วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

20 S's ที่จำเป็นสำหรับการทำให้ธุรกิจของคุณไปถึงฝัน

  1. Senses. จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง เริ่มจากการมีความรู้สึกว่านี่คือใช่ ใชัความรู้สึกมากกว่าตรรกะและทฤษฎีทั้งหลายในการทำงาน
  2. Study จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจคือการสึกษาหาข้อมูลที่จำเป็นในทุกด้าน อาจไม่ 100% แต่ก็ดีกว่า 0
  3. Strategy. ทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีแนวทางที่ชัดเจนและจะเฉือนคู่แข่งได้ก็ด้วยกลยุทธ์ที่เด็ดขาดที่สามารถนำพาธุรกิจไปสู่ตลาดใหม่ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างได้ผลด้วยวิธีทีมีประสิทธิภาพ
  4. Story ธุรกิจที่ไม่มีเรื่องราวและจุดดึงดูดในการนำเสนอก็เหมือนชีวิตที่ไม่มีสีสัน ขาดเสน่ห์และความน่าสนใจให้ติดตาม Story ในที่นี้คลอบคลุมถึงเรื่อง Brand Building ด้วย
  5. Style เมื่อมีเรืองราวแล้ว ก็ต้องมีวิธีการนำเสนอทีเร้าใจ กระตุ้นความรู้สึกร่วมของกลุ่มเป้าหมายกับแบรนด์และธุรกิจของเราให้ได้ Style รวมถึง Logo, Packaging, Showroom, Advertising, Sales Presenter และทุกสิ่งอย่างที่ลูกค้ามองเห็น
  6. Swift (หรือSpeed) หมดยุคปลาใหญ่กินปลาเล็กและเข้าสู่ยุคของคนเร็วกว่าเป็นผู้ชนะ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่โหดร้าย มีจำนวนคู่แข่งมากพอๆกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สามารถสลัดทิ้งความชอบเดิมๆได้เพียงชั่วข้ามคืน ธุรกิจขนาด็กและว่องไวในการปรับตัวเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ
  7. Selections การคัดเลือกสิ่งนำเสนอให้ลูกค้าอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับ Story และStyle ของการนำเสนอจะช่วยให้สินค้าและบริการของคุณมีคุณค่า และขายได้ราคามากขึ้น
  8. Selected เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนและสื่อสารให้ตรงประเด็น พูดเฉพาะในสิ่งที่เค้าไม่เคยรู้และอยากฟัง อย่าพูดในสิ่งที่เค้ารู้แล้วและไม่อยากฟัง
  9. Sales การกำหนดกลยุทธ์การขายและโครงสร้างราคาที่ลงตัว จะช่วยให้Product Flow ในตลาดไปได้ไกลกว่าที่คุณคิด เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการคนไทยมีความชำนาญน้อยที่สุด
  10. Supply การปล่อยของขาดหรือทีมงานบริการไม่พอคือการเสียโอกาสที่เกินจะรับได้ อย่าปล่อยให้เกิดขึ้น
  11. Service เมื่อขายแล้ว การบริการจะเป็นตัวตัดสินว่าลูกค้าคนเดิมจะกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่
  12. Satisfy หมั่นประเมินความพึงพอใจของลูกค้า และแชร์ให้ทุกหน่วยงานรู้ อย่าให้ปล่อยให้ปัญหาค้างคา สาเหตุที่ลูกค้าจะเดินจากไปอาจมาจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งก็ได้
  13. Smile คนไทยโชคดีที่สุดในโลกที่มีความสามารถในการยิ้มอยู่ในDNA. ไม่ว่าจะสุข เศร้า เหงา ทุกข์ คนไทยยิ้มได้เสมอ จงเปลี่ยนรอยยิ้มให้กลายเป็นอาวุธมัดใจลูกค้า
  14. Simple ทำธุรกิจให้เรียบง่าย ลดขั้นตอนความยุ่งยากให้มากที่สุด เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย และทำจริงได้ง่ายคือ 3 key words สำคัญ
  15. Save มีแผนรองรับความเสี่ยงด้านรายได้ กล้าจ่ายในสิ่งที่ต้องจ่ายและอย่าไปเสียในเรื่องไม่จำเป็น การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ที่แพงที่สุดไม่การันตีว่าเราจะขายได้ดีตามนั้น ให้ลงทุนในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองเท่านั้น
  16. Share แบ่งปันสิ่งดีๆกลับคืนสู่สังคม ไม่ต้องไปทำไกลถึงชายแดน เอาแค่บริเวณรอบๆร้านหรือภายในชุมชน ธุรกิจของคุณสามารถ 'ให้' อะไรได้มากมาย เช่นดูแลสวนสาธารณะบริเวณนั้น จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เด็กๆ
  17. Stamina ทำธุรกิจกับความอึดเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะในระยะ 1-3 ปีแรกที่คุณยังเป็น Nobody ในตลาด
  18. Steps ทุกอย่างมีขั้นตอน ขอให้อดทน อย่า GMO ธุรกิจด้วยการนำวิธีลัดมาใช้ มันอาจทำให้ได้ประโยชน์ในระยะสั้น แต่มันไม่ยั่งยืน
  19. Screen กล้าหยุดทุกสิ่งที่ไม่ใช่ พยายามแยกแยะทุกสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือมาทำลายภาพลักษณ์ของธุรกิจออกให้ได้ เช่นสินค้าไม่เข้า คำแนะนำต่างๆที่แม้ว่าดีแต่มันไม่เข้ากับธุรกิจของคุณ คุณก็ไม่ควรนำมาปฏิบัติ
  20. Start ทั้งหมดที่พูดมาไม่มีความหมายอะไรถ้าคุณไม่เริ่มลงมือทำ
แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

Google Logo : 30 มิ.ย. 2557 World Cup 2014



2014 FIFA World Cup™

10 ความเหมือนระหว่างการขายของและการจีบหญิง

ถ้าบริษัทของคุณมีทีมขายในลักษณะที่ เราเป็นฝ่ายไปพบลูกค้า คุณจะสอนทีมขายของคุณให้เข้าใจง่ายๆได้ยังไง ลองเอาหลักการจีบสาวไปใช้ดู

1.เราจีบผญ.เพราะต้องการความรัก
ในขณะที่เราขายของเราก็ต้องการยอดขาย
(เหมือนในด้านของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน)

2.เราไปหาผญ.บ่อยๆ ไปตื้อเพื่อแสดงความตั้งใจจริง
เราก็ต้องไปเยี่ยมร้านค้าบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย
(เหมือนในด้านความถี่ในการเยี่ยม)

3.ผญ.ต้องการความสม่ำเสมอจึงจะใจอ่อน 
ร้านค้าก็ต้องการเซลส์ที่ไปเยี่ยมสม่ำเสมอเช่นกัน
(เหมือนในด้านความสม่ำเสมอในการเยี่ยม)

4.ระหว่างอยู่กับผญ. ก็ควรใส่ใจในรายละเอียดที่เค้าต้องการ
เวลาเข้าร้านค้าก็ต้องดูแลร้านค้าให้เรียบร้อย
(เหมือนในด้านคุณภาพของการเยี่ยม)

5.เวลาจีบผญ.ใหม่ๆ ไปหาแล้วไม่ได้เห็นหน้า แค่เห็นหลังคาบ้านก็ยังดี
ไปขายของกับร้านใหม่ๆ แม้จะไปแล้วขายไม่ได้ แต่ได้ไปเช็คสต็อกในร้านก็ได้ใจเจ้าของร้านแล้ว
(เหมือนในด้านการบริการ สร้างความพึงพอใจ)

6.รับปากผญ.อะไรไว้บ้างก้ต้องทำให้ครบ
เหมือนเรารับปากร้านค้า ก็อย่าให้ขาดตกบกพร่อง
(เหมือนในด้าน commitment)

7.นานๆ พาสาวไป surprise เที่ยวที่ใหม่ๆสักครั้
นานๆก็หารายการส่งเสริมการขายไปลงที่ร้านค้าสักที
(เหมือนในด้าน Promotion)

8.เมื่อผญ.เค้ารับรักเราแล้ว ก็ไม่ควรทิ้งขว้าง
คนที่เป้นลูกค้าเก่า เราก็ควรสนใจดูแลอย่างเต็มที่
(เหมือนในด้านการดูแลลูกค้า)

9.ไปเดทกับผญ.ก่อนกลับบ้านยังมีนัดแนะกันว่าครั้งต่อไปจะเจอกันวันไหน ที่ไหน
ก่อนออกจากร้านค้า ก็ควรแจ้งหรือนัดหมายการเยี่ยมครั้งต่อไป
(เหมือนในด้านการกำหนดแผนการเยี่ยม)

10.กลับถึงบ้านยังโทรรายงานกันได้ว่าถึงแล้วนะ
ขายของเสร็จก็ควรโทรตามว่าสินค้าส่งถึงแล้วเรียบร้อยตาม order หรือไม่
(เหมือนในด้าน After Sale Service)

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

เป้าหมายยิ่งใหญ่เท่าไหร่...มีคำต้านทานมากเท่านั้น

ถ้าคุณเดินไปซื้อของที่ 7-11 หน้าหมู่บ้าน
คงไม่มีใครช่วยกันห้ามคุณว่าอย่าไปเลย

ถ้าคุณคิดจะเปิดร้าน 7-11 หน้าหมู่บ้านบ้าง
ก็อาจจะเริ่มมีคนห้ามคุณว่าอย่าทำเลย

และถ้าคุณคิดจะเปิดร้านของคุณเองแข่งกับ 7-11
ทีนี้ก็ล่ะ คนจะห้ามคุณเพียบว่า "มึงจะบ้าเรอะ"

นั่นล่ะคำอธิบายของประโยคที่ว่า
เป้าหมายยิ่งใหญ่เท่าไหร่
ก็ยิ่งมีความหวังดี มีคำต้านทานมากเท่านั้น

ถ้าคุณทำอะไรบางอย่างอยู่
แล้วไม่เคยถูกใครทักท้วงห้ามปรามเลย
แปลว่าเป้าหมายของคุณนั้นเล็กมากๆ
เล็กจนไม่มีใครสนใจ

แต่ถ้าคุณเจอคำห้ามปรามเป็นประจำว่า "อย่าเลย"
คุณก็ต้องเข้าใจว่า
"เป้าหมายใหญ่นั้น คนธรรมดาไม่เข้าใจ"

ไม่  ไม่ได้หมายถึงให้เราบ้าบิ่น ไม่ฟังใคร
แต่ถ้าเรารอบคอบแล้ว หาข้อมูลแล้ว
ถ้าคิดว่าดีแล้ว ก็จงทำต่อไป

สิ่งที่แตกต่างระหว่าง "คนบ้าบิ่น" กับ "คนท้าทาย"
ก็คือคนท้าทาย เตรียมคิดในกรณีเลวร้ายที่สุดไว้แล้ว
ว่าถ้ามันเกิดขึ้น เขาจะรับมืออย่างไร
เมื่อคิดเผื่อไว้แล้ว จึงลงมือทำได้เต็มที่

ส่วนคนบ้าบิ่นคือลุยไปข้างหน้า
โดยไม่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยไว้เลย
เวลาล้มจึงเจ็บหนักปางตาย

แต่ก็ยังดีกว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่ลุยไปข้างหน้าเลย
เอาแต่ยืนอยู่หน้า 7-11 แล้วบอกคนอื่นว่าอย่าเลย

อยากรู้ว่าเป้าหมายเราใหญ่แค่ไหน
ลองดูสิ ว่ามีคนห้ามปรามคุณแค่ไหน
นั่นล่ะ ตัววัดขนาดของเป้าหมายชั้นดี

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความคุ้นเคยกับความคิดสร้างสรรค์มักอยู่คนละที่

ปกติแล้วความคุ้นเคยกับความคิดสร้างสรรค์มักอยู่คนละที่เสมอ

เมื่อไหร่ที่เราทำตัวคุ้นเคยหรือมีพฤติกรรมอะไรที่ติดจนเป็นนิสัย เราจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องมีอะไรใหม่ หรือไม่รู้สึกแปลกกับการไม่มี input อะไรใหม่ๆเข้ามาในวิถีชีวิต

มันเป็นเรื่องแปลกมากที่คนเราชอบความเคยชินแต่กลับมองหาสิ่งใหม่อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นแล้ว การทำธุรกิจบนพื้นฐานของความเคยชินเป็นสิ่งอันตรายมาก เพราะมันจะจำกัดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นไป

เคยขายอะไรก็ขายอย่างนั้น
เคยตั้งราคา วางตลาดยังไงก็ทำแบบเดิม
พนักงานก็ชุดเดิม ร้านก็ตกแต่งแบบไหนมาตั้งแต่วันแรกที่เริ่มกิจการทุกวันนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
สิ่งนี้ส่งผลเสียอันร้ายกาจต่อเรามากๆ ใน 2 มุมมอง
1. คู่แข่งจับทางได้
2. ลูกค้าหรือผู้บริโภคขาด something exciting ทำให้ขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

จุดสร้างความแตกต่างที่ทำให้ธุรกิจมีคุณค่า และทำให้ลูกค้าธรรมดากลายเป็นลูกค้าคุณภาพที่เต็มใจจะจ่ายเงินสูงขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่า คือการที่คุณสามารถนำเสนอสิ่งใหม่ๆให้เค้าได้เสมอ

แน่นอนว่า คุณไม่สามารถนำเสนอสิ่งใหม่เพียงครั้งเดียว แล้วโดนใจลูกค้าได้ 100%

แต่ทุกๆ ครั้งที่คุณปล่อยอาวุธออกไป คุณจะได้ลูกค้าบางรายกลับมา
ยิ่งคุณปล่อยอาวุธบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น คุณจะได้ลูกค้าที่มีคุณภาพมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการออกสินค้าใหม่ เปลี่ยนรูปแบบการขาย เปลี่ยนทีมงานบางส่วน เปลี่ยน supplier outsource บริษ้ทออกแบบ ปรับปรุงร้านใหม่และอีกหลายวิธีที่คุณจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้ธุรกิจของคุณได้
สำคัญคือคุณต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้

อย่าปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นคนสุดท้ายที่นำเสนอสิ่งใหม่สู่ลูกค้า

จุดเชื่อมโยงระหว่างความคุ้นเคยกับความคิดสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนมีเพียงอย่างเดียว
คือการทำให้ตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์จนเป็นนิสัย

แล้วใครๆ ก็จะต้องหันมองคุณ

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

การใช้ประโยชน์จาก Customer Feedback สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

สิ่งที่มีค่าที่สุดของการทำธุรกิจขนาดเล็กคือ Feedbackจากลูกค้า จงขยันและอย่าอายที่จะขอสิ่งนี้จากลูกค้าของคุณ เพราะ feedback เหล่านั้น จะช่วยให้คุณทำธุรกิจได้ง่ายและชัดเจนขึ้น

คำแนะนำสำหรับการได้ Customer Feedback มีดังนี้

1 เจ้าของธุรกิจควรเป็นคนขอ feedback จากลูกค้าด้วยตนเองให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ความแตกต่างระหว่างธุรกิจขนาดเล็กกับขนาดใหญ่อยู่ตรงนี้ ธุรกิจขนาดเล็กจะเปิดโอกาสให้เจ้าของได้สัมผัสใกล้ชิดกับลูกค้าโดยตรงใจขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องใช้พนักงานและระบบเข้ามาช่วย ซึ่งผ่านขึ้นตอนมากมาย การตอบสนองต่อข้อแนะนำจึงช้ากว่าธุรกิจขนาดเล็กหลายเท่า

เจ้าของควรทักทายพูดคุยกับลูกค้าด้วยตัวเองให้มากที่สุด นอกจากจะได้ข้อแนะนำที่มีค่าและ ยังสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าทุกคนอีกด้วย อย่าทำตัวเป็นเจ้าของร้านที่คอยนั่งเฝ้าแคชเชียร์คอยเก็บเงินอย่างเดียว คุณจะเสียโอกาสการเข้าถึงข้อมูลชั้นดีไปอย่างไม่น่าให้อภัย

2 ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะขายของราคาแพงหรือของทั่วไป คุณก็ต้องการ Customer Feedback เหมือนกัน ร้านขายของตามห้าง ร้านข้าวแกงห้องแถวก็สามารถทำได้

3 เมื่อได้ข้อมูลแล้ว ต้องนำข้อมูลที่ได้มาสังเคราะห์ โดยเลือกให้น้ำหนักกับลูกค้าที่คุณมั่นใจว่าเค้าคือกลุ่มเป้าหมายเท่านั้น เพราะ ณ จุดนี้แล้ว ถ้าคุณยังไม่สามารถแยกแยะออกว่า ลูกค้าคนไหนที่เข้ามาแล้วคือคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย นั่นแสดงว่าคุณกำลังสับสนกับการเลือกลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งจะส่งผลให้ร้านของคุณเต็มไปด้วยความสับสน อย่าให้ธุรกิจของคุณเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคน คุณต้อง Being Niche!!

4 เมื่อนำ feedback เหล่านั้นมาปรับปรุงแล้ว ให้ยกหูโทรศัพท์ (หรืออาจใช้วิธีอื่นเช่น FB/Line) หาลูกค้าเรียงตัวเพื่อบอกเค้าว่า คุณปรับปรุงตามคำแนะนำแล้ว จึงอยากเรียนเชิญมาดู เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคือการ follow up แบบถึงตัว เป็นการแสดงให้เห็นว่าคำแนะนำของลูกค้ามีความสำคัญเพียงใดกับเรา นอกจากเป็นการสร้าง relationship แล้ว ยังเป็นการปิดโอกาสไม่ให้ลูกค้าปันใจไปจากเราอีกด้วย

5 อย่าลืมตบรางวัลให้กับลูกค้าที่ให้คำแนะนำแล้วคุณนำมาใช้จริง เพื่อยกระดับ Customer Involvement ระหว่างลูกค้ากับธุรกิจของคุณ ทำให้เค้ารู้สึกว่าเป็นส่วนนึงของธุรกิจ แล้วเค้าจะอยู่กับคุณตลอดไป

Please the right ones, not everyone!!

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

เปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ คือ "หยุดบ่นซะ"

ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ
สิ่งแรกที่ควรทำ คือ "หยุดบ่นซะ"
-----
ทุกวันนี้ เรามักจะได้ยินแต่คำว่า
... เบื่องานเดิมๆ ที่แสนจืดชืด
... เบื่อชีวิตเดิมๆ ที่แสนจำเจ
... เบื่อที่ไม่เห็นอะไรดีๆ เกิดขึ้นสักที

ยิ่งบ่น เรายิ่งเห็นข้อผิดพลาด
ยิ่งบ่น เรายิ่งเห็นความผิดหวัง
ยิ่งบ่น เรายิ่งเห็นชีวิตที่ผุพัง
แต่ถ้าบ่นดังไป
ระวังชีวิตจะสั้นนะ (แฮร่)
-----
ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตจริงๆ
ลองตอบ... สองคำถามนี้ดู

คำถามแรก
ทุกวันนี้ เราทำได้
เพียงแค่บ่นแก้เบื่อไปวันๆ
หรือลุกขึ้นมาทำอะไรให้มันดีขึ้นหรือยัง
-----
ถ้าคุณอยากเห็นชีวิตที่ดีขึ้น
ทำไมคุณถึงไม่เริ่มต้น "เปลี่ยนแปลง"

และการเปลี่ยนแปลงที่ง่ายที่สุด
คือ การหยุดบ่น แล้วลงมือทำอะไรสักอย่าง

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า
มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำๆ
แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง

ส่วนคำถามที่สอง
คุณรู้ตัวหรือยัง
ว่าชีวิตคุณนั้น.. ต้องการอะไร?

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

โลกนี้ไม่มีความจริง มีแต่ความเชื่อที่เราคิดว่ามันเป็นความจริง

บางทีโลกนี้อาจจะไม่มีความจริงที่แท้
มีแต่สิ่งที่เรา "เชื่อ" ว่ามันคือความจริง

คนอายุไม่ถึง 30 เริ่มจากเป็นหนี้ วันนี้เป็นเจ้าของโรงงานร้อยล้าน
คนที่อยู่บ้าน ทำธุรกิจขายของออนไลน์ รายได้เป็นล้าน

คนเจ๊งหุ้นในอดีต ที่วันนี้กลายมาเป็นเจ้าของพอร์ตโตเป็น 1000%
ลูกชาวนาที่ถีบตัวเองมาเป็นนักแต่งเพลงให้นักร้องที่ตัวเองเคยร้องตอนเลี้ยงควาย

คนที่ชีวิตล้มเหลวมาทั้งชีวิต แต่วันนี้มีคนจ่ายเงินให้เค้าไปพูดให้ฟัง
คนที่หน้าตาขี้เหร่ ขาดความมั่นใจตอนเด็ก วันนี้กลายเป็นคนสวยรวยเสน่ห์

คนที่อดีตพูดไม่เก่ง มือสั่นปากสั่น แต่วันนี้ทำคนหัวเราะได้ทั้งห้อง
คนที่เสียคนที่รักไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่วันนี้นำเรื่องราวนี้มาบันดาลใจผู้คน

และอีกมากมายที่ผมสาธยายได้ไม่หมด
เพราะชีวิตนี้เจอคนแบบนี้มามากมาย
จน "หมดข้ออ้าง" ที่จะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตนี้

เด็กเกินไป แก่แล้ว บ้านจน ไม่มีทุน เรียนมาน้อย
คนทำเยอะแล้ว หรือไม่ก็ ไม่เห็นมีใครเค้าทำกัน
มันยากไป จะไหวเหรอ หรือไม่ก็ มันง่ายเกินไปมั้ย เดี๋ยวใครๆ ก็ทำกันหมด ฯลฯ
ไอ้ 3 บรรทัดข้างบนนี้มันคือ "ข้ออ้าง" ชัดๆ

ไม่เป็นความจริงเลยว่า ถ้าเราเริ่มจากจุดที่ "ย่ำแย่"
แล้วเราจะต้อง "ย่ำ" อยู่ที่จุด "แย่" อย่างนี้ไปตลอด
มีแต่สิ่งที่เรา "เชื่อไปเอง" เท่านั้นว่า

คนอย่างฉันมันคงไปไหนไม่รอด
ถ้าเกิดมาจน ต้องตายอย่างจนมั้ย?
ตอบว่า ไม่ใช่แน่นอน

ถ้าวันนี้เป็นคนไม่มั่นใจ แล้วจะต้องเป็นคนขี้กลัวไปตลอดชีวิตมั้ย?
ตอบว่า ไม่ใช่แน่นอน

ถ้าฉันเสียคนที่รักไปแล้ว ชีวิตฉันจากนี้คงไร้ค่าใช่มั้ย?
ตอบว่า ไม่ใช่แน่นอน
เว้นแต่เราจะเชื่อว่าเราเป็นแบบนั้น

ชีวิตคนเราก็คล้ายพล็อตหนังเรื่องนึงที่มี 3 ท่อน
ท่อนแรก ตัวละครก็มีชีวิตปกติดี แล้ววันนึงก็มีปัญหา
เข้าสู่ท่อน 2 ตัวละครวิ่งวุ่นวายไขปัญหา แล้วพบทางแก้
เข้าสู่ท่อน 3 ปัญหาคลี่คลายในที่สุด ตัวละครได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง

ชีวิตเราก็ไม่ต่างกัน เราทุกคนล้วนต้องมีจุดต่ำสุด
คำถามก็คือ เราจะหยุดไว้ที่จุดนั้นหรือเปล่าล่ะ?
คำถามก็คือ เราจะเชื่อว่าเราแก้ปัญหานี้ไม่ได้
หรือเราจะเชื่อว่าเราแก้ไขและผ่านพ้นไปได้?

โลกนี้ไม่มีความจริง
มีแต่ความเชื่อที่เราคิดว่ามันเป็นความจริงเท่านั้นล่ะ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 29 มิ.ย. 2557 World Cup 2014



2014 FIFA World Cup™
Netheralands พบกับ Mexico เวลา 11.00 PM.

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำก่อนแล้ว ทำไมยังเจ๊ง

ยังมีคนท้วงมาบ่อยๆ ว่าทำไมชอบบอกว่าทำธุรกิจอะไรให้ทำก่อนคนอื่นแล้วจะดีเพราะเค้าเห็นธุรกิจมากมายที่ทำมาก่อนคนอื่นแล้วเจ๊งไปเยอะแยะ เค้าควรจะทำอย่างไร

คุณต้องปรับความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนเลยว่า
"ทำก่อน" กับ "ทำเจ๊ง" นั้นมันคนละเรื่องกัน

การทำก่อน เป็นเรื่องของโอกาสที่คุณทำแล้วจะประสำเร็จมากกว่า เพราะคุณจะได้สิทธิพิเศษในการเป็นที่จดจำของลูกค้า ได้เป็นผู้สร้างมาตรฐานการใช้สินค้า หรือแม้กระทั่งกฏ กติกาต่างๆ ของธุรกิจนั้นๆ ที่ผู้มาหลังเค้าต้องทำตาม และถ้าคุณเป็นผู้ตั้งกฎ คุณคิดว่าใครควรจะได้เปรียบ

ผู้บริโภคจะตื่นตาตื่นใจกับสิ่งใหม่เสมอ ซึ่งมูลค่าที่เค้าต้องจ่ายกับความใหม่นี้ มันสูงมาก และการเป็นคนแรกเท่านั้นที่จะได้ครอบครองมูลค่าการตลาดตรงนี้

ส่วนเรืองการทำเจ๊ง สาเหตุหลักคือการที่คุณไม่ปรับตัวเองให้แข่งขันได้ ในโลกทุกวันนี้ มีเพียงงานสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐเท่านั้นที่ไม่มีการแข่งขัน เช่นไฟฟ้า ประปา นอกนั้นทุกอย่างมีการแข่งขันหมด

ธุรกิจที่มาก่อนแล้วเจ๊ง เป็นเพราะคุณละเลยความสำคัญของการปรับปรุงและพัฒนาตัวเอง คุณทิ้งจิตวิญญาณนักสู้ของคุณที่คุณมีในวันที่คุณเริ่มธุรกิจนั้นไป

คุณต้องเข้าใจว่า สาเหตุที่วันนี้ร้านของคุณมีแต่ตนเดินผ่านแต่ไม่มีคนเดินเข้านั้น เป็นเพราะว่าคนเค้าชินตากับร้านของคุณไปแล้วชินตาจนไม่มีอะไรน่าสนใจเค้าจึงเดินผ่านไป

เพราะสมองของคนเราจะจับและสั่งให้ตัวเราเข้าไปหาสิ่งที่เราสนใจเท่านั้น

เอาง่ายๆ ว่าถ้าวันนึงคุณปรับร้านใหม่ เปลี่ยนป้าย ทาสีใหม่บ้าง เค้าจะสังเกตุเห็น

ปัจจุบันนเห็นหลายคนโวยวายกับการมาของคู่แข่งร้านใหม่ๆ แล้วก็ตัดพ้อว่าตัวเองสู้ไม่ได้ คุณไม่มีทุนเยอะ อะไรอีกร้อยแปดเหตุผล

จริงๆ แล้วคุณต้องมองย้อนไปว่า ร้านของคุณเปิดมานานกว่าเค้านานแค่ไหนแล้วกำไรที่เคยได้มามากมายเอาไปไหนหมด มันถึงเวลาต้องคืนกำไรให้กับลูกค้าและธุรกิจของเราบ้าง เอาเงินส่วนนึงใส่กลับเข้ามาเพื่อสู้ต่อไปจะสนุกกว่า คุณได้เปรียบกว่าคนใหม่เยอะ เพราะคุณเอากำไรมาลงทุน แต่คู่แข่งเอาเงินกู้หรือเงินเก็บมาลง

เอาจริงๆ คือ เค้าก็แพ้คุณตั้งแต่เริ่มแข่งแล้ว เพราะเค้าเสี่ยงสุดๆ แถมมีภาระดอกเบี้ยอีกต่างหาก

เชื่อว่าถ้าคุณมีไฟนักสู้แบบเดียวกับวันแรกที่คุณเริ่ม คิดบอกตัวเองทุกวันว่า ทุกๆ วันนี้คือวันแรกของธุรกิจคุณ ผู้มาก่อน ยังไงก็แพ้ยากและเจ๊ง

ปรับใจ ปรับตัว และปรับวิธีทำธุรกิจใหม่ๆ ให้แข่งขันได้
แค่นี้ก็เกินพอ

แหล่งที่มา    Facebook : Trick of the Trade

Google Logo : 27 มิ.ย. 2557 World Cup 2014


2014 FIFA World Cup™
Group G : United States แพ้ Germany 0:1
                 Portugal ชนะ Ghana 2:1
Group H :  Algeria เสมอ Russia 1:1
                 Korea Republic แพ้ Belgium 0:1

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Google Logo : 26 มิ.ย. 2557 World Cup 2014

2014 FIFA World Cup™
Group G : United State พบกับ Germany เวลา 11 PM

26 มิ.ย. 2557 วันสุนทรภู่

เชิดชูสุนทรภู่ ยอดกวีเอกของไทย (* >ω<)

๒๖ มิถุนายน พ.ศ ๒๓๒๙ วันสุนทรภู่ วันเกิดกวีเอกของไทย ซึ่งได้สร้างขนบการประพันธ์กลอนนิทานและกลอนนิราศขึ้น และมีผลงานที่มีชื่อเสียงมีมากมายเช่น พระอภัยมณี นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ เป็นต้น มั่นใจได้ว่าเพื่อนๆ ต้องเคยเรียนในวิชาภาษาไทยแน่นอน


"มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน"
เนื่องในวันสุนทรภู่ (26 มิ.ย.) ขอแบ่งปันบทกลอนจากสุภาษิตสอนหญิง ผลงานของมหากวีแห่งรัตนโกสินทร์ ผู้ได้รับยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก

แหล่งที่มา    Facebook : KBank Live  ขอบคุณข้อมูล bit.ly/1jrDpDQ ...ดูเพิ่มเติม
                       Facebook : SCB Thailand กับ Srisurat Chankrachang คลิก http://bit.ly/1mnztJ8

รวยอย่างไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐ

อัดฉีดเงินเข้าไปตั้งเยอะ แต่ไหงหนี้ของประชาชนดันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ?


ล่าสุด
คนฝรั่งเศส มีหนี้ต่อตัวอยู่ที่ 1.2 ล้านบาทต่อคน
คนสหรัฐฯ เกิดมาปั๊บมีหนี้ต่อหัวอยู่ที่ 1.4 ล้านบาท ต่อคน
ส่วนคนญี่ปุ่น เกิดมา มีหนี้ทันทีที่ 3.1 ล้านบาท ต่อคน!!

มาดูที่ประเทศไทย
หนี้ต่อคน ปัจจุบันอยู่ที่ 1 แสนบาท ต่อคน เท่านั้น

ใครจะบอกว่าเรายากจน
เป็นประเทศโลกที่ 3
เป็นประเทศอันดับ 3

หรืออะไรก็แล้วแต่ อย่าให้คำพูดเขามีอิทธิพลต่อเรานะ
จะโลกที่หนึ่งหรือพัฒนาขนาดไหน

... ก็มาจากการก่อหนี้เกินตัวทั้งนั้น
ทิ้งให้เป็นภาระของคนรุ่นหลังต้องมาชดใช้กันต่อไป
และไม่รู้เมื่อไหร่ฟองสบู่ก้อนโตนี้จะแตกด้วยสินะ

รวยอย่างไม่มีหนี้ เป็นลาภอันประเสริฐแล้วนะ
คนไทยทั้งหลาย

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.economist.com/

แหล่งที่มา    Facebook : Sinthorn

"ชีวิต" ก็คือ "เวลา"

คิดว่า จอห์น เลนนอน
คือศิลปินที่เข้าใจชีวิตมากที่สุดคนนึงเท่าที่จะนึกออก

โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของ "ชีวิต" กับ "เวลา"
ท่อนนึงของเพลง We can work it out

เขาเขียนไว้ (ร่วมกับ พอล แม็คคาร์นี่ย์) ว่า
"Life is very short. There's no time for fussing and fighting"
ชีวิตมันแสนสั้น อย่าเสียเวลาไปกับการหงุดหงิดทะเลาะกันเลย

หรืออีกเพลงที่ชอบมากๆ
จอห์น เลนนอน แต่งเพลงนี้ไว้เป็นเพลงกล่อมลูกชาย
ชื่อเพลงว่า Beautiful Boy

เนื้อเพลงท่อนนึงเขาเขียนไว้ได้อย่างคมคาย
จนกลายเป็นประโยคอมตะของเขาจนทุกวันนี้ นั่นคือ
"Life is what happens to you
while you're busy making other plans."
ชีวิตคือสิ่งที่เกิดขึ้นตอนที่เรากำลังยุ่งๆ วางแผนนู่นนั่นนี่อยู่

เป็นคนที่ชอบครุ่นคิดเรื่อง "เวลา" มาแต่ไหนแต่ไร
จึงถูกใจสองเพลงนี้มากๆ
เพราะที่สุดแล้ว "ชีวิต" ก็คือ "เวลา"

ใครใช้เวลาได้คุ้มค่า ก็ย่อมแปลว่าคนผู้นั้นใช้ชีวิตได้คุ้มค่า
ใครบริหารเวลาเป็น ก็เท่ากับบริหารชีวิตเป็น

สุภาษิตบทนึงกล่าวไว้ว่า
"จงใช้ชีวิตราวกับวันนี้คือวันสุดท้าย
แต่จงเรียนรู้ราวกับจะอยู่อีกพันปี"
แต่คนส่วนใหญ่ทำกลับกัน

พวกเขา...
"ใช้ชีวิตราวกับจะอยู่ไปอีกพันปี
และไม่อยากเรียนรู้ ราวกับวันนี้จะอยู่เป็นวันสุดท้าย"

เราเสียเวลามากมายไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
เราวุ่นวายกับการทำมาหากิน จนลืมใช้ชีวิต

บางครั้งคิด
หรือชีวิตเราอาจจะยาวนานไป จนเรามองไม่เห็นภาพรวม
เพราะฉะนั้นมันอาจจะดีก็ได้นะ

ถ้าเรา "หด" ชีวิตของเรา
ให้กลายเป็นหนังความยาวแค่ "สองชั่วโมง"
หนังเรื่องนี้เป็นหนังชีวประวัติ
เล่าเรื่องของเราตั้งแต่เกิดจนตาย

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ
"คุณคิดว่าหนังของคุณจะออกมาหน้าตาแบบไหน?"

1.
ตัวละครธรรมดาๆ เรื่องราวพื้นๆ น่าเบื่อ
ใช้ชีวิตอยู่แค่ บ้าน ที่ทำงาน ห้าง บ้าน ที่ทำงาน ห้าง
ใช้ชีวิตต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในตัว
แล้วในที่สุดก็แก่ เจ็บ แล้วตายจากไป

ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับคนอื่นๆ เท่าไหร่
ไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้ผู้คนจดจำ
หรือจะเป็นแบบนี้...

2.
ตัวละครที่ไม่ธรรมดา เรื่องราวชีวิตสนุกสนาน
มีอุปสรรคให้ฝ่าฟัน ล้มแล้วก็ลุก ลุ้นจนตัวโก่ง
แล้วในที่สุดตัวละครก็เอาชนะทุกปัญหามาได้

ได้เดินทางมากมาย ออกไปเห็นโลก ไปเห็นผู้คน
ได้เป็นคนที่ส่งผลกระทบกับผู้คนมหาศาล
ได้ทิ้งอะไรที่มีประโยชน์ไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

คุณอยากมีชีวิตแบบไหน ในหนังสองชั่วโมงเรื่องนี้
คุณเลือกได้ เพราะคุณคือผู้กำกับ

อย่าไปเชื่อคนที่ชอบมาบอกว่า
"ทำไม่ได้หรอก อย่าฝันให้สูง ชีวิตได้เท่านี้ก็ดีแล้ว"
เพราะเขากำลังหมายถึงหนังของเขาที่ทุนต่ำและไม่มีคนดู
ไม่ใช่หนังของเราที่จะต้องฟอร์มยักษ์ คนดูทั้งประเทศ

ลองกำกับดูว่าคุณอยากให้หนังเรื่องนี้เป็นแบบไหน
เมื่อจอดับลง เมื่อไฟโรงหนังเปิด
คุณอยากให้ผู้คนจดจำว่าหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไร?

ก็กำลังสร้างหนังชีวิตอยู่เหมือนๆ กับคุณนั่นแหละ
และเห็นตอนจบของมันแล้ว
พูดได้เลยว่ามันงดงามมากๆ

อ้อ ไม่ต้องถามนะ
ว่าเพลงประกอบหนังชีวิตของผมคือเพลงอะไร?
ใช่ครับ We can work it out กับ Beautiful Boy
ของ จอห์น เลนนอน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ใช้หัวใจ “เปลี่ยน” ใช้สมอง “พลิก” ให้ชีวิตคุณดีขึ้น ทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเรา

“เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ เราจะไปเปลี่ยนแปลงใครได้”

“ลำพังเราคนเดียว คงทำอะไรให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก ช่างมันเถอะ”

หลายๆ คำพูด
หลายๆ ความคิด ที่เราเคยคิด
เวลาเราเจออะไรรอบตัว แรกๆ ก็สนใจ อยากเปลี่ยนแปลง

เกิดคำถามโน่นนี่ พอเจอบ่อยๆ เข้า จนกลายเป็นความเคยชิน
เดินบนทางเท้า ก็เจอมอเตอร์ไซต์ก็ขับบนทางเท้า
ริมทางเดินก็เจอรถเข็น ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย
จนเราต้องไปเดินริมถนน แถมเจอรถจอดริมถนน
เราก็ต้องเดินอีกเลนถนนอีก

หากใครเดินสยาม หน้าราม
คงจะคุ้นเคย จนเรียกว่าเคยชินกันไปแล้ว

นี่คือตัวอย่างของชีวิตประจำวัน
ที่เราเห็นอะไรไม่ดี ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้สึกนะ
เรารู้ เราไม่พอใจ แต่เราทำอะไรไม่ได้
แรกๆ เราโวยวาย เฮ้ย มันทำไม่ถูกนี่
บ่อยๆ นานๆ เข้าก็กลายเป็นความเฉยชา
เคยชิน ช่างมันเถอะ

เรื่องบางเรื่อง ที่เราพบเจออยู่ทุุกวัน เรากลับมองข้ามไป
จากที่เคยเป็นปัญหา เราก็เคยชินกับมัน
จนกลายเป็นมองข้ามมันไป จะเรียกว่า ละเลย ไม่ใส่ใจ
ก็ไม่น่าใช่ เพราะเราคิดว่า ทนได้ ช่างแม่งเหอะ
ไม่ใช่เรื่องของเรา ทั้งๆ ที่มันอยู่ใกล้ตัวเราแค่ปลายจมูก

หลายๆ เหตุการณ์ ถ้าเรา เริ่มต้น ที่ตัวเรา
น่าจะดีกว่า การโทษคนอื่น
เลิกโทษคนอื่น เลิกโบ้ย ป้ายความผิดให้คนโน้น คนนี้

เคยถ่ายรูป คนยืนพิงเสา คนแซงคิว
นั่นทำให้ตระหนักว่า อย่าทำแบบนั้นก็แล้วกัน
เราไปว่าคนอื่นไม่ได้ แต่ถ้าเรามองว่า เริ่มที่ตัวเรา
เราไม่ยืนพิงเสา เราไม่แซงคิว เริ่มต้นที่ตัวเราเอง น่าจะดีที่สุด

หลายปีก่อนเคยมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม
“คนไทยขึ้นบันไดยืนชิดขวา”
ตอนที่ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ ก็ไม่ได้คิดหรอก
ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้
ไม่คิดว่าทุกคนจะต้องยืนชิดขวาบนบันไดเลื่อน

จนถึงวันนี้ ใช้เวลาหลายปี น่าจะ 3 ปีแล้วมั้ง
คนก็เริ่มยืนชิดขวากันแล้ว

เราคิดว่า เริ่มต้นที่ตัวเรา
เรายืนชิดขวา ไม่ต้องไปบอกใคร
ไม่ต้องไปว่าใคร ไม่ต้องไปประจานใคร
ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา
ใช้เวลานานทีเดียว หลายปีให้หลัง
คนก็เริ่มยืนชิดขวา

ตัวอย่าง การเริ่มต้นที่ตัวเรา
ไปเดินห้าง แล้วเข็นรถสะดุดอะไรสักอย่าง
ก้มลงไปดู เห็นไม้แขวนเสื้อพลาสติกหล่นอยู่ที่พื้น
นี่ถ้าไม่ใช่รถเข็น เข็นไปโดน กลายเป็นเราเดินเตะไม้แขวนเสื้อลื่นล้ม
หรือคนอื่น เหยียบไม้แขวนเสื้อลื่นล้มล่ะ
ก้มลงเก็บไม้แขวนเสื้อนั้นวางบนชั้นวางของใกล้ๆ
เพื่อไม่ให้เกะกะขวางทางเดิน

เลิกเหอะ กับการวิจารณ์ อาฆาต เคียดแค้น
คนโน้น คนนี้ ทำไมเค้าไม่ทิ้งขยะลงถัง
มัวแต่ตั้งคำถาม ว่าทำไมเค้าไม่ทำ
แบบนั้น แบบนี้ อย่างที่ใจเราต้องการ

เข้าห้องน้ำที่ออฟฟิศ ล้างมือเสร็จ
ปกติหยิบทิชชู่ (แผ่นใหญ่) แผ่นเดียว เช็ดมือ
แล้วบรรจงทิ้งลงในถังขยะให้ลงถัง

แต่ทำไม คนอื่น ล้างมือเสร็จ
แล้วกระตุก กระชากกระดาษทิชชู่อย่างแรง ซ่วบๆๆๆ 3 – 4 แผ่น
เช็ดมือแล้วขยำ เรียกว่า ปาลงถังขยะ น่าจะอธิบายได้เห็นภาพกว่า
คือมันไม่ลงถังอ่ะ แล้วทำไม
ไม่มีกะจิตกะใจหยิบกระดาษทิ้งให้ลงถังเลยหรือ?
ถ้าเราเจอแบบนี้
แทนที่จะโทษคนโน้น คนนี้
ก้มลงเก็บกระดาษที่หล่นนอกถัง
เอามาใส่ในถังขยะให้เรียบร้อยก็สิ้นเรื่อง
เริ่มต้นที่ตัวเราเอง

ในยุคมนุษย์ป้าครองเมือง
มองว่า ทุกคน มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง
หากว่าในทุกๆ อย่าง เริ่มต้นที่ตัวเรา
อย่าไปโบ้ยว่า ทำไมคนนั้น ไม่ทำแบบนี้
ทำไมคนนี้ ไม่ทำแบบนั้น
วิจารณ์ นินทา คนโน้น คนนี้
หากแต่ว่า เรามองที่ตัวเราดีไหม
เราเริ่มที่ตัวเราดีไหม
อะไรที่มนุษย์ป้าทำ แล้วคนอื่นเดือดร้อน
เราก็อย่าทำ

การที่เราเริ่มที่จะทำอะไรสักอย่าง
จริงอยู่ว่าเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้
แต่ถ้าเราเริ่มสักคน คนรอบข้างเริ่มเห็น
แล้วอยากเปลี่ยนแปลง

เรารวมพลังกัน
หลายๆ คนก็สร้างแรงกระเพื่อมของการเปลี่ยนแปลงได้
เลิกมองว่า ช่างมันเถอะ
เลิกมองว่าชั้นจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้
เลิกมองว่า คนตัวเล็กๆ อย่างเราจะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ขอแค่เรา “เริ่ม” ที่จะไม่ละเลยอะไรบางอย่าง เริ่มต้นที่ตัวเรา

เริ่ม เริ่มที่จะเปลี่ยน เริ่มที่จะไม่ละเลยสิ่งต่างๆ รอบตัว
ไม่ต้องเปลี่ยนโลก ไม่ต้องพลิกโลก
เริ่มที่ตัวเราเอง
จากคนเล็กๆ หลายๆ คน ที่ไม่ละเลย
และผลักความเคยชินออกจากตัว ทุกอย่างสวยงามได้ด้วยมือเรา

แหล่งที่มา     เว็บไซต์ "บอกต่อเล่าเรื่อง ไอที การตลาด การเลี้ยงลูก และครอบครัว"

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วงจร "อุบาทว์" VS วงจร "น่ารัก"

  1. ทำงานที่ไม่ชอบ 
  2. เหนื่อย
  3. พักให้สุดเหวี่ยง เพราะเหนื่อยมามาก
  4. มีแรงทำงาน
  5. กลับไปข้อ 1 อีกครั้ง
แถวบ้านเรียกว่าวงจรแบบนี้ว่า "วงจรอุบาทว์"
เพราะมันยากที่จะหลุดบ่วงกรรม
เนื่องจากวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปี

ประเด็นจึงอยู่ที่ ถ้าทำงานที่ไม่ชอบ
คุณต้องเอาเวลาพัก เวลาหลังเลิกงาน
เอามาค้นหาว่า "อะไรคืองานที่คุณชอบ?"

พูดง่ายๆ คุณต้องยอมเหนื่อยกว่าคนอื่นอีก 100%
คนอื่นพัก แต่คุณยังค้นหา
เพราะอยากหลุดจากวงจรนี้แล้ว
แต่ถ้าคุณหางานนั้นเจอ
ความเหนื่อยที่เพิ่มขึ้น 100%
จะตอบแทนคุณอย่างสาสม
และมันจะกลายเป็นวงจร "น่ารักอ่ะ"
ดังนี้
  1. สนุกกับสิ่งที่ทำ จนไม่รู้จะพักเหนื่อยทำไม
  2. ยิ่งทำมันเก่งขึ้นเรื่อยๆ
  3. ยิ่งมีคนสนใจคุณ ค่าตัวยิ่งเพิ่มขึ้น
  4. ภูมิใจในตัวเอง
  5. กลับไปข้อ 1 อีกครั้ง
ถ้าเราอยากได้สิ่งใหม่ๆ เราก็ต้องทำสิ่งใหม่ๆ
ถ้าเราอยากได้สิ่งที่คนอื่นไม่ได้
เราก็ต้องทำสิ่งมีที่คนอื่นไม่ทำ

อยากอยู่วงจร "อุบาทว์"
หรือวงจร "น่ารักอ่ะ"
คุณเลือกได้ครับ
เพราะชีวิตเป็นของเรา

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 25 มิ.ย. 2557 World Cup 2014


2014 FIFA World Cup™
Group C : Greece ชนะ Cote d'lvoire 2:1

คุณเปลี่ยนชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้?

"ผมกำลังนั่งอยู่บนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
มุ่งหน้าไปงานสัมมนาที่ผมจัดขึ้น
ระหว่างทาง เครื่องบินผ่านเหนือตึกตึกนึง
ผมสั่งให้คนขับจอดลอยอยู่ตรงตึกนั้น
ผมจำมันได้...
มันเป็นตึกที่ผมเคยทำงานเป็นภารโรงเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว"

นี่คือประโยคเปิดในหนังสือของ Anthony Robbins กูรูด้านความสำเร็จ
ที่มีชื่อว่า "Awaken the Giant Within"
(หรือ ปลุกยักษ์ใหญ่ในตัวคุณ ฉบับภาษาไทย)

เป็นประโยคที่ประทับใจมากๆ แม้จะอ่านมาหลายปีแล้ว
ที่ประทับใจเพราะมันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของมนุษย์
ที่สามารถจะก้าวไปสู่จุดที่ตัวเองต้องการได้
ไม่ว่าจะเคยอยู่ต่ำสุดที่จุดไหนก็ตาม
ขอเพียงแค่รู้ให้แน่ชัดว่าตนเองต้องการอะไรก็พอ

ว่ากันตามตรง วันนี้ยิ่งประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก
เพราะแม้ว่าจะไม่ได้ถึงขนาดมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว
แต่ก็ผ่านจุดต่ำสุดของชีวิตมาไกลมากแล้ว

จากคนดิ้นรนหนีตายเพราะไร้เงิน
กลายเป็นวันนี้มีรายได้เกินจะใช้ทัน

จากคนที่ไม่รู้เกิดมาทำไม
กลายเป็นคนที่มีเป้าหมายชีวิตว่า
"อยากทำให้ทุกคนมีเป้าหมายในชีวิต"

วันก่อนนั่งคุยกับคุณบัณฑิต อึ้งรังษี
เรานั่งหัวเราะกันที่วันนี้สดใส มีงานมากมายหลั่งไหลเข้ามา
ทั้งที่เมื่อหลายปีก่อน ยังเป็นคนอมทุกข์ เดินก้มหน้าอยู่เลย

บอกคุณบัณฑิตไปว่า
"รู้มั้ย วันที่มาเรียนสัมมนากับคุณบัณฑิต ผมคิดเยอะมาก
เพราะเงินค่าเรียนตอนนั้นที่จ่าย
เป็นเงินสดก้อนท้ายๆ ในชีวิตแล้ว ตอนนั้นไม่มีเงินเลย"

มองย้อนกลับไปวันนั้น
บางทีนั่นอาจจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในชีวิต
คุณคงสงสัยแล้วทำได้อย่างไรจึงผ่านจุดนั้นมาได้?
ไม่มีวิธีอะไรมหัศจรรย์เลย

ก็แค่พัฒนาความสามารถตัวเอง พัฒนาจิตใจ พัฒนาความคิด
อ่านหนังสือดีๆ เข้าสัมมนาดีๆ คบคนที่พาไปสร้างสรรค์
ตั้งเป้าหมาย ลงมือทำ ล้ม แล้วลุก ลุก แล้วล้ม ก็ลุกอีก
แล้วมันก็ถึงในที่สุด ถ้ายังไม่หยุดความเชื่อไปเสียก่อน

ไม่โลกสวยขนาดที่จะบอกว่า
คนที่ทำแบบนี้แล้วจะสำเร็จทุกคน
เพราะข่าวร้ายก็คือ อาจมีคนเพียงแค่ 3% เท่านั้นที่พลิกชีวิตได้สำเร็จ
และคนอีก 97% ก็ยังมีชีวิตเหมือนเดิมต่อไป

แต่ข่าวดี...
คน 3% ที่ว่าน่ะ อาจจะเป็น "คุณ" ก็ได้
คำถามก็คือ แล้วทำไมไม่ลองพยายามล่ะ?

ถูกรางวัลที่ 1 มีโอกาสแค่ 1 ในล้าน
คุณยังลองมันทุกงวด
แต่สัดส่วนคนที่พลิกชีวิตได้ มีตั้ง 3%
ทำไมจะไม่ลองล่ะ?

ถ้าสำเร็จนี่ยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่ 1 ไม่รู้กี่เท่านะพูดเลย
ประเด็นอยู่ที่คุณกล้าที่จะเชื่อหรือเปล่าว่า
"คุณเปลี่ยนชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ได้?"

เพราะความเชื่อจะเปลี่ยนความคิด
และความคิดจะเปลี่ยนการกระทำ
และการกระทำจะเปลี่ยนผลลัพธ์

และผลลัพธ์นั่นล่ะที่จะทำให้คุณ "พลิกชีวิต" ได้
คุณเชื่อมั้ยล่ะว่าคุณเปลี่ยนชีวิตคุณได้?
ถ้าเชื่อก็ลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้เลย
แล้วพบกันที่ความสำเร็จนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ว่าด้วยเรื่องค้าขายข้ามชาติ

ค้าขายกับต่างประเทศมี 2 ขา  ทั้งนำเข้าและส่งออก หรือจะทั้งสองอย่างเลยก็ยังไหว

มีหลายคนมาถามบ่อยๆ ว่าจะเอาอะไร  จากที่นั่นที่นี่เข้ามาขายในบ้านเราดี เพราะมีคนรู้จักอยู่ทางโน้นคอยติดต่อให้ได้

ลองคิดอีกมุม  คิดว่าคนทางนั้นเค้าต้องการอะไรจากประเทศไทยไปกินไปใช้บ้าง โอกาสธุรกิจทั้งนั้น
วิธีที่ดีที่สุดคือ คุณเองก็ควรไปกินอยู่ที่นั่นสัก 3-4 เดือน เพื่อเก็บรายละเอียดและดูโอกาสว่าคนที่นั่นยังไม่มีอะไรที่เมืองไทยมี

คนอยู่ที่นั่นมานานๆเค้าก็มองโอกาสไม่ออกนะครับเพราะเค้าชินแล้ว และเค้าก็ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีอะไรก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วบ้าง

เทคนิคการค้าขายข้ามประเทศ คน2ฝั่งต้องสลับขั้วกันอยู่ในช่วงการหาโอกาส (Define Opportunity) มันจึงจะเห็นโอกาสได้เยอะกว่าคนอื่น

อย่ามัวเสียเวลาฝากตากันมองและตะโกนถามกันข้ามโลก หรือมองผ่านจอคอมฯอยู่เลย มันไม่ได้ feeling
เคล็ดลับมันอยู่แค่นี้เอง

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

Cost Saving Pricing

ถ้าสินค้าและบริการของคุณเป็น Cost Saving Products หมายถึงสินค้า/บริการที่ผู้ซื้อ ซื้อไปเพื่อช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจหรือการดำรงชีวิต วิธีการตั้งราคาขาย ให้คิดจากมูลค่าความประหยัดที่ผู้ซื้อจะได้จากการใช้สินค้า/บริการของเรา อย่าไปกังวลว่าเราจะขายแพงเกินไปเมื่อเทียบกับต้นทุนหรือคู่แข่ง เพราะผู้ซื้อจะคำนวณดูแล้วว่าซื้อสินค้า/บริการจากเราไปแล้วจะคุ้มกับเงินที่เค้าจ่ายหรือไม่

เคยให้คำปรึกษาด้านการตั้งราคาขายกับลูกค้ารายหนึ่ง เค้าคิดค้นระบบประหยัดพลังงานไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม นวัตกรรมที่เกิดขึ้นคือ สามารถประหยัดไฟให้โรงงาน/อาคารของผู้ใช้ได้สูงสุดถึง 25-30% ซึ่งเป็นมูลค่าประมาณ 1,000,000 - 1,200,000 ต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของระบบพลังงานนี้ อยู่ที่ 3-500,000 บาทเท่านั้น

สุดท้าย ลูกค้ารายนี้สามารถขายระบบประหยัดพลังงานนี้ได้ในราคาสูงถึง 1,500,000 บาท โดยที่ผู้ซื้อไม่ต่อราคาแม้แต่บาทเดียว เพราะผู้ซื้อได้คำนวณไว้แล้วว่า ลงทุนซื้อระบบนี้ไปเพียงแค่ปีแรกก็คืนทุนแล้ว
หากวันนั้นลูกค้ายังคงคิดและตั้งราคาด้วยความเชื่อแบบเก่า ทำธุรกิจด้วยวิธีคิดแบบเดิมๆ ตามเกมและกลไกตลาด ก็คงขายระบบประหยัดพลังงานนี้ได้ในราคาเพียง 7-800,000 เท่านั้น

การตั้งราคาโดยการเอาคุณค่า หรือมูลค่าของประโยชน์ที่คนซื้อจะได้รับจากการใช้สินค้าหรือบริการของคุณ จึงเป็นกฎที่ไม่เคยล้าสมัย

ของแบบนี้ไม่ลองก็ไม่รู้นะ คุณอาจจะขายของๆ คุณได้ในราคาที่สูงกว่าทุกวันนี้ 2-3 เท่าก็ได้
ลองก่อน รู้ก่อน รวยก่อน

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

สู่เป้าหมายชีวิต

การเดินไปสู่เป้าหมายชีวิต
มันก็เหมือนกับการบอกทิศทางให้พี่แท็กซี่!!
------
เริ่มต้นที่เป้าหมายใหญ่
เหมือนตอนที่เปิดประตูรถ
เพื่อบอกว่าจะ "ไปไหน"
เรามักจะต้องบอก "สถานที่" ที่คนส่วนใหญ่รู้จัก
เช่นเดียวกับ "เป้าหมาย" ที่จับต้องได้!!
"ยืดหยุ่น" แต่ไม่พลาดเป้า

เหมือนหลบเข้าทางลัดตอนที่รถติด
หรือเปลี่ยนทิศทางการเดินทางเพื่อให้ได้ไปต่อ
อาจจะมีอ้อมบ้าง หลงบ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม เราต้องไปให้ถึง "ปลายทาง"

"อดทน" รับฟังความเห็นต่าง
คล้ายกับการถกเถียงความเห็น
เมื่อเลือกเส้นทางที่ต่างกัน
หรือบางครั้งอาจจะมีเรื่อง "การเมือง"

ชวนให้อึดอัด ปวดหัว สะพรึงกลัว
แต่เราล้วนอยู่ร่วมกันได้
ภายในรถคันเดียวกัน
เช่นเดียว "วิธีการ" ที่แตกต่าง
แต่ "เป้าหมาย" อาจจะไม่ต่าง
-----
สุดท้าย... เมื่อถึงเป้าหมาย
อย่าลืมกล่าวคำหนึ่งคำก่อนจากกัน
คำสั้นๆ ที่ควรกล่าวออกไปทุกครั้ง
ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรก็ตาม
... คำว่า "ขอบคุณ"

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

วิธีตัดเค้กที่ถูกต้อง

ขนมเค้ก ถือว่าเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในหลายๆ งาน เช่น งานแต่งงาน งานเลี้ยงขอบคุณ งานวันเกิด หรือแม้แต่จะทำไว้กินเอง เค้กก็เป็นขนมฝึกฝีมือของคนรักงานครัวหลายๆ คนด้วย


แต่… รู้กันหรือไม่ว่า การตัดขนมเค้กแบบทั่วๆ ไปที่เราตัดกัน โดยตัดเป็นสามเหลี่ยมเข้าหาจุดศูนย์กลางของก้อนเค้กนั้น มีคนบอกว่ามันเป็นวิธีที่ผิด!! ที่คนทั่วไปยังใช้กันมาตลอด

ทำไมถึงผิด!? ได้มีคลิปวิดีโอหนึ่งจากนักวิทยาศาสตร์ Francis Galton เปิดเผยข้อมูลจากวารสารทางวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ปี 1906หรือนับร้อยปีมาแล้ว ว่าการตัดเค้กที่ถูกต้องนั้นทำอีกแบบ


โดยตัดเป็นเส้นขนานตรงกลางคู่กันก่อน หลังจากนั้นก็เอาที่เหลือมาประกบเข้าด้วยกัน ถ้าจะตัดชิ้นต่อไปก็ให้ตัดเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนข้าง แล้วเอาที่เหลือมาประกบกันเหมือนเดิม (ถ้างงดูรูปหรือคลิปด้านล่างจะเข้าใจง่ายขึ้น)


วิธีแบบนี้ดีอย่างไร!? การตัดแบบเดิมนั้น ทำให้เนื้อเค้กที่เหลือโดนลมด้านนอก แต่วิธีที่ถูกต้องนี้ช่วยให้เนื้อเค้กมีครีมห่อหุ้มทุกด้าน จึงส่งผลให้มีความสด คงรสชาติเดิม และลดโอกาสที่เค้กจะแห้งแข็งไม่อร่อยได้

แหล่งที่มา    เว็บไซต์ดีแล้ว

Google Logo : 23 มิ.ย. 2557 (ค่ำ) World Cup 2014


2014 FIFA World Cup™
Group B : Netherlands พบกับ Chile เวลา 11.00 PM

"วันนี้คุณทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้ตัวคุณก้าวไปข้างหน้าแล้วหรือยัง?"

บางทีคำถามที่คิดว่าน่าสนใจมาก
และเราควรจะถามตัวเองทุกวันก็คือ
"วันนี้เราทำอะไรบางอย่าง
เพื่อให้เราก้าวไปข้างหน้าแล้วหรือยัง?"

เอาเข้าจริง ชีวิตเราไม่ใช่อย่างในหนัง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเกิดเหตุการณ์ประเภท

"แล้วฤดูร้อนนั้น ฉันก็ไม่เหมือนเดิมไปตลอดกาล"
น้อยคนจะมีเหตุการณ์พลิกชีวิตที่เกิดขึ้นในวันเดียว
ชีวิตจริงๆ จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงได้
เพราะเราทำอะไรบางอย่าง "เล็กๆ น้อยๆ"
สะสมจากวันเป็นเดือน จากเดือนเคลื่อนไปเป็นปี
คำถามดังกล่าวจึงสำคัญมาก

คนส่วนใหญ่ไม่ถามคำถามนี้แน่นอน
เราทำกิจกรรมประจำวันของเราไปเรื่อยๆ
โดยไม่ได้เช็คว่าเรายังบินอยู่ในเส้นทางหรือเปล่า
หรือถูกกระแสลมพัดจนออกนอกเป้าหมายชีวิตไปแล้วก็ไม่รู้
ลองสังเกตสิว่าวันนี้เราทำอะไร เล็กๆ น้อยๆ
เพื่อ "เคลื่อน" ตัวเราไปสู่สิ่งที่เราต้องการในชีวิตแล้วหรือยัง?

มันอาจเป็นหนึ่งบทในหนังสือที่เราอ่าน
มันอาจเป็นชั้นเรียนภาษาหลังเลิกงานที่เราไปลงเรียน

มันอาจเป็นสามสิบนาทีของการออกกำลังกาย
มันอาจเป็นเงินไม่กี่บาทที่เราหยอดกระปุกไว้ทุกเย็น

มันอาจเป็นสติกเกอร์ไลน์ที่เราส่งให้คนรักทุกวัน
มันอาจเป็นนิทานก่อนที่เล่าให้ลูกฟังทุกคืน
มันเป็นอะไรก็ได้ที่เล็กๆ น้อย แต่ "สม่ำเสมอ"

ไม่ต้องยิ่งใหญ่ถึงขั้นกอบกู้โลก
แต่คนธรรมดาอย่างเราเปลี่ยนชีวิตเราเองได้
ด้วยการทำสิ่งเล็กๆ น้อยที่เคลื่อนเราไปข้างหน้าทุกวัน

เต่าชนะกระต่ายด้วยการคลานไม่หยุด
มนุษย์ก็เอาชนะอุปสรรคทุกอย่าง
ด้วยการค่อยๆ "คืบคลาน" ไปข้างหน้า

เอาล่ะ อยากถามคุณว่า
"วันนี้คุณทำอะไรบางอย่าง
เพื่อให้ตัวคุณก้าวไปข้างหน้าแล้วหรือยัง?"

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

รอบรู้เอเชีย (AEC)

China
สาธารณรัฐประชาชนจีน "กำแพงเมืองจีน"
ดินแดนหลังม่านไม้ไผ่
พื้นที่: 9,640,821 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: จีน
เมืองหลวง: ปักกิ่ง
สกุลเงิน: หยวน
วันชาติ: 1 ตุลาคม
กำแพงเมืองจีน เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก สร้างขึ้นเพื่อใช้ป้องกันการรุกรานจากข้าศึกต่างแดน มีความยาวรวมทั้งสิ้น 21,196.18 กิโลเมตร

Thailand
ไทย "วัดพระแก้ว"
ราชอาณาจักรไทย
ดินแดนแห่งรอยยิ้ม
พื้นที่: 513,120 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: ภาษาไทย
เมืองหลวง: กรุงเทพมหานคร
สกุลเงิน: บาท
วันชาติ: 5 ธันวาคม
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว เป็นวัดในพระบรมมหาราชวังที่สร้างขึ้นในสมัยรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2325

Singapore
สาธารณรัฐสิงคโปร์ "สิงโตทะเล"
เมืองท่าแห่งเอเชีย
พื้นที่: 699.4 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: อังกฤษ จีนกลาง มลายู และทมิฬ
เมืองหลวง: สิงคโปร์
สกุลเงิน: ดอลลาร์สิงคโปร์
วันชาติ: 9 สิงหาคม
สิงโตทะเล เป็นรูปปั้นสัญลักษณ์ประจำประเทศ มีหัวเป็นสิงโต ลำตัวเป็นปลา ยืนอยู่บนยอดเกลียวคลื่น

Myanmar
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ "พระมหาธาตุเจดีย์ชเวตากอง"
ดินแดนแห่งพระเจดีย์
พื้นที่: 657,740 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: เมียนมาร์
เมืองหลวง: กรุงเนปยีดอ
สกุลเงิน: จัต
วันชาติ: 4 มกราคม
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง เป็นเจดีย์ที่สูงที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในโลก

Philppines
สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ "อาสนวิหารแห่งเมืองมะนิลา"
ดินแดนแห่งหมู่เกาะ
พื้นที่: 298,170 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: ตากาล็อกและอังกฤษ
เมืองหลวง: กรุงมะนิลา
สกุลเงิน: เปโซ
วันชาติ: 12 มิถุนายน
อาสนวิหารแห่งเมืองมะนิลา เป็นโบสถ์คาทอลิกเก่าแก่ของชาวฟิลิปปินส์

Indonesia
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย "มหาสถูปโบโรบูตูร์"
ดินแดนแห่งภูเขาไฟ
พื้นที่: 1,904,443 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: อินโดนีเซีย
เมืองหลวง: กรุงจาการ์ตา
สกุลเงิน: รูเปีย
วันชาติ: 17 สิงหาคม
มหาสถูปโบโรบูตูร์ หรือ บุโรพุทโธ เป็นศาสนสถานทางศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในโลก

South Korea
เกาหลีใต้ "คิมซี  หรือ กิมจิ"
ดินแดนแห่งสีสัน
พื้นที่: 98,480ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: เกาหลี
เมืองหลวง: โซล
สกุลเงิน: วอน
วันชาติ: 15 สิงหาคม
คิม หรือ กิมจิ แปลว่า ผักดองเค็ม เป็นการถนอมอาหารของเกาหลี ใช้เป็นเครื่องเคียงในอาหารทุกมื้อของเกาหลี และแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก

Vietnam
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม "โฮจิมินห์"
ดินแดนแห่งนักสู้
พื้นที่: 331,690 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: เวียดนาม
เมืองหลวง: กรุงฮานอย
สกุลเงิน: ดอง
วันชาติ: 2 กันยายน
โฮจิมินห์ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีคนแรกของประเทศเวียดนาม ซึ่งต่อมาได้รับเกียรติให้นำชื่อมาใช้แทนชื่อเมืองหลวงโฮจิมินห์ ซิตี้

Cambodia
ราชอาณาจักรกัมพูชา "พระราชวังอิสนาตานา นูรัล อีมาน"
ดินแดนแห่งปราสาท
พื้นที่: 181,035 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: เขมร
เมืองหลวง: กรุงพนมเปญ
สกุลเงิน: เรียล
วันชาติ: 9 พฤศจิกายน
นครวัด เป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

Brunei Darussalam
เนการาบรูไนดารุสซาลาม
ดินแดนแห่งความมั่งคั่ง
พื้นที่: 5,765 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: มาเลย์
เมืองหลวง: บันดาร์เสรีเบกาวัน
สกุลเงิน: ดอกลาร์บรูไน
วันชาติ: 23 กุมภาพันธ์
พระราชวังอิสบาตานา นูรัล อีมาน เป็นที่ประทับขององค์สุลต่าน (กษัตริย์) และใช้เป็นทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Laos
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว "ประตูไซ"
ดินแดนแห่งขุนเขาและสายน้ำ
พื้นที่: 236,800 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: ภาษาลาว
เมืองหลวง: เวียงจันทร์
สกุลเงิน: กีบ
วันชาติ: 2 ธันวาคม
ประตูไซ หรือ ประตูชัย เป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากสงครามในอดีตของประเทศลาว

Malaysai
มาเลเซีย "อาคารหอคอยคู่เปโตรนาส"
ดินแดนแห่งความหลากหลาย
พื้นที่: 329,758 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: มาเลย์
เมืองหลวง: กรุงกัวลาลัมเปอร์
สกุลเงิน: ริงกิต
วันชาติ: 31 สิงหาคม
อาคารหอคอยคู่เปโตรนาส เป็นอาคารแฝดที่สูงที่สุดในโลก โดยมีความสูงถึง 451.9 เมตร จำนวน 88 ชั้น

Japan
ญี่ปุ่น "ภูเขาไฟฟูจิ"
ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย
พื้นที่: 377,944 ตารางกิโลเมตร
ภาษาราชการ: ญี่ปุ่น
เมืองหลวง: โตเกียว
สกุลเงิน: เยน
วันชาติ: 11 กุมภาพันธ์
ภูเขาไฟฟูจิ เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศญี่ปุ่น และเป็นสัญลักษณ์ประจำประเทศที่องค์กรยูเนสโกได้ประกาศให้ภูเขาไฟฟูจิเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2556

แหล่งที่มา   เอกสารจากมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย

สนุก VS งาน

สวัสดีเช้าวันจันทร์
นักเรียนทุกคน
จงตอบคำถามต่อไปนี้
ปัจจุบัน คุณกำลังรู้สึกว่า...
1.ไม่สนุกกับงาน เงินก็น้อย
2.ไม่สนุกกับงาน แต่เงินเยอะ
3.สนุกกับงาน แต่เงินน้อย
4.สนุกกับงาน แถมรวยด้วย
.
.
.
.
.
.
.
ต่อไปนี้คือคำเฉลย
.
.
.
ถ้าคุณตอบข้อ 1
แสดงว่าความสามารถในตัวคุณน้อยเกินไป
ต้องรีบพัฒนาตัวเองด่วน เรียนเพิ่ม ทำงานเพิ่ม คบคนเพิ่ม
หรือไม่คุณก็อยู่ผิดที่ ต้องหาที่ที่คุณจะปล่อยแสงได้เต็มที่กว่านี้
บางคนเปลี่ยนที่ทำงาน แล้วรุ่งสุดๆ ก็มีให้เห็นบ่อยไป

ถ้าคุณตอบข้อ 2
แสดงว่าคุณเป็นคนเก่ง แต่เริ่มเบื่อ งานนั้นไม่มีอะไรท้าทาย
บางทีคุณอาจต้องออกหาความท้าทายครั้งใหม่
หรือเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง
เพราะการทำเพื่อผู้อื่นให้แรงบันดาลใจมากกว่าทำเพื่อตัวเองเสมอ

ถ้าคุณตอบข้อ 3
แปลว่างานของคุณตอบโจทย์ผู้คนน้อยไปหน่อย
คุณต้องลองหาทางทำการตลาดให้งานของตัวเองถูกมองเห็น
เพราะผู้คนไม่สนว่าคุณ "เก่ง" แค่ไหน
เค้าสนแค่ว่าความเก่งของคุณน่ะ "เกี่ยว" กับเค้าแค่ไหน

ถ้าคุณตอบข้อ 4
คุณเจอสนามของคุณแล้ว ยินดีด้วย
คุณเป็นจำนวนแค่ 3% ของคนทั้งโลกที่ร่ำรวยด้วยงานที่รัก
ไม่ใช่เพราะโชคดี แต่คุณเพียรพยายามฝึกฝนและค้นหาจนเจอ

หน้าที่ของคุณคือ "ดึง" คนข้อ 1-2-3 ขึ้นมาเป็นคนแบบคุณให้ได้
เพราะเขาจะกลายเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลกเหมือนกับคุณ

นักเรียนตอบข้อไหนกันบ้างจ๊ะ
บอกคุณครูหน่อยเร้วววว

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 23 มิ.ย. 2557 World Cup 2014

2014 FIFA World Cup™
Group G : United States เสมอ Portugal 2:2

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Google Logo : 22 มิ.ย. 2557 World Cup 2014


2014 FIFA World Cup™
Group F : Nigeria ชนะ Bosnia 1:0

ทำตัวให้พร้อม

คนน่าสงสารคือคนที่ไม่มีโอกาส
แต่คนที่น่าสงสารกว่า
คือคนที่มีโอกาสเข้ามา
แต่ทำตัวไม่พร้อม ไม่คู่ควรจะรับโอกาสนั้น

คนที่มีงาน มีโอกาสในมือ
เมื่ออยากหยิบยื่นงานหรือโอกาสให้คนอื่น
เขาจะมองหาแต่คนที่คู่ควรกับโอกาสนั้น

จึงไม่ต้องแปลกใจ
ถ้าคุณรู้สึกว่าทำไมฉันไม่มีโอกาสเหมือนคนอื่นบ้าง?
ก็เพราะคุณทำตัวไม่พร้อมให้คนอื่นเห็นนั่นเอง

ซ้อมวิ่งตั้งแต่ยังไม่จำเป็นต้องวิ่ง
ซ้อมเขียนตั้งแต่ยังไม่จำเป็นต้องเขียน
ซ้อมขายตั้งแต่ยังไม่จำเป็นต้องขาย
ซ้อมพูดตั้งแต่ยังไม่จำเป็นต้องพูด

เพราะเมื่อวันที่โอกาสมาถึง
สิ่งเหล่านี้จะจำเป็นมาก
โอกาสดีๆ อาจมาครั้งเดียวในชีวิต
เมื่อมันมาเยี่ยมเรา อย่าปล่อยให้หลุดมือ

ทำตัวให้พร้อม
ตั้งแต่วันที่คุณไม่ยังไม่รู้ว่าฉันจะพร้อมขนาดนี้ไปทำไม?
แล้วคุณจะขอบคุณตัวเองในวันที่โอกาสมาถึง

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Google Logo : 21 มิ.ย. 2557 World Cup 2014

2014 FIFA World Cup™
Group F : Argentina พบกับ Iran เวลา 11.00 PM

อย่าดูถูกจุดเด่นเล็กๆ ของตัวเอง

พึ่งทานอาหารเสร็จเดี๋ยวนี้เลย อาหารที่ทานคือ
Spicy Carbonara Pasta

ตอนสั่งก็ยังคิดว่า มันจะ spicy ได้ไงวะ กินมากี่ร้านๆ ก็คล้ายๆ กัน
ทานไปจนเกือบหมดจาน ก็อร่อยและไม่รู้สึกเผ็ดหรือร้อนอะไรทั้งสิ้นจนแอบคิดในใจว่า มันเผ็ดตรงไหนวะ

จนคำก่อนสุดท้ายนี่ล่ะที่ตักไปโดนพริกแห้งเม็ดนึง มันซ่อนอยู่ในเบคอน

เท่านั้นแหละ น้ำหูน้ำตาไหลเพราะว่ามันเผ็ดชิ_หาย
เรียกว่าเผ็ดแบบไม่มีวันลืม ทางร้านบอกว่าเป็นพริกแห้งสูตรลับ เผ็ดสุดขีดถ้าได้เคี้ยวรับรองตายทุกคน

5 ข้อคิดจาก Pasta จานนี้
1.จะทำอะไรสมัยนี้ต้องมีจุดแข็ง และจุดแข็งนั้นต้องแรงพอที่จะทะลุเข้าไปในใจของลูกค้าให้ได้ แล้วคนจะไม่มีทางลืมคุณ (เหมือนพริกแห้งเม็ดเดียวเม็ดนี้)

2.อย่าดูถูกจุดแข็งเล็กๆ ของเราเอง (หรือแม้แต่ของใคร) เพราะมันอาจรอแค่เพียงเวลาที่จะแสดงพลังออกมาเท่านั้น (อีพริกแห้งนี่มันไปแอบซ่อนอยู่ในเบคอน สีก็คล้ายกัน  เลยมองไม่เห็น)

3.เมื่อมีจุดแข็งแล้ว รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเปิดตัว (ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงที่คู่แข่งเผลอและช่วงที่ลูกค้าของคุณกำลังเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ) ยืนยันเลยว่าอันหลังเวิร์คโคตรๆ

4.จุดเด่นของคุณไม่จำเป็นต้องเป็ยของราคาแพงหรือลงทุนมากมาย แต่คุณต้องหาสิ่งที่มัน unique หรือ exclusive ที่คนอื่นไม่มีให้ได้

5.อย่าคิดว่าคนที่อยู่คนละธุรกิจกับคุณ เค้าจะข้ามฟากมาสอยคุณไม่ได้ สมัยนี้โลกเล็กลง การdisrupt กันเกิดขึ้นได้ง่ายมาก ใครจะคิดว่าพริกแห้งเม็ดเดียวจะข่มรสชาติของครีมและเบคอนใน pasta ทั้งจานลงได้

สวัสดีวันเสาร์
ขออภัยที่โพสนี้ภาษาอาจรุนแรงไปนิด มันแค้นไอ้พริกเม็ดนั้นจริงๆ

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

ธุรกิจเริ่มจากสองสิ่ง "ทุน" และ "ไอเดีย"

ธุรกิจเริ่มจากสองสิ่ง "ทุน" และ "ไอเดีย"

ถ้าไม่มีทุน คุณก็ต้องมีไอเดีย
ถ้าไม่มีไอเดีย คุณก็ต้องมีทุน
มันสั้นๆ ง่ายๆ เท่านี้แหละ

เพราะเมื่อไอเดียดีมาเจอกับทุนหนา
คุณเอ๊ย ธุรกิจนั้นสำเร็จแน่!
คนจำนวนมากชอบบ่นถามว่า
"ผมไม่มีทั้งเงินและไอเดีย ผมจะรวยได้มั้ยพี่?"

ตอบเร็ว "ยาก ก็เอ็งเล่นไม่มีอะไรเลยนี่หว่า 555+"
แน่นอนตอนตั้งต้นคนส่วนใหญ่ไม่มีทุนกันทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นต้องเริ่มจาก "ไอเดีย"

แล้วไอเดียมาจากไหน?
มาจากการอ่านเยอะ ฟังเยอะ เจอมาเยอะ
เรียนรู้ ฝึกฝน คิดใคร่ครวญ ประมวลผล
จนออกมาเป็น "ไอเดีย" ไง

ก็สร้างตัวเองจากสองมือเปล่า เพราะไม่มีทุน
เรียกว่าขาย "อากาศ" ล้วนๆ
นั่งมองฟ้าแล้วคว้ามันมาเป็นเพลง เป็นตัวหนังสือ
ไอเดียคือสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่มูลค่ามันมหาศาล
"ความคิด"  นี่ล่ะ ที่เป็นธุรกิจ

ยุคนี้อยากทำธุรกิจ
คุณไม่จำเป็นต้อง "ซื้อของเข้า นั่งเฝ้าร้าน" ก็ได้
เพราะไอเดียดีๆ แค่ไอเดียเดียว
อาจทำเงินให้คุณได้มากกว่าที่รุ่นพ่อแม่เคยทำมาทั้งชีวิตด้วยซ้ำ

เพราะยุคนี้คนมีทุน วิ่งหาคนมีไอเดีย
ในวงเล็บว่าไอเดียคุณต้องเจ๋งจริงนะ
เจ๋งปลอมๆ คนมีทุนเค้าไม่สนหรอก เพราะเค้าไม่ได้โง่

อย่างไรก็ตาม พูดแล้วเหมือนย้อนแยง
ถ้าคุณอยากมีไอเดีย คุณก็ต้องลงทุนด้วย

ลงทุนในอะไรล่ะ?
ซื้อตึกเหรอ? ซื้ออุปกรณ์สำนักงานเหรอ? ซื้อคอมพิวเตอร์เหรอ?
ผิดครับ คุณต้อง "ลงทุนในตัวเอง" ต่างหาก

ชีวิตนี้เคยลงทุนซื้อหนังสือดีๆ อ่านมั้ย?
ชีวิตนี้เคยลงทุนเข้าสัมมนาดีๆ มั้ย?
ชีวิตนี้เคยลงทุนศึกษาหาความสามารถเพิ่มเติมมั้ย?
ชีวิตนี้เคยลองคบเพื่อนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ มั้ย?
นี่ล่ะ การลงทุนของคนอยากมี "ไอเดีย"

ธุรกิจเริ่มจากสองสิ่ง "ทุน" และ "ไอเดีย"
ถ้าไม่มีทุน คุณก็ต้องมีไอเดีย
ถ้าไม่มีไอเดีย คุณก็ต้องมีทุน
มันสั้นๆ ง่ายๆ เท่านี้แหละ
อ่านจบแล้วพอจะได้ "ไอเดีย" บ้างมั้ย?


วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

LIVE DIE REPEAT

ถ้าคุณต้องตายลงในทุกๆ วัน
และถูกย้อนเวลากลับมาเริ่มต้นใหม่ในวันนั้นอีกครั้ง!!!

คำถามคือ
คุณจะทำอย่างไรกับชีวิต?


-----
The Edge of Tomorrow ว่าด้วยเรื่องของ ...
บิล เคจ นายทหารผู้ถูกปลดตำแหน่งโดยไม่มีพิธีการและถูกทอดทิ้งให้เข้าร่วมสงครามโดยที่ไม่ได้รับการฝึกฝน เขาถูกฆ่าสังหารลงในไม่กี่นาทีพร้อมกับศัตรูที่ชื่อว่า “มิมิค” แต่เกิดเรื่องสุดเหลือเชื่อขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาในช่วงเริ่มต้นของวันเดิมอีกครั้ง เขาต้องต่อสู้อย่างจำใจและต้องตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า
-----
The Edge of Tomorrow
ทำให้นึกถึงชีวิตมนุษย์เงินเดือน
เราใช้ชีวิตเหมือนเดิมในทุกๆ วัน
เราทำหน้าที่เหมือนกันทุกๆ วัน
เรามีชีวิตเหมือนเดิมทุกๆ วัน

ในหนังเรื่องนี้...
พระเอกพยายามทำทุกวิธี
เพื่อเอาชนะวังวนแห่งการย้อนเวลา
และ "โอเมก้า" คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง

แล้วในชีวิตจริง...
เรารู้หรือยังว่า เป้าหมาย คืออะไร

และคำถามสุดท้ายที่เจ็บกว่านั้น
เราทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น
เพื่อไปให้ถึง "เป้าหมาย"
... หรือยัง

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

Google Logo : 20 มิ.ย. 2557 World Cup 2014



2014 FIFA World Cup™
Group C : Colombia ชนะ Cote d'lvoire 2:1

Group D : Uruguay ชนะ England 2:1
Group C : Japan เสมอกับ Greece 0:0

Group D : Italy พบกับ Costa Rica เวลา 11.00 PM

คนทั่วไป Vs คนสำเร็จ

คนทั่วไปเจอกัน ชวนคุยแต่เรื่องความหลัง
คนสำเร็จเจอกัน ชวนคุยแต่เรื่องอนาคต

คนทั่วไปเจอกัน ชวนนินทาแต่เรื่องชาวบ้าน
คนสำเร็จเจอกัน ชวนกันชื่นชมความสำเร็จของผู้อื่น

คนทั่วไปเจอกัน ชวนกันบ่นถึงปัญหาในทุกโอกาส
คนสำเร็จเจอกัน ชวนกันคิดหาโอกาสในทุกปัญหา

ถ้าไม่แน่ใจว่าเรากำลังคุยกับคนทั่วไปหรือคนสำเร็จ
ก็ให้ดูว่าบทสนทนาในวงนั้นๆ
ส่วนใหญ่เขาคุยกันเรื่องอะไรกัน?

เคยผ่านการคุยในทั้งสองวงมาแล้ว
คือ วงสนทนาคนทั่วไป กับ วงสนทนาของคนสำเร็จ
จึงรู้ซึ้งดียิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ว่าคนสองกลุ่มนี้คุยไม่เหมือนกันเลยสักนิด

ในยามชีวิตจมปลัก
ตอนนั้นรักที่จะหากลุ่มคนมาพร่ำบ่นเรื่องเดิมๆ
โดยไม่คิดแม้แต่จะหาทางแก้ ขอแค่บ่นก็พอ

ในเวลาต่อมา
เปลี่ยนกลุ่มคนคุยโดยบังเอิญ มาอยู่กลุ่มคนสำเร็จ
คิดว่าจะบ่นๆ เหมือนเดิมสักหน่อย
แต่กลุ่มคนสำเร็จไม่เปิดโอกาสให้บ่นเลย
เขามุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว
ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ ตามคุณภาพของบทสนทนา
คุณลองบ้างสิ

อยากทั่วไป ก็คุยกับคนทั่วไป
อยากสำเร็จ ก็คุยกับคนสำเร็จ

อยากทั่วไป ก็คุยเรื่องเดิมๆ ที่คุยมาทั้งชีวิต
อยากสำเร็จ ก็จงเปลี่ยนเรื่องคุย

เปลี่ยนคนคุย เปลี่ยนเรื่องคุย
ชีวิตก็จะเปลี่ยนตาม
นี่คือเรื่องจริง 100%

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Google Logo : 19 มิ.ย. 2557 World Cup 2014

2014 FIFA World Cup™
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group H : Russia เสมอกับ Korea Republic 1:1
Group A : Australia แพ้ Netherlands 2:3
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0

Group A : Cameroon แพ้ Croatia 0:4
Group B : Spain แพ้  Chile 0:2
Group C : Colombia พบกับ Cote d'lvoire เวลา 11.00 PM

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Google Logo : 18 มิ.ย. 2557 World Cup 2014



2014 FIFA World Cup™
Group A : Brazil เสมอกับ Mexico 0:0
Group H : Russia เสมอกับ Korea Republic 1:1

Group A : Australia พบกับ Netherlands เวลา 11.00 PM

ROE ที่เราต้องเจอในแต่ละช่วงชีวิต

ในช่วงอายุ 10 – 20 ปี
ROE = Return On Education
เรียนอะไรมาว้า ตรูคืนอาจารย์ไปหมดแล้ว

ผลของการศึกษาในช่วงที่ผ่านมานั้นไม่ได้วัดเลยว่าเราจะใช้ชีวิตในอนาคตต่อไปได้ดีหากเราไม่รู้จักปรับปรุงนำมาใช้ในชีวิตในการทำงานจริง

ในช่วงอายุ 20 – 30 ปี 
ROE = Return on Energy
เอ๊ะ… วันๆ ตรูทำงานเยอะจัง เหนื่อยแทบหมดแรงเลย

งานที่เราทำในแต่ละวันนั้น มีแต่สิ้นเปลืองพลังงานไปเปล่าๆ ถ้าหากเราไม่รู้จักที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการทำงานมาเพื่อพัฒนาตัวเอง มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร

ในช่วงอายุ 30 – 40 ปี
ROE = Return On Equity
ลงทุนอะไรไปว้า ขาดทุนยับเลย

วัยแห่งการลงทุน หากเราไม่เรียนรู้ศึกษาข้อมูลในการลงทุนเลย วิ่งตามเซียน เรียนตามกูรู หูฟังข่าววงใน แล้วชีวิตการลงทุนมันจะต่างจากการซื้อลอตเตอรี่ไหมล่ะคร้าบบ

ในช่วงอายุ 40 – 50 ปี
ROE = Return on Entertainment
จ่ายเงินค่าอะไรไปว้า ไม่เห็นสนุกอย่างที่คิดเลย

ในวัยที่เราเกือบๆจะแก่… เรามักจะใช้เงินเพื่อซื้อความสุข แต่ถ้าหากเราไม่รู้จักหาความสุขในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เมื่อเงินพร้อมแต่กายไม่พร้อม ความสุขที่เราคาดหวังไว้มันก็คงไม่สนุกเท่าไรนัก ยิ่งหนักไปกว่านั้นเพราะบางคนต้องไปใช้เงินที่หามาทั้งชีวิตเพื่อจ่ายค่ารักษาในโรงพยาบาลเสียอีก

แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ROE = Return on Equivalent
ที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เรามาตัวเปล่า ดังนั้นเราจึงกลับไปตัวเปล่า

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms   
Credit : Aommoney
>> http://bit.ly/1slFCdn

วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557

1 นาทีก็สายไป....

ครอบครัวหนึ่งมีลูกชายชื่อเจี๊ยบ เป็นเด็กที่ไม่ค่อยกระตือรือร้น ทำอะไรชักช้า และค่อนข้างขี้เกียจ ทุก ๆ เช้าเมื่อแม่เรียกให้ตื่นไปโรงเรียน เจี๊ยบจะงัวเงียบอกว่า "ขออีก 1 นาทีครับแม่" พอลงมาข้างล่างแทนที่จะรีบกินข้าวเช้าก็ไปเปิดโทรทัศน์นั่งดูการ์ตูน พอแม่เรียกให้มากินข้าวก็บอกว่า "เดี๋ยวแม่ ขออีก 1 นาที" จนแม่เอ่ยปากว่าจะทำโทษนั่นล่ะ เจี๊ยบถึงจะมานั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารได้สักที

"คอยดูเถอะเจี๊ยบ" พ่อซึ่งมองลูกชายคนเดียวอย่างระอาพูดขึ้น "สักวันแกจะต้องเจอเรื่องที่แม้ 1 นาทีก็ให้ไม่ได้ ถ้าถึงวันนั้นแล้วแกจะรู้สึก"

การขอเวลา 1 นาทีทำให้เจี๊ยบไปโรงเรียนสายทุกวัน และการทำโทษให้วิ่งรอบสนามก็ไม่ได้ทำให้เจี๊ยบจดจำเลยแม้แต่น้อย เขากล้าต่อรองเวลาแม้แต่กับครู "ไปเข้าห้องเรียนได้แล้วเจี๊ยบ" ครูร้องเตือนเมื่อเห็นเจี๊ยบยังเดินเอ้อระเหยลอยชายอยู่ในสนามหญ้า ทั้งๆ ที่ออดเรียกเข้าชั้นเรียนดังไปพักหนึ่งแล้ว
"ขออีก 1 นาทีครับครู" เจี๊ยบบอกโดยไม่ทุกข์ร้อน

วันหนึ่งเป็นวันหยุด แม่บอกเจี๊ยบตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะไปเยี่ยมยายที่บ้านสวน เจี๊ยบชอบบ้านสวนของยายจึงขอตามแม่ไปด้วย แต่พอรุ่งเช้า เจี๊ยบก็ตื่นสาย ไม่ว่าแม่จะขึ้นไปปลุกกี่ครั้ง เจี๊ยบก็พูดว่า "ขออีก 1 นาที.. ขออีก 1 นาที" ตลอด ในที่สุดแม่ก็ตัดสินใจไปบ้านสวนของยายคนเดียว เพราะถ้าออกช้ากว่านั้นจะหารถโดยสารไปยาก

สักพักเจี๊ยบก็เดินงัวเงียลงมาจากห้องนอน เมื่อไม่เห็นแม่อยู่ในบ้านจึงถามพ่อว่า "แม่ล่ะครับพ่อ"

"แม่ไปบ้านยายแล้ว" พ่อบอก

"อ้าว ทำไมไม่รอผม" เจี๊ยบร้อง เขาอยากไปบ้านสวนของยายมาก

"แม่รอแกจนรอไม่ได้อีกแล้ว รู้รึเปล่าว่าแค่ 1 นาทีที่แกขอก็ทำให้แม่ตกรถได้ นี่ยังไม่รู้เลยว่าแม่จะได้นั่งรถอะไรไป ถ้าโชคดีก็ได้ไปสายรถประจำ แต่ถ้าไปไม่ทันก็ต้องขึ้นรถที่วิ่งเป็นทางผ่าน แล้วรถสายนั้นน่ะขับอันตรายจะตายชัก" พ่อบ่นเจี๊ยบด้วยความเป็นห่วงแม่

"แหม ไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่าพ่อ" เจี๊ยบบอก

ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ขณะที่เจี๊ยบกำลังอาบน้ำอยู่ เขาก็ได้ยินเสียงพ่อร้องเอะอะอยู่ชั้นล่าง จึงรีบวิ่งลงมาดู หน้าของพ่อซีดขาวราวกับกระดาษ

"รถที่แม่นั่งประสบอุบัติเหตุ แม่อาการสาหัส เราต้องไปที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้" พ่อพูดเสียงแตกพร่า เจี๊ยบตกใจจนหน้าซีดตามพ่อไปอีกคน เขารีบขึ้นไปแต่งตัวโดยไม่มีคำว่า "ขออีก 1 นาที" เหมือนเช่นทุกครั้ง

ทันทีที่สองพ่อลูกไปถึงโรงพยาบาล ก็ช่วยกันตามหาแม่ในห้องฉุกเฉิน แล้วก็พบแม่นอนนิ่งอยู่ที่เตียงในสุด เลือดสีแดงไหลอาบอยู่เต็มหน้าแม่ และพยาบาลกำลังจะเข็นแม่ไป

"แม่ แม่" เจี๊ยบร้องเรียกแม่เสียงดังลั่น น้ำตาเอ่อล้นทะลัก บุรุษพยาบาลเข้ามากันเขาไว้ เพราะเกรงว่าจะกีดขวางทางของรถเข็น

"แม่ แม่ ตื่นสิแม่ ผมอยู่นี่ อยู่ตรงนี้" เจี๊ยบยังคงร้องเรียกแม่เขาต่อไป และทุบตีบุรุษพยาบาลที่จับตัวเขาไว้ "ปล่อยผม ผมจะไปหาแม่"

พยาบาลคนหนึ่งหันมาบอกพ่อของเจี๊ยบซึ่งยืนกุมมือแม่อยู่ว่า "เราต้องพาภรรยาของคุณไปผ่าตัดด่วน เธอเสียเลือดไปมากจากอุบัติเหตุครั้งนี้"

คำพูดนั้นทำให้เจี๊ยบรู้ทันทีว่าเขาจะไม่ได้เห็นหน้าแม่อีก

"เดี๋ยวครับ ขอเวลาให้ผมอยู่กับแม่สัก 1 นาที ได้โปรดให้ผมได้บอกแม่ว่า ผมรักแม่ ให้ผมได้กอดแม่อีกสักครั้ง" เจี๊ยบร้องอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา แต่ไม่มีใครฟัง พยาบาลและบุรุษพยาบาลเข็นเตียงของแม่เข้าห้องผ่าตัด และหายไปในนั้นเป็นเวลานาน ก่อนที่แพทย์จะออกมาแจ้งข่าวร้ายว่า..แม่ของเจี๊ยบเสียชีวิตไประหว่างการผ่าตัด

เจี๊ยบมารู้อีกในภายหลังว่า รถคันที่แม่นั่งไปประสบอุบัติเหตุนั้น ไม่ใช่รถเมล์สายประจำไปบ้านยาย แต่เป็นรถสองแถวที่ขับโดยคนขับรถที่ขาดความรับผิดชอบ คน ๆ นั้นอยากได้เงินมาก ๆ แต่ไม่สนใจความปลอดภัยของผู้โดยสาร แม่ของเจี๊ยบมาคนสุดท้ายจึงต้องนั่งเบียดอยู่นอกสุด และกระเด็นออกไปไกลเมื่อรถประสบอุบัติเหตุ

พ่อโกรธคนขับรถมาก บอกจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด แต่เจี๊ยบไม่โกรธคนขับรถเลย เขาโกรธและเกลียดตัวเอง ด้วยเพิ่งเข้าใจว่าเวลา 1 นาทีที่เขาเคยขออย่างพร่ำเพรื่อนั้นมีค่ามากมายเพียงไร เพราะ 1 นาทีที่ได้มาในวันนี้ต้องแลกกับเวลาทั้งหมดในชีวิตของแม่

ถ้าเจี๊ยบตื่นทันทีที่แม่เรียก ถ้าเขาไม่ขอแค่ 1 นาทีเพื่อให้ได้นอนต่อ แม่ก็คงไม่ตกรถประจำทางจนต้องไปนั่งรถปิศาจคันนั้น กระทั่งถึงคราวที่เจี๊ยบต้องการเวลาจริง ๆ เขากลับไม่มีแม้เพียง 1 นาทีที่จะได้อยู่กับแม่...ไม่มีแม้เพียงวินาทีด้วยซ้ำไป...ไม่มีเลย

บทสรุป

เงยหน้ามองเข็มวินาทีอันเล็ก ๆ ที่เดินอยู่ในนาฬิกาสิ..นั่นล่ะ คือ เวลาในชีวิตของเรา ทันทีที่เธอคิดว่า "เดี๋ยว ขอเวลาอีกหน่อย" หรือ "เดี๋ยว เอาไว้ทำวันหลัง" รู้ไว้เลยว่าเธอกำลังสูญเสียสิ่งดี ๆ ในชีวิตไปมากมาย คนที่ตื่นตั้งแต่เช้ามาทำงานย่อมทำงานได้มากกว่าคนนอนตื่นสายอย่างไม่ต้องสงสัย เด็กที่ทำการบ้านเสร็จมาจากโรงเรียนก็ได้วิ่งเล่นในตอนเย็นกับเพื่อน ๆ อย่างเต็มที่ คนที่รู้คุณค่าของเวลามักได้เปรียบคนอื่นและเสียสิ่งดีๆ ในชีวิตไปน้อยมาก แน่นอนว่า ชีวิตของคนแบบนี้ย่อมปรีดิ์เปรมไปด้วยความสุขสมหวัง

เข็มวินาทีเดินเร็วกว่าจังหวะการหายใจอีก ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนั้น มักมีอะไรเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และบางทีก็เกิดขึ้นเร็วเสียจนตั้งตัวไม่ทัน เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าเลยว่า พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าวันนี้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่พูดว่า "เดี๋ยว" และใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร เราก็ไม่กลัวที่จะรับมือกับมัน และไม่ต้องตั้งคำถามที่ไร้ประโยชน์ในภายหลังว่า "เมื่อวานเรามัวทำอะไรอยู่"

Cr. นิทานสอนใจ ในหนังสือชุด นิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา โดย สำนักพิมพ์ FreeMind

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

Google Logo : 17 มิ.ย. 2557 (บ่าย) World Cup 2014


2014 FIFA World Cup™
Group H : Belgium พบกับ Algeria เวลา 11.00 PM

Maleficent

ถ้า "Maleficent" หรือ "ขุ่นแม่มาลี"
ถามเราว่า... รักแท้มีจริงไหม?
เชื่อว่า... บางคนคงตอบว่าใช่
และ.. บางคนคงตอบว่าไม่ใช่
-----
Maleficent เป็นการเอาเรื่องราวเจ้าหญูิงนิทราในแอนิเมชั่นคลาสสิคของดิสนีย์ มาเล่าใหม่ในมุมมองของตัวร้าย หรือ มาเลฟิเซนต์ นางฟ้าผู้พิทักษ์ป่า ผู้ซึ่งต้องกลายเป็นตัวร้าย และตามอาฆาตเจ้าหญิงตัวน้อยด้วยการสาปให้ต้องนิทราไปตลอดกาล

และนี่คือ 5 มุมมองความรัก
ที่อยากแลกเปลี่ยนให้ฟังจากหนังเรื่องนี้
-----
.. หนึ่ง ..
รักในวัยเยาว์คือความสวยงาม

เมื่อเรายังอ่อนต่อโลก
เราตกหลุมรักได้ง่าย

เราเชื่อว่ารักแท้นั้น
จะอยู่กับเราตลอดไป

เราเชื่อว่าปัจจุบัน
เป็นเฉกเช่นเดียวกับอนาคต

แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น
... เราถึงได้รู้ความจริง
-----
.. สอง ..
รักที่ลุ่มหลงต่ออำนาจ
ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง

อยากมีอยากเป็น
อยากเห็นอยากได้
ล้วนแล้วแต่ก่อให้สุมใจ

จากสเตฟานเด็กน้อยขี้ขโมย
กลายเป็นกษัตริย์สเตฟานผู้ลุ่มหลงในอำนาจ
ที่ต้องอดทนกับความหลอกหลอนไปตลอดชีวิต

วันนี้เราอาจจะมี เราอาจจะเป็น
แต่วันสุดท้ายของชีวิต เราเป็นได้แค่คนตาย
-----
.. สาม ..
(สำนึก) รักในบุญคุณ

คือสิ่งที่วัดศักดิ์ศรีความเป็นคน
กตัญญูอาจจะไม่ใช่คำที่ล้ำค่า
แต่มันจะมีความหมายเมื่อได้ลงมือทำ
เฉกเช่น อีกา (Diablo)
ผู้จงรักภักดีต่อ Maleficent
-----
.. สี่ ..
รักช่วยสรรสร้างสิ่งดีๆ

ป่าและปราสาทที่สวยงาม
เกิดจากความรักที่สวยงาม

ป่าและปราสาทที่ดำทึบ
เกิดจากความแค้นที่มืดมน

เช่นเดียวกันกับ
ความรักในครอบครัว
ย่อมทำให้บ้านสวยงามขึ้นมา
แม้ว่าจะไม่ของล้ำค่าอะไรเลย
-----
.. ห้า ..
รักแท้ "อาจ" ไม่มีจริง

ถ้าคุณยังไม่รู้จักคำว่าให้
.. ที่แท้จริง

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

Turn Around Point

เจ้าของธุรกิจทุกคนรู้ดีว่า การจะทำให้ธุรกิจมีกำไรนั้น นอกจากจะต้องขายเก่งเป็นไฟแล้ว ยังต้องควบคุมต้นทุนให้ดี ไม่ให้มีรูรั่วเหมือนท่อน้ำด้วย เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่รั่วไหลออกไปหมายถึงกำไรอันพึงได้ของธุรกิจที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของทุกคน

น่าแปลกที่เจ้าของธุรกิจคนไทยส่วนใหญ่มักจะเก่งด้านใดด้านหนึง คือไม่ขายเก่งแบบโลกตะลึง แต่ขายมาแล้วเงินรั่วไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ก็จะเป็นพวกรัดเข็มขัดจนธุรกิจและลูกน้องแทบหายใจไม่ออก กว่าจะใช้เงินแต่ละบาทมันแสนยากเย็น

จุดตรงกลางมันอยู่ตรงไหน
คำตอบคือไม่มี เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณต้องควบคุมต้นทุนหลักของธุรกิจให้ได้ก่อน ต้นทุนหลักคือต้นทุนที่ชี้เป็นชี้ตายให้กับธุรกิจได้ เจ้าของต้องให้เวลาส่วนใหญ่มาดูแลเรื่องเหล่านี้ก่อน อย่าไปเสียใจทะเลาะกับรายละเอียดปลีกย่อย เซฟเงินวันละ 3-400 บาทจากการสั่งของ แล้วไม่มีเวลามานั่งหาแนวทางการควบคุมต้นทุนหลัก ส่วนต้นทุนหลักของธุรกิจคุณคืออะไร คุณสามารถดูได้จากงบการเงินของบริษัทคุณเอง

ธุรกิจขายอาหาร เครื่องดื่ม ต้นทุนคือค่าอาหารสด เมล็ดกาแฟ นม คนงาน ถุง/กล่อง/แก้ว และถ้าเป็นร้านที่เช่าที่อยู่ ค่าเช่าก็เป็นต้นทุนชนิดปลิดชีพได้อีกตัว

ธุรกิจเสื้อผ้า ขายของอื่นๆ ต้นทุนหลักก็คือต้นทุนของสินค้า ไล่ไปตั้งแต่ต้นทุนของตัวสินค้า ต้นทุนการนำเข้า ขนส่ง

ธุรกิจบริการต่าง ต้นทุนหลักคือค่าจ้างของคนทำงาน

พอเห็นภาพไม๊ ว่าต้นทุนหลักของแต่ละธุรกิจ มีความแตกต่างกันอย่างไร
เชื่อว่าทุกท่านคงรู้จักร้านสุกี้ MK ร้านสุกี้ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 30 ปี
โดยส่วนตัว ยกย่อง MK สุกี้ ว่าเป็นผู้ปฏิวัติธุรกิจร้านสุกี้ในประเทศไทย ทั้งในด้านการเปลี่ยนระบบการบริหารจากร้านสุกี้ห้องแถวทั่วไปเป็นระบบกึ่งอุตสาหกรรม ด้านการตลาด และการเลือกโลเคชั่น กลายเป็นสุกี้ขึ้นห้างฯ รายแรกของไทย

สิ่งที่ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ MK ใน คืออะไรบ้าง
  1. มีโฆษณา เพราะ MK เป็นแบรนด์สุกี้ที่ใช้เงินค่าโฆษณาเยอะมาก
  2. เพลงและท่าเต้นของพนักงานในร้าน ที่ดึงดูดเด็กๆได้เป็นอย่างดี
  3. อาหารถูกเสิร์ฟมาในถาดสีแดงเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ
ไอ้เจ้าถาดสีแดงนี่ล่ะ มันมีที่มาที่ไป

ในช่วงแรกๆ ชองการขึ้นห้างฯ MK ก็มีปัญหาเหมือนร้านอาหารอื่นๆ คือของสดหาย รายได้ไม่คุ้มค่าเช่า (อัตราส่วนการสร้างรายได้ต่อตรม.ของพื้นที่เช่าค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับค่าเช่าแพงนะ อย่าเข้าใจผิด)

ธุรกิจร้านอาหาร จุดตายจะอยู่ที่ห้องครัว และมักจะเห็นบ่อยๆ ว่าเจ้าของธุรกิจส่วนมากไม่ได้มีเวลามาดูแลสต็อกของสด อาจจะมีเวลาคือไปซื้อของสดเอง แต่ไม่ได้มีเวลามาดูในครัว

ลองคิดดูนะ ถ้าพนักงานในครัว 2-3 คน แอบเอากุ้ง เอาหมูกลับบ้านวันละขีด อะไรจะเกิดขึ้นกับร้านของคุณ

MK ก็เคยเจอปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกัน

เท่านั้นยังไม่พอ
เนื่องจาก MK เป็นธุรกิจที่มีเมนูอาหารสดหลากหลายมาก และสมัยก่อน MK มีห้องจัดเตรียมอาหารสดไว้เสิร์ฟอยู่ในร้าน ทำให้จำเป็นต้องมีพื้นที่ครัวใหญ่มาก

นี่คือ 2 ต้นทุนหลักของ MK ที่ต้องควบคุมให้ได้ เอาให้อยู่

เรื่องของสดรั่วไหล หายไปไหนไม่รู้ การขายแต่ละจาน ปริมาณอาหารในจานก็ไม่ได้มาตรฐาน มากบ้างน้อยบ้าง โดนลูกค้าบ่นบ่อยๆ เพราะกุ้งในจานโต๊ะข้างๆ ใหญ่กว่าโต๊ะตัวเอง

พื้นที่ห้องครัวที่ใหญ่ เมื่อต้องใช้พื้นที่มากค่าเช่าก็ยิ่งแพง หมายถึงค่าเช่าที่จ่ายไปฟรี เพราะเป็นค่าเช่าที่ไม่ได้สร้างรายได้ แทนที่จะเอาพื้นที่ไปวางโต๊ะไว้บริการ กลับต้องมาจ่ายค่าเช่าเพื่อมาวางเขียงวางเตา
เมื่อนำทั้ง 2 ปัญหานี้มาขมวดปมเข้าด้วยกัน จึงเป็นแนวทางการทำงานของ MK ดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

1. MK ตัดสินใจย้าย operation ครัวบางส่วนไปเปิด "ครัวกลาง" นอกพื้นที่ขาย เพื่อเป็นศุนย์กลางการเตรียมอาหารสดป้อนส่งสาขา โดยบริหารสต็อกของสดเป็นหน่วยถาด แต่ละถาดมีน้ำหนักพอๆ กัน มีโรงงานจัดเตรียมอย่างเป็นระบบ หน้าร้านรับสต็อกอาหารสดเข้าร้าน จึงนับเป็นถาด ไม่ได้นับเป็นตัวเป็นกิโลเหมือนแต่ก่อน เวลาขาย ก็ขายเป็นถาด เพราะฉะนั้นการคุมสต็อกของสดจึงง่ายขึ้น

ครัวส่วนที่เก็บไว้ในร้าน คือครัวหั่นเป็ดย่าง หมูแดง เพราะเป็นส่วนที่โชว์ได้ ช่วยทำให้บรรยากาศในร้านดูน่าทานขึ้น

2. เมื่อได้พื้นที่กลับมา MK สามารถเพิ่มจำนวนโต๊ะบริการได้มากขึ้น รายได้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

การตัดสินใจย้ายครัวบางส่วนออกไปในครั้งนั้น จึงถือเป็นจุดเปลี่ยน (Turn Around Point) ที่สำคัญที่สุดจุดนึงของ MK และถือเป็นการพลิกโฉมระบบ operation ของร้านสุกี้ร้านอื่นๆ ไปด้วย ทำให้ร้านอาหารรุ่นหลังๆ ใช้ operation ของ MK เป็นแบบอย่างแทบทั้งสิ้น

ปัจจุบัน MK มีครัวกลาง 5 แห่งป้อนสินค้าส่งร้าน MK กว่า 350 สาขาทั่วประเทศ ถือเป็นมูลค่า Cost Saving ที่ไม่สามารถตีมูลค่าได้

สมัยขายดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องคุมต้นทุนให้ดีด้วย
แล้ววันนี้คุณมีเวลามาดูแลต้นทุนของธุรกิจบ้างหรือเปล่า?

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

ข้ออ้าง

คนเก่งเกือบร้อยทั้งร้อยเป็นเศรษฐีประเภท "รวยด้วยตัวเอง"
ทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องราวชีวิตของเขาเหล่านี้ทีไร
มันทำให้คิดได้ว่า
ไม่มีอะไรจะมาหยุดยั้งความสำเร็จของคนเราได้เลย
ยกเว้นเพียงอย่างเดียวคือ "ข้ออ้าง"

คนเหล่านี้เจ็บมาเยอะ เจอมาแยะ
แต่ไม่เคยเอาอุปสรรคปัญหานั้นมาเป็นข้ออ้าง
เหมือนอย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ

คุณแบงค์ "ศตพล จันทร์ณรงค์"
เล่าถึงเรื่องราวชีวิตอันแสนจะมหัศจรรย์ของเขาแล้วอดทึ่งไม่ได้
เก็บมาเล่าให้ฟังบางส่วน รายละเอียดอาจผิดเพี้ยน
เพราะชีวิตเขามากมายประสบการณ์
ชนิดที่เรียกว่า ตกกะไดพลอยโจน" (ในแง่ดีนะ)
มันใช่อ่ะ!

อดีตเด็กหนุ่มชุมพร มาทำบ่อกุ้งที่ปราจีน
บ่อแรกๆ ก็ได้เงินเป็นล้าน อะไรก็ดูดีไปหมด
ทำไปทำมา กุ้งเป็นโรค ส่วนเขาเป็นหนี้
จากนั้นจับพลัดจับผลูมาขายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์จิ้งหรีด
ทำไปทำมากลายเป็นขายจิ้งหรีดทอด แมลงทอด
จนมีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์
ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้เลยว่าอะไรคือแฟรนไชส์
เขาล้างหนี้กุ้ง เพราะรุ่งจากแมลง

ในเวลาต่อมา เขาก้าวกระโดดไปยังธุรกิจอีเวนต์
จัดงานให้รัฐวิสาหกิจ ทั้งที่ทำไม่เป็นเลย
เมื่อพบว่าคู่แข่งในอาชีพนี้เยอะมาก
เขาพลิกเกมด้วยการเป็นคนให้เช่าอุปกรณ์ทำอีเวนต์
เวที แสง สี เสียง เขามีทุกอย่างให้เช่า

วันนี้เขาเป็นเบอร์ต้นๆ ของประเทศในการให้เช่าอุปกรณ์จัดงาน
นั่งฟังด้วยความเมามัน(ส์) แต่เขาบอกยังไม่จบ
เพราะธุรกิจของเขายังลามไปถึงโกดังให้เช่าเก็บของ
ขนส่งสินค้าทั่วประเทศ ขายสินค้าออนไลน์ ทำอิฐมวลเบา
และอื่นๆ ที่ก็จำไม่หมด

แต่ทั้งหมดเกิดมาจากความที่ตอนแรกทำไม่เป็น
แต่ในเห็นโอกาส และสนุกไปกับมัน
แววตาที่เขาเล่าให้ฟัง เหมือนเรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

วันนี้คุณแบงค์เป็นเจ้าของธุรกิจนับสิบอย่าง มูลค่าหลายร้อยล้าน
และเป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้ให้กับผู้คนมากมาย
แซวเขาว่าถ้ากุ้งไม่เป็นโรค
ป่านนี้โลกของเขา ก็อาจจะอยู่แค่นั้น

เล่ามายืดยาวเพราะประทับใจชีวิตเขาจริงๆ
นี่ล่ะ แนวคิดคนสำเร็จ
สู้ชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย
เจอหนี้ ไม่หนี แต่สู้จนปลดได้ และรวยกว่าเดิม
ทำไม่เป็น แต่เมื่อโอกาสมา ก็คว้าไว้ แล้วศึกษาจนทำให้เป็น
ทั้งหมดนี้คุณแบงค์เล่าให้ฟังเป็นชั่วโมง

ไม่ได้ยิน "ข้ออ้าง" สักคำว่าทำไมถึงทำนั่นทำนี่ไม่ได้
เลิกหา "ข้ออ้าง" เลิกจมอยู่กับความล้มเหลวในอดีต
ชีวิตเราไม่ยืนยาวขนาดนั้น
ลงมือทำ ทำไม่เป็นก็เรียนรู้ ล้มก็ลุกขึ้นสู้ใหม่
เมื่อโอกาสมา ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม

สร้างความแตกต่างไม่เหมือนใคร แล้วต่อยอดธุรกิจ
นี่ล่ะครับ เคล็ดลับความสำเร็จของเศรษฐีที่ "รวยด้วยตัวเอง"
ที่เก็บมาฝากทุกคน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 17 มิ.ย. 2557 World Cup 2014


2014 FIFA World Cup™
Group G : United States ชนะ Ghana 1:2

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อะไรคือชัยชนะของเราในปีนี้?

4 ปีที่แล้ว เราจำได้ดีว่าทีมไหนเป็นแชมป์บอลโลก
แล้วจำได้มั้ย 4 ปีที่แล้ว เราชนะเรื่องอะไรบ้าง?
จำรอยยิ้มนั้นได้มั้ย?

4 ปีที่แล้ว เราจำได้ว่าทีมไหนตกรอบแรกบอลโลก
แล้วจำได้มั้ย 4 ปีที่แล้ว เราพ่ายแพ้เรื่องอะไรบ้าง?
จำน้ำตาหยดนั้นได้มั้ย?

มาปีนี้ เรารู้ว่าทีมไหนเป็นตัวเก็งทีมแชมป์
แล้วเรารู้หรือยัง ว่าปีนี้เราน่าจะชนะในเรื่องอะไร?
อะไรคือชัยชนะของเราในปีนี้?

มาถึงปีนี้ เรารู้ว่าทีมไหนซุ่มซ้อมเตรียมตัวมาอย่างดี
แล้วเราล่ะ เตรียมตัวซักซ้อมจนพร้อมหรือยัง?
หรือจะเป็นอีกปีที่ผ่านไป?
จนเหมือนเดิม แย่เหมือนเดิม
ห่วยเหมือนเดิม …แพ้เหมือนเดิม

บอลโลกเริ่มหลายวันแล้ว
แต่เกมชีวิตเริ่มมานานกว่านั้นอีก
บอลโลกเตะกันทุก 4 ปี
แต่เกมชีวิต ลงสนามเตะกันทุกวัน

บอลโลก นั่งเชียร์หน้าจอ เต็มที่ก็ข้างสนาม
เกมชีวิต ต้องลงเตะเอง
ถ้าไม่มีใครเชียร์ ก็จงให้กำลังใจตัวเอง
คิดว่านอกจากความบันเทิงแล้ว
บอลโลกน่าเป็นหมุดหมายหลักไมล์ในชีวิตของเราได้ดี

เราน่าจะเอาบอลโลกไว้เช็คว่า
4 ปีที่แล้ว เราเคยทำอะไรไว้ ต้องแก้ไขตรงไหนบ้าง?
มาปีนี้ เรากำลังทำอะไรอยู่? ยังมาถูกทางอยู่ใช่มั้ย?
แล้ว 4 ปีข้างหน้าล่ะ เราจะทำอะไรให้ชีวิตดียิ่งขึ้น?

อย่าเอาแต่วิ่งคนเดียว ไม่ปรึกษาใคร เพราะคิดว่ากูแน่
มีโค้ชหรือยัง? มีผู้จัดการทีมหรือยัง?
เก่งแค่ไหน ก็ต้องมีครูนะ

ลุ้นบอลโลก ต้องส่งไปรษณียบัตรทายผล
แต่ถ้าเป็นเกมชีวิต ไม่ต้องส่งทายผลให้ยุ่งยาก
เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่า
จะชนะหรือแพ้

…เราเป็นคนลิขิตเอง
ปีนี้ใครจะเป็นแชมป์บอลโลก ไม่รู้
รู้แค่ว่าในเกมชีวิต ต้องเป็นแชมป์เท่านั้น
แล้วคุณล่ะ เป็นแชมป์หรือตกรอบแรก?

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 16 มิ.ย. 2557 World Cup 2014

2014 FIFA World Cup™
Group E : France ชนะ Honduras 3:0
Group F : Argentina ชนะ Bosnia and Herzegovina 2:1
Group G : Germany พบกับ Portugal เวลา 11.00 PM

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

"มั่นใจ" หรือ "มั่นใจเกินไป"?

"มั่นใจ" กับ "มั่นใจเกินไป"
เป็นสองอย่างที่ต่างกันสุดขั้ว

"มั่นใจ" แปลว่า "เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว"
ในขณะที่ มั่นใจ "เกินไป" กลับไม่ได้แปลว่า
เตรียมทุกอย่างไว้ "มากเกินไป"
แต่กลับแปลว่า "ประมาท จนไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย"

คำถามก็คือ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า
เรา "มั่นใจ" หรือ "มั่นใจเกินไป"?
คำตอบก็คือไอ้ตอนที่เราคิดว่า "แน่ที่สุด"
เราเตรียมแผนไว้ในกรณีที่ "แย่ที่สุด" แล้วหรือยังล่ะ?

และในหลายครั้ง
คิดว่าพวกเราใช้ชีวิตแบบมั่นใจเกินไปหน่อย
ยกตัวอย่างเช่น
"คำถามเรื่องเงิน" ที่เราไม่เคยถามตัวเอง ดังต่อไปนี้

ถ้าวันนี้ตกงานฉับพลัน
เราตอบตัวเราได้มั้ยว่ามีเงินพอใช้ไปได้กี่เดือน?

ถ้าวันนี้เกิดอุบัติเหตุหรือป่วยกะทันหัน
เราตอบตัวเราได้มั้ยว่าเรามีค่ารักษาพยาบาลรึเปล่า?

หรือถ้าวันนี้เราเป็นหัวหน้าครอบครัว
แล้วเกิดจากไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
เราตอบตัวเองได้มั้ยว่ามีเงินทิ้งไว้ให้คนข้างหลังเท่าไหร่?

หรือถ้ายังไม่ตาย โชคดีอายุยืน
เราตอบตัวเองได้มั้ยว่าเราจะเอาเงินที่ไหนใช้ตอนแก่?

พูดแบบนี้แล้วเหมือนมาจากตัวแทนประกัน 555+
แต่คนทำงานไม่ประจำถูกถามคำถามนี้เสมอว่า

กล้าออกมาทำงานไม่ประจำแบบนี้ มั่นใจมากไปหรือเปล่า?
และถึงไม่ถูกถาม  ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้
โชคดีที่วันนี้ตอบตัวเองได้หมด เพราะเตรียมไว้หมดแล้ว

คิดว่าที่หลายคนไม่ถามตัวเองด้วยคำถามแบบนี้
ก็เพราะคำตอบมัน "แทงใจดำ"
จริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าถ้าตกงาน เราตายแน่
เพราะแค่มีเงินใช้เดือนชนเดือน

จริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าถ้าเราป่วยหนัก
เราต้องตายแน่เพราะไม่มีค่ารักษา

จริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าถ้าเราตาย
คนข้างหลังเขาต้องลำบากแน่ เพราะเรามีแต่หนี้ทิ้งไว้ให้

จริงๆ เรารู้อยู่แก่ใจว่าถ้าตอนเราแก่ๆ
เราก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเอาเงินที่ไหนใช้

เราได้แต่คิดว่า มันคงไม่ใช่เราหรอก
ที่โชคร้ายตกงาน ที่โชคร้ายป่วยหนัก
ที่โชคร้ายตายไว หรือที่โชคร้ายไม่มีเงินใช้ตอนแก่
แต่คนโชคร้ายทุกคน
ก็เคยคิดเหมือนเรานั่นแหละ
ว่าเค้าคงไม่โชคร้ายหรอก

อาจจะชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านไปหน่อย เลยแอบห่วงว่า
ถ้ามีเงินซื้อชุดสวย มือถือรุ่นใหม่ อาหารจานแพง เที่ยวเมืองนอก
ก็น่าจะแบ่งเงินมาจัดการกับ "ความมั่นใจเกินไป"

ว่าชีวิตคงไม่โชคร้าย
ถ้ามีเงินเล่นหุ้น ลงทุนทอง
เพื่อได้บอกใครๆ แล้วดูเท่ว่าข้าคือนักลงทุน แต่ไม่มีเงินเก็บเลย
ก็น่าจะจัดการส่วนนี้ให้เรียบร้อยก่อน

ถึงมันจะไม่เท่ที่ต้องบอกใครๆ ว่าฉันแค่กำลังเก็บเงิน
มีรายได้หลายทางสิ
เก็บเงินทุกเดือนก่อนเอาไปใช้สิ
มีเงินเก็บไว้ให้พอใช้หลายๆ เดือนสิครับ
ทำประกันความเสี่ยงไว้สิครับ
เตรียมเก็บเงินไว้ใช้ยามป่วยยามแก่เฒ่าสิครับ
แล้วค่อยออกไปแตะขอบฟ้าด้วยความ "มั่นใจ"
"มั่นใจ" ที่ไม่ใช่ "มั่นใจเกินไป"
เมื่อเตรียมทุกอย่างในกรณีที่มัน "แย่ที่สุด" ไว้แล้ว
ก็ได้เวลาที่เราจะ "แน่ที่สุด" แล้วล่ะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 14 มิ.ย. 2557 World Cup 2014



2014 FIFA World Cup™
14 มิ.ย. 2557 => Group B : Netherlands ชนะ Spain  1:5
                     => Group B : Chile ชนะ Ausalia 3:1
15 มิ.ย. 2557 => Group C : Colombia พบกับ Grence เวลา 11.00 PM

วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อย่าจ่าย ในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องจ่าย

เมื่อวานเราพูดถึงเรื่อง เจ้าของธุรกิจต้องกล้าจ่ายในสิ่งที่จำเป็น วันนี้มาดูมุมของเรื่องที่ไม่ควรเสียเงินกันบ้าง

ตอนเริ่มธุรกิจ มันเหมือนคุณเริ่มสร้างบ้านใหม่ มันมีเรื่องให้คิดให้เสียเงินเต็มไปหมด อันนั้นก็จำเป็น อันนี้ก็ขาดไม่ได้ แต่ถ้ามองให้ดีๆ จะเห็นว่า สิ่งที่คุณซื้อเข้าบ้าน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ

1 ซื้อเพื่อความจำเป็นในการอยู่อาศัย เช่นเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่นอน เครื่องครัว อุปกรณ์ใช้สอยต่างๆ
2 ซื้อเพื่อความสบายเพิ่มเติม คือสิ่งที่มานอกเหนือจากรายการด้านบน หรือรายการด้านบนแต่เป็นรุ่น advance เช่น TV ก็ต้องเป็น 3D ห้องน้ำก็ต้องมีอ่างอาบน้ำ

หลักการในการลงทุนทางธุรกิจในช่วงเริ่มต้นมีหลักการเดียว คือลงทุนในส่วนที่สร้างชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ และสร้างรายได้ก่อน เมื่อธุรกิจเริ่มขยายตัว มี scale งานที่ใหญ่ขึ้น เช่น มีสาขา ขยายร้าน เราจึงค่อยลงทุนในส่วนที่สร้างความสบายต่อไป

สิ่งที่ยังไม่จำเป็นสำหรับธุรกิจในช่วงแรกมีอะไรบ้าง

1. ซื้อโฆษณาแบบบ้าเลือด การจัดสรรงบประมาณสำหรับการตลาดเป็นสิ่งดี แต่การตลาดที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะเสมอไป ปัจจุบันมีสื่อฟรีๆ มากมายที่สามารถทำให้ธุรกิจของคุณ on air ไปให้คนรู้จักทั่วโลก ขอเพียงธุรกิจของคุณมีความน่าสนใจเพียงพอ นี่คือที่มาว่า ทำไมเจ้าของต้องลงทุนในส่วนของการพัฒนาสินค้าและร้านของตัวเองให้โดดเด่น เพราะนั่นจะเป็นเครื่องมือในการพาคุณไปออกสื่อเอง

2. ระบบ I.T. ยังมีเจ้าของธุรกิจเข้าใจผิดกันเยอะมากว่าโปรแกรม computer ต่างๆ จะช่วยให้ธุรกิจมียอดขายมากขึ้นถ้านำระบบนั้นมาใช้ ยิ่งใช้ครบก็จะยิ่งขายดีขึ้น

ในความเป็นจริงแล้ว ระบบ I.T. สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนมากถูกสร้างมาเพื่อให้การขายและการบริหารจัดการ "ง่ายขึ้น" แต่มันจะ "ไม่ได้ช่วยให้ขายมากขึ้น" เช่นโปรแกรมบัญชี ตัดสต็อก หรือโปรแกรมการรับสั่งสินค้า โปรแกรมเหล่านี้ช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดี ได้ไม่ได้เป็น Selling Tools สำหรับการเพิ่มยอดขาย

เมื่อธุรกิจของคุณยังเป็นขนาดเล็ก การลดข้อผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพดังกล่าว สามารถทำได้โดยการเอาใจใส่ ลงรายละเอียดและสร้างนิสัยการทำงานของคนมากกว่า

ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนโปรแกมเหล่านี้ ต้องขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจด้วย ถ้าร้านของคุณมีสินค้าเป็น 1-2,000 รายการ แน่นอนว่าโปรแกรมบริหารสต้อกกับ POS คือสิ่งจำเป็น

3. ออฟฟิศหรู ขนาดและความหรูหราของออฟฟิศ อาจจะเป็นภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลสำหรับธุรกิจที่พึ่งเริ่มต้น (ยกเว้นธุรกิจที่เอาหน้าร้านมาเป็นออฟฟิศด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วควรแยกกันให้เรียบร้อย) เดี๋ยวนี้มีธุรกิจ Office Sharing (บางคนเรียก Work Space) เกิดขึ้นมากมายที่เราสามารถไปใช้ทำงานได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ทำธุรกิจบริการ ที่ปรึกษา สนง.กฏหมาย รวมไปถึงการนำเสนอสินค้าที่ใช้พื้นที่น้อย บริษัทเหล่านี้ก็หันไปใช้บริการนี้กันมากขึ้น

จ่ายในสิ่งที่ควรจ่าย ประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด คือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จสำหรับทุกธุรกิจ

แหล่งที่มา     Facebook : Trick of the Trade

เราคือผู้ชนะ!

เราไม่ได้เป็นไอ้ขี้แพ้
แต่เราชอบที่จะเชื่อว่าเราคือ "ไอ้ขี้แพ้"
เรา "เลือก" ที่จะเชื่อแบบนั้นเอง

ไม่มีใครเอาเหล็กไปเผาไฟร้อนๆ
แล้วเอามานาบที่หน้าผากเราว่า "ไอ้ขี้แพ้"
ทำอะไรก็ล้มเหลวตลอด

แต่เป็นตัวเราเองที่มองเข้าไปในกระจก
แล้วชอบบอกกับตัวเองว่า
"นี่ไงใบหน้าของไอ้ขี้แพ้"
หน้าอย่างนี้จะไปสู้อะไรเค้าได้

ทั้งที่จริงแล้วคนสำเร็จทุกคนต่างรู้ดีว่า
ความพ่ายแพ้เป็นสถานะชั่วคราว
แต่ความเชื่อว่าเราคือ "ไอ้ขี้แพ้"
นั่นแหละที่จะทำให้มันกลายเป็นสถานะถาวร

ใครไม่อยากเป็น "ไอ้ขี้แพ้"
ก็จงเปลี่ยนความเชื่อว่าเราเป็น "ไอ้ขี้แพ้"
ด้วยการหาหลักฐานใหม่ๆ
กลับไปขุดคุ้ยว่าคนอย่างเราเคยทำอะไรสำเร็จมาบ้าง
ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม นับมันให้หมด

จากนั้นออกไปขุดค้นหาข้อมูล
ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ วิดีโอ หรือไปพูดคุยกับคนตัวเป็นๆ ว่า
คนที่อดีตเค้าคล้ายๆ เราในวันนี้
วันนี้เขาผ่านจุด "ไอ้ขี้แพ้" มาได้ยังไง?

แล้วจงเลียนแบบเขาในทางของตัวเอง
ดึงฉลากขี้แพ้ออกจากหน้าผาก
บอกคนในกระจกว่าเราคือผู้ชนะ
ออกไปตะโกนใส่ฟ้าว่า
"คนอย่างกูจะดีให้ดู"

มุ่งมั่น ฝึกฝน เพียรพยายาม
ร้องไห้ก็เช็ดน้ำตา
ล้มลงก็ปัดฝุ่นที่หัวเข่า
เหยียดตัวเองขึ้นมาใหม่

มีทางก็เดินต่อ ไม่มีทางก็สร้างมันขึ้นมาเอง
แล้วไม่นานเราจะตบปากคนถากถาง
...ด้วยความสำเร็จของเรา

เราไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้
เราไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้
เราไม่ใช่ไอ้ขี้แพ้
เราคือผู้ชนะ!

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 13 มิ.ย. 2557 World Cup 2014

2014 FIFA World Cup™
13 มิ.ย. 2557 => Group A : Brazil ชนะ Croatia 3:1

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เงิน VS ความสุข

ใครบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้
ขอบอกเลยว่าคนนั้นโกหก!
เพราะเงินอาจจะซื้อความสุขไม่ได้
แต่มันคงไม่ทำให้คุณทุกข์มากไปกว่านี้
-----
ระหว่างมีเงินหนึ่งพันล้านในบัญชี
กับการมีหนี้หนึ่งล้านบาท
คุณจะเลือกแบบไหน?

ระหว่างนั่งรถสวยๆ พร้อมคนขับ
กับรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน
คุณจะเลือกนั่งรถคันไหน?
-----
แต่เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่า...
ความสุขบางเรื่องนั้น
ไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน

เงินซื้อความรักที่ยั่งยืนไม่ได้
เงินซื้อเวลาที่ต้องการไม่ได้
และอีกหลายๆ เรื่อง
ที่เงินไม่สามารถซื้อได้...
-----
เราเห็นคนบางคน
มีเงินมากแต่ไม่มีความสุข
เราเห็นคนบางคน
ไม่มีเงินและไม่มีความสุข
-----
แต่ที่จริงแล้ว...
เราเคยถามตัวเองไหมว่า
ในเวลาที่เราไม่มีความสุขนั้น
มันเกิดขึ้นเพราะไม่มีเงิน
หรือว่าเกิดขึ้นจาก
...ตัวเราเอง

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

ตอน 35 พาเพลินหมาน้อยที่บ้าน

ตอน 35 อ่านตอนสามสิบสี่ เรื่อง "อาลัย บ็อบบี้ ลาก่อน.....3 เม.ย. 2557" ได้ที่นี่

ถ่ายรูปต้นแก้วมังกร ก็เลยติดพ่วงถ่ายรูปหมาที่บ้านมาฝากด้วยนะค่ะ จากวันที่เกิด 9 ก.พ. 2555 จนถึงปัจจุบันนี้ก็เกือบ 3 ปี เป็นหนุ่มกันหมดแล้ว เลยนำฝากจ้า


 

 


 


ติดตามตอน  36   เรื่อง "ลาก่อนพ่อสิงโต...พ่อหมาใจดี...." ได้ที่นี่

ต้นแก้วมังกร

ที่บ้านปลูกต้นแก้วมังกรมานานนนนนนนนนนนนนนนน มากแล้วล่ะ ปลูกไว้โดยปักไว้ข้างรั้วบ้านนานเกินเกือบ 10 ปีแล้ว ก็ไม่ตาย แต่ก็ไม่งาม ผอมบ้าง ตายบ้าง รอดบ้าง แต่ก็ยังมีต้นแก้วมังกรอยู่ แต่ช่วงนี้ต้นแก้วมังกรที่ปลูกไว้ได้ไต่ไปขึ้นที่รั้วหน้าบ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งรับแดดได้ดีมากเลย และเริ่มงามมากขึ้น ไม่กี่เดือนต่อมา แก้วมังกรงามมาก อ้วน


ในที่สุดก็ออกดอกแรกมา และตอนนี้ก็มีลูกออกมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ไม่รู้จะว่าเก็บได้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน


วันนี้เลยขอนำเสนอต้นแก้วมังกรที่บ้าน ชอบดอกมาก ตอนนี้ออกมาเกือบสิบดอกแล้วล่ะ ดอกจะสวยงามากกกกก แต่บานตอนกลางคืน และ ยามเช้า สายๆ ก็เริ่มหุบแล้ว น่าเสียดายจัง เลยอยากนำมาให้ชมกัน

มาดูดอกบานกันก่อน














มาดูดอกที่เริ่มหุบบ้าง

  


มาดูภาพที่เหลือทั้งหมด