วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

"ในหลวง" พระราชทานพรปีใหม่


ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๕

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๕ ความว่า

ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมากที่ร่วมกันจัดงานฉลองอายุครบ ๗ รอบ ให้อย่างเหมาะสมงดงาม
   
ระหว่างปีที่แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ในบ้านเมืองนับว่าเป็นปรกติดี แต่พอเข้าปลายปี ก็เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ เป็นเหตุให้ประชาชนหลายจังหวัดต้องประสบอันตรายและความเดือดร้อนลำบาก ความเสียหายครั้งนี้ดูจะร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆ ที่ผ่านมา ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องเตือนใจอย่างสำคัญ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้หลายครั้งแล้วว่า วิถีชีวิตของคนเรานั้นจะต้องมีทุกข์มีภัย มีอุปสรรคผ่านเข้ามาเนืองๆ ไม่มีผู้ใดจะอยู่เป็นปรกติสุขอย่างเดียวได้ ทุกคนจึงต้องเตรียมกาย เตรียมใจ และเตรียมการไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อเผชิญและป้องกัน แก้ไขความไม่ปรกติเดือดร้อนต่างๆ ด้วยความไม่ประมาทด้วยเหตุผล ด้วยหลักวิชา และด้วยสามัคคีธรรม
      
ในปีใหม่นี้ จึงขอให้ประชาชนชาวไทยได้ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท โดยมีสติรู้ตัวและปัญญารู้คิดกำกับอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใด ก็เร่งกระทำกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปให้ทันการณ์ทันเวลา ผลงานทั้งนั้น จะได้ส่งเสริมให้แต่ละคนประสบแต่ความสุขความเจริญ และทำให้ชาติบ้านเมืองดำรงมั่นคงและก้าวหน้าต่อไปด้วยความผาสุกสวัสดี

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุข ไม่มีทุกข์ไม่มีภัย ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๔
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๔ ณ โรงพยาบาลศิริราช
โดยออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย
ในเวลา ๒๐.๐๐ น. ของวันศุกร์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๓

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกรชาวไทย ความว่า

บัดนี้ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น

ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน ให้การสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน โดยมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน ด้วยความบริสุทธิ์และจริงใจ ทุกคนทุกฝ่าย จะได้สามารถร่วมมือ ร่วมความคิดอ่านกัน สร้างสรรค์ความสุข ความเจริญมั่นคง ให้แก่ตนประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการให้สำเร็จผลได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย จงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้มีความสุข ไม่มีทุกข์ ไม่มีภัย ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน

ในหลวงพระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.๒๕๕๓
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพรปีใหม่ 2553
โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ


ของขวัญปีใหม่แบบไหน ที่เหมาะแก่ผู้รับในแต่ละราศี

ชาวราศีเมษ (Aries)
        
ใครที่เกิดราศีเมษนั้น จะเป็นคนที่ลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างจะแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา แถมยังหนักแน่นมั่นคงและหุนหันพลันแล่นอยู่พอสมควร  นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ชาวราศีเมษยังเป็นคนที่มีแนวคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่เสมออีกด้วย และแน่นอนว่าราศีนี้จะรักและชื่นชอบความสนุกสนานเป็นชีวิตจิตใจ ฉะนั้นแล้วหากคุณอยากให้คนในราศีนี้มีความสุขแบบสุดๆ ล่ะก็ ลองวางแผนเซอร์ไพรส์ๆ เช่น พาเขาไปเที่ยวในที่ที่เขาชื่นชอบ จะเป็นอะไรที่เวิร์คมากๆ หรือไม่อย่างนั้น ก็ลองไปทานมื้อเย็นสุดพิเศษก็ได้ ก็เข้าท่าอยู่เช่นกัน
       
และถ้าหากคุณอยากจะให้ของขวัญคนราศีเมษแบบที่เป็นชิ้นเป็นอันแล้วล่ะก็ ลองเป็นการถ่ายภาพคู่กันแล้วนำไปใส่กรอบที่เขาชื่นชอบ หรือกรอบที่ทำเองกับมือก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ หรือไม่อย่างนั้น ถ้าหากคนในราษีเมษของคุณเป็นกุลสตรี ก็อาจจะเป็นน้ำหอมดีๆ สักขวดหนึ่ง หรือเพชรเม็ดงามๆ สักเม็ดหนึ่ง ก็จะทำให้เธอได้ประทับใจไม่รู้ลืมอยู่เหมือนกัน

ชาวราศีพฤษภ (Taurus)
        
โดยพื้นฐานแล้ว ชาวราศีพฤษภจะเป็นคนที่นอบน้อมถ่อมตน แต่อาจจะหัวโบราณไปซะหน่อย ใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงซะมากกว่าการเพ้อฝันไปเรื่อยเปื่อย แต่ที่แน่ๆ คือใครคบด้วยแล้ว สบายใจแน่นอนเพราะชาวราศีพฤษภจะไม่เสแสร้งหรือโออ้วดใดๆ เกินจริงแน่นอน และลักษณะนิสัยพื้นฐานแบบนี้ ชาวราศีพฤษภจึงค่อนข้างที่จะจริงจังกับชีวิตอยู่พอสมควร และจะรู้คุณค่าของสิ่งต่างๆ รอบตัวมากๆ อีกด้วย
       
ฉะนั้นแล้วของขวัญที่เหมาะกับราศีพฤษภ ก็เป็นประเภท ต้นไม่เล็กๆ สักต้น เพื่อให้เขาได้ดูแลให้มันเจริญเติบโตต่อไป หรือไม่ก็หนังสือดีๆ สักเล่ม ไม่อย่างงั้นก็ลองเป็นคุ๊กกี้โถใหญ่ๆ ลูกอมเยอะๆ ไม่ก็ช่อดอกไม้สวยๆ ก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

ชาวราศีเมถุน (Gemini)
        
ชาวราศีเมถุนจะชื่นชอบความท้าทายใหม่ๆ ในชีวิต แถมยังหลงใหลและชำนาญการในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอีกต่างหาก ดังนั้นของขวัญของชาวราศีนี้จึงค่อนข้างเลือกง่ายขึ้นมาหน่อย โดยคุณอาจจะเลือกเป็นเกมใหม่ๆ สมาร์ทโฟนสักเครื่อง แท็บเล็ตไปเลยก็ได้ หรืออุปกรณ์ไอทีเด็ดๆ สักชิ้น จะทำให้ให้ชาวราศีเมถุนได้แฮปปี้แบบยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว หรือถ้ามองว่าพวกอุปกรณ์ไอทีทั้งหลายยังไม่เหมาะที่จะให้ ก็อาจจะเป็นหนังสือจำพวกลับสมอง จิ๊กซอว์ลายโดนๆ หรือเป็นโมเดลตัวต่อก็ได้ ก็ลงตัวอยู่เหมือนกัน

 ชาวราศีกรกฎ (Cancer)
       
ว่ากันว่าสิ่งที่ชาวราศีกรกฎอยากได้เป็นของขวัญมากที่สุดแบบที่มีเงินมากแค่ไหนก็มาซื้อไปไม่ได้นั่นก็คือ การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันของคนในครอบครัว ไม่ว่าจะมีสมาชิกในครอบครัวเยอะหรือไม่มากน้อยขนาดไหน ก็ขอให้มาอยู่ด้วยกัน ได้กินข้าวพร้อมกัน พูดคุยเรื่อวราวต่างๆ นานาด้วยกัน ก็แฮปปี้ที่สุดในชีวิตแล้ว ดังนั้นของขวัญที่เหมาะสำหรับราศีกรกฎก็หนีไม่พ้นกิจกรรมดี ๆ ที่สมาชิกในครอบครัวสามารถทำร่วมกันได้ เช่น การทำอาหาร การจัดตกแต่งสวน ถ่ายรูปร่วมกัน และอื่น ๆ อีกมากมายสารพัด ฉะนั้น ลองหากล้องดีๆ หรือไม่ก็ของขวัญที่เหมาะแก่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้แก่ชาวราศีกรกฎ จัดเป็นอะไรที่เวิร์คมาก ๆ เลยล่ะ

ชาวราศีสิงห์ (Leo)
        
คนในราศีนี้ชอบอะไรที่ดูสดใสๆ ในชีวิต ทั้งเรื่องของข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และอื่นๆ อีกสารพัดสารเพ นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองอยู่พอสมควร และมีความเป็นคนเจ้าอารมณ์อยู่นิด ๆ ด้วย ที่สำคัญคือชอบที่จะเป็นที่สนใจแก่ทุกๆ คน ถ้าเคยเพิกเฉยด้วยนะ มีงอนยาวเลยล่ะ ฉะนั้นของขวัญของชาวราศีสิงห์ก็จะต้องเน้นที่ความพิเศษแบบอลังการงานสร้างสักหน่อย โดยอาจจะเป็นสิ่งของที่ ณ ขณะนั้นกำลังได้รับความนิยมแบบสุดขีด หรือไม่ก็สิ่งของที่ชาวราศีสิงห์ใฝ่ฝันอยากจะได้ แต่ยังไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของ หรือแบบเรียบสุดๆ คือพาไปดูหนังสักเรื่อง อาหารอร่อยๆ สักมื้อ ก็เป็นอะไรที่ถูกใจชาวราศีสิงห์อย่างมากเลย

ชาวราศีกันย์ (Virgo)
        
สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยคือ ชาวราศีกันย์ชอบหยิบจับสิ่งต่างๆ ที่สามารถใช้งานได้จริงๆ และเป็นประโยชน์ต่อตัวเขามากๆ นอกจากนั้นแล้ว ชาวราศีกันย์ยังชอบที่จะดูแลร่างกายของตัวเองเป็นพิเศษด้วย ทั้งเรื่องของความแข็งแรงและสิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ฉะนั้นแล้ว ของขวัญที่เหมาะกับชาวราศีกันย์นั้น ก็จะหนีไม่พ้น สิ่งของจำพวกเครื่องออกกำลังกาย หนังสือแนะนำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ หรือไม่ก็ตัวช่วยต่างๆ ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเขาเช่น กระเป๋าอเนกประสงค์ ออร์กาไนเซอร์ดีๆ สักเครื่อง ฯลฯ เป็นต้น

ชาวราศีตุลย์ (Libra)     

ว่ากันว่าชาวราศีตุลย์เป็นคนที่ชื่นชอบสิ่งสวยๆ งามๆ และมีรสนิยมในด้านต่าง ๆ ทั้งเรื่องของเสื้อผ้า หน้าผม ข้างของเครื่องใช้ และอื่นๆ จิปาถะ ดังนั้น หากจะหาของขวัญให้กับชาวราศีตุลย์ล่ะก็ สิ่งแรกเลยที่ต้องคำนึงคือเรื่องของความทันสมัย เก๋ไก๋ และดูดีมีราคาสักหน่อย อาจจะลงทุนสักนิดด้วยแหวนทองสักวงหนึ่ง ไม่ก็เป็น กิฟท์โวเชอร์ สำหรับซื้อเสื้อผ้าใหม่ ๆ หรือตามสถานที่พักผ่อนต่างๆ ก็ได้ หรือถ้าอยากจะซื้อเป็นแผ่นหนังหรือแผ่นเพลงแบบบ็อกซ์เซ็ตที่หายากๆ หน่อย ก็เข้าท่าอยู่เมือนกัน

ชาวราศีพิจิก (Scorpio)
        
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ชาวราศีพิจิกน่ะชื่นชอบในเรื่องที่ค่อนข้างจะลึกลับซับซ้อนมากเป็นพิเศษ เช่นในเรื่องของความเชื่อแขนงต่างๆ หรือเนื้อหาสาระที่ต้องมีการแก้ไขปมปริศนาเยอะๆ ล่ะชื่นชอบเป็นที่สุด ดังนั้น ของขวัญที่ดูจะเหมาะกับชาวราศีพิจิกก็จะเป็นประเภท หนังสือที่มีเนื้อหาให้ชวนคิดและน่าติดตาม อาจจะเป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวน หรือจะหนังสือ ภาพยนตร์ หรือใดๆ ก็ตามแต่ที่ชวนย้อนให้นึกถึงเหตุการณ์ในอดีต ก็จะทำให้ชาวราศีพิจิกได้แฮปปี้ด้วยเหมือนกัน
       
ทั้งนี้ อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับใครที่คิดไม่ออกว่าจะซื้อของขวัญอะไรให้ ก็ลองหาพวกแว่นเท่ ๆ หมวกเก๋ ๆ หรือไม่ก็เป็นแพ็คเกจสปาสักคอร์สสองคอร์ส ก็ได้เหมือนกัน เพราะชาวราศีพิจิกก็ชอบในหลาย ๆ สิ่งที่ดูสดใส สบายๆ ด้วย

ชาวราศีธนู (Sagittarius)
        
โดยพื้นฐานแล้ว ชาวราศีธนูถือเป็นราศีที่ชื่นชอบการเข้าสังคมอยู่ไม่น้อย แถมยังชอบทำกิจกรรมต่างๆ ที่ลุยๆ เสี่ยงๆ อีกด้วย นอกจากนั้น ยังเป็นคนที่ใจบุญและรักสัตว์มากๆ อีกด้วย ดังนั้น หากจะหาของขวัญให้ชาวราศีธนูแล้วล่ะก็ ง่ายๆ สุดเลย ก็ลองเป็นเสื้อผ้าใหม่ๆ หรือไม่ก็เป็นนาฬิกาข้อมือเท่ๆ สักเรือนหนึ่งก็ได้ หรือไม่อย่างนั้นก็พาไปกินข้าวนอกบ้าน ขอร้านที่มีบรรยากาศดีๆ หน่อย หรือจะไปเที่ยวแบบสนุกสุดเหวี่ยงเลยก็ได้ รับรองว่าชาวราศีธนูได้ยิ้มไม่หุบแน่ๆ เพราะยังไงแล้ว ชาวราศีธนูเองก็จะมีความสุขอย่างมากที่ได้ใช้สิ่งของต่างๆ หรือเวลาทั้งหมดไปกับสิ่งที่เขาชอบและคนที่เขารัก

ชาวราศีมังกร (Capricorn)
        
ถ้าพูดถึงเรื่องของความสามารถพิเศษแล้วล่ะก็ ชาวราศีมังกรไม่เป็นสองรองใครแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของทักษธทางด้านดนตรี กีฬา และความสามารถอื่นๆ อีกสารพัด ฉะนั้น ของขวัญต่างๆ ที่น่ามอบให้ก็ได้แก่ สิ่งของที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ เช่น หากชาวราศีมังกรคนไหนที่ชอบการเล่นกีฬา ก็อาจจะให้เป็นอุปกรณ์กีฬาเป็นของขวัญก็ได้ ส่วนใครที่ชอบเล่นเครื่องดนตรี ก็จัดเต็มไปเลยกับเครื่องดนตรี จะกีตาร์ กลอง หรือใดๆ ก็ตามแต่ หรือไม่ก็เป็นหนังสือดีๆ ที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ที่เขาสนใจโดยเฉพาะ ก็เข้าท่าอยู่เหมือนกันนะเออ

ชาวราศีกุมภ์ (Aquarius)
        
จะว่าไปแล้ว อาจจะบอกได้เลยว่าชาวราศีกุมภ์ค่อนข้างที่จะเดาลักษณะนิสัยใจคอได้ยากอยู่พอสมควร เพราะว่ามีความชื่นชอบและให้ความสนใจกับหลากหลายแขนงเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นกีฬา วิทยาศาสตร์ ข่าวสารบ้านเมือง ฯลฯ ดังนั้นแล้ว ของขวัญซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ก็จะต้องตอบสนองการใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลายด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ไอทีเจ๋งๆ เครื่องประดับหรือเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดีและเหมาะกับการออกได้ทุกงาน ส่วนวิธีที่เวิร์คที่สุด ซึ่งถูกใจทั้งผู้ให้และคนรับ ก็ถามไถ่ไปเลยตรงๆ รับรองถูกใจว่าเป็นที่ถูกอกถูกใจชาวราศีกุมภ์แน่นอน

ชาวราศีมีน (Pisces)
        
มาปิดท้ายกันที่ราศีสุดท้ายอย่างราศีมีน กับลักษณะโดยทั่วไปของชาวราศีมีนที่ออกจะมีอารมณ์อ่อนไหวง่ายอยู่พอสมควร นิดๆ หน่อยๆ ก็สามารถเก็บนำไปคิดเล็กคิดน้อยได้แล้ว แต่มุมกลับกัน ชาวราศีมีนจะมีความโรแมนติก เข้าใจความรู้สึกของคนอื่นๆ รวมถึงเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ชั้นยอดอีกด้วย ปีใหม่แบบนี้ของขวัญที่เหมาะกับชาวราศีมีน ก็คือ สิ่งของแทนใจดีๆ สักชิ้น อาจจะเป็นบทกลอนหวานชื่นชวนซึ้ง ดอกไม้ช่อโต ขนมอร่อยๆ หรือจะเป็นของแฮนด์เมดที่คุณทำด้วยความตั้งใจจริง ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน


แหล่งอ้างอิง    เว็บไซต์กระปุกดอทคอมเว็บไซต์รักดอกไม้

Google Logo : Happy New Year 2012


Google Logo : Hppy New Year 2012 ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554


Google เข้าร่วมฉลอง "New Year's Eve & New Year's Day with a doodle"
เมื่อ Google doodle ส่งเสียงคำว่า "Happy New Year!"
More about this doodle : http://www.tagseoblog.de/google-wuenscht-frohes-neues-jahr-2012-mit-sylvester... (german)

1 มกราคม วันขึ้นปีใหม่


ความหมายของวันขึ้นปีใหม่

ตามความหมายในพจนานุกรมให้ความหมายคำว่า "ปี" หมายถึง เวลาชั่วโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งราว 365 วัน หรือ เวลา 12 เดือนตามสุริยคติ ดังนั้น "ปีใหม่" จึงหมายถึง การขึ้นรอบใหม่หลังจาก 12 เดือน หรือ 1 ปี

ความเป็นมาของ วันขึ้นปีใหม่

วันขึ้นปีใหม่ มีประวัติความเป็นมาซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยตามความเหมาะสม ตั้งแต่ในสมัยเริ่มแรกเมื่อชาวบาบิโลเนีย เริ่มคิดค้นการใช้ปฏิทินโดยอาศัยระยะต่างๆ ของดวงจันทร์เป็นหลักในการนับ เมื่อครบ 12 เดือน ก็กำหนดว่าเป็น 1 ปี และเพื่อให้เกิดความพอดีระหว่างการนับปีตามปฏิทินกับปีตามฤดูกาล จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 1 เดือน เป็น 13 เดือนในทุกๆ 4 ปี

ต่อมาชาวอียิปต์ กรีก และชาวเซมิติค ได้นำการปฏิบัติของชาวบาบิโลเนียมาดัดแปลงแก้ไขอีกหลายคราวเพื่อให้ตรงกับฤดูกาลมากยิ่งขึ้น จนถึงสมัยของกษัตริย์จูเลียต ซีซาร์ (ประมาณ 46 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) ได้นำความคิดของนักดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ชื่อโยซิเยนิส มาปรับปรุงให้หนึ่งปีมี 365 วัน โดยทุกๆ 4 ปี ให้เติมเดือนที่มี 28 วัน เพิ่มขึ้นอีก 1 วัน เป็น 29 วัน คือเดือนกุมภาพันธ์ เรียกว่า อธิกสุรทิน เมื่อเพิ่มให้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน ให้ทุกๆ 4 ปี แต่วันในปฏิทินก็ยังไม่ค่อยตรงกับฤดูกาลนัก คือเวลาในปฏิทินยาวกว่าปีตามฤดูกาล เป็นเหตุให้ฤดูกาลมาถึงก่อนวันในปฏิทิน

และในวันที่ 21 มีนาคม ตามปีปฏิทินของทุกๆ ปี จะเป็นช่วงที่มีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน คือเป็นวันที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงทิศตะวันออก และลับลงตามทิศตะวันตก วันนี้ทั่วโลกจึงมีช่วงเวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมงเท่ากัน เรียกว่า วันทิวาราตรีเสมอภาคมีนาคม (Equinox in March)

แต่ในปี พ.ศ. 2125 วัน Equinox in March กลับไปเกิดขึ้นในวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม ดังนั้น พระสันตะปาปาเกรกอรี่ ที่ 13 จึงทำการปรับปรุงแก้ไขหักวันออกไป 10 วัน จากปีปฏิทิน และให้วันหลังจากวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2125 แทนที่จะเป็นวันที่ 5 ตุลาคม ก็ให้เปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ตุลาคมแทน (ใช้เฉพาะในปี พ.ศ. 2125) ปฏิทินแบบใหม่นี้จึงเรียกว่าปฏิทินเกรกอเรี่ยน จากนั้นได้ปรับปรุงประกาศใช้ วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มต้นของปีเป็นต้นมา

ความเป็นมาวันปีใหม่ในประเทศไทย

สำหรับวันปีใหม่ในประเทศไทยนั้น แต่เดิมเราถือเอาวันแรม 1 ค่ำเดือนอ้าย ซึ่งตรงกับเดือนมกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพระพุทธศาสนา ที่ถือช่วงเหมันต์หรือหน้าหนาวเป็นการเริ่มต้นปี ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปตามคติพราหมณ์ คือถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ ดังนั้นในสมัยโบราณเราจึงถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย

แต่การนับวันปีใหม่หรือวันสงกรานต์ตามวันทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับวันทางสุริยคติ ย่อมคลาดเคลื่อนกันไปในแต่ละปี ดังนั้นในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปี พ.ศ.2432 (ร.ศ.108) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 เมษายน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงให้ถือเอาวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยนับแต่นั้นมา เพื่อวันปีใหม่จะได้ตรงกันทุกปีเมื่อนับทางสุริยคติ (แม้ว่าวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ปีต่อๆ มาจะไม่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน แล้วก็ตาม) ดังนั้นจึงถือเอาเดือนเมษายนเป็นเดือนแรกของปีนับแต่นั้นมา  อย่างไรก็ดีประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะตามชนบทยังคงยึดถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่อยู่

ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ทางราชการจึงเห็นว่าวันขึ้นปีใหม่วันที่ 1 เมษายน มักจะไม่มีงานรื่นเริงอะไรมากนักและเห็นสมควรที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ จึงได้ประกาศให้มีงานรื่นเริงวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน 2477 ขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก จนแพร่หลายออกไปต่างจังหวัดในปีต่อๆ มา โดยในปี พ.ศ. 2479 ก็ได้มีการจัดงานปีใหม่ทั่วทุกจังหวัด มีชื่อทางราชการ "วันตรุษสงกรานต์"
เหตุผลเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จาก 1 เมษายน เป็น 1 มกราคม
         
ต่อมาก็ได้มีการพิจารณาเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมี หลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธานคณะกรรมการ และที่ประชุมก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2484 ในวันที่ 24 ธันวาคม ในสมัยคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยเหตุผลสำคัญก็คือ
  • เป็นการไม่ขัดกับหลักพุทธศาสนาในด้านการนับวัน เดือน และการร่วมฉลองปีใหม่ด้วยการทำบุญ
  • เป็นการเลิกวิธีนำเอาลัทธิพราหมณ์มาคร่อมศาสนาพุทธ
  • ทำให้เข้าสู่ระดับสากลที่ใช้อยู่ในประเทศทั่วโลก
  • เป็นการฟื้นฟูวัฒนธรรม คตินิยม และจารีตประเพณีของชาติไทย
ตั้งแต่นั้นมา วันขึ้นปีใหม่ของไทยจึงตรงกับวันที่ 1 มกราคมของทุกปี เหมือนดังเช่นวันขึ้นปีใหม่ของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

เพลงวันปีใหม่

แน่นอนว่า เพลงที่มักจะได้ยินบ่อยๆ ในช่วงวันขึ้นปีใหม่ ก็คือ "เพลงพรปีใหม่" ซึ่งเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 13 ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ.2494 เมื่อครั้งเสด็จนิวัตพระนครและประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต โดยมีพระราชประสงค์ให้เพลงนี้ เป็นพรปีใหม่ที่พระราชทานแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องเป็นคำอำนวยพรปีใหม่ แล้วพระราชทานแก่วงดนตรี 2 วง คือ วงดนตรีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำออกบรรเลง ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และวงดนตรีสุนทราภรณ์ นำออกบรรเลง ณ ศาลาเฉลิมไทยเป็นครั้งแรกในวันปีใหม่ วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2495 โดยเพลงพรปีใหม่ มีเนื้อร้องดังนี้

          เพลงวันปีใหม่ (เพลงพรปีใหม่ เพลงพระราชนิพนธ์ในหลวง)        
                ทำนอง: พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
                คำร้อง: พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ
                สวัสดีวันปีใหม่พา ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
                ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม ต่างสุขสมนิยมยินดี
                ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
                โปรดประทานพรโดยปรานี ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
                ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์ ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
                ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่ ผองชาวไทยจงสวัสดี
                ตลอดปีจงมีสุขใจ ตลอดไปนับแต่บัดนี้
                ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์ สวัสดีวันปีใหม่เทอญ

ประวัติการส่ง ส.ค.ส.ในวันปีใหม่
         
การส่ง ส.ค.ส หรือบัตรอวยพรนั้น ประเทศไทยรับวัฒนธรรมมาจากต่างประเทศ ซึ่งนิยมส่งบัตรอวยพรกันมาเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 18 หรือตรงกับปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา บัตรอวยพรนี้ปรากฎในรูปแบบ "บัตรเยี่ยม" (Visiting Card) เป็นบัตรกระดาษขนาดเท่าไพ่ นิยมเขียนข้อความ หรือพิมพ์รูปภาพต่าง ๆ ลงไปเพื่อเยี่ยมเยียนกันในวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาแพร่หลายไปในเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์ คริสต์มาส มีการส่งพิมพ์และส่งบัตรอวยพรกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น
         
สำหรับในประเทศไทยนั้น เชื่อกันว่าบัตรอวยพรปีใหม่ที่เก่าแก่ที่สุด คือ บัตรอวยพรที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐ์ขึ้น เมื่อ 120 กว่าปีก่อน โดยในรัชสมัยของพระองค์ เป็นยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกับต่างประเทศเป็นจำนวนมาก จึงมีการรับเอาขนบธรรมเนียมของตะวันตกมาด้วย
         
ทั้งนี้การส่งบัตรอวยพรของพระองค์นั้น ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้ปรากฎสำเนาคำพระราชทานพรขึ้นปีใหม่ ในปี พ.ศ.2409 ของพระองค์ ในหนังสือพิมพ์บางกอกรีคอร์ดเดอร์ (ภาษาอังกฤษ) ฉบับวันที่ 13 มกราคม 2409 แปลได้ใจความว่า "ทรงขอส่งบัตรตีพิมพ์คำอวยพรนี้ถึงบรรดากงสุล เจ้าหน้าที่กงสุลต่าง ๆ และชาวต่างประเทศที่ทรงคุ้นเคยโดยทั่วถึงกัน"
         
ต่อมาในช่วงต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 ความนิยมการส่งบัตรอวยพรแพร่หลายอย่างมาก มีหลักฐานบัตรอวยพรประเภทต่างๆ ถูกเก็บรวบรวมไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นจำนวนมาก โดยมักนิยมส่งกันในช่วงเดือนเมษายน ตามวันขึ้นปีใหม่เดิมที่ตรงกับวันที่ 1 เมษายน และบนบัตรอวยพรเหล่านั้น ยังพบคำว่า "ส.ค.ศ" หรือ "ส.ค.ส" ปรากฎอยู่ จึงเชื่อกันว่า คำว่า "ส.ค.ส" เกิดขึ้นในรัชสมัยนี้ โดยย่อมาจากคำว่า "ส่งความศุข" หรือ "ส่งความสุข"
         
หลังจากนั้น ส.ค.ส ก็เป็นสิ่งที่นิยมส่งให้กันในวันขึ้นปีใหม่ จนถึงปัจจุบันนี้ และ ส.ค.ส. ก็ได้เปลี่ยนรูปแบบไปมีการนำวัสดุต่าง ๆ มาประดิษฐ์ ตกแต่ง มีรูปแบบ ลวดลายหลากหลายมากขึ้น

     
ส.ค.ส พระราชทาน

คลิกที่นี่ เพื่อดูส.ค.ส พระราชทาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 จนถึงปัจจุบัน
คลิกที่นี่ เพื่อดูสมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน ส.ค.ส.

กิจกรรมวันขึ้นปีใหม่
         
เก็บกวาดทำความสะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
  • ทำบุญตักบาตร กรวดนำอุทิศส่วนกุศลให้ญาติและผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว
  • ไปวัดเพื่อทำบุญ ถือศีล ปฏิบัติธรรม หรือฟังพระธรรมเทศนา ฯลฯ เพื่อให้จิตใจสดชื่นแจ่มใสเบิกบาน ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่
  • ไปกราบขอพรจากผู้ใหญ่ และอวยพรเพื่อนฝูง ด้วยการมอบของขวัญ ช่อดอกไม้ หรือการ์ดอวยพร
  • ตรวจสอบตัวเองเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ที่ได้ทำมาตลอดปี ว่ามีความเจริญก้าวหน้าสำเร็จลุล่วงไปได้แค่ไหน หากมีสิ่งใดคั่งค้างก็ต้องเร่งขวนขวายปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของตน ถ้าอยู่ในเกณฑ์ดีก็ให้ตั้งใจทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป และควรให้อภัยกับผู้ที่มีเรื่องบาดหมางหรือขุ่นเคืองกัน เพื่อสานความสัมพันธ์ให้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยดี
  • จัดงานรื่นเริงในหมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือสถานที่ต่าง ๆ
  • จัดกิจกรรมร่วมนับถอยหลัง เพื่อก้าวสู่วันใหม่
  • จัดกิจกรรมการกุศลตามสถานที่ต่าง ๆ
กลอนปีใหม่ กลอนวันขึ้นปีใหม่



พร...ระริน สิ้นทุกข์พบสุขสันต์
ปี...เก่าพลันหมดไปใจสุขี
ใหม่...ผ่านมาจงอุ่นอบพบสิ่งมี
ใส่...โชคดีปีใหม่สดใสพลัน
พาน...พบสิ่งแสนดีไม่มีหมอง
จาก...พี่น้องร่วมใจในร้อยฝัน
บ้าน...รวมรักถักถ้อยร้อยจำนรร
สวน...สร้างสรรสิ่งดีปีใหม่เทอญ


อัญเชิญเทพบนสวรรค์ทุกชั้นฟ้า
ประสิทธิ์สถาพรชัยให้สุขศรี
ขอให้ชาวร้อยฝันทุกท่านมี
สุขเกษมเปรมปรีดิ์ทุกวี่วัน
สรรพโศกโรคร้ายให้หายหมด
เกียรติยศพร้อมพรั่งบันดาลขวัญ
เกียรติศักดิ์พูนเพิ่มเสริมชีวัน
สบสุขสันต์วันดีปีใหม่เทอญ



ศุภวารศุภฤกษ์ล้ำ เลิศดิถี
เสริมส่งสุขสวัสดี ทั่วด้าว
เมืองไทยอย่าหมายมี ภัยเภท
ใจประสานใจน้าว เหนี่ยวน้อม สมานฉันท์
ร้อยฝันฯฝันเฟื่องฟุ้ง ฝันไกล
พูนเพิ่มรสกวีไพ- เราะล้ำ
สานรักร่วมสานใย มิตรภาพ
ขมขื่นปีเก่ากล้ำ กลบสิ้น อวสาน
สำราญเถิดพี่น้อง นักฝัน
สำเร็จปรารถนาอัน ร่ำร้อง
สัมฤทธิ์ล่วงเลอสรรพ์ ทุกสิ่ง
คุณพระไตรรัตน์ป้อง ปกผู้ ประพฤติสม


เนื่องดิถี วาระดี ขึ้นปีใหม่
อวยพรให้ ใจผ่องแผ้ว ดังแก้วกล้า
ให้สิ่งดี ศิริศรี เยือนทุกครา
ชื่นชีวา ประสบสุข ทุกยามยลคิดหวังหวาน ให้แช่มชื่น ระรื่นสุข
ครั้งเคยทุกข์ จงมลาย กลายสดชื่น
เริ่มการใหม่ ให้สำเร็จ อย่างยั่งยืน
ทุกวันคืน เป็นที่รัก ยิ่งทุกคนคำเคยท้อ ในปีนี้ ไม่มีแล้ว
คำกล้าแกล้ว มอบให้ ไว้ยึดมั่น
ทำสิ่งดี ได้ดีตอบ รับชอบพลัน
ทำสิ่งฝัน ให้มีวัน สำเร็จจริงให้สุขล้ำ ล้นเผื่อแผ่ ผู้ยากไร้
ให้สดใส มีน้ำใจ รู้ช่วยเหลือ
ให้สมหวัง สำเร็จดี มีจุนเจือ
ให้มีเหลือ ไว้แบ่งเบา คราวลำเค็ญ
      แหล่งอ้างอิง  เว็บกระปุกดอทคอมเว็บไซต์ฮากระจาย

    วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554

    ข่าวเด่นไทย ในรอบปี 54

    10 ข่าวเด่นศาสนา-วัฒนธรรม ปี 2554

    สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม มรณภาพ
    1. “สมเด็จวัดชนะสงครามมรณภาพ” ข่าวเศร้าต้นปี 11 มีนาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แจ้งว่า สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม กรรมการมหาเถรสมาคม ได้มรณภาพลงแล้ว สิริอายุ 88 ปี 1 เดือน ที่คณะ 1 กุฏิเจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ยังความเศร้าโศกแก่ศิษยานุศิษย์ และถือเป็นการสูญเสียบุคลากรครั้งสำคัญของคณะสงฆ์ไทย

    2. “สงกรานต์โชว์นม” เกือบจะผ่านไปด้วยดีสำหรับสงกรานต์ปีนี้ แต่กลับมีคลิปกลุ่มหญิงสาวใจกล้า บ้าบิ่นด้วยแรงยุ หรืออ้างเป็นเหตุคึกคะนองจากฤทธิ์เหล้า หรือด้วยสันดานในตนเผยแพร่ไปทั่วโลก หลังเล่นสาดน้ำกลางถนนสีลมจนกลายเป็นโรงจ้ำบ๊ะ แก้ผ้าโชว์นมไม่อายคน ร้อนถึง “นิพิฏฐ์ อินทรสมบติ” รมว.วัฒนธรรมขณะนั้นต้องออกมาท้วงติง สุดท้ายกลุ่มหญิงสาวก็ถูกสังคมรุมประณาม ท่าน ว.วชิรเมธี เรียกว่า "เป็นความสุขสนุกเฉพาะที่ แต่เป็นกาลีที่เป็นแบบสากลจริงๆ"

    3. “เอาแก้กรรม” แม่ชีชื่อดัง “แม่ชีทศพร” แพร่คลิปสอนลูกศิษย์ที่มาแก้กรรมที่วัดพิชยญาติการาม อาทิตย์ละ 1,000-7,000 คน ด้วยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย “รมว.วัฒนธรรม” เต้นหอบหลักฐานบุกถึงวัดให้เปลี่ยนแนวการสอน ด้าน “แม่ชีทศพร” ยอมรับพูดให้กอด จับจริง แต่ไม่ได้ให้มีเพศสัมพันธ์กัน เป็นกุศโลบายแก้กรรมเท่านั้น พร้อม “กราบขอโทษ” สังคม หากทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย

    4. "เรยา ดอกส้มสีทอง" 28 เมษายน อากาศที่ว่าร้อน แต่ก็ไม่เท่าความร้อนแรงของตัวละครที่ชื่อ “เรยา” ในละครดอกส้มสีทอง ที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองทนไม่ไหวกับพฤติกรรม (ในจอ) ที่ด่าแม่ มีสามีหลายคน ก้าวร้าว ฟุ้งเฟ้อ เพราะหวั่นว่าลูกหลานจะเลียนแบบ ร้องเรียนมายัง วธ. แน่นอนมีทั้งผู้เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หลายแง่มุม แต่สุดท้าย “เรยา”  ก็นำไปสู่การขับเคลื่อนจัดเรตติ้งละครใหม่ให้เหมาะกับผู้ชม ผู้จัดให้ความร่วมมือ ขณะที่เด็กไทยได้เรียนรู้การ “รู้เท่าทันสื่อ” มากขึ้น

    5. “พระแพลงกิ้ง” กระแสกิจกรรมแปลกๆ ของฝรั่งที่ทำท่านอนคว่ำแล้วตัวแข็งอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ระบาดมาถึงประเทศไทย แม้กระทั่งพระสงฆ์ก็อยากทำตาม ทำแพลงกิ้งลอยตัวอยู่ขอบบันไดในกุฏิตัวเองแล้วนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กลายเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เกิดกระแสต่อต้าน รวมถึงมีภาพ “สามเณรแต๋ว” นั่งพับเพียบไทยแลนด์ บทสรุปของความคึกคะนองนี้พระสงฆ์ต้องถูกไล่ออกจากวัด วิกฤติศรัทธาในตัวศาสนทายาทยิ่งเพิ่มมากทวีคูณ

    6. “ดังและดับแบบพระเกษม” การยกเท้า พูดจาก้าวร้าว วางตัวไม่เหมาะสมในแบบพระเกษม อาจิณณสีโล แห่งวัดป่าสามแยก อ.น้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ แล้วนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บ “ยูทูบ” นั้นในทัศนคติของพระเกษมคือความถูกต้อง และทำให้ดังสมใจจริง แต่ก็ “ดับ” ทันตาเห็น เพราะทั้งหมดคือ “ความวิบัติ” ในความรู้สึกของคณะสงฆ์ พระผู้ใหญ่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และชาวพุทธ ทั้งหมดประกาศไม่สังฆกรรมกับพระเกษมอีกต่อไป

    7. “เขมรขโมยท่ารำไทย” โลกออนไลน์วิพากษ์เรื่องยูเนสโก เมื่อปี 2544 และ 2546 ประกาศมรดกวัฒนธรรมของกัมพูชาให้เป็นงานชิ้นเอกในฐานะมรดกทางมุขปาฐะและที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ 2 รายการ 1. The Royal Ballet of Cambodia มีลักษณะคล้ายกับโขนและละครรำของไทย 2. Sbek Thom, Khmer Shadow Theater ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหนังใหญ่ของไทย ว่าทั้งหมดเป็นขโมยท่ารำและศิลปะไทยไปหรือไม่ ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ชี้แจงว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยกับกัมพูชา มีบางอย่างคล้ายคลึงกัน ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมอาเซียน แต่เมื่อดูอย่างละเอียดจะมีความแตกต่างกัน แม้ไทยยังไม่ได้เข้าร่วมภาคีดังกล่าว แต่ได้ขึ้นทะเบียน โขน หนังใหญ่ เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเมื่อปี 2552 แล้ว

    8. "แบบพระเมรุสมเด็จเจ้าฟ้าฯ” 19 ก.ย. พล.อ.ต.อาวุธ เงินชูกลิ่น ในฐานะผู้ดำเนินการออกแบบพระเมรุ และควบคุมการก่อสร้างพระเมรุและอาคารประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ร่างพระเมรุแล้ว ซึ่งคล้ายกับสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ แต่เปลี่ยนยอดพระเมรุเป็นยอดมณฑป ขณะนี้กรมศิลปากรเริ่มลงพื้นที่เตรียมก่อสร้างพระเมรุ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงแล้ว

    9.”น้ำท่วมมรดกโลก” เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 ไม่เพียงยังความเสียหายชีวิต ทรัพย์สินของประชาชนคนไทยหลายจังหวัด ยังรวมถึงโบราณสถานอายุเก่าแก่หลายพันปี 312 แห่งทั่วประเทศ อันเป็นสมบัติของชาติถูกน้ำท่วมขัง บางแห่งแตกร้าว ทรุดโทรมอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยาแหล่งมรดกโลก เช่น วัดไชยวัฒนาราม วัดพระศรีสรรเพชญ์ ป้อมเพชร เบื้องต้นคณะรัฐมนตรียุคยิ่งลักษณ์  ชินวัตร อนุมัติงบประมาณการบูรณะมาแล้ว 1,470 ล้านบาท ตามที่ "สุกุมล คุณปลื้ม" รมว.วัฒนธรรม เสนอ

    10. “พ.ร.บ.เผด็จการ” พอน้ำลดตอผุด กรณี ครม.มีมติเห็นชอบร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม เสนอโดย วธ. มีเนื้อหาหลายประการที่เป็นการลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน อีกทั้งขัดแย้งต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อย่างชัดแจ้ง โดยเฉพาะได้เปลี่ยนแปลงไปจากหลัก “ส่งเสริมคุ้มครอง” มาเป็นหลัก “ควบคุม” ถ่ายโอนหน้าที่ของกรมศิลปากร มาเป็นอำนาจของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในร่างมาตราที่ 10 ให้ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมีอํานาจออกคําสั่ง ห้ามพิมพ์ เผยแพร่ สั่งเข้า หรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักรซึ่งสิ่งพิมพ์ใดๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือ ผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งทางสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยเสนอให้มีการทบทวน

    ทว่าเมื่อวันที่  1 พฤศจิกายน 2554  ครม.มีมติถอนร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. ออกจากครม.และกฤษฎีกา และให้วธ.กลับมาพิจารณาใหม่ และเรื่องราว พ.ร.บ.เผด็จการดังกล่าว คงจะเป็น “ระเบิด” ลูกใหญ่ที่กำลังรอ วธ. อยู่ในปี 2555 อย่างแน่นอน

    แหล่งอ้างอิง   เว็บไซต์คม ชัด ลึก

    10 ข่าวเด่นการศึกษาไทยในรอบปี 54 โดยศูนย์ข่าวการศึกษาไทย

    1. เผยโฉม รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่
    เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2554  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 5 สิงหาคม พุทธศักราช 2554 แล้ว นั้นบัดนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบไปแล้ว โดยในรัฐบาล นายกหญิง คนแรกของประเทศไทย ได้แต่ตั้งให้  นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนางบุญรื่น ศรีธเรศ ดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.และนายสุรพงษ์  อึ้งอัมพรวิไล ดำรงตำแหน่ง รมช.ศธ.


    2. แจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป. 1
    ทันทีที่เพื่อไทยขึ้นแท่นเป็นว่าที่รัฐบาลใหม่หนึ่งในสิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้โผ ครม.คือการย้อนกลับมาดูนโยบายที่พรรคได้ใช้หาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ สแกนกันรายข้อแล้วมีนโยบายที่กระทบกับอุตสาหกรรมไอทีชัดเจนที่สุด คือ การแจกแท็บเล็ตให้แก่เด็ก ป..1 ทุกคน เพื่อใช้ในการศึกษาแต่ก็มิวายมีประเด็นให้ถกกันยกใหญ่ว่า การแจกแท็บเล็ตนี้ใช้งบประมาณมาก ถ้าจะแจกให้เด็กป.1 ทั่วประเทศครบต้องใช้ถึง 8แสนเครื่อง และเด็ก ป.1 เป็นวัยที่เหมาะสมแล้วหรือที่จำเป็นจะต้องใช้แท็บเล็ต นอกจากสองประเด็นนี้ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างหนักไม่ว่าจะเป็นข้อดี-ข้อเสีย รวมถึงการนำงบประมาณของประเทศไปใช้อย่างฟุ่มเฟือย ผิดจุด และเมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 54 นายชินภัทร ภูมิรัตนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ One Tablet Pc per Child หรือ  จัดหาคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้นักเรียนชั้น ป.1 ตามนโยบายของรัฐบาลว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)กำลังรอดูผลการเสนอขอแปรญัตติงบประมาณ 2555 ว่าที่ สพฐ.เสนอไป 6,000 ล้านบาทจะได้รับจัดสรรเท่าไร โดยในจำนวนนี้ เป็นงบจัดซื้อแท็บเล็ตชั้น ป.1 ประมาณ1,700 ล้านบาท ที่จะจัดสรรให้นักเรียนชั้น ป.1 ทุกคนและเพิ่มราคาต่อเครื่องแท็บเล็ตเป็น 6,000 บาท


    3. ศธ. ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก 7,000 แห่ง
    นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา (กกศ.) ว่า ที่ประชุมพิจารณายุทธศาสตร์การปฏิรูประบบการเงินเพื่อการศึกษาของคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา มีข้อเสนอให้มีการ ยุบ เลิก หรือรวมกลุ่มสถานศึกษา (Cluster) ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการยุบ เลิก รวม ก็คือ โรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 7,000 แห่งเพื่อให้เหลือโรงเรียนในจำนวนที่เหมาะสม และเหลืองบประมาณจัดสรรให้แต่ละโรงเรียนได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลลดความแตกต่างในคุณภาพและมาตรฐานให้น้อยลง แต่สุดท้ายแล้ว สพฐ. ก็เลิกคิดที่จะยุบโรงเรียนเล็กเนื่องจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคม แต่สพฐ. จะปรับเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการแทน เพื่อให้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญของชุมชน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไปวางแผนบริหารจัดการโรงเรียน ขนาดเล็กให้เกิดประสิทธิภาพ โดยจะต้องให้ชุมชน และองค์กรพัฒนาภาคเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยทำข้อตกลงรวมถึง ช่วยทำแผนในการแก้ปัญหาด้วย



    4. เด็ก 7 ขวบ ทำบัตรประชาชนครั้งแรก
    หลังจากที่ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 128 ตอนที่ 34 ก วันที่ 11 พ.ค. 2554 โดยมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน คือตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2554 เป็นต้นไป เป็นผลให้เด็กไทยอายุ ตั้งแต่ 7 ปีบริบูรณ์ ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่ามีเด็กกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศประมาณ 8 ล้านกว่าคน  และผอ.ทะเบียน กรมการปกครอง เผย สรุปภาพรวมทำบัตร ปชช. เด็ก 7 ขวบได้รับการตอบรับค่อนข้างน้อย เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่ต้องเรียนหนังสือกันในวันธรรมดา อีกทั้งการประชาสัมพันธ์อาจยังน้อยเกินไป แต่เป้าหมายสำคัญ คือ ต้องการให้เด็กมาทำบัตรกันในวันหยุด ซึ่งจะได้รับความสะดวกกว่าในวันธรรมดา



    5. ม.อีสาน ขายวุฒิครู
    กลายเป็นอีกข่าวหนึ่งที่ฮือฮาในวงการศึกษา หลังจากนายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ ออกมาระบุว่า มหาวิทยาลัยอีสาน (มอส.) ได้ขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิตให้กับนักศึกษาที่ต้องการเป็นครู (ป.บัณฑิต) จึงมีการเอาผิดผู้บริหาร รวมทั้งฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารดังกล่าว เพราะถือว่าผิดกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา 265, 268 พร้อมทั้งผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)  สถาบันอุดมศึกษาเอกชน และจากข่าวฉาวที่ระบุว่า มหาวิทยาลัยอีสานได้ขายใบประกาศนียบัตรบัณฑิต วิชาชีพครูให้นักศึกษา ก็ทำให้สภามหาวิทยาลัยสั่งพักการ ปฏิบัติงานของ ดร.อัษฎางค์ แสวงการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน ทันที รวมทั้ง ดร.นาคพล เกินชัย คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย นายทัศนะ เกตุมณี รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย น.ส.อนงลักษณ์ ชุมปลา ผู้ช่วยฝ่ายทะเบียนบัณฑิตวิทยา ลัย นายณัฎฐนันท์ บัวภา เจ้าหน้าที่ประจำบัณฑิตวิทยาลัย รวมไปถึงรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ทุกคนออกไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าการสอบสวนทางวินัยจะเสร็จสิ้น พร้อมกับแต่งตั้ง ศ.เกียรติคุณ ดร.สุมนต์ สกลไชย อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปฎิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยอีสาน



    6. ผุดระบบเคลียริ่งเฮาส์ และการสอบ 7 วิชาสามัญ
    ระบบเคลียริ่งเฮาส์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดย ทปอ. หรือ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย เป็นระบบที่คอยรับรายชื่อ และประกาศรายชื่อเด็กว่าติดรับตรงที่ไหนบ้าง เมื่อเด็กเลือกมหาวิทยาลัยที่ติดแล้ว สอท. จะประกาศรายชื่อเด็กอีกครั้ง ให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งรับทราบ เพื่อจะได้ไม่ไปกันที่เด็กคนอื่นๆ และสทศ.ยังได้รับมอบหมายจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยให้จัดการทดสอบวิชาสามัญ 7 วิชา เพื่อให้มหาวิทยาลัยนำคะแนนไปใช้ประกอบการรับบุคคลเข้าศึกษาต่อ ในสถาบันอุดมศึกษา ในระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์ ประจาปีการศึกษา 2555โดยคะแนนสอบวิชาสามัญ 7 วิชานี้ จะใช้ในระบบรับตรงเท่านั้น ไม่สามารถใช้กับการแอดมิชชั่นกลางได้ ซึ่งบางสาขาต้องสอบทั้ง 7 วิชา เช่น กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) และบางสาขาไม่ต้องสอบทั้ง 7 วิชา โดยนักเรียนสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกวิชาสอบได้ที่ เว็บไซต์ของแต่ละมหาวิทยาลัย และผลคะแนนใช้ได้เพียงครั้งเดียวในปีที่ทาการสอบเท่านั้น



    7. เปิด-ปิดเทอมตรงกับอาเซียน

    ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ประเทศไทยเลื่อนเปิดภาคการศึกษาของระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นเดือนกันยายน เพื่อให้ตรงกับประเทศอื่นในอาเซียน โดยจะมีผลบังคับใช้ ปีการศึกษา 2555ทั้งนี้ รศ.ดร.ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ในฐานะประธานที่ประชุม เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยในประเทศสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่มีการเปิดการเรียนการสอน 2 ภาคเรียนการศึกษาเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยของไทย แต่ช่วงเดือนเปิดของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ตรงกัน ดังนั้น เพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนนักศึกษา วิชาการ คณาจารย์ และให้มีความเป็นสากลมากขึ้น มหาวิทยาลัยของไทยต้องเลื่อนเปิดภาคเรียนให้ตรงกับประเทศสมาชิกอาเซียน นั่นคือ ภาคเรียนที่ 1 จะเปิดปิดในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม และภาคเรียนที่ 2 เดือนมกราคม-พฤษภาคม เริ่มในปี การศึกษา 2555


    8. น้ำท่วมสถาบันการศึกษาเสียหายหนัก 
    นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ได้สรุปข้อมูลความเสียหายของสถาบันอุดมศึกษาที่ถูกน้ำท่วม เพื่อเสนอของบประมาณจากรัฐบาล วงเงินรวม 6,764,351,350.97 บาท เพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูสถานศึกษา 17 แห่ง แบ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ 3 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรก.) 6 แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 3 แห่ง มหาวิทยาลัยเอกชน 3 แห่ง และมหาวิทยาลัยชุมชน 2 แห่ง ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ได้แก่ ม.ธรรมศาสตร์ รวมมูลค่า 2,545 ล้านบาท และ มทร.ธัญบุรี มูลค่า 1,100 ล้านบาท โดยก่อนถูกน้ำท่วมทั้ง 2 แห่งนี้ ได้มีการเปิดพื้นที่เป็นศูนย์พักพิงเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วย นอกจากมหาวิทยาลัยที่เสียหายจากน้ำท่วมแล้วแล้ว รมว.ศธ.ก็ได้เผยถึงส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสถานศึกษาว่า มีสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมแล้วทั้งสิ้น 1,969 แห่งหรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว1.3 พันล้านบาท แยกเป็นโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 62 แห่งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 3 แห่ง และโรงเรียนเอกชน 7 แห่งมีโรงเรียนใน จ.พระนครศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเบื้องต้นจำนวน 72 แห่ง
     

    9. มอ. และ ม.บูรพา ไม่ใช้ GAT/PAT รับนศ.
    เนื่องจากการเลื่อนสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/2555 ของ สทศ. ที่ออกประกาศเลื่อนสอบถึงสองครั้งสองครา ทำให้ม.สงขลานครินทร์ ประกาศเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การพิจารณาการคัดเลือก โครงการรับตรง 14 จังหวัดภาคใต้ เนื่องจากการเลื่อนสอบ GAT PAT โดยโครงการรับตรง 14 จังหวัดภาคใต้  ม.อ. งดใช้ GAT ในการคัดเลือกฯ ในทุกคณะ/สาขาวิชา ทั้งของ ม.อ.และมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่รับร่วมกับ ม.อ.และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ รหัส 50201งดใช้ PAT 4 ความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์และคณะศิลปศาสตร์ รหัส 11006และรหัส 11007 (ภาษาจีนหลักสูตรนานาชาติ)งดใช้ PAT 7.4 ภาษาจีน โดยทั้ง 2คณะจะจัดสอบเพิ่มเติมในวันสัมภาษณ์ รวมถึงมหาวิทยาลัยบูรพาก็เช่นกัน ได้ประกาศเพิ่มเติม เกี่ยวกับเกณฑ์การคัดเลือกโครงการรับตรงโดย มหาวิทยาลัยจะใช้ GPAX และ GPA กลุ่มสาระแทนการใช้คะแนน GAT/PAT ในการพิจารณารับเข้าศึกษา
     

    10. เลื่อนสอบรับตรง เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัย

    เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ของประเทศไทย ส่งผลให้ สทศ. ออกประกาศเลื่อนการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ 1/ 2555 เดิมจากวันที่ จากเดิมสอบวันที่ 8 – 11 ตุลาคม 2554 เลื่อนสอบเป็นวันที่19 – 20 , 26 – 27 พฤศจิกายน 2554แต่สถานการณ์อุทกภัยก็ยังมีทีท่าไม่คลี่คลายจึงมีประกาศเลื่อนสอบไปอีกเป็นวันที่ 24 -27 ธันวาคม 2554 ส่งผลให้หลายๆ มหาวิทยาลัยต้องออกประกาศเลื่อนโครงการรับตรงตามไปด้วยเพราะจะต้องใช้คะแนน GAT/PAT ประกอบการพิจารณารับนักเรียนเข้าศึกษา ตัวอย่างเช่นข่าวดังต่อไปนี้
    • รับตรงจุฬาฯ (แบบปกติ) เปลี่ยนแปลงกำหนดการ  ข่าวเมื่อ 17 พ.ย. 54
      เปิดรับสมัครวันที่ 10-16 กุมภาพันธ์ 2555
    • ตารางสอบรับตรง ม.ธรรมศาสตร์  ข่าวเมื่อ 15 พ.ย. 54
      จัดสอบในวันที่ 28-30 ธันวาคม 2554
    • รับตรง ม.พระจอมเกล้าธนบุรี เปลี่ยนกำหนดการอีกแล้ว!!!  ข่าวเมื่อ 19 พ.ย. 54
      รับตรง GAT PAT สมัครได้จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2554เป็นต้น
     แหล่งอ้างอิง     เว็บไซต์ eduzones

    ลัดเลาะเกาะรัตนโกสินทร์ ไหว้พระ 9 วัด เสริมมงคลปีงูใหญ่

    ใกล้ถึงวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ สำหรับใครที่ไม่ชอบเดินทางไปต่างจังหวัด เน้นเที่ยวอย่างสงบใจกลางกรุง ขอแนะนำกิจกรรมเสริมบุญบารมี สร้างมงคลรับปีมะโรง ด้วยทริปนมัสการ 9 พระอารามหลวงแห่งเกาะรัตนโกสินทร์ สักการะพระคู่บ้านคู่เมืองครบทุกวัดภายใน 1 วัน

    คติ "มีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง"
    ใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นจากวัดไหน  แนะนำให้เริ่มต้นจาก "วัดชนะสงคราม" อยู่บริเวณถนนจักรพงษ์ มีบริการที่จอดรถ ราคาเหมาะทั้งวันเพียง 50 บาท ถ้าไปจอดไหว้ที่อื่นแพงกว่า ตกชั่วโมงละ 10 - 20 บาท หรือจะลงรถเมล์ตรงหน้ากองสลาก แล้วเดินเลาะทางถนนข้าวสารออกมายังวัดชนะสงครามก็ได้

    ตามคติความเชื่อ หากได้มาไหว้ "พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ มเหทธิศักดิ์ปูชนียะชยันตะโคดมบรมศาสดา อนาวรญาณ" และ รูปเคารพสมเด็จกรมพระราขวังบวรมหาสุรสิงหนาท วัดชนะสงคราม จะมีชัยชนะต่อสิ่งทั้งปวง อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้ไป


    ใกล้กันจะติดกับ "วัดบวรนิเวศวิหาร" เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 ซึ่งรัชกาลที่ 6, 7 และรัชกาลปัจจุบัน ทรงผนวช โดยเข้ามากราบไหว้พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธชินสีห์ เชื่อว่าจะพบพานแต่สิ่งดีงามในชีวิต

    ต่อจากนั้น แนะนำให้นั่งรถตุ๊กตุ๊กตรงไปยัง "วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร" หรือ ภูเขาทอง เป็นวัดโบราณมาแต่สมัยอยุธยา  แลนด์มาร์กที่เด่นชัดคือ เจดีย์ภูเขาทอง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หากได้มากราบไหว้เชื่อว่า ช่วยเสริมสร้างความคิดอันเป็นมงคล ถวายสักการะด้วยธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม และดอกบัว 3 ดอก

    พระวิหารหลวงวัดสุทัศน์สูงที่สุดในประเทศไทย
    เดินไปไม่ไกลก็ถือ "วัดสุทัศนเทพวราราม" นมันการพระศรีตากยมุนีองค์ประธานที่เก่าแก่ อดีตเคยประดิษฐานที่วัดมหาธาตุสมัยกรุงสุโขทัย ไหว้พระที่นี่เชื่อว่า จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป

    เลาะเข้าประตูวิเศษชัยศรี นมัสการองค์พระแก้วมรกตทรงเครื่องฤดูหนาว "วัดพระศรีรัตนศาสดาราม" ชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังรอบพระอุโบสถ ตามคติเชื่อว่าไหว้พระแก้วมรกต จะมีแก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมาตลอดปี

    เดินชิลชิลต่อไป ยังท่าเตียน สู่ "วัดพระเชตุพนฯ" หรือ วัดโพธิ์ นมัสการพระพุทธโสยาสน์ที่งดงามที่สุดในโลก มีนักท่องเที่ยวต่างชาติแน่นขนัดทุกวัน เชื่อว่าไหว้พระนอนวัดโพธิ์แล้วจะอยู่ดีกินดี ร่มเย็นเป็นสุข

    ย่านท่าเตียนมีร้านอาหารอร่อยๆ เหมาะเป็นจุดพักทานมื้อเที่ยง ถ้าอิ่มท้องแล้วให้เดินไปลงเรือท่าปากคลองตลาด ข้ามไปนมัสการหลวงพ่อโต ซำปอกง "วัดกัลยาณมิตร" เชื่อว่าจะเดินทางปลอดภัยถ้าถวายผ้าห่มด้วย เชื่อว่าจะได้มีเครื่องคุ้มป้องกันภัยตลอดปี

    และสามารถเดินทางทะลุไปไหว้พระปรางค์ "วัดอรุณราชวราราม" ข้างกองทัพเรือ เชื่อว่า จะมีชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวันอีกด้วย

    ปิดท้ายด้วยการนั่งรถตุ๊กตุ๊กไปลง "วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร" สักการะวัดที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์... (โต  พรหมรังสี) ผู้คนนิยมขอพรโดยสวดคาถาชินบัญชร จะได้มีชื่อเสียงโด่งดัง มีคนนิยมชมชอบ

    สำหรับคนที่จอดรถยนต์ไว้ที่วัดชนะสงคราม ให้ลงเรือด่วนไปลงท่าพระอาทิตย์ได้เลย ส่วนใครที่แรงกายยังไหว เชียร์ให้ไปนมัสการพระทันตธาตุ พระกัสสปพุทธเจ้า ซึ่งอัญเชิญจากประเทศภูฎาน ณ บริเวณท้องสนามหลวง มีจนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2555 ถือเป็นโอกาสมงคลที่สุด ที่ชาวไทยได้กราบไหว้บูชา เพราะไม่เคยนำออกจากประเทศเลย ขนาดชาวภูฎานยังได้สักการะเพียงปีละครั้งเท่านั้น

    ถ้าเข้าวัด แนะนำว่าควรแต่งกายมิดชิดเรียบร้อย  อีกทั้งควรเตรียมเหรียญหรือแบงก์ย่อยไว้เยอะๆ จะได้สะดวกในการร่วมบุญในแต่ละวัด

    ทำจิตใจให้ว่าง ไม่คิดฟุ้งซ่าน หรือขุ่นมัวในอารมณ์ เพราะบุญที่บริสุทธิ์เกิดจากใจที่ใสสะอาดผ่องแผ้ว  ขอให้ทุกท่านอิ่มบุญ อุ่นใจ ชีวิตสดใส ร่างกายแข็งแรง รับปีใหม่และตลอดไป

    แหล่งอ้างอิง    นสพ. M2F วันศุกร์ที่ 30 ธ.ค. 54 (056)