไปว่าวันนี้เรากำลังแข่งกับคนทั้งโลก ไม่ใช่แค่คนไทย

เขื่อนความรู้กำลังแตกทะลัก และ "ความรู้" ก็คือ "ทุน" ของยุคนี้ อย่างเองไม่มีปัญญาจะไปซื้อคอนโดหรูเป็นสิบๆ ห้อง แต่ทุกวันนี้ก็มี passive income  เทียบเท่ากับคนที่มีคอนโดหรูให้เช่าเป็นสิบๆ ห้อง เพราะมีทุนคือ "ความรู้" นั่นเอง

ย้ำอีกทีว่าเรากำลังอยู่ใน "ยุคศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง" ใครหยุดศึกษาหาความรู้ ไม่นานจะถูกทิ้งไว้จนไม่เห็นฝุ่น หรือไม่ก็กลายเป็นแรงงานราคาถูก

ความรู้ที่เรียนในโรงเรียนมันอายุสั้น โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน วันละหลายครั้งด้วย อย่าให้หนังสือเล่มสุดท้ายที่อ่าน คือวิชาสุดท้ายที่สอบตอนปี 4 เพราะความรู้นั้นมันล้าหลังไปนานแล้ว

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ชีวิตมีแค่ 21,900 วัน เมื่อนับอายุเฉลี่ย 60 ปี

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี

1 ปี เท่ากับ 365 วัน แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับถอยหลังเพื่อรอวันลาโลก

เปล่าเลย ไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม คิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก หากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป

โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี

แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ อุแม่เจ้า... 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย

คิดแบบนี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ เพราะนี่คือวันเสาร์ที่เราเหลือ...บนพื้นโลก

นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน (รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) .... ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!!

เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่ (คาดว่าน่าจะ) เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี

แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้ เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน

บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...ไอ้บ้า!!!

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี

อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...

แล้วนะ ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้

เคยสงสัยมั้ย... ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตาย วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา

ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายยนะ...เตือนแล้วไง

รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย... เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว

ใช้เวลา (ที่อาจจะ) สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอนให้สัมภาษณ์ยมบาล อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ

เดี๋ยวตายซะก่อน...เสียดายแย่!!!

แหล่งที่มา   Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

คลองผดุงกรุงเกษม

คลองผดุงกรุงเกษมเป็นคลองรอบพระนครชั้นนอก  ชุดชั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชุดเมื่อ พ.ศ. 2394 ด้วยทรงพิจารณาเห็นว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น และควรขยับขยายพระนครออกไป

จากนั้นพระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง  บุนนาค) ว่าที่สมุหพระกลาโหมเป็นแม่กอง เจ้าหมื่นไวยวรนาถเป็นกงสี จ้างจีนขุดคลองพระนครออกไปอีกชั้นหนึ่ง

โดยขุดถัดจากคลองรอบกรุงออกไปทางชานพระนคร  เริ่มขุดจากปากคลองริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดเทวราชกุญชร (วัดสมอแครง) ย่านเทเวศร์ มีแนวขนานไปกับคลองคูเมืองเดิม ผ่านย่านหัวลำโพง ตัดผ่านคลองมหานาค ไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาอีกด้านหนึ่งที่บริเวณวัดแก้วแจ่มฟ้า สี่พระยา

คลองแห่งนี้ขุดเสร็จใน พ.ศ. 2395 และได้รับพระราชทานชื่อว่า "คลองผดุงกรุงเกษม"

โดยคลองนี้ตัดผ่านคลองมหานาคบริเวณสี่แยกมหานาค ซึ่งเป็นบ่านการค้าที่สำคัญ ผ่านบริเวณหัวลำโพง ผ่านวัดมหาพฤฒาราม (เดิมเรียกว่า วัดทำเกวียน) โดยในสมัยที่ทำการขุดเริ่มแรกมีขนาดกว้างถึง 20 ม. ลึก 3 ม. ยาว 5.5 กม.

ปัจจุบันชื่อคลองผดุงกรุงเกษมใช้เป็นชื่อถนนเลียบตามแนวคลองนี้ และเป็นชื่อสถานที่ เช่น โรงภาพยนตร์ แต่มักเรียกสั้นๆ กันว่า "กรุงเกษม"

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 9 ธ.ค. 56 (532)

วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

"เงิน" บดบังความคิด

หลายครั้งคิดว่า "เงิน" คือ "หมอก" ที่บดบังความคิดของเรา

เปล่านะ  ไม่ได้กำลังจะบอกว่าเงินคือสิ่งชั่วร้าย หรือเราไม่ควรคิดถึงเรื่องเงิน เพราะเราอยู่ในโลกของ "ทุนนิยม" ที่ "นิยมทุน" จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินสำคัญ

คิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อได้ดูหนังเรื่องนึง

เด็กชาย 5 ขวบถามแม่ของเค้าว่า
วันคริสต์มาส เด็กๆ ขอของเล่นจากซานตาคลอส
แล้วผู้ใหญ่ล่ะ ขออะไรจากซานต้าครับแม่?

ผู้เป็นแม่ตอบว่า
"เงินสิลูก ผู้ใหญ่อยากได้เงิน จะได้เอาไปซื้ออะไรก็ได้"

นั่นล่ะ ที่บอกว่า "เงิน" คือ "หมอก" ที่บดบังความคิดของเรา

จริงๆ แล้วเงินเป็นแค่ "สะพาน" ไปสู่อะไรสักอย่างที่เราต้องการ เราไม่ได้ต้องการเงิน เราต้องการสิ่งนั้นที่เราต้องการ เพียงแต่หลายครั้งก็ต้องยอมรับว่า สิ่งที่เราต้องการมันก็ต้องใช้เงิน

ชีวิตเรามีความหมายมากกว่าเกิดมาเพียงเพื่อ "หาเงิน" แต่ก็อีกนั่นแหละ 90% ของคนบนโลกหมดเวลาไปกับการทำมาหากิน เพียงเพื่อให้อยู่รอดไปเดือนๆ จึงไม่มีเวลาไปคิดว่า "เราเกิดมาเพื่อทำอะไร?"

อยากแบ่งปันวิธีการที่จะทำให้เรารู้ว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร เป็นวิธีการที่ใช้กับตัวเองและคิดว่าดีมากๆ

เรียกวิธีนี้ว่า "หายใจให้พ้นน้ำให้เร็วที่สุด"

สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคน "คิด" แล้วลงมือทำก็คือ

หนึ่ง สรุปค่าใช้จ่ายต่อเดือนว่าเราต้องมีเงินกี่บาทถึงจะอยู่รอด
เช่น สมมติว่าถ้ามีเงิน 20,000 บาท/เดือน เงินจำนวนนี้จะเพียงพอที่จะจ่ายทุกค่าใช้จ่ายของเรา

สอง ทำอย่างไรถึงจะหาเงินจำนวนนั้นโดยใช้เวลาให้ "น้อยที่สุด"?
เช่น เพื่อให้ได้เงิน 20,000 บาท/เดือน นอกจากทำงานประจำที่เอาเวลาวันละ 8-10 ชั่วโมงไปแล้ว ยังมีวิธีไหนได้อีก?
เช่น รับจ๊อบงานนอกที่ใช้เวลาทำ 30 ชั่วโมง แต่ได้ 20,000 บาท ขายของออนไลน์ ดูแลวันละ 2 ชั่วโมง แต่ได้ 20,000 บาท ฯลฯ

จากนั้นเมื่อเราใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อหารายได้ที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่อเดือนแล้ว สมองเราจะมีเวลาเหลือไป "คิดเรื่องอื่น"

จุดนี้ล่ะคือจุดวัดใจ เพราะเราเลือกได้ระหว่าง เอาเวลาที่เหลือไปกิน เที่ยว เล่น หรือจะเอาเวลาไปคิดตอบคำถามที่ว่า "ชีวิตฉันเกิดมาเพื่อทำอะไร?"

รับรองว่าจะไม่มีคำตอบประเภท "อ๋อ! ฉันเกิดมาเพื่อหาเงิน" แต่เราจะรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าจริงๆ แล้วเราอยากทำอะไรกันแน่? และหลายครั้งคำตอบนั้นมักจะออกมาในรูปที่ว่า "ฉันอยากมีประโยชน์กับผู้อื่น"

เมื่อแก้วน้ำของเราเต็มแล้ว ไม่มีทางเลยที่เราจะไม่อยากแบ่งปันผู้อื่น

ลองคิดสิ ลองหาดูว่า ทำอย่างไร เราถึงจะใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อให้ได้เงินที่เราจำเป็นต้องใช้ต่อเดือน เราจะได้เหลือเวลาไปใคร่ครวญคำตอบดีๆ ของชีวิต อย่าเอาเวลาทั้งเดือนไปแลกเงินที่ใช้เดือนเดียวก็หมด

ไมง่าย แต่ก็ไม่ยาก มีคนทำได้เยอะแยะ

รีบหายใจให้พ้นน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อที่ "เงิน" จะได้ไม่เป็น "หมอก" ที่บดบังความคิดของเรา

คิดให้ออกเร็วๆ นะ ใกล้จะคริสต์มาสแล้ว เดี๋ยวจะเขียนขอซานตาคลอสไม่ทันว่าปีนี้อยากได้อะไร?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

คิดก่อนพูด

ถ้าอยากมีชีวิตที่ไม่มีปัญหา อย่าทำอะไรหุนหันพลันแล่นเวลาต้องตัดสินใจอะไรสำคัญๆ โดยเฉพาะถ้าเรากำลังโมโห

ทิ้งไว้ให้เย็น อาจจะหนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งวัน เราจะพบว่ามีสิ่งที่ไม่ควรพูด ไม่ควรทำมากมาย จากนั้นเมื่อเย็นลง จึงค่อยพูดหรือกระทำออกไป

ก่อนพูดหรือทำอะไรทุกครั้ง ลองใช้คาถานี้สิ ลองถามตัวเองว่า
"สิ่งที่ฉันกำลังจะพูดหรือทำต่อไป จะทำให้อะไรดีขึ้นมาบ้าง?"

เชื่อสิ คนฉลาดจะกลายเป็นคนโง่ทันทีที่ตัดสินใจตอนโมโห เคยโง่มาแล้ว อย่าโง่เหมือน...เลย

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ราชมังคลากีฬาสถาน

สนามกีฬาที่มีความจุมากที่สุดในประเทศไทย ไม่มีใครไม่รู้จัก "ราชมังคลากีฬาสถาน" ตั้งอยู่บริเวณสนามกีฬาหัวหมาก เขตบางกะปิ ติดกับ ม.รามคำแหง

สนามแห่งนี้ก่อสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม 2530 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก พ.ศ. 2531

แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2541 เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ กทม.เป็นเจ้าภาพ ออกแบบโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สนามแห่งนี้นับเป็นสนามเหย้าที่สำคัญของฟุตบอลทีมชาติไทยในปัจจุบัน ใช้จัดแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ ยังใช้จัดคอนเสริ์ตกลางแจ้ง รวมถึงจัดชุมนุมทางการเมือง

สนามมีศักยภาพรองรับผู้เข้าชมได้จำนวน 80,000 คน มีอัฒจันทร์จำนวน 65,000 ที่นั่งเป็นเก้าอี้ทั้งหมด ภายในมีสนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน ลู่วิ่งลานกรีฑา และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ปัจจุบันใช้รองรับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศที่สำคัญๆ รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทานและนักกระชิดมิตรของฟุตบอลทีมชาติไทย หรือสโมสรฟุตบอลของไทยกับทีมฟุตบอลต่างชาติ

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 6 ธ.ค. 56 (531)

ตั้งเป้าหมายชีวิตแล้วหรือยัง????

ตั้งเป้าหมายชีวิตปีหน้ากันเรียบร้อยหรือยัง?

อย่าเพิ่งเบื่อที่ชอบชวนทุกคนคุยเรื่องเป้าหมาย เพราะรู้ว่าการอยู่อย่างไม่มีเป้าหมาย มันเสียเวลาแค่ไหน ผ่านมันมาแล้ว

และเนื่องจากเป็นคนธรรมดาๆ  ไม่ใช่เทพจุติลงมาพร้อมกับเป้าหมายชีวิต จึงรู้เลยว่า "เป้าหมาย" นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องใช้ความพยายามตั้งมันขึ้นมา ตั้งแล้วล้ม ก็ต้องตั้งมันขึ้นมาอีก ปรับเปลี่ยนมันเรื่อยๆ

แต่ที่หลายคนไม่ตั้งเป้าหมาย รู้ว่าทำไม? เพราะผมเคยมีอาการแบบนี้มาก่อน คำตอบของการไม่ยอมตั้งเป้าหมายก็คือ "ไม่รู้ว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร?" ก็เลยไม่ตั้งดีกว่า ตั้งแล้วทำไม่ได้ ผิดหวังเปล่าๆ

จุดนี้ล่ะ คือความเข้าใจผิดมหันต์ ที่จริงแล้ว เคล็ดลับของการตั้งเป้าหมายก็คือ เราต้องรู้สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริงก็พอ มันไม่เกี่ยวกับวิธีการ

เราต้องรู้แค่ What? กับ Why? ไม่ใช่ How?

ถ้าปีใหม่นี้คุณอยากไปเชียงใหม่ มันไม่สำคัญเลยว่าคุณไปได้อย่างไร? จะมีรถมั้ย? ที่พักล่ะ? ขอแค่ตอบได้ชัดๆ ว่าดกลงอยากไปเชียงใหม่ใช่มั้ย? แล้วที่อยากไป เพราะอะไร?

ถ้าชัดเจนในเป้าหมายกับเหตุผล ไม่ว่าเป้าหมายจะใหญ่หรือไกลตัวแค่ไหน วิธีการมันจะตามมาเอง  และมันจะพาเราไปสู่เป้าหมายได้ในที่สุด อันนี้ยืนยันว่าเรื่องจริง เพราะมันเกิดขึ้นกับตัวทุกครั้งที่ตั้งเป้าหมาย

ใครที่ทำงานบริษัท  คงรู้ดีว่าบริษัทนั้นจะเรียกประชุมพนักงานที่เกี่ยวข้อง  เพื่อวางแผนเป้าหมายของปีหน้าตั้งแต่เดือนตุลาคมแล้ว ช่วงนั้นพนักงานจะปวดหัวกับการประชุมสุดๆ  คำถามก็คือ แล้วเป้าหมายชีวิตเราล่ะ? อีกไม่กี่วันก็หมดปีแล้วนะ

อย่าไปตั้งเป้าหมายตอนปีใหม่ เพราะตอนนั้นอารมณ์จะพาให้เราฝันฟุ้ง ฉันจะลดน้ำหนัก ฉันจะศึกษาเรื่องการลงทุนเพิ่ม ฯลฯ เพื่อที่วันที่ 15 มกราคม ทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม เพราะตอนนั้นบรรยากาศมันพาไป

ก่อนที่จะมัวนึกถึงแต่เรื่องวันหยุด ตั้งเป้าหมายตั้งแต่ตอนนี้เลยดีมั้ย?

หากระดาษมาหนึ่งแผ่น ปากกาหนึ่งด้าม อย่าเขียนลงในโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต หาเวลาเงียบๆ อยู่คนเดียวสักชั่วโมง

เขียนลงไปว่าอีก 12 เดือนข้างหน้า
  1. ฉันอยากจะมีชีวิตแบบไหน?
  2. ฉันอยากทำงานแบบไหน?
  3. ฉันอยากมีรายได้เท่าไหร่?
  4. ฉันอยากมีสุขภาพกาย-ใจแบบไหน?
  5. ฉันอยากใช้ชีวิตอยู่กับใคร?
  6. ฉันอยากทำอะไรเพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ากับผู้อื่น?
6 คำถามนี้จะทำให้เราไม่หลงทางในปี 2557 รวมทั้งไม่หลงทางจากนี้ตลอดชีวิต

เขียนมันลงไป โดยไม่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ ขอแค่ชัดเจนและอยากจริงๆ อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์อย่างเดียว

เขียนเสร็จแล้วติดไว้ในที่ๆ มองเห็น ทุกวันจากนี้ไปจนจบปี 2557

ตั้งเป้าหมายของเรียบร้อยแล้ว คุณลองตั้งเป้าหมายของคุณสิ แล้วอีก 1 ปีข้างหน้า เราจะมาแชร์ความสำเร็จกัน

เอ้า! ใครเอาด้วย ยกมือขึ้นนนนนน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เงินทดแทนหยุดพักรักษาตัว

ลูกจ้างที่เจ็บป่วยไม่เนื่องจากการทำงาน หมดให้หยุดพักรักษาตัวเป็นเวลา 2 เดือน จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากประกันสังคมหรือไม่ ?

ผู้ประกันตนที่เจ็บป่วยไม่เนื่องจากการทำงาน หากต้องหยุดพักรักษาตัวตามคำสั่งแพทย์ จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ 50 ของค่าจ้างไม่เกิน 90 วันต่อครั้ง และไม่เกิน 180 วันต่อปี เว้นแต่ ป่วยด้วยโรคเรื้อรัง จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ไม่เกิน 365 วัน (ทั้งนี้ ผู้ประกันตนจะต้องใช้สิทธิวันลาป่วย ตามกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานโดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างครบ 30 วันแล้ว)

แหล่งที่มา    Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

ทันตกรรมจะได้สิทธิอะไรบ้าง

กรณีทันตกรรมจะได้สิทธิอะไรบ้าง ?

กรณีถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด ได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 300 บาทต่อครั้ง และไม่เกิน 600 บาทต่อปี

กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วน จะได้รับค่าบริการทางการแพทย์และค่าฟันเทียม เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ใส่ฟันเทียม ดังนี้
     1) 1-5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,300 บาท
     2) มากกว่า 5 ซี่ เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ไม่เกิน 1,500 บาท

และกรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปาก เบิกได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 4,400 บาท ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ใส่ฟันเทียมนั้นตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
     1) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่างเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 2,400 บาท
     2) ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่างเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 4,400 บาท

แหล่งที่มา     Facebook : สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เราต่างมีไจแอนท์ในตัวเอง ...

 "ไจแอนท์" หรือ "โกดะ ทาเคชิ" เด็กผู้ชายลูกเจ้าของร้านขายผัก ผู้มีรูปร่างใหญ่ แข็งแรง หูเบา ชอบรังแกโนบิตะเสมอๆ ถึงแม้ไจแอนท์จะดูไม่ฉลาดมากนักแต่ก็ยังเรียนได้ดีกว่า "โนบิตะ"

"ไจแอนท์" ชอบร้องเพลงมากทั้งๆ ที่เสียง "ไม่เอาไหน" แบบสุดๆๆ แต่เขาคิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนเสียงดี จึงมักจะโกรธเสมอๆ เมื่อเพื่อนไม่ยอมมาฟัง นอกจากนั้น ไจแอนท์มีความฝันยังอยากเป็นพ่อครัว แต่ฝีมือทำอาหารของไจแอนท์ก็ไม่เอาไหนเช่นเดียวกัน

อีกนิสัยแย่ๆ ของ "ไจแอนท์" ก็คือ เค้ามักจะแย่งของเล่นของเพื่อนเป็นประจำ จนมีสุภาษิตประจำตัวว่า "ของนายก็คือของฉัน ของฉันก็คือของฉัน"

คนส่วนใหญ่มักจดจำโนบิตะในแง่ของ "ความขี้เกียจ" โดยลืมมองไปว่า "ไจแอนท์" เองก็มีทั้งพละกำลัง มีอิทธิพล บังคับเพื่อนๆให้มาเล่นด้วยได้ หรือแม้แต่ห้ามโนบิตะเล่นด้วยก็ยังได้ ยังจ้องจะขโมยของวิเศษเช่นกัน หากมีตัวตนในชีวิตจริง ไจแอนท์น่าจะเป็นคนที่น่ากลัว และเลวร้ายกว่า "โนบิตะ" หลายเท่านัก

ในชีวิตจริง เราทุกคนล้วนมีมุมที่ไม่แตกต่างจาก "ไจแอนท์" บางครั้งก็อาจจะมั่นใจในตัวเองจนหลงลืมที่จะฟังเสียงคนรอบข้าง บางคราวอาจจะแอบใช้ "อำนาจ" และ "อิทธิพล" ในทางที่ผิด หรือแม้กระทั่งยึดในความเป็นเจ้าของ "ของเล่น" บางชิ้นชนิด "ตัวกู ของกู" มากจนเกินไป

แต่ถึงแม้ "ไจแอนท์" จะเลวร้ายแค่ไหน แต่เมื่อถึงเวลาจำเป็นเขาก็พร้อมที่จะช่วยคนอื่น เพราะลึกๆ แล้วจิตใจของเขาเป็นคนโอบอ้อมอารี อยู่เหมือนกัน หากสังเกตได้จากหลายๆ ตอนที่เค้าพยายามจะช่วยเหลือคนอื่นก่อนโดยที่ไม่ได้นึกถึงตัวเอง

คนเขียนทำให้ "ไจแอนท์" เป็นตัวการ์ตูนที่ดูเหมือนจะชั่วร้าย แต่กลับมีจิดใจดี (ในบางคราว) ทำให้เราสังเกตว่าแม้แต่การ์ตูนเอง ก็ยังมีทั้งมุมที่เลวร้าย และมุมที่ดี แล้วจะนับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ย่อมมีหลายมุมแตกต่างกันไป ...

ถึงแม้จะเชื่อว่าเราทุกคน ล้วนมี "ไจแอนท์" อยู่ในตัวเอง
แต่มั่นใจว่า เราทุกคนสามารถควบคุมไจแอนท์ได้เช่นกัน

หากเราตั้งใจจะทำมันจริงๆ ....

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

คุณค่าในตนเอง

อาจารย์มหาวิทยาลัยคนนึง เริ่มการสนทนาในชั้นเรียนด้วยการควักธนบัตรใบละ 1,000 บาท ออกมาให้นักศึกษาดู แล้วถามว่า "มีใครอยากได้บ้างไหม"

นักศึกษาทุกคนยกมือขึ้นทันที

อาจารย์ขยำธนบัตรนั้น จบยับยู้ยี่ แล้วถามอีกครั้งว่า "มีใครยังอยากได้ธนบัตรใบนี้อีกหรือไม่"

ทุกคนยังยกมือขึ้นเหมือนเดิม

อาจารย์ถามต่ออีกว่า "ถ้าสมมุติว่า ธนบัตรใบนี้ถูกทิ้งอยู่บนพื้น แล้วมีคนมาเหยียบย่ำจนสกปรก ยังจะมีใครอยากได้อีกหรือไม่"

นักศึกษาทุกคนตอบว่า ยังอยากได้

อาจารย์จึงกล่าวสรุปว่า

"นั้นคือสิ่งมีค่าที่พวกเธอได้เรียนรู้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเธอจะทำอะไรกับธนบัตรใบนี้ มันก็คงยังมีราคา 1,000 บาทเสมอ ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใครซ้ำเติม เหยียบย่ำ ถูกขยี้ ยับเยิน เพราะผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เธอเกิดความรู้สึกว่าตนเอง ไร้ค่า แต่รู้ไหม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี คุณค่าของความเป็นคน ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือยับยู้ยี่แค่ไหนก็ตาม"

แหล่งที่มา   Facebook : Sinthorn

คำคม 4 ธ.ค. 2556

3 สิ่งในชีวิต ที่เราไม่มีวันได้มันกลับคืนมา
   1) โอกาส ที่เราพลาดไปแล้ว
   2) คำพูด ที่เราได้พูดออกไปแล้ว
   3) เวลา.. ที่เราได้สูญเสียไปแล้ว

จงใช้โอกาสให้คุ้มค่า
จงคิดไตร่ตรองให้ดี และพูดดี
จงมีเวลาให้กับคนที่คุณรักทุกๆ  วัน

บางครั้งคนเราก็...
     จำเป็นต้อง "เจ็บปวด" เพื่อให้เราเติบโตขึ้น
     จำเป็นต้อง "ผิดพลาด" เพื่อให้เราได้เรียนรู้
     จำเป็นต้อง "ล้มเหลว" เพื่อแลกกับประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่
          เพราะท้ายที่สุดแล้ว "ชีวิต" มันไม่ใช่เรื่องของความสมบูรณ์แบบ

Three sentences for getting success:
a) know more than other
b) work more than other
c) expect less than other.
-- William Shakesphere --

มีอยู่ 4 อย่างในโลกนี้ที่ "เงิน" หาซื้อไม่ได้
     1. เวลา
     2. ความรัก
     3. ชีวิต
     4. และมิตรแท้
          ถ้า 4 สิ่งนี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตคุณ จงอย่าตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ที่ "เงิน" เพียงอย่างเดียว

คนมากมายในโลกนี้ตกอยู่ใต้อำนาจของเงินจนยอมทำชั่ว
เพียงเพื่อให้ได้ผลตอบแทนในรูปของเงินตรา จนกว่าตัวเองจะพอใจ
     จงควบคุมเงิน ก่อนที่เงินจะควบคุมเรา
     จงควบคุมความโลภ ก่อนที่ความโลภจะควบคุมเรา
-- Mr.Messenger --

อะไรที่ได้มาง่าย ก็มักจะเสียไปโดยง่าย
อะไรที่ได้มายาก ก็มักจะเสียไปโดยยาก
     ได้มาง่าย เสียไปยาก เราเรียกว่า มีการพัฒนา
     ได้มายาก เสียไปง่าย เราเรียกว่า ประมาท
          จุดเริ่มต้นของคนร้อยคน อาจเริ่ม ณ จุดที่แตกต่างกัน
          จะโทษฟ้า โทษดิน โทษได้แค่ตอนนั้นล่ะ
          หลังจากนั้น มันเป็นเรื่องของ "มานะ" และ "พยายาม"

แหล่งที่มา   Facebook : Sinthorn

โลกนี้มันไม่สมประกอบไปเสียทั้งหมดหรอก
ขนาดฝันหวาน ... ยังต้องสะดุ้งตื่นลุกขึ้นไปฉี่

อย่าให้ "อคติ"
บดบัง "ทัศนคติ"
จนขาด "สติ

4 เคล็ดลับที่ครอบครัวสอนผมเรื่อง “เงิน”
     1. อยู่กับความจริง
     2. ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
     3. เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องมีที่มาที่ไป
     4. จัดการเงินของตัวเองให้ดีที่สุด
          :)

ถ้าอยากออกไปแตะขอบฟ้า...
อย่าลืมดูด้วยว่า "ท้องฟ้า" อยู่ที่ไหน

ถ้าอยากได้รับการยอมรับจากสังคม
คุณต้องรู้จักยอมรับคนอื่นก่อน ...

แทนที่เราจะมานั่งหา "สิ่งที่คนอื่นมี แต่เราไม่มี"
เราเอาเวลามาหา "สิ่งที่ตัวเองมี แต่คนอื่นไม่มี"

คุณจะถึงจุดหมายได้อย่างไร
หากมัวแต่ใส่ใจคำของคน

บางครั้ง... ความเงียบ
กลายเป็น "ความเห็น" ที่ดีที่สุด

การเป็นคนขี้ลืม
บางครั้งก็มีข้อดี
ตรงที่ไม่ต้องจำเรื่องแย่ๆในชีวิต

วิธีเอาชนะความผิดพลาด
คือทำมันซ้ำๆย้ำๆ...

หนังสือที่ดี...
คือหนังสือที่เรา "ชอบ"
     ชีวิตที่ดี...
     คือชีวิตที่เรา "ใช้"

ถ้าชีวิตมันไม่ตลก...
ก็อย่าไป "ฝืน" หัวเราะ

ถ้าจะเรียกตัวเองว่า "คนตรง"
อย่าลืมมั่นคงใน "มารยาท

ความผิดหวังจะชัดเจนที่สุด
เมื่อเรายอมรับว่า ...
ความผิดหวังนั้นได้เกิดขึ้นจริง

มิตรภาพที่ดี ...
อาจไม่ได้พิสูจน์ที่ระยะเวลา

อย่าลืมติคนที่เราชอบ
อย่าลืมชมคนที่เราเกลียด
... ตามจริง

เปลี่ยน "ห" (ปัญหา) เป็น "ญ" (ปัญญา) แล้วเติมไฟใส่สมองนะครัชชช

อดีตและปัจจุบัน...
ไม่สามารถกำหนดอนาคต

คนรวยจริง...ดูยากเพราะทำตัวธรรมดา
คนอวดรวย...ดูง่ายเพราะทำตัวโอเวอร์

ภาษีที่แพงที่สุด คือ "ภาษีสังคม"

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

4 ธ.ค.วันสิ่งแวดล้อม

♪♪ให้โลกเราสวย พวกเรามาช่วยกัน (-^〇^-)

4 ธันวาคม พ.ศ. 2532 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสใจความเกี่ยวกับสถานการณ์สิ่งแวดล้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ และได้ตรัสเตือนพสกนิกรให้ร่วมมือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ดังนั้นเพื่อเป็นการตระหนักถึงปัญหาและเพื่อให้เกิดความร่วมมือปกป้องและรักษาธรรมชาติให้คงความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนตลอดไป ทางคณะรัฐมนตรีจึงกำหนดให้วันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย มาช่วยกันอนุรักษ์ไปพร้อมๆ กัน  ^^

ขอบคุณข้อมูลจาก http://bit.ly/19Nkv4k

แหล่งที่มา   Facebook : KBank Live

วัดปากน้ำภาษีเจริญ

หลังจากที่มีประกาศแถลงการณ์สมเด็จพระสังฆราชฯ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2556 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้น ทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

ล่าสุดนายนพรัตน์  เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศนาแห่งชาติ ได้เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ จึงขอแนะนำให้รู้จักกับวัดปากน้ำภาษีเจริญพอสังเขป

วัดปากน้ำ เป็นวัดโบราณสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลาง ที่ตั้งของวัดมีลักษณะเป็นเกาะรูปสี่เหลี่ยมมีน้ำล้อมอยู่ทุกด้าน เคยมีปรากฎชื่อวัดสมุทธารามในแผนที่กรุงเทพฯ  พ.ศ. 2453 และ พ.ศ. 2474 แต่คนนิยมเรียกวัดปากน้ำมากกว่า

ภายในวัดปากน้ำมีหอสังเวชนีย์มงคลเทพนิรมิต หรือหอหลวงพ่อ เป็นที่ประดิษฐานสังขารหลวงพ่อสด จนทลโร มีพระมหาเจดีย์มหารัชมงคลเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมผสมทรงกลมฐาน 9 ชั้น พุทธศิลป์ผสมผสานระหว่างศิลปะล้านนาและศิลปะรัตนโกสินทร์ ได้รับต้นแบบมาจากเจดีย์วัดโลกโมฬี จ.เชียงใหม่

พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูน  ลงรักปิดทองศิลปะอยุธยา พระพักตร์ผุดผ่องด้วยพุทธลักษณะคล้ายพระมงคลบพิตรในวิหารมงคลบพิตร  จ.พระนครศรีอยุธยา

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพุธที่ 4 ธ.ค. 56 (530)

การใช้เวลาในการทำงานของพนักงาน

ข้อมูลที่ Robert Half International บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ซึ่งให้คำปรึกษาด้านทรัพยากรมนุษย์ (HR) เค้าเปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจเรื่อง "การใช้เวลาในการทำงานของพนักงาน"

คิดว่าน่าสนใจมาก อ่านแล้วสะท้อนใจ เลยเอามาฝากกัน

เค้าบอกว่า พนักงานส่วนใหญ่
ใช้เวลา 50% ไปกับเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดงาน
โดย 37% ของเวลาในการทำงาน
หมดไปกับการคุยเรื่อยเปื่อย ละครหลังข่าว เม้ามอยดารา คอยนินทาคนอื่น
ทั้งหมดของบทสนทนา ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานแม้แต่น้อย

และอีก 13% หมดเวลาไปกับการมาสาย กลับก่อน กินข้าวกลางวันนาน พักดื่มกาแฟ เล่นเน็ต อ่านหนังสือพิมพ์ หรือไม่ก็แอบเอางานนอกมาทำในออฟฟิศ

ที่แย่ไปกว่านั้น พอไร้สาระเสร็จแล้ว ได้เวลาทำงานจริงซะที ปรากฏว่าพนักงานเหล่านี้กลับทำงานได้เชื่องช้า  ไม่มีประสิทธิภาพ งานคืบหน้าไปน้อยมาก

ประเด็นก็คือ ถึงแม้พนักงานเหล่านี้จะใช้เวลาเรื่อยเปื่อยสูญเปล่า แต่งานมันไม่ได้ละลายหายไปในอากาศ งานมันยังอยู่เท่าเดิม เดดไลน์เหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็คือ เผางานเอาตอนนาทีสุดท้าย แล้วงานก็ออกมาไม่ดี ผิดพลาด

ถอยออกมามองไกลๆ แล้วเห็นว่านี่คือปัญหาบั่นทอนความก้าวหน้า ทั้งของตัวเอง บริษัท และของชาติเลยทีเดียว

ในแง่ตัวเอง เราเอาเวลาชีวิตของเราไปขว้างทิ้งอย่างสูญเปล่า การมาทำงานแต่ละวันแล้วทำตัวแบบนี้  ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราพัฒนาขึ้นเลย มีแต่แก่ไปวันๆ

ในแง่บริษัท อันนี้เสียแบบเต็มๆ ตรงๆ รับเงินเดือนเต็มเดือน แต่ทำงานครึ่งเวลา  วันไหนที่ลูกจ้างออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง จะเข้าใจหัวอกนายจ้างว่าเจ็บแค่ไหน

ในแง่ของประเทศชาติ ถ้าคิดว่าเวลาของประชากรทุกคนก็คือทรัพยากรของชาติ (ภาษาวิชาการเรียกว่า Man Hour) ประเทศก็สูญเสียทรัพยากรไม่ต่างกับท่อประปาแตก  น้ำรั่วไปวันๆ เพราะไม่มีผลิตผลอะไรดีๆ งอกงามขึ้นมา

ดีนะ ที่ผลวิจัยนี้เกิดขึ้นที่อเมริกา เพราะพนักงานในบ้านเราไม่เป็นอย่างนี้ พวกเราตั้งใจทำงานกันทุกคน
ใช่มั้ย?

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought