วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ย่อคนทั้งโลก 7,000 ล้านคน เหลือ 100 คน มีอะไรอยู่ในก่อไผ่ให้น่ามอง

ถ้าย่อให้คนทั้งโลก 7,000 ล้านคน ให้เหลือแค่ 100 คน

เพศ 
50 คนเป็นผู้ชาย
50 คนเป็นผู้หญิง ./T

อายุ 
26 คนเป็นเด็ก (0-14 ปี)
66 คนเป็นผู้ใหญ่ (15-64)
อีก 8 คนเป็นผู้สูงอายุ (65 ขึ้นไป) ./I

เชื่อชาติ
60 คนเป็นชาวเอเชีย
15 คนเป็นแอฟริกัน
11 คนเป็นชาวยุโรป
9 คนมาจากอเมริกาใต้
5 คนมาจากอเมริกาเหนือ ./F

ศาสนา
33 คนเป็นคริสต์
22 คนเป็นมุสลิม
14 คนเป็นฮินดู
7 คนเป็นพุทธ
12 คนนับถือศาสนาย่อยอื่น ๆ
ส่วนอีก 12 คน ไม่นับถือศาสนาใด ๆ ./T

ภาษา
12 คนพูดภาษาจีน
5 คนพูดภาษาสเปน
5 คนพูดอังกฤษ
3 คนพูดอารบิก ฮินดี เบงกาลี และ ปอตุกีส อย่างละพอ ๆ กัน
2 คนพูดรัสเซีย และญี่ปุ่น อย่างละพอ ๆ กัน
อีก 62 คน พูดภาษาอื่น ๆ (อย่างภาษาไทยมีคนใช้ไม่ถึง70 ล้านคน จากประชากรโลก 7 พันล้าน ก็ไม่ถึง 1%) ./I

การศึกษา
83 คน อ่านออกเขียนได้
17 คน อ่านเขียนไม่ได้
7 คนเรียนระดับปริญญา ./F

คุณภาพชีวิต
77 คนมีที่อยู่อาศัย
23 คนไม่มีบ้าน ./T
1 คนกำลังจะป่วยตาย
15 คนกำลังขาดอาหาร
21 คน อ้วนเกินไป

เศรษฐกิจ
48 คนมีรายได้น้อยกว่า 64 บาท ($2) ต่อวัน
80 คนมีรายได้น้อยกว่า 320 บาท ($10) ต่อวัน
40 คนที่จนที่สุด สร้างรายได้รวมกัน 5% ของคนทั้งโลก
20 คนที่รวยที่สุด สร้างรายได้รวมกัน 75% ของคนทั้งโลก ./I

สาธารณสุข
87 คนมีน้ำดื่มที่สะอาด
แต่อีก 13 คน ไม่มี
65 คนมีสุขอนามัยดี
19 คนต้องใช้ห้องน้ำสกปรก
16 คนไม่มีห้องน้ำ

เทคโนโลยี
78 คนมีไฟฟ้าใช้
22 คนไม่มี
75 คนมีโทรศัพท์มือถือ
30 คนได้ใช้อินเตอร์เนท
22 คนได้ใช้คอมพิวเตอร์ ./F

หากเราเป็นคนไทย พูดภาษาไทย และนับถือศาสนาพุทธ เราเป็นประชาส่วนน้อยมาก ๆ ของโลกใบนี้ ... ไม่ถึง 1%

และหากเรามีข้าวกินอิ่มท้อง มีบ้านอยู่ มีไฟฟ้า มีอินเตอร์เนท (อย่างที่กำลังใช้อ่านโพสท์นี้อยู่) มีเงินเดือนเดือนละหมื่นกว่าบาทขึ้นไป ... บอกได้เลยว่า เรามีชีวิตที่ค่อนข้างดีแล้ว เมื่อเทียบกับชาวโลกโดยรวม

สถิติจาก: http://www.100people.org/statistics_detailed_statistics.php?section=statistics และ http://www.globalissues.org/article/26/poverty-facts-and-stats

แหล่งที่มา   Facebook : Thailand Investment Forum

ความพยายาม + ชัดเจนในเป้าหมาย = "ความสำเร็จ"

จักรวาลนั้นคล้ายกับร้านพิซซ่า เวลาโทรสั่งพิซซ่า เราต้องบอกให้ชัดเจน จะเอาหน้าอะไร? ขนาดไหน?
ขอบชีสหรือไส้กรอก? แล้วแป้งล่ะ หนานุ่มหรือกรอบ? ถ้าบอกให้ชัดๆ เวลาพนักงานมาส่ง เราจะได้พิซซ่าที่ตรงใจ

เหมือนกันเลย เราอยากได้อะไร เอาให้ชัดๆ แล้วจักรวาลจะส่งมาให้อย่างที่เราจะประหลาดใจ

เรื่องนี้พิสูจน์ด้วยประสบการณ์ตัวเอง ไม่ได้ไปอ่านแล้วจำมาพูด และต้องบอกว่าไม่ใช่หนังสือ The Secret นะ ที่เป็นคนสร้างกฏจักรวาลนี้ หนังสือหลายเล่มพูดเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ The Secret ทำให้มันดังเท่านั้นเอง

ประสบการณ์ตรงก็คือ ทุกครั้งที่ต้องการอะไร ขาดข้อมูลอะไร นึกจุดนั้นจุดนี้ไม่ออก  อารมณ์ประมาณถ้าอยู่ที่จุด A ก็ไม่รู้จะไปจุด B ต่อยังไงดี แต่รู้ว่ายังไงๆ ก็ต้องไปจุด B ให้ได้ เพียงแต่ขาดข้อมูล ขาดวิธีการ
แต่เป้าหมายน่ะชัดมาก

ทุกครั้ง ย้ำว่าทุกครั้ง! อยู่ดีๆ ก็จะเหมือนทุกอย่างบนโลกนี้รวมตัวกันช่วย!!!

ถ้าคิดไม่ออกว่าจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอะไรดี ก็จะต้องมีอันบังเอิญเดินไปร้านหนังสือ แล้วเจอหนังสือที่เด้งออกมา เหมือนจะบอกว่านี่ไง เรื่องแนวนี้ไง! แล้วก็นึกออก

ถ้ากำลังนึกไม่ออกว่าจะเอาหัวข้ออะไรใหม่ๆ ไปบรรยายดี อยู่ดีๆ ก็จะมีคนมาบรรยายหัวข้อที่น่าสนใจให้ไปปรับใช้ได้

ถ้ากำลังอยากจะรู้ใครคนนึงที่มีชื่อเสียง เข้าถึงไม่ง่าย มันก็จะมีเหตุให้ผมได้โยงใยไปๆ มาๆ จนเจอคนที่ว่านั้นจนได้

ย้ำอีกทีว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ทุกครั้ง!

เพราะฉะนั้นจึงต้องยอมรับว่า "จักรวาลพิซซ่า" เค้าแน่จริง ส่งพิซซ่าหน้าที่ถูกต้องให้ทุกครั้งไป

อ้อ! แต่ร้านจักรวาลพิซซ่าเค้าไม่ได้มาส่งใน 30 นาทีนะ มันก็ต้องใช้เวลากันบ้าง อย่ามัวนั่งรอเน้อ
บางคนชอบเข้าใจผิดหรือไม่ก็หัวเราะเยาะกฏจักรวาลนี้ เค้าให้ขอชัดๆ ว่าจะเอาอะไร แต่ไม่ได้ให้นั่งรอ

ร้านจักรวาลพิซซ่าเค้าไม่รับเงินสดหรือบัตรเครดิตนะ เราต้องจ่ายด้วยความพยายาม ไม่ใช่นั่งรออยู่ที่บ้านเฉยๆ แบบนั้นจะลงพุงเอานะ

ถ้ามีความพยายามบวกกับชัดเจนในเป้าหมาย ยังไงก็จะเอาให้ได้  รับประกันว่า จักรวาลจะเอาพิซซ่าหน้า "ความสำเร็จ" มาส่งแน่นอน

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ชีวิต คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง

ยังมีช่างไม้สูงอายุคนหนึ่งต้องการจะเกษียณตัวเอง ก็เลยบอกความต้องการดังกล่าวกับนายจ้าง เกี่ยวความต้องการที่จะเกษียณและใช้ชีวิตที่หรูหรากับภรรยา ซึ่งช่างไม้ก็บอกว่าเขาอาจจะเสียดายค่าจ้างที่จะได้รับ แต่เขาก็ต้องการที่จะเกษียณ นายจ้างก็บ่นเสียดายที่จะต้องสูญเสียช่างฝีมือดีไป แต่ก็ได้ขอร้องให้ช่างคนนี้ช่วยสร้างบ้านให้อีกสัก 1 หลัง ช่างไม้ผู้นั้นก็ตอบตกลง

ครั้นพอบ้านสร้างเสร็จก็พบว่า มันไม่ใช่งานที่เป็นฝีมือของช่างคนนี้เลยแม้แต่น้อย งานที่ออกมาก็เป็นงานแค่เปลือกนอก (จอมปลอม) วัตถุดิบที่ใช้ก็ด้อยคุณภาพ มันช่างเป็นการจบชีวิตช่างฝีมือดีที่ไม่สวยหรูเลย และเมื่อนายจ้างสำรวจงานชิ้นนี้ของช่างผู้นี้

นายจ้างก็ได้ยื่นกุญแจให้แล้วบอกกับช่างไม้ว่า
"นี่คือบ้านของคุณ .......ผมขอมอบให้คุณเป็นของขวัญ"

เมื่อช่างไม้ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับตกใจและอุทานกับตัวเองว่า น่าละอายจริงๆ ถ้าเขารู้สักนิดว่ากำลังสร้างบ้านของตัวเองอยู่ เขาก็คงตั้งใจสร้างให้ดีกว่านี้

ข้อคิดสะกิดใจ เช่นเดียวกับพวกเราที่กำลังสร้างชีวิตของตัวเราเอง ด้วยการสั่งสมสิ่งต่างๆ วันละเล็กวันละน้อย และบ่อยครั้งที่เราไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างที่สุด ในการสรรค์สร้างชีวิตของตนเอง และเมื่อวันๆ หนึ่งมาถึง

เราก็จะตระหนักว่า เราต้องใช้ชีวิตอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาทั้งหมด และเมื่อถึงวันนั้น เรามักจะพูดเสมอว่าถ้าเราสามารถกลับไปได้
เราจะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ .....
เพราะพวกเราทุกคนก็คือช่างไม้ ในทุกๆ วัน พวกเรากำลังตอกตะปู ปูกระดาน หรือแม้แต่กำลังเลือกำแพงให้กับชีวิตตัวเอง ดังคำพูดที่ว่า "ชีวิตก็คือสิ่งที่เราสร้างด้วยตัวเราเอง" ทัศนคติ และ ทางเลือกต่างๆ ที่พวกเราได้เลือกกันในวันนี้

ก็เสมือนกับการสร้าง "บ้าน" (ชีวิต) ที่เราจะต้องอยู่กับมันให้กับตัวเอง ....... ดังนั้นจงสร้างบ้านด้วยความฉลาด และจงจำไว้ว่า
"จงทำงานเหมือนกับว่าเราไม่ต้องการเงินทอง
จงรักราวกับว่าเราไม่เคยเจ็บ
จงเต้น (ร่าเริง) ราวกับว่าไม่มีใครจ้องมองอยู่"

เราเกิดมาเพื่ออะไร?

เคยมั้ย ไม่รู้ว่าชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร? ทุกคนจะต้องเคยมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาสักครั้งในชีวิต

บางคนอาจจะซ่อนตัวเองอยู่ในงานยุ่งๆ
บางคนอาจจะซ่อนตัวเองอยู่ในละครหลังข่าว
บางคนอาจจะซ่อนตัวเองอยู่ในแอลกอฮอล์เมามาย
ทั้งหมดเพื่อไม่ให้คำถามนั้นผุดขึ้นมายามเงียบงัน
"ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร?"

ไม่ง่ายนะคำถามนี้ บางคนมีเงิน มีบ้าน มีรถ มีทุกอย่างพร้อม  ก็ยังตอบคำถามข้อนี้ไม่ได้

ลองทำแบบนี้สิ  มีวิธีมาแนะนำ เผื่อมันจะช่วยให้หาเจอว่า "ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร?"

หาสมุดหน้าว่างๆ สักเล่ม พร้อมปากกา สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เขียนลงไปว่า
อะไรคือ 30 สิ่งที่เราอยากทำก่อนตาย?
อะไรคือ 30 สิ่งที่เราอยากมีก่อนตาย?
อะไรคือ 30 สิ่งที่เราอยากเป็นก่อนตาย?

รวมทั้งหมด 90 อย่าง ไม่ต้องนึกถึงความเป็นไปได้นะ แค่เขียนมันลงไปก็พอ

วิธีนี้จะช่วยอะไรได้? ทำไมมันธรรมดาเหลือเกิน
คำตอบก็คือ
ตอนแรกๆ มันจะง่ายมาก ในการที่เราจะเขียนถึงสิ่งที่อยากมี อยากทำ อยากเป็น เช่น เราอาจจะเขียนว่าอยากมีรถสปอร์ตขับ อยากเป็นเศรษฐี อยากเที่ยวรอบโลก อยากมีบ้านหลังใหญ่ อยากดัง ฯลฯ

แต่หลังจากเขียนไปสักพัก สิ่งที่เราจะค้นพบก็คือ นึกไม่ออกว่าจะเขียนอะไรต่อ? จากที่เขียนลื่นไหล มันจะเริ่มฝืดลงเรื่อยๆ

ทั้งหมดก็เพราะ ความต้องการแรกๆ ของเรามันเป็น  "ความต้องการหยาบ" มันเป็นความต้องการที่ตื้นเขิน ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวกับวัตถุ แต่หลังจากที่เรา "ขุด" ลึกลงไปในใจเราเรื่อยๆ จากหน้าชั้นผิวใจตื้นๆ ที่มีแต่เรื่องวัตถุ เราจะเริ่มขุดค้นพบบางอย่างที่มากกว่านั้น บางอย่างที่เป็นเรื่องของใจ ใจเรา...ที่เราไม่เคยคุยด้วยมาก่อน

ถ้าลองทำครั้งแรกแล้ว ยังนึกออกไม่ครบ 90 อย่าง ลองเก็บมันไว้ พรุ่งนี้มาอ่านใหม่ในสิ่งที่เราเขียนไว้
ลองคุยกับตัวเองอีกครั้ง แล้วลงมือเขียนต่อ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ รับรองว่ามันจะขุดเจาะค้นใจเราลงไปเรื่อยๆ ลึกลงไป ลึกลงไปที่ตรงนั้น ในส่วนที่ลึกที่สุดของใจ เราจะรู้ว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร?

เอ้า! ให้ไว สมุดอยู่ไหน ปากกาอยู่ไหน ด่วนเลย ใจของเราเค้ารอคุยด้วยอยู่นะ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แข่งขอบคุณ

เราอาจจะพูดได้ว่า เราใช้คำบ่น คำแก้ตัวบ่อยไป แต่สำหรับคำว่า "ขอบคุณ" แล้ว ไม่มีทางที่เราจะใช้มันมากไปหรือบ่อยไป มีแต่จะใช้น้อยเกินไปด้วยซ้ำ

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของฝรั่งหลายๆ เล่ม จะพบว่าเค้าเน้นเรื่อง "การขอบคุณ" มากๆ ขนาดที่ว่าบางคนนำเรื่องการขอบคุณเพียงอย่างเดียว มาเขียนหนังสือได้เป็นเล่มๆ

ทีแรกก็ไม่เชื่อหรอก ว่าอะไรมันจะปานนั้น ฝรั่งมันก็เว่อร์ไป แต่มันคนประเภทไม่เชื่อต้องลบหลู่ ต้องลองทำซะหน่อย

! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลายปีก่อนลองทำดู ปรากฏว่ามันเวิร์คจริงๆ
เริ่มจากขอบคุณสิ่งที่มีอยู่แล้ว บ้าน รถ ที่นอน แอร์ แขน ขา สมอง ฯลฯ จากนั้นขยายไปสู่การทำลิสต์
"5 ขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้"
ขอบคุณเพลงเพราะๆ ขอบคุณอาหารอร่อยฝีมือเมีย ขอบคุณที่วันนี้อากาศดี ฯลฯ

คุณเอ๊ย! มันสนุกมาก

เริ่มใช้คำว่า "ขอบคุณ" สิ้นเปลือง ราวกับมี "บ่อขอบคุณ" อยู่หลังบ้าน บ่อยครั้งที่ขอบคุณแคชเชียร์ตอนที่จ่ายเงิน ขอบคุณพนักงานในตู้เก็บเงินทางด่วน

ล่าสุดมีคนโทรผิดมาหา ก่อนวางสายดันเผลอบอกว่า ขอบคุณ

นี่มันคืออัลไลครัชชช!  เสพติดการขอบคุณเข้าแล้วสินะ  แต่เอาเข้าจริงก็ชอบนะ

แทนที่จะหาเรื่องกล่าวโทษ ก่นด่า ลองหาเรื่องขอบคุณดูสิ พอเปลี่ยนโฟกัสให้ชีวิต โลกของเราจะเปลี่ยนไปเป็นคนละโลกเลย

ยังคิดด้วยซ้ำว่า ถ้าโอลิมปิกมีการแข่งขอบคุณ ถ้าแข่งกีฬาประจำปีของบริษัทมีแข่งขอบคุณ โลกนี้ที่ดีอยู่แล้ว ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีก

งั้นมา "แข่งขอบคุณ" กันมั้ย? เริ่มก่อนล่ะนะ ขอบคุณทุกๆ คนมากนะ

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตลาดน้ำวัดสะพาน

ตลาดน้ำย่านเขตตลิ่งชัน  นอกจากมีตลาดน้ำคลองลัดมะยม ตลาดน้ำตลิ่งชัน อันเป็นที่รู้จักกันอย่างดีแล้ว เขตนี้ยังมีตลาดน้ำน้องเล็กคือ ตลาดน้ำวัดสะพาน ไว้รอคอยนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยียนกันอีก

ตลาดน้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดสะพาน ริมคลองบางน้อย นับเป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

แม้ตลาดน้ำแห่งนี้จะเป็นตลาดขนาดเล็ก  ก็มีของดีของเด็ดเป็นอาหารให้เลือกซื้อเดินกินมากมาย ทั้งขนมจีนน้ำพริก น้ำยา แกงไก่ แกงลูกชิ้นแสนอร่อย ผัดไทย หอยทอด ยังมีหมูสะเต็ะร้อนๆ ยำต่างๆ รสชาติจัดจ้าน เมี่ยงคำรสชาติดี ข้าวเหนียวหน้ากุ้งหน้ากลอย ข้าวเกรียบว่าว ข้าวหลามกลิ่นหอมหวาน เป็นต้น

ในส่วนของกิจกรรม ภายในตลาดน้ำแห่งนี้ก็ไม่มีอะไรมากนัก แต่จะเน้นให้คนมาทำบุญไหว้พระที่วัด และมาชิมอาหารอร่อยๆ มากกว่า แต่เรียกได้ว่าแค่นี้ก็นับว่าคุ้มแล้ว

ปัจจุบันตลาดน้ำแห่งนี้ ทาง กทม. ได้จัดทำโครงการเชื่อมต่อตลาดน้ำภายในเขตตลิ่งชันเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดน้ำคลองลัดมะยม และตลาดน้ำวัดสะพาน ทำให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวทางน้ำแบบต่อเนื่อง เรียกได้ว่า จัดเต็มเรื่องเดินทางท่องเที่ยวตลาดน้ำกันเลย

เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง บ่าย 3 แก่ๆ

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพุธที่ 27 พ.ย. 56 (525)

เราต้องเป็นนายพล ตั้งแต่ยังไม่เป็นนายพล!

"เราต้องเป็นนายพลตั้งแต่เรายังไม่เป็นนายพล!"

ฟังครั้งแรกอาจจะงงๆ ว่าหมายถึงอะไร? แต่นี่คือสิ่งที่เป็นซูเปอร์เคล็ดลับ ที่แยกคนสองคนออกจากกันด้วยความสำเร็จที่ห่างกันลิบลับ

คนส่วนใหญ่มักจะบอกว่า รอให้ฉันประสบความสำเร็จก่อน แล้วฉันจะทำตัวแบบเค้า
ฉันจะศึกษาเรื่องหุ้นอย่างเข้มข้นแบบเค้า
ฉันจะออกไปพบลูกค้าบ่อยเท่ากับเค้า
ฉันจะพูดหน้าคนเยอะๆ ได้เหมือนเค้า
ฉันจะอ่านหนังสือเยอะๆ แบบเค้า

ไม่เลย! นั่นคือการเข้าใจผิดครั้งใหญ่ เราต้องทำตัวเสมือนว่าเราคือคนสำเร็จแล้วต่างหาก เราถึงจะสำเร็จ เราถึงจะเป็นหัวหน้าคน เป็นผู้นำได้ ไม่ใช่รอให้โอกาสมาถึง แล้วค่อยพัฒนาตัวเอง มันจะไม่ทันกินน่ะสิ

ทำตัวเหมือนคนสำเร็จไม่ได้หมายถึงให้เดินกร่าง โชว์พาว (ซึ่งคนสำเร็จที่แท้จริง ก็ไม่มีใครทำแบบนั้น) แต่ให้ดูว่าคนสำเร็จเค้าทำอะไรบ้าง แล้วก็ทำตามเค้า ไม่ใช่ไปนึกว่า เอ๊ย เรามันก็เท่านี้เอง จะต้องไปฝึกพูดทำไม จะต้องไปอ่านเยอะๆ ทำไม เอาไว้ให้สำเร็จก่อนแล้วกัน

! นั่นล่ะคือความหมายของประโยคว่า "เราต้องเป็นนายพล ตั้งแต่ยังไม่เป็นนายพล!"
และเราต้องเป็นผู้นำ
ตั้งแต่วันที่เรายังไม่มีผู้ตาม
...แม้สักคน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ตะปูกับความโกรธ

มีเด็กน้อยคนหนึ่งสีหน้าแสดงอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก พ่อของเขาจึงให้ตะปูกับเขาถุงหนึ่งและบอกกับเขาว่า "ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกโมโหหรือโกรธใครสักคน ให้ตอกตะปู 1 ตัวเข้าไปที่รั้วหลังบ้าน"

วันแรกผ่านไป เด็กน้อยคนนั้นตอกตะปูเขาไปที่รั้วหลังบ้านถึง 37 ตัว และค่อยๆ ลดจำนวนลงเรื่อยๆ ในแต่ละวัน เขาได้รู้ว่าสิ่งที่พ่อกำลังจะบอกเขาคือการรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบ ซึ่งง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ

หลังจากที่เขาสามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ใจเย็นมากขึ้น เขาจึงเข้าไปพบพ่อและบอกกับพ่อว่า เขาสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้แล้ว ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อน

พ่อยิ้มและบอกกับลูกชายว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ลูกต้องพิสูจน์ให้พ่อรู้ โดยทุกๆ ครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้ ให้ลูกถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านทีละ 1 ตัว"

...วันแล้ววันเล่า เด็กน้อยคนนั้นค่อยๆ ถอนตะปูออกทีละตัว จนในที่สุดตะปูก็ถูกถอนออกมาจนหมด เด็กน้อยดีใจมาก รีบวิ่งไปบอกกับพ่อเขาว่า "ผมทำได้แล้ว"

พ่อไม่พูดอะไร แต่จูงมือลูกออกไปที่รั้วหลังบ้าน และบอกกับเขาว่า "ทำได้ดีมากลูกพ่อ และลูกลองมองกลับไปที่รั้วเหล่านั้นสิ เห็นไหมว่ามันไม่เหมือนเดิม ไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็น จำไว้นะลูก

เมื่อใดก็ตามที่ลูกทำอะไรลงไปโดยใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมันจะเกิดเป็นรอยแผลเหมือนกับการเอามีดที่แหลมคมไปแทงใครสักคน ต่อให้พูดคำขอโทษสักกี่หน ก็ไม่อาจลบความเจ็บปวด และรอยแผลที่เกิดขึ้นกับเขาคนนั้นได้ตลอดไป

แหล่งที่มา    Facebook : DMC.tv - Dhamma Media Channel

บ้านทวาย

รู้หรือไม่? บ้านทวายเป็นชื่อเดิมของเขตใดใน กทม. คำตอบคือเขตยานนาวา

ข้อมูลจากสภาองค์กรชุมชนเขตยานนาวา บอกว่า แต่เดิมยานนาวา สาทร และบางคอแหลม เป็นพื้นที่ที่มีชาวเมืองทวาย (พม่า) อาศัยอยู่จำนวนมาก และชาวบ้านทวายมักนำกระบือที่เลี้ยงไว้มาซื้อขายกันเป็นประจำในหมู่บ้าน จึงมีชื่ออีกชื่อว่า "บ้านคอกควาย"

ในหมู่บ้านมีวัดเก่าโบราณสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือ วัดดอนควาย หรือวัดยานนาวา (ปัจจุบันอยู่ในแขวงยานนาวา เขตสาทร)

กระทั่งมีการปรับปรุงการปกครองในสมัย ร.5 บริเวณนี้จึงได้รับการจัดตั้งเป็นอำเภอบ้านทวาย ขึ้นกับจังหวัดพระประแดง ในสมัย ร.6 ได้ย้ายมาขึ้นกับจังหวัดพระนคร และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอยานนาวา

ภายหลังได้มีการรวมจังหวัดและเปลี่ยนเป็นกรุงเทพฯ อำเภอยานนาวา จึงเปลี่ยนฐานะเป็นเขตยานนาวา แบ่งเป็น 8 พื้นที่การปกครอง ได้แก่ แขวงยานนาวา ทุ่งวัดดอน ทุ่งมหาเมฆ ช่องนนทรี บางโพงพาง บางโคล่ บางคอแหลม และวัดพระยาไกร ปัจจุบันมีเพียง 2 แขวง คือ ช่องนนทรี และบางโพงพาง

สถานที่ท่องเที่ยวเขตนี้ส่วนใหญ่จะเป็นศาสนสถาน อาทิ วัดช่องลม วัดปริวาส วัดโพธิ์แมนคุณาราม มัสยิดลีวาอุ้ลอิสลาม มัสยิดดารุ้ลมุลสิมีน คริสจักรชีวิตใหม่สาธุประดิษฐ์ ฯลฯ

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันอังคารที่ 26 พ.ย. 56 (524)

"ความสำเร็จ" vs "ความล้มเหลว"

"ความสำเร็จ" กิน "ความล้มเหลว" เป็นอาหาร ถ้าอยากได้ความสำเร็จใหญ่ๆ เราต้องป้อน "ความล้มเหลว" ให้มันสองเท่า แล้วความสำเร็จจะโตไวจนคาดไม่ถึง

แทบจะเป็นสูตรสำเร็จของหนังตลาดเลยก็ว่าได้ ที่ตัวละครหลักจะต้องพบกับความล้มเหลวซ้ำซาก แล้ววันนึงเค้าก็ค้นพบเคล็ดวิชาหรือบทเรียนอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นก็พัฒนาตัวเอง จนเอาชนะอุปสรรคได้ในที่สุด

ฟังดูเป็นพล็อตที่น้ำเน่าน่าเบื่อนะ แต่อยากจะบอกว่าชีวิตจริงมันเป็นแบบนั้นเป๊ะเลย

ชีวิตจะประเคนบททดสอบให้เราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูสิว่าเราจะอึดแค่ไหน ระหว่างนั้นเราจะเหมือนเห็นลำแสงอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้เราเข้าใจว่า

มันไม่ใช่ความล้มเหลว แท้จริงมันเป็นเพียง "ผลตอบรับ" ของสิ่งที่เราทำลงไป ว่าเราต้องปรับปรุงอะไรตรงไหน อย่างไร

ใครบางคนบอกไว้ว่า ถ้าเอากล้องจุลทรรศน์มาส่องความสำเร็จดู เราจะพบความล้มเหลวอยู่ในนั้นเต็มไปหมด

หลายครั้งโอกาสก็แปลงร่าง มันมาในรูปของความล้มเหลว "ชั่วคราว" ! มันแค่ชั่วคราว อย่าเอามันไปค้างคืน

ถ้าวันนั้นปล่อยมือให้ไหลลู่ร่วงดิ่งลงเหว ไม่อยากจะคิดเลย ว่าวันนี้ชีวิตกับครอบครัวจะเป็นอย่างไร
มองย้อนกลับไปถึงเพิ่งจะเข้าใจวันนี้นี่เอง ใช่ วันนั้นยังล้มเหลวไม่พอ

ถ้าวันนี้เรากำลังล้ม แล้วมีคนเดินมาบอกเราว่า "ทำไม่ได้หรอก" ขอให้มันเป็นเพียงความคิดเห็นของเค้าเท่านั้น อย่ายอมให้มันเป็นความคิดเห็นของเรา

บอกเค้าไปเลยว่า เรากำลังป้อนอาหารยี่ห้อ "ความล้มเหลว" อยู่ เดี๋ยวความสำเร็จโต ก็จะได้รู้กัน

เอ้า! ได้เวลาป้อนอาหารเช้าให้ความสำเร็จแล้ว มามะ ออกไปล้มเหลวกัน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เลือกอารมณ์ให้ถูก ชีวิตก็ดีไปทั้งชีวิต

"อย่าใช้อารมณ์สิ! ทำอะไรให้มันมีเหตุผลบ้าง!" ว่าคุณคงเคยได้ยินประโยคทำนองนี้
นั่นเป็นคำแนะนำที่ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่

มนุษย์เรานี่เป็น "สัตว์อารมณ์" เลยล่ะ เรามีอารมณ์ตลอดเวลา (ไม่ใช่อารมณ์อย่างนั้นนะ 555)
และอารมณ์ก็พาให้เราทำหรือไม่ทำอะไร หลายๆ ครั้ง เหตุผลต่างหากที่มาทีหลัง ทั้งหมดก็เพื่อสนับสนุนอารมณ์นั้น

ที่ไม่ออกกำลัง
เพราะไม่รู้เหรอ ว่าการออกกำลังดีต่อสุขภาพ? เปล่าเลย มันไม่มีอารมณ์ต่างหาก

เวลาไปช้อป
ซื้อด้วยเหตุผลว่าของสิ่งนี้ดี มีประโยชน์เหรอ? เปล่าเลย ส่วนใหญ่ซื้อเพราะอารมณ์มันพลุ่งพล่านต่างหาก

ที่ไม่อ่านหนังสือพัฒนาตัวเอง
เพราะไม่รู้เหรอ ว่ามันจะทำให้เราเก่งขึ้นแค่ไหน? เปล่าเลย มันไม่มีอารมณ์อ่ะ นอนดูลำยองตอนจบคืนนี้ดีกว่า

เราใช้หัวใจมากกว่าสมอง

เราใช้อารมณ์เป็นใหญ่แทบจะทุกครั้งของการตัดสินใจ จึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดที่ว่า
"อย่าใช้อารมณ์สิ!"
จริงๆ ที่ถูก ว่าเราควรจะบอกตัวเองว่า
"ใช้อารมณ์ที่เป็นประโยชน์กับเราสิ!"
อารมณ์โมโห อารมณ์อิจฉา แบบนี้ไม่เป็นประโยชน์
อารมณ์ดี อารมณ์เย็น แบบนี้เป็นประโยชน์

ตรงจุดนี้ล่ะ ที่ว่าเราใช้สมองเข้ามาช่วยได้ ลองตั้งสติ ก่อนตัดสินใจ "เลือก" อารมณ์ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเรามากที่สุด ถ้ารู้ตัวว่าอารมณ์ที่เรากำลังใช้อยู่ มันจะทำให้เราตัดสินใจได้ไม่ดี ก็อย่าเพิ่งตัดสินใจ เช่น ถ้ากำลังโกรธ รับประกันได้เลยว่าการตัดสินใจเราทำได้ไม่ดีแน่นอน รออารมณ์เย็นกว่านี้ก่อน ค่อยตัดสินใจ

สถานการณ์ที่เข้ามาหาเรา เราเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนอารมณ์ที่เราจะรู้สึกกับมันได้ พอเราเปลี่ยนอารมณ์ได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะต่างออกไป

รถติดตอนเช้า เราเปลี่ยนไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนอามรณ์ที่จะรู้สึกกับมันได้ หาเพลงเพราะๆ ฟัง หาซีดีความรู้มาฟังบนรถ นั่งคุยเรื่องตลกกับคนในครอบครัว

รถยังติดเหมือนเดิม แต่อารมณ์เราไม่เหมือนเดิมแล้ว พออารมณ์ดีขึ้น วันนั้นของเราก็จะดีทั้งไปวัน

"อย่าใช้อารมณ์สิ!"
ที่ถูกต้องจึงน้าจะต้องเพิ่มอีกนิดว่า
"อย่าใช้อารมณ์ที่ไม่มีผลดีกับตัวเองสิ!"

เลือกอารมณ์ให้ถูก ชีวิตก็ดีไปทั้งชีวิต

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

12 ข้อ ที่คนจิตใจเข้มแข็งเขาคิดกัน


  1. ไม่มัวเสียใจกับโชคชะตา แต่รับผิดชอบกับชีวิตตัวเองและเข้าใจว่าชีวิตไม่ได้ง่ายและยุติธรรมเสมอไป
  2. ไม่ยอมให้คนอื่นทำตัวเองจิตตก เพราะรู้ว่าเราควบคุมจิตใจและความคิดของเราเอง
  3. เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง เพราะรู้การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ และหลายครั้งก็นำมาซึ่งโอกาส ถ้ารู้จักปรับตัว
  4. ไม่เสียเวลาบ่นในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เช่น รถติดอยู่กลางถนน หรือ สายการบินทำกระเป๋าเดินทางหาย แต่จะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นไปแล้วและทางแก้ปัญหาต่อไป 
  5. ไม่เอาใจทุกคนทุกเรื่องทุกเวลา แต่รู้จักปฏิเสธเมื่อจำเป็น
  6. ไม่กลัวความเสี่ยงถ้าได้ศึกษามาอย่างดีแล้ว เพราะเข้าใจว่า ความรู้จริงจะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จและลดความเสี่ยงที่จะล้มเหลวลงไปได้ (แม้บางครั้งอาจจะต้องล้มเลิกความคิดก็ตาม เมื่อศึกษาแล้วพบว่าได้ไม่คุ้มเสีย) 
  7. ไม่จมปลักอยู่กับอดีตทั้งที่ดีและแย่ แต่เอามาเป็นบทเรียน เพื่อให้มีชีวิตปัจจุบันและอนาคตที่ดีขึ้น
  8. ไม่ทำผิดเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัว
  9. ไม่มัวแต่นั่งอิจฉา แต่จะยินดีกับความสำเร็จของคนอื่น และเรียนรู้วิธีของเขาเพื่อเอามาใช้กับตัวเอง
  10. เข้าใจว่าความสำเร็จต้องใช้เวลา ไม่ล้มเลิกเมื่อล้มเหลวในครั้งแรก แต่จะพยายามแก้ไขจนสำเร็จ (รวมถึงยอมรับได้ ถ้าต้องเปลี่ยนความคิด หากรู้ตัวว่าที่ทำมามันผิดจริง ๆ ฝืนทำไปก็ล้มเหลวอีกแน่ ๆ)
  11. มีความสุขในการใช้เวลากับตัวเอง เพื่อให้ความคิดตกผลึก และให้มีสมาธิในการทำงาน ไม่หวังพึ่งพาใครหรือต้องเข้าสังคมที่ไม่ใช่เรื่องงานอยู่ตลอดเวลา
  12. ไม่คาดหวังจากคนอื่น ไม่คิดว่าสุดท้ายโลกจะต้องเมตตา แต่จะลงมือทำด้วยตัวเอง 
แปลและรวบหัวข้อจาก “13 Things Mentally Strong People Don’t Do” ของ Amy Morin จาก lifehack.org http://goo.gl/HlctJo

ภาพจาก http://goo.gl/mPTNyQ

แหล่งที่มา    Facebook : Thailand Investment Forum

หนังสือดีๆ เปลี่ยนชีวิตเราได้

หนังสือดีๆ เปลี่ยนชีวิตเราได้ เชื่ออย่างนั้น

ในฐานะคนที่ชอบอ่าน "ตัวหนังสือ" มาตั้งแต่เด็ก อ่านทั้งจากถุงกล้วยแขก ป้ายร้านค้า ป้ายโฆษณา
ไปจนถึงสตรีสาร ขวัญเรือนที่แม่ซื้อประจำ จนกระทั่งกลายมาเป็นคนเขียนหนังสือในทุกวันนี้
คิดว่าผมเป็นหนี้บุญคุณหนังสือจนชดใช้กันไม่หมด

และถ้าจะสามารถทำให้ใครสักคน (หรือหลายคนก็ยิ่งดี) หันมาสนใจอ่านหนังสืบ้าง มันคงจะดีไม่น้อย
เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาส จะหาหนังสือดี (ในความคิดผม) ที่อ่านง่าย สนุก มีสาระ เอามาแนะนำกัน

เริ่มจากเล่มนี้ที่เปลี่ยนชีวิตไปตั้งแต่อ่านจบ "ถอดรหัสสมองเงินล้าน" ของ T. Harv Eker หนังสือที่มั่นใจว่าจะขายดีไปอีกนับสิบปี

เจอหนังสือเล่มนี้ตอนตีหนึ่งที่ 7-11 เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ตอนนั้นกำลังสับสนกับชีวิต ทำงานหนักแต่ไม่ยักมีเงิน นั่งหน้าจออยู่พักจนคิดอะไรไม่ออก ก็เลยไปเดินเล่นที่ 7-11 หน้าหมู่บ้าน กะว่าจะไปยืนอ่านหนังสือฟรี

พลิกหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ไปมา ผมก็ไปสบตากับหนังสือเล่มนี้ บอกตรงๆ ไม่เคยอ่านหนังสือแนวนี้ และไม่ถูกชะตากับหนังสือพวกรวยๆ เงินๆ ทองๆ อะไรพวกนี้ คนรวยขี้โกง ไม่อยากจะอ่านของพวกมัน อย่างเรามันต้องอ่านวรรณกรรม เรื่องสั้น นิยาย

แต่เพราะไม่มีอะไรจะอ่าน ก็เลยพลิกดูเล่นๆ แล้วชีวิตก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ไม่เคยรู้ว่ามาก่อนว่า "เกลียดเงิน" ถึงว่าล่ะ ตังค์ไม่มีซะที ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนรวยกับคนจน ไม่ได้ต่างกันที่วิธีการ แต่ต่างกันที่วิธีคิด แค่พลิกๆ ดูไม่กี่หน้า อ่านปกหลัง  รู้ตัวอีกที ก็เดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์แล้ว (เสียดายตอนนั้นไม่แถมสแตมป์ ฮ่าๆ)

คืนนั้นไม่ได้นอน เพราะจมเข้าไปอยู่ในโลกของหนังสือเล่มนี้ มันเปลี่ยนโลกความคิดไปตลอดกาล
อ่านไปก็เห็นด้วยไป พยักหน้าหงึกๆ จนคอแทบเคล็ด

นี่พลาดอะไรดีๆ ไปตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย? เพิ่งรู้ตัวว่าช่างโง่เง่าเหลือเกิน ที่มองหนังสือแนวนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ เป็นเรื่องธุรกิจไกลตัว เป็นเรื่องน่าเกลียดที่พูดกันเรื่องเงิน

จากเล่มนี้นำสู่เล่มต่อๆ ไปและต่อๆ ไป ตะลุยเข้าไปในดงหนังสือแนวพัฒนาตัวเองนับสิบนับร้อยเล่ม
ผมเปลี่ยนแปลงตัวเอง ลองทำสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ

ไม่เกินไปถ้าจะบอกว่า เป็นหนี้บุณคุณหนังสือ "ถอดรหัสสมองเงินล้าน"

ใครที่ยังไม่เคยอ่านหนังสือแนวเงินๆ ทองๆ เรื่องรวยๆ อยากให้ลองเปิดใจดู เริ่มจากเล่มนี้ก็ดี เพราะอ่านง่ายมาก สนุก แสบๆ คันๆ ที่สำคัญวางแผงมาแล้ว 5 ปี ยังติด Top20 หนังสือขายดีอยู่ แบบนี้ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ
‪#‎1MillionReadTH‬

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การวิจารณ์

ปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ ฟังเสียงวิจารณ์จากทุกคน จนไม่กล้าทำอะไร
เชื่อมั้ยว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม จะต้องมีคนไม่เห็นด้วยกับเรา หรือแม้กระทั่งเราไม่ทำอะไร ก็จะมีคนไม่เห็นด้วยที่เราไม่ทำอะไรอยู่ดี

ในขณะที่คนอีกประเภท ซึ่งน่าจะเป็นคนส่วนน้อย ไม่ฟังใครเลย ไม่ว่าจะใครทักท้วงอย่างไรก็ตาม
เข้าตำรามั่นใจเกินไป

ความสำคัญจึงอยู่ตรงหาน้ำหนักให้พอดี
ฟังได้ แต่ไม่ต้องเชื่อทั้งหมด
ฟังแล้วต้องคิดพิจารณา

ที่สำคัญ ฟัง "เสียงหัวใจเรา" ดีที่สุด บางคนเรียกเสียงนี้ว่าสัญชาตญาณ ลางสังหรณ์ หรืออะไรก็ว่าไป
แต่ถ้าใครที่เคยอยู่เงียบๆ กับตัวเองบ่อยๆ ไม่เปิดเพลง ไม่เปิดทีวี ปิดหนังสือ ปิดมือถือ ปิดคอม
จะได้ยินเสียงนั้น

ทำบ่อย ด้วยอาชีพที่ต้องอยู่เงียบๆ คนเดียว พบว่าหลายครั้ง เสียงนั้นตัดสินใจถูกเสมอ

ลองหาเวลาอยู่กับตัวเองสิ แล้วฟังเสียงข้างในใจตน แล้วเสียงนั้นจะตอบคำถามที่คุณสงสัยไม่แน่ใจมานาน

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หนี้

ตั้งแต่มีบัตรเครดิต
ตั้งแต่มีบัตรกดเงินสด
ตั้งแต่โชว์รูมรถให้ดาวน์น้อย ผ่อนนาน
ตั้งแต่ธนาคารให้กู้ซื้อบ้าน 100%
เราก็เริ่มดูไม่ออกว่าคนไหนรวยจริง หรือรวยภายนอก แต่ดอกเบี้ยบานภายใน

ต้องยอมรับนะว่า เราอยู่ในสังคมที่รู้จักกันน้อยลงเรื่อยๆ บางที "เปลือก" ก็เลยเป็นอะไรที่มองเห็นชัดเจนที่สุด รถ บ้าน เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา ข้าวของแบรนด์ดัง คือเครื่องบ่งบอกความสำเร็จ

เห็นขับรถดีๆ มา แต่งตัวดีๆ มา ก็แปลว่าน่าจะฐานะดี ส่วนเงินในบัญชีนั้นอีกเรื่อง เพราะใครจะเห็น?

ที่พูดมาก็ไม่ได้แปลว่าผิดหรอกนะ รถดีๆ บ้านสวยๆ ใครก็อยากได้ ถ้าใครมีได้ จ่ายไหว ก็ยินดีด้วย

แต่เราต้องระวังใจเราเอง ว่าอย่าไปเผลอ อยากได้ อยากมีแบบเค้าจนเกินตัว จนไปก่อหนี้สินมาเพื่อให้ "ดูดี" อย่างเค้า แต่เงินในกระเป๋า "ดูไม่ได้" เลย หลายครั้งราคาของการที่เราอยากให้คนอื่นชื่นชม มันแพงจริงๆ

ในความคิด รถที่ขับสบายที่สุด
ไม่ใช่โตโยต้าแคมรี่ หรือบีเอ็มทุกซีรี่ส์
แล้วก็ไม่ใช่ออดี้ แล้วก็ไม่ใช่เฟอร์รารี่
แล้วก็ไม่ใช่ลัมโบกินี่
แต่คิดว่าคือรถ...ไม่มีหนี้

ในความคิด
บ้านที่ฮวงจุ้ยดีจึงไม่ใช่ด้านหน้าติดแม่น้ำ ด้านหลังติดภูเขา ส่วนตัวบ้านติดไฟแนนซ์
แต่บ้านที่ฮวงจุ้ยดี คือบ้านหลังขนาดพอดี ที่ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา

! อย่าไป "กู้" เพื่อให้ "กู" ดูดี

เคยอ่านจากที่ไหนสักที่ว่า ที่หลายคนดิ้นรนกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะมีหนี้นั่นเอง

จริงอยู่ที่หนี้มีทั้งหนี้ดีและหนี้ไม่ดี แต่คนร้อยละ 90% มีหนี้ไม่ดีทั้งนั้น

นกน้อยฝันใหญ่ได้ แต่อย่าลืมทำรังให้พอดีตัว

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

จดหมายที่ไม่เคยเปิดอ่าน ..

มีหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตกระทันหัน ก็เลยไปขอร้อง ยมบาลว่า ยังไม่อยากตายขอเวลายมบาล
1 เดือน เพื่อไปสะสางงานที่คั่งค้าง เช่น
ยังไม่ได้แบ่งแยกทรัพย์สินให้ลูก
ยังไม่ได้โอนที่ดิน
ยังไม่ได้ไปทวงเงินกับลูกหนี้
ยังไม่ได้ทำอะไรตั้งหลายอย่าง..ฯลฯ

ขอเวลา1 เดือน เพื่อไปจัดการ
ทุกอย่างให้เรียบร้อย
แล้วจะยอมตาย

ยมบาลบอกว่าไม่ได้
งั้นขอเวลา 2 อาทิตย์ก็ได้
ยมบาลบอกว่าไม่ได้
งั้นขอเวลาอีก 1 อาทิตย์ก็ได้
ยมบาลบอกว่าไม่ได้ 1 นาทีก็ไม่ได้

ผู้หญิงคนนั้น จึงถามว่าทำไมไม่ได้

ยมบาลจึงบอกว่า
ก็เคยมีจดหมาย มาเตือนหลายครั้งแล้ว ไม่ได้รับหรือไง

ผู้หญิงคนนั้นก็ ถามว่า จดหมายอะไรไม่เห็นรู้เรื่องเลย

ยมบาลก็บอกว่า
จดหมายที่เตือนว่า ผมหงอก
สายตายาว อ่านหนังสือไม่ชัด
ฟันหัก ฟันร่วง เริ่มต้องใส่ฟันเทียม
ถูกปลุกมาทำงานกลางคืนแล้วเริ่มนอนไม่หลับ
ปวดหัวเข่า นั่ง ยืน เดินก็เมื่อย
ปวดเมื่อยตามร่างกาย เหนื่อยง่าย
โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
และอื่น ๆอีกมากมาย ที่เตือนว่า

แก่แล้วให้รู้จักเตรียมตัวตาย อย่างก ให้วางแผนชีวิตให้ดี ต้องรู้จักเตรียมตัวตาย  อย่าประมาท ถ้าถึงเวลาตายจะได้หมดห่วง หมดกังวล ไม่ต้องมาร้องขอชีวิต
เพื่อไปสะสางงาน...

ขอถามว่า คุณได้รับจดหมาย จากยมบาลบ้างหรือยัง..??!!!!

แหล่งที่มา    Facebook : A Thing Books

มิวเซียมเทพศิรินทร์

โรงเรียนเทพศิรินทร์ บริเวณถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย นอกจากจะเป็นโรงเรียนที่ผลิตนักเรียนคุณภาพคับแก้วแล้ว ยังมีพิพิธภัณฑ์มีชีวิตสมัยใหม่ที่อยากให้คนที่ไม่ใช่เด็กเทพศิรินทร์ได้ทำความรู้จักกัน

ชื่อเดิมของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาโรงเรียนเทพศิรินทร์ (DS Living Museum) จัดสร้างโดยปรับปรุงตึกโชฎีกเลาหะเศรษฐีทั้งหลังให้เป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต  ใช้สื่อประสมในการเล่าเรื่องราว เกียรติภูมิแห่งเทพศิรินทร์ ด้วยหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้เชิงประวัติศาสตร์ ที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการสืบทอดเกียรติภูมิแห่งสถาบัน

นิทรรศการภายในแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่ กำเนิดจิตวิญญาณเทพศิรินทร์ แสดงพระดำริของผู้สร้างโรงเรียนให้เป็นสถานศึกษาให้แก่สาธารณชน เทพศิรินทร์สร้างคนไม่รกโลก แสดงถึงการปลูกฝังจริยธรรมของพระภิกษุและคณาจารย์ที่สร้างนักเรียนให้สร้างประโยชน์ต่อสังคม

เทพศิรินทร์ระบิลระบือ แสดงถึงความสามารถยันเป็นที่ประจักษ์ของชาวเทพศิรินทร์ กลิ่นรำเพยไม่เคยจาง แสดงถึงลายใยความผูกพันของสังคม และหนทางสู่อนาคต ที่แสดงความตั้งใจของชาวเทพศิรินทร์ที่จะเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ

เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00 - 16.00 น. ดูข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 02-222-1882 และ www.debmuseum.com

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ย. 56 (521)

คุณค่าในตัวเอง...ยอมแลกกับอะไร???

อะไรคือ "คุณค่า" ที่คุณยึดถือ?
ความร่ำรวย หน้าตาทางสังคม
สุขภาพ ครอบครัว ความรัก
ศีลธรรม สังคม ฯลฯ

อะไรคือสิ่งที่คุณจะไม่มีวันยอมเสียมันไป? ไม่ว่าจะแลกกับอะไรก็ตาม

นี่คือคำถามที่คิดว่าสำคัญมาก เพราะสุดท้ายมันคือตัวที่จะเช็คว่าเราจะทำหรือไม่ทำอะไร และเราจะอดทนได้นานแค่ไหน

ไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้ จนกระทั่งย้อนนึกกลับไป ทุกอย่างที่ทำ ทุกสิ่งที่คิด มัน 'พุ่ง" เข้าไปหาคุณค่านี้ที่ยึดถือมาตลอด โดยไม่รู้ตัว คุณค่าที่ยึดถือนั้นคือ "ครอบครัว"

หลายปีก่อน บ้าเลือดตะลุยทำธุรกิจ กลับบ้านตีหนึ่งตีสอง เสาร์อาทิตย์แทบไม่หยุด มุ่งไปข้างหน้าอย่างเดียวว่า เอาวะ! ต้องรวยให้ได้ ทั้งหมดทำเพื่อครอบครัว บอกกับตัวเองอย่างนั้น

ระหว่างทางคือความเจ็บปวด ลึกๆ ไม่มีความสุข ตื่นมาด้วยความรู้สึกสงสัยว่ากำลังทำในสิ่งที่ถูกหรือเปล่า ที่ทิ้งลูกเมียไปแบบนี้ บางคืนร้องไห้ในความมืด

หลายปีต่อมา ในที่สุดมันก็พังครืน เลิกทำธุรกิจ เพราะขาดทุน และทนไม่ได้แล้วกับการต้องเอา "ครอบครัว" มาแลก

หลายปีถัดเข้ามาอีก ออกงานจากงานประจำ เพื่อมาทำงานอยู่ที่บ้าน ทั้งหมดไม่ได้เพื่อความร่ำรวยเป็นที่ตั้ง แต่เพื่อจะได้ใช้เวลาอยู่กับ "ครอบครัว" ให้มากที่สุด

นั่นล่ะคือสิ่งที่เห็นเมื่อมองย้อนกลับไป สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ
"เราไม่อาจทำอะไรที่ขัดกับคุณค่าที่เรายึดถือได้"
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะให้บ้าน รถยนต์ ชื่อเสียง เงินทอง แค่ไหนก็ตาม

ถ้าเราบูชาความร่ำรวย เราย่อมแลกได้ทุกอย่างเพื่อเงิน
ถ้าเราบูชาศีลธรรม เอาพันล้านมาวางให้เราช่วยทำผิด เราก็ไม่เอา
ถ้าเราบูชาความรัก เราก็จะยอมทำทุกอย่างเพื่อความรัก
ถ้าเราแคร์ภาพลักษณ์ เราจะยอมเป็นหนี้ดีกว่าจนให้คนอื่นเห็น
ถ้าเราเป็นนักทำเพื่อสังคม เงินทองก็ไม่สำคัญเท่ากับอุดมการณ์

ลองถามตัวเองดูสิว่า เรายึดถือ "คุณค่า" อะไรอยู่? มันอาจจะมีหลายคุณค่าก็ได้ ยิ่งรู้เร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งประหยัดเวลาเร็วเท่านั้น เพราะไม่มีใครที่จะขัดขืนกับคุณค่านั้นได้ง่ายๆ เราจะได้ไม่ต้องไปหลงทำอะไรที่ขัดกับคุณค่าที่ว่า เพราะไม่มีทางที่เราจะทำมันได้นาน

ทำสิ่งที่สอดคล้องกับ "คุณค่า" ที่เรายึดถือ จะทำให้จิตใจสงบ และไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็ว

อย่าไปตามอย่างคุณค่าของคนอื่น ซึ่งเค้าก็ไม่ผิด เพียงแต่มันไม่ใช่คุณค่าในแบบของเราเท่านั้นเอง

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ฝันกลางวัน หรือ ฝันที่เป็นจริง

ชอบชักชวนคนทำความฝันให้เป็นจริง แต่บ่อยครั้ง ก็มักจะคว้าฝันของพวกเค้าลงมา แล้วปล่อยมันลงพื้นให้ตกแตกละเอียด เพื่อที่เค้าจะได้ตระหนักว่า อย่าฝันกลางวัน...จนลืมดูความจริง

มีหลายคนมาบ่นแกมปรึกษาให้ฟังว่า เบื่องานประจำ อยากออกไปทำตามฝัน อยากทำงานอิสระ เปิดร้านกาแฟ เขียนหนังสือ แต่งเพลง ทำหนัง ทำงานศิลปะ แต่ก็ติดเรื่องมีภาระต้องใช้จ่าย เลยต้องทนทำไป ทั้งๆ ที่หมดไฟ

ลงท้ายด้วยคำถามคล้ายๆ กันทุกคนว่า "พี่ว่า ผม/หนู ควรออกจากงานประจำมั้ย?"

เพราะฉะนั้นวันนี้ถือโอกาสตอบทีเดียวเลยก็แล้วกันนะ

อย่างแรก
แล้วทำไมต้องลาออกล่ะ? 
ไอ้งานอิสระที่ว่าน่ะ ทำหลังเลิกงานได้ทั้งนั้น เขียนหนังสือ แต่งเพลง วาดรูป หรือจะทำหนังสั้น ไม่เห็นมีสักงานที่เขียนคุณสมบัติไว้ว่า เราต้องลาออกจากงานประจำ

เอาเวลาดูลำยองมาทำงานอิสระสิ ไม่เห็นต้องลาออก คนเราทำสองอย่าง สามอย่าง หรือสี่อย่างพร้อมกันได้

อย่างที่สอง แล้วเอาอะไรมามั่นใจว่า
มีฝีมือพอที่จะทำงานอิสระนั้นถึงขั้นเป็นอาชีพได้?

ใจร้ายไปมั้ย ที่ถามตรงๆ แบบนี้ แต่ก็ไม่รู้สินะ ทำไมใครชอบคิดว่างานอิสระมันคืองานง่ายๆ ขีดๆ เขียนๆ เดี๋ยวก็เป็นนักเขียนขายดี แต่งเพลงดีดกีตาร์ป๊องแป๊ง เดี๋ยวก็มีเพลงดัง ทำหนังสั้นก๊อกๆ แก๊กๆ เดี๋ยวก็ได้รางวัลไปนอก โธ่! มืออาชีพหลายคนทำแทบตาย บางคนยังเอาตัวแทบไม่รอด

อย่าได้เอาอารมณ์เบื่องานมาปนกับอารมณ์หนังพาฝันเล้ย มันจะเจ็บตัวเปล่าๆ

พระเอกเปิดร้านกาแฟกุ๊กกิ๊กน่ารัก บ่ายๆ นั่งเขียนนิยายในร้าน เล่นดนตรีกลางคืนเป็นงานอดิเรก เพื่อนฝูงเฮฮา เจอนางเอกในร้าน ปิ๊งกัน กล้องโคลสอัพ ซอฟต์เลนส์ ฝนตก

คัท! คัท! คัท!
ชีวิตจริงมันไม่ใช่แบบนั้นหรอก
ฝันได้ แต่ลืมตาไว้นิดนึง แบบนั้นจะดีกว่า

อย่ามีแฟนใหม่ เพียงเพราะเบื่อแฟนเก่า
อย่ามีคนรัก เพียงเพราะเป็นคนขี้เหงา
แต่จงรักเพราะรัก

หมดไฟกับงานประจำก็เรื่องนึง ออกมาทำงานอิสระก็อีกเรื่องนึง

อย่าเอาความรู้สึกมาปนกัน ถ้าจะออก ขอให้ออกมาเพราะรักในสิ่งใหม่ ไม่ใช่หนีสิ่งเก่า เพราะคาดหวังว่ามันจะดีกว่าเดิม

เอาล่ะ จะชวนทุกคนออกไปตามฝันกันอีกครั้ง แต่คราวนี้อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงด้วยนะ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

บัว 4 เหล่า

ความหมายของบัว 4 เหล่าตามนัยอรรถกถา
  1. ดอกบัวพ้นน้ำ (อุคคฏิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที
  2. ดอกบัวปริ่มน้ำ (วิปจิตัญญู) พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำซึ่งจะบานในวันถัดไป
  3. ดอกบัวใต้น้ำ (เนยยะ) พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธา ปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อยๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง
  4. ดอกบัวจมน้ำ (ปทปรมะ) พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน
แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

ห้องสมุดนิด้า

สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า นอกจากเป็นสถานศึกษาชั้นนำสำหรับมหาบัณฑิตแล้ว ภายในยังมีแหล่งเรียนรู้สุดไฮเทคโนรูปแบบของห้องสมุดอีกด้วย นั่นคือ "ห้องสมุดนิด้า"

จุดเริ่มต้นของห้องสมุดแห่งนี้ ตั้งขึ้นมาพร้อมกับสถาบัน เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน การวิจัย และการฝึกอบรมแก่อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา  ซึ่งในปัจจุบันห้องสมุดตั้งอยู่บนชั้น 2-4 ของอาคารบุญชนะ อัตถากร ถือเป็นห้องสมุดดิจิตอลอย่างสมบูรณ์แบบภายหลังการปรับปรุงแล้วเสร็จเมื่อเดือน เม.ย. 2554

ภายในประกอบด้วยอุปกรณ์ด้านห้องสมุดสุดไฮเทค อาทิ กระดานฝากข้อมูลแบบดิจิตอล หรือ Digital Memo Board ที่ผู้ใช้บริการสามารถฝากข้อความให้เพื่อนแบบส่วนตัว คล้ายๆ กับแปะกระดาษฝากให้เพื่อนอ่าน พร้อมแสดงผลบนจอทัชสกรีนที่ตอบโต้กันไปมาได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังมี Digital Information Noticeboard ที่แสดงข้อมูลต่างๆ ของห้องสมุดผ่านจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ ต่อด้วยส่วนของ Digital Bookshelves เรียกว่าเป็นชั้นหนังสือแบบดิจิตอล ซึ่งทำให้คนที่เข้ามาใช้บริการห้องสมุดสามารถดูได้ว่ามีหนังสือหรือภายนตร์ใหม่ๆ อะไรบ้างในเดือนนี้ ส่วนที่ E-Book Station ก็สามารถค้นหาหนังสือจากฐานข้อมูลออนไลน์ของห้องสมุด และเลือกหนังสือที่ต้องการเพื่ออ่านผ่านหน้าจอได้อีกด้วย

"ห้องสมุดนิด้า" เปิดบริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-19.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น. ปิดให้บริการในวันหยุดนักขัตฤกษ์

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันอังคารที่ 19 พ.ย. 56 (519)

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติ ร.9

ธรรมสถานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตั้งอยู่ในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ถ.พระราม 9 เขตห้วยขวาง เป็นสถานปฏิบัติธรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวาระมหามงคล สมัยที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อปี 2549 และทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา เมื่อปี 2550

ทั้งยังมุ่งให้เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมสำหรับเยาวชน  ประชาชนทั่วไป ชาวต่างประเทศที่สนใจพระพุทธศาสนา และเป็นธรรมโอสถสถานกลางเมืองที่ทุกคนเดินทางมาค้นหาความสุขทางใจได้ง่ายขึ้น เนื่องจากในช่วงหลังๆ ศูนย์ปฏิบัติธรรมที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการ

มูลนิธิส่งเสริมการบริหารจิต ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ในฐานะผู้ดูแลธรรมสถานได้มีการจัดหลักสูตรอบรมต่างๆ อาทิ การฝึกอบรมจิตตภาวนา กิจกรรม Format จิต  Delete อารมณ์  การเจริญมหาสติปัฏฐาน 4 หลักสูตร   ครูสมาธิ 200 ซม.   กิจกรรมโยคะ  คีตสมาธิ

สอดคล้องกับแนวคิดการส่งเสริมพระพุทธศาสนาของวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ที่ ร.9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง   โดยเน้นการประสานบทบาทระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวจะตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างพอเพียง

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมอื่นๆ ได้ที่ www.mindsparama9.org และโทร. 02-719-7676

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันจันทร์ที่ 18 พ.ย. 56 (518)

สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็น

กำลังคิดถึง "สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็น"

สมัยตอนที่ยังทำงานประจำอยู่ นอกจากปัญหาเรื่องการเดินทางแล้ว สิ่งที่บั่นทอนจิตใจ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ออฟฟิศ ก็คือสติ๊กเกอร์ใบนั้น มันปิดอยู่ที่หน้าประตู
...สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ที่มันมองไม่เห็น เพราะมันไม่มีสติ๊กเกอร์แผ่นนั้นอยู่จริง แต่เหมือนจะเห็นมันทุกวัน
ทุกคนก็เหมือนจะเห็นมันทุกวัน

มันเขียนไว้ว่า
"วันนี้ฉันจะโดนด่าเรื่องอะไร?"
"วันนี้ฉันจะจับผิดใคร?"
"วันนี้ใครจะจับผิดฉัน?"

พอผลักประตูเข้าไปปุ๊บ เหมือนเราจะได้กลิ่นของการจับผิดทันที
เดินเข้าไปออฟฟิศ  เหมือนที่หน้าผากทุกคนจะแปะโพสต์อิทเอาไว้ว่า
"อย่าพลาดนะเว้ย! กูจับตาดูอยู่"

เชื่อว่าไม่ใช่ออฟฟิศที่เดียวที่เป็นอย่างนี้ แต่หลายๆ ที่ทำงานก็น่าจะมีบรรยากาศทำนองนี้
ทุกคนเอาแต่ "จ้องจับผิดกัน"  ทั้งระดับเจ้านายต่อลูกน้อง และเพื่อนพนักงานด้วยกัน

ยังจำได้เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทุกคนอยู่กันอย่างหวาดระแวง ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ไม่กล้าทำพลาด อยู่แบบปลอดภัยไว้ก่อน และการเมืองในที่ทำงานเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง จนเชื่อแล้วว่าประโยคที่ใครสักคนบอกไว้ว่า "เมื่อมีมนุษย์มากกว่าหนึ่งคน มนุษย์จะเริ่มแบ่งกลุ่ม" ประโยคนี้มันจริงที่สุด

ปัญหาของการทำจ้องจับผิดก็คือ สิ่งใดที่เราโฟกัส สิ่งใดที่เราให้ความสำคัญ สิ่งนั้นจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การเฝ้าแต่คอยจับผิดจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการขยายเชื้อร้ายของความผิดให้ใหญ่ขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการหาข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นกับการจ้องจับผิด มันคือคนละเรื่องกัน

ถ้าคุณเป็นเจ้านาย ลองแกะสติ๊กเกอร์อันเก่าออกสิ ลองแปะใบใหม่เข้าไปที่หน้าประตูบริษัทว่า
"วันนี้ลูกน้องเราจะมีเรื่องอะไรดีๆ ให้เราชื่นใจนะ?"

ถ้าคุณเป็นพนักงาน ลองแกะสติ๊กเกอร์อันเก่าออกสิ ลองแปะใบใหม่เข้าไปที่หน้าประตูบริษัทว่า
"วันนี้เรากับเพื่อนร่วมงานจะสร้างสรรค์อะไรดีๆ ให้บริษัทนะ?"

ไม่กล้ารับประกันนะว่าผลประกอบการจะดีขึ้นมั้ย แต่เชื่อเถอะว่าบรรยากาศในการทำงานจะดีขึ้นแน่นอน

ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ลองแปะสติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็นใบนี้ไว้ตั้งแต่อยู่ที่บ้านเลย แปะมันไว้ที่หน้ากระจก เอาไว้อ่านตอนแปรงฟัน สติ๊กเกอร์ใบนี้เขียนไว้ว่า
"วันนี้จะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันนะ?"

เชื่อสิว่า สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็นใบนี้ จะทำให้คุณมองเห็นโลกใบเดิมต่างออกไป

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

4 ข้อควรรู้ก่อนใช้ตู้ ATM



หากเกิดปัญหาหรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้บริการ ATM แนะนำให้ติดต่อ Call Center ของธนาคารเจ้าของบัตร

แหล่งที่มา   Facebook : ศคง. 1213

10 ปีข้างหน้าเห็นตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?

"อีก 10 ปีข้างหน้าเห็นตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?" "วางเส้นทางอาชีพไว้ยังไงบ้าง? เล่าให้ฟังหน่อยสิ" และอีกมากมายหลายประโยค ที่เป็นบทสนทนาที่แสนจะธรรมดา เมื่อได้พูดคุยกับคนสำเร็จ

เชื่อมั้ย มันไม่ใช่บทสนทนาในห้องประชุมเครียด มันไม่การถกกันหน้ากรุ่นควันกาแฟของนักคิดปัญญาชน แต่หลายครั้ง บทสนทนาทำนองนี้เกิดขึ้นในเวลาผ่อนคลาย นั่งดื่ม นั่งฟังเพลงชิลล์ๆ

คงเป็นความโชคดี ที่ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง "คนทั่วไป" กับ "คนสำเร็จ"
มันทำให้เห็นว่า
"บทสนทนา" ของคนสองกลุ่มนี้ต่างกันมาก
"คำถาม" ของคนสองกลุ่มนี้ก็ต่างกันมาก
และ "ชีวิต" ของคนสองกลุ่มนี้...ก็ต่างกันมาก

ในชีวิตนี้เคยถามคำถามแบบที่เขียนไว้ในบรรทัดแรกมั้ย?
ว่าน้อยคนจะเคยถามตัวเองด้วยคำถามแบบนั้น ยิ่งในวงสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้  ไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีคำถามคุณภาพแบบนี้หลุดออกมา

แต่คนสำเร็จเหล่านี้ พวกเค้าถาม! พวกเค้าถามถึงเป้าหมายกันเป็นประจำ  ถามกันเหมือนถามสารทุกข์สุกดิบธรรมดาๆ ถามกันเหมือนว่ามันก็แค่ประโยคกินข้าวรึยัง? เค้าถามกับทั้งคนเพิ่งพบกัน และเค้าก็ถามเป็นระยะๆ สำหรับคนที่คุ้นเคยกันดีแล้ว

ในขณะที่คนส่วนใหญ่กลับถามแค่ว่า
ปีใหม่นี้ไปเที่ยวไหน?
หนังเรื่องใหม่เข้าแล้วนะ ดูหรือยัง?

บางคนอาจจะคิดว่า โอ๊ย! ไอ้พวกนี้มันเครียด ดูสิ ขนาดไปดื่มเฮฮาแท้ๆ  ยังมาถามคำถามซีเรียสๆ แบบนี้ทำไม

ตอบแทนให้เลย พวกเค้าไม่เครียดกับการถามคำถามนี้ และก็ไม่เครียดที่จะต้องตอบคำถามนี้ เพราะพวกเค้ารู้อยู่แล้วว่า เป้าหมายวันนี้ เดือนนี้ ปีนี้ และชีวิตนี้คืออะไร?

หรือบางที เราต่างหากที่ควรจะเครียดหน่อยมั้ย ว่าทำไมเราไม่เคยถามคำถามทำนองนี้กับตัวเองสักครั้ง?

แรกๆ ที่ไม่เคยถูกถามถึงเป้าหมาย รับประกันได้ว่าเราจะอึดอัด อารมณ์มันจะประมาณคิดในใจว่า
"ไม่รู้เว้ย ถามยากชิบ อย่าถามได้มั้ย จน เครียด กินเหล้า!"

แต่ยืนยันว่าเราต้องแข็งใจตอบ ไม่ต้องไปตอบใคร ตอบตัวเองนี่แหละ ในเช้าที่สงบ ในคืนที่สงัด นอกจากกาแฟที่ชงเอง กินเองแล้ว เรายังต้องถามเอง ตอบเองอีกด้วยว่า

"อีก 10 ปีข้างหน้าเห็นตัวเองกำลังทำอะไรอยู่?"
"วางเส้นทางอาชีพไว้ยังไงบ้าง?"

ถ้าอยากประสบความสำเร็จ เราต้องเปลี่ยนคนคุย เปลี่ยนเรื่องคุย และเราต้องเปลี่ยนคำถาม

เพราะคำถามคุณภาพ จะได้คำตอบคุณภาพ และคำตอบคุณภาพ จะได้ชีวิตคุณภาพ

เช้านี้ คืนนี้ ถามตัวเองเลยว่า...
"ปีใหม่นี้ไปเที่ยวไหนดี?"
เอ๊ย! ม่ายช่าย ต้องคำถามนี้
"ชีวิตใหม่ต่อจากคำถามนี้ จะไปสุดที่จุดไหนดี?"
"อะไรคือสิ่งที่คุณอยากให้คนรุ่นหลังจดจำ
เมื่อคุณจากโลกนี้ไปแล้ว?"

ได้เวลาตอบแล้ว...

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คบคน....

ถ้า มีมะม่วง ลูกนึง หอม หวาน น่ากินมากๆ แต่เสียดาย มีจุดดำนิดนึง คงโดนหนอนกิน...

ถ้าเราจะกินมะม่วงลูกนี้ เราก็จะเลือกกินทั้งลูก ยกเว้นส่วนสีดำ

การคบคน ก็เป็นแบบนั้น...

เลือกคบที่ส่วนดี มองที่ส่วนดี

ก็ยังพอคบกันได้

จะหาคนดี 100% เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากๆ

แหล่งที่มา   Facebook : มั่วหุ้น : การวิเคราะห์หุ้นมั่วๆ

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปลูกนิสัย+แรงผลัก & แรงดูด...สู่...การสร้างนิสัย

มีความลับสองเรื่องที่มีค่ามากๆ และอยากบอกกับทุกคน อาจเข้าใจไม่ง่าย แต่มีประโยชน์มาก

เรื่องแรก
เราสามารถสร้างนิสัยอะไรให้ตัวเองก็ได้ ถ้าเรา "ปลูก" นิสัยนั้นให้นานพอ

เรื่องที่สอง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าเราอยากปลูกนิสัยให้สำเร็จ เราต้องมีแรงบันดาลใจที่มากพอให้เราขยับตัวทำสิ่งใหม่ๆ
ซึ่ง "แรง" ที่ว่านั้น เป็นได้ทั้ง "แรงผลัก" และ "แรงดูด"

จะค่อยๆ อธิบาย

อย่างตอนนี้ กำลังปลูกนิสัยออกกำลังกาย เนื่องจากชีวิตช่วงหลังๆ ไม่ได้ออกกำลัง นั่งๆ นอนๆ ทั้งวัน รู้ว่าโรคภัยจะถามหาแน่ๆ หมอก็เตือนมา

แต่นิสัยขี้เกียจมันยากจะทำลาย นิสัยอะไรอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นแล้ว แทบไม่มีทางทำลายมันได้ อยากปลูกนิสัยใหม่ แต่แค่วิ่งหน้าหมู่บ้านสองวัน ก็เลิกแล้ว

ให้ออกกำลังอย่างเดียว ขี้เกียจแน่ๆ เพราะแรงในการ "ผลัก" ให้หนีตาย มีไม่มากพอ ทุกคนกลัวตาย อันนั้นใช่ แต่เห็นมั้ยว่าคนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ออกกำลังอยู่ดี

ในที่สุด ก็ค้นพบวิธีง่ายๆ ใช้วิธี "ผูก" มันกับความสุข ด้วยการซื้อเครื่องออกกำลังกายมาไว้ที่บ้าน จากนั้นก็วิ่งไป ดูหนังจากแผ่นดีวีดีไปด้วย วิธีนี้มี "แรงดูด" ได้มาก

ได้ผล! ทุกวันนี้สิ่งแรกที่ทำตอนตื่นก็คือ วิ่งออกกำลังไปด้วย ดูหนังไปด้วย 45 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลายครั้งไม่อยากหยุดออกกำลัง  เพราะเพิ่งดูหนังได้แค่ครึ่งเรื่อง

ทั้งหมดที่เล่ามาเป็นตัวอย่างของการปลูกนิสัยใหม่ๆ เข้าไป ทุกคนก็ทำได้ มันจะเป็นนิสัยอะไรก็ได้ทั้งดีและแย่ แต่ปลูกทั้งที มันก็ควรจะเป็นนิสัยดีๆ หน่อยใช่มั้ย

เราสามารถปลูกนิสัยตื่นเช้า
นิสัยกินอาหารมีประโยชน์
นิสัยพูดขอบคุณให้ติดปาก นิสัยคิดบวก
นิสัยทำงานให้สำเร็จ นิสัยตรงเวลา
นิสัยอะไรก็ได้ แต่ต้องทำให้นานมากพอ
หลายตำราเขียนไว้ว่าต้องไม่น้อยกว่า 21 วันติดกัน
นิสัยถึงจะฝังแน่น เหมือนกาวที่แห้งแล้ว ยากจะดึงออก

เพียงแต่อย่าลืมว่า เราต้องหาให้เจอว่าแรงอะไรที่ผลักเราไปข้างหน้า? แรงผลักจากสิ่งที่ไม่อยากเป็นทุกวันนี้ หรือแรงดูดที่มีอะไรดีๆ รอเราข้างหน้า เราต้องหาให้เจอว่าอะไรที่ "สับไก" เราให้พุ่งเป็นลูกกระสุน

มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ขอแค่มันสับไกเราก็พอ เหมือนตัวอย่างที่เล่า คิดดูสิว่า "ความตาย" ยัง "ผลัก" เราไม่ได้ แต่แค่ "การดูหนัง" กลับ "ดึงดูด" ให้เราออกกำลังกายได้

ถ้าวันนี้สิ่งที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่ยังทำไม่ได้สักที
ลดความอ้วนไม่ลง ขยันแป๊บเดียวกลับมาขี้เกียจใหม่
ตั้งเป้าหมายแล้วก็ล้มเลิก ยอมแพ้ง่าย
บอกได้เลยว่านั่นเพราะ "เรายังหาสิ่งที่สับไกเราไม่เจอ"

มันอาจเป็นแค่เพื่อนแซว
มันอาจเป็นแค่เราอยากพิสูจน์ให้ที่บ้านเห็น
มันอาจเป็นคนที่เรารักที่ทำให้เราอยากดีกว่าเดิม
มันอาจเป็นชีวิตน้อยๆ ที่เราต้องดูแล
มันอาจเป็นการลบคำสบประมาท
มันอาจเป็นความอยากร่ำรวย อยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้
ฯลฯ

ไม่รู้นะ ว่าคำตอบของแต่ละคนคืออะไร แต่มันเป็นคำถามที่น่าคิดหาคำตอบให้ได้ว่า
"อะไรที่จะสับไกให้เราอยากปลูกนิสัยดีๆ ให้ตัวเอง?"
เอ้า! ลองถามตัวเองดู

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

กล้าๆๆๆ...สู่...ความสำเร็จ

สมัยเด็กๆ เคยมั้ย ยู่ ป.1 ก็นึกว่าพี่ ป.6 ช่างเป็นเด็กโตเหลือเกิน แต่พอมาอยู่ ม.ต้น ไอ้เด็ก ป.6 นี่มันเด็กอมมือชัดๆ แล้วก็รู้สึกว่าพี่ ม.6 เค้าเป็นผู้ใหญ่จริงๆ

แต่พอมาอยู่มหาลัย ไอ้เด็กกางเกงขาสั้นนี่มันโคตรกระจอก แล้วก็ไปนับถือพี่ปี 4 ว่าพี่เค้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ทั้งที่จริงพอออกมาฝึกงาน น้องๆ ปี 1 จะรู้มั้ยว่าไอ้พี่ปี 4 นี่มันก็อ่อนสุดๆ กลายเป็นเด็กชงกาแฟถ่ายเอกสารในออฟฟิศซะงั้น

พูดเรื่องนี้เพื่อจะบอกอะไร? ก็แค่อยากจะบอกว่า "หลายครั้งเราให้ประเมินคนที่สำเร็จกว่าเราสูงเกินไป" เรามักจะคิดว่าเค้าเก่ง เค้าสุดยอด ทำอะไรไม่พลาด คนพวกนี้คงไม่เคยกลัว ไม่เคยไม่มั่นใจอะไรเลยสินะ

ผิด! พูดได้เลยว่าไม่ใช่เลย โธ่! คนนะ ไม่ใช่เทพเจ้าสายฟ้า เค้าไม่มั่นใจ เค้าไม่แน่ใจ เค้ามีความลังเล
เค้าล้ม เค้าทำผิดพลาด เค้าทำอะไรงี่เง่า ใช่  เค้าเป็นเหมือนๆ กับเรานี่แหละ

ประสบการณ์ตรง เจอคนสำเร็จมาเยอะ บอกได้เลยว่าทุกคนมีด้านที่ไม่มั่นใจกันทั้งนั้น คนขึ้นเวทีนับร้อยครั้ง บอกว่าตื่นเต้น (จริงๆ) ทุกครั้งที่ขึ้นพูด คนออกหนังสือขายดีมาหลายเล่ม บอกว่าเค้ามั่นใจแบบไม่มั่นใจทุกครั้งที่ออกหนังสือ

คนสำเร็จหลายคนล้มเหลวหลายครั้ง แต่เราแค่จำไม่ได้ ไปจำได้แต่อันที่สำเร็จของเค้า ส่วนความสำเร็จของเราน่ะเหรอ? ไม่ยักกะจำได้ จำได้แต่ความล้มเหลว

นี่เอาเบื้องหลังคนสำเร็จมาเปิดโปงกันสุดๆ เลยนะ เผื่อจะได้มีกำลังใจขึ้น เวลาที่เรารู้สึกไม่มั่นใจในการทำอะไรสักอย่าง คนอื่นๆ เค้าก็ไม่มั่นใจเหมือนๆ เรานั่นล่ะ

ถ้าเราเข้าใจจุดนี้ เราจะไม่ประหม่า เราจะกล้าทำเหมือนที่คนสำเร็จเค้ากล้าทำ เราจะไม่คิดว่าจุดที่เรากำลังจะไป  มันสูงเกินไปสำหรับคนอย่างเรา

คนสำเร็จนั้นจะ "ลงมือทำทั้งที่ไม่ค่อยมั่นใจ ในขอบเขตความผิดพลาดที่รับได้" เพราะเค้ารู้ว่าในครั้งแรกมันจะไม่ถูกเผง 100% หรอก  แต่มันจะต้องมีการปรับแก้ (trial & error) ไปเรื่อยๆ ในที่สุดมันก็จะถูกมากขึ้นๆ และสำเร็จในที่สุด

ในขณะที่คนทั่วไปกลับไปจินตนาการในหัวว่า ครั้งแรกมันต้องถูกใจใช่เลย  มันต้องเก่งแบบคนที่เค้าสำเร็จแล้วทันที ถ้าไม่ 100% ฉันไม่ทำดีกว่า ! งั้นก็เชิญเป็นเด็ก ป.1 ต่อไป

ทำเลย ทำทั้งที่ไม่มั่นใจนี่แหละ ขอให้อยู่ในขอบเขตความผิดพลาดที่รับได้ก็พอ แล้วเราจะพบว่าจริงๆ แล้วพี่ปี 4 เนี่ย เค้าก็ไม่ได้ชงกาแฟอร่อยสักเท่าไหร่เล้ย

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลายๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่

1. เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

2. เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท

3. เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่างๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์

4. เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่ง ที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้

5. เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

6. เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน

7. เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

แหล่งที่มา   Facebook : DMC.tv - Dhamma Media Channel

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รายรับ VS รายได้

"รายรับ (Revenue) ต่างจาก รายได้ (Income) อย่างไร?"

พบว่ามีความแตกต่างอยู่ถึง 2 ประเด็นที่น่าสนใจ  ...

1. ความแตกต่างโดยนิยาม (ภาษาอังกฤษ)

คำว่า "รายรับ" ถูกแปลมาจากคำว่า "Revenue" ในภาษาอังกฤษ ส่วน "รายได้" นั้นถูกแปลมาจากคำว่า "Income" ซึ่งนิยามตามความหมายด้วยภาษาอังกฤษนั้น

Revenue = Proceeds from the sales of products and services to customers, as well as other activities like investment.

"รายรับ" คือ รายการที่ได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการให้แก่ลูกค้า เช่นเดียวกันกับกิจกรรมอื่นๆ อย่างเช่น การลงทุน

Income = Net profit, or money that remains after expenses are subtracted from revenue.

ส่วน "รายได้" คือ กำไร "สุทธิ" หรือ เงินคงเหลือหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกจากรายรับแล้ว

ดังนั้น ความหมายก็คือ รายรับ - ค่าใช้จ่าย = รายได้ นั่นเองครับ
แต่ว่าทำไมนะ "Income Statement" ถึงเรียกว่า "งบกำไรขาดทุน" ล่ะ (อิอิ)

2. ความแตกต่างด้าน "ความรู้สึก"

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะ  มองว่า "รายรับ - รายจ่าย" มักจะถูกใช้ในบริบทของการเงินส่วนบุคคล (Personal Finance)

ส่วน "รายได้ - ค่าใช้จ่าย" นั้นเรามักจะเลือกใช้ในเรื่องธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลในเรื่องของตัวเลขทางด้านการบัญชีมากกว่า

ทีว่า "รายได้ใช้กับเกณฑ์คงค้าง รายรับใช้กับเกณฑ์เงินสด" เพราะในเรื่องของบุคคลธรรมดา เรามักจะยึดตาม "เงินสด" ที่ได้รับ ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจที่เราใช้ "เกณฑ์คงค้าง" มากกว่า

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

เป้าหมาย คู่ ความสำเร็จ

"เป้าหมายสลักไว้บนหินผา วิธีการสลักไว้บนผืนทราย"
ประโยคนี้มันช่างอธิบายความสำเร็จ ได้ครบถ้วนกระบวนความเสียจริงๆ

หลายคนมีเป้าหมาย แต่ยึดติดกับวิธีการไปสู่เป้าหมายมากเกินไป พอวิธีการนั้นไม่สำเร็จ ก็พาลละทิ้งเป้าหมายไปเสียอย่างนั้น เท่านั้นไม่พอ ยังโทษตัวเองว่าไม่เก่ง ทำไม่ได้

ทั้งที่ถ้าเค้าจะเข้าใจสักนิดว่า เป้าหมายเราเปลี่ยนไม่ได้ วิธีการต่างหากที่ยืดหยุ่นได้ ถ้าเข้าใจจุดนี้ก็จะไม่เจ็บปวดกับความล้มเหลวเลย เพราะมันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการตัดวิธีการที่ไม่เวิร์คทิ้งไปอีกหนึ่งวิธีเท่านั้นเอง

ถ้าเราอยู่กรุงเทพ และเป้าหมายคือไปเชียงใหม่ มันก็มีตั้งเป็นสิบเป็นร้อยวิธีในการไปถึงที่นั่น

ตอนแรกเราอาจจะบ้าเลือด เดินไปเชียงใหม่ เพื่อที่จะพบว่าแบบนี้มันเหนื่อยว่ะ แค่รังสิตก็จะตายแล้ว
หลังจากนั้นเราจะเริ่มฉลาดขึ้น เห็นทางเลือกใหม่ๆ เราอาจจะลองโบกรถบรรทุกไป นั่งรถทัวร์ไปจนถึงพิษณุโลก เพื่อที่สุดท้ายเพิ่งมานึกได้ว่าทำไมไม่นั่งเครื่องบินตั้งแต่แรก (วะ)

ซึ่งแน่นอนเราอาจจะนึกไม่ออกตั้งแต่แรก ถ้าไม่ล้มเหลวในการเดิน โบกรถ หรือแออัดบนรถทัวร์มาก่อน
แต่ยังไงก็ตาม เราถึงเชียงใหม่แน่ ขอแค่อย่าเปลี่ยนจากเชียงใหม่ ไปเป็นเดินจากรังสิตกลับบ้านก็พอ

รู้นะว่ามันค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ กับประโยคที่ว่า "ถ้าเป้าหมายชัดเจน วิธีการจะตามมาเอง" แต่ประสบการณ์ส่วนตัวของผมยืนยันว่านี่คือ "เรื่องจริง"

เราอาจต้องลองวิธีที่ 1,2,3,4 ไปเรื่อยๆ
ทั้งที่มันเหมือนจะไม่เจอสักที
ทั้งที่มันเหมือนทุกอย่างมืดมิด
ทั้งที่มันเหมือนเราเดินมาผิดทาง
นาทีนั้นเหมือนจักรวาลกำลังทดสอบความเชื่อของเรา ถ้าผ่านจุดนั้นมาได้ ในที่สุดก็จะเจอวิธีที่ไปถึงเป้าหมาย

ขอแค่อย่าเปลี่ยนโฟกัสไปมา
ขอแค่มั่นคงในเป้าหมาย
แต่ยืดหยุ่นในวิธีการ
แล้วไม่นานเราจะได้เห็นป้าย
"ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดเชียงใหม่"

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ใครกันแน่รังแกฉัน??

เคยสงสัยมั้ยว่าตอนเราเป็นเด็ก ทำไมพ่อแม่ดุและเข้มงวดกับเรา ในขณะที่ปู่ย่าตายายกลับใจดีกับเรา

ขอขนม ขอของเล่นกับพ่อแม่ก็ไม่ค่อยจะเคยได้ แต่ปู่ย่าตายายกลับใจดี จูงมือพาเราไปซื้อตลอด
พอพ่อแม่เห็น ก็มักจะเอ็ดว่า "ไปตามใจเด็กทำไม เสียคนหมด"

เป็นพ่อคนแล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นคุณตา เลยได้แต่เดาไปเองว่า หรือบางทีพ่อแม่ท่านก็ห่วงเรามากเกินไป จนลืมไปว่าตอนเด็กๆ เราอยากได้พ่อแม่ที่เข้าใจเรามากกว่านี้

คาลิล ยิบราน กวีชาวเลบานอน
เขียนไว้ในหนังสืออมตะของโลก "ปรัชญาชีวิต" ไว้ว่า
================
บุตรของเธอ ไม่ใช่บุตรของเธอ
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
================

หลายๆ ครั้งคนเป็นพ่อแม่ก็อาจจะลืมข้อนี้ไป ท่านหวง ท่านห่วง แต่อาจเป็นบ่วงที่รัดแน่นจนเกินไป ท่านอาจจะลืมว่าสุดท้ายลูกๆ ก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง พ่อแม่หลายคนเลยบงการชีวิตของลูกว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

เคยได้ยินว่าผู้หญิงบางคน ใช้การแต่งงานเป็นเครื่องปลดพันธนาการจากพ่อแม่ของเธอ ผมเคยได้ยินว่าเมื่อพ่อแม่จากไปในวัยชรา ลูกบางคนกลับรู้สึกตัวเบาอย่างบอกไม่ถูก  แต่อีกใจก็รู้สึกผิดที่คิดอย่างนั้น

สุดท้าย มานั่งเทียนสรุปเอาเองว่า หรือว่ากว่าจะเข้าใจว่าบางทีชีวิตมันก็เกินกว่าจะคาดเดา บางทีที่เราสอนลูกก็ไม่ได้ถูกไปซะทุกเรื่อง กว่าจะคิดได้อย่างนั้น  พ่อแม่ก็แก่ชรา และกลายเป็นคุณปู่คุณย่าใจดีที่เข้าใจหลาน ทั้งที่คนๆ เดียวกันนี้เคยเป็นพ่อแม่ที่เข้มงวดมาก่อน

เรื่องนี้จะเป็นปัญหาคลาสสิกของมนุษย์ไปอีกนาน ตอนนี้ลูกผมเพิ่งจะ 8 ขวบ ก็ได้หวังว่าจะเข้มแข็งพอที่เข้าใจลูก ในวันที่ลูกเลือกทางเดินของตัวเอง

ถึงวันนั้น คงต้องหยิบสิ่งที่ คาลิล ยิบราน เขียนไว้มาอ่านอีกที

"เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้  แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา  เพราะว่าวิญญาณของเขานั้นอยู่ในบ้านของพรุ่งนี้ ซึ่งเธอไม่อาจไปเยี่ยมเยียนได้แม้ในความฝัน"

ส่วนตอนนี้ ขอไปเอ็ดคุณย่าก่อนนะ ทำไมชอบตามใจหลาน ซื้อของเล่นให้อีกแล้ว
เฮ้อ! เสียคนพอดี ฮ่าๆๆๆ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

10 ข้อที่คนเข้าใจผิดเรื่องชีวิตคู่มากที่สุด

  1. คิดว่าการแต่งงานคือแฮปปี้เอนดิ้งเหมือนในนิทาน ทั้งที่จริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
    ถ้าดูแลไม่ดี มันอาจเป็นเอนดิ้งของแฮปปี้
  2. คิดว่าชีวิตจริงสวยเหมือนพรีเซนเตชั่นในงานแต่ง ทั้งที่จริงไม่มีรักไหนที่ดีทุกวัน
    วันที่ไม่สวยงามต่างหากที่พิสูจน์ใจ
  3. คิดว่าการแต่งงานคือเรื่องของคนสองคน ทั้งที่จริงมันคือสองครอบครัวใหญ่มารวมกัน
    ซึ่งต้องหาจุดพอดีระหว่างแม่ผัวลูกสะใภ้
  4. คิดว่าตัวเองมีคาถาวิเศษ เปลี่ยนนิสัยที่อีกคนเคยเป็นมาได้ ทั้งที่จริงเราต้องเรียนรู้กันและกัน
    และยอมรับข้อเสียอีกฝ่ายตั้งแต่แรกคบ
  5. คิดว่าตัวเองคือศูนย์กลางจักรวาล อีกฝ่ายต้องหมุนรอบฉัน ฉันจะไม่เปลี่ยนอะไรทั้งนั้น
    ทั้งที่จริงเราต่างต้องปรับตัวเข้าหากัน
  6. คิดว่าอีกฝ่ายมีคาถาอ่านใจได้ ไม่ต้องให้บอก ก็น่าจะรู้ใจ
    ทั้งที่จริงอยากได้อะไรก็ให้พูด ไม่ชอบอะไรก็ให้บอก
    แบบนี้ง่ายกว่าเดาใจกันเยอะ
  7. คิดว่าตัวเองเป็นสงครามตะวันออกกลาง
    ทะเลาะกันยืดเยื้อยาวนาน ขุดเรื่องเก่ามาฟื้นฝอยหาตะเข็บ
    ทั้งที่จริงเรื่องมันจบไปนานแล้ว เราต้องก้าวต่อไป
  8. คิดว่าอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ล่องหน เริ่มไม่มองไม่คุยกัน
    ทั้งที่จริงนี่คือคนที่เราเลือกมาเป็นคู่จนวันสุดท้าย
  9. คิดว่าการมีลูกคือโซ่ทองคล้องใจ ทั้งที่จริงถ้าไม่พร้อม ถ้าไม่คิดให้ดี
    ถ้าไม่เข้าใจว่าเราอาจเลิกกันได้ แต่เลิกเป็นพ่อแม่ไม่ได้
    นั่นจะกลายเป็นปัญหาสังคมในเวลาต่อมา
  10. คิดว่าตัวเองมีไทม์แมชชีน วันนี้ยังไม่ต้องทำดีต่อกันก็ได้
    ทั้งที่จริงเรื่องบางอย่าง เราไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข กว่าจะคิดได้ก็สายเสียแล้ว
แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คุณเป็นคนแบบ...ใด

ทุก ๆ วงการในโลกนี้ จะมีทั้งคนที่ไม่เก่ง คนที่พอใช้้ได้ และคนที่เก่ง ส่วนคนที่เก่งสุดยอด ก็จะมีแค่ไม่กี่คน หรือถ้าจะเอาให้ถึง 'คนเก่งที่สุด' ก็จะมีแค่คนเดียว

ที่เกริ่นไปก็เพื่อจะบอกว่า ดังนั้นแล้ว พวกเราโดยส่วนใหญ่จึงจะเป็นคนที่มีฝีมือต่ำกว่าคนที่เก่งสุดยอด/เก่งที่สุด

ซึ่งใครที่ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ (เว้นแต่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดจริงๆ) ก็จะไม่หลงตัวเอง และพยายามทำให้ตัวเจริญได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก

เราไม่ได้เก่งที่สุด ยังมียอดฝีมืออีกมากมาย แต่เราจะต้องเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ... บอกตัวเองไว้อย่างนี้ (me too :))

แหล่งที่มา   Facebook : Thailand Investment Forum

คำคม 8 พ.ย. 2556

ที่สุดของความเสียดาย
คือตายแล้วใช้เงินไม่หมด
      ที่สุดของความสลด
      คือใช้เงินหมดแล้วยังไม่ตาย

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club
-------------------------------------------------------------------------

เปิดตาดู  เปิดหูฟัง  เปิดใจกว้าง
แล้วจะรู้ความจริงว่า.......โลกนี้น่าอยู่กว่าที่คิด

สิ่งที่เหนื่อยที่สุดในชีวิต...คือการทำความฝันให้เป็นความจริง

สิ่งใดถูกก็คือถูก  สิ่งใดผิดก็คือผิด

อย่าไปคิดแทนใคร ...และอย่าให้ใครคิดแทนเรา

อย่าเอาจุดยืนของคุณ ไปเหยียบย่ำบนหัวคนอื่น

การดูถูกความโง่ของคนอื่น ไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น แต่....อย่างใด

การได้ทำงานที่เรารัก ไม่ได้แปลว่างานนั้นจะรักเรา

เธอทำให้วันทุกวันของเรา   เป็นวันออมแห่งชาติ!!!

จงอย่าก้าวไปข้างหน้า ด้วยขาของคนอื่น ...

คำว่า "ไม่เป็นไร ใครๆก็ทำกัน" อาจแสดงให้เห็นถึง "วัฒนธรรม" ที่ต่ำช้า ...

หากชีวิตมีแต่ปัญหา  อย่าลืมใช้ปัญญามาแก้ไข

เราชอบเรียกร้องหา "ความยุติธรรม" ให้กับตัวเอง
      แต่ลืมเผื่อแผ่ "ความเป็นธรรม" ให้แก่คนอื่น

การที่คุณล้มเหลวเร็วกว่าคนอื่น
ไม่ได้แปลว่า
คุณจะประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่น
     หากคุณไม่เคยมองหา ...
     ข้อผิดพลาดของตัวเอง

แหล่งที่มา   Facebook : TaxBugnoms

ความสำเร็จ... ไม่ใช่ของ "ฟรี"

"พี่ครับผมทำตามคนสำเร็จแล้ว แต่ทำไมยังไม่สำเร็จซะที?"
วันก่อนมีน้องคนนึงถามแบบนี้

ตอบไปว่ามันน่าจะมีสองสาเหตุ

หนึ่ง เราอาจจะยังทำไม่เหมือนคนสำเร็จ 100%

ถ้าเราเอากล้องจุลทรรศน์ไปส่องดูความสำเร็จ เราจะพบความล้มเหลวอยู่ในนั้น
คำถามก็คือ เราพยายามเท่าเค้าหรือยัง?

บางทีเราอาจต้องไปเปิดผ้าคลุมซูเปอร์แมนดู เพื่อที่จะพบว่าข้างหลังเต็มไปด้วยรอยแผลจากการฝึกฝน
ซึ่งเราไม่มี

สอง ความสำเร็จของแต่ละคนใช้เวลาไม่เท่ากัน

ความสำเร็จลอกเลียนวิธีได้ แต่เรื่องเวลาที่ใช้ อันนั้นมันของใครของมัน เพราะเราต้องฝึกตัวเองให้คู่ควรกับความสำเร็จ ความสำเร็จถึงจะมาหาเรา

ถึงเป้าหมาย คือเชียงใหม่เหมือนกัน แต่ถ้าเรายังเป็นจักรยาน ก็ต้องถึงช้าเป็นธรรมดา

น้องคนนั้นถามต่อ
"มันเป็นเรื่องของดวงรึเปล่าครับพี่?"

คำถามนี้เป็นสิ่งที่ใครหลายคนน่าจะคิด เวลาที่รู้สึกว่าตัวเองพยายามแล้ว แต่ทำไมยังไม่สำเร็จซะที

ไม่ฟันธงก็แล้วกันว่า "ดวง" มีจริงหรือเปล่า แต่ประเด็นที่คิดเสมอก็คือ ถ้ามันมีจริง แล้วเราจะทำอะไรกับมันได้? อธิษฐาน บนบาน กราบไว้ อย่างนั้นเหรอ? ถ้าทำแล้วสบายใจ ก็ทำไปเถอะ

แต่ประเด็นก็คือเรา "เราควบคุมมันไม่ได้" เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่ทำในสิ่งที่เราควบคุมได้
ซึ่งก็คือ "ตัวเราเอง"

เพราะฉะนั้นเลิกพูดเรื่องดวงเถอะ เลิกพูดเถอะ แข่งเรือแข่งพายแข่งได้ แข่งวาสนาแข่งไม่ได้
อยากถามว่าพูดเพื่ออะไร? พูดเพื่อให้เจียมตัว พูดเพื่อให้ยอมแพ้  พูดเพื่อให้รับสภาพอย่างนั้นเหรอ?

ถ้าเรายังไม่สำเร็จ อย่าไปโทษดวงเลย ดูที่เหตุ คือตัวเราเองก่อนว่ายังทำอะไรไม่เหมือนคนสำเร็จ

วันนั้นตอบน้องคนนี้ไปว่า "เจินเจินเคยบอกไว้ในเพลงว่า "30 ลิขิตฟ้า 70 ต้องฝ่าฟัน"
มันใช่สุดๆ ต่อให้ดวงมีจริง มันก็แค่ 30% สองมือเราต่างหากที่กำหนดอีก 70% ที่เหลือ
แล้วเราก็หัวเราะกันดังลั่น ฮ่าๆ บทเรียนจากเจินเจิน

ฟังดูเหมือนจะขำ  แต่หมายความตามนั้นจริงๆ
ทำ 70% ในส่วนของเราให้ดี
แล้วอีก 30% ก็แทบจะไม่มีผลกับชีวิตเราเลย

ต้องสู้ ต้องสู้จึงจะชนะ!

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

Google Logo : 8 พ.ย. 56 นครบรอบวันเกิด 129 ปีของ Hermann Rorschach

วันครบรอบวันเกิด 129 ปีของ Hermann Rorschach

Hermann Rorschach ภาษาไทยอ่านว่า เฮอร์มานน์ รอร์สชาช Hermann Rorschach เกิดที่เมืองซูริก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ วันที่ 8 พ.ย. ปี 1884 และได้เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 38 ปีเท่านั้น ในวันที่ 1 เมษายน ปี 1922 เขาเป็นผู้คิดค้นเทคนิคหยดหมึก  Inkblot  Techniqu ซึ้งเป็นภาพหมึกบนกระดาษสามารถทดสอบจิตใจคน โดยการคิดค้นนี้ทำให้มีการใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคทางจิต ซึ้งแนวคิดของ Hermann Rorschach น่าจะมาจากบิดาของเขานั่นเอง โดยการคิดค้นของเขาทำให้จัดเป็นตำราเพื่อให้แก่นักจิตวิทยารุ่นหลัง พัฒนาและสามารถนำมาใช้ทดสอบบุคลิกภาพอย่างละเอียดและมีความแม่นยำมากขึ้น และยังคงเป็นที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน

ซึ้งผลงานของเขาที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักที่สุดก็คือ การทดสอบ Rorschach


แหล่งที่มา   เว็บไซต์ Public in Thai เพื่อส่วนรวม

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

"งานประจำ" กับ "งานไม่ประจำ"

ก่อนที่คนๆ นึงจะลาออกมาทำงานไม่ประจำ ได้คิดว่าช่วงเวลาสำคัญคือ ตอนที่เราทำควบคู่กันไป
ระหว่าง "งานประจำ" กับ "งานไม่ประจำ"

ตรงจุดนี้แหละคือสิ่งที่คนพลาดกันเยอะ คือ
หนึ่ง งานประจำเละ เพราะมัวแต่ทำงานไม่ประจำ
สอง งานไม่ประจำเละ เพราะมัวแต่ทำงานประจำ
ไม่ง่ายนะ ที่จะทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน

เรื่องงานประจำเละ อันนี้ ว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจ เป็นเพราะเราจัดเวลาไม่ถูกนั่นเอง แต่เรื่องงานไม่ประจำเละ ว่าน้อยคนจะเข้าใจว่าทำไม?

เรื่องของเรื่องก็คือ คนมักจะคิดว่างานไม่ประจำที่ทำ มันคืองานเสริม สุดท้ายมันก็เลยเป็นงานเสริมจริงๆ
และไม่มีทางที่จะได้ออกมาทำ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า"

สิ่งที่ผมอยากจะแชร์ประสบการณ์ก็คือ เราต้องเข้าใจให้ถูกว่า
"งานไม่ประจำไม่ใช่งานเสริม แต่มันคืองานหลักอีกงาน"
เราต้องทุ่มเทกับมันเหมือนงานหลักที่เราทำ

จึงไม่แปลกใจที่มีคนน้อยกว่าน้อย ที่สามารถออกมาทำงานไม่ประจำได้ นั่นเพราะเค้าเอาเวลา "เหลือๆ"
มา "ลอง" ทำงานไม่ประจำ  "เผื่อ" มันจะรุ่ง

แย่ไปกว่านั้น เค้ายังอดทนกับงานไม่ประจำได้น้อยกว่างานประจำ เวลาเจอปัญหาก็มักจะยอมแพ้ง่าย

เพราะอะไรเหรอ? ก็เพราะเวลาส่วนใหญ่ที่เอาไปทำงานไม่ประจำนั้น มันคือเวลาที่เคยใช้พักผ่อน พอเกิดปัญหาในงานไม่ประจำ สมองก็จะเอาภาพปัญหาไปเทียบกับภาพที่เคยนอนดูละครอยู่บ้าน ซึ่งอย่างหลังมันสบายกว่าเยอะ สุดท้าย งานไม่ประจำก็เลยไม่ทำเงินกว่า

ที่เขียนมาทั้งหมด  ไม่เกี่ยวกับเรื่องงานประจำดีหรือไม่ดีนะ หมายถึงคนที่อยากออกมาทำงานไม่ประจำถ้าอยากสำเร็จในวงการงานไม่ประจำ คุณต้องเข้าใจว่า
"งานไม่ประจำไม่ใช่งานเสริม แต่มันคืองานหลักอีกงาน"

วันที่คุณเข้าใจ "งานไม่ประจำ ทำเงินกว่า" แน่นอน

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ของขวัญที่ดีที่สุด (ในชีวิต)

คิดดูสิ การที่เราได้เกิดมาบนโลกใบนี้
เราไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาเลย เราเกิดมาตัวเปล่า...
ดังนั้นชีวิตหลังจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา
ขอให้ถือว่ามันคือกำไรชีวิต...

รู้หรือไม่ว่า ชีวิตให้ของขวัญอะไรกับเรา ทุกคนได้รับของขวัญโดยเท่ากันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว "ลมหายใจ" ถ้าคุณยังมีลมหายใจ นั่นคือของขวัญพิเศษที่สุดแล้วและคุณจะพบกับการเริ่มต้นใหม่ ทุกคนเริ่มต้นใหม่ได้เสมอทุกเวลา

ถ้าคุณยังมีความหวัง และคิดเสมอว่าทุกก้าวของชีวิต
ทุกลมหายใจที่มีอยู่ ทุกอย่างคือ... "กำไร" ขอให้ใช้ชีวิตทำในสิ่งที่ดี อยู่อย่างมีความสุข และพร้อมที่จะเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ดีๆ อยู่เสมอ เพราะคุณคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ถือกำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้

แหล่งที่มา     Facebook : DMC.tv - Dhamma Media Channel

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สนามศุภชลาศัย

สนามกีฬาในตำนานที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า  ไม่มีใครไม่รู้จัก "สนามศุภชลาศัย" หรือสนามกีฬาแห่งชาติ เขตปทุมวัน

แต่เดิมบริเวณสนามกีฬาเคยเป็น "วังวินด์เซอร์" หรือ "วังกลางทุ่ง" ที่รัชกาลที่ 5 ทรงให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารองค์แรกของสยาม แต่พระองค์กลับไม่ได้มาประทับ เพราะเสด็จสวรรคตเสียก่อนในปี 2437

เมื่อไม่มีเจ้าของวัง ต่อมารัชกาลที่ 6 จึงพระราชทานวังนี้รวมถึงพื้นที่โดยรอบให้เป็นสมบัติแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาในช่วงปี 2478 น.ท. หลวงศุภชลาศัย อธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้นมีความคิดที่จะจัดสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติขึ้น จึงได้ขอพิจารณาเช่าที่ดินบริเวณพระตำหนักหอวัง และรื้อถอนพระตำหนักออก สร้างเป็นสนามกรีฑาแห่งชาติขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2481 และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นสนามศุภชลาศัย เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงศุภชลาศัยนับแต่นั้นมา

ปัจจุบันสนามศุภชลาศัยเป็นสนามกีฬากลางแจ้ง  ที่มีอัฒจันทร์ล้อมรอบมีลู่วิ่งสังเคราะห์ มีเก้าอี้นั่งบรรจุคนได้ 35,000 คน และถือเป็นสนามกีฬาระดับมาตรฐานสากลแห่งแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานสมาคมเกี่ยวกับกีฬา พิพิธภัณฑ์การพลศึกษาและกีฬา และส่วนนันทนาการอื่นๆ ที่จัดครบจัดเต็มเรื่องกีฬาอย่างแท้จริง

แหล่งที่มา    นสพ. M2F วันพุธที่ 6 พ.ย. 56 (510)

สิบปีหรือเปล่า?

ครั้งหนึ่ง โกวเล้งเขียนประโยคไว้ในนิยายของเขาว่า "ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน"
มันจริงอย่างยิ่ง

ถ้าคนเราอายุเฉลี่ยเจ็ดสิบปี
เราก็มีสิบปีแค่เจ็ดครั้ง

สิบปีแรก หมดไปกับความไร้เดียงสา
สิบปีต่อมา หมดไปกับการศึกษาเล่าเรียน
สิบปีต่อมา หมดไปกับการทำงานและการใช้ชีวิต
สิบปีต่อมา หมดไปกับการสร้างฐานะ สร้างครอบครัว
สิบปีต่อมา หมดไปกับการลงหลักปักฐาน รักษาสิ่งที่สร้างมา
สิบปีต่อมา หมดไปกับการดูแลรักษาสุขภาพกายใจให้แข็งแรง
สิบปีสุดท้าย หมดไปกับการปล่อยวางทุกสิ่ง รอคอยการกลับบ้าน

แต่ละสิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก อีกไม่นานปีนี้ก็จะผ่านไปแล้ว มีอะไรที่เราทำไปแล้วมากมาย และก็ยังมีอะไรอีกมากมายที่เรายังไม่ได้ทำ

เวลาคือหน่วยเงินในกำมือของเราที่เอาไปแลกสิ่งอื่น เราเอาเวลาไปแลกงาน  เราเอางานไปแลกเงิน
แต่เราก็ไม่เคยเอาเงินไปแลกเวลาคืนกลับมาได้สักที

ถ้าธนาคารเวลามีจริง เราก็ไม่เคยมีสมุดบัญชีสักเล่ม ที่จะให้เราดูได้ว่าตอนนี้เหลือเวลาอยู่เท่าไหร่?

เรารู้ว่าเราใช้ "สิบปี" ของเราไปกี่ครั้งแล้ว
แต่เราไม่อาจรู้ว่าเราจะใช้ "สิบปี" ที่เหลือของเราได้ครบมั้ย?

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ
เราใช้เวลาสิบปีของเราไปคุ้มค่าหรือเปล่า?
เมื่อเราหันหลังกลับมา
ขอให้พูดได้เต็มปากว่าเราใช้มันไปอย่างไม่น่าเสียดาย

"ชีวิตคนเราจะมีสิบปีสักกี่ครั้งกัน" ใช้สิบปี เจ็ดครั้ง ของเราให้คุ้มค่า

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สลากกินเเบ่งรัฐบาล




"หวย" เล่นได้แต่อย่าไปหมกหมุ่นนะครับ ออมเงินกันดีกว่า



แหล่งที่มา   Facebook : ศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะการลดปัญหาจากการพนัน

Trust = ความไว้ใจ

นอกจากคอร์รัปชั่นจะสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแล้ว ยังทำลาย "ความไว้ใจ" ด้วย

"ความไว้ใจ" เป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้ ใครอยากได้ต้องสร้างเอาเอง สร้างได้แล้วก็ต้องดูแลรักษาเป็นอย่างดีตลอดชีวิต เพราะความไว้ใจมีความเปราะบางมาก เหมือนกระจกที่มีรอยร้าว เอาเทปกาวมาแปะไว้ก็ยังเห็นรอย

ลองนึกว่า
  • หากมีเพื่อนคนหนึ่งที่เคยมีประวัติยืมเงินเราแล้วไม่คืน จะมาขอยืมอีก เราจะไว้ใจได้ไหม? เราอาจจะยกโทษให้เพื่อนได้กับความผิดในอดีต แต่ความไว้ใจมันหมดไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้
  • เวลาเจอกับนักการเมืองที่มีประวัติทุจริตคอร์รัปชั่น (ขอย้ำอีกครั้งว่ามีทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าพรรคใดเป็นรัฐบาล) เราจะไว้ใจให้เข้ามาบริหารประเทศไหม? ต่อให้ยกโทษให้ คือไม่ติดใจเอาผิดกัน แต่ความไว้ใจมันหมดไปแล้ว เรียกคืนไม่ได้ จริงไหม 
เมื่อคนเราไม่ไว้ใจกันแล้วจะทำอะไรก็ยากไปหมด และก่อให้เกิด "ต้นทุน" กับชีวิตเรามากมายโดยไม่จำเป็น ... ถ้าหมู่บ้านของเราเคยโดยขโมยขึ้นบ้านแล้ว เราก็ต้องเสียเงินเพื่อสร้างรั้วสูงๆ และติดกล้องวงจรปิด ...

ในทำนองเดียวกัน ความไม่ไว้ใจกันที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ทำให้ระบบราชการมีกฎระเบียบ+ขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อป้องกันไม่ให้คนโกง ทำให้ข้าราชการที่ทำงานแบบสุจริตก็ต้องทำงานยากขึ้น เวลาประชาชนมาติดต่อราชการก็ใช้เวลานานขึ้น และที่สำคัญ คือ ทำให้เราสูญเสียข้าราชการที่ 'เก่ง' และ 'ดี' ไปเป็นจำนวนมาก หลายคนถอดใจเพราะเบื่อขั้นตอนที่ยุ่งยาก หลายคนถอดใจเพราะ 'ต้าน' แรงทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ไหว

เท่าที่คุยกับเพื่อนข้าราชการรุ่นใหม่ที่ยังอยู่ในระบบ สิ่งที่เราทำกันคือ ท่องคาถาไว้เสมอว่า ... อดทน อดทน อดทน ...และทำงานราชการโดยยึดหลักคุณธรรมและจริยธรรม ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

ปล. ฝรั่งมีคำพูดว่า Trust takes years to build, seconds to break, forever to repair

แหล่งที่มา   Facebook :  SSO Savings Club โดย วิน พรหมแพทย์

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เราเกิดมาเพื่ออะไร?

แล้วมันก็พูดประโยคนี้ออกมา "กูไม่รู้ว่าตอนนี้ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไรว่ะ? อยู่อีกไม่กี่สิบปี เดี๋ยวก็ตายแล้ว เกิดมาเสียชาติเกิดชิบเป๋ง"

อึ้งไปพัก ก่อนจะพยายามช่วยหาทางออกให้มัน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะหาไม่เจอจริงๆ เพราะมันไม่อยากมี ไม่อยากทำ ไม่อยากเป็นอะไร ไม่มีอะไรที่ทำให้ชีวิตตื่นเต้นได้เลย

เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ขับรถยุโรปราคาแพง เงินทองเหลือเฟือ โสด หน้าตาก็โอเค ลุคดูดี (แต่อกหักประจำ) นั่นคือคุณสมบัติของเพื่อน

ถ้าดูจากภายนอก นี่คือคุณสมบัติที่น่าอิจฉา แต่ภายในใจ นั่นเป็นอีกเรื่อง

อย่านะ! อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่า "เห็นมั้ย เงินทอง ตำแหน่งชื่อเสียง มีไปก็เท่านั้น สุดท้ายมีความสุขทางใจดีกว่า จะเอาไปทำไมนักหนาเงินทอง จนๆ อย่างเรา เอ๊ย! พอเพียงอย่างเราก็ดีอยู่แล้ว"

มันคนละเรื่องกันเน้อ ต่อให้เพื่อนนั่งรถเมล์ ตำแหน่งต๊อกต๋อย เงินไม่มี นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเพื่อนจะกลายเป็นคนที่ตอบว่าได้ว่า "ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร?"

แต่สิ่งที่อยากจะสื่อสารก็คือ ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะยากดีมีจน ทุกคนต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ว่า
"เราเกิดมาเพื่ออะไร?"

คำตอบของคำถามนี้จะทำให้ชีวิตมีคุณค่า คุณค่าที่มากกว่าการหายใจไปวันๆ
คุณค่าที่มากกว่าการหาเงินไปวันๆ

เล่าเรื่องเพื่อนคนนี้ให้เพื่อนอีกคนฟัง มันตอบว่า "ก็มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน เก็บเงินเอาไว้ใช้ตอนแก่ หมดแรงไง" ว่าไม่ใช่หรอก มันเป็นตลกร้ายมาก มันจะต่างอะไรกับการ
"มีชีวิตอยู่เพื่อหาเงิน หาเงินเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่"

ระหว่าง "เกิด" กับ "ตาย" มีสิ่งที่เรียกกันว่า "ความหมายของชีวิต" และความหมายของชีวิตสร้างได้ด้วยการตอบให้ได้ว่า "เราเกิดมาเพื่ออะไร?" เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบแทนเราได้
มีแค่เราเท่านั้น ...ที่ต้องตอบตัวเราเอง

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

ความกลัว

ความกลัวย่อมเกิดขึ้นและดำรงอยู่
ด้วยความนึกคิด ที่ไม่รู้จริง

เราจะเอาชนะความกลัว
ด้วยการพยายามไม่กลัวนั้นหาได้ไม่

เมื่อความกลัวเกิดขึ้นแล้ว
จงกล้าที่จะค้นให้พบว่าทำไม

ความกลัวเป็นเรื่องเกินความเป็นจริง
เมื่ออยู่กับความเป็นจริงเฉพาะหน้า
ก็ยังไม่มีอะไรต้องกลัว

จงกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความกลัว
ความปรารถนาที่จะพ้นความกลัว
เป็นหนทางโน้มเอียงสู่ชีวิตนิรันดร์

"เมื่อเราไม่รู้จริง... สิ่งที่เรากลัว ก็คือตัวเราเอง"

แหล่งที่มา    Facebook : DMC.tv - Dhamma Media Channel

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ยิ้มของย่า

ย่ายิ้ม มีลูกทั้งหมด 5 คน 2 คนแรก เกิดกับสามีคนแรก ที่มาด่วนเสียชีวิตไปก่อน ย่ายิ้มจึงต้องเลี้ยงลูกสาวลูกชายตัวคนเดียวมาหลายปี ตลอดหลายปีกับชีวิตกลางป่าเขาเพียงลำพัง

ย่ายิ้ม สารภาพว่า เมื่อไหร่ที่ลูกขึ้นมาหาและมานอนด้วย แกก็ดีใจทุกครั้ง แต่พอกลับกันไป แค่เห็นเดินคล้อยหลังก็นั่งใจละห้อยแล้ว...แต่ถึงอย่างไร แกก็ยังยืนหยัดว่าจะขออยู่ในป่าในเขาอย่างนี้ไปจนตาย และคำขอสุดท้ายที่ฝากไว้กับลูกคือ

...ถ้าแม่ตาย ก็ให้เผาให้ฝังไว้ที่ไร่บนเขานี้ "ย่าไม่อยากตายหรอกหนา แต่ไม่เคยกลัว ถึงเวลาจะต้องละแล้ว ก็ต้องไป..."

เรื่องราวของ ย่ายิ้ม อาจเป็นเรื่องธรรมดาๆ ของหญิงชราคนหนึ่ง แต่เมื่อรับรู้รับทราบแล้ว ก็อดนึกถึงปู่ย่าตายายของตัวเองเสียไม่ได้ ...บางที "ยิ้มของย่า" ก็ทำให้รู้สึกดี ๆ ได้เหมือนกัน

แหล่งที่มา     Facebook : DMC.tv - Dhamma Media Channel

ทุกวันนี้ ท่านมีสุขหรือทุกข์?

"จะขับรถสปอร์ตหรืออยู่บนรถเมล์ เวลารถติด ก็ขยับไปไหนไม่ได้เหมือนกัน"
"ถ้าอยู่คฤหาสน์ แล้วครอบครัวแตกแยก ขออยู่บ้านเช่าดีกว่า"
"คนรวยใช่จะมีความสุขกว่าคนจน"
"เงินไม่ใช่ทุกอย่าง"
"ใครจะมีสตางค์ก็มีไป  ขอแต่มีแต่เธอแต่เธอก็พอใจ เงินและทองอะไรก็ไม่เอา"
ฯลฯ

อ่านข้อความข้างบนนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้าง ? เชื่อว่าหลายคนเห็นด้วย พยักหน้าหงึกๆ ใช่! พอเพียง!

แต่ในความคิด นั่นคือ "การปกป้องตัวเอง" อย่างร้ายกาจ

ถ้าจะมีอวัยวะไหนสักชิ้นที่ปกป้องตัวเองเก่งที่สุด มันก็น่าจะเป็น "สมอง" (ความคิด)

อะไรก็ได้ที่ทำให้เราไม่รู้สึกผิด สมองยินดีจะทำเสมอ โดยเฉพาะเรื่อง "เงิน" คือหัวข้อแรกๆ ที่สมองจะป้องกันตัว

บางคนจึงเอา "เงิน" ไปโยงกับ "ความสุข" ว่าฉันขอมีความสุขก็พอ ทั้งที่มันทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกัน แล้วแต่เราจะพูดแง่มุมไหน

"จะขับรถสปอร์ตหรืออยู่บนรถเมล์ เวลารถติด ก็ขยับไหนไม่ได้เหมือนกัน"
ถามจริงๆ ถ้าเลือกได้ ใครไม่อยากรถติดอยู่ในรถสปอร์ต

"ถ้าอยู่คฤหาสน์ แล้วครอบครัวแตกแยก ขออยู่บ้านเช่าดีกว่า"
ว่าบ้านเช่าที่ครอบครอบแตกแยกก็มี คฤหาสน์กับครอบครัวแตกแยกมันเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกัน ไม่รู้จะเอามาโยงทำไม

"คนรวยใช่จะมีความสุขกว่าคนจน"
คนรวยมีความสุขกว่าคนจนในด้านวัตถุแน่นอน ส่วนเรื่องความทุกข์พื้นฐาน เรามีเหมือนกันทุกคน เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพราะฉะนั้นจะพูดทำไมหว่า อันนั้นทุกคนก็ต้องเจออยู่แล้ว

"เงินไม่ใช่ทุกอย่าง"
นั่นสิ แล้วอะไรคือทุกอย่าง? ความสุขเหรอ ?
ป้าขายปลาทูในตลาดแถวบ้าน แกไม่ยักกะยอมให้ใช้ความสุขซื้อปลาทู ทั้งที่อุตส่าห์บอกว่า "เงินไม่ใช่ทุกอย่างนะป้า!"

"ใครจะมีสตางค์ก็มีไป ขอแต่มีแต่เธอแต่เธอก็พอใจ เงินและทองอะไรก็ไม่เอา"
เอ้า! ผู้หญิงคนไหนชอบผู้ชายแบบนี้ รักจริงแต่บ่อจี๊ ขอมือหน่อย?

ไม่ได้จะบอกให้ทุกคนมา "บ้าเงิน" นะ แต่แค่จะ "จับผิด" สมองว่ามันร้ายกาจแค่ไหนในการเชื่อมโยงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน ในการด่วนสรุปให้เหมือนที่ใจอยากจะเชื่อ ทั้งหมดก็เพื่อจะได้บอกกับตัวเองว่า "กูไม่ผิดเฟ้ย!!!"

และข้อสรุปที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ "ไม่ต้องมีเงินก็ได้ ขอแค่มีความสุขก็พอ"

เงินกับความสุขมันเหมือนวงกลมสองวงที่ทับกันบางส่วน ไม่มีวงไหนใหญ่กว่าวงไหน วงกลมความสุขไม่ได้อยู่ในวงกลมเงิน และวงกลมเงินก็ไม่ได้อยู่ในความสุข

บางคนเลือกที่จะมีความสุข แต่ไม่มีเงิน มันดีจริงๆ เหรอ?
บางคนเลือกที่จะมีเงิน แต่ไม่มีความสุข มันสนุกเหรอ?
ทำไมเราไม่เลือกทั้งคู่
นั่นคือเลือกที่จะเป็นคนที่มีทั้งความสุขและมีเงินล่ะ ?

เอ้า! ก็ไม่รู้สินะ ต่อให้ต้องไม่มีความสุข
ก็ยินดีจะนั่งร้องไห้ในรถเฟอร์รารี่ ดีกว่านั่งขยี้น้ำตาบนรถเมล์ล่ะวะ ฮ่าๆ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

เลิกบ่น = เลิกจน

เรื่องนี้ไม่ใช่ความเชื่อ แต่พิสูจน์ได้จากประสบการณ์ตรง และทฤษฎีในหนังสือหลายๆ เล่มก็ยืนยันความจริงข้อนี้

เหตุผลที่ "เลิกบ่น = เลิกจน" ก็เพราะสมองเราจะเปลี่ยนโฟกัสใหม่ ตอนที่เราบ่น เราจะมองเห็นแต่สิ่งลบๆ อะไรดีๆ ฉันไม่เคยมองเห็น ฉันจะจ้องมองแต่สิ่งร้ายๆ

โชคร้ายสองชั้นก็คือ "สิ่งใดที่เราให้ความสนใจ สิ่งนั้นจะขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ" แปลว่ายิ่งบ่น ยิ่งเห็นเรื่องร้ายๆ  พอยิ่งเห็นเรื่องร้ายๆ เรื่องร้ายๆ ก็ยิ่งขยายตัวใหญ่ขึ้น มันจะชวนพวกมันมาถล่มเรากันใหญ่เลย
ทีนี้ล่ะ เราก็ยิ่งบ่นเข้าไปใหญ่ เป็นวัฏจักรชั่วร้ายไม่รู้จบ

ถามจริงๆ เถอะ  คุณเคยเห็นคนขี้บ่นสักกี่คนกันเป็นนักลงมือทำ? แทบไม่มี! พวกเค้าเอาแต่บ่นนั่นนี่นู่น
บ่นว่าคนนี้ควรจะต้องเปลี่ยนนั่น คนนั้นควรจะต้องเปลี่ยนนี่ มีคนเดียวที่ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร คนนั้นคือ "เค้าคนเดียว"

แต่พอเราเลิกบ่น สมองจะหาวิธีการแก้ไขแทน พอสมองหาวิธีการแก้ไข อย่าว่าแต่เรื่องเงินเลย จะเอาเรื่องอะไรในชีวิตล่ะ? มันแทบจะมีแต่เรื่องดีๆ มาพร้อมกันหมดเลย

คนส่วนใหญ่มองหา "วิธีการ" จากคนรวย ทำยังไงถึงรวย เล่นหุ้นตัวไหน ลงทุนอะไร บอกบ้าง แต่จริงๆ มันอยู่ที่ "วิธีคิด"  และ "เลิกบ่น" แล้วลงมือเปลี่ยนแปลง เริ่มจากตัวเองคนแรกนั่นล่ะ  "วิธีคิด" ของคนรวย

รู้จักคนรวยหลายคน และก็รู้จักคนที่ดูดีแต่ไม่มีตังค์อยู่หลายคน

ความแตกต่างของสองคนนี้คือ เวลาจับกลุ่มกับคนรวยๆ พวกเค้าไม่เคยบ่นเลย พวกเค้าเอาแต่พูดถึงอนาคต โปรเจ็คท์ใหม่

ส่วนคนกลุ่มหลัง เอาแต่บ่นถึงอดีต ก่นด่าปัจจุบัน ส่วนอนาคตเหรอ  ไม่เคยเห็นพวกเค้าพูดถึงสักที

อยากรวย เลิกบ่น
อยากจน บ่นต่อไป
สั้นๆ เท่านี้ล่ะ

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สิทธิประโยชน์ที่เราได้รับจากกองทุนประกันสังคม

เหลืออีกเพียง 2 เดือนนะ (วันนี้ 1 พ.ย. 2556) ที่เราจะได้สมทบประกันสังคมในอัตราฝ่ายละ 4% (มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2556) ช่วงนี้พวกเราจึงได้สมทบน้อยลง แต่ได้สิทธิครบถ้วนเท่าเดิม ... หลังปีใหม่แล้วจะกลับไปใช้อัตรา 5% ตามปกติ 

เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีการจัดเก็บเงินสมทบจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำ 1,650 บาท และขั้นสูง 15,000 บาท คนที่มีรายได้ตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป จึงสมทบในอัตรา 4% ของเพดานค่าจ้าง 15,000 บาท เป็นจำนวนรวม 600 บาท นายจ้างของเราสมทบอีก 4% คิดเป็นเงิน 600 บาท รัฐบาลช่วยสมทบอีก 2.75% คิดเป็นเงิน 412.50 บาท สรุปว่า ปี 2556 นี้ พวกเราจึงสมทบสูงสุดไม่เกินคนละ 600 บาท โดยแบ่งเป็น 2 ก้อน ดังนี้
  1. ก้อนใหญ่ (สีฟ้า) จำนวน 450 บาท เป็นเงินสมทบกรณีชราภาพ ซึ่งเป็น “การออมเพื่อเกษียณ” มีนายจ้างช่วยอีก 450 บาท เงินก้อนนี้เราได้รับคืนแน่นอน โดยจะได้รับเป็นบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพหลังเกษียณ
  2. อีก 2 ก้อน (สีเหลือง) จำนวน 75 + 75 = 150 บาท ถูกหักเพื่อการคุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย อันมิใช่เนื่องจากการทำงาน คลอดบุตร และว่างงาน เงินสมทบในส่วนนี้เปรียบเสมือนการจ่ายเบี้ยประกัน หากเราไม่ได้ใช้สิทธิกรณีใดเลยในขณะนี้ เงินส่วนนี้จะถูกนำไปรวมเป็นเงินกองกลาง เพื่อใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลหรือจ่ายเป็นเงินประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ให้แก่เพื่อนๆ ผู้ประกันตนที่ประสบความเดือดร้อนตามหลักการ “เฉลี่ยทุกข์ – เฉลี่ยสุข” ซึ่งกันและกัน
ปล1 - เงินสมทบของรัฐบาลที่อยู่ในช่อง “สงเคราะห์บุตร/ชราภาพ” นั้น เจตนาคือต้องการนำไปใช้จ่ายกรณี “สงเคราะห์บุตร” เพื่อช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกันตนที่มีลูกครับ ดังนั้น เงินสงเคราะห์บุตรนี้ รัฐบาลเป็นคนควักกระเป๋าจ่าย ถ้าจ่ายกรณีสงเคราะห์บุตรแล้วมีเหลือ ก็จะนำไปรวมกับเงินออมชราภาพ

ปล2 – คนที่ไม่มีลูกอาจจะนึกเสียดายที่ตนเองไม่ได้ใช้สิทธิ “คลอดบุตร” และ “สงเคราะห์บุตร” ... อยากให้คิดว่า การมีบุตร 1 คน พ่อแม่มีภาระค่าใช้จ่ายเยอะมาก ค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์บุตรที่ได้รับนั้น เป็นเพียงการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเท่านั้น

ผู้ประกันตนมีกี่ประเภท?

ผู้ประกันตนมีกี่ประเภท?
แต่ละประเภทได้รับความคุ้มครองต่างกันอย่างไร?

มีคำถามทั้งหน้าไมค์และหลังไมค์จำนวนมาก เกี่ยวกับความเหมือนและความต่างระหว่าง "ผู้ประกันตน" ในระบบประกันสังคม เพราะมีทั้งที่เป็นภาคบังคับ และภาคสมัครใจ ขอนำตารางนี้มาให้ดูกันอีกครั้ง


ในระบบประกันสังคม มีผู้ประกันตนทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้
  1. พนักงานเอกชนทั่วไป (มาตรา 33) ได้รับความคุ้มครอง 7 กรณี มีจำนวน 9,730,000 คน
  2. เคยเป็นพนักงานแต่ลาออก (มาตรา 39) ได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี มีจำนวน 1,050,000 คน
  3. อาชีพอิสระ/แรงงานนอกระบบ (มาตรา 40) ได้รับความคุ้มครอง 3 หรือ 4 กรณี (แล้วแต่แพกเกจ) มีจำนวน 1,500,000 คน
พวกเราสงสัยไหมว่า ทำไมประกันสังคม (มาตรา 33) จึงต้องเป็น "ภาคบังคับ" ขออธิบายอีกครั้งว่า ระบบประกันสังคมถูกสร้างขึ้นเพื่อบังคับให้ทั้ง 3 ฝ่าย คือ นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล "ร่วมกัน" ดูแลสิทธิประโยชน์ของลูกจ้าง พูดง่ายๆ ก็คือว่า มีคนจ่ายตังค์ 3 คน เพื่อดูแลลูกจ้างคนเดียว ..ถ้าเราไม่บังคับ ลูกจ้างก็ต้องดูแลค่าใช้จ่ายเหล่านี้เองครับ (ถ้าให้พูดตรงๆ คนที่ถูกกฎหมายบังคับให้ดูแลพวกเรา คือ "นายจ้าง" และ "รัฐบาล" นั่นเอง)

เพื่อนๆ ที่รายได้เยอะอาจจะคิดว่า ฉันดูแลตัวเองได้ แต่อยากให้นึกถึงเพื่อนของเราที่มีรายได้น้อยอีกเกือบ 10 ล้านคนนะ คนที่มีรายได้น้อยเนี่ย เวลาออกจากงานก็ไม่มีเงินใช้ เวลาเสียชีวิตอาจจะไม่มีแม้กระทั่งค่าทำศพ ... นอกจากนี้ เงินที่สมทบเกินครึ่งหนึ่งยังเป็น "เงินออมชราภาพ" ที่พวกเราจะได้รับคืนหลังเกษียณด้วย ...

แหล่งที่มา    Facebook : SSO Savings Club

1 พ.ย. 2556 ก.พลังงาน ปรับขึ้นราคาก๊าซหุ่งต้ม รอบที่ 3


คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบให้ปรับราคาก๊าซ LPG ภาคครัวเรือน 1 กันยายน 2556 นี้ โดยจะขยับขึ้นเดือนละ 50 สตางค์ จนกว่าจะสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งอยู่ที่ 24.82 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในปัจจุบันราคาขายอยู่ที่ 18.13 บาทต่อกิโลกรัม เพราะฉะนั้นการปรับราคาครั้งนี้ก็จะอยู่ที่ประมาณ 13 เดือน แต่จะยกเว้นให้กับ
  1. กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ใช้ก๊าซไม่เกิน 18 กิโลกรัมต่อ 3 เดือน และ
  2. ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ที่ใช้ก๊าซไม่เกิน 150 กิโลกรัมต่อเดือน
แหล่งที่มา   Facebook : Nation Channel

1 พ.ย. 56 ขึ้นค่าทางด่วน บางปะอิน - ปากเกร็ด



แหล่งที่มา    Facebook : Investor Room,  Facebook : Nation Channel