วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

.....นิยามความพอเพียง....

นักปราชญ์ริมถนนชาวจีนผู้หนึ่งกล่าวว่า

เงินมาก เงินน้อย พอใช้ ก็พอ
ขี้เหร่ รูปงาม ดูได้ ก็พอ

เเก่เฒ่า เยาว์วัย แข็งแรง ก็พอ
ยากดี มีจน คนดี ก็พอ

สามี กลับช้า กลับมา ก็พอ
ภรรยา ขี้บ่น ใส่ใจ ก็พอ

เด็กน้อย ดื้อซน สอนได้ ก็พอ
บ้านเรือน เล็กใหญ่ อยู่ได้ ก็พอ

แบรนด์เนม หรือไม่ ใช้ได้ ก็พอ
ปัญหา หนักเบา แก้ได้ ก็พอ

เกิดมา ชาตินี้ มีดี ก็พอ

Cr. Line Forward

แหล่งที่มา     Facebook : SSO Savings Club

"เอาไว้ก่อน"

หลายเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตเราอย่างรุนแรง
มักเป็นเรื่องที่ "เอาไว้ก่อน" เดี๋ยวค่อยทำก็ได้

กินอาหารสุขภาพ ทำสมาธิ ออกกำลังกาย
ดูแลพ่อแม่ อยู่กับคนรัก เล่นกับลูก
เก็บเงิน ลงทุน หาความรู้เพิ่มเติม
เรื่องพวกนี้ล้วนแต่ถูกเราจัดอยู่ในตะกร้า "เดี๋ยวค่อยทำ"

แต่นาฬิกาทำหน้าที่ของมันเสมอ
มันไม่เคยหยุดรอเรา
สุขภาพที่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ
พ่อแม่ที่แก่ชราไปทุกวัน คนรักที่กลายเป็นเฉยชา
ลูกที่โตจนไม่อยากฟังเราเล่านิทาน
อายุของเราที่ใกล้วัยเกษียณ

กว่าจะรู้ตัวว่า "เอาไว้ก่อน" ไม่ได้
"เดี๋ยวค่อยทำ" อาจจะสายไป
หลายคนก็แก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว

ลองตรวจสอบดูสิว่า
เรื่องอะไรบ้างที่เรามัวแต่ "เอาไว้ก่อน"
แล้วมัวแต่เอาเวลาไปทำเรื่องปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ

เพราะบางทีมันอาจมีผลกระทบกับชีวิตเราอย่างคาดไม่ถึง
ชีวิตเราไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่ต้องจัดการระเบิดตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา
แต่มันคือหนังดราม่าที่เราต้องใคร่ครวญและวางแผนให้ดีว่า

อะไรคือสิ่งที่เราควรทำเสียตั้งแต่วันนี้
ก่อนที่จะสายเกินไป
5-4-3-2…..
กล้องเดินแล้ว
เริ่มแสดงได้

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ยากร่ำรวย "แบบมาตรฐาน" VS "ในแบบของคุณเอง"

ถ้าคุณอยากร่ำรวยและมีไลฟ์สไตล์ "แบบมาตรฐาน" ที่จำเค้ามาอีกที

ทางเลือกของคุณอาจมีไม่มากนัก
คุณอาจต้องเล่นหุ้น อสังหา หรือไม่ก็ลงทุนทำธุรกิจใหญ่โต
ภาพฝันของคุณคงเป็นการได้ขับรถสปอร์ต บ้านร้อยล้าน
เที่ยวเมืองนอก กินอาหารหรูหรา

แต่ถ้าคุณนิยามความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์ "ในแบบของคุณเอง"
คราวนี้คุณจะมีทางเลือกมากขึ้น และวิ่งไล่ไขว่คว้าน้อยลง

สมมติว่าคุณนิยามความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์ของคุณว่า
มีรายได้ 1 แสนบาท/เดือน และมีเวลาว่างไปใช้ชีวิต
มีรถญี่ปุ่นขับสักคัน บ้านเล็กๆ สักหลัง
ทำงานที่ไหนก็ได้ เที่ยวเท่าที่เที่ยวได้

กินอาหารนอกบ้านบ้างบางครั้ง
ถ้าแบบนี้ คุณอาจจะแค่มีธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง
หรือเป็นแค่งานรับจ้างทำของก็ยังได้
ขอแค่มันทำให้คุณได้รายได้แบบนั้น วิถีชีวิตแบบนั้น
นั่นก็แปลว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว
เพราะมันตอบโจทย์ความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์ของคุณ

แต่ปัญหาที่เกิดทุกวันนี้ บางทีมันก็เกิดจาก
เราแคร์คนอื่นมากไป กลัวคนอื่นดูถูก

เราชอบเอามาตรฐานความร่ำรวยของสังคมมาวัดตัวเราเอง
คนทำได้ตามมาตรฐานสังคมก็ดีไป น่ายินดีด้วย

แต่คนที่ทำไม่ได้ หรือไม่เหมาะกับเล่นหุ้น อสังหาหรือทำธุรกิจ
ก็ต้องลำบากลำบน หรือถึงขั้นล้มลง เพราะไปทำสิ่งไม่ถนัด
เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือ โจทย์คุณต้องชัดเจน

ว่าแบบไหนคือความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์ "ในแบบของคุณ"
ไม่ใช่ไปลอกรูปแบบของเขามา ซึ่งคุณอาจไม่ได้ต้องการจริงๆ
คนอยากไปอเมริกานั้นไม่ผิด แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องไป
บางทีเราอาจจะแค่อยากไปอยู่เงียบๆ ที่เชียงใหม่ก็ได้

ไม่ได้บอกให้ลดฝัน ไม่ได้บอกว่าคนฝันใหญ่นั้นผิด
แต่ขอให้ซื่อสัตย์กับหัวใจตัวเอง
นิยามความร่ำรวยและไลฟ์สไตล์ในแบบของคุณเอง
แล้วคุณจะมีทางเลือกมากขึ้น คุณจะวิ่งไล่ไขว่คว้าน้อยลง
เชื่อผมสิ

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เป็นเศรษฐีกันรึเปล่า

ข้อคิดจากณรงค์ เจียรวนนท์ ทายาท CP

ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "ประหยัดรายจ่าย" แต่เกิดจากการ "สร้างรายได้"
ไม่มีเศรษฐีร่ำรวยจากการ"ทำงานง่าย" แต่เค้ารวยจากการ "ทำงานยาก"
ไม่มีเศรษฐีร่ำรวยจากการ "ทำงานหนัก" แต่เค้ารวยจากการ "ทำงานฉลาด"
ไม่มีเศรษฐีคนไหนร่ำรวยจากการ "คิดเยอะ" แต่เค้ารวยจากการ "คิดเป็น"
ไม่มีเศรษฐีที่เกิดจากการ"ขายแรงงาน" แต่เกิดจากการ "ขายไอเดีย"
ไม่มีเศรษฐีคนไหน "ปฏิเสธโอกาส" แต่เค้า "มองหาโอกาสทุกเวลา"

ไม่มีใครถูกลิขิตมาให้ "รวยหรือจน"
คนทุกคนลิขิตชีวิตตนเอง...คุณเท่านั้นลิขิตชีวิตคุณ..

แหล่งที่มา     Facebook   :  We Love Superware

“อยาก” หรือ “ไม่อยาก” ทำ

หลายครั้งที่เราเลือกทำสิ่งใดไม่ใช่เพราะแค่
“อยาก” หรือ “ไม่อยาก” ทำ

เราอาจทำบางอย่างทั้ง ๆ ที่ฝืนนิด ๆ
เพราะ...สิ่งที่เราทำ...มีประโยชน์กับผู้คน

เราอาจทำ ทั้ง ๆ ที่ไม่สะดวกสบาย
เพราะ... “ผู้ใหญ่”...ไปชื่นชมและการันตี เราไว้มากมาย

และอาจเพราะท่านกำลังคิดว่า....
ให้ “โอกาส” ด้วยความ “หวังดี” กับเรา

เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางจักรวาล
ที่หมุนรอบแต่เพียงตัวเองโดยลำพัง
คาดหวังอยากได้คนรอบตัวแบบไหน

เริ่มต้นจากความคิด เชื่อ พูด ทำ ของเราเอง
หากคาดหวังแต่ผลตอบแทนทางวัตถุแบบจานด่วน
ความคิดนี้...ก็จะดึงดูดคนที่คิด เชื่อ พูด ทำ เหมือน ๆ กันมาอยู่รอบตัว
เลือกสังคมที่อยากอยู่...ด้วยตัวเราเอง

แหล่งที่มา     Facebook    :    iPattrainer

เรียนรู้อดีต มองเห็นอนาคต

มีบุคคลไม่กี่ท่านที่เวลาออกมาแสดงวิสัยทัศน์ แล้วเราต้องฟัง
เพราะนั่นคือโอกาสในอนาคตของพวกเรา

หนึ่งในบุคคลซึ่งผู้เขียนเองชอบฟัง
และคิดว่าเป็นการมองอนาคตที่ทรงคุณค่า
ก็คือ คุณธนินท์ เจียรวนนท์

มีบทความหนึ่งซึ่งอ่าน และสรุปความเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของท่านได้ดังนี้

1. "คุณอย่าไปเที่ยวคิดว่า
ผลิตอะไรออกมาขายแล้วขายไม่ได้
คุณต้องไปถามตลาดว่าต้องการอะไร
แล้วจึงค่อยผลิตออกมา"

2. ต่อไปเยาวชนต้องเรียนรู้ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ..
2 ภาษานี้ คุณต้องคิดว่า
ต้องไปทำงานทั่วโลก
ไม่ใช่ทำงานในเมืองไทย เมืองไทยเล็กไปแล้วสำหรับคุณ

แต่สมัยก่อนเราไปทำงานขายแรงงาน..
ต่อไปเราไปทำงานทั่วโลก
ไปขายความรู้ ต้องมีวิชาชีพไป..
ไม่ใช่ไปขายแรงงาน

3. ภาครัฐเอง..
ก็ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอน
เรียนจบแล้วต้องออกไปทำประโยชน์ได้
ไม่ใช่เรียน 4 ปีแล้วออกไปไม่รู้เรื่องอะไร
อย่างบางวิชา สังคม ตลาด..
ไม่มีความต้องการ ก็ไม่ต้องผลิตออกมา
เพราะจะไปทำลายอนาคตของนิสิต

4. เยาวชนควรเรียนรู้ข้อมูลจากเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเตอร์เน็ต
ไปหาข้อมูลในโลกให้มากขึ้น เพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง

5. คนเป็นพ่อบ้านหรือแม่บ้าน
ต้องรู้บัญชีการเงิน
ต้องบริหารเงินให้เป็น
ไม่เช่นนั้นจากร่ำรวยจะกลายเป็นยากจน
เพราะใช้เงินเกินตัว
ไม่ควรผ่อนรถก็ไปผ่อน
ไม่ควรผ่อนทีวีก็ผ่อน
เกินกำลัง ต้องรู้จักใช้เงินให้เป็นประโยชน์

สุดท้าย
อยากทิ้งทายถึงมุมมองการทำงานของคุณธนินท์
เราเคยสงสัยไม๊ว่า
ทำไมท่านจึงทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย???

ความลับอยู่ตรงนี้!!!
ท่านกล่าวไว้ได้น่าสนใจ
"ผมทำงานไม่เหนื่อย
คนหาว่าผมทำงานเหนื่อย
แต่ผมทำงานด้วยความสนุก
ผมทำงานเหมือนกับไปเที่ยว
จะเหนื่อยได้อย่างไร สนุก ท้าทาย
เหมือนเราเล่นเกม
พวกเราต้องทำใจอย่างนี้
เยาวชนถ้าจะเลือกอะไรต้องเข้าใจ
เรียนที่ตัวเองชอบแล้วจะไม่เหนื่อย
บางคนชอบเที่ยว เที่ยวอย่างไรก็ไม่เหนื่อย"

-อนาคตเต็มไปด้วยโอกาส และโอกาสรอพวกเราอยู่

แหล่งที่มา     Facebook   :  Pop's Life

เคล็ดลับความสำเร็จ

มันไม่เคยเป็นเคล็ดลับตั้งนานแล้ว
เพราะคนสำเร็จออกมาบอกกันจนไม่รู้จะบอกยังไงแล้ว

แต่คนจำนวนมากก็ยังไปไม่ถึงฝั่งฝันที่ตั้งใจ
น้อยคนที่จะใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่

เพราะด้วย 2 เหตุผลนี้

หนึ่ง รู้ แต่ไม่ลงมือทำ
เอาแต่อ่าน เอาแต่เข้าสัมมนา
เอาแต่รอให้พร้อม เอาไว้พรุ่งนี้ก่อน
ทั้งหมดก็เพราะกลัวล้มเหลว
หารู้ไม่ว่า "รู้แล้วแต่ไม่ลงมือทำ" นี่ล่ะคือความล้มเหลวอย่างหนึ่ง

สอง ไม่เชื่อ ไม่ชื่นชมคนสำเร็จ
คิดว่าไอ้พวกคนสำเร็จมันต้องมีวาระซ่อนเร้น
มันบอกไม่หมดหรอก หรือถ้าบอก ทำไมมันไม่บอกฟรีๆ วะ
ทำไมต้องขายหนังสือ ทำไมต้องเก็บเงินสัมมนา
บอกมาฟรีๆ สิ ก็รวยแล้วนี่

แล้วถ้าทำได้จริง คนสำเร็จก็เดินเต็มท้องถนนหมดแล้วสิ?
คำตอบของคำถามนี้ กรุณากลับไปอ่านข้อหนึ่ง
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่รู้แล้วลงมือทำ

ร้อยคนอ่าน สิบคนใส่ใจ หนึ่งคนลงมือทำ โลกเป็นเช่นนี้เสมอ
และความจริงก็คือ
คุณไม่อาจเป็นคนที่คุณเกลียด
คุณไม่อาจเป็นในสิ่งที่คุณไม่ศรัทธา

เคล็ดลับความสำเร็จมันไม่เคยเป็นเคล็ดลับมานานแล้ว
อยู่ที่คุณจะเลิกตั้งข้อสงสัย
แล้วลงมือทำเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

แหล่งที่มา     Facebook   :    Boy's Thought

หนทางสู่การเป็น เศรษฐีเงินล้าน

พอดีอ่านเจอ articleของ Dharmesh Shah ,Founder Hubspot.,
เกี่ยวกับ หนทางสู่การเป็น Millionaire เขียนไว้ตรงใจหลายข้อ
ขอเอามาสรุปสั้นๆ ให้นะ
.
.
1. เลิกคิดแต่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว …
ทำธุรกิจด้วยใจและ ทำตามสิ่งที่มันควรจะเป็น (แล้วเงินจะตามมาเอง)
.
.
2.เป็นผู้ผลักดันความสำเร็จให้กับคนรอบข้าง ..
คนที่จะสำเร็จได้อย่างแท้จริง
คือคนที่นำพาคนรอบข้างสำเร็จก่อน
.
.
3. มองหาการแก้ปัญหา
ให้คนจำนวนมาก ดีกว่า
ที่จะมองหาวิธีหาเงินจากพวกเขา
(หลายคนชอบโฟกัสที่ลูกค้าน้อยราย
แต่ฟันราคาทีละมากๆ
แต่เขาจะมองการตอบโจทย์ลูกค้าเป็นแสนราย
แต่ละคนแค่ให้ค่าตอบแทนเล็กๆน้อยๆ
แต่ก็สมารถได้ผลตอบแทนที่มากกว่า
และมั่นคงกว่า)
.
.
4. ทำสิ่งเดียวให้ดีที่สุด
(เอาจุดแข็งที่เราคิดว่าเราดีกว่าคนรอบๆ ข้าง
นำมาต่อยอด จะดีกว่าการทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียว)
.
.
5. ทำ list idol ของเรา
เช่น ถ้าเราเป็นนักร้อง
เราอาจจัดอันดับจากคน success
ใน Itune Top download  ก็ได้ /

หรือถ้าเป็นนักเขียน
ก็จัดอันดับจาก Bestseller ในหมวดหมู่ของเรา ..
นำ list บุคคลตัวอย่างเหล่านั้น
มาวิเคราะห์ว่า Key success ของพวกเขาคืออะไร
แล้วนำมาเป็นแนวทาง
.
.
6. หมั่น เช็คผลงานของเรา เป็นระยะๆ อาจมองจากสิ่งรอบข้างก็ได้เช่น จำนวนคนที่เราช่วยเหลือ / ความสำเร็จในแต่ละจุด ที่จะนำเราไปสู่เป้าหมาย ซึ่งจะทำให้เห็นภาพตัวเองชัดขึ้น ว่าเราเข้าใกล้เป้าเพียงใด
.
.
7. สร้าง Routine ที่จะนำไปสู่เป้าหมายขึ้นมา
เช่น ถ้าเราต้องการเขียนหนังสือให้ครบ 200 หน้า
หากเรามีงานประจำอื่นอยู่แล้ว
เราอาจจะต้องแบ่งว่าวันหนึ่งจะต้องเขียนให้ครบ 5 หน้า
ในช่วงเวลาเท่าไหร่
และที่สำคัญ คือ
ทำมันให้เป็น routine ต่อเนื่อง
หรือจริงๆ ก็คือการมีวินัยนั่นเอง

แหล่งที่มา    Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 29/7/2557

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เวลาคนถามว่าท้อมั้ย?? เหนื่อยมั้ย??

หนึ่งคิดถึงพ่อ

พ่อไม่มีเงินติดตัวสักบาท ก็เริ่มธุรกิจได้
พ่อไม่มีความรู้ทางธุรกิจก็ขยายกิจการได้
พ่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันก็ซื้อรถซื้อบ้านได้
พ่อไม่มีคนช่วย มีแค่แม่ ทำกันสองคน เลี้ยงลูกก็เติบโตมาได้
พ่อผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองก็ประทังหมุนเงินรอดมาได้

ไม่เห็นมีอะไรต้องท้อ ...
เพราะตัวเราเริ่มจากศูนย์จริงๆ
ทุกอย่างที่มีทุกวันนี้ถือเป็นกำไร...

แหล่งที่มา     Facebook   :   Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้

ไล่ใครออกดี?

ถ้าจะไล่ใครออก
อย่าไล่คนที่ทำผิดพลาด
แต่ให้ไล่คนที่ไม่เคยมีความคิดสร้างสรรค์หรือแตกต่างออก

ถ้าพูดแบบนี้ เชื่อว่ามันจะขัดกับความรู้สึกของคุณ
และคนไทยส่วนใหญ่อย่างแรง
เพราะเป็นสิ่งที่ฝืนกับความรู้สึก
รวมถึงผิดธรรมเนียมปฏิบัติแนวไทยๆชนิดสุดขั้ว

ในสังคมไทย เราถูกสอนมาให้ทำตาม
น้อมรับคำสั่งและทำตามผู้อาวุโสกว่ามาโดยตลอด
รวมถึงนิสัยเสียข้อนึงอันเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย
คือการชอบแซวและชอบเขม่นคนอื่น
เวลาเห็นคนอื่นทำอะไรแตกต่างหรือเด่นกว่าตัวเอง
คนที่เด่นหรือแตกต่างจะกลายเป้นคนที่สังตมไม่ยอมรับ
ค่านิยมแบบนี้เองที่ฉุดให้ประเทศไทยไปไม่ถึงไหนเสียที

การบริหารองค์กรก็เช่นเดียวกัน
พนักงานประเภท
ใช่ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน
คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรขาดสิ่งใหม่
ขาดความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำมาปรับใช้เป็นอาวุธในการต่อสู้

เมื่อพนักงานกว่า 90-95% ของบริษัทเป็นพวกคล้อยตาม
หรือขุนพลอยพยัก (คือ คอยพยักหน้าอย่างเดียวเวลาประชุม)
ในขณะที่ผู้ที่มีความคิดหรือข้อเสนอใหม่ๆ จะโดนเขม่น
องค์กรจะหาสิ่งใหม่ๆ เข้ามาสู่บริษัทได้อย่างไร

ในขณะที่การทำผิดพลาดจากการทำงาน
กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ให้อภัยไม่ได้
ผู้ทำผิดพลาดต้องรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ด้วยการลาออก ก็ต้องถูกไล่ออก

คุณรู้หรือไม่ว่า
การที่คุณไล่พนักงานคนนั้นออก
เข้าจะไปอยู่กับบริษัทใหม่พร้อมด้วยความรู้ ติดตัวไปแล้วว่า
เค้าจะไม่ผิดซ้ำรอบเดิมอีกในที่ทำงานใหม่

กลายเป็นว่า บริษัทของคุณได้จัด training course
ชนิดสมบูรณ์แบบให้กับพนักงานคนนี้แล้ว
ยังไล่ให้เค้าไปอยู่กับบริษัทคู่แข่ง
เพื่อสุดท้ายจะกลับมาทำร้ายเราเอง

ผู้บริหารต้องเปลี่ยนทัศนคติในการมองข้อผิดพลาดใหม่
ให้มองว่า การผิดพลาดคือสิ่งที่มีคุณค่าและให้ทุกคนในองค์กรได้เรียนรู้กับมัน

รีบประกาศนโยบายใหม่ให้ทุกคนทราบตั้งแต่วันนี้ว่า

It's right for being wrong, it's wrong for being right.

เป็นเรื่องถูกต้องถ้าทุกคนจะทำผิดพลาด
แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องคือการที่ทุกคนคิดว่าตัวเองถูกอยู่ตลอด
ไม่งั้นสุดท้ายแล้ว บริษัทเองนั่นแหละที่จะไม่รอด

แหล่งที่มา     Faceboo : Trick of the Trade

Bureaucracy

" คุณทำงานอะไรน่ะ Bob
อ่อ.. ผมไม่ได้ทำอะไรครับ
แล้วคุณทำงานอะไรล่ะ จอร์จ
อ๋อ.. ผมเป็นผู้ช่วย Bob ครับ "
.
.
พอเห็นภาพมั้ย
ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้
ในกิจการของเราเอง จะเสียหายระดับไหน
.
.
ขออนุญาต ยกบางส่วนของเรื่องนี้จาก
หนังสือ “10 commandments for business failure”
ของ Donald R.Keough
อดีต Chairman Coca-cola
ที่เขียนไว้ดีมากๆ ถึง
เหตุผลหลักๆ 10 ข้อที่จะทำให้บริษํทคุณล้มเหลว ..
.
.
ข้อหนึ่งที่เจออยู่บ่อยเหมือนกัน ในหลายๆ บริษัทที่พบมา
คือ ความพยายามของคน ที่จะสร้างระบบ Bureaucracy ขึ้นมา
เพื่อวัตถุประสงค์หลายๆอย่าง //

แต่โดยมากก็จะเป็นเพื่อปกป้องฐานอำนาจของตัวเอง ..
เช่น บริษัท ABC เพิ่งก่อตั้งไม่นาน
และเมื่อมีการขยายส่วนงานที่เริ่มมีอนาคต ..
ก็จะมีการจัดตั้งคนเก่าแก่ขึ้นเพื่อ เป็นผู้จัดการส่วน/
และไม่นานผู้จัดการคนนั้น ก็จะหาลูกมือ ..
ซึ่งก็จะถูกขอรับการโปรโมท เป็น"รองผู้จัดการส่วน"
และ รองคนนี้ ก็จะทำลักษณะเดียวกันนี้ต่อไปเรื่อยๆ ..
.
.
ซึ่ง Entrepreneur หรือ เฮียหลายคน เมื่อธุรกิจกำลังขยาย
จำเป็นที่จะต้องถอยไปดูภาพรวมมากขึ้น ..
"การสร้างคนขึ้นมา เป็นสิ่งที่ต้องทำ" //
แต่หลายครั้ง คนที่สร้างขึ้นมาก็จะทำเหตุการณ์อย่างที่กล่าวมาในตอนต้น ..
ซึ่ง การมีลำดับขั้นมากมายนั้น
ทำให้การบริหารจัดการช้าลงมากๆ
(เพราะต้องรอส่งสารขึ้นไปตามลำดับ ไม่กล้าข้ามหัว หรือ ล้วงลูกกัน)
.
.
และสุดท้าย จุดแข็งของ Entrepreneur นั้น ที่เคยคล่องตัว แ
ละตัดสินใจทุกอย่างได้รวดเร็ว กลับหายไปหมด
เนื่องจากเรื่องเล็กๆ (ที่ไม่เล็ก) แบบนี้
.
.
.
การลดลำดับขั้นในการบริหารทำได้หลายวิธี ..
บางครั้ง empowerment ให้กับพนักงานระดับกลาง-ล่าง
ทำให้เขาเหล่านั้นมีบทบาทมากขึ้น
สามารถตัดตำแหน่ง รองหัวหน้างาน
หลายๆ ส่วนงาน ออกได้
(เพราะไม่รู้จะมีไปทำไม เหมือนอย่าง Bob & Georgeข้างต้น)
.
.
และ อีกข้อที่แนะนำว่าคุ้มคือ การใช้ outsource
เช่น การจ้างบัญชีจากข้างนอก (แพงกว่าแต่ได้งานมากกว่า) /
งาน IT support สำหรับธุรกิจเล็กไม่จำเป็นต้องมีแผนกนี้ยังได้ ..
เราสามารถเหมาจ่าย
การวางระบบพร้อม package maintenance แบบ onsite หรือ oncall ได้หมด
.
.
สมัยนี้มีเยอะมาก และหลายๆ ครั้งทำงานดีกว่าด้วย ..
.
.
งานสนับสนุนต่างๆ ว่ายุคนี้แทบจะมีบริการเกือบหมดทุกกิจกรรมแล้ว ..
(อย่าว่าแต่ back office เลย.. งานขายและการตลาดยังoutsourceได้เลย) ..
เพราะฉะนั้น องค์กรแบบlean บางๆ มีคนน้อยๆ
เพื่อความคล่องตัวของการบริหารจัดการ
ถือเป็นรูปแบบที่ ผู้ประกอบการยุคใหม่ ควรพิจารณา
(มันไม่เหมือนสมัย 30-40  ปีที่แล้ว ที่ยิ่งมีคนมากๆ ยิ่งเท่
นี่ไม่ใช่ยุคเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมแล้ว//
และต้องวางแผนกันไว้ตั้งแต่เริ่มกิจการเลยจะยิ่งดีมากๆ
(เพราะถ้าคุณมีคนมากขึ้นๆแล้ว จะไปไล่เขาออกก็คิดถึงหัวใจเขาบ้าง นะ)  ...
แต่ถ้ามีคนเยอะแล้วอยากแก้เรื่องนี้ ..
เราต้องมาวางโครงสร้างกันอีกพอสมควรเลย
(ขออนุญาตแปะไว้นะครับ ถ้าใครสนใจลองถามเข้ามาละกันนะ เดี๋ยวจะยาว)
.
.
Bureaucracy or Bureau + CraZY
.
.
แหล่งที่มา     Facebook  :  ‪#‎อาเสี่ย‬ 28/8/2014

สิ่งที่ฉันขาย สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ผู้คน?

ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จในธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้าหรือบริการ

สิ่งที่คุณต้องถามตัวเอง 3 อย่างก็คือ
  1. สิ่งที่ฉันขาย สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ผู้คน?
  2. สิ่งที่ฉันขาย สิ่งนี้แก้ปัญหาให้ผู้คนได้จำนวนมากแค่ไหน?
  3. สิ่งที่ฉันขาย สิ่งนี้ฉันเก่งแค่ไหน ทำได้แตกต่างจากท้องตลาดแค่ไหน?
ถ้าตอบได้ชัดเจน และคำตอบเป็นไปในเชิงบวก
เช่น คุณสามารถแก้ปัญหาความยากจนของผู้คนได้จำนวนมาก
ด้วยวิธีการที่แปลกใหม่
แบบนั้นธุรกิจคุณเกิดแน่นอน

แต่เอาเข้าจริง คนจำนวนมาก ไม่ได้ถามตัวเองแบบนี้
เขากลับแค่ถามตัวเองว่า

"สื่งที่ฉันขาย ฉันชอบทำหรือเปล่า?"
"สิ่งที่ฉันขาย มันทำให้ฉันดูเท่ในสายตาคนอื่นหรือเปล่า?"
"สิ่งที่ฉันขาย ฉันจะได้กำไรมหาศาลหรือเปล่า?"

พูดง่ายๆ เขาเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
แล้วทำธุรกิจตอบความต้องการตัวเอง
ซึ่งแนวคิดแบบนี้ยากที่จะสำเร็จ

มุนษย์ไม่ได้มีปัญหาใหญ่ๆ ใหม่ๆ มาหลายพันปีแล้ว
ถ้าถอดเปลือกปัญหาออก
เราจะพบว่าปัญหามันก็วนเวียนอยู่แค่
เรื่องเงิน งาน สุขภาพกายใจ และความสัมพันธ์

ถามคำถามนี้กับตัวเองทุกครั้ง ก่อนเริ่มทำธุรกิจ
ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กแค่ก็ตาม
"สิ่งที่ฉันขาย สิ่งนี้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ผู้คน?"
แล้วนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

แหล่งที่มา     Facebook   :   Boy's Thought

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ถ้าชีวิตของเรากำลังมีปัญหา วิธีแก้ง่ายๆ คือ แยกมันออกจากกันซะ!!!

บางครั้งเราอาจจะรู้ว่า ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา
จนเหมือนว่าไม่มีปัญญาแก้ไข

แต่เรากลับหลงลืมไปว่า 
ชีวิตที่มีปัญหานั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน
เกิดขึนอย่างสับสนในทุกที่
หนำซ้ำยังไม่มีความปราณี 
... เพราะเกิดได้ทุกเวลา

ทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา
คือแยกมันออกมาจากชีวิต

ตราบใดที่ปัญหานั้น 
มันไม่ได้ทำให้เราหมดลมหายใจ

เชื่อว่า... ชีวิตคนเรานั้น
ย่อมเจอปัญหาในทุกช่วงเวลา
แต่คงไม่ดีแน่... ถ้าเราเอาปัญหา
เข้ามาอยู่ในทุกช่วงของชีวิต
จริงไหม

แหล่งที่มา     Facebook  :  TaxBugnoms

เทคนิค 5 ประการ..เพื่อความสำเร็จและความสุข

คุณเชื่อเรื่องดวงชะตาหรือไม่???

ถ้าดวงชะตาดีแล้ว..
เราจะสบาย หรือรวยง่ายๆจริงรึ?

มาฟังท่านอาจารย์วิสิษฐ์ เตชะเกษม พูดถึงสิ่งเหล่านี้
ในการมาบรรยายเรื่องการวางฮวงจุ้ย

"ฮวงจุ้ยทั้งหลายเป็นแค่ส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ตัวเราเอง"

การจะประสบความสำเร็จได้
เราต้องเสริมพลังซี่ (พลังชีวิต..ในภาษาจีน) 5 ประการเข้าไปด้วยคือ

1. ต้องแข็งแรง-
ถ้าเราไม่แข็งแรง 
ก็ไม่มีโอกาสชื่นชมได้ทุกอย่าง 

ถ้าเรามีสุขภาพดี 
เราก็มีโอกาสหาความรู้ที่จะเสริมพลังความคิดที่ดีๆ ได้

2. ต้องแข็งเร็ว-
ต้องแข็งขันในการทำงาน
เพื่อให้ธุรกิจของเราเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว 
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

3. ต้องแข็งนาน-
ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ 
ด้วยการมีลูกหลานสืบสกุลไว้ต่อยอดธุรกิจให้ยั่งยืนยาวนาน

4. แข็งนอกอ่อนใน-
ภายนอกเรามี 3 แข็ง 
แต่ภายในจิตใจต้องอ่อนน้อมถ่อม มีคุณธรรม 
ต้องพยายามแปลงมูลค่าทรัพย์สินที่หาได้ 
ให้เป็นคุณค่าของชีวิตด้วยการให้

ยิ่งรวยยิ่งให้ 
ยิ่งให้ก็ยิ่งแบ่งปัน 

กิจการของเราก็จะเป็นที่ยอมรับของสังคม 
ทำให้เรามีความสุข 
เหมือนกับทุกบริษัทที่ทำกิจกรรม CSR คืนสิ่งดีๆ ให้สู่สังคม

5. เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว-
ก็ให้เติมพลังซี่สุดท้าย 
ด้วยการไปที่เราชอบๆ 
อยากไปไหนก็ไป 
อย่าให้ใครมาเคาะฝาโลงแล้วบอกว่าไปที่ชอบๆ นะ

ใช้สิ่งที่เราเชื่อเพื่อเสริมดวงชะตานั้นไม่ผิด
แต่ความสำเร็จนั้นจะมาจากการลงมือทำของเราเอง
"เพราะทุกความสุข และความสำเร็จ..เริ่มต้นที่เรา"

แหล่งที่มา      Facebook : Pop's Life

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

รู้ไหม ... อะไรอยู่ตรงข้ามกับความสำเร็จ

คำตอบในใจของหลายคน
คงเป็นคำว่า "ความล้มเหลว"

แต่ที่จริงแล้ว...
สิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความสำเร็จ
มันคือ "การที่เราไม่มีเป้าหมาย"

เพราะความล้มเหลวนั้น
มันเกิดจากการที่เราทำตามเป้าหมาย
... แต่ดันผิดหวัง
-----
แต่การไม่มีเป้าหมายนั้น
เท่ากับเรามีชีวิตอยู่ไปวันๆ
โดยไม่มีทางที่จะ
... พบกับความสำเร็จ

แหล่งที่มา      Facebook : TaxBugnoms

หาคนต้นแบบที่เก่งกว่าคุณสัก 10 เท่า

หาคนต้นแบบที่เก่งกว่าคุณสัก 10 เท่า
เพื่อเป็นส่วนเผื่อความปลอดภัย
ในกรณีที่คุณศึกษาแล้วลงมือทำ
ได้ผลลัพธ์ไม่เท่าเขา

อย่างน้อยคุณก็ยังก้าวไปข้างหน้าหลายเท่า
เช่น อยากมี 10 ล้าน อย่าหาต้นแบบแค่ 10 ล้าน
แต่ต้องหาต้นแบบ 100 ล้าน
เขาบอกคุณได้แน่ๆ ว่าจะหา 10 ล้านมาได้อย่างไร

ตัวอย่างนี้เป็นแค่เรื่องเงิน
แต่คุณเอาไปปรับใช้ได้กับทุกด้านของชีวิต
งาน สุขภาพ ความสัมพันธ์

หาคนที่ดีกว่าคุณมากๆ หลายๆ เท่ามาเป็นต้นแบบ
อย่าแค่หาคนที่เพิ่งมาถึงจุดที่คุณอยากไป
เพราะเขาอาจจะกำลังงงๆ ว่าเขามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

หาคนที่ผ่านมาไกลแล้ว แต่อย่าไกลมาก
เพราะเขาก็อาจจำไม่ได้แล้วว่าเขามาถึงจุดนี้ได้ยังไง

ที่แน่ๆ อย่าคิดว่าข้าแน่ ไม่ต้องศึกษาจากใคร
ประสบการณ์ของคนอื่นมีไว้เราให้เรียนรู้
จะได้ไม่ต้องตกหลุมเดิม

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

มีความยากอยู่ 3 ด่านในการไปให้ถึงเป้าหมาย

มีความยากอยู่ 3 ด่านในการไปให้ถึงเป้าหมาย

หนึ่ง ยากที่จะเริ่มต้น
สอง ยากที่จะทำอย่างสม่ำเสมอ
สาม ยากที่จะไม่ยอมแพ้เมื่อเจอกับอุปสรรค

แต่มนุษย์ผู้ใดก็ตาม
ที่ผ่านด่านความยากทั้ง 3 นี้มาได้
มนุษย์ผู้นั้นก็จะยากที่จะทำให้แพ้พ่ายอีกต่อไป

และจะได้รับชีวิตที่ยากจะจินตนาการ
เพราะชีวิตดี ๆ ไม่เคยง่าย ชีวิตง่าย ๆ ไม่เคยดี

เริ่มต้นฆ่าความกลัวด้วยการลงมือทำ
ทำมันอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเล็กน้อย ก็ขอให้ทำประจำ
ไม่ยอมแพ้เมื่อเจออุปสรรค
เพราะอุปสรรคเป็นข้อบังคับที่ต้องเจอบนถนนสู่ความสำเร็จ

ผ่านความยากไปให้ได้
ทั้งหมดไม่ได้เพื่อชนะใคร
แต่เพื่อชนะใจตัวเอง

แหล่งที่มา   Facebook : Boy's Thought

คนไทยกับการประชุม

คนที่ทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มักจะใช้เวลาท้ังวันไปกับการประชุมเพื่อ...
  1. สรุปผลงานในช่วงที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าปัญหาคืออะไร และจะทำอะไรต่อไป
  2. ถ้าสามารถบอกปัญหาได้ ก็จะบอกได้ว่าสาเหตุคืออะไร และใครควรรับผิดขอบ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้อยู่ดีว่าใครจะต้องทำอะไรต่อไป
  3. ใช้เป็นเวทีเพื่อพูดเรื่องของคนอื่นมากกว่าเรื่องของตัวเอง
  4. ใช้เวลาในการประชุม 5% กับการเปิดประชุมและรอให้ครบคน 50% ไปกับเรื่องอดีตที่เกิดขึ้นแล้ว แก้ไขอะไรไม่ได้ 30% หมดไปกับการออกนอกเรื่อง แซว หรือเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน
5. 90% ของการประชุมไม่เคยเริ่มตรงเวลาและ/หรือจบตรงเวลา
และมีผู้ที่ไม่จำเป็นต้องเข้าประชุมแต่ต้องมาทนนั่งอยู่ด้วย
เพียงเพราะว่าเค้าจำเป็นต้องเกี่ยวข้องโดย level ตำแหน่ง
หรือเป็น committee แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับสายงานที่รับผิดชอบ

ในโลกของการทำธุรกิจ
คนจริงเค้าไม่เสียเวลาอยู่ในห้องประชุมนาน

เค้า meeting by acting
ถอดสูท ถอดเนคไท พับแขนเสื้อออกไปทำจริง
เห็นปัญหาอะไรก็แก้กันเดี๋ยวนั้น
เอาสิ่งที่เห็นมากำหนดกรอบและแนวทางการทำงานต่อไป

acting ในห้องประชุม ไม่เคยได้อะไร
นอกจากการเดาว่าเกิดอะไรขึ้นในตลาด
และซื้อเวลาเอาตัวรอดไปวันๆ
เดือนหน้าก็กลับมาคุยกันเรื่องเดิม

ซึ่งนั่นไม่ใช่วิถีของ Entrepreneur
เพราะการเป็น Entrepreneur ต้องเป็นปลาเล็กที่กินปลาใหญ่
ใช้ความคล่องตัวเอาชนะความเชื่องช้า อุ้ยอ้ายของระบบ

ลดกฎ เล็งเป้าหมายมากกว่าขั้นตอน ลองทำก่อน
ได้ผลเป็นยังไงค่อยๆ เรียนรู้ไประหว่างการลงมือทำ

นี่คือวิถีชีวิตที่ Entrepremeur ทุกคนต้องยึดเป็นแนวทาง
เราทุกคนคือโจรสลัด

แหล่งที่มา      Facebook : Trick of the Trade

ปี 2557 กินเจ 2 รอบ


รอบแรก เริ่มระหว่างวันที่ 24 กันยายน - 2 ตุลาคม 2557
รองที่ 2 เริ่มระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2557

เชิญชวนมาร่วมทำบุญกันอีกครั้งในปีละ 2 หนสำหรับปี 2557 จ้า

แหล่งที่มา     Facebook : เสาวนีย์ คุ้มเปรม 

วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้

ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง
มีชายคนหนึ่งมีอาชีพทำนาอยู่บริเวณชายป่า
เขาเลี้ยงม้าเอาไว้หลายตัว
แต่มีม้าอยู่ตัวหนึ่งของเขาเป็นม้าที่สวยงามมาก
ผู้คนต่างพากันบอกว่า
"โชคดีจริงๆ นะ ที่ท่านได้เป็นเจ้าของม้าแสนสวยตัวนี้"

ชาวนาจึงตอบออกไปว่า
“โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้”

วันหนึ่ง ม้าที่แสนงามตัวนั้น
เกิดหลุดออกจากคอก
แล้ววิ่งหนีเตลิดเข้าป่าหายไป
เพื่อนบ้านของเขาต่างก็กล่าวว่า
"โชคร้ายจริงๆ นะท่าน ม้าแสนสวยของท่านหนีไปเสียแล้ว"

"โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้"
ชาวนาตอบ

หลายวันต่อมา ม้าของแกที่หนีเข้าป่าไป
ก็กลับออกมา และคราวนี้มันกลับมาพร้อมกับ
นำม้าป่าที่สวยงามอีกสี่ห้าตัวมาด้วย
เพื่อนบ้านของแกก็กล่าวอีกว่า
"ท่านช่างโชคดีอะไรอย่างนี้ ได้ม้าสวยๆมาฟรี ๆ ตั้งสี่ห้าตัว”

ชาวนาก็ตอบเช่นเดิมว่า
“โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้”

วันต่อมา ลูกชายของแกพยายามเอาม้าป่าที่ได้มาใหม่
ออกไปฝึก แต่ม้าป่ามันพยศ
และสะบัดลูกชายของแกตกจากหลังม้า
จนขาหัก
เพื่อนบ้านของแกจึงกล่าวว่า
"โชคร้ายอะไรอย่างนี้นะ ลูกชายท่านขาหักเสียแล้ว"

ชาวนาตอบกลับเช่นเดิมว่า
“โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้”

อาทิตย์ถัดมา ข้าราชการทหารมาที่หมู่บ้าน
และมาเกณฑ์เอาทหารไปออกรบ
เด็กหนุ่มทุกคนในหมู่บ้านต้องถูกบังคับให้ไปเป็นทหาร
แต่ลูกชายของชาวนา ขาหักนอนรักษาตัวอยู่
จึงไม่ถูกเกณฑ์ไปรบ
เพื่อนบ้านจึงกล่าวว่า
"ท่านช่างโชคดีจริงๆ ที่ลูกชายไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปรบ”

ชาวนาก็ยังคงกล่าวเหมือนอย่างที่เคยพูดเสมอมาว่า
"โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้"

ในทุกๆ วัน..
เราต้องเจอเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งดีและไม่ดี

บางอย่างเป็นสถานการณ์ที่เราควบคุม หรือแก้ปัญหาได้
ขณะที่บางปัญหาต้องใช้เวลาในการแก้ไข..
ไม่สามารถทำทุกอย่างได้ดังใจปรารถนา

แต่สิ่งที่ควรรักษาไว้ คือทัศนคติของตัวเอง
ทำอย่างไรจึง ไม่รู้สึกสุขสบาย..
จนประมาทกับชีวิต
และยังสามารถทำตามฝัน
โดยจัดสรรเวลาให้เหมาะสม
รวมถึงมีเวลาให้กับด้านอื่นๆ ของชีวิตไปพร้อมๆกันได้ (ครอบครัว เพื่อน สังคม ฯลฯ)

ในแต่ละวันจะมีเหตุการณ์
"โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้" อยู่ตลอดเวลา
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ การวางใจของเราให้ถูกต้องนั่นเอง

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

ลงมือเปลี่ยนชีวิตตัวเองซะตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้เลย

แต่ก่อนคิดว่า
การที่ใครคนนึงจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนทั่วไป
มันคงเป็นเรื่องยาก เราคงทำไม่ได้หรอก
โชคชะตาฟ้าลิขิต เราคงมีดวงเท่านี้

เมื่อเวลาผ่านไป พอได้รู้เคล็ดลับข้อนี้
ขุ่นพระ! การประสบความสำเร็จนั้นมันไม่ยากนี่หว่า
และวันนี้จะแชร์ให้คุณฟัง

เรื่องของเรื่องก็คือ ถ้าคุณเข้าใจว่า
คนส่วนใหญ่มี 4 คุณสมบัติที่ทำลายล้างตัวเอง ดังนี้
โคตรขี้เกียจ ไม่ชอบเรียนรู้
ยอมแพ้ง่าย และ เปลี่ยนใจเร็ว

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ "ทำตรงข้ามกับพวกเขา"
ถ้าคนส่วนใหญ่ขี้เกียจ คุณก็แค่ขยันหมั่นเพียร
ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ชอบเรียนรู้ คุณก็แค่อ่านหนังสือ เข้าสัมมนา
ถ้าคนส่วนใหญ่ยอมแพ้ง่าย คุณก็ต้องกัดฟันสู้ ล้มแล้วลุก
ถ้าคนส่วนใหญ่เปลี่ยนใจเร็ว คุณก็ต้องเป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด
ฟังดูเรียบง่ายไปมั้ย? แต่มันมีเท่านี้จริงจริ๊ง!

ที่สำคัญ ไม่ต้องถึงขนาดถึกเป็นวัวเป็นควายนะ
แค่คุณทำมากกว่าคนทั่วไปนิดเดียว
ผลลัพธ์มันจะกลับมาอย่างพุ่งทะยานเลยล่ะ

แค่ขยันกว่าคนอื่นวันละชั่วโมง
แค่อ่านหนังสือสัปดาห์ละหนึ่งเล่ม
แค่พยายามใหม่ อีกทีและอีกที ลุกให้มากกว่าล้ม
แค่ตัดสินใจแล้วตัดสินใจเลย
เห็นมั้ยว่ามันเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำได้

แต่คนส่วนใหญ่ไม่ทำไง เพราะมันฟังดูไม่บันเทิง
คำว่า "งาน" ของพวกเขา มีค่าเท่ากับ "ความทุกข์"
เพราะฉะนั้นจึงต้องหาอะไรมาบันเทิง ผ่อนคลาย ให้ลืมมันไป
ในขณะที่คนน้อยกว่าน้อย
ยอมอดทนในวันนี้ เพื่อได้ชีวิตที่สบายแบบไร้กังวลในวันหน้า

ทั้งหมดที่ว่ามา
ต่อให้คุณไม่สำเร็จระดับที่หนึ่งของประเทศ
แต่คุณก็จะได้ขึ้นมาอยู่เป็นคน Top10% ของประเทศ

นี่คือเรื่องจริงที่ง่ายแสนง่าย เปลี่ยนชีวิตผู้คนมาทุกรุ่น
แต่กลับไม่มีใครทำ

และมันก็คือโอกาสทองของคุณที่ได้อ่านข้อความนี้
ลงมือเปลี่ยนชีวิตตัวเองซะตั้งแต่วันนี้ เดี๋ยวนี้เลย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำ "เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย"

ในโลกที่สับสนวุ่นวาย
ผู้คนล้วนต้องการคนที่ทำ "เรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย"
ขอเพียงคุณเล็งเห็นช่องทางของเรื่องอะไรก็ตาม

ที่คนชอบทำให้มันยาก แต่คุณทำมันให้มันง่ายได้
เมื่อนั้น คุณจะยิ่งกว่าเจอบ่อน้ำมันอยู่หลังบ้าน
ผู้คนจะตอบรับคุณอย่างท่วมท้น

ตัวอย่างที่ชัด ๆ ก็อย่างเช่น
ก่อนหน้านี้การใช้คอมพิวเตอร์ไม่เคยง่าย
จนกระทั่งโลกนี้มี iPad และ App ต่างๆ
การลงโปรแกรมที่วุ่นวายก็แทบหายไปจากโลก
ถึงวันนี้ iPad ได้เปลี่ยนโลกไปทั้งใบ
เพราะมัน "ง่าย"

ตัวอย่างทำนองนี้มีอีกมากมาย
ไม่ว่าจะเป็นรถเกียร์ออโต้,
ธนาคารที่ลดขั้นตอนการบริการ
หนังสือในซี่รี่ส์ for Dummies,
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

เบื้องหลังความสำเร็จของสินค้าและบริการเหล่านี้ก็คือ
เพราะมัน "ง่าย"

และอย่าได้คิดว่าคงต้องง่ายระดับโลกสินะ ถึงจะสำเร็จ
ไม่เลยครับ ระดับบ้านๆ ก็ได้

หนึ่งในสาเหตุที่หนังสือได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
ก็เพราะมัน "อ่านง่าย" ไง\

ขอเพียงคุณโฟกัสให้เจอว่า
เรื่องอะไรที่ผู้คนชอบทำให้มันยุ่งยาก
แต่คุณสามารถทำให้มันง่ายได้
นั่นล่ะครับ ธุรกิจเงินล้านของคุณเกิดแล้ว

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

5 วิธี เพิ่มความสุขในทุกๆ วัน

5 วิธี เพิ่มความสุขในทุกๆ วัน ... ง่ายๆ ลองทำได้เลย!
.
.
1 มีเป้าหมายและแผนการในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่
สังเกตมั้ยว่า ความสุขหลายๆ ครั้งเกิดจากความสำเร็จเล็กๆ
ใน moment ของวัน เช่น ตื่นเช้าได้ตามที่ตั้งใจ / หาที่จอดรถเจอง่ายๆ (เพราะไปทำงานเช้า) /
ลดกาแฟลงได้ 1 แก้วเพื่อสุขภาพ เป็นต้น
.
ความรู้สึก “สำเร็จ” เล็กๆ น้อยๆ ดังกล่าว สามารถเพิ่มความมั่นใจ และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะดึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เข้ามาให้เราได้ มากขึ้นเรื่อยๆ
.
.
2 มั่นใจ  .. เดินออกจากบ้านไปทำงาน ด้วยความมั่นใจ //
อีกหนึ่ง character ที่สร้างความสุขให้เราได้ ..
เพราะมันส่งผ่านไปยังคนรอบข้างให้เขารู้สึกมั่นใจในการทำงานร่วมกับเรา
และอุ่นใจที่จะเดินไปกับคนที่มั่นใจ ..
ความรู้สึกเหล่านั้นจะก่อตัวเป็นความสุข ส่งกลับมายังเราได้ตลอดเวลา
.
.
3 หลีกให้ไกลจาก ก้อนความคิดลบ เช่น ข่าวอาชญากรรม
จับกลุ่มนินทา หรือ คนที่มีความคิดลบตลอดเวลา
เช่น (แต่ถ้าเพื่อนกำลังเศร้า เราไปให้กำลังใจอันนี้ทำได้นะ^^ ) ..
ความคิดลบที่เกิดจากการตั้งใจแสดงมันออกมา
จะดึงสภาพจิตใจเราลงไปด้วย เคยสังเกตมั้ยครับ เวลาที่จิตตก
เรามักจะเจออะไรแย่ๆพร้อมๆกันหลายครั้ง ..
.
.
4 ตรงข้ามกับข้อ 3 คือการแวดล้อมตัวเราใน กองทัพความคิดบวก …
ง่ายๆ แค่ลองนั่งข้างๆ คนคนเดียว ที่ยิ้มแย้มทั้งวัน!
เราก็มีความสุขแล้วจริงมั้ย..
แต่ถ้า ทั้งกลุ่มก้อนคนรอบข้างคุณเป็นแบบเดียวกัน
รับรองว่า เราจะได้รับพลังงานจากคนกลุ่มนั้นไปเต็มๆ ..
(ลองหา งานสัมมนา หรือ งาน meeting กับคนที่มีเคมีตรงกัน
มีความชอบแบบเดียวกัน เช่น กลุ่มปั่นจักรยาน กลุ่มวิ่งสวนลุม
ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดีในการเพิ่มพลังชีวิตนะครับ
แถมได้ทั้งความรู้ และสุขภาพด้วย)
.
.
5 คิดเอาเองเลย "ว่าเรามีความสุข” (เฮ้ย!ทำได้ด้วยเหรอ) …
อันนี้พูดง่าย แต่เวลาทำจริงๆ จะว่ายากมันก็ยาก จะว่าง่ายมันก็ง่าย ) //
แต่ถ้าทำได้ แล้วคุณจะพบว่าตัวเราเองนี่แหละ
คือแหล่งความสุขชั้นดี …
แค่เลือกว่าจะมองมันด้านไหน เท่านั้นเองครับ ..
.
.
* สั่งเส้นเล็ก ได้เส้นใหญ่ ... อื้อ โชคดีจริงๆ วันนี้ได้กินอะไรที่แปลกจากเดิม จริงๆมันก็อร่อยดีนะ//
* ไฟแดง.."เราคันแรก" .. เอ้ออ ดีจริงๆ // ได้จอดเลือกเพลงดีๆใหม่ๆฟัง ลองเปลี่ยนคลื่นวิทยุในรถดูแบบมั่วๆ บางทีเราจะเจออะไรฮาๆในคลื่นที่เราไม่เคยคิดถึงก็มีบ่อยนะครับ
.
.
เราสามารถเลือกที่จะมองทุกอย่างได้ 2 มุมเสมอ ..
งั้นเรามาเลือกมองด้านที่จะทำให้เรามีความสุขกันดีมั้ยครับ
.
.
แหล่งที่มา      Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 24/8/2014 

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นิสัยการใช้เงิน บอกอนาคต แล้วคุณล่ะ!?

หาได้ 100 บาท ใช้ 120 บาท ---- แล้วยืมเงินเพื่อน ล้มละลายแน่นอน!!
หาได้ 100 บาท ใช้ 120 บาท ---- เป็นหนี้ตลอดชีวิต
หาได้ 100 บาท ใช้ 100 บาท ---- จน ไม่มั่นคง แต่ไม่เป็นหนี้
หาได้ 100 บาท ใช้ 90 บาท เก็บ 10 บาท ---- เป็นชนชั้นกลาง
หาได้ 100 บาท ใช้ 80 บาท เก็บ 20 บาท ---- เป็นคนรวย มีความมั่นคง
หาได้ 100 บาท ใช้ 50 บาท เก็บ 20 บาท ลงทุน 30 บาท คือ เศรษฐีเงินล้าน

จากเพื่อนทางไลน์..
แหล่งที่มา     Facebook : หุ้นดีบี

ความรักกับธุรกิจเหมือนกันตรงไหน?

รู้ไหมว่า...
ความรักกับธุรกิจเหมือนกันตรงไหน?
-----
เคยได้ยินคำพูดนี้ไหม
"ไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่คำว่าล้มเลิก"

ไม่ว่าใครได้ยินได้ฟัง
คงมีกำลังใจขึ้นมาต่อสู้ใหม่

แต่เรากลับลืมไปว่า
ต่อให้เราไม่ล้มเลิก ต่อสู้จนแทบขาดใจ
มันก็ไม่ได้แปลว่าเราจะประสบความสำเร็จ
เพียงแต่ว่ามันยังไม่ได้ล้มเหลว
... ก็แค่นั้น
-----
ถ้าใช้บริบทเดียวกันในเรื่องของความรัก
คำว่า "ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก"
ก็ไม่ได้แปลว่า ...
"เราจะได้หัวใจของใครคนนั้นมา"

ความพยายามในเรื่องความรักแทบตาย
บางครั้งกลับกลายเป็นสิ่งไม่มีค่าในสายตาบางคน
... เสียด้วยซ้ำ
-----
ธุรกิจเหมือนกับความรักตรงที่
ถ้าคุณไม่ยอม "ตัดใจ" ล้มเลิก
บางทีคุณอาจจะล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว

การล้มเลิกไม่ใช่การพ่ายแพ้
และไม่ถือว่าเป็นการล้มเหลว
ตราบใดที่เรารู้ว่า..
เรา "เลิก" จากสิ่งนั้นเพราะอะไร

มันยังดีกว่าต่อสู้ไป
โดยที่รู้ว่าทำยังไงก็ไม่มีทางชนะ
ใคร่ครวญให้ดีก่อน "ตัดใจ"
เพื่อออกไปหาสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
-----
ทั้งเรื่องธุรกิจและความรัก
สอนให้เรารู้ว่า...

คนล้มเลิกไม่ใช่คนที่ล้มเหลว
ส่วนคนล้มเหลวก็ไม่ใช่คนที่ล้มเลิก

เพราะเราทุกคน..
ล้วนเคยล้มมาหลายครั้ง
ก่อนที่จะ "เดินได้" อย่างในทุกวันนี้
... จริงไหม

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

‎icebucketchallengeTH‬

ปรากฏการณ์ ‪#‎icebucketchallengeTH‬ นั้นน่าสนใจมาก
คิดว่าต้นเหตุความดังของกิจกรรมนี้
ประกอบไปด้วย 5 ส่วน ที่เราน่าจะมาถอดสลักเป็นบทเรียน
เพื่อนำไปปรับใช้กับการตลาด ธุรกิจ
หรืออะไรก็ตามที่เราอยากจุดให้เป็นกระแส

หนึ่ง มันง่ายและปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย
ใครทำก็ได้ แค่มีถัง น้ำ น้ำแข็ง
ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการสร้างสรรค์ในการเทน้ำใส่หัวแล้วล่ะ
ซึ่งนั่นล่ะ ที่เป็นเสน่ห์ของกิจกรรมนี้

สอง มันแตกตัวเป็นลูกโซ่
คุณรู้มั้ยว่าเมื่อเราท้า 3 คน
แล้วคนต่อๆ มาท้าไปจนถึงแค่ลำดับชั้นที่ 10
จะมีคนราดน้ำแข็งใส่หัวรวมกันแล้วมากถึง 88,570 คน

สาม มันแชร์ง่ายในโลกออนไลน์
ยุคนี้ใครอยากจุดกระแส แต่ไม่แคร์โลกออนไลน์
ก็เตรียมจบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือการสนธิกำลังกันระหว่าง fb กับ youtube
และการติด hashtag ที่ยาวแค่ไหนเราก็พิมพ์ถูก

สี่ มันเป็นกิจกรรมที่คนดังๆ เขาทำกัน (และเราก็ทำเองที่บ้านได้ด้วย)
งานนี้ถ้าไม่มีคนดังจากวงการไอที เศรษฐีระดับโลก
แล้วลามต่อไปยังคนวงการบันเทิง
กิจกรรมนี้คงไม่เกิดเท่านี้

เชื่อว่ามีคนจำนวนนึงอยากโดนท้าทายบ้าง
เพราะเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างนึงว่า
ฉันก็มีตัวตนบนโลกใบนี้นะจ๊ะ

ห้า มันไม่ใช่การเล่นบ้าๆ แต่คือการกุศล
นี่คือองค์ประกอบสำคัญที่สุดในความคิด
ที่ทำให้ทุกคนมีส่วนรวมได้โดยไม่เสียฟอร์ม
ไม่ถูกสังคมกล่าวหาว่าทำอะไรพิลึก
เพราะเราทำเพื่อการกุศล
แถมได้ทำ PR+CSR ธุรกิจไปในตัว
ซึ่งจุดนี้ ท่าเต้นกังนัม หรือ Harlem Shake ไม่มี

เมื่อครบ 5 องค์ประกอบนี้ คือ
ง่าย กระจายเป็นลูกโซ่ โชว์ง่ายในโลกออนไลน์
คนดังก็ยังทำ และเป็นกิจกรรมการกุศล

มันจึงเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่น่าสนใจมาก
และใช้เป็นบทเรียนในการทำ Viral Content ได้ดีมากๆ
ขอแสดงความนับถือจริงๆ !

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อยากมีรายได้เดือนละเท่าไหร่? ทำงานวันละกี่ชั่วโมง? ค่าตัวเท่าไหร่ดี?

ฟังดูน่าเกลียด
แต่บางทีมันก็จำเป็นที่เราจะต้องคิดว่า
"เรามีค่าตัวเฉลี่ยชั่วโมงละกี่บาท?"

เพราะเอาเข้าจริง
เราทุกคนต่างต้องเอาเวลาชีวิตไปแลกเป็นเงินมาทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นผลตอบแทนมันก็ต้องคุ้มค่าหน่อย

วิธีหาค่าตัวของเราแบบง่ายๆ เริ่มจากรวม "รายได้" ต่อเดือน
(หรือต่อปีสำหรับคนที่รายได้ไม่แน่นอน) มาเป็นตัวตั้ง
หารด้วย "เวลา" ที่ใช้ไปในการทำงาน

ซึ่งเราต้องเอาเวลาทั้งหมดมาคิด
ไม่ว่าจะเป็นเวลาเตรียมงาน เวลาเดินทาง และเวลาทำงาน
หรือแม้กระทั่งเวลาที่ต้องไปคลายเครียดหลังเหนื่อยกับงาน

เช่น สมมติว่าชายคนนึงเงินเดือน 15,000 บาท
ใช้เวลาทำงาน รวมเดินทาง 150 ชั่วโมง/เดือน
เมื่อคิดแบบนี้ จะพบว่าชายคนนี้มีค่าตัว 100 บาท/ชั่วโมง

ข้อดีของการคำนวณแบบนี้ก็คือ

หนึ่ง อย่างน้อยเราก็รู้ว่าต้องใช้ "ชีวิต" 1 ชั่วโมงไปแลก
เพื่อให้ได้เงิน 100 บาทนั้นมา
ซึ่งอาจทำให้เราเกิดสำนึกในการใช้จ่ายเงินขึ้นมาบ้าง

สอง เราจะได้ภาพชัดๆ เลยว่า ตกลงเราค่าตัวเท่าไหร่กันแน่?
เพราะบางทีภาพอาจลวงตาว่าเรารายได้เยอะ
แต่กลับลืมคิดว่าเราต้องใช้เวลาถึงวันละ 10 กว่าชั่วโมงแลกมันมา

พอหารเป็นค่าตัวต่อชั่วโมงแล้วนิดเดียว
ใครที่ลองคำนวณค่าตัวของตัวเองแล้วพบว่า
โอ้ว! ค่าตัวต่อชั่วโมงของฉันน้อยกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

คิดว่ามี 2 สาเหตุ และเราสามารถแก้ไขมันได้

หนึ่ง คุณมี "รายได้" น้อยเกินไป
นั่นก็แปลว่าต้องเพิ่มมูลค่าตัวเอง

เช่น ขึ้นค่าตัว เปลี่ยนงานที่เงินเดือนเยอะขึ้น
หรือพัฒนาทักษะตัวเองจนทำงานราคาแพงๆ ได้

สอง คุณใช้ "เวลา" ในการทำงานนานเกินไป
ก็แปลว่า ต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพกว่านี้

เช่น ไม่เล่น fb ตอนทำงาน ไม่คุยไร้สาระตอนทำงาน
วางแผนงานให้เป็นระบบมากขึ้น

และจะดีที่สุด ถ้าคุณทำมันได้ทั้งสองอย่าง
คือ เพิ่มรายได้และใช้เวลาในการทำงานให้น้อยลง
นั่นแหละค่าตัวของคุณจะยิ่งสูงปรี๊ด

ตอนนี้ตั้งเป้าหมายรายได้ต่อเดือนไว้แล้วที่ X บาท
และตั้งเป้าหมายเวลาการทำงานต่อวันไว้ที่วันละ Y ชั่วโมง
เพื่อให้ได้ค่าตัว Z บาท/ชั่วโมง ตามที่ต้องการ

สารรภาพว่ายังทำไม่ได้นะ เพราะบ้างานมากไปหน่อย
ใช้เวลาทำงานแต่ละวันมากเกินไป เพราะมันเพลิน
แต่อย่างน้อยก็มีเป้าหมายให้พุ่งชนแล้ว
ว่าจะต้องมีรายได้สูงขึ้น แต่ใช้เวลาทำงานน้อยลง

คิดว่าทำได้แน่นอน
แล้วคุณล่ะ

อยากมีรายได้เดือนละเท่าไหร่?
อยากทำงานวันละกี่ชั่วโมง?
อยากมีค่าตัวเท่าไหร่ดี?
ลองถามแล้วตอบตัวเองดูนะ

เชื่อว่ามันจะทำให้คุณฉุกคิดอะไรได้เยอะเลย

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำวันนี้ ให้ดีกว่าเมื่อวาน วัน...ละนิด

เพียงเราทำวันนี้ ให้ดีกว่าเมื่อวาน  วัน...ละนิด
เราก็สามารถขยับเข้าใกล้สิ่งที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ทุกๆ วันแล้ว^^
.
.
อ่านหนังสือวันละ 10 หน้า = เดือนละเล่ม = ปีละ 1 โหล
.
วิ่งวันละ 10นาที = ปีละ 60 ชม. สุขภาพดีขึ้นตลอด
.
ให้เวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เดือนละ 1-2 เรื่อง ปีนึงก็เก่งขึ้นกว่าปีที่แล้วเป็นสิบเรื่อง
.
.
ทางลัดสู่เป้าหมาย ...มันหายาก
แต่ทางที่ไม่ยาก...มันหาง่ายนะครับ
.
เพียงแค่มีวินัยหน่อยแค่นั้นเอง
.
.
อรุณสวัสดิ์
.
แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 21/8/2014

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง" จากยอดที่เพิ่มขึ้น

ถ้าพูดถึงผู้พันแซนเดอร์สแห่ง KFC
คนจำนวนมากคงยกตัวอย่างผู้พันในฐานะเป็นผู้มีความเพียร
ขายสูตรไก่ทอดอยู่นานกว่าจะมีคนซื้อ ทั้งที่อายุเยอะแล้ว
ซึ่งก็ว่าเจ๋งนะ

แต่มีอีก 2 เรื่องของคุณลุงไก่ทอดที่น่าเรียนรู้
และถ้านำไปปรับใช้กับธุรกิจหรืองานของเรา จะดีมาก

ข้อแรก ผู้พันใส่สูทสีขาวทั้งชุด ไว้เคราแพะ
ผมว่านี่คือการสร้างแบรนด์อันน่าจดจำ
คิดดูว่าถ้าคุณลุงใส่สูทสีเข้มแบบทั่วๆ ไป
โลกอาจจะไม่จดจำเท่านี้ ผู้คนอาจจะไม่สะดุดตา
พอลุงใส่สูทขาว ไว้เคราปุ๊บ นอกจากจะจดจำแล้ว
ลุงยังกลายเป็น Brand Ambassador เอง

ไม่ต้องจ้างดาราที่ไหนมาแสดง ไม่ต้องมีมาสคอท
ประหยัดเงินไปมหาศาล
เรียกว่าคุณลุงล้ำหน้ามากๆ ที่คิดเรื่องนี้ได้

ย้อนกลับมาดูบ้านเรา ลองนึกถึงคุณตันกับหมวกใบนั้น
และการไม่ต้องจ้างใครแสดงหนังโฆษณาสิ
รวมมูลค่าการจดจำแบรนด์และมูลค่าที่ไม่ต้องจ้างพรีเซนเตอร์
คิดเป็นเงินร้อยล้านบาท ยังน่าจะน้อยไปด้วยซ้ำ

ข้อสอง ตอนที่ผู้พันไปเสนอสูตรทอดไก่กับร้านต่างๆ
เขาไม่ได้ "ขายขาด" แต่บอกว่า "ขอส่วนแบ่งจากการขาย"

ประโยคเปลี่ยนชีวิตของเขาคือ
ผมมีสูตรทำไก่ที่ยอดเยี่ยม และถ้าคุณนำไปใช้
คุณจะเพิ่มยอดขาย
และผมจะขอ "เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง" จากยอดที่เพิ่มขึ้น

นี่ล่ะ จุดพลิกชีวิตที่ทำให้เขาเป็นเศรษฐี
เพราะถ้าขายขาด ได้เงินครั้งเดียว คงไม่มีทางร่ำรวยขนาดนี้
แต่พอรับเป็นส่วนแบ่ง ก็เหมือนโตไปด้วยกัน

หลังจากนั้น KFC เลยกลายเป็นแฟรนไชส์ใหญ่ที่สุดในโลก
รองจาก McDonalds

ย้อนกลับมาดูตัวเรา ตอนนี้เรามีแฟรนไชส์อะไรขายคนอื่นบ้าง?
แฟรนไชส์ที่ว่าอาจไม่ต้องเป็นร้านค้า
แต่เป็นอะไรที่ผลิตซ้ำได้ เป็นระบบ ไม่ต้องพึ่งพาเราตลอด
มีส่วนแบ่งให้เราเก็บกินได้เรื่อยๆ

ทั้งหมดทั้งปวง  เลยได้บทเรียนจากผู้พันแซนเดอร์สว่า
ในการทำธุรกิจ นอกจากจะต้องใช้ความพากเพียรอดทนแล้ว
การสร้างความแตกต่างให้เป็นที่จดจำ
และการสร้าง "ระบบ" ให้ธุรกิจเดินไปได้เอง
เป็นเรื่องที่สำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้จริงๆ

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ทำอย่างไรจึงมีชีวิตสมบูรณ์ทุกด้าน

หลายคนคงเชื่อว่าว่า ชีวิตต้องมี ได้อย่าง เสียอย่าง
หรือบางคนอาจมีความคิดว่า ต้องเอาสุขภาพหรือเวลาแลกกับเงินที่หาได้

ขอตอบคำถามนี้
ด้วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง..ซึ่งชื่อว่า"รอนด้า เบิร์น"
เธอเป็นเขียนหนังสือ "เดอะ ซีเครท"
ซึ่งขายได้มากกว่า 1 ล้านเล่มภายในเวลาเพียง 3 เดือน!!!

นอกจากนั้นดีวีดี "เดอะ ซีเครท"
ยังได้รับการนำไปแปลถึง 9 ภาษา มีคนดูนับร้อยล้านคน

รอนด้าเล่าว่า เธอได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ
"ศาสตร์แห่งความมั่งคั่งร่ำรวย" ที่เขียนโดย วอลเลซ วัตเทิลล์

ซึ่งหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ บอกวิธีการทำอย่างไรให้ร่ำรวยเท่านั้น
หากยังหมายถึงในทุกด้าน
ทุกแง่มุมของชีวิต
รวมทั้งด้านความสัมพันธ์และสุขภาพด้วย

เคล็ดลับจากหนังสือเล่มนี้ก็คือ
"กตัญญูรู้คุณจะช่วยสร้างสิ่งที่คุณต้องการในชีวิตให้มีได้มากขึ้น"

คุณต้องเพ่งความสนใจไปในสิ่งที่สวยงามที่มีอยู่ในชีวิต
และอย่าได้เพ่งความสนใจไปในสิ่งที่คุณยังขาดแคลน
และรู้จักขอบคุณสิ่งดีๆ ที่คุณมีอยู่

"หนังสือของวอลเลซ วัตเทิลล์
บอกวิธีที่จะมีชีวิตอย่างที่คุณต้องการมีหรือเป็น
โดยไม่มีขีดจำกัด
ไม่เลือกว่าคุณจะเป็นใคร
ไม่ว่าตอนนี้คุณจะมีฐานะเช่นใด"

"ฉันได้ตระหนักว่าตัวเองมีความสามารถมหาศาล
มากกว่าร่างกายที่บอบบางเสียอีก
ฉันเข้าควบคุมทุกๆ สิ่งในชีวิต
พลังในกายนี้สามารถจะเนรมิตทุกสิ่งที่ต้องการ
ที่ต้องทำก็คือ เปลี่ยนความคิดและความรู้สึกเสียใหม่
และทุกๆ สิ่งในชีวิตทุกๆ ด้านก็จะเปลี่ยนตามไป

นั่นคือสิ่งที่ฉันทำ ในทุกแง่มุมของชีวิต
ฉันเป็นคนตัดสินใจว่าต้องการอะไร
และฉันก็คว้ามันมาไว้ในกำมือได้" -รอนด้ากล่าว

ลองปรับมุมมองในชีวิตทุกด้านใหม่..
แล้วลงมือลิขิตชีวิตด้วยตัวคุณเอง
คุณจะพบว่าแต่ละด้านของชีวิตมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น
และเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดของคุณ

สุดท้ายขอฝากประโยคนี้ไว้ในใจของทุกคน
เราสร้างอนาคตของเราเอง
แต่ไปเรียกมันว่า "โชคชะตา" (เบนจามิน ดิสเรลี)

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คุณจัดการความคิดตัวเองอย่างไร???

เวลาที่คุณทำงานโดยเจตนาที่ดี..แต่มีคนบอกว่าคุณทำงานเอาหน้า

งานที่คุณทำอย่างเต็มที่..
สุดท้ายมีคนจำนวนหนึ่งไม่ชอบ
หรือวิจารณ์คุณอย่างรุนแรง

คุณจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร
และสิ่งที่สำคัญที่สุด..คุณมีสติแค่ไหน?

ความรับผิดชอบของคนเรา
เพิ่มขึ้นตามความสำคัญของงานที่ได้รับ
ยิ่งคุณได้ทำงานที่มีความสำคัญเท่าไหร่
โอกาสที่คุณจะผิดพลาด
หรือถูกตำหนิก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

คำถามคือ ถ้าเช่นนั้นทำไมเราต้องทำงานยากๆ
หรืองานที่คนอื่นๆ ไม่อยากทำด้วย?

คำตอบคือ ถ้าคุณอยากเก่ง..
คุณต้องทำงานที่ท้าทาย
และถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จ..
คุณต้องทำงานที่สำคัญ แต่คนส่วนใหญ่ไม่อยากทำ
หรือความรับผิดชอบไม่เพียงพอ

ซึ่งพอเกิดผลลัพท์
แน่นอนว่าจะต้องมีทั้งผู้คนที่ชอบ และไม่ชอบ
แต่ขอให้เรามีสติแยกแยะสิ่งที่คนตำหนิว่า
เป็นการติเพื่อก่อ หรือเป็นการวิจารณ์อย่างไร้เหตุผล

คนเราจะพัฒนาได้..ต้องพร้อมรับฟังการติเพื่อก่อ
เพราะคนที่ติเพื่อก่อ..จะเต็มไปด้วยความหวังดี
และคนทุกคนย่อมมีข้อบกพร่อง
จงเปิดใจให้กว้างพอที่จะปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น

สุดท้ายขอยกประโยคที่อ่านแล้วชอบ
ของ Idol งานเขียนท่านหนึ่ง
คือพี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ที่กล่าวว่า

"ความเคารพกับการวิเคราะห์วิจารณ์เป็นคนละเรื่องกัน
ถ้ามันจะมาด้วยกัน มันก็ไม่น่าทำให้อีกอันหนึ่งด้อยลง
บางวันสังคมก็ตบมือให้เรา
บางวันสังคมก็ตีก้นเรา
แต่ไม่ว่าเราจะเจ็บก้นเท่าไหร่ก็ตาม
ความคิดที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อสังคมไม่ควรระเหยหายไปจากใจเรา
เพราะมันคนละเรื่องกัน"

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life

จ้างเดือนละหนึ่งแสนบาท สร้างรายได้ 2 เท่า

ยินดีจ้างคุณเดือนละหนึ่งแสนบาท
ถ้าคุณพิสูจน์ให้เห็นว่า
คุณสามารถสร้างรายได้
เดือนละสองแสนหรือมากกว่า

ฟังเหมือนตลกร้าย แต่คือเรื่องจริง
คนเป็นลูกจ้างไร้คุณภาพไม่เคยเข้าใจความจริงข้อนี้
คุณจะเอาเงินเดือนเท่าไหร่ก็ได้
ถ้าคุณมีความสามารถในการหาเงินให้บริษัทมากกว่าเงินเดือน
เพราะเจ้าของเขา "ทำธุรกิจ" ไง

เมื่อเป็นธุรกิจก็ต้องมีกำไร
ลูกจ้างไร้คุณภาพเอาแต่ขอขึ้นเงินเดือน
แต่กลับไม่เคยคิดว่าแล้วเราสร้างรายได้ให้เขาคุ้มมั้ย?

แน่นอน รู้ว่าจะมีคนโอดครวญว่า
นายจ้างบางคนก็เอาเปรียบ ใช้งานเยี่ยงทาส
ฉันได้เงินเดือนไม่คุ้มเลย

ตอบเร็วว่า ถ้าไม่คุ้ม งั้นก็ลาออกสิ จะทนทำไม?
พอพูดแบบนี้ คนจำนวนมากจะเงียบ แล้วทนทำงานต่อไป
เพราะอะไร? เพราะไม่แน่ใจไง ว่าตัวเองจะแน่จริง

บ่นไปงั้น แต่ก็รู้ว่าลาออกไปก็กลัวความลับจะแตก
ว่าเรามีแต่ความเก๋าประสบการณ์ แต่ความรู้ไม่ได้มีเพิ่มเลย
โลกนี้ถึงมีคนเงินเดือนหมื่นนึงกับหนึ่งล้านบาท
เพราะเขาสร้างคุณค่าให้กับบริษัทแตกต่างกันยังไงล่ะ

ยินดีจ้างคุณเดือนละหนึ่งแสนบาท
ถ้าคุณพิสูจน์ให้เห็นว่า
คุณสามารถสร้างรายได้
เดือนละสองแสนหรือมากกว่า
นี่คือเรื่องจริงนะ
ไม่เชื่อถามนายจ้างดู

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

3 คำถามเปลี่ยนชีวิต

ที่เราต้องหมั่นถามตัวเอง

คำถามแรก
"เรากำลังอยู่ในอารมณ์แบบไหน?"
สุข เศร้า เหงา เบื่อ ตื่นเต้น ร่าเริง หดหู่
แบบไหนที่เรากำลังรู้สึก?

คำถามที่สอง
"แล้วเราชอบอารณ์นี้ที่เรากำลังอยู่หรือไม่?"

คำถามสุดท้าย
"แล้วเราอยากเพิ่มหรือกำจัดอารมณ์นี้หรือไม่?"

สมมติว่าตอบว่า กำลังรู้สึกร่าเริง
รู้สึกว่าร่าเริงแล้วชอบจัง อยากส่งเสริมมัน
ก็จงเปิดเพลงเต้นราวกับไม่มีใครมอง
ในทางตรงข้าม
ถ้าตอบว่ากำลังรู้สึกหดหู่
ไม่ชอบเลย อยากกำจัดความรู้สึกแบบนี้ทิ้งไป

สิ่งที่เราต้องทำคือ "ขัดขวาง" มันซะ
อย่ายอมให้มันหดหู่

แต่เชื่อมั้ย คนจำนวนมากกลับทำตรงกันข้าม
ยิ่งหดหู่ เค้ายิ่งส่งเสริมมัน
เปิดเพลงเศร้า อยู่คนเดียว
ทำคอตก ไม่พูดกับใครทั้งวัน

! เรากำลังให้อาหารสัตว์ร้ายในตัว
และมันกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กัดกินเราทุกวันๆ
รู้ตัวอีกทีเราก็กลายเป็นคนหดหู่ที่สุดในโลก
ที่คอยเฝ้าถามตัวเองว่า
"เมื่อไหร่ฉันจะหลุดจากความหดหู่เสียที?"

คงจะหลุดหรอกนะ  ทำแบบนั้นน่ะ
เข้าขัดขวางมันสิ!
รู้มั้ย "ไอ้สัตว์ร้ายตัวหดหู่" มันไม่ชอบอะไร?

มันไม่ชอบเสียงเพลงสนุกๆ
มันไม่ชอบที่สว่างๆ อากาศดีๆ
มันไม่ชอบบทสนทนาสนุกๆ ตลกๆ
มันไม่ชอบหนังตลก หนังแอ็คชั่น
มันไม่ชอบให้เราเคลื่อนไหวร่างกายเร็วๆ
มันไม่ชอบให้เราเต้น มันไม่ชอบให้เราเงยหน้ามองฟ้า
และมันไม่ชอบให้เรายิ้ม

ถาม 3 คำถามนี้กับตัวคุณเอง
แล้วทำตามที่บอก
ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นกับคุณมหาศาล
ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงไปไม่รู้จบ
เพราะคุณจะเข้าควบคุม "อารมณ์" ของตัวเอง

และ "อารมณ์" นี่แหละ
ที่แทบจะกำหนดให้คุณลงมือทำ
หรือไม่ลงมือทำอะไรบางอย่างกับชีวิต
ไม่ใช่ "เหตุผล" อย่างที่คุณคิดหรอก
ถาม 3 คำถามนี้กับตัวคุณเองทุกวัน บ่อยๆ
แล้วคุณจะทึ่งในผลลัพธ์ของมัน
ถามเดี่ยวนี้เลย!

 แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

อ่านหนังสือดีๆ สัปดาห์ละ 1 เล่ม

ถ้าคุณอ่านหนังสือดีๆ สัปดาห์ละ 1 เล่ม
หนึ่งปี ก็จะอ่านได้ 52 เล่ม
สิบปีก็จะอ่านได้ 520 เล่ม

เชื่อสิ 
ไม่มีทางเลยที่หนังสือดีๆ 
จำนวนมากถึง 520 เล่ม
จะไม่เปลี่ยนชีวิตคุณไปในทางที่ดี

10 ปีเนี่ยนะ?! บางคนบ่นในใจ
แหม ทำอย่างกะไม่ต้องอ่านหนังสือ
แล้ว 10 ปีมันจะไม่ผ่านไปอย่างนั้นแหละ

ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร
10 ปีก็ผ่านไปอยู่ดี
และชีวิตคนเราจะมี 10 ปีสักกี่ครั้งกัน?

จะยุ่งแค่ไหนก็ตาม
ถ้าอยากชีวิตที่ดีขึ้น 
ไม่ว่าเรื่องเงินทอง อาชีพ สุขภาพกายใจ หรือความสัมพันธ์
อ่านหนังสือดีๆ สัปดาห์ละ 1 เล่ม
เปลี่ยนชีวิตคุณได้จริงๆ 
นี่คือเคล็ดไม่ลับที่คนสำเร็จทั่วโลกใช้กันมาเป็นร้อยปีแล้ว

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คำตอบไหนตรงกับคุณ

ถ้าคุณว่าง แล้วไม่มีเงินด้วย
ไม่มีอะไรมาก แปลว่าคุณไม่มีงานทำ ตกงาน

ถ้าคุณไม่ว่าง แต่มีเงินเยอะ
ไม่มีอะไรมาก คุณมีฝีมือ มีคนจ้างคุณเพียบ

ถ้าคุณว่าง และมีเงินเยอะด้วย
ไม่มีอะไรมาก คุณเป็นคนรวยโดยสมบูรณ์แบบ

แต่ถ้าคุณไม่ว่าง และไม่มีเงินด้วย
อันนี้ต้องคิดหน่อยว่า
"คุณกำลังทำอะไรอยู่เนี่ย?"

มันจะเป็นไปได้ยังไง
"ไม่ว่าง แล้วตังค์ยังไม่พอใช้"

มีด้วยเรอะคนแบบนี้?
บางคนพยักหน้าอยู่หน้าจอ
"ฮึ่ม! กรูนี่แหละ"

คำตอบของปัญหานี้มีสองคำตอบ
หนึ่ง คุณกำลังทำงานที่ให้ผลตอบแทนน้อยเกินไป
สอง คุณมีความสามารถน้อยเกินไป

ลองคิดดูเองว่าคำตอบไหนใช่คุณ แล้วแก้ไข
ถ้าตอบข้อหนึ่ง เปลี่ยนงานซะ หางานใหม่
ถ้าตอบข้อสอง เปลี่ยนแปลงตัวเองซะ พัฒนาตัวเองเป็นคนใหม่
ที่สำคัญอย่าเอามาสลับกัน

คิดว่าคุณได้ผลตอบแทนน้อยเกินไป
ทั้งที่จริงๆ ความสามารถคุณต่างหากที่น้อยเกินไป
อย่าปล่อยให้ตัวเองเป็นคนที่ไม่มีทั้งเวลาและเงิน
เพราะอนาคตที่รออยู่คือ
คุณจะเป็นคนแก่จนๆ คนนึง ที่ไม่รู้จะพึ่งใครดี

แหล่งที่มา      Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Take a Break พัก พัก พัก

ความสำเร็จ มันไม่ใช่สถานีปลายทาง
แต่มันคือความสุขในแต่ละช่วงของการเดินทาง ที่เราควรจะแวะชื่นชมมันระหว่างทางที่เราเดิน
.
.
บางครั้งเรามักจะคิดว่า ความสำเร็จ คือจุดสุดท้ายของชีวิต
เราต้องรีบวิ่งๆๆๆ เพื่อจะให้มันถึง จะได้สำเร็จ..เสร็จๆ ไปซักที
.
.
มันเป็นไปได้ยากมาก ที่เราจะวิ่งมาราธอนด้วยความเร็วที่เทียบเท่ากับการวิ่ง4X100 .. //
คุณอาจจะเริ่มต้นได้เร็วกว่าคนอื่น
แต่การวิ่งแบบไม่มีการออมแรง มันยากมากๆ ที่เราจะถึงเส้นชัย
.
.
เหนื่อยนัก ก็พัก และวางมันลงบ้างนะ
มองหาความสุขกับสิ่งรอบๆ ตัว
.
.
การได้ recharge ตัวเอง เรื่อยๆ จะทำให้เราเดินทางได้ไกลขึ้น
และที่สำคัญ มันจะมีความสุขตลอดการเดินทาง...ต่อไป //
และนั่นจะทำให้เราไม่ล้มเลิกมันง่ายๆ //
ซึ่งก็แปลว่า ..เราก็จะพบหน้ากับความสำเร็จของเราอย่างแน่นอน
ถึงแม้มันจะช้าลงอีกนิด แต่สำเร็จแบบสุขๆ มันก็คงสนุกกว่า จริงมั้ย
.
.
สุขสันต์วันสุขนะ^^
พักผ่อนกันบ้างนะ อย่าหักโหมกันมากไป เดี๋ยวไม่มีเวลาใช้เงินนะ

แหล่งที่มา   Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 15/8/2557

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อย่าตัดสินคนอื่นแบบผิวเผิน

เรือสำราญลำหนึ่งเจอมรสุมทางทะเล

บนเรือมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง กระเสือกกระสนมาถึงเรือชูชีพ,
บนเรือชูชีพมีเพียงที่ว่างที่เดียว,

ทันใดนั้น,
สามีผลักภรรยาไปข้างหลัง,
ตัวเองโดดขึ้นไปบนเรือชูชีพ。

ภรรยายืนอยู่บนเรือที่ค่อยๆ จมลง,
ตะโกนไปที่สามีประโยคหนึ่งว่า....

เล่าถึงตอนนี้,
อาจารย์ถามนักเรียน:
พวกเธอเดาผู้หญิงจะตะโกนว่าอะไร

พวกนักเรียนต่างโกรธเกรี้ยว,
ต่างพูดว่า:
ฉันเกลียดคุณ ฉันมันตาบอด

ณบัดดล อาจารย์สังเกตุเห็นนักเรียนคนหนึ่งไม่พูดไม่จาตลอดเวลา
ก็เลยถามเขา
นักเรียนคนนี้พูดว่า
อาจารย์ หนูคิดว่าผู้หญิงคงจะตะโกนว่า---ดูแลลูกเราให้ดีดีนะคะ

อาจารย์ตกใจ ถามว่า
เธอเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้แล้ว ใช่ไหม

นักเรียนสั่นหัว
"ไม่เคย แต่ตอนแม่หนูป่วยหนักก่อนตาย ได้พูดแบบนี้กับพ่อหนูค่ะ"
อาจารย์ซึ้งใจและพูดว่า
คำตอบถูกต้อง

เรือจมลงไปแล้ว ผู้ชายกลับไปถึงบ้านเลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพังจนโต
หลายปีผ่านไป ผู้ชายป่วยตาย,
ลูกสาวจัดข้าวของของพ่อ
พบไดอารี่ของพ่อ ที่แท้...

พ่อกับแม่ไปเที่ยวเรือสำราญ
แม่ก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
เงื่อนเวลาแห่งความเป็นความตาย

พ่อฉวยโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิต
เขาเขียนในไดอารี่ว่า
ฉันอยากจะจมลงใต้ทะเลพร้อมเธอ
แต่ฉันทำไม่ได้

เพื่อลูกสาว ฉันจำต้องให้เธอ
นอนหลับยาวอยู่ใต้ทะเลลึก

นิทานเล่าจบ ห้องเรียนเงียบกริบ,
อาจารย์รู้ว่า นักเรียนต่างก็เข้าใจนิทานเรื่องนี้กันหมดแล้ว

ความดีและความชั่วในโลกนี้
บางครั้งดูสับสนไม่ชัดเจน
แยกแยะไม่ออก,

เพราะฉะนั้น อย่า
ตัดสินคนอื่นแบบผิวเผิน

คนที่ชอบแย่งจ่ายบิลก่อน
ไม่ใช่เพราะมีเงินมากไป
แต่ให้ความสำคัญของมิตรภาพมากกว่าเงินทอง

เวลาทำงาน
คนที่ยินดีทำมากกว่าคนอื่น
ไม่ใช่เขาโง่ แต่เขารู้หน้าที่

หลังจากทะเลาะกัน
คนที่ขอโทษก่อน
ไม่ใช่เขาผิด...
แต่เขารู้จักทนุถนอมคนข้างกาย

คนที่ยอมช่วยเหลือคุณ,
ไม่ใช่ติดค้างอะไรคุณ
แต่เขาเห็นคุณเป็นเพื่อนแท้

คนที่ส่งข่าวสารให้คุณบ่อยๆ
ไม่ใช่ว่างจนไม่มีอะไรทำ,
แต่เพราะว่าในใจเขามีคุณ

Credit : เพื่อนทางไลน์

แหล่งที่มา     Facebook : Investor Room

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หนังสือดีๆ ช่วยชีวิตคุณได้

ข้อเสียของการเจอหนังสือดีๆ ก็คือ
จะไม่อยากทำงาน อยากอ่านแต่หนังสือ

ดีใจทุกครั้งที่เจอหนังสือดีๆ
รู้สึกดีราวกับได้รับพร

นึกแปลกใจทุกครั้งว่า
ทำไมคนจำนวนมากจึงไม่อ่านหนังสือ?

คุณจะรู้มั้ยหนังสือขายดีอันดับ 1 ของประเทศ
ขายได้เดือนละไม่ถึงหมื่นเล่ม
จากประชากร 60 กว่าล้านคน
หนังสือดีๆ สักเล่มมันสนุกมากนะ

ถ้าใครเคยเจอ คุณจะเข้าใจ
ที่สำคัญ ไม่ค่อยเคยเจอนะ
หนัง เพลง หรือละครที่ดูหรือฟังแล้วเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล
แต่หนังสือนี่เจอประจำเลย เปลี่ยนชีวิตมามากมาย

บางเล่มอ่านแล้วไม่อยากนอน
บางเล่มอ่านแล้วทะลึ่งพรวดขึ้นมาว่า
สุดยอด!! น่าจะได้อ่านตั้งนานแล้ว

ตอนเหงา มีหนังสือเป็นเพื่อน
ตอนอยากได้ความรู้ ก็มีหนังสือเป็นครู
ตอนหมดหวังในชีวิต ก็ได้หนังสือนี่ล่ะ
ฉุดให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง

สเตตัสนี้ออกแนวพร่ำบ่นไปหน่อยนะ
แต่แค่อยากจะบอกคนไม่อ่านหนังสือว่า
คุณพลาดแล้วล่ะ
หนังสือดีๆ ช่วยชีวิตคุณได้
นี่คือเรื่องจริง

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

ได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้บ้าง?

หลังจากใช้เวลาไปถึง 11 ชั่วโมง
ในการขับรถจากพิษณุโลกกลับมากรุงเทพ
ทั้งๆ ที่ปกติ แค่ 4-5 ชั่วโมงก็ถึงแล้ว

ก็ต้องคิดให้ได้ว่า "ได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้บ้าง?"

จะได้ไม่ถือว่าขาดทุนกับการเดินทางครั้งนี้
และคิดว่าได้บทเรียน 3 ข้อใหญ่ๆ ดังต่อไป

ข้อแรก "มันอยู่ที่มุมมอง"
อาจจะคิดว่าเสียเวลากับรถติดไปถึง 11 ชั่วโมงก็ได้

แต่ก็สามารถเลือกคิดได้ว่า
ได้ใช้เวลานั่งคุยกับลูกเมียมากถึง 11 ชั่วโมงแน่ะ
ซึ่งโอกาสแบบนี้เกิดขึ้นไม่ง่าย
เพราะถ้าอยู่บ้าน เราคงไม่ได้นั่งคุยกันนานขนาดนี้
เพราะฉะนั้นเลือกคิดแบบหลังดีกว่า กำไรเห็นๆ

ใครที่เจอรถติดบ่อยๆ แนะนำให้หาซีดีความรู้มาฟัง
มีซีดี Audio Book ติดรถไว้ตลอด
ฟังแล้วได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งภาษาอังกฤษ
และไม่ต้องแคร์กับเรื่องรถติดอีกเลย

ข้อสอง "ถ้าเราหา เราก็จะเจอ"
ระหว่างที่รถติดอยู่บนเส้นทางเลี่ยงเทศกาล
ตอนนั้นเป็นเวลาสองทุ่ม สองข้างมืดสนิท เป็นท้องนา
พยายามมองหาว่า "มีอะไรดีๆ ซ่อนอยู่ในสถานการณ์นี้บ้าง?"
และแล้วก็เจอ พลุถูกจุดสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้าเนื่องในวันแม่
เพราะตรงนั้นเป็นบริเวณใกล้ๆ กับศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร พอดี

นี่เป็นครั้งที่ได้เห็นพลุบนท้องฟ้าที่สวยที่สุดในชีวิต
ใครที่ชีวิตกำลังมืดมน มองไม่เห็นทาง
ลองมองดูดีๆ คุณจะเจอสิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในคืนเดือนดับ
และนั่นจะเป็นแรงใจให้คุณเดินต่อไป

ข้อสาม "ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่มีทางเลือก"
ปกติไม่เดินทางตอนเทศกาล เพราะมันโหดร้ายมาก
แต่ปีนี้เกิดอยากกลับไปหาแม่ในวันแม่ ก็เลยต้องรับสภาพไป

เลยคิดถึงคนที่ชีวิตไม่มีทางเลือก
เดินทางได้เฉพาะวันหยุดยาวแบบนี้เท่านั้น
มันเป็นชีวิตที่ต้องใช้ความอดทนสูง
แย่งกันกิน แย่งกันใช้ ไม่ใช่เรื่องสนุกเลย

ใครที่อยากให้ชีวิตมีทางเลือก
คุณก็ต้องเลือกทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ
ต้องเป็นมนุษย์ 200% ในตอนแรก
เวลาคนอื่นทำงาน เราก็ทำงานเลี้ยงชีวิตไป
เวลาคนอื่นพัก เที่ยวเล่น เราต้องเอาเวลาไปสร้างชีวิต
พอสร้างเสร็จ ชีวิตเราก็จะออกแบบได้
ไม่ต้องไปแย่งใช้ชีวิตกับคนจำนวนมาก
เมื่อคิดได้ครบ 3 ข้อดังนี้

ก็รู้สึกว่ารถติดครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
นี่ล่ะ ผลลัพธ์ของการถามคำถามที่ดีกับตัวเองว่า
"ฉันได้บทเรียนอะไรจากเรื่องนี้บ้าง?"
ถ้าเอาแต่บ่น คงไม่มีทางได้คำตอบแบบนี้แน่ๆ
จริงมั้ย?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Google Logo : 12 ส.ค. วันนี้คุณบอกรักแม่แล้วหรือยัง???




แม่สอนอย่างเดียวก็คือ ชีวิตที่ดีต้อง "เริ่มต้น" ที่ตัวเราก่อน

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา...
แม่ไม่เคยสอนเรื่องการเงินให้เลย!!!
-----
แม่ไม่เคยสอนให้ประหยัด
แต่แม่กลับพูดอยู่เสมอว่า
ถ้าวันนี้เรารู้จักใช้น้อยๆ
เราจะเหลือเงินไว้ใช้ในอนาคต
-----
แม่ไม่เคยสอนเรื่องการลงทุน
แต่แม่มักจะซื้อหนังสือให้เสมอ
ทุกๆ ครั้งที่เข้าร้านหนังสือ
และอยากได้หนังสือเล่มใหม่
-----
แม่ไม่เคยสอนให้ออมเงิน
แต่แม่กำชับอย่างเจ้มจ้น

ตั้งแต่วันที่ผมทำงานวันแรก
ว่าให้หักเงินเดือนไว้ 30-40%
เพื่อจ่ายให้ตัวเองและครอบครัว

3 ปี ต่อมาเงินก้อนนั้น
มันถูกเปลี่ยนเป็นรถคันแรก
-----
แม่ไม่เคยสอนให้บริจาค
แต่แม่บอกให้รู้จักสงสารคนที่ด้อยกว่า

แม่ไม่เคยห้ามตอนผมใช้เงิน
แต่แม่ถามถึงคุณค่าของสิ่งที่ได้มา
-----
แม่ไม่เคยสอนให้วางแผนการเงิน
ไม่เคยสอนเรื่องวางแผนเกษียณ

แต่แม่บอกอยู่เสมอว่า ...
หากแม่เลิกทำงานวันนี้
แม่ยังคงมีเงินใช้สบายๆ ตลอดชีวิต
-----
ที่แม่สอนอย่างเดียวก็คือ
ชีวิตที่ดีต้อง "เริ่มต้น" ที่ตัวเราก่อน

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

รู้ค่าของเงิน..ชีวิตไม่ลำบาก

เคยสงสัยไม๊ว่า..
ทำไมธุรกิจมักมีปัญหาในการส่งต่อธุรกิจสู่ลูกหลาน???

ลองวิเคราะห์จากประสบการณ์ส่วนตัว
และสิ่งที่ได้ศึกษามาจากชีวิตของคนที่ประสบความสำเร็จ
หลายๆ ท่าน แล้วพบว่า เราไม่ได้สอนลูกให้รู้ค่าของเงิน

บางคนมีทรัพย์สมบัติมากมายส่งต่อให้
พอพ่อแม่จากไป..ลูกยิ่งทำยิ่งลดจนธุรกิจล่มสลาย

ลองมาฟังบทเรียนจากคุณตัน ภาสกรนที (อิขิตัน)
มหาเศรษฐีอันดับที่ 34 ของไทยที่มีทรัพย์สินรวม 2.09 หมื่นล้าน ในเรื่องนี้ดู

คุณตันสอนลูกให้ใช้ชีวิตอย่างประหยัด ด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
"เรียกลูกผมมาถามเลยว่า ใช้ยาสีฟันยังไง..ที่บ้านต้องคว้านจนเกลี้ยงหลอด"

บทเรียนนี้คุณตันได้ซึมซับมาจาก
ครอบครัวของคุณวันชัย จิราธิวัฒน์ แห่งเครือเซ็นทรัล
ซึ่งเขาได้มีโอกาสไปคลุกคลีกับลูกชายเจ้าสัววันชัย
คือ คุณวัฒน์ จิราธิวัฒน์ จึงเห็นความสมถะของครอบครัวนี้

เขารู้สึกละอายที่ใช้รถ BMW ในวัย 25 ปี
ขณะที่วัฒน์ซึ่งนับว่ามีทรัพย์สินที่สูงกว่าเขามาก
ขับรถญี่ปุ่นที่ราคาถูกกว่ามาก

มาถึงมุมมองของการคืนกลับให้สังคม
วันนี้คุณตันเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า
เงินที่หาได้จะนำไปทำอะไร
ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่า จะมอบให้แก่โรงพยาบาล

"ผมไม่สะสมอะไร
มีเงินแค่นี้แม้ห่างไกลคำว่ารวย
แต่ผมก็พอมี เลยพอใจ มีความสุขแล้ว"

คำสอนที่ตันนำมาใช้กับทายาทคือ
สอนให้ดิ้นรนต่อสู้สร้างธุรกิจของตัวเอง
ไม่ใช่คอยแต่รอรับมรดกของพ่อแม่

"ผมบอกลูกว่า ปะป๋าจะให้การศึกษาเต็มที่และจะให้เงินแค่ 20 ล้านบาทไปสร้างตัว"

ตันเล่าถึงคำสอนที่ให้กับลูกสาวคนโต
ซึ่งปัจจุบัน วนิษา (กิ๊ฟ) ภาสกรนที (อายุ 29 ปี)
นำเงินจากพ่อไปเปิดร้าน Zaab Eli (แซ่บอีลี่)
ที่แม้ตอนเปิดสาขาแรกจะขาดทุน
แต่ก็พยายามสร้างให้สำเร็จ
ถึงวันนี้ขยายเพิ่มเป็น 4 สาขาแล้ว

"เขาภูมิใจนะ บอกว่าดีแล้วที่ปะป๊าไม่ให้เงินเขา
ไม่อย่างนั้นก็ไม่ active ที่จะทำอะไร"

ลองวิเคราะห์สิ่งที่ได้จากบทเรียนนี้จะพบว่า
คุณตันสร้างให้ ลูกๆ ไม่ได้ต้องการสมบัติจากพ่อแม่
แต่สร้างให้ลูกภูมิใจกับสิ่งที่ได้มา
จากน้ำพักน้ำแรงของตนเอง (ความพยายามของตนเอง)
รวมถึงให้ลูกรู้คุณค่าของเงิน จะได้ใช้อย่างระมัดระวัง

สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งนำทางในชีวิตลูก
และเชื่อแน่ว่า
ถ้าท่านสอนลูกตามนี้..
ชีวิตของลูกหลานท่าน จะไม่ลำบากอย่างแน่นอน!!!

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life

สองภาพที่ห่างกันหลายสิบปี

มีเรื่องราวมากมายอยู่ในนั้น
ผมไปค้นเจอภาพซ้ายมือจากในอัลบั้มเก่าๆ
วันนี้เลยนึกสนุก ชวนแม่มาถ่ายรูปสไตล์ then & now



มองลึกลงไปในภาพถ่ายใบเก่าใบนั้น
แม่ให้พี่เลี้ยงอุ้มผม ส่วนแม่ยืนตัวตรงอยู่หน้าร้าน "วีรวรรณ"
ร้านตัดเสื้อเล็กๆ ในจังหวัดพิษณุโลกที่แม่เอาชื่อตัวเองมาตั้ง

สมัยนั้นใครผ่านไปมาแถวสี่แยกวัดใหม่ หรือโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี
จะต้องเห็นร้านของแม่

ผมคิด ตลอดหลายสิบปีมานี้ แม่ผ่านอะไรมาบ้างนะ?
วันที่แม่เปิดร้านใหม่ๆ แม่จะกังวลมั้ยนะ?
ตอนที่ผมยังเด็กๆ แม่จะยุ่งขนาดไหนนะ ถึงขั้นต้องจ้างพี่เลี้ยง?
ร้านตัดเสื้อร้านนี้จะใช่ความใฝ่ฝันของแม่มั้ยนะ หรือต้องทำเพื่อลูก?
ผมยังจำได้เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

วันที่แม่รู้ตัวว่าเป็นเนื้องอก แม่พูดอย่างเดียวว่า
"หม่าม้ายังตายไม่ได้"
วันนั้นผมยังเด็ก ผมไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมแม่ต้องพูดขนาดนั้น

อีกเหตุการณ์นึง มีอยู่วันนึง แม่ให้ผมไปห้างเป็นเพื่อนแม่
แม่ซื้อครีมบำรุงผิวเคาน์เตอร์แบรนด์
แม่บอกว่าอยากให้รางวัลตัวเองบ้าง
ผมมารู้ทีหลังว่า ครีมไม่กี่พันขวดนั้น
แม่ใช้อยู่หลายปี เพราะเสียดายเงิน

แล้ววันที่เจอวิกฤตต้มยำกุ้งล่ะ
งานตัดเสื้อลดลงเกินครึ่ง ไหนจะดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน
เรียกว่าทั้งรายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม
วันนั้นแม่จะตกอยู่ในช่วงทุกข์ทรมานใจแค่ไหนนะ?

หลายครั้งผมเสียใจอยู่ลึกๆ ที่ช่วยอะไรแม่มากไม่ได้
เพราะช่วงที่ผมตกระกำลำบาก
แค่จะเอาตัวเองให้รอด ผมยังทำไม่ได้เลย

ผมกับแม่อาจจะเป็นเหมือนแม่กับลูกชายจำนวนมาก
เราไม่ค่อยกอดกัน ไม่ค่อยคุยกัน

เรื่องราวของผมหลังจากที่ออกจากบ้านมาอยู่กรุงเทพ
แม่ไม่เคยรู้เลย จนกระทั่งมาอ่านหนังสือที่ผมเขียน
ถึงรู้ว่าผมผ่านอะไรมาบ้าง

วันนี้เราผ่านมรสุมลูกนั้นไปแล้ว
ต่อจากนี้จะมีแต่เรื่องดีๆ ยิ่งขึ้น
ผมบอกแม่ไปอย่างนั้น

ใครบางคนเคยบอกผมว่า
วันที่เราเกิด คือวันที่ความฝันของพ่อแม่อาจดับลง
เพราะจากนี้หญิงชายคู่นี้จะมีชีวิตเพื่อเรา

บางทีเราน่าจะลองถามดูว่า
ความฝันของท่านคืออยากทำอะไร?

เชื่อมั้ยครับ พ่อแม่ทุกคนจะตอบเหมือนกันหมดว่า
"ขอแค่เห็นลูกมีความสุข ประสบความสำเร็จก็พอแล้ว"

วันนี้ผมเป็นพ่อคนแล้ว
ผมเข้าใจในความหมายเลยว่าคำพูดนี้มันคือเรื่องจริง
คนเป็นพ่อแม่คิดแค่นั้นจริงๆ

ปัจจุบัน ห้องเสื้อ "วีรวรรณ" ของแม่ยังคงเปิดทำการอยู่
ผมพยายามบอกให้แม่หยุด แต่แม่ก็ยังจะทำต่อไป
มันกลายเป็นชีวิตของแม่ไปแล้ว

วันนี้ผมตัวใหญ่ขึ้นเยอะ ส่วนแม่กลับตัวเล็กลงไปถนัดตา
แต่ผมรู้ว่าในสายตาแม่
ยังไงๆ แม่ก็ยังเห็นผมเป็นไอ้เด็กตัวเล็กๆ อยู่ดีนั่นแหละ
ใช่ครับ ผมยังเป็น ด.ช.บอย ของแม่ตลอดไป
ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนก็ตาม
เรียงความโดย
=ด.ช. วิสูตร แสงอรุณเลิศ=

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

อย่าปล่อยให้ชีวิตที่มี "คุณค่า" อยู่อย่างไร้ "ราคา"

อย่าปล่อยให้ชีวิตที่มี "คุณค่า"
อยู่อย่างไร้ "ราคา" แบบนี้้เลย!!!
-----
รู้ไหมว่า...
คุณค่าต่างกับราคาตรงไหน

ของที่มีคุณค่า
มักจะมีราคาแพง

ส่วนของที่ราคาแพง
อาจจะไม่มีคุณค่าก็ได้

เพราะเราล้วนตัดสินกัน
จาก.. "ความรู้สึก"
-----
ทุกครั้งที่ต้องใช้จ่าย
เคยถามตัวเองไหมว่า

เราสนใจ "ราคา" ที่ต้องจ่าย
หรือ "คุณค่า" ที่เราได้รับ
-----
ทุกครั้งที่ได้รับรายได้
เคยถามตัวเองไหมว่า

เราได้สร้าง "คุณค่า" ของงาน
ควรคู่กับ "ราคา" ที่เค้าจ่ายหรือไม่
-----
อย่าปล่อยให้ตัวเรา
กลายเป็นสินค้าราคาแพงที่ไม่มีคุณค่า

และอย่าปล่อยให้คุณค่าที่เรามี
ถูกกดขี่ด้วยราคาที่คนอื่นประเมินเลย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว
คนที่ตอบคำถามนี้ได้ที่สุด คือ
... ตัวคุณเอง

แหล่งที่มา      Facebook : TaxBugnoms

แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต...ของทุกคน

หัดเดินก้าวแรก…แม่...เชียร์เราให้ลุกขึ้นยืน
ข้าวคำแรก…แม่… เชียร์ให้เราเคี้ยวข้าวคำนั้น
ขี่จักรยานครั้งแรก…แม่..เชียร์เราให้กล้ายกขาขึ้นเพื่อทรงตัว
ล้มจากจักรยานครั้งแรก…แม่...เชียร์อัพ..ให้เรายอมล้มครั้งที่สอง
เรียนแย่ๆ...แม่คอยปลอบให้เริ่มต้นใหม่ในเทอมถัดไป
ทำงานโดนเจ้านายด่าครั้งแรก…แม่ปลอบว่ามันเป็นธรรมดาของโลกและเราต้องพัฒนาตัวเอง
.
.
ทำกิจการตัวเองครั้งแรก…
แม่ยังคงคอยถามและพร้อมที่จะให้กำลังใจ

เจ๊งจากกิจการแรก…
แม่ก็ยังคงวนเวียนโทรถามให้กำลัง..
พร้อมกับคำถามว่า..ไหวมั้ยลูก//
แค่นั้นก็ทำให้เรามีกำลังสู้ต่อไป
.
.
ประสบความสำเร็จ ครั้งแรก …
แม่ ก็คอยอยู่ชื่นชมความสำเร็จของเรา (และหันไปคุยกับคนข้างบ้าน ว่านี่ล่ะลูกชั้นๆ)
.
.
เชื่อว่า..ทุกๆ ความสำเร็จของเรา...
ที่สุดของแรงผลักดันของใจ..คงไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าคุณพ่อคุณแม่ของเรา
.
.
หากเรายังมีโอกาส รักและดูแลท่านมากๆ นะ
ไม่ต้องรอเวลาว่าเราต้องรวยหรือสำเร็จสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ก่อน
.
.
เพราะว่าเรา...สำเร็จมาเพราะท่าน..มากมายแล้ว..จริงๆ
.
.
.
สุขสันต์วันแม่นะ
อย่าลืมดูแลคุณพ่อด้วยเดี๋ยวงอน
.
แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ วันแม่แห่งชาติ  12/8/2014

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

โชคดีจังพี่

สังเกตไหมว่าเรามักจะได้ยินบางคนพูดถึง
"ใครก็ตามที่ประสบความสำเร็จ" ว่า
" โชคดีจังเลยเนอะ"
.
.
โชคดีเนอะ ที่พี่ได้รับงานนี้
โชคดีจังเลย พี่รวยจัง
โชคดีจังเลย พี่ได้ไปเที่ยวเมืองนอกบ่อย
โชคดีจังเลย มีเวลาว่างเยอะจริง ได้ดูแลครอบครัว
โชคดีจังเลย สอบติด(ที่นั่นที่นี่) ด้วยโอกาสเข้าได้มันน้อยมากๆ
.
.
เขาเหล่านั้นไม่รู้เลย ว่าโชคที่เขากำลังพูดถึง
เขาก็สามารถมีมันเองได้
.
.
ขออนุญาต นำเสนอเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง //
มีโอกาสได้พบเธอในงานประชุมแห่งหนึ่ง /
เธอพูดภาษาอังกฤษได้เพราะสุดๆ เรียกได้ว่า
สำเนียงอย่างกับเจ้าของภาษาเลยทีเดียว
.
.
แว้บแรกก็ไม่คิดอะไร แต่มาสะดุดกับคำที่เธอพูดว่า
เธอก็เพิ่งหัดภาษาอังกฤษได้ไม่นาน
และหัดด้วยตัวเอง ที่บ้านผ่านทาง youtube /
ด้วยการฟังอะไรก็ตามที่มันเป็นภาษาอังกฤษ /
.
ฟังมันในทุกเวลาที่เธอทำได้ ไม่เว้นแม่แต่ช่วงที่เธอนอน
(เสียบหูฟังคาไว้อย่างนั้น)
.
.
เธอทำอย่างนั้น ด้วยความต่อเนื่อง และมีวินัย
ด้วยจุดมุ่งหมาย คือ อยากพูดภาษาอังกฤษให้เหมือนอย่างที่เจ้าของภาษาพูด
.
.
และในวันนี้ นอกจากว่าจะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีแล้ว
เธอยังได้รับเชิญเข้าเป็น
อาจารย์ประจำภาควิชา ภาษาอังกฤษ ในมหาวิทยาลัยชื่อดังอีกด้วย
.
.
เธอโชคดีจริงๆ
เพื่อนๆ เธอก็บอกว่าเธอโชคดี //
จากคนที่มีทุนเป็น ศูนย์
แต่มหาวิทยาลัยชื่อดังยังรับ
.
.
โชคดีๆๆๆ
.
==========
.
คุณว่าเธอโชคดี
หรือเธอ” ทำตัวเอง"ให้เป็นคนโชคดี
.
ถ้าเป็นอย่างหลัง …
ก็แปลว่า เราทุกคนก็สามารถเป็นคนที่โชคดีได้เช่นกัน /
ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง ให้พร้อมกับโอกาสที่มันวิ่งเข้ามา /
นั่นแหละครับเคล็ดลับแห่งความ "โชคดี" ที่หลายๆ คนกำลังพูดถึง
.
.
เราสร้างมันได้
.
.
โชคดีนะทุกคน
.
.
‪แหล่งที่มา      Facebook : #‎อาเสี่ย‬ 11/8/2014

พบกันที่จุด B

สิ่งที่คุณกำลังจะอ่านต่อไปนี้ มีประโยชน์มาก
และมันจะเปลี่ยนชีวิตคุณ เหมือนที่เปลี่ยนชีวิตมาแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรในชีวิตก็ตาม
มนุษย์ทุกคนกำลังต้องการก้าวจากจุด A ไปจุด B เสมอ

เช่น เราอ้วนอยู่ ก็อยากจะผอม
เราจนอยู่ ก็อยากจะร่ำรวย

เราทุกคนล้วนต้องการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า
เราทุกคนล้วนต้องการมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม

และมีสิ่งที่เราต้องรู้อยู่แค่ 3 ข้อเท่านั้น
เพื่อที่จะทำให้เราก้าวจากจุด A ไปจุด B ได้สำเร็จ
ไม่ว่า A กับ B ของคุณคือเรื่องอะไรก็ตาม

ข้อแรก 
การเคลื่อนไปข้างหน้านั้น ต้องใช้ "คุณสมบัติ" อะไรบางอย่าง
เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากก้าวไปจุด B

เราก็แค่ไปดูว่า คนที่อยู่จุด B เขาทำอย่างไรถึงมาอยู่ที่จุดนี้ได้
จากนั้นก็ทำตาม แล้วเราก็จะสำเร็จดังใจหมายเหมือนเขา

ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ประเด็นก็คือ
คนส่วนใหญ่อยากไปจุด B โดยไม่ยอมมีคุณสมบัตินั้นก่อน
แต่กลับยืนอยู่ตรงจุด A แล้วเฝ้าบอกว่าพาฉันไปที่จุด B ก่อนสิ
แล้วฉันจะมีคุณสมบัตินั้น

ขึ้นเงินเดือนให้ฉันก่อนสิ แล้วฉันจะทำงานให้เต็มที่เลย
มารักฉันก่อนสิ แล้วฉันจะเป็นคนที่ดี

คุณว่ามันสมเหตุสมผลมั้ยล่ะ?
! เราต้องเป็นคนๆ นั้นก่อน แล้วเราถึงจะได้เป็นจริงๆ

ข้อสอง
ต่อให้เรารู้แล้วว่าต้องคุณสมบัติอะไรบ้าง
ก็ใช่ว่าหนทางจะราบเรียบ เราจึงพึงต้องรู้ว่า
อุปสรรคเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องเจอ
ความล้มเหลวเป็นแค่เรื่องชั่วคราว

ฟังดูเหมือนง่าย แต่ประเด็นก็คือ
คนส่วนใหญ่พอเจออุปสรรคแล้วมักยอมแพ้ง่าย

เขาชอบคิดว่าคนที่ไปถึงจุด B ได้นั้น
สงสัยคงตรงดิ่งไปที่นั่นอย่างไม่ต้องเจออุปสรรคเลย

แต่มันไม่ใช่เลย ความสำเร็จนั้นกินความล้มเหลวเป็นอาหาร
ล้มเหลวไปเถอะ ถ้ายังไม่ถอดใจ ยังไงๆ ก็ถึงจุด B แน่นอน

ข้อสาม 
ต่อให้รู้ว่าต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ต่อให้รู้ว่าต้องเจออุปสรรค
แต่ทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเราไม่ยกขาออกจากจุด A

และสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่ก้าวออกไปก็คือ "ความกลัว"
เขาคงไม่รู้สินะว่าคนสำเร็จทุกคนล้วน "เดินไปทั้งๆ ที่กลัว" นั่นแหละ

ฟังดูเหมือนง่าย แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เลยว่า
ความกลัวจะค่อยๆ หายไป เมื่อเราลงมือทำ
และในหลายๆ ครั้ง เราคือนักสร้างหนังสยองขวัญในจินตนาการที่เก่งมาก

เอาเข้าจริงแล้ว ไม่ได้มีอะไรเลยสักนิด
ใครก็ตามที่เข้าใจ 3 ข้อนี้

มั่นใจว่าไม่มีจุดไหนที่เขาจะไปไม่ถึง
ขอเพียงแค่แน่ใจว่าจุด B ของเขาคืออะไร
ต้องใช้คุณสมบัติอะไรบ้าง
ถ้าเจออุปสรรคอย่าย่อท้อ
และที่สำคัญที่สุดต้องกล้าก้าวแรก ก้าวทั้งๆ ที่กลัว
แล้วพบกันที่จุด B นะ

แหล่งที่มา       Facebook : Boy's Thought

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น !!! แล้วหมุนมามองชีวิตตัวเองกันบ้างเถอะค

หลังจากที่ดูซีรีย์ "ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น" ตอนล่าสุด
มีอยู่ฉากนึงที่ชอบมากกกกกกกก

นั่นคือ...
บทสนทนาที่คู่รักสองคนทะเลาะกัน

"ภู" และ "เต้ย"
คนหนึ่งคนอยากได้รับความสำคัญจากคนรัก
ถึงแม้มันอาจจะดูไม่มีเหตุผลสักเท่าไรนัก

เราอยากให้คนรักให้ความสำคัญกับเรา
เหมือนกับที่เราให้ความสำคัญกับเขา

เราอยากให้คนที่เรารักเลิกคบเพื่อน
เพียงเพราะเราต้องการความสบายใจ

ความสบายใจที่ไม่ให้เค้ารักคนอื่น
แม้ว่าจะเค้าต้องเสียเพื่อนคนหนึ่งไปก็ตาม

เรามักคิดอยู่เสมอว่า
ถ้ามีอะไรที่ทำให้คนที่เรารักมีความสุข
... เราจะยอมทำทุกอย่าง

แต่บางครั้งแล้ว เรานั่นแหละ
ที่ทำให้คนที่เรารักไม่มีความสุขเสียเอง
-----
ชีวิตก็เช่นเดียวกัน

เราอยากมีชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีความสุข
เราทุกคนล้วนมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่
อยากมีอิสรภาพทางการเงินที่ยิ่งใหญ่
อยากมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง
อยากมีหน้าที่การงานที่ดี ฯลฯ

เราให้ความสำคัญกับเป้าหมาย
เราคิดถึงมันทุกลมหายใจ

เรายอมแลกได้ทุกอย่าง
หากทำให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จ

แต่รู้ไหมว่า...
ความรักเหมือนกับเป้าหมายตรงไหน?

เหมือนกันตรงที่...
เราชอบ "คิด" อย่างหนึ่ง
แต่ "การกระทำ"
... กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง

แหล่งที่มา      Facebook : TaxBugnoms

ชีวิตจะยากหรือง่าย อยู่ที่ว่าคุณตอบคำถามว่าอย่างไร?

ถ้าอยากรวย
ก็แค่ใช้เงินให้น้อยกว่าที่หาได้
ลดรายจ่ายแล้วเอาเงินออมไปลงทุน

ถ้าอยากมีหุ่นดี ร่างกายที่แข็งแรง
ก็แค่กินให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการใช้
ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

ถ้าอยากมีสุขภาพจิตที่ดี
ก็แค่มองโลกในด้านดีให้มากกว่าด้านร้าย
ฝึกสมาธิ ละทิ้งความเครียด หัดปล่อยวางบ้าง
----
ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า..
ชีวิตไม่ยาก ถ้าหากคุณตั้งโจทย์ง่าย

แต่บางทีแล้ว...
โจทย์ชีวิตอาจจะไม่ได้ยาก

เพียงแต่เรา
อาจจะตอบคำถาม
ด้วยคำตอบที่ผิด
...จริงไหม

แหล่งที่มา    Facebook : TaxBugnoms

คุณลุง Taxi หัวใจ CEO

เมื่อคืน มีโอกาสได้ใช้บริการ Uber อีกครั้ง //
ถือว่าโชคดีมากจริงๆ ที่ได้นั่งรถกับคุณลุงท่านนี้
.
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการนั่งรถ1ชั่วโมง
(** บอกก่อนนะว่า Uber ราคาก็ไม่ได้แพงเหมือน limousine โรงแรม
แพงกว่า taxi meter ซัก50%เท่านั้น
แต่สิ่งที่ได้รับจากคุณลุงท่านนี้ มันมากกว่าส่วนต่างนั้นมากมาย)
.
นอกจากว่าคุณลุงเดินอ้อมมาเปิดประตูสร้าง first impression ให้ขึ้นแล้ว
ระหว่างที่เราเดินทางไปพร้อมๆ กัน
คุณลุงเล่าแนวคิดในการทำงานและดำเนินชีวิตหลายเรื่อง
.
ลุง: ลุงจบแค่ป 7 เท่านั้นครับ
       แต่สิ่งที่ทำให้ผมภูมิใจทุกครั้งคือ
       ลูกค้าสามารถสัมผัสถึง value ของการใช้บริการของ uber ได้
.
ถาม: (เฮ้ย!! คุณลุงเข้าใจคำว่า value ด้วยเหรอเนี่ย ตะโกนในใจ)
         ถามไปว่า คุณลุงลองอธิบาย value ในการบริการของคุณลุงให้ดูได้ไหม
.
ลุง: ผมพยายามทำให้ลูกค้าเดินทางด้วยความสบายใจ
       รวดเร็ว หาทางประหยัด เส้นทางที่ถูกที่สุด
       ได้นั่งรถที่สะอาด กลิ่นหอม รับรู้ได้ในทุกประสาทสัมผัสครับ
.
ถาม: นี่ uber เค้าแนะนำลุงเรื่องนี้มาด้วยมั้ย
.
ลุง: เปล่าครับ ตอนเป็นพนักงานเสิร์ฟ
       ผมก็คิดถึง value ที่ต้องส่งให้ลูกค้าเหมือนกัน//
       แม้กระทั่งการจุดบุหรี่ให้ลูกค้าในร้านอาหาร
       ผมยังต้องสังเกตว่า ถ้าลูกค้าควักกล่องบุหรีขึ้นมา ไฟแช็กของ /
       ผมต้องถือรอพร้อมจุดให้ลูกค้าทุกเมื่อ
       และเมื่อเสร็จผมก็ต้องรีบเก็บที่เชี่ยบุหรี่ เพื่อไม่ให้เกะกะสายตาลูกค้า
.
ลุงทำงานอะไร
ลุงต้องนึกเสมอว่า แกนหลักของงานเราคืออะไร
ลูกค้าต้องได้รับอะไรจากเรา
และอะไรที่เราทำให้เหนือความคาดหมายของลูกค้าได้ครับ
.
ถาม: อึ้งไปชั่วขณะ
.
ลุงควักเสื้อกั๊กตัวหนึ่งให้ดู เป็นเสื้อกั๊กสีดำ ข้างหลังปัก logo Uber พร้อมดาว 5 ดวง
..แล้วถาม ว่าสวยมั้ย
.
ก็ตอบไปว่า สวยดี คุณลุง uber ทำให้ทุกคันมั้ยเนี่ย
.
ลุงตอบอย่างรวดเร็ว: เปล่าครับๆ  ผมซื้อมาปัก logo เองครับ
                                  เราอยู่ได้ มีกินมีใช้ก็เพราะเจ้านายและบริษัทเรา
                                  ถ้าเราพอทำอะไรเพื่อช่วยให้บริษัทเติบโตขึ้นได้
                                  อย่างที่ผมทำก็เพราะผมภูมิใจในบริษัท
                                  และผมอยากสร้าง awareness ให้ลูกค้าหลายคนเห็น
                                  เวลาผมเดินเข้าตามโรงแรมผมจะควักเสื้อตัวนี้มาใส่
                                  คนจะได้เห็นว่า uber มาเมืองไทยแล้ว
.
อึ้งค้างตั้งแต่ลุงพูดว่า ลุงทำเสื้อเอง เพื่อสร้าง awareness
                                   (ลุงรู้จักการสร้าง brand awareness ด้วย)
.
ลุงเสริมต่อว่าจะรวบรวมเป็นชมรม
เพื่อส่งมอบความคิดและทัศนคติของลุงให้กับคนขับรถรุ่นหลังๆ
เพื่อเราจะได้มีอาชีพดีๆอย่างนี้ต่อไปด้วบครับ.
และลูกค้าจะได้รับบริการที่ดีที่สุดเหมือนนั่งรถของโรงแรมโอเรียนเต็ลเลย
และผม 60 แล้ว คงขับได้อีกไม่นาน
แต่ผมมีความสุขมากๆ กับการได้ขับรถได้บริการลูกค้า
และผมก็อยากให้น้องๆ รุ่นหลังได้มีความสุขเหมือนผมครับ
.
โอ้วลุง  อยากจะกรี๊ดดังๆ และ recruit ลุงเหลือเกิน
.
เสียดายที่เราเดินทางมาด้วยกันแค่ 1 ชั่วโมง
(แต่ขอเบอร์คุณลุงไว้ละ  ชอบลุงมาก และหวังว่าวันหนึ่ง จะได้สัมภาษณ์คุณลุงท่านนี้เพิ่มเติม  55)
.
สิ่งที่คุณลุงท่านนี้ทิ้งไว้คือ
.
ไม่ว่าเราจะอยู่ในตำแหน่งอะไร
เมื่อเราตั้งใจทำมันและ ทำให้ดีกว่าที่เราต้องทำ

(ตามjob description) เราก็มีความสุขกับมันได้
และอีกข้อที่สำคัญสุดๆและขาดไม่ได้ในการทำงานคือ ทัศนคติ
.
ลุงเป็นคนที่มีมุมมองต่องานและชีวิตที่น่าประทับใจมากๆ
และมันไม่ได้ดกี่ยวกับการศึกษาของลุงเลย
จบป 7 แล้วไง

ถ้า deliver งานให้ลูกค้าและบริษัทได้มากกว่าที่ทุกคนคาดหวัง
และตอบโจทย์ชีวิตของเรามันก็เพียงพอแล้วที่จะนำความสุขมาให้เราได้ จริงไหม:)
.
คงไม่กลัาดึงตัวคุณลุงมาร่วมงานด้วยเร็วๆ นี้
นอกจากผิดจรรยาบรรณทางธุรกิจแล้ว
ก็ยังอยากให้คนใช้ uber ได้สัมผัสบริการดีๆ แบบคุณลุงคนนี้ต่อไป

(แต่เห็นลุงบอกว่าอีกปีสองปีจะเลิกขับรถ
หลังจากนั้น อาจจะโชคดีที่จะเชิญคุณลุงมาทำอะไรด้วยกันได้บ้างนะ^^)
.
คงเลิกขับรถไปพักนึง เพราะหวังลึกๆ ว่า จะได้เจอเพชรแบบนี้อีกซักเม็ดก็เป็นได้นะ
.
แหล่งที่มา     Facebook : ‪#‎อาเสี่ย‬ 10/8/2014

รวยแล้วมันดีอย่างไร???

หนึ่งในคำถามที่คนมักถาม คือ ทำไมต้องร่ำรวย

ทำไมคำถามนี้ถึงสำคัญสำหรับชีวิตเรา!!!

หลายๆ คนคงมองว่า คนรวยเป็นคนโลภ
ลองมองในแง่มุมของบิล เกตต์ดู
ว่าหลังจากประสบความสำเร็จในธุรกิจไมโครซอฟท์
จนร่ำรวยติดอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว
บิล เกตต์ทำอย่างไรต่อ?

มูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2537
ภายใต้ชื่อเดิมว่า"วิลเลียม เอช. เกตส์ ฟาวน์เดชั่น"
โดยมีทรัพย์สินเริ่มต้นที่มูลค่า 2,820 ล้านบาท
โดยกองทุนดังกล่าวมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น
"บิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ ฟาวน์เดชั่น"
หรือมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ ที่เรียกขานกันในปัจจุบัน

ในอีก 5 ปีต่อมา
ขณะเดียวกัน มูลนิธิแห่งนี้ยังมีการควบรวมกับ"เกตส์ เลินนิ่ง ฟาวน์เดชั่น"
และทำให้มูลค่าสินทรัพย์ของกองทุนเพิ่มขึ้นเป็น 3,780 ล้านบาทในช่วงเวลาดังกล่าว
สำหรับตัวเลขล่าสุดของทรัพย์สินในมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์
ซึ่งเปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนปี 2554
พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท

ทำให้ปัจจุบัน
มูลนิธิแห่งนี้กลายเป็นมูลนิธิเอกชนที่มีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใสที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ส่วนแรงบันดาลใจที่ทำให้ครอบครัวตระกูลเกตส์
ก่อตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมาเกิดจากความชอบ
และความสนใจส่วนตัวของทั้งบิล และเมลินดา
ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนทั้งในสหรัฐฯ และพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลก

โดยเป้าหมายหลักของมูลนิธิ คือการพัฒนาด้านสาธารณสุข
อาทิ การให้ทุนวิจัยเพื่อคิดค้นยารักษาโรคเอดส์ โปลิโอ และวัณโรค
รวมถึงการแก้ไขปัญหาความยากจนทั่วโลก
และการขยายโอกาสด้านการศึกษา
และการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศของชาวอเมริกันผู้ด้อยโอกาส

จากเรื่องที่เล่ามาข้างต้น  มีบทสรุปเกี่ยวกับความร่ำรวย 2 ประเด็น
1. ชีวิตคนควรมีความก้าวหน้า
เพราะการเติบโต คือสิ่งที่มนุษย์ต้องการ

ดังเช่นประโยคต่อไปนี้
"ถ้าคุณเกิดมาจน มันไม่ใช่ความผิดของคุณ
แต่ถ้าคุณตายจน นั่นแหล่ะคือความผิดของคุณ"
...บิล เกตส์ - บุรุษผู้ใจบุญและร่ำรวยที่สุดในอเมริกา

2. ความร่ำรวยไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ
เพราะเงินก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต
สุดท้ายขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เงินที่หามาได้อย่างไรต่างหาก

ตกลง ตอบคำถามที่เกริ่นไว้ตอนต้นแล้วหรือยัง

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life

คุณ "เก่งขึ้น" กว่าตัวคุณเองเมื่อ 1 ปีที่แล้วหรือไม่?

ตอบแบบไม่โกหกตัวเอง

คุณคิดว่า คุณ "เก่งขึ้น" กว่าตัวคุณเองเมื่อ 1 ปีที่แล้วหรือไม่?

คิดว่านี่คือคำถามที่ดีมากๆ เพราะทำให้เราฉุกคิด
ว่าใน 1 ปีที่ผ่านมา เราทำอะไรบ้าง

คำตอบของคำถามนี้จะเป็นตัวชี้อนาคตของเรา
และจะเป็นหลักฐานชั้นดีว่า

การที่คนนึงก้าวไปได้ไกล ในขณะที่อีกคนยังจมอยู่ที่เดิม
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต
แต่นี่เป็นเรื่องของการพัฒนาตัวเองล้วนๆ

ถ้าตอบว่า "ใช่" ก็ไปต่อเลย คุณมาถูกทางแล้ว อย่าหยุด
ต่อให้วันนี้ยังไม่พบความสำเร็จอย่างที่หวัง
แต่มันต้องถึงแน่นอน

แต่ถ้าตอบว่า "ไม่ใช่" ก็คงต้องถามตัวเองต่อว่า
แล้วที่ผ่านมัวทำอะไรอยู่?
สบายเกินไปหรือเปล่า? ขี้เกียจเกินไปหรือเปล่า?

จากนั้นหาทางปรับปรุงแก้ไข
ตั้งเป้าไปเลยว่าอีก 1 ปีจากนี้ฉันต้องเก่งขึ้นกว่าเดิม

ตอบแบบไม่โกหกตัวเอง
คุณคิดว่าคุณ "เก่งขึ้น"
กว่าตัวคุณเองเมื่อ 1 ปีที่แล้วหรือเปล่า?
ลองตอบเดี๋ยวนี้เลย

แหล่งที่มา     Facebook : Boy's Thought

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

9 วิธีทำงานอย่างความสุข

เชื่อว่าหลายคนคงเคยถามตัวเองว่า
ตกลงชีวิตเราต้องการความสุขหรือความสำเร็จ???

ก่อนหน้านี้  คิดว่าชีวิตคนเราต้องได้อย่างเสียอย่าง..
เหมือนเพลงอัสนี-วสันต์

แต่บางทีอาจเป็นเพราะเราตั้งคำถามผิด
แทนที่จะถามว่าต้องเลือกอะไร
เปลี่ยนเป็น..ทำอย่างไรจึงมีทั้งความสำเร็จและความสุข? จะดีกว่า

จริงหรือที่ชีวิตสามารถมีทั้งความสำเร็จและความสุข?
จริง  มี 9 วิธีง่ายๆ ดังนี้

1. ตั้งเป้าหมาย
เพราะชีวิตคนที่จะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีเป้าหมาย ให้คุณตั้งเป้าหมายทั้งความสำเร็จและความสุข รวมถึงหาวิธีการสู่เป้าหมาย จะทำให้ชัดเจนว่าทุกๆวัน..เราต้องทำอะไรบ้าง

2. สนุกกับการเรียนรู้สิ่งใหม่
ยิ่งเราเรียนรู้สิ่งใหม่ จะทำให้เรามี Comfort Zone ที่กว้างขึ้น มีอิสระในการดำเนินชีวิตเพิ่ม และที่สำคัญ เป็นการเพิ่มโอกาสดีๆในชีวิตคุณด้วย

3. พบเจอคนใหม่ๆ
โอกาสในชีวิตคุณมักมาจากผู้คนที่พบเจอ เปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักคนเก่งๆ คนมีความสามารถ โดยเฉพาะในเส้นทางฝันของเรา(Idol) และเรียนรู้จากเค้า

4. ออกเดินทาง
บางครั้งการเดินทางไปยังสถานที่ๆไม่เคยไป อาจได้แรงบันดาลใจ หรือแนวคิดในการทำธุรกิจ

5. พัฒนาตนเอง
งานสัมมนาและหนังสือดีๆ จะช่วยให้แรงบันดาลใจ รวมทั้งเติมไฟเวลาท้อ เพราะไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ตลอด ถ้าอยากฝันไกล..ต้องจุดไฟในตัวเองได้

6.เลือกสิ่งดีๆ ในชีวิต
จริงๆเราเลือกเพื่อน สังคม งาน และกิจกรรมยามว่างที่เราต้องการได้ ถ้าเรามีศักยภาพพอ เพราะฉะนั้น ต้องพัฒนาตนเองให้พร้อมรับโอกาสดีๆในชีวิต

7. ฝึกเป็นผู้ให้
เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก และความสุขจากการให้นั้นมากกว่าการรับ

8. ใช้เวลาว่าง..ทำในสิ่งที่มีความสุข
เป็นการเติมพลังในชีวิต อาจจะเป็น อ่านหนังสือในสวน ดูปลาในบ่อ ดูแลต้นไม้ ว่ายน้ำ ฯลฯ

9. มีสติ
ปัญหาต่างๆในชีวิตที่เกิดขึ้น เราสามารถคลี่คลายให้ดีขึ้นได้ ถ้าเรามีสติ สติจะช่วยให้เราเลือกทำสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง และถูกเวลา

ตั้งคำถามให้ถูก มีวิธีการ เป้าหมายชัดเจน เราจะไปถึงฝันได้ ความสุขและความสำเร็จรออยู่

แหล่งที่มา    Facebook : Pop's Life

คุณหลอกดาว!

คุณหลอกดาว!
คิดๆ ดูก็น่าแปลกนะ

คนที่ร้องเพลงเพื่อคนจน ยกย่องความจนว่ายิ่งใหญ่
แต่เขากลับเป็นคนร่ำรวยระดับมหาเศรษฐี

หนังอย่างไททานิค ที่แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายของคนรวย
คนรวยกดขี่คนจน มีการแบ่งชนชั้นขนาดไหน
แต่ผู้เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้สร้าง นักแสดง ไปจนถึงนักร้องเพลงประกอบ
กลับร่ำรวยมหาศาลจากหนังเรื่องนี้

สรุปว่าเรากำลังถูกหล่อหลอมทัศนคติว่า
"ความรวย" นั้นชั่วร้าย
"คนรวย" คือคนไม่ดี จ้องแต่จะเอาเปรียบคนจน

ส่วน "ความจน" คือความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
แต่ผู้ที่ขายทัศนคติแบบนี้ให้เรา กลับร่ำรวย?

คิดว่าจุดเปลี่ยนที่ยิ่งใหญ่จุดนึงในชีวิตก็คือ
การที่ได้ลืมตา มองเห็นทัศนคติใหม่ๆ ว่า
"ความร่ำรวยนั้นเป็นเรื่องดี"
เมื่อก่อนภาพคนรวยในหัว
คือคนที่คิดถึงแต่เรื่องเงิน
เอาเปรียบใครได้เป็นต้องเอาเปรียบ
ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ครอบครัวแตกแยก แย่งชิงสมบัติ

เมื่อคิดแบบนั้น
สมองก็เลยตั้งโปรแกรม "เกลียดคนรวยโดยอัตโนมัติ"
แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้รู้จัก "เศรษฐีตัวจริง" มากขึ้น
จึงพบว่าภาพคนรวยในหัวนั้น
มันเป็นแค่ตัวละครที่มีแคแรกเตอร์โหลๆ เหมารวม

ให้เราคิดไปว่า "คนรวย = คนชั่ว"
เศรษฐีที่รู้จัก
พวกเขามีครอบครัวที่อบอุ่นมาก มีเวลาให้ครอบครัว
มีเงินทองให้การศึกษากับลูกอย่างเต็มที่

เศรษฐีคนนึงที่รู้จัก เขาบินไปอยู่กับลูกที่ลอนดอนเป็นเดือน
เพื่อร่วมงานรับปริญญาของลูก
พวกเขามีสุขภาพที่สมบูรณ์ หนุ่มสาวกว่าคนวัยเดียวกัน
พวกเขาบริจาคเงินทองนับสิบๆ ล้านเพื่อสังคมแบบเงียบๆ

เศรษฐีคนนึงที่รู้จัก เธอบริจาคเงินสร้างวัดในชนบทมากมาย
แน่นอน มีบ้างบางคนรวยที่นิสัยชั่วช้าเอาเปรียบคนอื่น
แต่พวกเขาไม่ใช่คนชั่ว "ทุกคน"

เมื่อได้รับข้อมูลใหม่ๆ ว่า
เราสามารถ "ร่ำรวย" "มีความสุข" และ "เป็นคนดี" พร้อมๆ กันได้
เมื่อนั้นความเชื่อก็เปลี่ยนไป

จากวันนั้น  พัฒนาความสามารถอย่างรวดเร็ว
เข้าไปรู้จักกับกลุ่มคนที่มีรายได้สูง Top5% ของประเทศ
และรายได้ก็ขยับมากขึ้นเรื่อยๆ

วันนี้ร่ำรวยกว่าตอนที่เกลียดคนรวย เป็นสิบเป็นร้อยเท่า
ความสุขและความดีในตัว ก็มากกว่าวันนั้นที่จิตขุ่นมัว
เพราะตอนนั้นเอาแต่คิดว่าจะหาเงินจากไหน ให้พอใช้ถึงสิ้นเดือน

ไม่ได้ยกย่องคนรวยทุกคน
แต่แค่จะบอกว่าเราสามารถเป็นคนรวยที่เป็นคนดีได้

และถ้าเราร่ำรวย
เราจะช่วยคนอื่นได้มากกว่าตอนที่เรายากจนอย่างแน่นอน

บางทีที่ "อาการเกลียดคนรวย" เป็นสินค้าที่ขายง่ายที่สุด
ก็เพราะคนซื้อจำนวนมากเป็นคนจนนั่นเอง

บางที่ที่เราเห็นแต่ข่าวคนรวยแย่งสมบัติ
แต่ไม่เคยเห็นข่าวคนจนแย่งสมบัติ
อาจไม่ใช่เพราะคนจนเป็นคนดี

แต่เป็นเพราะไม่มีสมบัติให้แย่งชิงกันก็ได้
มา "ร่ำรวย" "มีความสุข" และ "เป็นคนดี" พร้อมๆ กันดีกว่า
ไม่เห็นจะต้องยากจนเพื่อเป็นคนดีเลย
ว่ามั้ย?

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สุ ข สั น ต์ วั น เ กิ ด โ น บิ ต ะ

เมื่อพูดถึง "โนบิตะ" เราจะนึกถึงเด็กแว่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง
ที่มองผ่านๆ ก็ถูกสายตาของเราตัดสินไปแล้วว่า
เป็นเด็กที่แสนขี้เกียจ อ่อนแอ ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้
เรียนก็ไม่เก่ง สอบตกก็บ่อย
แถมยังโดน "ไจแอนท์" กับ "ซูเนโอะ" คอยรังแกอีกต่างหาก
-----
สิ่งที่ดูเหมือนว่าจะเป็นข้อดีของ "โนบิตะ"
นั่นก็คือเค้าเป็น "คนดี" มีน้ำใจรักพวกพ้อง
และคอยเป็นห่วงความรู้สึกของคนที่เค้ารักอยู่เสมอ
โดยเฉพาะ "ชิซูกะ" ซึ่งเป็นหญิงสาวที่โนบิตะมีความรักมอบให้อย่างเต็มเปี่ยม
-----
แต่ทว่า ฟ้าก็ยังไม่ทอดทิ้ง "โนบิตะ"
เพราะในวันหนึ่ง มีหุ่นยนต์จากโลกอนาคต
ที่ชื่อว่า "โดราเอมอน" มาอยู่ด้วยพร้อมกับ "ของวิเศษ"
ที่จะช่วยให้โนบิตะรับมือกับปัญหา
และจัดการไจแอนท์และซูเนโอะได้ตลอดๆ
เพียงแค่ โนบิตะบอก "ความต้องการ" โดราเอมอนก็พร้อมจะหาของวิเศษใหม่ๆ
จาก "กระเป๋าวิเศษ" มาให้ตลอดเวลา
-----
ดังนั้น ในแต่ละตอนเราจะเห็น "โนบิตะ" ได้ของวิเศษชิ้นใหม่
มาจัดการเจ้า "ไจแอนท์" (เป็นหลัก) กับ "ซูเนโอะ" (ในบางครั้งบางคราว)
แต่โนบิตะเองก็มักจะ "พลาด" ชนิดที่เรียกว่าตกม้าตาย
คือ ไม่ใช้ของวิเศษจนเกินความจำเป็นบ้าง
ก็เอาของวิเศษไปใช้ผิดวัตถุประสงค์บ้าง
ทำให้ในตอนจบของการ์ตูนตอนนั้น
จบลงด้วยความ "เสียใจ" กับความผิดพลาดของโนบิตะอยู่เสมอๆ
แต่ก็ยังดีที่มีโดราเอมอนคอยปลอบใจและอยู่ข้างๆ
-----
ในชีวิตจริง เราทุกคนล้วนมี "โนบิตะ" อยู่ในตัวเอง
เพียงแต่ "โนบิตะในตัวเรา" ดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเกียจคร้าน
จากความคิด "ง่ายๆ" ที่ว่า ไม่เป็นไร
เดี๋ยว "โดราเอมอน" (ใครสักคน) คงจะมาช่วยเราเองแหละ
ใช้ "ของวิเศษ" (ทางลัด) แป็บเดียวเดี๋ยวก็คงจัดการได้เอง
จะคิดมากไปทำไมว้า..
-----
แต่เมื่อไรที่ "โนบิตะ" ไม่มี "โดราเอมอน"
เค้าถึงได้เรียนรู้ว่า "ความสำเร็จ" ที่เค้าต้องการนั้น
ควรจะสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง
ไม่ใช่มัวแต่หวังพึ่ง "ของวิเศษ" โดยที่ไม่คิดจะลงมือทำอะไรเลย

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของโนบิตะ
เรามาให้ของขวัญเขาด้วยการ...
เปลี่ยนแปลง "โนบิตะในตัวเรา" ดีไหม

แหล่งที่มา     Facebook : TaxBugnoms

ชีวิตคือการรักษาสมดุลและก้าวไปข้างหน้า

Life is like riding a bicycle.To keep your balance,you must keep moving.-Albert Einstein

หนึ่งในประโยคโปรด

สำหรับคนที่มี Passion ในชีวิตสูงๆ คงจะเต็มที่กับทุกสิ่งที่ทำ
แต่ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถรักษาสมดุลของชีวิตพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าได้

การบริหารเวลา..จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดประสิทธิภาพของท่านผู้บริหาร
และผู้จัดการทั้งหลาย

เราคงเคยได้ยินเรื่องการจัดการงานเร่งด่วน
และงานสำคัญมาก่อนแล้วใช่ไม๊
วันนี้จะขอเล่าเรื่องราวๆหนึ่งเพื่ออธิบายเรื่องๆ นี้ให้ง่ายขึ้น

เมื่อครั้งที่เล่าปี่มีปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ และปรึกษาขงเบ้ง (กุนซือคู่กาย)
ขงเบ้งได้ให้ทหารเตรียมถังน้ำ ก้อนหิน กรวด ทราย และน้ำมา พร้อมกับกล่าวว่า

"คำตอบของการบริหารขั้นสูงอยู่ในถังเหล็กใบใหญ่นี้แหละ!
ความจุของถังนี้เปรียบเสมือนขีดความสามารถของคนๆ หนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง
ก้อนกรวดเปรียบได้กับงานที่สำคัญและเร่งด่วน
ก้อนหินคือภาระที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน
เม็ดทรายเปรียบได้กับภาระที่เร่งด่วนแต่ไม่สำคัญ
และน้ำคือหน้าที่ที่ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน"

ขงเบ้งอธิบายพรางวาดผังประกอบคำอธิบาย ดังในตารางประกอบ
"ปกติท่านเน้นงานประเภทใด?" ขงเบ้งถาม
"ก็ต้องเป็นประเภท "ก." เล่าปี่ตอบอย่างไม่ลังเล

"แล้วงานประเภท ข. ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อไป
เล่าปี่ตอบว่า
"ข้าฯ ตระหนักถึงความสำคัญของงานประเภท ข. แต่ก็ไม่มีเวลาพอที่สนใจมัน"

"เป็นอย่างนี้ใช่ไหม" ขงเบ้งถาม
พรางใส่กรวดลงไปในถังเหล็กจนเต็ม
แล้วพยายามใส่ก้อนหินเข้าไปซึ่งใส่ไม่ได้
เล่าปี่ตอบว่า "ใช่!"

"และหากเปลี่ยนวิธีบรรจุใหม่ล่ะ?" ขงเบ้งถามต่อ
พลางใส่ก้อนหินทีละก้อนเข้าไปในถังก่อนจนใส่ไม่ได้
แล้วจึงถามเล่าปี่อีกว่า
"ตอนนี้ถังเหล็กเต็มแล้วจะใส่อะไรลงไปอีกไม่ได้ใช่ไหม?"
ซึ่งเล่าปี่ตอบว่า "ใช่"

"จริงหรือ?" ขงเบ้งถาม
แล้วหยิบก้อนกรวดใส่เข้าไปข้างบนถัง
แล้วเขย่าให้ก้อนกรวดตกลงไปในถังจนหมด

"บัดนี้ถังเหล็กใบนี้ใส่อะไรลงไปอีกได้หรือไม่?" ขงเบ้งพูด
พรางเทเม็ดทรายลงไปอีกจนหมด

"แล้วทีนี้ละ? ใส่อะไรลงไปอีกได้ไหม?" ขงเบ้งถามต่อไป
แต่ก่อนที่เล่าปี่มีโอกาสตอบ
ขงเบ้งก็ตักน้ำที่เตรียมไว้ใส่ลงไปในถังเหล็กอีกจนหมด
"ตอนนี้ท่านเข้าใจความหมายของการทดลองนี้แล้วหรือยัง?"
เล่าปี่ตอบว่า
"เข้าใจแล้ว
นี่คือสิ่งที่ท่านกล่าวถึงเมื่อสักครู่เกี่ยวกับการจัดการแบบแยกประเภท
และเลือกการจัดการก่อนหลังใช่ไหม?"
ขงเบ้งตอบว่า "ใช่แล้ว

การทดลองชี้ให้เห็นว่า
หากถังเหล็กตั้งแต่แรกก็เติมเต็มไปด้วยก้อนกรวด ทราย และน้ำ
ก็คงไม่มีโอกาสใส่ก้อนหินลงไปได้
แต่ถ้าใส่ก้อนหินลงไปก่อนในถังยังมีเนื้อที่ที่จะใส่สิ่งอื่นๆ เข้าไปได้อีก

ดังนั้น การบริหารเวลาที่ได้ผลต้องดูว่า
อะไรคือก้อนหิน
อะไรคือก้อนกรวด
เม็ดทราย
และน้ำ ฯลฯ
และไม่ว่าจะเป็นประการใดก็ต้องใส่ก้อนหินลงไปในถังเป็นอันดับแรก

คนทั่วไปมักให้ความสำคัญกับงานเร่งด่วนและสำคัญ
ซึ่งที่จริงงานที่เราควรให้น้ำหนักก่อน
คือ งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน
เพราะถ้าเราจัดการงานในส่วนนี้ ก็จะไม่มีงานเร่งด่วนและสำคัญ..
ให้เราต้องวุ่นวายใจ

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จกับชีวิตที่สมดุล
และก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุข

แหล่งที่มา     Facebook : Pop's Life