วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็น

กำลังคิดถึง "สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็น"

สมัยตอนที่ยังทำงานประจำอยู่ นอกจากปัญหาเรื่องการเดินทางแล้ว สิ่งที่บั่นทอนจิตใจ ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่ออฟฟิศ ก็คือสติ๊กเกอร์ใบนั้น มันปิดอยู่ที่หน้าประตู
...สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ที่มันมองไม่เห็น เพราะมันไม่มีสติ๊กเกอร์แผ่นนั้นอยู่จริง แต่เหมือนจะเห็นมันทุกวัน
ทุกคนก็เหมือนจะเห็นมันทุกวัน

มันเขียนไว้ว่า
"วันนี้ฉันจะโดนด่าเรื่องอะไร?"
"วันนี้ฉันจะจับผิดใคร?"
"วันนี้ใครจะจับผิดฉัน?"

พอผลักประตูเข้าไปปุ๊บ เหมือนเราจะได้กลิ่นของการจับผิดทันที
เดินเข้าไปออฟฟิศ  เหมือนที่หน้าผากทุกคนจะแปะโพสต์อิทเอาไว้ว่า
"อย่าพลาดนะเว้ย! กูจับตาดูอยู่"

เชื่อว่าไม่ใช่ออฟฟิศที่เดียวที่เป็นอย่างนี้ แต่หลายๆ ที่ทำงานก็น่าจะมีบรรยากาศทำนองนี้
ทุกคนเอาแต่ "จ้องจับผิดกัน"  ทั้งระดับเจ้านายต่อลูกน้อง และเพื่อนพนักงานด้วยกัน

ยังจำได้เหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทุกคนอยู่กันอย่างหวาดระแวง ไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆ ไม่กล้าทำพลาด อยู่แบบปลอดภัยไว้ก่อน และการเมืองในที่ทำงานเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง จนเชื่อแล้วว่าประโยคที่ใครสักคนบอกไว้ว่า "เมื่อมีมนุษย์มากกว่าหนึ่งคน มนุษย์จะเริ่มแบ่งกลุ่ม" ประโยคนี้มันจริงที่สุด

ปัญหาของการทำจ้องจับผิดก็คือ สิ่งใดที่เราโฟกัส สิ่งใดที่เราให้ความสำคัญ สิ่งนั้นจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การเฝ้าแต่คอยจับผิดจึงไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่คือการขยายเชื้อร้ายของความผิดให้ใหญ่ขึ้น ส่วนตัวคิดว่าการหาข้อบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นกับการจ้องจับผิด มันคือคนละเรื่องกัน

ถ้าคุณเป็นเจ้านาย ลองแกะสติ๊กเกอร์อันเก่าออกสิ ลองแปะใบใหม่เข้าไปที่หน้าประตูบริษัทว่า
"วันนี้ลูกน้องเราจะมีเรื่องอะไรดีๆ ให้เราชื่นใจนะ?"

ถ้าคุณเป็นพนักงาน ลองแกะสติ๊กเกอร์อันเก่าออกสิ ลองแปะใบใหม่เข้าไปที่หน้าประตูบริษัทว่า
"วันนี้เรากับเพื่อนร่วมงานจะสร้างสรรค์อะไรดีๆ ให้บริษัทนะ?"

ไม่กล้ารับประกันนะว่าผลประกอบการจะดีขึ้นมั้ย แต่เชื่อเถอะว่าบรรยากาศในการทำงานจะดีขึ้นแน่นอน

ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ลองแปะสติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็นใบนี้ไว้ตั้งแต่อยู่ที่บ้านเลย แปะมันไว้ที่หน้ากระจก เอาไว้อ่านตอนแปรงฟัน สติ๊กเกอร์ใบนี้เขียนไว้ว่า
"วันนี้จะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับฉันนะ?"

เชื่อสิว่า สติ๊กเกอร์ที่มองไม่เห็นใบนี้ จะทำให้คุณมองเห็นโลกใบเดิมต่างออกไป

แหล่งที่มา    Facebook : Boy's Thought

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น